น.30 พระพุทธเจ้าท่านจะไม่นั่งพูดบนหินอ่อน หรือบน อาคารที่หรูหรา, ธรรมเทศนา หรือพระสูตรส่วนมาก พูดกันที่ไหนก็ได้ แล้วแต่จะมีขนวนให้พูด ; มีอะไรที่ สะดุดใจที่ไหนท่านก็พูดเรื่องนั้นไปเลย. พระสูตรหรือ คำสอนทั้งหมดเกิดขึ้นเนื่องจากท่านพูดตามที่ต่าง ๆ ไม่เคย มีพูดกันอย่างแบบพิธีรีตองในห้องปาฐกถา หรือในอาสนะ ที่สวยงาม. ที่เราพูดกัน ที่หน้าตึกนั้นเห็นว่ามันไม่เข้ารูป ; แต่ที่แรกที่พูดที่นั่น ก็เพื่อฉลองน้ำใจของผู้ ที่สร้างตรง หน้ามุขบันไดนั่น เขาเสียเงินไปสามหมื่นบาท ค่าหินอ่อน ค่าหินขัด ; ก็เลยใช้ที่ตรงนั้นเป็นที่พูดบ้าง ให้คนที่ออกเงิน ได้บุญ. ที่เป็นตึกรามอย่างนี้ มันไม่ใช่แบบของเรา ซึ่งเป็นภิกษุ บรรพชิต หรือสันยาสี ผู้กินอยู่กลางดิน หรือกลางพื้นดิน. ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนไป เป็นมา พูดกลางพื้นดินอย่างนี้เสียบ้าง แล้วก็ให้เป็นพื้นดินมากหน่อย. ผมบอกพวกที่มาที่นี่ ๑
น.31 ทั้งฝรั่งทั้งไทยว่า ; แม้ว่าเราอยู่ที่นี่ ๒๐ กว่าปีแล้ว มีอาคารมีอะไรอย่างนี้ แต่การ เป็นอยู่ยังสงวนไว้ให้เป็นแบบพักแรมอยู่เสมอ คือ comping-life พักแรมชั่วขณะที่นั่นคืน ที่นี่คืน; จึงขอให้รู้ไว้ว่า เรายังมั่นคงในชีวิตแบบพักแรม, การเป็นอยู่แบบ พักแรมอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้น อย่าไปทำอะไรให้มันเหมือนกับคนอยู่บ้านเรือน มีนั้นมีนี่ อย่างนั้นอย่างนี้ แขวนนั่นแขวนนี่; นั้นมันเป็นเรื่องบ้านเรือน ; โดยเฉพาะพวกที่อยู่ทางด้านหลังภูเขา ซึ่งเป็นที่ที่กำหนดไว้ สำหรับการอยู่ตามแบบนั้น โดยเฉพาะ, ส่วนด้านหน้านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะเป็นที่รับแขก. ในเรื่อง "พักแรม" อยู่เสมอนี้ดี ; ดังนั้นที่เราพูดกันอย่างนี้ที่กลางลานตรงนี้" ก็ให้ถือว่า เหมือนพูดในขณะที่กำลังเดินทางไกล ไปตามตำบลต่าง ๆ สะดวกที่จะนั่งพูดนั่งคุยกัน ตรงไหน ก็นั่งที่นั่น อย่างนั้นแหละดี. สำหรับเรื่องที่จะพูดวันนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระใหม่โดยเฉพาะ แล้วก็ไม่รู้ ไม่ชี้กับพระเก่า, ไม่นึกถึง เพราะว่าเราเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องพูดกับพระใหม่ ให้เป็น การปลอดภัย. ฟังให้ดี ๆ ให้เป็นการปลอดภัยไปตั้งแต่แรก เรียกว่าเรื่องรีบด่วน, เรื่องรีบด่วนที่จะต้องพูด. ทีนี้ผมก็อยากจะเรียกว่า "ทางธรรม" คือเป็นเรื่องรีบด่วนทางธรรม ซึ่ง ต้องนึกถึงเรื่องรีบด่วนทางวินัยก่อน ; พอเราบวชพระกันเสร็จในอุโบสถนั้น ก็มี เรื่องรีบด่วนทางวินัย รีบบอกกันทันที คือ : เรื่องอนุศาสน์ ๘ ซึ่งเป็นเรื่องรีบด่วน ทางวินัย, เรื่องอกรณียกิจ ๔ ที่ทำเข้าไม่ได้, ทำแล้วก็ล้มละลายหมด ในความ เป็นภิกษุทางวินัย เหมือนที่บอกแล้วในวันบวชนั้น, เรื่องเมถุนธรรม, เรื่อง อทินนาทาน, เรื่องฆ่ามนุษย์, เรื่องอวดอุตริมนุษยธรรม, เหล่านี้ เป็นเรื่อง รีบด่วนทางวินัย เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้. · ลาน หมายถึงที่ว่าง เชิงเขาพุทธทองด้านหน้า ที่สวนโมกข์ ฯ
น.32 อีก ๔ เรื่องก็คือ เรื่องรีบด่วนเพื่อให้เกิดความแน่ใจ ความเบาใจ : ว่าอย่ากลัวอด, อย่ากลัวไม่มีอะไรจะนุ่งห่ม จะอยู่จะกินจะใช้ จะรักษาโรค ; ให้แน่ใจเสียว่า จะกินอาหารที่ได้มาจากชาวบ้าน, นุ่งห่มผ้าที่เขาทิ้ง, อยู่โคนไม้ ; เมื่ออยู่โคนไม้ได้ ก็ไม่มีปัญหา ว่าจะมีกุฏิอยู่หรือไม่. เรื่องยาแก้โรคนั้นก็ใช้ของที่ง่าย ที่สุด ที่จะหาได้สำหรับสมัยนั้นก็คือเภสัชกลางบ้าน ที่ปรุงขึ้นด้วยน้ำมูต, เขาเรียกว่า เภสัชทั่วไป จนกระทั่งอนุญาตไว้ว่าไม่ต้องประเคน. มูต ลูต ขี้เถ้า ดิน สี่อย่างนี้ ไม่ต้องประเคน ให้ขวนขวายมาใช้บำบัดโรค ; มูต ก็เช่นปัสสาวะที่ใช้เป็นยา, คูต คืออุจจาระ จะเป็นอุจจาระสัตว์หรืออะไร ก็สุดแท้, แล้วก็ขี้เถ้า แล้วก็ดิน, นี่อยู่ใน เภสัชที่เรียกว่าของภิกษุ รวมความหมายอยู่ในคำว่า ปูติมุตตเภสชฺชํ เราก็เลยเบาใจ เป็นอิสระทันที เมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องกลัว ในการที่เรา เปลี่ยนชีวิตมาในแบบที่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีข้าวกิน จะไม่มีเครื่องนุ่งห่ม, หากินอย่าง ขอทาน นุ่งห่มผ้าที่เขาทิ้ง อยู่โคนไม้ เป็นที่สุด. ไม่มีอะไรก็อยู่โคนไม้, สำหรับ ยาแก้ โรคนั้นใช้ไปตามบุญตามกรรม