Buddhadasa.org

การบวช คือการพักผ่อนทางวิญญาณ

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.47 ระยะกาลเข้าพรรษาล่วงมาถึงวันที่ ๙ แล้ว ขอให้ ผู้บวชใหม่ลองคำนวณดู. ที่เราคิดจะบวช ๙๐ วันนั้น เดี๋ยวนี้ก็ล่วงเข้ามา ๙ วันแล้ว ยังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ ? ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดเรื่อง การบวชเพื่อฝึกฝนกระทำ เพื่อผู้อื่น ; ที่ว่าทำลายความเห็นแก่ตัว, ก็คือทำเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อความว่าง ให้เกิดเป็นความรู้ และเป็นนิสัย คุณสมบัติของจิตใจขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งด้วย. เพราะว่า แม้เราไม่เคยมีมาก่อน ก็จะได้มีขึ้นมาในตอนบวชนี้ เพื่อจะ ได้เอาไปใช้ในโอกาสข้างหน้า ให้เกิดความสมดุลย์กัน ในระหว่างการกระทำที่ “เห็นแก่ตัว" กับการกระทำที่ " ไม่มีการเห็นแก่ตัว" . เรื่องที่แล้วมา พูดอย่างนี้สำหรับผู้บวชพรรษาเดียว หรือบวชในระยะ อันน้อย. นี้หมายความว่าเป็นการจัดขึ้นใหม่โดยเฉพาะ, ไม่ใช่ความมุ่งหมายเดิม ของการบวช ซึ่งมีเจตนารมณ์เป็นอย่างอื่น. ๑๘

น.48 เดี๋ยวนี้เรามีวัฒนธรรมของประเทศไทยโดยเฉพาะ ให้คนหนุ่มบวชพรรษา หนึ่ง ; ประเทศอื่นเขาไม่มีกัน. ทีนี้เพื่อไม่ให้ถูกประเทศอื่นเขาหาว่า พวกเรานี้อุตริ ทำอะไรทำเล่น ๆ ให้คน คนหนุ่ม ๆ นี้บวชพรรษาเดียว เราก็มีเหตุผลที่จะอธิบาย อย่างนี้, ไม่ได้ทำเห่อว่าให้ได้บวช, หรือว่าสร้างลัทธิขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับการบวช. เราต้องถือว่าบรรพบุรุษของเรามีปัญญาเฉลียวฉลาด ที่ให้ลูกหลานคนหนุ่มบวชนี้ ไม่ใช่เรื่องบ้าบุญ หรือเมาบุญ. มันมีเหตุผลที่ว่าคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาววัยนี้กำลังมีความ เปลี่ยนแปลงมากในทางจิตใจ ; จับไปกักไว้ในที่ที่มีระเบียบดี จะได้ปลอดภัย, ให้มีการบังคับตัวเอง ในระยะที่กำลังจะฟุ้งซ่านหรือว่าคึกคะนองมาก. นี้กลายเป็นมี เหตุผล กลายเป็นเรื่องแยกความมุ่งหมายของการบวชออกมาอีกรูปหนึ่ง สำหรับการบวช ของคนที่แรกเริ่มตั้งต้นชีวิต. แต่เจตนารมณ์ดั้งเดิม เป็นเรื่องของคนที่เบื่อโลกแล้ว, ผ่านโลกมาแล้ว. ทีนี้ เราเอาคนที่ไม่เคยผ่านโลกมาบวช จึงได้มีการสอดส่อง หาระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสม, ในที่สุดก็มีแต่เรื่องบังคับตัวเอง. การบวชกลายเป็นเรื่องบังคับตัวเองไปหมด ; แม้ที่พูดว่าเราจะฝึกฝนการ กระทำเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อความว่าง นี้ก็เป็นเรื่องบังคับตัวเอง ; ควรจะสงเคราะห์ เข้าไว้ในการศึกษา ในการเล่าเรียน ที่ว่าเด็ก ๆ เติบโตขึ้น ให้มีการศึกษาเล่าเรียนเรื่อย ไปจนกว่าจะเป็นหนุ่มเป็นสาว จนถึงระยะสุดของการเล่าเรียน, จบอุดมศึกษา สิ้นสุด ของการเล่าเรียน; นี้เป็นหน้าที่ของคนหนุ่ม. เดี๋ยวนี้เราให้คนหนุ่มเข้าโรงเรียนสุดท้าย บั้นปลายอุดมศึกษายอดสุด คือการ บวช และบทเรียนคือการบังคับตัวเองตลอดเวลา ซึ่งไม่มีในมหาวิทยาลัยที่เคยผ่านมา ; ก็เลยอยากจะพูดอย่างที่พูดเมื่อวานนี้, อยากจะบอกโดยรีบด่วนว่า : บวชเข้ามาแล้ว

น.49 ก็ต้องให้ทำบทเรียน คือการไม่ทำอะไรเพื่อตัวเอง. เรียกสั้น ๆ ว่า การไม่ทำ อะไรเพื่อตัวเอง ถ้ากลับกันก็คือ ทำอะไรเพื่อผู้อื่น หรือ เพื่อความว่างในที่สุด. เรื่องที่จะให้คนหนุ่มคนสาวเล่าเรียนให้สิ้นสุดไป โดยพอเรียนเสร็จก็เรียกว่า บัณฑิต มีในอินเดียมาตั้งนานแล้ว, คงจะเป็นพันปีแล้ว. คำว่า "บัณฑิต" หมายถึง ผู้จบการศึกษาในด้านที่เกี่ยวกับจิตใจหรือวิญญาณ ; เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่า "บัณฑิต" มาใช้ เพียงจบการศึกษาเกี่ยวกับวิชาความรู้ เกี่ยวกับอาชีพ หรือเกี่ยวกับเทคนิคทั่วไป ไม่เกี่ยวกับจิตหรือวิญญาณเลย : เช่น แพทยศาสตร์บัณฑิต วิศวกรรมบัณฑิต, อะไรบัณฑิตก็ตาม, ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ. ที่อินเดียเขาให้คนที่ ได้รับการอบรมเกี่ยวกับจิตหรือวิญญาณ จบตามหลักสูตรเป็นที่พอใจของครูบาอาจารย์ แล้วให้เป็นบัณฑิตเหมือนกัน, แล้วยังมีอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้, บัณฑิตต่าง ๆ ในอินเดีย ยังมีอยู่จนเดี๋ยวนี้, และ โดยมากเป็นพวกสวามี คือ ฝึกทางจิตใจมาจนครบถ้วน. หากจะถือว่าการบวชของคนที่บวชชั่วคราวนี้ เป็นการบวช เพื่อความมุ่งหมายฝึกฝนจิตใจ อันนี้แล้ว ก็เรียกว่าบัณฑิตเหมือนกัน. เมื่อครั้งโบราณเขาเรียกทิตสึกใหม่นี้ว่า "บัณฑิต" ก็เข้าใจว่าพวกพราหมณ์ ที่ได้มาเป็นครูบาอาจารย์ในประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยโน้น, คือสมัยก่อนกรุงสุโขทัย, และชาวดินแดนนี้เอาธรรมเนียมอินเดียมาใช้ ให้ เรียกคนที่บวชเรียนแล้วว่าบัณฑิต ; แล้วก็ค่อยเพี้ยนมาเป็นทิต, ในที่สุดกลายเป็นคำล้อเลียน เป็น "ทิด" ด. สะกด ไปเลย, เป็นทิดนั้นทิดนี้, เป็นคำล้อเลียน รุ่มร่าม. ทั้งนี้เนื่องจากมันเลวลง, การ บวชนั้นมันเลวลง ไม่ได้ผลตามความมุ่งหมาย ; ไปเรียกเสียว่า "ทิด" มันก็ถูกแล้ว. ที่จริงทิตก็มาจากคำว่า "บัณฑิต" นั้น เอาตัว ฑ. ภาษาบาลีออกเสียงเป็น ด. อ่านว่า "บัณดิต", อ่านอย่างไทยว่า "บัณทิต" แต่ก็ยังเป็นตัว ฑ. อยู่. ต่อมาบัณฑิตมันเหลือ

น.50 แต่ทิต และกลายเป็น ทิ-ด ; ก็เรียกว่า พอสมกับความเหลวไหลของการบวช, ชนิด บวชแล้วรุ่มร่าม เพราะไม่รู้ว่าบวชทำไมนั้นเอง จึงบวชรุ่มร่าม. ลองอ่านเรื่องที่เขาเอามาเขียนไว้ในหนังสือบางเล่ม หรือเขาเล่า ๆ กันมา : ลูกชาวบ้านเข้ามาบวช ; ต้นพรรษา เรียนไหว้พระสวดมนต์ได้บ้าง, แต่ก็ไม่ทุกคน บางคนจำอะไรไม่ได้ ก็เลยเรียนทำการงาน ที่คิดว่าสึกออกไปแล้ว จะได้ประกอบ การงานนั้น ; ก็เลยเรียนอย่างเช่น ก่อสร้าง ช่างไม้ ช่างอะไรต่าง ๆ ตีเหล็กก็มี, ต่อเรือ ก็มี, ในที่สุดแม้การทำไม้พาย ให้พวกชาวบ้านไปพายเรือแข่งกันในวันออกพรรษา ก็เป็นหน้าที่ของพระ เณร, เสร็จแล้วก็สึกไป. สึกไปเรียกว่าทิดก็ถูกแล้ว, มันก็ถูก จริง ๆ ด้วย เพราะไม่เคยทำอะไรเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อความว่าง ทำแต่เพื่อตัว และเพื่อ หน้าตาของตัว เพื่อบุญคุณแก่ผู้อื่นที่จะมีแก่ตัว จนกระทั่งสึก. เพราะฉะนั้นคนหนุ่ม ที่สึกออกไปในลักษณะอย่างนั้น จึงมีลักษณะ สมกับคำว่า "ทิด". เราไม่อยากให้เป็นทิดอย่างนั้น กลัวจะเป็นอย่างนั้น จึงรีบบอกให้ทำอะไร, ให้ฝึกการทำอะไร ที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง, ยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งฝั่งลงไปในนิสัยมาก. อันนี้เรียกว่า การบวชอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับคนหนุ่มที่บวช ใน ประเทศไทย เลียนแบบบัณฑิตโบราณของอินเดีย. ทีนี้ก็ จะพูดถึงการบวช ในความหมายอย่างอื่นต่อไปอีก, ที่เราพูดกัน เมื่อวานนี้นั้นมันเป็นความหมายหนึ่งแล้ว, ความหมายอีกอย่างหนึ่งก็คือที่มันตรงกันข้าม, หรือคนละอย่างไม่ใช่ตรงกันข้ามกันทีเดียว มันคนละอย่าง คือ การบวชเพื่อเกิดความ พักผ่อนในทางวิญญาณ. คุณลองฟังดู ลองคิดดู การบวชเพื่อการพักผ่อนในทางวิญญาณ.

น.51 พูดอย่างคนสมัยนี้ก็คงพูดว่า การบวชเป็น spiritual relaxation หรืออะไร ทำนองนั้น เป็น relax ทางวิญญาณ ; แล้วต้องรู้กันอีกสักหน่อยว่า การบวชนี้มันได้ เกิดขึ้นอย่างไร. ประเทศไทยเราได้รับวัฒนธรรมของอินเดียมาทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่อง บวชนี้; การบวชมีมาก่อนพุทธกาล แล้วก็มาถึงครั้งพุทธกาล. เราก็รับเข้ามาในฐานะ เป็นพุทธศาสนาที่เป็นวัฒนธรรมสูงสุดของอินเดีย. ทีนี้เรา ก็ลองพิจารณาดูถึงการบวชที่แรก ที่มีขึ้นในยุคซึ่งบอกไม่ได้ว่า เมื่อไรในประเทศอินเดีย ; มีข้อความเขียนอยู่มากหลายแห่ง ในพระไตรปิฎกบ้าง ในอรรถกถาบ้าง. ในพระไตรปิฎกของฝ่ายพุทธนี้ ยังมีเขียนถึงเรื่องมนุษย์เกิดขึ้นมา อย่างไร, เกิดระเบียบแบบแผน วัฒนธรรม ศาสนาอย่างไร, ก็มีเหมือนกัน. ทีแรกมนุษย์อยู่กันอย่างไม่มีการปกครอง เหมือนสมัยหิน มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น ๆ เมื่อมันอยู่รวมกันมากเข้า คือการเบียดเบียนกัน ขโมยอะไรกัน มันก็มีการปกครอง ขึ้นมา. อย่างเช่นเรื่อง ในวาเสฏฐสูตร นั้นมีว่า : เกิดสมมติราชขึ้นมาเป็นคนแรก โดยประชาชนแต่งตั้ง แล้วก็อยู่กันอย่างมีระเบียบ, มีระเบียบในการปกครอง, มีระบอบการปกครองขึ้นมา, ก็เกิดอาชีพต่าง ๆ ที่ทำให้ คนแบ่งแยกกันเป็นวรรณะ. พวกวรรณะปกครอง มีหน้าที่ปกครองหรือคุ้มครอง, ก็เกิดมีหน้าที่ขึ้นมา อย่างนี้ ซึ่ง เป็นเหตุให้มีวรรณะกษัตริย์ ขึ้นมาทีหลังนี้ และในที่สุด. ทีนี้ พวกครูบา อาจารย์ก็กลายเป็นวรรณะพราหมณ์ ขึ้นมา. แล้วก็มี วรรณะที่ใช้งานฝีมือ นี้คือ เทคนิคต่าง ๆ หรือวิชาชีพต่าง ๆ นี้ เป็นผู้ประกอบการงานด้วยวิชา ด้วยสติปัญญาก็ เรียกว่า วรรณะแพศย์ หรือไวศยะ ขึ้นมา รวมทั้งพ่อค้า รวมทั้งช่างอะไรต่าง ๆ ด้วย. ฝ่ายชุดหรือประเภทที่ไม่มีปัญญา ต้องทำงานชนิดต่ำเป็นกรรมกร ก็เรียกว่า วรรณะศูทร . วรรณะเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะการบัญญัติ แต่เกิดเพราะการกระทำ

น.52 หรือกรรม หรือหน้าที่ที่เขากระทำมันต่างกัน ; แล้วก็เกิดเป็นการบัญญัติขึ้นมาโดยไม่ รู้ตัว, หรือไม่ต้องบัญญัติ ก็แยกกลุ่มกันเอง. ส่วนการบัญญัติซึ่งเพิ่งมีทีหลังอย่าง รุนแรง ทำให้เกิดการดูถูกดูหมิ่นกันอย่างรุนแรงนี้มันเป็นเรื่องที่หลัง. ต่อมา คนบางคนประสบความสำเร็จในหน้าที่ของตน ตามวรรณะแต่ละ วรรณะของตน ๆ เกิดความรู้สึกแปลกออกไป คือเบื่อความซ้ำซาก ก็หลีกออกไปหาความ พักผ่อน, คือไม่ยุ่งในหน้าที่การงานอีกต่อไป หลีกออกไปหาความพักผ่อน จึงเกิด คนแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่วรรณะไหน ไม่ใช่กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศุทร ; แต่เป็น พวกที่ออกไปหาความพักผ่อนตามพอใจของตัว ตามป่าตามเขา ไปอย่างคนบ้าคนบอ ทำให้ เกิดพวกนักบวชขึ้นมา เพื่อความพักผ่อนทางวิญญาณโดยเฉพาะ ; นี่เป็น ความหมายสำคัญ. พวกที่ออกไปบวชเพื่อพักผ่อนทางวิญญาณนี้ เกิดแยกออกไปเป็น ๒ พวก : คือ พวกหนึ่งไปพักผ่อนกันจริง ๆ เพื่อประโยชน์แห่งการพักผ่อนแท้ ๆ พวกหนึ่ง ; อีกพวกหนึ่งกลายเป็นพวกค้นคว้า ค้นคว้าสิ่งลึกลับ, เขาเรียกว่าสิ่งลึกลับ หรือสิ่งที่ ดีที่สุด ยิ่งไปกว่าที่มนุษย์ได้รู้จักกันแล้ว, ก็กลายเป็นนักค้นคว้าขึ้นมา, เกิดมีนักค้นคว้า ค้นคิดกันไปจนกระทั่งเกิดวิชาในด้านฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ขึ้นมา. พวกหนึ่งทำ ความสงบอย่างเดียว พวกหนึ่งทำการค้นคว้าด้วย. พวกที่ทำความสงบ ก็เป็นพวกที่เราเรียกกันว่า ฤๅษี ดาบส มุนี เหล่านี้ เป็นต้น. พวกที่ทำหน้าที่ทางสติปัญญาก็กลายเป็นมุนีขึ้นมา ; คำว่า มุนี แปลว่า ผู้มีปัญญา, มุ-น แปลว่า ปัญญา . ถ้าเป็น ฤๅษี ก็แปลว่า ผู้ค้นคว้า , คำว่า ฤๅษี จากรากศัพท์ แปลว่า ผู้แสวงหรือผู้ค้นคว้า. คำว่า ดาบส นี้ คือพวกที่ไม่มุ่งค้นคว้า, หรือมุ่งบำเพ็ญความเพียร ; แต่บำเพ็ญตะบะ เพื่อผลที่ตัวหวังอย่างเดียว : จะเป็น

น.53 รื่องบูชายัญ, หรือจะเป็นเรื่องทรมานกาย, หรือจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม. ฉะนั้น คำของเขาจึงเกิดขึ้นหลาย ๆ คำตามความหมายเหล่านี้, นับว่าเป็นเรื่องโบรมโบราณที่สุด. พวกที่ทำหน้าที่ค้นคว้าอะไร นี่แหละ ที่ทำให้เกิดลัทธิศาสนา, พวกที่ มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัวก็เงียบหายไป ตายไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ. พวกที่ค้นคว้าว่า อะไรเป็นอะไรนี้ไม่ตายไปหมด ยังมีอะไรเหลือทิ้งไว้ รับช่วงต่อ ๆ กันมา เป็นผลของการ ค้นคว้าของคนที่แรก, คนทีหลังก็เอามาค้นคว้าต่อ ; แล้วก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าสูตร สูตรคือ formula สั้น ๆ. เมื่อคนชาวบ้านไปหาฤๅษี มุนี อะไรเหล่านี้ที่ ในป่า เธอก็บอก คำสอนที่ดีที่สุดให้แก่คนเหล่านั้น, แต่บอกให้ในรูปที่เป็นแต่เพียงสูตร คือเป็น formula เป็นคำสั้น ๆ, In เป็นคำสรุปความ, ก็ปรากฏเป็นคำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ขลัง ; ชาวบ้านที่ได้รับมาจากในป่า เอามาเรียนกันไปตามเรื่อง. ต่อมา ฤๅษีเหล่านี้ก็บอกอะไรไว้มาก มีคนจำไว้มาก, ก ตัวเองก็ท่องจำ ไว้มาก ; ไม่มีการเขียนหนังสือ, ฉะนั้นนึกอะไรได้ก็ต้องสรุปให้เป็น formula สั้น ๆ และ มักจะเป็นคำสัมผัส คือ คำกลอน. คำสัมผัสมันเกิดขึ้นมาจากความจำเป็นอย่างนี้; เพราะไม่มีกระดาษจะบันทึก ไม่มีการเขียน ไม่มีธรรมเนียมเขียน ก็ต้องจำไว้ในใจ, โดยบังเอิญที่ผูกเป็นถ้อยคำที่เป็นสัมผัส เลยกลายเป็นคำกลอนไปในทีหลัง เพราะจำง่าย และสะดวก. เมื่อมุนีคนใดคนหนึ่งคิดอะไรได้ จึงนิยมพูดให้เป็นลำสัมผัสไว้ ให้ตัว เองท่องเข้าไว้ มาก ๆ เข้าจนกลายเป็นร้อย จนเป็นหลายร้อยหลายพันบท และถ้ามี ลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็ท่องไว้. นี่แหละ สูตรเกิดขึ้นอย่างนี้ : เป็นคำพูดประโยคหนึ่ง, ประโยคหนึ่ง ; แล้วมันก็กลายเป็นมีการศึกษา เพียงการท่องจำขึ้นมา; เพราะฉะนั้น ใครอยากจะได้บทไหน จะใช้ประโยชน์อย่างไร ก็บอกให้ท่อง.

น.54 ต่อมานาน ๆ เข้า ซึ่งก็นานอยู่เหมือนกัน จึงเกิดคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า “สูตร ต่าง ๆ ตั้งร้อยตั้งพันตั้งหมื่น นั้นเข้าใจยาก เรามา ช่วยกันทำคำอธิบายให้แก่สูตร เหล่านั้นเถิด" พวกนี้ก็ทำหน้าที่อย่างนี้, ซึ่งก็เป็นพวกฤๅษีมุนีทำอย่างเดียวกันอีก ; แต่เขาทำหน้าที่อธิบายสูตร ที่คนเก่า ๆ ที่ตายไปแล้วนั่นแหละทิ้งไว้. นี่ยุคของการ ศึกษา เลยกลายเป็นเรื่องยุค ๆ ขึ้นมา, ยุคสร้างสูตรก็เรียกว่ายุคสูตร, ยุคบรรยายคำ อธิบายแก่สูตรนั้นก็เรียกว่า ยุคพราหมณะ หรืออะไรทำนองนั้น นี้จึงได้มีคัมภีร์สูตร คัมภีร์พราหมณ์ คัมภีร์อะไรเรื่อย ๆ มา. คำสอนเหล่านี้เกิดเป็นลัทธิขึ้นมา, พระเวทก็เกิดขึ้นมา ในลักษณะอย่างนี้ : ที่ท่องด้วยปากนั่นแหละ เป็นพระเวท, แยกแขนงไปตามแขนง หรือตามลัทธิที่ ประสงค์ จึงมีเป็นหลาย ๆ เวทขึ้นมา. ที่สำคัญก็เรียกว่า ไตรเพท หรือ ไตรเวท ; นอกจากนั้น ก็ยังมี มุนี ฤๅษีบางรูป ช่วยค้น ช่วยทำ หรือช่วยร้อยกรอง เกิดมีวิชา ต่าง ๆ ออกไป. ต่อมา ยุคหลังนี้ พวกนักบวชฤๅษีเหล่านี้ ก็นอกรีตนอกรอย ไปเหมือนกัน ไปร้อยกรองวิชาต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เกี่ยวกับจิตใจ กลายเป็นเรื่องทางวัตถุ ฯลฯ, กระทั่งเรื่อง จะมีลูกมีเมียอย่างไรดี, จนกระทั่งแม้แต่ว่าเรื่องช้าง เรื่องม้า เรื่องหยูกยา ฯลฯ อะไรก็มี ขึ้นมาโดยน้ำมือของพวกมุนี ฤๅษีเหล่านี้. คำร้อยกรองเลยแยกเป็นแขนง ๆ ไปเลย เรียกเป็นศาสตร์ ไปเลย ; คำอธิบายที่สมบูรณ์เรื่องหนึ่งเรียกว่า ศาสตร์หนึ่ง, ศาสตร์เรื่องช้างก็เรียกคชศาสตร์, เรื่องยา ก็เรียก อายุรศาสตร์ อะไรอย่างนี้ ฯลฯ เป็นเรื่องของนักบวชทั้งนั้น. ขอให้พิจารณาดูว่า การบวช หรือการออกบวชนั้นเป็นอย่างไร? มีเจตนารมณ์อย่างไร ? แล้วบานปลายอย่างไร ?

น.55 นี้ ก็น่าเห็นใจที่ว่าต้องเป็นไปอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องผิด หรือเลว หรือเสียหาย, ที่มันจะต้องเป็นอย่างนั้น ; เพราะเหตุผลง่าย ๆ คือว่า ชาวบ้านไม่มี เวลาค้น ชาวบ้านต้องยุ่งเรื่องทำมาหากิน เรื่องครอบครัวเป็นต้น ไม่มีเวลาค้น. พวก ฤๅษี ไม่มีเหย้าเรือนเป็นอนาคาริกหมด จึงมีเวลาค้น, แล้วยิ่งอยู่ในป่าในดงก็ยิ่งมี เวลาค้น จึงรู้อะไรมากกว่า; ยิ่งกว่านั้นฤๅษีเหล่านั้นก็เคยเป็นผู้ครองเรือนมาแล้ว, ฤๅษีบางองค์เคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาแล้ว, เป็นแม่ทัพมาแล้ว เป็นเสนาบดีมาแล้ว. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เธอค้นได้ หรืออยากจะค้น มันก็กว้างขวางมาก และไปสุดยอด เลยแตกแขนงกันไปเลย : พวกที่อยากจะค้นเป็นจอมปราชญ์ก็ไปพวกหนึ่ง, พวกที่ ต้องการจะหาความพักผ่อนทางวิญญาณมันก็ยังมีอยู่พวกหนึ่งตามเดิม. ฝ่าย พวกที่อยากจะพักผ่อนทางวิญญาณ ก็มีการปรับปรุงเรื่อย : เช่น มีปัญหาที่ว่า อย่างไรเรียกว่าพักผ่อนกว่า, อย่างไรเรียกว่าพักผ่อนกว่า , อย่างไร เรียกว่าสงบกว่า ; นี่แหละคำว่า "นิพพาน" ก็เกิดขึ้นโดยเอาคำว่า เย็นๆ ใน บ้านเรือนเราไปใช้ อย่างไหนเย็นกว่า อย่างไหนเป็นนิพพานที่จริงกว่า ; พวกที่ ต้องการจะพักผ่อนทางวิญญาณ ก็มีปัญหาอย่างนี้. เขาไม่ได้ค้นในเรื่องอื่นเตลิดเปิด เปิงไป, คงค้นแต่ในเรื่องที่ว่า อะไรเป็นการพักผ่อนกว่า, แล้วก็เขียนเป็นสูตร คิดร้อยกรองขึ้นเป็นสูตร เป็นคำสำหรับท่องไว้เรื่อย ๆ เหมือนกัน ; แล้วก็ ได้พบแต่ ในเรื่องทำสมาธิ สำรวมตัวเอง บำเพ็ญตบะ ทรมานตัวเอง ทรมานกายเป็นขั้นต่ำ เป็นขั้นต้น แล้วก็บังคับตัวเองให้ทำสมาธิ, สมาธิที่ยังไม่เคยมีในโลก มันก็มีขึ้นมา. การค้นพบวิธีทำจิตให้หยุดให้สงบ เป็นสมาธิที่เยือกเย็น ได้พบขึ้นมา เป็นครั้งแรกในโลก ในเมื่อคนชุดนั้นถือว่า นี่ละเป็นยอดสุดละ ยอดสุดของความ พักผ่อน, เรียกว่านิพพาน เป็นความเย็นที่สุด เย็นสนิท. ภาวะอย่างนี้ก็คงจะต้อง เป็นอย่างนี้อยู่นานมาก นานมากเป็นพัน ๆ ปี, เพียงแต่ว่าปรับปรุงสมาธิหรือวิธีทำ

น.56 สมาธิให้มันละเอียดลงไป-ละเอียดลงไป-ละเอียดลงไป ให้สงบระงับยิ่งลงไป; แต่ เป็นเรื่องสมาธิเท่านั้น จนกว่าจะมาถึงยุคที่บุคคลอย่างพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น. สมัยพระพุทธเจ้า มีผู้คิดขึ้นว่า เย็น หรือหยุด หรือพักผ่อนแบบสมาธินี้ ยังไม่ใช่ที่สุด ยังไม่เห็นด้วย ; ฉะนั้น จึงเกิดการค้นคว้าทางสติปัญญากันขึ้นมาก ในยุคที่เรียกว่า ยุคอุปนิษัท. เขาต่างค้นคว้ากันทางสติปัญญาเพื่อการพักผ่อน, ไม่ทำ สมาธิล้วน ๆ แล้ว ในยุคอุปนิษัท. ยุคอุปนิษัทคือยุคสมัยพระพุทธเจ้าประมาณเวลา ก่อนมีพระพุทธเจ้าสัก ๒๐๐ ปี และหลังพระพุทธเจ้าสัก ๒๐๐ ปี. ยุคอุปนิษัทนี้ ก็ระดมกันใหญ่ ในการค้นคว้าความพักผ่อนที่แท้จริงแก่วิญญาณ จึงมาพบว่า ต้องทำกิเลสให้หมดไป. ในยุคนั้น ก็ใช้คำว่า "อหังการ มมังการ" เป็นกันแล้ว, คิดว่าต้องดับ อหังการ มมังการ. อหังการ คือที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า ตัวกู, มมังการ คือที่เราเรียกว่า ของกู, อหํ -กู, มม - ของกู. เมื่อค้นพบได้อย่างนี้แล้ว ก็มีวิธีทำกิเลสให้ระงับ ต่าง ๆ กันหลายวิธี, ไม่ค่อยจะลงกันได้ : แต่ในที่สุดก็มีบุคคลคนหนึ่งที่ค้นพบ ตามแบบของท่าน, แล้วก็ ไม่มีใครไปหักล้างได้, และรับนับถือกันมาก และนาน จนมาถึงพวกเรา; นั่นคือพระพุทธเจ้า . ฉะนั้น การที่พระพุทธเจ้าออกบวชก็ออก บวชเพื่อการพักผ่อนทางวิญญาณ ในอันดับสูงสุด. เรียกว่า บวช เพราะเบื่อ ทุกอย่างที่มีมาแล้วในโลก จึง ออกไปบวชเพื่อหาสิ่งที่หยุดหรือ เย็น หรือสงบ, หรือ ที่ว่าเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณคือตรัสรู้ ; และเมื่อพบแล้วก็เทศน์ หรือสอน, บอก ให้คนอื่นรู้. เจตนารมณ์แท้จริงของบรรพชา คือการออกบวชนั้น ก็เพื่อหาความ พักผ่อนทางวิญญาณ ; นอกนั้นมันแตกแขนงออกไป บานปลายออกไป จนกลาย

น.57 ป็นเรื่องย้อนหลัง กลับมาสู่บ้านเรือนอีกก็มี. ฤๅษี มุนี ที่ค้นศาสตร์เรื่องกามารมณ์ เรื่องครองเรือน เรื่องหยูกยา เรื่องอะไรต่าง ๆ ครบทุกอย่างเลย จึงไปอีกสายหนึ่ง ; ฝ่ายที่ตรงตามวัตถุประสงค์นั้นคือพบความพักผ่อนทางวิญญาณ. นี้ก็เป็นธรรมดา ที่ว่า มีคนหลายคนหลายความคิด มันก็ต้องแย้งกัน ; แม้จะ เป็นการหาการพักผ่อนทางวิญญาณด้วยกันก็ยังเถียงกัน. อย่างคนในชั้นครูบาอาจารย์ ในสมัยพระพุทธเจ้าเองก็มีหลายก๊ก หลายนิกาย และก็มีคนนับถือมากเหมือนกัน ; ไม่ใช่ ไม่มีใครนับถือ ; มีคนนับถือมาก เพราะคนชอบต่าง ๆ กัน. อย่าเข้าใจว่าพอพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น คนทั้งอินเดียนับถือพระ- พุทธเจ้าองค์เดียว ; นี่เป็นความเข้าใจผิด. แท้จริงคนอินเดียแบ่งแยกกันไปหลายก๊ก หลายพวก หลายนิกาย ตามสัด ตามส่วน, และบางทีที่พระพุทธเจ้าค้นพบธรรม ในขั้นแรกนั้น ก็ไม่ได้รับการต้อนรับ เพราะคนเข้าใจไม่ได้. ดังมีเรื่องเขียนไว้ในพระไตรปิฎกในเล่มต้น ๆ ของพระไตรปิฎก ว่า : มีคนด่าพระพุทธเจ้า ตามความเห็นของเขา ในฐานะที่เป็นคู่แข่งขันกันก็มี, ในฐานะที่เห็นว่า เป็นข้าศึกต่อประโยชน์ของเขาก็มี. เช่นว่า พวกผู้หญิงก็ด่าว่า : พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้คนเป็นหม้าย เพราะว่าเมื่อสามีหรือลูกชายไปบวชเสีย เขาก็ โกรธ ; ไม่ใช่ว่าผู้คนจะเข้าใจแล้วรับเอาทันที. พวกที่เป็นผู้แข่งขันก็หาเลศหาอะไร ค่าไปอีกแบบหนึ่ง, บางทีก็พยายามแกล้งค่าไปทางที่จะล้ม จะทำลายลัทธิ จะให้คนเกลียด ลัทธินี้ เพราะว่าดีเกินไป หรือลึกซึ้งเกินไป. การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ลึกซึ้งถึงขนาด ที่ ทีแรกพระพุทธเจ้าท่าน ตั้งพระทัยจะไม่สอน , มันลึกซึ้งขนาดนั้น. ครั้นทรงคิดว่าคงจะมีคนที่พอจะ

น.58 เข้าใจได้บ้าง ท่านก็ทรงคิดว่า "สอนเพื่อคนเหล่านี้ก็แล้วกัน" ; ซึ่งเรื่องก็ไม่มี อะไร นอกไปจาก "ความพักผ่อนทางวิญญาณในระดับสูงสุด" , ที่เราเรียกว่า นิพพาน ชนิดแท้จริง. นิพพานที่ยังไม่แท้จริงก่อน ๆ นั้น คือพวกฌานสมาบัติต่าง ๆ, นิพพานที่คนบางพวกเขาว่าเอาเองก็มี เช่นกามารมณ์, เขาว่ากามารมณ์นั้นทำให้หยุด ความใคร่ หรือไฟราคะลงได้ครั้งหนึ่ง ๆ เหมือนกัน. รวมความแล้วก็เพื่อการพักผ่อน ทางวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นนิพพานหรืออะไร ; เพราะเขามุ่งหมายอย่างนั้น. แต่เขา เข้าใจผิดเพราะค้นไม่พบ หรือทำไม่ถูก. ฉะนั้นจึงขอสรุปให้สั้น ๆ เสียทีว่า เจตนา ของการบวชที่แท้จริงก็คือ การพักผ่อนทางวิญญาณ. ต่อไปนี้ก็มาถึงปัญหาที่ผมจะพูดว่า : ผู้บวชสามเดือนนี้ ขอให้เร่ง ประพฤติปฏิบัติฝึกฝนการกระทำ ชนิดที่ทำลาย "ความเห็นแก่ตัว" ให้สมดุลย์กันต่อไปข้างหน้า. นี้จะมีการพักผ่อนทางวิญญาณด้วยหรือไม่ ? ฟังดู เหมือนจะแยกกันเป็นคนละเรื่อง บอกให้ทำ - ทำ - ทำ ทำให้มาก ที่สุด, ให้สุดความสามารถที่สุด ; แต่ว่าในรูปใหม่ คือรูปที่ทำลายตัวกู - ของกู ทำอย่างที่ไม่เอาอะไรมาเป็นของผู้ทำ ; แม้ว่าเมื่อสึกออกไปก็ยังอาศัยสิ่งนี้ ไปทำ ความสมดุลย์ในการทำลายความเห็นแก่ตัวของฆราวาส, หรืออยู่ต่อไปในเพศบรรพชิตนี้ ก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. ในที่สุดการพิจารณาถึง การทำลายความเห็นแก่ตัวนี้ มันจะเดินไปพบกันได้ตรงที่เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ ; เพราะว่าถ้ามันอัดหรือ กลุ้มอยู่ด้วยตัวกู - ของกูแล้ว จะไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณเลย ; ฉะนั้น ต้องทำลาย ตัวกู - ของกู จึงจะเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ. .ร่างกายนี้จะเหงื่อไหลไคลย้อยอย่างไรก็ตาม มิได้เป็นอุปสรรคแก่การพักผ่อน ทางวิญญาณ. ถ้าพูดถึงการเป็นอยู่ของนักบวชโบราณก่อนพุทธกาลโน้น เขาไม่ได้รับ ความสะดวกสบาย ในเรื่องกินเรื่องนอน เรื่องอะไรอย่างนี้, แล้วก็เหน็ดเหนื่อยเรื่อง

น.59 ดินไปไหนมาไหนเรื่อย : เดินไปค้นหาครูบาอาจารย์, หรือว่าเดินไปทำอะไรก็ตาม ต้องเดินทั้งนั้น ไม่มียานพาหนะ ; แล้วจะต้องกรำแดดกรำฝน ต้องเหน็ดเหนื่อย ต่าง ๆ แต่ความเหน็ดเหนื่อยเกิดเหงื่อไหลไคลย้อยไม่เป็นอุปสรรคแก่การพักผ่อนทาง วิญญาณ. ฉะนั้นเขาจึงใช้การเหน็ดเหนื่อยนี้มาเป็นบทเรียนทำลายตัวกู - ของกู. ถ้าตัวกู - ของกูถูกทำลายลงไป มันก็มีการพักผ่อนทางวิญญาณชนิดที่ แท้จริงขึ้นมาทันที . ทั้ง ๆ ที่ว่ามันเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายอยู่อย่างนี้, มันเป็น คนละเรื่องกันอยู่อย่างนี้ ทำให้ใจเย็นก็แล้วกัน ; ส่วนร่างกายนั้นเป็นไปตามเรื่องตาม เหตุผล ตามความจำเป็น. และถึงแม้ว่าจะบวชเพื่อความพักผ่อนทางกาย มันก็หลีก ไปไม่พ้นที่จะทำลาย ตัวกู - ของกู, มันไม่มีทางอื่นเลย. จะบวชเพื่ออะไร ๆ ก็แล้วแต่ ในที่สุดมันต้องไปหาการทำลายตัวกู - ของกูทั้งนั้น : จะบวชสามเดือน มันก็ต้องเพื่ออันนี้, จะบวชตลอดไปก็เพื่ออันนี้. การทำลายตัวกู - ของกูนี้เป็นจุดรวม ของทั้งหมด, หรือถ้าจะเป็นยาแก้โรคก็เป็นยาแก้ โรคทั้งหมดทุกโรค. ฉะนั้น เมื่อใดตัวกู - ของกูมันลดลงไป เมื่อนั้นมีการพักผ่อน ทางวิญญาณ : ลดมากก็พักมาก, ลดน้อยก็พักน้อย, ลดหมดก็พักถึงที่สุด คือเป็น พระอรหันต์. คำว่า "ตัวกู - ของกู" นี้เป็นคำใหม่ แล้วก็ค่อนข้างจะหยาบคาย หรือ โลกโคก ว่าตัวกู - ของกู. ผมเองที แรกก็ลังเลไม่อยากจะใช้คำอย่างนี้; แต่ใน ที่สุดปรากฏว่า มันประหยัดเวลาไปมากในการจะใช้คำชนิดนี้ ; เข้าใจกันได้ตรงๆ เร็ว ๆ แล้วก็ตรงตามตัวหนังสือเสียด้วย. อหังการ นี้ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อโกรธ เมื่อไม่พอใจ ทำความสำคัญ ว่า "กู" อหํ - คือกู , มมํ - คือ ของกู, ตรงตามตัวหนังสือที่เป็นภาษาบาลี หรือ

น.60 ภาษาสันสกฤต . ถ้าอยู่ในรูปของภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤต ในหูคนไทยฟังไม่ หยาบคาย ไม่โสกโดก; ที่จริงก็เท่ากัน น้ำหนักของคำมันเท่ากันว่า ตัวกู - ของกู, ไม่ใช่ ฉันหรือของฉัน, ข้าพเจ้าหรือของข้าพเจ้า ; มันหมายถึงว่า เมื่อกิเลสมันขึ้น มาเต็มที่เป็นอหังการ มมังการด้วย; และแม้จะอย่างชนิดเบาบาง มันก็ยังเป็น อหังการ มมังการอยู่. คำว่าตัวกู - ของกู นี่ก็ใช้ได้ทั้งอย่างที่เดือดจัด และอย่างที่ ไม่เดือดจัด, และอย่างที่ยังเนือย ๆ อยู่ก็ได้. ถ้ามองอีกเหลี่ยมหนึ่ง คือการพักผ่อนทางวิญญาณที่เราประพฤติกระทำ อยู่นั้น ก็เพื่อทำลายตัวกู - ของกู ให้ร่อยหรอลงไป ให้เกิดเป็นนิสัยใหม่ขึ้นมา, ทำอะไร ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทำลายตัวกู - ของกู. ถ้ามองด้านนี้ มองในเหลี่ยมนี้ ก็จะ เห็นเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณได้. ถ้ามองในอีกเหลี่ยมหนึ่งก็เป็นการชุลมุน ทลึ่งตึงตัง ต่อสู้กับกิเลสเป็นอย่างรบราฆ่าฟันกันทีเดียว. ถ้ามองอีกทางหนึ่งก็เป็นการพักผ่อนนั้น เพราะตัวกูมันลดลงไปได้เท่าไร มันก็เป็นการพักผ่อนเท่านั้น ; นอกกว่านี้ไม่มี. การพักผ่อนทางวิญญาณนั้น นอกไปจากนี้ไม่มี ; แม้ว่าจะบวชเพียง สามเดือน คือ ๙๐ วันนี้ ก็ต้องได้รับ และควรจะได้รับ การพักผ่อนทางวิญญาณด้วย ; แล้วสร้าง นิสัยใหม่ ละเลิกที่ได้ทำอะไรเพื่อตัวกู - ของกูอย่างแต่ก่อนที่แล้ว ๆ มาด้วย. ขอให้เอาไปคิดดูให้ดี ๆ คือ คำอธิบายชนิดนี้ คุณจะหาไม่พบในหนังสือ เล่าเรียน , หลักสูตรนักธรรมบาลีก็ไม่มี. เขาพูดกันอย่างอื่น, เขาจัดความมุ่งหมาย อย่างอื่น, และผมก็ไม่อยากจะพูดว่ามันมีในหนังสือเล่มไหน ; คุณไปอ่านเอาเองก็ แล้วกัน. แต่ว่ามันไม่พอ ใน การที่จะไปเรียนเพียงผิวเผิน, เพื่อรู้ว่าธรรมะมีชื่อ อะไรบ้าง, ท่อง ๆ ไว้ เพื่อเรียนธรรมะสำหรับเป็นคฤหัสถ์ เมื่อสึกออกไป เท่านี้มันไม่พอ. หนังสือไม่ได้พูดถึงการทำลายตัวกู - ของกูเลย ; รู้สึกว่าจะไม่พอ, ไม่คุ้มกันกับที่เราบวชทั้งที่เลย, ไม่ได้รบรากันกับกิเลสเลย แล้วก็ไม่มีการพักผ่อน ทางวิญญาณด้วย.

น.61 ที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูก ทั้งไม่ได้ยกตัวอวดดีดูถูกท่านผู้อื่น ; ที่ว่าบวชสามเดือน แล้ว จะต้องสอบนักธรรมให้ได้ชั้นหนึ่ง แล้วสึกออกไป. มองดูแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อย มีส่วนที่จะทำลายตัวกู - ของกู, หรือการพักผ่อนทางวิญญาณ. ผมจะยกตัวอย่างตัวผมเองก็ได้ จะเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่าง. กัน ทีแรกผม ตั้งใจที่จะบวช ๓ เดือน, เพราะมีแต่โยมผู้หญิง. คิดว่าบวชตามธรรมเนียมสัก ๓ เดือนก็พอ: แล้วจะสึกออกไปทำงานค้าขายตามเดิม. บอกคนที่ติดต่อเรื่องบัญน้ำ บัญชี ก็บอกว่า อย่าเพ่อมาคิดกันตอนนี้ ให้หยุด ๆ ปิดไว้ก่อน, อะไร ๆ ให้หยุดไว้ ชั่วคราวก่อนชั่ว ๓ เดือน ; จะเตรียมบวช ๓ เดือน แต่เพียงนี้. เมื่อบวชแล้วก็เรียนนักธรรมฟุ้งไปเลย, เป็นนักเทศน์ตั้งแต่บวชได้ ๒-๓ วันเท่านั้น. เมื่อไปเรียนอะไรมาที่โรงเรียน ก็มาเทศน์จ้อบนธรรมาสน์ ให้พวก อุบาสกอุบาสิกาเขาฟัง ; แล้วก็ทำงานอะไรตามที่เขามีให้, ทำพุ้งไปเลย จนสอบนัก ธรรมได้ ; มันก็เลยระยะเวลาที่จะสึก เลย ๓ เดือนไปแล้ว. ความคิดที่ฟังนั้น มันฟุ้ง เพราะอยากจะดีจะเด่นมันจึงคิดยังไม่สึก, คิดจะเรียนอีกสักชั้นสองชั้นคือชั้นโท ชั้นเอกนี้. ตลอดเวลา ๑ พรรษานั้นหรือบีนั้น ไม่มีการลดหรือกำราบตัวกู - ของกู, และไม่มีสักนิดเดียวที่จะเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ. เผอิญเวลานั้นนายธรรมทาส ก็ล้มความคิดที่จะเรียนปริญญา กลับมาอยู่บ้าน ; ผมก็ไม่ต้องสึก ก็เลยเรียนชั้นโท ชั้นเอกไปเรื่อย ๆ สอบก็ได้ทุกชั้น. สามปี ได้ชั้นเอก ก็ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณ ไม่มีการลดแห่งตัวกู. มีแต่บ้ามากขึ้น, ตัวกูมันใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น มันคิดที่จะ ไปเรียนที่กรุงเทพฯ, ไปเรียนมหาเปรียญ, ไปเรียนอะไรต่ออะไร, จนกระทั่ง ๑๐ กว่าปี มันก็ ไม่เคยมีเรื่องลดตัวกู - ของกู หรือพักผ่อนทางวิญญาณ มันเป็นเรื่องบ้า ; จนในที่สุดมันบ้ามากเข้า บ้ามากเข้า, ไม่อยากทำอะไรซ้ำ ๆ . มันจึงมองในแง่ที่

น.62 ไม่เคยมอง คือการปฏิบัติชนิดที่ทำลายตัวกู - ของกู. การปฏิบัติธรรม ที่ทอดทิ้ง กันมาเสียแล้ว ; นี่แหละจึงเกิดมีสวนโมกข์อะไรขึ้นมา. เรื่องนี้ตอนแรกก็เป็นเรื่องปัญหาที่ไม่มีการพักผ่อนเหมือนกัน เป็นปัญหา ที่มุ่งอยู่ในใจว่า ทำอย่างไรจึงจะได้การพักผ่อน. ผมบวชตั้ง ๑๐ พรรษากว่า ก็ไม่เคยพบความพักผ่อน, ไม่เคยมีการพักผ่อน ไม่เคยมีการลดแห่งตัวกู - ของกู. ฉะนั้นจึงขอบอกแก่คุณผู้บวช ๓ เดือน แล้วสึกในพรรษานี้ว่า คงจะไม่ไหว ถ้าจะเรียน กันแบบนี้, คือจะไม่ได้การพักผ่อนทางวิญญาณ, และไม่มีการลดลงแห่งตัวกู - ของกู. ด้วยเหตุนี้ จึงพูดเสียใหม่ในรูปนี้, รูปอย่างที่พูดมาในครั้งที่แล้ว และครั้งนี้ว่า : ถ้าต้องการให้ตรงจุดของมันในการบวชแล้ว ก็อย่าไปสนใจเรื่องอื่น สนใจแต่ เรื่องรบกันกับ ตัวกู - ของกู ด้วยวิธีต่าง ๆ ที่เราเห็นว่าจะมีประโยชน์, ที่จะใช้ได้, หรือจะชนะมันสำเร็จได้. การรบกับตัวกู - ของกูได้เท่าไรก็เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ เท่านั้น. ทำลายความเห็นแก่ตัว ได้เท่าไรเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณเท่านั้น : อาจจะทำได้ตั้งแต่เดือนแรกของการบวช คือ ทำได้ผล เห็นผลตั้งแต่ในเดือนแรกของ การบวช, แล้วยังอีก ๒ เดือนก็ยังทำได้อีก. "บวชพรรษาหนึ่งก็ยังสามารถเข้าถึง วิญญาณหรือเจตนารมณ์ ของพุทธศาสนา, ของการบวช ของธรรมะ ที่เป็นตัว พระพุทธศาสนา ; ไม่ใช่เพียงเรียนแค่ท่อง ๆ ไป ด้วยความเห่อทะเยอทะยานของตัวกู กัน จนกระทั่งไม่ได้อะไร และเป็นบ้าไปก็มาก. อยากดีอยากเด่นเล่าเรียนอย่างนี้ เป็นบ้าไปแล้วก็มาก, เป็นวัณโรคตายไปแล้วก็มาก. พวกมหาเปรียญต้องตรากตรำเล่าเรียน ฝ่ายปริยัติ, ถ้าหากว่าเขาหันมา สนใจในเรื่องที่เราพูดกันว่า สู้รบกับกิเลส ตัวกู - ของกู เพื่อการพักผ่อนทางวิญญาณ

น.63 แล้ว พวกเหล่านี้จะไม่ตาย. พวกที่ตายไปนั้นเป็นเพื่อน ๆ กับผมตั้งหลายคน เรียน ด้วยกัน อยู่ห้องเดียวกัน ตายไปตั้ง ๒ -๔ คน เป็นวัณโรคตาย, ที่เป็นบ้าไปก็ มีหลาย ๆ คน ในวงแคบที่ผมเห็นนั้น. ฉะนั้นจึงอยากจะพูดว่า ถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น มาทำอย่างนี้เสีย คงไม่บ้า, และไม่เป็นวัณโรคตาย. นั่นคือความทะเยอทะยานที่จะ สอบให้ได้ เรียนหนังสือวันหนึ่งตั้ง ๑๘ ชั่วโมง หรือกว่า ๑๘ ชั่วโมง นั่งอยู่กับโต๊ะ หนังสือ เพราะเรียนกันไม่รู้จักสิ้นสุด จะเป็นมหาเปรียญให้มากขึ้นไป, เป็นอะไรให้ มากขึ้นไป ไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลยตายเสียมากกว่า. บางคนก็ได้ประสบความสำเร็จทางนั้น ได้เป็นใหญ่เป็นโตไปมากก็มีมากด้วยกัน ; แต่แล้ว ก็ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณ, ไม่มีการทำลายตัวกู - ของกู. มีแต่จะเพิ่ม - เพิ่ม - เพิ่มจนกระทั่งตายก็ได้. เดี๋ยวนี้คิดว่า ที่อยากบวชกันสามเดือน นี้คงไม่ต้องการจะเป็นอย่างนั้น, ไม่ต้องการเพียงรู้ว่า อะไรเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นส่วนดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ ; แต่ควรจะเป็นไปอย่างที่ว่า : บวช เพื่อการฝึกฝนการกระทำ ชนิดที่ ไม่เป็นการกระทำเพื่อตัวกู อย่างที่พูดวันแรก, แล้วก็ให้เป็นการพักผ่อนทาง วิญญาณไปตามเจตนารมณ์เดิมของการบวช. ขอให้เอาไปพิจารณาดูว่า ทำอย่างไรในวันหนึ่ง ๆ จะมีความหยุด ความเย็นในทางวิญญาณด้วย, เพิ่มขึ้นทีละนิดทีละนิดด้วย. นี่ก็อยู่ที่ว่าเราทำลายตัวกู - ของกูได้มากเท่าไร ; ดังที่พูดค่อนข้างละเอียด แล้วในวันแรก ; ต้องหุบปากให้มาก พูดให้น้อย นึกให้มาก สำรวมให้มาก อดกลั้นให้มาก, อย่าไปตามใจกิเลสที่จะยกหูชูหาง. คำนี้พูดกันเป็นคำหยาบ ๆ แต่ก็จะพูดเรื่อยไปตลอดไป เพราะถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าเกลียดทั้งนั้น,

น.64 คำว่า " สำรวม สังวร" ที่บาลีเรียกว่า " สํวร" เป็นไทยเรียกว่าสำรวม ก็หมายถึงอย่างนี้ : คือ ควบคุมตัวกู - ของกู ทางการพูดจา ทางการกระทำ ทางการ คิดนึก ทำให้เป็นการควบคุมหมด ; มันมีทางที่จะลัดให้เร็วเข้า , คือการเสียสละสิ่ง ที่จะต้องเสียสละ, เสียสละสิ่งที่ควรจะยอม ก็ยอมไปเสียเลย ; หมายความว่า อย่าไป เอาดีเอาเด่น อย่าเอาชนะคนอื่น. เขาว่า เขาด่า เขาค่อนแคะอะไร, ก็ยอมนิ่งไป เสียเลย, ยอมไปเสียเลย ; นี่เป็นวิธีที่ลัดสั้นเข้า ในการที่จะทำลายตัวกู - ของกู. ถ้าเราไม่ต่อสู้กับกิเลส แต่ฟุ้งไปด้วยการอยากดีอยากเด่น ; อย่างนี้มันก็ไม่ ทันแน่, เวลามันไม่ทัน ชั่วเวลาบวช ๓ เดือนนี้กว่าจะรู้กัน ก็ไม่ทันเสียแล้ว. วิธีลัดก็คือ ใช้ปัดทิ้ง - ปัดทิ้ง - ปัดทิ้งไปเสีย, ไม่จำเป็น, ปัดทิ้งด้วยการยอม เสียอย่างเดียว ได้ผลเยอะแยะหมดเลย ; ใครจะว่า ใครจะด่า ใครจะพูดใน ทำนองยกตัวอะไรขึ้นมา ก็ยอมหมด, เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยยอม ; พอคนหนึ่งพูดเขื่อง ขึ้นมา, อีกคนหนึ่งไม่ยอม อยากจะเขื่องกว่า ; ก็เลยยกเอาเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่จำเป็น เอามาพูดเขื่องทับกัน. วันหนึ่งคืนหนึ่งมีแต่คุยกันชนิดนี้ จึงกลายเป็น ครึ่งทะเลาะครึ่งวิวาทกัน ; อย่างนี้เรียกว่าไม่ยอม, ไม่ยอมให้ใครดีกว่าเรา ; ใคร จะพูดอะไรมา เราก็ต้องพูดเรื่องที่ดีกว่า เก่งกว่า ไว้เรื่อย. พวกภิกษุ สามเณร มักจะอยู่กันด้วยลักษณะอย่างนี้ เรียกว่าไม่ยอม คือความยกหูชูหางของตัวกู - ของกู. ถ้ายอม คำเดียว มันโดยทิ้งไปตั้งกะบิใหญ่, แล้วปัญหาก็เหลือน้อย เข้า เพราะสำรวมกันมากเข้า ระวังกันมากเข้า, ปิดอุดช่องหนทางที่จะเกิด ตัวกู - ของกู อะไรมากเข้า ; ต้องตั้งต้นแม้แต่ว่า ไม่คุยกันโดยไม่จำเป็น ที่โรงฉัน หรือที่อาบน้ำ หรือที่อื่น ซึ่งมักจะคุยกันมากนัก. มีสูตรของพระพุทธเจ้าอยู่สูตรหนึ่ง ; ที่เรียกว่า “สูตร” นี้ หมายถึง ข้อความอย่างหนึ่งที่พูดกันมาแล้ว ตั้งแต่แรกโบราณนั้น. สูตรนั้นมีว่า ": แม้ว่า

น.65 ตถาคตจะติเตียนการนอน, คือการนอนกลางวันนอนพักผ่อน นอนอะไร การนอนที่ ไม่ใช่จำเป็น, ส่วนการนึ่ง การไม่พูดนี้จำเป็น ; แต่ถ้านึ่งไม่ได้ก็ไปนอนเสียดีกว่า. ถ้าอดพูดเหลวไหลไม่ได้ก็ไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่ตถาคตติเตียนการนอน ; พระพุทธเจ้า ท่านตรัสอย่างนี้. ขอให้เราพยายามปฏิบัติ, อย่าพูดในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมะ คือ อย่าพูด ใน เรื่องที่ ไม่กำจัดกิเลส. อย่างที่เราพูดเล่นพูดอะไรกันนี้ ไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่ตถาคต ติเตียนการนอน ; พูดเป็นภาษาธรรมดา ๆ ว่า ถ้าพูดเหลวไหล ก็ไปนอนเสียดีกว่า , เขียนว่าอย่างนั้นดีกว่าถ้าจะเขียนก็เขียนว่า พระพุทธเจ้าท่านว่า " ถ้าพูดเหลวไหล แล้วไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่ฉันติเตียนในการนอน" นี้เป็นพระพุทธภาษิตมีอยู่อย่างนี้. นำมากล่าวเพื่อขอร้องให้ ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้มีเสียงน้อยก็คือพูดน้อย. " พระตถาคตเป็นผู้มีเสียงน้อย ชักชวนในความเป็นผู้มีเสียงน้อย สรรเสริญคุณในการมีเสียงน้อย" . มีอยู่แต่อย่างนี้ คือว่า ไม่พูด ไม่จำเป็นไม่ต้อง พูด, ไม่พูด จึงไม่มีเรื่องพูดชนิดที่ส่งเสริมตัวกู - ของกูเหมือนเดี๋ยวนี้. ในวัดไหน ก็ตาม จะได้ยินการพูดชนิดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ ไปนอนเสียดีกว่า " อยู่ทั่วๆ ไป; มิหนำซ้ำ บางทีตะโกน, ตะโกนพูดกันหนวกหูจะตาย. ตัวกู - ของกูมันอยากพูด, เมื่อเราไม่พูดมันก็บีบบังคับหรือเผาตัวกู - ของกูอยู่ในตัว. ความอยากพูดมันเป็นเรื่องตัวกู - ของกู ; ความไม่พูดนี้เป็นเรื่องของ การบวช , การบรรพชา หรือการเว้นจากสิ่งที่มันเป็นกิเลสมันเป็นข้าศึก. การนิ่ง ๆ เสียก็เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณอยู่น้อย ๆ ; เพราะว่าพูดมันต้องอาศัยความอยาก อวด, แล้วมันยังเหนื่อยอีก เหนื่อยในการพูด. บางทีก็ถูกทำให้โกรธจนหน้าดำ หน้าแดงขึ้นมาอีก, ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณ ; ฉะนั้น นิ่ง ๆ เสียง่าย ๆ, นึ่งโดย ง่าย ๆ ก็จะเป็นพักผ่อนทางวิญญาณ.

น.66 วันนี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากจะบอกให้ทราบว่า เจตนารมณ์ของการบวชที่ แท้จริง คือการพักผ่อนทางวิญญาณ, หรือว่าการบวชนั้นเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ คือตัวการบวชนั่นเอง. เรารีบทำการพักผ่อนทางวิญญาณ ด้วยการกระทำทุกอย่างที่มัน ทำลายตัวกู - ของกู ที่ขูดเกลาตัวกู - ของกูเสีย: เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าให้ หัดกระทำ ทุกอย่าง ในชีวิตประจำวันชนิดที่ ไม่เป็นไปเพื่อตัวกู - ของกู, ไม่ไปส่งเสริมตัวกู - ของกู ทั้งคนที่จะอยู่ต่อไป ทั้งคนที่จะสึกในเวลาที่กำหนดไว้. นับว่าเป็นการพูดถึง เรื่องเดียวกัน ไปพิจารณาให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน ; เพียงแต่เรามองดูคน ละมุมคนละเหลี่ยม แต่มันก็ต้นเดียว ลำเดียวกัน. หมดเวลาที่กำหนดแล้ว พอกันที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต