Buddhadasa.org

ความว่างจากตัวกู คือการพักผ่อนทางวิญญาณ

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.67 วันนี้จะพูดถึงเรื่องรีบด่วนในทางธรรม ต่อจากที่พูด มาแล้วในวันก่อน โดยหัวข้อว่า " ความว่างจากตัวกูคือการ พักผ่อนทางวิญญาณ". เมื่อคราวที่แล้วมานั้น เราได้พูดกันถึงเรื่องการบวช ประเภทที่ต้องการ การพักผ่อนทางวิญญาณ จึงได้ออกบวช , และก็ได้บอกให้ทราบว่า การพักผ่อนทางวิญญาณตั้งต้น กันในป่า จากในป่า เป็นความมุ่งหมายโดยตรงของ การบวช, แต่แล้วอีกทางหนึ่งขยายตัวบานปลายออกไป เป็นการค้นคว้าเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ โดยน้ำมือของนักบวชที่ อยู่ในป่าทั้งนั้น ๆแม้เรื่องรามเกียรติ์นี้ก็ฤๅษีที่อยู่ในป่า แต่งไว้. กระทั่งการอยู่ในป่าเปลี่ยนเป็นชีวิตเกือบคล้าย ครอบครัว คือพวกฤๅษีประเภทที่มีบุตร - ภรรยาขึ้นมาอีก ๓๘

น.68 ประเภทหนึ่ง ; จึงควรจะตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องต่าง ๆ นั้นมันเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนรูป ขยายตัวหรือบานปลายออกไปได้ ถึงอย่างนี้. ทีแรกก็เบื่อโลก เบื่อครอบครัวจึงบวช แล้วก็ไปอยู่ในป่าหาความสงบแล้ว บานปลายไปในการค้นคว้าในศาสตร์ทั้งหลาย จน กระทั่งเกิดชีวิตป่า แล้วก็มีครอบครัวขึ้นมาอีก. ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักแยกแยะเอาแต่ เฉพาะส่วนที่มุ่งหมายไปตามเดิมคือเรื่องการบวช, การบวชแท้จริงเป็นเรื่องการพักผ่อน ทางวิญญาณ ส่วนเรื่องที่บานปลายออกไปเป็นการค้นคว้าทางศาสตร์ต่าง ๆ นั้น เป็น เรื่องที่ต้องตัดออกไป. ทีนี้ เราจะพูดถึงเรื่องการพักผ่อนทาง : วิญญาณให้เป็นที่เข้าใจกันโดย สมบูรณ์. เมื่อใดจิตว่างจากตัวกู เมื่อนั้นเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ. คำว่า "ตัวกู" เป็นเพียงความคิดปรุงแต่งชั่วขณะ ที่ได้จากอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือจากทางภายในใจเองก็ตาม, มันเป็นเพียง ความคิดปรุงแต่งขึ้นมา เป็นความสำคัญมั่นหมาย ; จะเป็นความปักใจ หรือความ หวังอะไรก็ตาม, ล้วนแต่เป็นความคิดทั้งนั้น ในความหมายที่เป็นตัวกูหรือเป็น ของกู : นี่เรียกว่าเป็นความคิดปรุงแต่ง. มันไม่ใช่สติปัญญา ไม่ใช่ความรู้ ; ปัญญาความรู้นั้นอยู่ในพวกสัญญา มากกว่าที่จะเป็นเรื่องความคิด. ที่เรียกว่า สังขารนั่นคือความคิด, ความคิดมันเพิ่งจะปรุงกันขึ้นเมื่อมีอะไรมากระทบ, ส่วนปัญญา เป็นเรื่องความรู้ความจำที่มีแต่เดิม จึงไม่ใช่ความคิด. สติ คือความรู้ที่มาทันท่วงที หรือมีประจำอยู่เสมอนี้เรียกว่าสติ; อย่าเอาไปปนกัน. เมื่อพูดถึง " ตัวกู" ขอให้รู้ว่า เป็นความคิดปรุงแต่ง เรียกสั้น ๆ ว่า ความคิด. เมื่อใดจิตว่างจากความคิดปรุง ชนิดนี้ ซึ่งจะเป็นไปชั่วขณะ ๆ เท่านั้น ; เมื่อนั้นจิตอยู่ในสภาพที่เป็นการพักผ่อนในทางวิญญาณ. คำว่า การพักผ่อนในทาง วิญญาณ อาจจะยังไม่เป็นที่เข้าใจแก่คนบางคนเพราะเพิ่งมาใหม่ ; ส่วนคนที่พูดจากัน อยู่เสมอ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คำว่า " ทางวิญญาณ" นี้มีความหมายว่าอย่างไร, จะต้อง