ตามที่ชาวบ้านเขามีอยู่มาแต่โบราณ, อาศัยความ เข้มแข็งความทรหดอดทน หรือความต้านทานในร่างกายนี้ยังใช้ได้; อย่าไปหวังว่า จะได้ยาแพง ๆ อร่อย ๆ ทั้งหมดนี้เรียกว่า เรื่องรีบด่วนทางวินัย. วันนี้ผมจะพูด เรื่องรีบด่วนทางธรรม สำหรับภิกษุใหม่ด้วย. คำว่า "รีบด่วน" มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องใด ควรถือว่าเป็นเรื่องรีบด่วน. สำหรับ เรื่องรีบด่วนทางธรรมนี้ คุณจะหาไม่พบใน หนังสือ หนังหาตำรับตำราก็ได้ ; เพราะว่าเขาไม่นิยมพูดไม่นิยมเขียน. แต่ความจริง มันสำคัญมาก เพราะว่า เมื่อบวชเข้ามาแล้ว จะต้องมีการตั้งต้นที่ถูกต้อง ที่เป็น รากฐานที่ถูกต้อง ; มิฉะนั้นเราจะเสียใจทีหลังว่า เราไม่ได้ทำให้ถูกต้องมาตั้งแต่วินาที
น.33 แรก หรือวันแรก, ก็น่าเสียดาย. ความที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ทีแรกนั้น ทำให้รากฐาน มันเลื่อนลอย ในที่สุดอาจจะแกว่ง แกว่งไปจนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง. ทีนี้ เรื่องมันมากนัก, เรื่องต่าง ๆ ถ้าจะเอาโดยรายละเอียดแล้ว มันมาก เรื่องนัก ; ฉะนั้นเราอยากจะเลือกเอาเพียงเรื่องเดียว แล้วกินความทั่วไปหมดทุกเรื่อง. ในที่สุดมันก็เป็นเรื่องสรุป ของสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ธรรมปาฏิโมกข์", ธรรม- ปาฏิโมกข์คือเรื่องที่พูดอยู่เป็นประจำ ตั้งสองสามปีมาแล้วที่บันไดตึกนั้น. สำหรับเรื่อง ธรรมปาฏิโมกข์ทั้งหมด ไม่ว่าคราวไหนครั้งไหน มันก็ เป็น เรื่องทำลายตัวกู - ของกู ; นั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ ; เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึง เรื่องรีบด่วนในทางธรรมะแล้ว ก็ไม่มีอะไร นอกไปจากเป็นการทำลายความยึดมั่นถือมั่น เรื่องตัวกู - ของกูนั่นเอง, แต่มันมีปัญหายุ่งยากมากตอนนี้ ที่ว่า ทุกหนทุกแห่ง หรือ พระมหาเถระ ผู้มีอำนาจท่านห้าม ไม่ให้เอาเรื่องทำลายความยึดมั่นเรื่องตัวตนนี้มา สอนพระใหม่, แทบทุกหนทุกแห่งเขาห้ามกันอย่างนี้ ว่าไม่ให้เอาเรื่องสูงสุดที่เขา สมมุติเรียกว่าโลกุตตระ, เรื่องหลุดพ้น, เรื่องทำลายความยึดมั่น, ซึ่งเป็นเรื่องสูงสุด เอามาสอนพระใหม่. แต่เรามันเห็นด้วยไม่ได้ เราเห็นว่ามันไม่มีเรื่องไหน, มันมีเรื่อง เดียว ; จะเป็นพระใหม่หรือพระเก่าก็ตาม มันมีเรื่องเดียว : เรื่องหาวิธีทางใด ทางหนึ่ง ตาม ความเหมาะสมแก่ฐานะของตน แล้วทำลายความยึดมั่นว่าตัวกู - ว่า ของกูนี้. แม้พระบวชใหม่เข้ามาใหม่ ๆ ทำไม่ได้มากก็จริง ; แต่ก็ต้องมีความถูกต้อง คือตรงจุด, ต้องมีความตรงจุด ถูกต้องในเรื่องนี้. การทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้ มีได้หลายระดับเหมือนกัน; ถ้าเรา จะเอาตั้งแต่ระดับที่อาจจะประพฤติได้แม้พระใหม่ ก็จะเป็นการตั้งต้นที่ตรงจุด ถูกต้อง รวดเร็ว คุ้มกับที่ว่ามีโอกาสบวชเพียงสามเดือน. ถ้าจะให้ไปเรียนอย่างที่เขากำหนดไว้ เรียนธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็เรียนดิหิปฏิบัติ ในเดือนสุดท้ายนั้น อย่างนี้ผมไม่
น.34 เห็นด้วย ; แต่ไม่ต้องออกชื่อ เดี๋ยวจะเป็นการกระทบกระเทือน. ผมถือเสียว่า คิหิปฏิบัติ อย่างนี้บางคนก็มีอยู่แล้ว, แล้วไปอ่านเอาเองก็ได้ ไม่ต้องมาพูดมาเรียนมาอะไรให้เสีย เวลาที่มีค่า ; อย่างที่เราบวชเพียงสามเดือนนี้ ต้องถือว่าเป็นเวลาที่มีค่า เป็นทองคำ ; ถ้าไปเรียนเรื่องที่ไม่จำเป็น ก็น่าเสียดาย. ฉะนั้นจึงมีความเห็นว่า ชั่วบวชเพียง สามเดือนนี้ ต้องรีบเรียนเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยตรง, แล้วก็ให้พอเหมาะสม แก่ระดับ. คำว่า “เรียน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเรียนอ่านอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนทำ, เป็นการเรียนกระทำ. ให้ถือไว้เป็นหลักว่า ในพุทธศาสนา เมื่อพูดว่า ศึกษาหรือเล่าเรียน เขาหมายถึงการกระทำทั้งนั้น การกระทำลงไปเลย นั่นแหละคือการเล่าเรียน ; ฉะนั้น เราต้องถือโอกาสทำเลย โดยไม่ต้องเรียนชื่อเรียนเสียง หรือเรียนทฤษฎีอะไรกันมากนัก. ให้รีบตั้งต้นเสียเลย ในการกระทำที่ว่านี้ โดยมีหัวข้อง่าย ๆ ว่า : เมื่อก่อนบวช จนกระทั่งวันบวชนี้ ทำอะไร ๆ เพื่อตัวเองทั้งนั้น , แต่ พอบวชเข้ามา แล้วอย่างนี้ ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างกลับหลัง ต้องทำอะไร ๆ เพื่อไม่ใช่ตัวเอง จะเรียกว่า เพื่อความว่างก็ได้ ; แต่ว่าฟังมันสูงไป ถ้าเรียกว่า เพื่อผู้อื่น มันค่อยยังชั่ว. แต่ถ้า เพื่อผู้อื่น ก็เปรียบได้ว่า ไม่ใช่เพื่อตัวเองอยู่เหมือนกัน. นับแต่บวชเข้ามาแล้วนี้ เราต้องเปลี่ยนกลับหลังตรงกันข้ามในข้อที่ว่า เคย ทำเพื่อตัวเองนั้น จะต้องเปลี่ยนเป็นทำเพื่อผู้อื่น. เมื่อก่อนนี้มีอาชีพ ตามความ สามารถของตน ๆ หาเงินหาชื่อเสียง หาอะไรก็ตาม เพื่อตัวเองทั้งนั้น, เพื่อผู้อื่นก็แต่ ปากเท่านั้น ; ที่จริงมันก็เพื่อตัวเอง หาเงินไว้ให้มากอย่างนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องของ ฆราวาส มันก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง, หรือว่าอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องที่แล้วไปแล้ว. เดี๋ยวนี้ ย่างเข้ามาในการบวชนี้มันก็ต้องตรงข้าม ; หัวข้อใหญ่มีอยู่อย่างนี้.
น.35 ต่อนี้ไป ตลอดเวลาก็ ให้ทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อตัวเอง, พูดตามภาษา ธรรมดาก็คือ : ให้ทำเพื่อผู้อื่น เพื่อสิ่งอื่น เพื่อส่วนรวม เพื่อศาสนา เพื่ออะไร ก็ตาม, แล้วในระดับ ที่สูงสุดก็เพื่อความว่าง ; ทำด้วยจิตว่าง เพื่อความว่าง, ว่าง จากตัวกู - ว่างจากของกูนั่นแหละ. คุณจะต้องเข้าใจคำนี้เป็นเบื้องต้นเป็นวันแรก, เป็นบทเรียนข้อแรก, เป็นการพูดกันครั้งแรก, นี้คือเรื่องรีบด่วน. งานก็ยังคงมีให้ทำ แม้เรามาอยู่ในสภาพอย่างนี้, หรือแม้ที่สุด แต่กำลัง เดินทางอยู่กลางทาง มันก็มีงานทำ ถ้าอยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์. อย่างเราเดินทาง ไกลนี้ พบศาลาเข้าหลังหนึ่ง นั่งพักร้อน, ก็ช่วยรักษาความสะอาด ทำความสะอาด ทำความเรียบร้อย ทำอะไรก็เพื่อผู้อื่นทั้งนั้น, เสร็จแล้วเราจากไป. สำหรับ ที่นี่อยาก จะให้มีชีวิตแบบพักแรม แต่ก็ยังทำอะไรได้ ; เมื่อที่ไหนกินอาหารได้ ที่นั่นก็ ทำงานได้, ต้องมีการทำงาน แล้วก็เพื่อผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่ตัวเอง, 'แล้ว ในที่สุดใน ระดับสูงสุดก็เพื่อความว่าง ซึ่งไม่ใช่เราเอง หรือไม่ใช่ใครด้วย. คือไม่ใช่ เพื่ออะไรทั้งหมด. เมื่อพูดอย่างนี้ ฟังดูคล้ายกับเรื่องสูงสุดเลย คือเรื่องนิพพานไปเลย ; มันก็จริงเหมือนกัน. แต่ นิพพานก็ปฏิบัติได้ แม้ในหมู่คนที่ยังเป็นฆราวาส ด้วยซ้ำไป. ฆราวาสนั้นยากที่จะทำ เพราะว่ามีอะไรผูกมัดมาก ; ที่เป็น ๆ มาแล้ว ก็ปรากฎอยู่แล้วว่า ทำไม่ได้, ถือกันว่าทำไม่ได้ หรือทำได้น้อยเต็มที ; ที่จะทำ เพื่อผู้อื่น หรือทำเพื่อความว่าง มันทำได้น้อยเต็มที เพราะมันไม่เป็นอิสระแก่ตัว. ทีนี้พอมาเป็นนักบวช ก็เป็นอิสระแก่ตัวเหมือนกับนกมีแต่ปีก บินไปไหน ก็ไปได้ แล้วก็เป็นการสละหมด, ตอนที่บวชนี้ต้องเป็นการสละหมด. ขอบอกให้ รู้ไว้ว่า : จะเป็นลูกหรือเป็นเมีย หรือเป็นทรัพย์สมบัติ เป็นบิดามารดาอะไรก็ตาม,
น.36 ความหมายของคำว่าบวช คือสละสิ่งเหล่านั้นหมด ; ไม่ใช่เรื่องทารุณหรือโหดร้าย ต่อใคร ; แต่ว่าการบวชมันหมายความว่าอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราเป็นคนฟรีจากความ ผูกพัน เป็นอิสระจากความผูกพัน , ดังนั้น ต้องทำอะไรได้มากอย่างตรงกันข้าม กับเมื่อก่อนบวช. ถ้าเราตั้งใจว่าจะบวชสามเดือน ก็เป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จะเป็นการ ฝึกหัด, เป็นการฝึกหัด ชั่วบวชสามเดือนนี้ เป็นการเรียนบทเรียนใหม่บทหนึ่ง ; ฉะนั้นมันต้องไม่เหมือนกับที่ไม่ได้บวช ถ้าเหมือนกันเสียแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ในการที่มาบวช ; ป่วยการ. ดังนั้นจึงต้องมีบทเรียนใหม่ ชนิดที่ไม่เหมือนกัน ชนิดที่ตรงข้ามเลย. การบวชจะมีประโยชน์อะไร ? ตอบว่ามีประโยชน์มาก แล้ว จำเป็นด้วย ; เพราะว่าที่เราทำเพื่อตัว ทำด้วยความเห็นแก่ตัวนั้นมันมากนัก, มากเกินควรทั้งนั้น. อย่างที่คุณมีครอบครัว, มีการงาน, มีอะไร แล้วมาบวชนี้ ยิ่งแสดง ชัดเลยว่า มันมากเกินควร. ส่วนที่เป็นหนุ่ม ยังไม่มีครอบครัว ก็เห็นกันอยู่ว่า : ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งหนุ่มนี้ ก็ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ; ไม่เคยทำบทเรียนเพื่อ ผู้อื่น หรือเพื่อสละออกไปเพื่อความว่างเลย. ทีนี้ เราก็เป็นผู้ ขาดความรู้ในส่วนเพื่อผู้อื่น, แล้วก็ เกินมากในความรู้ ส่วนที่เห็นแก่ตัว. ความรู้ฝ่ายที่จะทำเพื่อตัวนั้น มันเพ้อ หรือเหลือ เกินมากไป ; ดังนั้นเราก็ต้องมาเรียนความรู้ประเภทที่ไม่เห็นแก่ตัวนี้ชดเชย, หรือเอาไปเป็นเครื่อง ถ่วง เครื่องควบคุมความเห็นแก่ตัว ต่อไปข้างหน้า ; เมื่อสึกกลับออกไป จะได้
น.37 ความรู้เหล่านี้ ไปควบคุมความเห็นแก่ตัว, และจะได้ผลดีด้วย. แต่ถ้าไม่สึก มันก็จะยิ่งถูก ; เพราะ เรื่องบวชนี้มีแต่เรื่องเดินออกไปสู่ความหมดตัว. ดังนั้น การตั้งต้น ทำบทเรียน ที่ทำลายความเห็นแก่ตัวนี้เป็นเรื่องถูก, ถูกที่สุดเลย : ดังนั้น จึงเป็นอันว่าถูกทั้งผู้ที่จะสึก และถูกทั้งผู้ที่จะอยู่ต่อไป. ขอให้ถือว่า ที่แล้วมานั้นมีความรู้ฝ่ายที่เห็นแก่ตัว อย่างเกินขอบเขต เกินความพอดี จนเป็นอันตราย, จนบางคนก็เริ่มปวดหัว เริ่มเป็นโรคเส้นประสาท เสียแล้ว จึงมาบวช. บางคนบวชไม่ได้ ก็ต้องอุตส่าห์มาที่วัดเพื่อไต่ถาม เพื่อศึกษา เรื่องนี้ ; นี่ก็เพราะโทษของความเกิน ในความรู้เรื่องเห็นแก่ตัว เรื่องการกระทำ เพื่อตัว. บัดนี้เราจำต้องมีบทเรียนที่กลับตรงกันข้าม คือบทเรียนทำเพื่อผู้อื่น เพื่อไม่ใช่ตัว. แต่ก็มีปัญหาอยู่ที่ว่า กลัวว่าทุกคนจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จะเห็นว่า บทเรียนนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีความสำคัญ. ที่จริง บทเรียนนี้จะช่วยชีวิตใน อนาคตให้มีค่า หรือให้มีความสุข หรืออะไรอย่างนั้น แล้วก็จะทำให้การบวชนี้ ไม่เป็นหมัน. ฉะนั้น อย่าเห็นเป็นเรื่องไม่สำคัญ แล้วก็ปล่อย ๆ ให้มันเลือน ๆ ไป; หัวเราะเสียมากกว่า, ในวันหนึ่งคืนหนึ่งมีแต่เรื่องหัวเราะเสียมากกว่า ; ถ้าทำก็ทำ เพื่อหัวเราะ หรือว่าทำเพื่อเห็นแก่ตัวอีกปริยายหนึ่ง. เห็นแก่ตัวอีกปริยายหนึ่ง หมายความว่าทำให้เขารัก ทำให้เขาขอบใจ ให้เขายกย่อง ให้เขาเห็นว่าเป็นคนเก่ง : ถ้าอย่างนี้ก็ยังไม่พ้นไปจากความเห็น แก่ตัว. ฉะนั้นใครจะทำอะไรหน้าที่ไหนก็ตาม อย่างในวัดเรานี้มีหน้าที่มากมายหลาย หน้าที่, ใครจะทำหน้าที่ไหนก็ตาม ระวังอย่าไปย้ำหมุดย้ำหัวตะปู เรื่องความเห็น แก่ตัวเข้าอีก มันจะถอนไม่ขึ้น. ขอให้มีสติสัมปชัญญะ ระวังอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว
น.38 ว่าทุกอย่าง, การเคลื่อนไหวทุกอย่างนี้ เพื่อถอนความเห็นแก่ตัว. การงานโดยตรง ก็ดี หรือการงานโดยอ้อมก็ดี, หน้าที่ของภิกษุสามเณรก็ดี จะต้องเพื่อทำลายความ เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ; ให้เต็มอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ มีสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง มีความ ไม่ประมาทอย่างยิ่งอยู่ตลอดเวลา. ยกตัวอย่างเช่นว่า : หน้าที่ของภิกษุสามเณรจะต้องไปบิณฑบาต อย่างนี้ ต้องมีความสำนึกในการที่ทำลายความเห็นแก่ตัวเสมอ : กล่าวคือทำลาย ความรู้สึกที่ถือว่า ตัวดีวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้, ให้รู้สึกว่าขณะนี้ตัวเป็นคนขอทานแล้ว เป็นเปรตชนิดหนึ่งแล้ว. เมื่อเดินไปบิณฑบาตนั้น อย่าเดินคุยกัน อย่าหัวเราะกัน อย่าอะไรกัน ซึ่งทำให้ลืมพิจารณาตามบทพิจารณา ปัจจเวกขณ์. ให้รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ เราเป็นเปรตชนิดหนึ่ง คือขอทาน ตามที่เขาจะให้, ชีวิตนี้เป็นอยู่ด้วยผู้อื่น ก็จะลด ความเย่อหยิ่งจองหอง ลดความทะนงตัว ลดอะไรได้หมด เพราะเราเป็นคนขอทาน. นี้เป็นตัวอย่าง ว่าแม้แต่ทำงานบิณฑบาตตามหน้าที่ของภิกษุนี้ ก็ยังต้องทำเพื่อทำลาย ความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ผมเคยเห็นทั่ว ๆ ไป เดินสูบบุหรี่กันไปพลาง คุยกันไปพลาง หัวเราะกันไปพลาง บิณฑบาตกันไปพลาง มันไม่มีลักษณะที่ว่า ประพฤติธรรมะ เหลืออยู่เลย. ฉะนั้นจึงยกมาเป็นตัวอย่าง ว่าเรานี้ไปบิณฑบาตอย่างขอทาน, สำนึกอยู่ในฐานะของผู้ ไม่มีความทะนงตัว, แล้วก็ปัจจเวกขณ์อย่างสูงสุดคือ "ยถาปจฺจยิปวตฺตฺมานิ ธาตุมฺตเมเวติ ฯลฯ" นั้นอยู่ โดยเนื้อความโดยความรู้สึกว่า กำลังไม่มีตัว : ผู้ที่กำลังเดินไปขอนี้ก็ไม่ใช่ตัว, ข้าวที่ได้มา ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียก ว่าตัว หรือว่ามาสนับสนุนตัว, ทั้งผู้ใส่บาตร ผู้รับบาตร ของที่ใส่บาตรอะไรก็ตาม ให้ดูโดยความเป็นของว่างจากตัวอยู่เสมอ ; เพียงเท่านี้จะมีผลสูงสุดในการบวช เหลือที่ จะพูด.
น.39 ถ้าคุณเดินสูบบุหรี่กันไปพลาง คุยกันไปพลาง หัวเราะกันไปพลาง มันก็ แย่ ; แล้วบางทียิ่งกว่านั้น มีทางจะเกิดกิเลสอีกมากมาย : บิณฑบาตบ้านนี้ สกปรกบ้าง หรือว่าอะไรบ้าง, หรือว่าอยากจะได้ของดี ๆ บ้าง, หรือถ้าเป็นเรื่องอย่างที่ เหมือนทางกรุงเทพฯ แย่งชิงกันเลยอย่างนี้บ้าง มีเรื่องโกรธเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ใน ระหว่างผู้ที่ไปบิณฑบาตนั้นก็มี, อย่างนี้เรียกว่าหมดเลย ; "ตัวตน" มันออกมาถึง ขนาดทะเลาะวิวาทกันทั้ง ๆ ที่ยังถือบาตรอยู่."นี่แหละ การงานหรือหน้าที่ของพระ แท้ ๆ ก็ต้องทำไป เพื่อความไม่มีตัว. นี้เป็นตัวอย่าง อย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่าง ของแบบในการทำตามหน้าที่ของนักบวช. ทีนี้ ส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง เช่นในวัดเราก็มีงานเหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหล ไคลย้อย เพื่องานของวัดก็มี, แล้วก็ยังมีงานเพื่อสงเคราะห์กันเป็นส่วนตัวก็มี ; เพราะ เมื่ออยู่ร่วมกันอย่างนี้ ก็ย่อมมีการชอบพอกัน ระหว่างคนนั้นคนนี้เป็นส่วนตัว แล้วก็มี การช่วยเหลือกันตามความสามารถ. แม้อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่า ต้องระวัง อย่าให้เป็น ไปเพื่อ เพิ่มตัว เพิ่มความทะนงตัว. อย่าทำไปเพื่อแสดงความสามารถให้เขา ยกย่อง, อย่าทำไปเพื่อให้เกิดความผูกพัน เป็นประโยชน์, หรืออย่าทำอะไรอย่างนั้น ให้ระวังไว้เสมอว่า ช่วยฟรี, ช่วยฟรี, ช่วยอย่างไม่เอาอะไรกลับเข้ามา; ให้ความ เหน็ดเหนื่อยของเรา, หรือความลำบากของเรานี้ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยที่ เราไม่ เอาอะไร นอกจากการทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าเราไปเกิดอยากเอาอะไรเข้า มันไม่ทำลายความเห็นแก่ตัว, เราก็ขาดทุนยุบยับเลย. ขออย่าไปอวดดีว่า เราไปช่วยเขา แล้วให้เขาขอบใจ, แล้วเราก็ดีแล้ว ; อย่างนี้มันไม่ถูก, มันยังไม่ดี, มันไปเหมือนกับชาวบ้านเขาทำ. เมื่อเราเป็นพระ เราก็ต้องเอาแต่ความไม่เห็นแก่ตัว ทำเพื่อ ผู้ได้รับความช่วยเหลือได้รับไปก็แล้วกัน ไม่หวังความผูกพันฉันท์มิตร ฉันท์เพื่อน ที่จะต้องช่วยเหลือตอบแทนซึ่งกันและกัน,
น.40 ไม่ต้องการคำขอบใจ ไม่ต้องการคำยกย่องสรรเสริญ ผิด ต้องทำอย่างนี้ จึงจะเป็นเรื่อง ที่ตรงกับเรื่องของการบวช, ถ้าไม่อย่างนั้นจะเป็นเท่าเดิม เท่าเมื่ออยู่ที่บ้าน ; อยู่ที่ บ้านทำอะไรให้ใคร ก็หมายความว่า เพื่อผูกพัน เพื่อขอบใจ เพื่อเกียรติ เพื่ออะไร ไปตามเรื่อง. อยู่ที่นี่เวลาสามเดือน บวชสามเดือนของคุณจะมีไม่พอ ; ระวังให้ดี ๆ. ฉะนั้นให้รีบหัดเสียแต่แรก แม้ที่ช่วยกันเป็นส่วนตัว. งานที่มนุษย์จะต้องช่วยกัน เป็นส่วนตัว ก็ยังต้องระวัง ให้เป็นเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัวไปเรื่อย. เมื่อพูดถึงงานของวัด ที่เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย มีอยู่หลาย ๆ พวก หลาย ๆ ชนิด เป็นประจำวันนี้ ยิ่งสำคัญมาก, ทำผิดนิดเดียว ก็จะวกไปเพิ่มการ ทะนงตัวได้เหมือนกัน" ฉะนั้น ระวังให้ดี ให้เป็นเรื่องทำลายความทะนง ความมีตัว ความเห็นแก่ตัวไว้เรื่อยไป จนกระทั่งว่า ใช้วิธีที่ปลอดภัยคือนึ่งเงียบ ไม่พูด : แบบไม่ให้ใครรู้ แบบปิดทองหลังพระ นั่นแหละยิ่งดี. การปิดทองหลังพระนั้น ได้บุญมากกว่าปิดทองหน้าพระ ; เพราะว่า การปิดทองที่หน้าพระ มันเพิ่มตัว, เพิ่มความเห็นแก่ตัว ความทะนงตัว. การปิดทองหลังพระนั้น ได้บุญมากกว่าที่ปิดทองหน้าพระ เพราะว่า การปิดทองที่หน้าพระมันเพิ่มตัว มันเพิ่มความเห็นแก่ตัว ความทะนงตัว. การปิดทองหลังพระนั้น อย่างไร ๆ มันก็ต้องไม่เพิ่มความทะนงตัว, ไม่เพิ่ม ความอะไรที่เป็นตัว ๆ ไม่เพิ่มความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นเรายิ่งต้องระวังมาก เพราะว่า วันหนึ่งก็มีหลายชั่วโมง ในการทำงานอาจจะเผลอได้มาก เผลอได้หลาย ๆ ครั้ง. แบบฝึกหัด หรือบทเรียนที่ดีที่สุดนั้น จึงอยู่ที่เมื่อทำงาน : ไม่ใช่อยู่ในโรงเรียน นักธรรม หรือในโรงเรียนบาลี หรือในโรงเรียนอะไรก็ตาม, แม้กระทั่งการมานั่งพูด
น.41 กันอยู่อย่างนี้. บทเรียนที่แท้จริง ที่ดีที่สุดนั้นอยู่เมื่อขณะที่ทำงาน คือเมื่อประสบ- อารมณ์ . พูดภาษาธรรมะหน่อยก็ว่า เมื่ออารมณ์มากระทบ , พูดภาษาธรรมดา ๆ ก็ว่าเมื่อทำงาน. ขอบอกว่า เมื่อทำงานนั่นแหละ เป็นบทเรียนที่ดี เป็นการสอบไล่ที่ดี ; เพราะเวลานั้นแหละ คือเป็นเวลาที่อารมณ์กระทบ, อารมณ์มากชนิดจะกระทบ. แม้แต่ ตัวงานนั้นก็เป็นอารมณ์, ตัวงานที่เราทำนั่นแหละ ตามภาษาธรรมะก็ต้องเรียกว่า อารมณ์ชนิดหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง. ทีนี้ เราต้อนรับงานนั้นด้วยลักษณะอย่างไร ? ต้อนรับอารมณ์นั้นด้วย ลักษณะอย่างไร ? ก็คือ ต้อนรับโดยลักษณะที่จะไม่เกิดตัวกู - ของกูนั้นแหละ . เมื่อทำงานก็ต้องมีบุคคลที่ ๒ ที่ ๓ ผู้เกี่ยวข้องนั่นแหละจะทำให้เกิดกระทบอารมณ์ที่ ร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก ; มันเต็มไปด้วยอารมณ์ เต็มไปด้วยการกระทบของอารมณ์ เต็ม ไปด้วยบทเรียนและการสอบไล่. สำหรับทางนามธรรม ทางธรรมนี้ มีบทเรียนที่ไหน ก็มีการสอบไล่ทันที พร้อมไปในตัว ; ไม่เหมือนเรื่องทางโลก ๆ เรียนหลายๆ เดือนสอบไล่กันทีหนึ่ง ครบปีสอบไล่กันทีหนึ่ง นั้นเรียกว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลมาก. ถ้าเป็นเรื่องธรรมะ แล้ว ขณะที่ลงมือเรียน ก็เป็นการสอบไล่ทันที . เมื่อคุณกระทบอารมณ์อย่างนี้ คุณจะต้องทำอย่างไรกับมัน ; นั่นแหละเป็นบทเรียน ; แล้วการทำผิดหรือทำถูกก็ เป็นการสอบไล่, แล้วภายในหนึ่งนาทีนั่นแหละ มันเกิดตัวกู - ของกู เป็นทุกข์ เหมือนตกนรกขึ้นมาก็ได้, มันเป็นการสอบไล่ทันควัน. เราจะ ต้องระวัง ให้เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือเป็นบทเรียนหรือการ สอบไล่ที่ดี ที่ทำลายตัวกูอยู่เสมอ ; ที่นี้ก็ไม่มีอะไร ที่จะไม่ทำอย่างนี้. อย่าง
น.42 สมมุติว่ากิจวัตรการไหว้พระสวดมนต์ ก็เหมือนกันอีก ; แปลว่า ทุกอิริยาบถ ที่ เคลื่อนไหวไปในรูป เดิน ยืน นั่ง นอน อะไรก็ตาม ล้วนแต่เป็นบทเรียนไปหมด, กระทั่งว่าจะต้องระวัง แม้แต่เมื่อทำกรรมฐานนั่นแหละ, ทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ทำกรรมฐาน, ทำอะไรก็ตาม ; เมื่อนั้นแหละจะเกิดตัวกู - ของกูได้เหมือนกัน, ก็เป็นเวลาที่ต้องระวังเหมือนกัน. การทำกรรมฐาน ทำวิปัสสนาก็ดี ต้องรู้ว่าทำด้วยความมุ่งหมายอะไร ? ด้วยความต้องการอะไร ? ที่ทำด้วยความโง่ ทำเพ้อ ๆ ไปก็มี, บางทีก็ทำด้วยความ อยากเด่น อยากจะอวดคนอย่างนี้ก็มี, ทำด้วยความอยากจะมีฤทธิ์ มีเดช มีคุณวิเศษ ยิ่งกว่าธรรมดามนุษย์อย่างนี้มันก็มี. ถึงแม้แต่จะพูดว่าทำเพื่อนิพพาน นี้มันก็ไม่พ้นที่ว่า ทำให้ดีกว่าคนอื่น ๆ ; ทำเพื่อดีกว่าคนอื่น อย่างนี้จะฉิบหายหมด เหมือนกัน. แต่ถ้าว่า เขาทำด้วยความรู้สึกว่า โอ๊ย! อ้ายโรคตัวกู - ของกูมันรบกวนนักแล้วโว้ย, ไม่มีทาง อื่นแล้ว ต้องทำ ; อย่างนี้แล้ว คือทำวิปัสสนานี้. เมื่อทำเข้า มันจึงจะ บรรเทาตัวกู ของกู มันก็เป็นวิปัสสนาจริง เป็นกรรมฐานจริง. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น โดย มากเขาทำวิปัสสนาเพื่อหลอกตัวเอง ว่าได้ดี ได้ของวิเศษ, มีหวังว่าจะไปนิพพาน อย่างนี้ บางทีก็ทำเพื่อลาภสักการะ ให้เขาบูชา, บางทีก็แต่งหนังสือ อะไร ก็เพื่อ เอาปริญญา เกี่ยวกับการแต่งหนังสือเรื่องพุทธศาสนา นั่นเอง. ถ้าคุณนึกออกว่า ยังมีอะไรอยู่อีกก็ลองนึกดู. ผมสามารถที่จะพิสูจน์ให้ เห็นได้ว่า ทุกอย่างเป็นโอกาสที่จะเกิดตัวกู - ของกูยิ่ง ๆ ขึ้นไป, หรือเกิดความทะนงตัว ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ดังนั้นจึงขอให้กลัวให้มาก : ให้ยิ่งกว่ากลัวเสือกลัวอะไรไปเสียอีก ; ให้กลัวการเกิดแห่งตัวกูนี้ กลัวยิ่งกว่ากลัวอะไร ยิ่งกว่ากลัวเชื้อโรค, ยิ่งกว่าผีสาง ยิ่งกว่าเสือ ยิ่งกว่าโจร ยิ่งกว่าอะไรหมด.
น.43 นี่แหละคือเรื่องรีบด่วนฝ่ายธรรมะที่ต้องพูดกัน เราก็บวชเข้ามาตั้ง ๖ - ๗ วันแล้ว : เรื่องบุพภาค บุพกิจ อะไรมันก็พอจะเสร็จ ๆ ไปแล้ว. ทีนี้ก็ ขอให้ตั้งต้นเรื่องที่เป็นหัวใจของการบวช, ซึ่งเป็นเรื่อง เนื้อหาจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องบุพกิจ ; ฉะนั้นจะต้องพูดน้อย จะต้องนิ่งมาก คิดมาก แล้วก็ระวังมาก. แต่ที่บวชกันมานี้ยังไม่เป็นอย่างนั้น, สังเกตดูไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้น ; มี การพูดมาก แล้วก็พูดเรื่องอื่น มักจะคุยไม่มีหยุด, แม้ไม่ใช่เรื่องพูดเพียงแต่หัวเราะก็เถอะ ยังใช้ไม่ได้. และถ้าเป็นการพูด เรื่องอื่นแล้ว ก็ไม่ช่วยให้จิตใจลดตัวกูลง, หรือว่า ไม่ช่วยให้จิตใจอยู่ในภาวะที่สงบ หรือเหมาะสม ที่จะเข้าใจเรื่องหัวใจของการบวช. เดี๋ยวนี้พูดกันมากเกินไป แล้วก็อ่านหนังสือที่ไม่มีประโยชน์มากเกินไป ; นี่ก็คิดดูเถอะว่ามันเสียเวลาไปเท่าไร. ที่โรงฉันนั่นแหละ ได้ยินคุยกันในเรื่องไม่จำเป็น กันมาก, หรือว่านั่งรอกันอาบน้ำ ก็คุยกันในเรื่องไม่มีสาระ, มารอตักอาหาร บิณฑบาตที่โรงฉัน ก็ไม่ได้คุยกันในเรื่องที่มีสาระ, หลังจากสวดมนต์ก็ไม่คุย เรื่องที่มีสาระ, พบกันเป็นส่วนตัว ก็ไม่ได้คุยเรื่องที่เป็นสาระ คือเรื่องทำลายตัวกู - ของกู, แต่ไปคุยกันแต่ละเรื่อง ๆ ชนิดที่ส่งเสริมเรื่องความทะนงแห่งตัวกู ; อย่างนี้ มันก็แย่ ; แล้วจะไม่ให้ผมเรียกว่า มันเป็นเรื่องรีบด่วนอย่างไร. มันเป็นเรื่อง รีบด่วนเหมือนกับคนกำลังจะตาย จะต้องไปตามหมอมาให้ทันท่วงที, มิฉะนั้นมันตาย. นี่ก็ขอให้ระวังใน เรื่องบวชใหม่นี้ แล้วเวลาก็มีเพียงสามเดือน ถ้าจัดไป ไม่ดี ใช้ไป ไม่ดีจะไม่คุ้มกัน, เว้นเสียแต่จะไปถืออย่างละเมอตามเขาว่า : บวช แล้วมันก็ได้แล้ว, บวชแล้วมันก็ได้แล้ว, ได้บวชเหลือง ๆ แดง ๆ แล้วมันก็ได้แล้ว
น.44 ถ้าถืออย่างนั้น มันก็ไม่มีปัญหา เพราะมันได้เสียแล้ว ; แต่ที่จริงมันยังไม่ได้ตาม เจตนารมณ์ของการบวชเลย มันได้เพียงตามที่เขาละเมอ ๆ กันเท่านั้น. ถ้าอย่างไร ก็ขอให้ช่วยกัดฟัน อดกลั้นอดทน กัดฟัน รักษาอุดมคติ "ทำลายตัวกู - ของกู" นี้ไว้ให้ได้ ตลอดเวลาสามเดือนที่บวช ; ถ้าจะอ่านหนังสือ บ้าง ก็ให้อ่านหนังสือที่ส่งเสริมเรื่องนี้, ถ้าจะคุยกันบ้าง ก็คุยกันแต่เรื่องที่มันส่งเสริม เรื่องนี้ ให้มันแวดล้อมอยู่แต่อย่างนี้ ; แล้วผมรับรองได้ว่าจะได้สิ่งที่แท้จริง ที่เป็น เจตนารมณ์ของการบวช, หรือสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่ความลดลง แห่งตัวกู. จะเอาไปใช้เพื่อเป็นพระอรหันต์ต่อไปข้างหน้า, หรือว่าจะเอาไปใช้ถ่วง ให้มันสมดุลย์กัน ในเมื่อกลับไปเป็นฆราวาส ในระหว่างความเห็นแก่ตัว กับความ ไม่เห็นแก่ตัว ให้สมดุลย์กันก็ใช้ได้. แม้ฆราวาสยังจะต้องเห็นแก่ตัวบ้าง ก็ขอให้เป็นอย่างถูกวิธี ให้พอสมดุลย์ กัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นโรคเส้นประสาท, หรือเป็นโรคอะไรทางจิตทางวิญญาณมาก หาความสุขไม่ได้.กรอบแม้จะมีเงินนับแสน มีอะไรมากมาย ก็จะหาความสุขไม่ได้ ; ไม่ต้องมีใครแช่ง ไม่ต้องมีพระเจ้าที่ไหนมาแช่ง มันก็หาความสุขไม่ได้. มันฟุ้งไป พักหนึ่ง ผลสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หมดท่าเข้าแล้ว ก็ต้องหันมาทางนี้อีก ซึ่งก็ช้าไปเสียแล้ว. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เมื่อเป็นโอกาสแล้ว ได้บวชแล้ว บวชตามธรรมเนียม ด้วย สำหรับคนหนุ่มควรจะได้รู้อะไรทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับชีวิต ; การบวชนี้เป็นแง่หนึ่ง มุมหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดของชีวิต คือจะได้ทำบทเรียน เรื่องควบคุมตัวกู - ของกู. ถ้าเรียนวิธีควบคุมตัวกู - ของกูอันนี้ก็คือทั้งหมดแล้ว, ถ้า เรียนอันนี้ก็คืออันสุดท้ายของวิชาที่สูงสุดของมนุษย์ ไม่มีอะไรสูงเท่า ; นอกนั้นมันเป็นเรื่องเบื้องต้น.
น.45 อุดมศึกษาจึงควรอยู่ที่นี่ที่รู้จักควบคุมตัวเอง นอกนั้นก็เป็นมัธยมศึกษา ประถมศึกษา. แม้จะไปเรียนมหาวิทยาลัย จนมีดีกรียาวหลาย ๆ บรรทัด ก็เป็นเรื่อง อุดมศึกษาไปไม่ได้ ; เพราะยังไม่รู้สักทีว่า เกิดมาทำไม ? จะแก้ปัญหาไม่ให้ มีความทุกข์ร้อนในชีวิตได้อย่างไร ยังไม่รู้สักที. การที่เรามาบวชตามแบบพระภิกษุในพุทธศาสนาก็เพื่อเรียนข้อนี้ คือแก้ ปัญหาไม่ให้มีความทุกข์ ; ดังนั้นมันก็ควรจะเป็นอุดมศึกษาจริง มันไม่มีอะไรจะ สูงกว่านี้ ไม่มีความรู้อันไหนจะสูงไปกว่านี้ ; กล้าท้าเลย. จะเป็นความรู้ทางศาสนา หรือทางไหนก็ตาม มันไม่มีความรู้อันไหนจะสูงไปกว่าความรู้อันนี้ เป็นอันสุดท้ายของ มนุษย์. ฉะนั้นเรา บวชสามเดือนนี้ ต้องรู้ว่า เรา กำลังกระโดดพรวดเข้ามาเรียน ความรู้อันสุดท้ายของมนุษย์, แล้วจำเป็นด้วย รีบด่วนด้วย. ฉะนั้นอย่าไปมัวโลเล ให้เฉื่อยชาให้เสียเวลา มันจะเสียหายมากเกินไป, เพราะสามเดือนไม่ใช่เวลายืดยาว นมนานอะไรนัก ; แล้วก็ระวังให้ดี ๆ สามเดือนจะผ่านพ้นไปไม่ทันรู้. ขอให้สามเดือนนี้เต็มไปด้วยวันคืนที่มีค่า คือขูดเกลาตัวกู - ของกู อยู่ทุกกระเบียดนิ้วทุกวัน ๆ ๆ. ปัญหาที่เหลืออยู่ก็คือว่า ความเคยชินที่บ้านมันจะติดมา. ความเคย ชินที่บ้านก็หมายถึงข้อนี้แหละ : พอไปจับทำอะไรขึ้นมา มันก็เพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียง เพื่อความมีหน้า มีตา เพื่อ ความมีเกียรติ; พอไปจับทำอะไรเข้า มันก็เคยชินแต่ อย่างนั้น, กลัวว่าความเคยชินอันนี้มันจะติดมา พอมาจับอะไรเข้าที่นี่ความคิดอันนั้น มันจะเกิดขึ้นมาอีก. ใครๆ ก็รู้อยู่ว่า ความเคยชินนี้ มันแก้ยาก. การระวัง ความเคยชินนี้ มันระวังยาก แก้ยาก; แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ถ้าเอาจริง ก็ได้ทั้งนั้น แหละ. แม้ว่าการที่เราจะบังคับความเคยชินจะยากกว่าการทิ้งบุหรี่ ทิ้งเหล้าทิ้งอะไร
น.46 มากมายก็จริง แต่ก็ยังแก้ได้, แก้ความเคยชินด้วยการควบคุมความเคยชินให้ไป ในทางที่ถูก มันก็ทำได้อยู่ดี . ฉะนั้นก็หมดปัญหา ถ้าใครเอาชนะความเคยชินได้ ก็เรียกว่าคนนั้นเก่งมาก ; อย่าง ภาษาธรรมะก็เรียกว่าละอนุสัยได้, ละสังโยชน์ได้, คือละความเคยชินของกิเลสที่มันชินมากได้ ก็เก่งที่สุด. วันนี้ก็มีใจความเพียงเท่านี้ คือเป็นจุดตั้งต้นของเรื่องทั้งหมด แล้วก็มีเรื่องนี้ เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งจะต้องขยายความหรือศึกษากันต่อไปอีก. ฉะนั้นขอสรุปลงไป ให้ได้ว่า เป็นเรื่องรีบด่วน, รีบด่วนจี๋เลยสำหรับผู้ที่บวช ในระยะจำกัดอย่างนี้, หรือ ทุกคนที่ยังมีกิเลส อันนี้เป็นเรื่องรีบด่วน. เรื่องรีบด่วนมี ใจความว่า ทำอะไรทุกกระเบียดนิ้ว, เคลื่อนไหวอะไร ทุกกระเบียดนิ้ว ต้องเป็นไปเพื่อทำลาย ความทะนงแห่งตัวกู. " การเคลื่อนไหว ทุกกระเบียดนิ้ว ต้องเป็นการทำลายความทะนงแห่งตัวกู" นี้เป็นสูตรหรือ formula มีว่าอย่างนี้. ที่นี้ขอให้ไปพิจารณาดูโดยรายละเอียดแล้วควบคุมกันอยู่ โดยนัยที่ได้ อธิบายแล้วพอเป็นตัวอย่าง. นี่เรียกว่า เรากำลังพูดกันอยู่ในบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุดแล้ว, หรือใกล้ชิดตามแบบพิธีที่พระพุทธเจ้าท่านใช้อยู่แล้ว ; แล้วก็ เป็นเรื่องที่ตรงที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน, ท่านต้องการ ให้เราได้ ให้เราถึง อยู่แล้ว. ฉะนั้น ขอทุก ๆ องค์อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีเรื่องอื่นแล้วมีแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว. ขอยุติการประชุมวันนี้ที.
Buddhadasa