น.69 พูดซ้ำบ้าง สำหรับคนมาใหม่ เพิ่งบวชใหม่. ถ้าจะให้รู้ความหมายของทางวิญญาณ ก็ต้องไปเปรียบเทียบกับเรื่องที่ไม่ใช่ทางวิญญาณ. การบัญญัติคำว่า "ทางวิญญาณ" นี้บัญญัติเฉพาะเพื่อให้ทำ ความเข้าใจในหมู่พวกเรา. เราเปรียบเทียบกันอยู่ ๓ ชนิดคือ ทางร่างกาย ทางจิต และ ทาง วิญญาณ ; ไม่ได้ถือเอาตามคำที่เขาใช้ในวิชาความรู้ของศาสตร์อื่น หรือที่เป็นสากล สมัยนี้, เพราะว่าเขาไม่มีทางวิญญาณ. ความหมายของพวกเรามีแต่ในทางศาสนา เท่านั้น ; ในศาสตร์ทั่วไป วิทยาศาสตร์ทั่วไป จิตวิทยาทั่วไป นั้น ไม่มีคำว่าทาง วิญญาณ. ถ้าจะถือตามหลักที่ใช้กันอยู่ ถ้อยคำที่ใช้กันอยู่ พอจะเทียบกันได้ : ทางกาย คือทางวัตถุหรือ physical , ทางจิต หรือ mental , และ ทางวิญญาณ หรือ spiritual : เรื่อง spiritual ถูกตัดออกไป ไม่รวมอยู่ในวิชาความรู้ที่ชาวโลกเขาขวน- ขวายกันอยู่ ทั้งในทางวิทยาศาสตร์ ในทางจิตวิทยา หรือแม้ในทางปรัชญาฝ่ายตะวันตก. แต่ตัวจริง หรือเรื่องจริง หรือของจริง มี ๓ อย่าง ; มิใช่มี ๒ อย่าง. ถ้าหันมาทางภาษาบาลีก็ไปอีกทางหนึ่ง ที่จะพูดถึงทางแต่เรื่องกาย - ทางจิต เท่านั้น. ในทางจิตของภาษาบาลี คือทางวิญญาณ ; ส่วน ทางกายหมายถึงทาง physical และ mental รวมกัน ; ส่วนทางโลกเรียก mental physical ก็เลยไขว้กันยุ่ง ไปหมด. เราจึงต้องเอาตามสะดวกของเรา ที่ว่ามีทั้งทางกาย ทางจิต และทางวิญญาณ. เพื่อเข้าใจได้ง่าย ๆ ทันที จะใช้วิธียกตัวอย่างไว้เป็นเครื่องเปรียบเทียบเพื่อ จำง่าย ด้วยเรื่องโรค : ในขั้นแรก ปัญหาโรคทางร่างกายแท้ ๆ เรียกว่า โรคทางกาย

น.70 มีการบำบัดทางพี่สิคส์ บางทีก็หายไปได้. ขั้นที่ ๒ โรคทางระบบประสาทเกี่ยวกับ พฤติของจิต ของสมองทาง mental นั้น ต้องมีวิธีอย่างอื่น ซึ่งเราเรียกกันว่า วิธี เกี่ยวกับโรคจิต ต้องจัดโรงพยาบาล ขึ้นโดยเฉพาะ เรียกว่าโรงพยาบาลโรคจิต, ปัญหา ส่วนนี้เรียกว่าปัญหาโรคทางจิต, แต่พอถึง ขั้นที่ ๓ เรียกว่า โรคทางวิญญาณ. โรคทางวิญญาณนี้ หมายความว่าคนที่ไม่ป่วยเลย ทั้งทางกายและทาง จิต , ไม่ไปโรงพยาบาลทั้งทางกาย และไม่ไปโรงพยาบาลทั้งทางโรคจิต, มีปัญญามีการ ศึกษาดีมีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศชื่อเสียง ; แต่เป็นโรคทางวิญญาณ, โดยเฉพาะ ก็คือความโง่ต่อธรรมชาติ หรือความโง่ต่อชีวิตนั่นเอง, ทำให้เกิดความโลภขึ้นมา ความโกรธความหลงขึ้นมา มันก็แผดเผา หรือทิ่มแทงทางจิตใจของบุคคล เหล่านั้น ; อย่างนี้ทางศาสนาเรียกว่า เป็นเรื่องทางวิญญาณ เป็นโรคทางวิญญาณ เป็นปัญหาทางวิญญาณ. โรคทางวิญญาณนี้ถือว่าเป็นกันทุกคนในหมู่ปุถุชน, ขึ้นชื่อว่าปุถุชนแล้ว ก็เป็นกันทุกคน เป็นโรคทางวิญญาณ ; ส่วนโรคทางกายหรือทางจิตนั้นเป็นบ้างบางคน เป็นบางครั้งบางคราว ไม่เป็นทุกคนและตลอดกาลเหมือน โรคทางวิญญาณ. คำว่า "โรค" มี ทั้งทางกาย ทางจิต และ ทางวิญญาณ ; แล้วปัญหาอื่น ๆ ก็มีครบหมด, แม้พูดว่าความสุขก็เป็นความสุขทางเนื้อหนัง, ความสุขทางจิตก็คือที่ได้อย่างอกอย่างใจ, ความสุขทางวิญญาณนั้นคือความสงบ ความสะอาด ความสว่าง. ลำพัง ความสุข ทางจิตนั้น คือความลุ่มหลงอยู่ในสุขเวทนา : สุขเวทนานั้นก็เป็นเครื่องเบียดเบียน ทำให้เกิดตัวกู-ของกู อยู่ตลอดเวลา. ถ้าเป็นความ สุขทางวิญญาณ ก็หมายความว่า หมดกิเลส มีความสุขสงบตามแบบของการหมดกิเลส, นี้เรียกว่าเป็นความสุขทาง วิญญาณ. ขอให้ใช้หลัก ๓ ขั้นอย่างนี้เสมอไป.

น.71 ศาสนาคริสเตียน ศาสนาพราหมณ์ประเภทเวทานตะนี้เขาใช้ spiritual นี้กัน ทั้งนั้น, สูงไปจาก mental . แต่แล้วนักเขียน นักพูด นักแปล ก็ตาม ที่ยังไม่ คุ้นเคยกับเรื่อง spiritual นี้ เขาเอาคำ mental มาใช้กับทางวิญญาณ. ฉะนั้นคำบรรยาย หรือปาฐกถาทั้งปวงที่พูดถึงเรื่องวิญญาณ ฝรั่งบางคนแปลเป็น mental ไป. เราก็ว่า เขาไม่ได้ เพราะเขาตีความหมายของเขาอย่างนั้น, เขามีความหมาย ๒ อย่างเท่านั้น. อีกคำหนึ่งซึ่ง ทำความสับสนมากที่สุด คือ moral ที่แปลว่า ศีลธรรม บางที เอาใช้แทนคำ spiritual ก็มี ; ในหนังสือบางประเภท หรือพูดโดยทั่ว ๆ ไปที่พูดคลุมหมด อย่างนี้ เรียกว่าทาง moral . ขอให้รู้ไว้อย่างหนึ่งเถิดว่า มีความหมายอย่างเดียวกับ ทางวิญญาณ คือไม่ใช่ทางวัตถุก็แล้วกัน. รู้สึกว่าคำมันยุ่ง ; เพราะหลายพวก หลายแขนงวิชาปน ๆ กันไป, เพราะเรียนกันมาคนละอย่าง. เราต้องทำความเข้าใจ เฉพาะของเรา เรื่องของเรา มี ๓ ชั้น คือ ทางกาย ทางจิต และทางวิญญาณ. ที่นี้จะพูดถึงการพักผ่อนทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณอีก : การพักผ่อนทางกายมี ได้ตามธรรมชาติ มีได้โดยความจำเป็น ; อาจไม่ ใช่การพักผ่อนทางวิญญาณก็ได้ เช่นนอนหลับ บางทีก็หลับไม่ได้, หลับแต่ร่างกาย ; ใจไม่หลับ มันมีความโลภ ความโกรธ ความหลงรุนแรงอยู่ ; อย่างนี้พักผ่อน ทางกาย แต่มิได้พักผ่อนทางวิญญาณ. พักผ่อนทางกาย คือ พักผ่อนทางกายล้วน ๆ. การพักผ่อนทางจิต ก็หมายความว่าบังคับจิตใจไว้ได้ในลักษณะใดลักษณะ หนึ่ง พอเป็นการพักผ่อนบ้าง ไม่ถึงกับเป็นบ้า. ทั้งการพักทางกาย พักทางจิตก็มี ปัญหาอยู่ว่า ถ้าไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณแล้ว จะไม่เป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง. เราต้องมีการพักผ่อนที่แท้จริงทางวิญญาณ อย่างละเอียดยิ่งกว่าละเอียดอีกประเภทหนึ่ง จึงจะเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง.

น.72 ถ้าจะเข้าใจคำว่า "พักผ่อน" ต้องพิจารณาดูความไม่พักผ่อน . ถ้ามัน มีอะไรที่เป็นความคิดปรุงแต่ง เป็นตัวกู - ของกูอยู่เรื่อยแล้ว ทางวิญญาณไม่มีการ พักผ่อน ; และสำคัญอยู่ที่ว่า กำลังกระทำ หรือมีการกระทำ ที่มีรูปร่างอย่างใด อย่างหนึ่งอย่างเดียว อาจมีได้ ๒ แง่ คือเป็นการพักผ่อน, หรือเป็นการทรมาน. ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สุดในการกินอาหาร กำลังกินอาหารอยู่ : ทุกคนรู้ดีว่า การกินอาหารหมายความว่าอย่างไร. สมมุติว่าไปกินอาหารร้านที่ถูกใจ ถ้ากำลัง กินอาหาร ชนิดที่ตัวกู - ของกูเกิดอยู่ในใจ; การกินอาหารนั้นเป็นการทรมานทาง วิญญาณ ; ถ้าการกินอาหารชนิดที่ตัวกู - ของกูไม่เกิดอยู่ในใจ ก็เป็นการพักผ่อนทาง วิญญาณ. แม้แต่การกินอาหาร ในขณะกินนั้น ถ้าความคิดปรุงแต่งในทำนอง ตัวกู - ของกูเกิดอยู่ในใจ มันอยาก มันอร่อยก่อน, แล้ว มันอยากตามความอร่อย ยิ่งกินยิ่งอร่อย ยิ่งอร่อยยิ่งอยาก, จนกระทั่งท้องอิ่มแล้วใส่ไม่ลง ความอยากใน ความอร่อยก็ยังมี ; เลยโทษท้องว่าเล็กไป อยากมีท้องใหญ่กว่านี้หลาย ๆ เท่า. นี้แสดงว่า การหิว การกระหายนั้น หยุดไม่ได้ด้วยอำนาจตัวกู - ของกูที่เอร็ดอร่อย กำลังอร่อย ; การกินอาหารมื้อนั้น หรือชนิดนั้น มันจึง เป็นเครื่องทรมานทางวิญญาณ. การกินอาหารอย่างพระกิน เป็นยาปนมัตต์ กินด้วยสติปัญญา เพื่อ บำบัดความหิว ให้ร่างกายมีความเป็นปรกติ ขณะที่กินอาหารนั้นก็ เป็นการพักผ่อน ทางวิญญาณ ได้เหมือนกัน : ดังที่พูดแล้วว่าเมื่อใด ไม่ได้เกิดความคิดที่เป็นตัวกู - ของกูแล้ว เมื่อนั้นย่อมเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ. ฉะนั้นระวังให้ดีเมื่อฉันข้าวที่ โรงฉัน ; ถ้าเผลอไปเวลากินอาหาร ไม่ได้ทำอย่างสมณะแล้ว ก็เป็นการทรมาน ทางวิญญาณ. ถ้าอร่อยก็อยาก จะกละไปเลย, ถ้าไม่อร่อยก็บันดาลโทสะอย่างนั้น อย่างนี้ไปเลย ; ล้วนแต่ทรมานทางวิญญาณทั้งนั้น.

น.73 ถ้าเรา เป็นพระ กินด้วยจิตใจของพระ ไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู มันก็เป็นการพักผ่อนในตัว พร้อมกับความหายหิวเป็นปรกติ, ท่านเรียกว่า ฉันพอ เป็นยาปนมัตต์ เหมือนกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย, เหมือนน้ำมันหยอดเพลาเกวียน, หรือมีคำระบุไว้ว่า อีก ๔ - ๕ คำในตอนท้ายปล่อยให้พร่องอยู่ อย่างนี้เป็นต้น, ไม่มีโอกาสที่จะตะกละในรสอาหาร หรือขัดใจในเมื่ออาหารไม่ถูกปาก. พูดกันตรงๆ ไม่ใช่ด่าว่าเขา การกินอาหารตามร้าน ตามภัตตาคาร ตาม โฮเต็ล ตามที่หรูหราต่าง ๆ มันเป็นการทรมานทางวิญญาณ ; เพราะเต็มไปด้วย ตัวกู - ของกู, อุตส่าห์ขับรถไปตั้งไกล เสียเงินก็มาก เพื่อไปกินให้อร่อย จนโทษว่า ท้องมันเล็กไป. ถ้ากินอย่างพระกิน ก็เป็นการพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา ; เหมือนกับ เรื่องอื่นที่เป็นตัวอย่าง ที่ จะต้องทำความเข้าใจว่า การทรมานทางวิญญาณและ พักผ่อนทางวิญญาณเป็นอย่างไร. ยกตัวอย่างเรื่องเล่นบ้าง : เช่นเล่นกีฬา ถ้า เล่นกีฬาด้วยความเป็น ตัวกู - ของกู, หิวกระหายในเกียรติ ในชัยชนะ ที่เอาออกจากจิตใจไม่ได้ ทั้งคนเล่น คนเชียร์ ; การเล่นกีฬานั้นก็ เป็นเรื่องทรมานทางวิญญาณ, แต่ถ้า เล่นกีฬาให้ตรง ความหมายของการเป็นนักกีฬา, มีความเป็นนักกีฬา, ไม่มีความตะกละเรื่องชนะ เรื่องเกียรติยศ; มันก็ เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ . แม้การเล่นคนเดียวเช่นเล่น ปิงปอง ความคิดมันอาจจะมีขึ้น ๒ ทางคือ : ทางหนึ่งเล่นด้วยความตึงเครียด เห็นแก่ตัว ก็เป็นการทรมานทางวิญญาณ, ชนะก็หลงไป แพ้ก็เสียใจอะไรทำนองนี้. ถ้าเล่นอย่างเด็ก ๆ มันเล่น ก็ไม่เป็นการทรมานทางวิญญาณ. นี่คือการพักผ่อนทาง วิญญาณจากการเล่น. จะพูดเรื่องคล้าย ๆ กัน เช่นไปทัศนาจรจะเป็นการทรมานวิญญาณก็ได้, เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณก็ได้. ให้พยายามสังเกตเอาเองว่า การทัศนาจรบางพวก

น.74 มีความหวังความต้องการอะไรมากในทางเป็นตัวกู - ของกู มักจะเต็มไปในทางยินดี ยินร้าย ; ถ้ามียินดียินร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นการทรมานทางวิญญาณ. ถ้าเป็นการ ทัศนาจรที่ฉลาดและเป็นผู้มีสติปัญญา ก็เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ ; แม้จะไม่ใช่ ระดับสูงสุดคือหมดกิเลส, แต่ขณะนั้นกิเลสไม่รบกวน. สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ จากผู้ที่มาเที่ยวที่วัดเราที่นี่ ; มีการพักผ่อนทาง วิญญาณก็มี, ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณก็มาก ; ทั้ง ๆ ที่เราพยายามจัดสถานที่นี้ เพื่อส่งเสริมการพักผ่อนทางวิญญาณถึงที่สุดแล้ว. ธรรมดา สิ่งแวดล้อมอยู่ทั่วไป ในวัดนี้ ช่วยให้หยุดอยาก, หยุดคิด หรือลืมความอยาก ทำความกระวนกระวายใจให้สงบไป ให้เพลินไปกับธรรมชาติ ไม่เลยไปจนถึงตัวกู - ของกู. แม้กระนั้นทางที่จะเลยไปถึงตัวกู - ของกูยังมีได้ หลายทาง : เช่นคนหนุ่มสาว ใช้สถานที่อย่างนี้เป็นที่อะไรกัน ตามความต้องการ ของเขา, ก็ไม่ได้การพักผ่อนทางวิญญาณ แม้จะนั่งอยู่ในที่สงัด กับก้อนหิน ต้นไม้ ; เพราะจิตเป็นเสียอย่างอื่น. หรือบางคนมาเห็นสถานที่, พอเข้ามาแล้ว เกิดความ คิดไปในทางอิจฉาริษยา ก็ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณ. หรือ น้อยใจที่ตัวไม่มี หรือ อยากมี ที่ตัวเองไม่มี หรือที่ทำไม่ได้ ; อยากมีอย่างยิ่งเหมือนที่อยู่ที่นี่ ก็จะไม่มี การพักผ่อนทางวิญญาณ. เรื่องเดียวกัน การกระทำอย่างเดียวกัน โดยบุคคลเดียวกัน มันเป็นได้ ทั้งทรมานทางวิญญาณและพักผ่อนทางวิญญาณ , และเป็นได้ทุกอิริยาบถตลอดทั้งวัน ทั้งคืน. ในเรื่องเดียว เป็นได้ทั้งทรมานวิญญาณและพักผ่อนทางวิญญาณ ; แม้ที่สุดแต่ การนอน, นอนหลับสนิทก็เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ, นอนไม่หลับ มันก็ทรมาน อย่างยิ่ง; หรือว่าหลับก็สะดุ้งเรื่อย หลับไปเพราะเพลียเพราะเหลือทนแล้วก็หลับไป

น.75 แต่มันสะดุ้งเพราะความทรมานแห่งตัวกู - ของกู มันหลับไม่สนิทได้ ; มันก็เป็น การทรมานทางวิญญาณ มีการฝันร้ายสะดุ้งอยู่เสมอ. ที่มันแปลกออกไปอีก อยากจะชี้ให้ดูถึงงาน : การงานที่เป็นงานหนักเสียด้วย งานหนัก ที่เขาเรียกว่างานกรรมกร เป็นงานหนักเหงื่อไหลไคลย้อยนั้น เป็น การพักผ่อน ทางวิญญาณ หรือทรมานทางวิญญาณไปเลยก็ได้. อย่างที่เคยยกตัวอย่างให้ฟังเสมอ ๆ ว่า : กรรมกรสามล้อถีบสามล้อ เหงื่อไหลไคลย้อย, กรรมกรแจวเรือจ้างแจวเรือจ้างเหงื่อไหลไคลย้อย ; แต่มันจะ ไม่เหมือนกัน, คนหนึ่งจะกลุ้มกลัดด้วยเรื่องตัวกู - ของกู มีความน้อยอกน้อยใจโกรธ แค้นโชคชาตาอะไรอยู่ ; นั่นเป็นการทรมานทางวิญญาณอย่างเห็นได้ชัด เคยเห็นคนแจวเรือจ้างบางคนอารมณ์ดี, เย็นกว่าพวกคนที่นั่งไปกับเรือจ้าง นั้น ; เพราะเขาไม่รู้สึกอะไร เขาทำงานตามหน้าที่, ร่างกายเหนื่อย เหงื่อไหล ไคลย้อย แต่ทางวิญญาณพักผ่อน : เขาเลยไม่เหนื่อย สนุก แจวเรือ แกว่งเท้าไป ตามสบาย. นั่นแหละเป็นคนฉลาด รู้จักแก้ปัญหาของชีวิต มีการพักผ่อนทางวิญญาณได้ แม้ในกรณีอย่างนั้น. ในงานหนักที่พวกกรรมกรอย่างอื่นทำ, แม้แต่พวกเรา ทำงานหนักบางครั้ง บางคราว ; ก็เป็นดังที่อธิบายแล้วว่า อย่าให้ตัวกู - ของกูเกิดทางการงาน เพราะทำ เพื่อผู้อื่น หรือเพื่อความว่าง ; มันก็เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ ขณะที่เหงื่อไหล อาบหน้าอาบตัวอยู่นั้น. แต่ถ้าความคิดหวนกลับไป ในทางตัวกู - ของกูแล้ว ก็เป็น การทรมานทางวิญญาณขึ้นมาทันที ไม่ทันลุกไปไหน, ไม่ทันเปลี่ยนหน้าที่เปลี่ยนการงาน. มองต่อไปอีก อย่างพวกขอทานดีกว่า ; ขอทานบางคนมีการพักผ่อนทาง วิญญาณอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะมีน้อยคน ; เขาขอทานพอเลี้ยงอัตภาพ ตกกลางคืน

น.76 ก็สบายไปได้ เล่นดนตรีก็ได้. ขอทานบางคนมีดนตรีเล่นกลางคืน ขอทานส่วนมากก็ เป็นอย่างที่เข้าใจกันอยู่แล้ว : ไม่รู้จักจัดวางจิตใจให้เหมาะสม ยังแถมมีครอบครัว, มีอะไร ๆ อีก ก็ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณ มีแต่ความทรมาน ทั้งที่ก็เป็นขอทาน ในลักษณะเดียวกัน ; ในขณะที่เขาไปขอทานตามถนน ก็มีได้ทั้งพักผ่อนทางวิญญาณ และทรมานทางวิญญาณ. เราลองเทียบเศรษฐีกับคนขอทานที่เราว่านี้ จะเห็นว่า เศรษฐี ไม่มีการพักผ่อน ทางวิญญาณทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ; ส่วนขอทานพิเศษของเราคนนี้ มีการพักผ่อนทาง วิญญาณตลอด ๒๔ ชั่วโมง, คือ ไม่ถูกรบกวนอยู่ด้วยความเดือดของตัวกู - ของกู. เมื่อออกไปขอทานได้ก็ดี, ไม่ได้ก็ดี, กลับมานอนในรังของแกก็ดี กินอาหารอะไรก็ดี, มันไม่มีการทรมานทางวิญญาณ; เขาทำได้. พูดอย่างนี้เดี๋ยวก็จะกระเดียดเข้าไปใน ทางนักบวช ซึ่งดังที่พูดกันวันก่อนว่า : พระที่แท้จริงนั้นสละโลกออกไปหาการพัก ผ่อนทางวิญญาณ , ผลก็คือเป็นนักบวชขอทาน ก็เลยมีการพักผ่อนทางวิญญาณได้ ๒๔ ชั่วโมง. ระวัง ดูให้ดี ๆ คิดพิจารณาให้เข้าใจ ว่าการพักผ่อนเป็นอย่างไร, และทรมานเป็นอย่างไร. การออกไปบวช อย่างแบบที่เล่าให้ฟังในวันก่อน ก็เพื่อหาการพักผ่อนทาง วิญญาณ ; มีเหมือนกับที่ออกบวชตามประเพณี ตามกันไป, หรือว่าในครั้งแรกยัง คว้าไม่พบ อาจมีการรบกวนทางวิญญาณบ้างก็ได้. แม้เป็นการบวชไปอยู่ในป่า ไม่เป็น คนขอทาน เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสิ่งของที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบ่านั่นเอง, กินใบไม้กินลูกไม้ กินอะไรไปตามเรื่อง : เมื่อทำถูกวิธีก็มีการพักผ่อนทางวิญญาณ ทั้งที่บางทีก็ร้อนจัด หนาวจัด บางทียุงชุม, บางทีก็แทบจะไม่มีอะไรฉัน นอกจากใบไม้ ; ก็ยังมีการ พักผ่อนทางวิญญาณ. มัน สำคัญอยู่ที่ว่า "ตัวกู" เกิดหรือไม่เกิด ; ถ้าตัวกู - ของกู มันเกิดแล้ว ขึ้นอยู่บนตึกเหมือนผู้สูงศักดิ์ เช่นเป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จอะไรอย่างเดี๋ยวนี้

น.77 มีสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ก็มีการทรมานทางวิญญาณ ; สู้พวกฤๅษีมุนีที่นอนกลางดินกิน ใบไม้ไม่ได้. นี่ใจความสำคัญอยู่ที่ว่า มีการเกิดความคิดปรุงแต่ง แห่งตัวกู - ของกู หรือไม่ ; ถ้ามี ขึ้นมาในเวลาไหนอิริยาบถไหนก็ตาม จะมีการทรมานทางวิญญาณทันที. ถ้าอันนี้ไม่เกิด ยังเงียบสงบอยู่ ก็เป็นการพักผ่อนทางวิญญาณตามธรรมชาติทันที ; แม้ว่ายังไม่ถึงขนาดสูงสุด บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ยังเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณที่ คล้ายกัน, เพียงแต่ยังไม่แน่นแฟ้นพอ ยังไม่ตายตัวพอเท่านั้น. เอาละ เข้าใจคำว่า "การพักผ่อนทางวิญญาณ" กันเสียที เพื่อจะเข้าใจ เรื่องที่กล่าวกันวันก่อนว่า ออกบวชเพื่อการพักผ่อนทางวิญญาณ. ทีนี้เราก็บวช เข้ามา แล้วก็ในเวลาจำกัดหนึ่งพรรษา มันไม่มีอะไรดีที่สุดเท่ากับการค้นหา ให้พบการ พักผ่อนทางวิญญาณ, ได้พูดกันมากมายก็เพื่อความประสงค์อันนี้. การบวช ๓ เดือน ไม่มีอะไรดีที่สุดไปกว่าการหาให้พบการพัก ผ่อนทางวิญญาณ ; แต่ว่าการหาสิ่งใดทางวิญญาณไม่สำเร็จได้ง่าย ด้วยการ หาเหมือนหาของทางวัตถุ. การแสวงหาทางวิญญาณนั้นต้องมีการกระทำลงไปเลย ; ไม่ใช่มัวส่องไฟ หาอยู่ จึงต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นการทรมาน ตัวกู - ของกู ; ไม่ใช่ให้ตัวกู - ของกูมันทรมานเรา. เราจะเป็นฝ่ายทรมานตัวกู - ของกู; "เรา" ในที่นี้ หมายถึงจิตที่ประกอบด้วยสติปัญญา. เราจึงมีแผนการ, มีการกระทำที่มีแผนการจัดไว้เฉพาะ อันเป็นวิชาความรู้ ซึ่งเราไม่ต้องคิดเอง ; เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านได้วางไว้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องคิดใหม่ และไม่ต้องไปแก้ไขด้วย เอาตาม ที่ท่านวางไว้ว่า :

น.78 อย่าให้เกิดการปรุงแต่งเป็นความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ของกู เมื่อตา กระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส ผิวกายกระทบสัมผัส ทางผิวหนัง จิตคิดถึงสัญญาในอดีต ก็ตาม ; ก็แก้อย่าให้เกิดการปรุงเป็นตัวกู - ของกู, มีสติรู้ทันท่วงที เกลียดกลัวการเกิดขึ้นแห่งจิตชนิดนั้น เท่านั้นก็พอ ; ตัวกู - ของกู ไม่เกิดได้. ต่อไปก็มีการ ทดสอบอยู่เสมอ คือ เข้าไปสู่ที่ ๆ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ฯลฯ; เผื่อว่ามีบทเรียนขึ้นมา แล้วเป็นการสอบไล่พร้อมไปในตัวที่นั่น. ถ้าเผลอเกิดตัวกู - ของกู ก็แปลว่าสอบตก หรือพ่ายแพ้ ; ก็ตั้งต้นใหม่ ต่อสู้ เรื่อยไปใหม่ จนกว่าจะชนะ. ขอให้รีบทำบทเรียนนี้ สอบไล่ให้ดีที่สุด ตลอดเวลาที่เรียกว่าในพรรษา, เฉพาะผู้บวช ๓ เดือนมีเวลาจำกัด เรื่องอื่นไม่ดีเท่านี้. เรื่องอื่น ๆ ทุกเรื่อง ถ้ารู้จักทำ มันจะกลายเป็นเรื่องนี้, จะกลายเป็นบทเรียนอันนี้ และสอบไล่อันนี้ ; และในเรื่อง ทุก ๆ เรื่องนั้น จะเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณ, หรือมิฉะนั้นก็เป็นการทรมาน ทางวิญญาณ ไม่ว่าเรื่องอะไร ที่ไปแตะเข้า แล้วแต่ว่าทำถูกหรือทำผิด. ข้อสำคัญขอบอกว่า ให้พูดน้อย, อย่าพูดเสียเลย, กา อย่าเอาแรงจิตใจ หรือสติสัมปชัญญะ ไปใช้ ในการพูดเพ้อ พูดพล่าม ; ก๊อก เก็บรวบรวมมาใช้ใน การพิจารณา ในการระวังการปรุงแต่งในจิตใจ ที่จะปรุงขึ้นมาเป็นความคิดปรุงแต่ง เรื่องตัวกู - ของกู ซึ่งรวดเร็วว่องไวมาก ; แม้เป็นของชั่วขณะ เกิดได้ว่องไวรวดเร็ว, เกิดทุกทีก็เป็นทุกข์ทุกที. ถ้า พูดภาษาศาสนา : พอมีการเกิดก็เป็นทุกข์ทุกที่ คือมีเกิดแห่งตัวกู - ของกู ; แต่เดี๋ยวนี้เรา พูดภาษาธรรมดา : พอมีการเกิดขึ้นมา ก็ เป็นการทรมานทางวิญญาณ ซึ่งอาจจะรู้สึกได้ดี เห็นได้ง่าย เพราะมีความหมายกว้าง.

น.79 คำว่า "ทรมานทางวิญญาณ" นี้ กว้างมากกว่าที่พูดคำเดียวว่า "ความ ทุกข์" ; ให้เอาสติสัมปชัญญะมาระวังไว้ ว่าเดี๋ยวนี้จิตมันเป็นอย่างไร, หรือบางที เราควบคุมได้ไม่สม่ำเสมอ ก็ไม่รู้ว่ามันกำลังถูกทรมานหรือเปล่า. คล เดี๋ยวนี้ จิตอยู่ใน สภาวะที่ถูกทรมานหรือเปล่า ? แม้แต่หม่นหมองนิดหน่อย ก็เรียกว่าทรมานทาง วิญญาณอย่างยิ่งแล้ว. ที่ชาวบ้านเรียกว่า กลุ้มนิดหน่อย หรืออารมณ์เสียนิดหน่อย, ไม่เป็นไร นิดหน่อย ; แต่ทางธรรมต้องถือว่าไม่เป็นเรื่องนิดหน่อย, เป็นเรื่อง ทรมานทางวิญญาณแห่งตัวกู - ของกู, เป็นอันตรายมาก. ถ้าเรื่องนิดหน่อยนี้เป็นความเคยชิน เป็นนิสัยขึ้นมา ก็แปลว่าล้มละลายหมด, เสียหายหมดนั่นแหละ. ฉะนั้นจะ ต้องมีสติสัมปชัญญะ สำรวมระวังทุกเวลานาที ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกวินาที ว่า เราหม่นหมองหรือเปล่า ? เรามีความวิปริต ทางวิญญาณหรือเปล่า ? ถ้ามี ก็สะดุ้งหรือเสียใจให้มาก, กลัวให้มากมันจะ หายไปทันที. พอรู้ว่ามี มันจะหายไปทันที; เพราะว่าอบรมมาถึงขนาดนี้ รู้จัก ละอายแล้ว รู้จักกลัวแล้ว พอรู้ว่าอ้าว, นี้เป็นเรื่องกิเลส ก็สะดุ้ง, แล้วเกิดความ ละอายและกลัว เหมือนกับสอบไล่ตกที่กลัวกันจนเป็นบ้าก็มี ; แต่นี่มันยิ่งกว่าสอบไล่ตก เพราะเป็นการสอบไล่ตกทางวิญญาณ, น่ากลัวยิ่งกว่าสอบไล่ตกตามธรรมดา. ทีนี้ไม่อยากให้เรื่องเป็นไปในแง่ร้ายมากขึ้น มันเป็นเรื่องใกล้ต่อความทรมาน มากเกินไป เราก็มีหลักในการที่จะใช้ไปในทางพักผ่อน ; เรามุ่งความพักผ่อน หวังความพักผ่อนอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกวินาทีเหมือนกัน, มีจิตตั้งความปรารถนา ไว้เพื่อจะได้ความพักผ่อน, ถ้าบวชก็บวชเข้ามาเพื่อการพักผ่อน วันคืนล่วงไปก็ล่วง ไปด้วยการพักผ่อน หาแต่ความพักผ่อน ; มองในแง่ดีให้พบให้ได้. ถ้าพบไม่ได้ก็ แปลว่าผิดธรรมดามาก ; เพราะมันเป็นสิ่งที่พบได้ จับได้ คลำได้ ; อย่าแส่เข้าไป หาเรื่อง หลบหลีกเลี่ยงออกไปเสีย คืออย่าแส่เข้าไปหาความทุกข์.

น.80 มนุษย์นั้นฉลาดเกินไป จึงโง่กว่าสัตว์เดรัจฉาน, เพราะมนุษย์ฉลาด เกินไป เลยโง่กว่าสัตว์เดรัจฉาน, เพราะ ฉลาดเกินไปจึงแส่เข้าไปหาความ ทรมานทางวิญญาณ. สัตว์เดรัจฉานมันไม่ฉลาดถึงขนาดนั้น ; มันจึงไม่มีเรื่องแส่ เข้าไปหาความทรมานทางวิญญาณ. ดูแต่สุนัขของเราที่เลี้ยงไว้ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง จะหาเวลาที่ทรมานทางวิญญาณเกือบไม่พบ ; จิตของมัน ไม่ฉลาดพอที่จะปรุงตัวกู- ของกู ได้มากได้เร็วเหมือนมนุษย์, จิตของมันดูเหมือนจะเป็นเรื่องพักผ่อนเสียมากกว่า เพราะ มันไม่เกิดตัวกู - ของกูมากเหมือนมนุษย์. พอเราคิดอย่างนี้ ความละอายของเราก็จะ มีมากขึ้น ; อย่างไร ๆ ก็อย่าให้เลวกว่าสุนัขเลย, ให้มีความพักผ่อนทางวิญญาณ ไม่น้อยกว่าสัตว์เดรัจฉาน จะได้เย็นสบาย. หรือพูดถึงความสะอาดประภัสสร มนุษย์ ควรต้องสะอาดกว่าจิตของสัตว์เดรัจฉาน. " พูดถึงความสุข สัตว์เดรัจฉานมันมีความสุข กว่า, พูดถึงความฉลาด มันมีความฉลาดทางวิญญาณมากกว่า โดยที่ว่ามันอยู่ใน สภาพที่ไม่ก่อให้เกิดทุกข์. มนุษย์นั้นฉลาดแต่ในทางที่ทำให้เกิดเรื่องและเกิดทุกข์, การศึกษา ค้นคว้าและความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ เป็นการกระทำที่มุ่งหน้าเข้าไปสู่ดงที่เป็น อันตราย, ป่าดงที่เป็นอันตรายทางวิญญาณ ; ดังที่เราพูดกันว่าอย่างก้าวหน้าจนไปถึงโลก พระจันทร์ได้, นั่นหมายความว่าลึกเข้าไปสู่ดงยุ่งยากที่ทรมานทางวิญญาณ. เกี่ยวกับ ความก้าวหน้านี้ที่ว่าจะนำมาซึ่งสันติภาพ ก็เป็นเรื่องพูดหลอกเด็ก เพราะเป็นการ กระทำที่ทำเพื่อขู่ขวัญคนอื่น เพื่ออวดฝีไม้ลายมือ อวดความดีเด่นแห่งตัวกู - ของกู เพื่อขู่ขวัญคนอื่น ; การกระทำนี้ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ. มันจะก้าวหน้าเป็นอย่างอื่น ต่อไปอีก กี่เรื่องกี่สิบเรื่องมันก็เข้าไปในดงรกแห่งความยุ่งเหยิง, เป็นปัญหาทางวิญญาณ. เราทั้งหลายอย่าไปหวังความเจริญก้าวหน้าทางโลก ที่จะมีออก ไปอีกเท่าไร ๆ ความเจริญทางโลกอีกหลายร้อยหลายพันเท่า ล้วนมุ่งเข้าไปในดงแห่ง

น.81 วามยุ่งยากทางวิญญาณ ; เพราะไปสร้างเรื่องที่ไม่เคยมี ให้มีขึ้น และขยายให้มากขึ้น ล้วนแต่เรื่องที่ไม่เป็นไปเพื่อการพักผ่อนทางวิญญาณทั้งนั้น, โทษใครไม่ได้. ทุกคนมี อิสรภาพจะคิดจะทำและก็เป็นอิสรภาพของกิเลส, กิเลสต้องการอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น. ทุกคนอยู่ ใต้อำนาจของกิเลส, กิเลสมีอิสรภาพตามความต้องการของมัน ก็ค้น กันไปแต่เรื่องตัวกู - ของกู, พาโลกไปสู่ความลำบากยุ่งยากมากขึ้น ; ไม่ใช่เท่าเดิม. ส่วนสุนัขมันก็ยังพักผ่อนอยู่ตามเดิม ; เมื่อล้านปีที่แล้วมันพักผ่อนอย่างไร เดี๋ยวนี้บัดนี้ มันก็พักผ่อนอยู่อย่างนั้น. นี้คืออันไหนเป็นความโง่, อันไหนเป็นความฉลาด ถ้าพูดตามภาษาโลก ภาษาวัตถุก็ว่า : มนุษย์ฉลาดแสนฉลาด ก้าวหน้า มาไม่รู้กี่ร้อยเท่า พันเท่า ล้านเท่า แล้วในความฉลาด ; เพราะเขามุ่งความฉลาด ชนิดนั้น. แต่ส่วนความฉลาดตามแบบของจิตตามธรรมชาติ คือไม่ต้องการอะไรที่มัน ยุ่งนัก ; เขากลับถือเป็นความโง่, จึงเกิดความไม่สมดุลย์กัน ; จึง ฉลาดแต่ ในเรื่อง ยุ่งอย่างเดียว, ไม่ฉลาดในทางสงบที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ. ฉะนั้นในระหว่าง ที่มาบวชกันคราวนี้ ควรจะเข้าถึงตัวความฉลาด ตามแบบของธรรมชาติที่ไปสู่ ความสงบให้จงได้ ; แล้วไปทำความสมดุลย์กันกับความฉลาดที่ไม่รู้จะไปในทิศทางไหน ; ก็คงจะพบภาวะที่เป็นกลาง ที่มีความสงบทั้งทางกาย ทางจิต และทางวิญญาณได้ ก็นับว่า ดีมาก. ถ้าใครมีความพักผ่อนได้ทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ก็นับว่าดีที่สุด. ตรงนี้มีอยู่ชนิดหนึ่งที่อาจจะไม่เคยได้ยินกัน หรือได้ยินก็เป็นส่วนน้อย สำหรับบางคน ว่าธรรมชาติของจิต, จิตตามธรรมชาติก็มีความรู้อยู่แล้วอย่างพอตัว. ขอให้รู้ตามธรรมชาติเดิมของมัน อย่าให้เรื่องใหม่ ๆ ก้าวหน้าครอบงำมัน, โดย เฉพาะความก้าวหน้าแห่งตัวกู-ของกู อย่าให้อันนี้ไปครอบงำมัน ; มันก็ฉลาดพอที่ จะหาความสงบหรือความพักผ่อนของมันได้. ฉะนั้นคำสอนในพุทธศาสนาบางนิกาย

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต