Buddhadasa.org

การพักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของนิพพาน

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.82 ความว่างจากตัวกูคือการพักผ่อนทางวิญญาณ ๕๓ เช่น นิกายเซ็นจึงบอกว่า " อยู่นิ่ง ๆ ให้จิตอยู่ในสภาพเดิมแล้ว มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ อย่างมีความสุข". ข้อนี้เขามิได้หมายความว่า เขาไม่ทำอะไร .. เขาหมายความว่า อย่าให้ความคิดปรุงแต่งใหม่ ๆ ที่เป็นตัวกู - ของกูเข้ามา ให้จิตอยู่ตามสภาพเดิม เท่านั้นเอง . ที่ไม่อยู่นิ่ง ๆ หรือซุกซน ไปทำความคิดปรุงแต่งเรื่องตัวกู - ของกู ขึ้นมาใหม่ ๆ เรื่อย , conceptual thought หรือความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้น กระทบอารมณ์ ; ไม่อยู่นิ่ง ซุกซนไปรับอารมณ์มาปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูอยู่ตลอดเวลา ; นี้ ถือว่าเป็น ความโง่. พอไม่มีอันนี้, อยู่นิ่ง ๆ ก็ถือเป็นความฉลาด : หมายความว่าฉลาดมีมาแล้ว ในธรรมชาติของจิตมาแต่เดิม . แน่ละ, ที่จิตชนิดนั้นไม่อยากไปโลกพระจันทร์หรือไม่ อยากไปทำอะไรอย่างนั้น ซึ่งคนสมัยนี้เขาต้องเหมาว่าเป็นคนโง่ คนบ้า คนล้าสมัยอะไร, ตามใจเขาจะหา. แต่ความจริงในธรรมชาติแท้ ความรู้แต่เดิมๆ ของจิตแท้ๆ นั้น คือความ พักผ่อนทางวิญญาณอยู่ในตัวตลอดเวลา, มันไม่ได้ไปแส่หาความยุ่ง คือเรื่องที่ทรมานจิต. ถ้าพูดอย่างภาษาสำนวนพวกเซ็นนี้ ก็พูดว่า "อยู่นิ่ง ๆ" ก็เท่านั้นเอง, ถ้าฟัง ไม่ถูกก็เลยนึ่งจนไม่ทำอะไร ; ในทางร่างกายก็ไม่ทำอะไร จิตก็ไม่คิดอะไร ทาง วิญญาณก็ไม่รู้จะไปวางไว้ที่ไหน ; อย่างนี้มันก็ไม่ได้เหมือนกัน. อยู่นิ่ง ๆ อย่าซุกซน อย่าไปปรุงแต่งตัวกู - ของกู รูปนั้นรูปนี้ขึ้นมา ; สภาพเดิมของจิตรู้เองว่าจะต้องทำอะไร , ควรทำอะไร, และอะไรไม่ควรทำ, ทำ อย่างไรเท่าไร. จะกินจะนอนจะสังคมกันอย่างไร ; มันรู้ได้หมดเองตามธรรมชาติเดิมแท้ และพอดีด้วยไม่มากไม่น้อย; หมายความว่าใน ตัวจิตมีธาตุศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์ มีแสงสว่างมีสัญญารู้เอง สมตามชื่อของมัน ที่เราเรียกว่า " มโน " , ซึ่งแปลว่ารู้ : คือ รู้ตามธรรมชาติและถูกต้องพอเหมาะพอดี คือที่รวมเรียกกันว่า "มนุษย์". ทีนี้ มันจะก้าวหน้าชนิดที่ทำให้มโนธรรมชาติเดิมนั้นสูญเสียธรรมชาติเดิม ไปหมด ; มีความคิดปรุงแต่งเข้ามาใหม่ อันนี้ไม่ใช่จิต . อย่าเข้าใจว่าจิต ; มัน

น.83 ป็นความคิดปรุงแต่ง ไม่ใช่จิตเดิม, เป็นความคิดปรุงแต่งมาครอบงำจิต มาหุ้ม ห่อจิต. จิตสูญเสียความเป็นประภัสสร ก็เลยร้อนเป็นไฟ, ไม่มีการพักผ่อนตาม สภาพเดิมแท้ของจิต. ถ้าเราถืออย่างนี้ง่ายๆ สั้นๆ ก็ได้จะไม่มีเรื่องมาก, ไม่มีบทเรียนมากอะไร : รักษาสภาพเดิม, ระวังเพื่อรักษาสภาพเดิม, และไม่ต้องการอะไร มากไปกว่าที่จิต ตามสภาพเดิมต้องการ : ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่สนใจเรื่องไปโลก พระจันทร์ก็ได้ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น, ไม่คุ้มค่ากับที่สูญเสียความสงบ. แล้วคุณไปเลือกเอาเองว่าจะเอาอย่างไร, เท่าไร. ที่พูดนี้ก็เพื่อว่า ให้รู้จักมันทั้งสองฝ่าย "ทั้งฝ่ายทรมานอย่างสุดโต่ง, และฝ่ายพักผ่อนอย่างสุดโต่ง" ; และตลอดเวลาก่อนที่จะมาบวชนี้ ก็ล้วนแต่เต็มไป ด้วยการทรมาน, ที่มาบวชนี้ก็พบความพักผ่อนบ้าง หรือมากที่สุดเท่าที่จะมากได้, แล้วก็เอาไปทำให้สมดุลย์กัน. ใจความสำคัญ ก็อยู่ที่ว่า เมื่อใด มีการเกิดขึ้นแห่งความคิดปรุงแต่งว่า ตัวกู - ของกู เมื่อนั้นก็เริ่มเป็นการทรมานทางวิญญาณ, เมื่อใดไม่มี ก็เป็นการ พักผ่อนอยู่ตลอดเวลาแห่งการบวช. เมื่อความมุ่งหมายข้อนี้เป็นเจตนารมณ์ ก็เลยต้อง สนใจ ให้รู้ให้เข้าใจ ให้ทันแก่เวลาที่มีอยู่. เราเชื่อมความกันว่า เราพูดถึง การบวช เพื่อควบคุมตัวกู - ของกู เพราะ ว่าการบวชมีเจตนารมณ์เพื่อจะพบความพักผ่อนทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้บอกให้รู้ว่า การพักผ่อนทางวิญญาณนั้น จะมีต่อเมื่อความรู้สึกในเรื่อง ตัวกู - ของกู ไม่เกิด ขึ้นมาใหม่ มาทำลายสภาพเดิมของจิตเท่านั้นเอง. เอาไปคิดนึกเองแต่ละวันหนึ่ง คืนหนึ่ง. พรุ่งนี้จะพูดต่อไปอีก ถึงเรื่องที่มันเนื่องกัน.

น.84 สูญญตาปริทรรศน์ - ๔ - พักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของนิพพาน ๘ สิงหาคม ๒๕๑๒ เวลาในพรรษาล่วงมาถึงวันที่ ๘ สิงหาคม นี่เป็น วันที่ ๑๑ ของวันในพรรษา. วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่อง สิ่งที่ต้องบอกด่วนในทางธรรมต่อไปอีก. ขอให้ทบทวน ไปถึงวันแรกที่สุด เมื่อเราพูดกันถึงเรื่อง บวชเพื่อฝึกการ ทำงาน เพื่อความว่าง, หรือเพื่อไม่ใช่เราเอง, หรือบวช เพื่อการพักผ่อนทางวิญญาณ. เราทำงานเพื่อความว่าง ไม่ใช่เพื่อตัวกู มันเป็นการพักผ่อนทางวิญญาณตลอดเวลา. วันต่อมาจึงบอกให้ชัดลงไปว่า : "ความว่างจากตัวกูคือ ความพักผ่อนทางวิญญาณ. เมื่อใดมีความว่างจากตัวกู เมื่อนั้นเป็นความพักผ่อนทางวิญญาณ นี้เป็นเรื่องทบทวน ที่แล้วมาทั้งนั้น. ทีนี้ เราจะพูดต่อไปถึงข้อที่ว่า ความพักผ่อนทางวิญญาณ นั้น แหละคือความหมายของนิพพาน. ๕๕

น.85 ราจะเข้าใจนิพพานก็ต้องทบทวนไปถึงความหมายของคำว่า "ความพักผ่อน ทางวิญญาณ" ให้แจ่มแจ้งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง. ถ้าพูดหรือฟังแล้วก็แล้วไป ก็จะไม่อาจ เข้าใจได้ ; เพราะลืม. ถ้าเข้าใจก็ไม่ลืม, ถ้าไม่เข้าใจก็ลืมหมด. เรื่องการพักผ่อน ทางวิญญาณเป็นอย่างไร ? ได้พูดกันละเอียดลออ พอจะให้เข้าใจได้แล้ว. เมื่อวิญญาณ ไม่ถูกทรมาน คือจิตใจไม่มีการทรมาน มีความพักผ่อนเพราะว่าจิตเป็นอิสระหรือสงบ ; ต้องนึกถึงภาวะที่จิตใจเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่นึกถึงตัวหนังสือ หรือเห็นตัวหนังสือ. ต้องทำให้จิตใจรู้สึกรสชาติของความว่างจากการทรมาน ที่เรียกว่าวิญญาณกำลัง พักผ่อน ; แต่จะพักผ่อนมาก พักผ่อนน้อย พักผ่อนชั่วคราว หรือพักผ่อนเด็ดขาด นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง. ให้ดูถึงข้อที่ว่า เมื่อไรมีการพักผ่อนทางวิญญาณ เมื่อนั้นแหละ มีภาวะที่เรียกว่านิพพาน, ถ้าพักผ่อนน้อยก็มีความหมายทางนิพพานน้อย, พักผ่อน มากก็มีความหมายทางนิพพานมาก, พักผ่อนชั่วคราวก็มีความหมายทางนิพพานชั่วคราว, พักผ่อนเด็ดขาดเลย คือไม่กลับวุ่นทรมานอีก ก็เป็นนิพพานแท้จริง คือเด็ดขาดไปเลย เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกัน. คำว่า "นิพพาน" ทุกคนก็เคยได้ยินคำนี้ทั้งนั้น แต่จะสนใจหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. คนหนุ่ม ๆ ไม่ค่อยสนใจคำว่านิพพาน ; เพราะไม่รู้ความ หมายของคำว่านิพพาน แล้วเดาเอาเอง เหมาเอาเอง ว่ามันเป็นเรื่องครึกระที่สุด, เป็นเรื่องของคนแก่ที่ล้าสมัยอย่างนี้เป็นต้น, เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. ที่จริง การที่รอดอยู่ได้ไม่บ้าหรือตาย ก็เพราะมีการพักผ่อนทางวิญญาณเพียงพอ ; พูดได้ว่า นิพพานนั้นช่วยไว้ไม่ให้บ้าหรือตาย จึงได้มานั่งอยู่ที่นี่ทุกคน ; แต่แล้วก็ไม่รู้ว่านิพพาน เป็นอะไร ไม่รู้จัก หรือไม่ต้องการ. ต้องศึกษาพิจารณาให้เข้าใจจนรู้จักว่าที่เป็น อยู่ได้นี้ด้วยนิพพานแท้ ๆ ; ถ้าไม่มีนิพพานเข้ามาช่วยชั่วคราว หรือเข้ามาช่วยอยู่เป็น ระยะ ๆ แล้ว คนก็เป็นบ้าไปหรือตายหมด.

น.86 ผมเองเมื่อบวช ก็บวชตามแบบไทยโบราณอย่างมหานิกาย ; ไม่ได้บวช อย่างแบบที่คุณบวชกันเวลานี้ ซึ่งเป็นแบบธรรมยุต. ในการขอบรรพชาอุปสมบท ตามแบบมหานิกายโบราณกล่าวขอบวชขึ้นด้วย อุกาส วนฺทามิ ภนเต จะมีคำว่า นิพฺพานสจฺฉิกรณตฺถาย ทุกตอนไป. จงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้ทำการบรรพชาให้ ข้าพเจ้า เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน "นิพฺพานสจฺฉิกรณตฺถาย" = ทำให้แจ้งซึ่ง นิพพาน. เมื่อวันบวชนั้นเอง ท่านต้องให้ว่าอย่างนี้ ๓ ครั้ง, ทุกครั้งที่เข้าไปขอ บรรพชาอุปสมบท, ก็นับว่าเป็นแบบที่ มีการพูดถึงนิพพาน. ผมก็ไม่รู้ว่านิพพานที่ว่า นั้นคืออะไร ก็ว่าไปอย่างนั้น; แต่ว่าด้วยความสนใจว่ามันคืออะไร, ไม่ถึงกับ ประณามว่าเป็นของครึคระสำหรับคนโง่หรือยายแก่ตาแก่. เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องสำคัญ มาก เขาจึงเอามาวางไว้สำหรับนาคที่เข้ามาบรรพชาอุปสมบท ก็เลยสนใจว่าต้อง เป็นเรื่องสำคัญมาก, สนใจแต่นิพพานแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร, แล้วปากก็ว่าบวชนี้ เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง. เราต้องถือว่าในการบวชนั้น ความนึกคิดหรือความหวังของบรรพบุรุษ ของบูรพาจารย์ที่แล้วมานั้นดีมาก. ที่ต้องการให้บวชเพื่อนิพพาน เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง นิพพาน เดี๋ยวนี้ แบบนี้ก็เลิกไป มาใช้ตามแบบที่ทำกันอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีคำนี้. สำหรับคำที่ว่า "เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน" จะหมายถึงนิพพานถาวร เด็ดขาดเป็นพระอรหันต์, หรือว่าจะหมายเพียงนิพพานในความหมายทั่ว ๆ ไป เราก็บอก ไม่ได้ ; ซึ่งถ้าเราพูดอย่างภาษากฎหมาย ภาษาธรรมดานี้ ไม่ได้ระบุว่า นิพพาน ชนิดไหน, ก็ต้องถือว่านิพพานทุกชนิด ; เพราะ ทำให้แจ้งซึ่งนิพพานทุกชนิด แล้วแต่จะถึงได้ ในชนิดไหน ก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าไม่เสียหลาย, แม้จะเป็น นิพพานชนิดไหนก็ไม่เสียหลาย. ต่อไปจะพูดถึง ความหมายของคำว่านิพพาน แล้วจึงจะชี้ ให้เห็นว่า ความหมายของคำว่า ความพักผ่อนทางวิญญาณเป็นอย่างไร,

น.87 รายละเอียดจากถ้อยคำ ๆ นี้ ไปหาอ่านได้จากหนังสือ ที่พิมพ์ไปแล้วหลาย ๆ เล่ม ; แต่จะสรุปความให้สั้นที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกันเข้ารูปกับเรื่องนี้ ว่า นิพพาน นั้น ถ้าว่าโดยกิริยาอาการหรือเหตุ นั้น คือ "ดับ", ถ้า ว่าโดยผล ของมันก็ คือ " เย็น ", เท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่า เพราะว่าดับความร้อนมันจึงเย็น. ถ้า ตัวหนังสือแท้ ๆ ก็ แปลว่า "ไปหมด" คล้ายๆ กับคำ "บรรพชา" ; "นิ" แปลว่าไม่เหลือ ; "วานะ" แปลว่าไป เหมือนกัน ไปไม่เหลือ ไปหมด ; นิพพานะ ตัวหนังสือแท้ ๆ ว่าไป ไม่เหลือ ไปไม่มีอะไรเหลือ ไปไม่เหลือแห่งความร้อนก็คือดับ. เมื่อความร้อน ดับ ผลของมันก็คือเย็น. ชาวบ้านเขาใช้คำ ๆ นี้ ในฐานะเล็งถึงผล จึงใช้ว่าเย็น มีความหมายว่าเย็นมาแต่โบราณกาล : หมายความว่า เย็น เย็นลงแห่งความร้อน. ตอนนี้อยากจะบอกให้ทราบว่า การที่ไปหารากของคำ - root ของคำ, "วิภัติ ปัจจัย" มันเพิ่งมีทีหลัง. มนุษย์ที่บัญญัติคำขึ้นใช้ทีแรกไม่รู้จักไวยากรณ์ ไม่รู้จัก รากศัพท์ ไม่รู้จัก prefix suffix ของ root เหล่านั้น, แต่เขาได้พูดกันมาแล้วคือว่าเย็น ก็แล้วกัน, แล้วก็เอาถ้อยคำที่เขาเคยพูดกันว่าเย็น คือ นิพฺพายติ หรือ นิพฺพานํ อะไร ก็แล้วแต่ จะเป็นกริยาหรือเป็นนาม ก็มีความหมายว่า เย็น ๆ. ถ้าพูดเลยไปถึง เรื่องนอกพุทธศาสนา มันก็กว้างออกไปมาก : คือ อะไร ทำให้เย็นใจได้ แม้ชั่วคราวก็เรียกว่านิพพานเหมือนกัน ในทางฝ่ายวิญญาณ. ส่วนทางฝ่ายวัตถุ หมายถึงของร้อน ๆ เช่นไฟ, ไฟดับลงก็เรียกนิพพาน, ถ่านไฟแดง ๆ เย็นลง เราก็เรียกนิพพานเหมือนกัน, ข้าวแกงในหม้อเย็นลงก็เรียกนิพพานเหมือนกัน ; นี่ฝ่ายวัตถุ. ที่นี้ฝ่ายวิญญาณก็หมายถึงใจ ใจเย็นลงได้ด้วยวิธีใด ? เท่าไร ? อย่างไร ? ถ้าเย็นลงได้ ก็เรียกว่านิพพานหมด. จึงมีอยู่พวกหนึ่ง หรือ สมัยหนึ่ง เขาถือเอา กามารมณ์ที่สมบูรณ์ว่าเป็นนิพพาน ; เพราะมันเย็นลงไปได้แบบหนึ่ง แม้ชั่วขณะหนึ่ง. ทีนี้พวกต่อมาไม่ยอมรับ ก็เอาพวกสมาธิจิตสงบจากความรบกวนของกิเลส ; ไม่ใช่

น.88 หมดกิเลส แต่ในเวลานั้นทำโดยวิธีที่ว่า จิตสงบจากกิเลส ถือว่านี่เป็นนิพพาน. คือ เมื่อกิเลสไม่รบกวนมันก็เย็นเหมือนกัน ; เย็นกว่ากามารมณ์ซึ่งต้องอาศัยกิเลส ; เพราะ อาศัยกิเลสจึงจะมีกามารมณ์ขึ้นมาได้. ต่อมาถึง ยุคพระพุทธเจ้า เข้ามาในวงของพระพุทธศาสนา, คือความเกิด ขึ้นของพระพุทธเจ้า. ที่กล่าวแล้วนั้นนอกวงพระพุทธศาสนา หรือก่อนพระพุทธ- ศาสนา; ที่มาถึงเขตของพุทธศาสนายุคที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นนี้ ท่าน พบนิพพาน อย่างอื่น คือความสิ้นไปแห่งกิเลสโดยตรง เรียกว่า นิพพานคือเย็น ; แล้วก็เลย สิ้นสุดกันเท่านั้น. ที่ถือว่าสิ้นสุด เพราะยังไม่มี ใครมาทำ มาแสดงให้เห็นว่า มีอะไรที่ดีกว่านั้นได้, ไม่มีใครมาพิสูจน์ให้เห็นว่ายังไม่ถึงที่สุดได้ เพราะฉะนั้น จึงเอาเป็นว่าถึงที่สุด และยุติกันมาจนกระทั่งบัดนี้ ถึงพวกเรานี้. รากศัพท์นามศัพท์ ของนิพพานคำนี้หรือกริยาก็ตาม ที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ พระไตรปิฎกยอมให้เราใช้คำนี้กว้าง หรือมีการใช้คำนี้กว้างไป ถึงกับว่า : อันดับที่ ๑ นิพพานของวัตถุ ก็มี, นิพพานของสัตว์เดรัจฉานก็มี, นิพพาน ของคนก็มี, แต่เอาเพียงความหมายที่บริสุทธิ์จริง หรือถึงที่สุดของเรื่องนั้น ๆ. ถ้า เป็น นิพพานของวัตถุ ก็ต้องหมายความว่าวัตถุนั้น ดับเย็นสนิทจริง เช่นถ่านไฟดับเย็น สนิทจริง หรือไฟดับไปชนิดที่หมด ไม่มีเชื้อที่จะลุกอีก ก็เรียกว่าไฟนั้นนิพพาน ; วัตถุนิพพานเช่นไฟดับ. อันดับที่ ๒ สำหรับสัตว์เดรัจฉานนั้นหมายความว่ามันหมดภัย อันตราย จึงได้ระบุไปยังสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีอันตรายอีกต่อไป, เป็น สัตว์ที่ฝึกดีแล้วเรียกว่า นิพพาน คือหมดพยศ. เพราะสมัยนั้นเขาหมายถึงสัตว์ป่าโดยมาก มนุษย์ต้องไป

น.89 จับสัตว์มาจากในป่า เป็นวัวเป็นควาย เป็นช้างเป็นอะไรก็ตาม ที่ไปจับมาจากในป่า เอามาถึงก็ต้องฝึก จนกว่าจะหมดพยศร้ายโดยสิ้นเชิง ; เป็นเรื่องลำบาก. เมื่อมันหมด พยศร้ายโดยแน่นอน แล้วก็เรียกว่าหมดพยศ นี่คือเย็น ให้ใช้คำว่านิพพานกับมันได้ เพราะมันดับเย็น เป็นสัตว์เย็นแล้ว. อันดับที่ ๓ คือมาถึงคน, ก็หมายถึงหมดกิเลสตามแบบของพุทธศาสนา ไม่ได้หมายถึงกามารมณ์ หรือไม่ได้หมายเพียงสักแต่ว่าเป็นสมาธิ, ก็เล็งเอาเย็นจริง คือหมดกิเลส คือไม่มีกิเลส. แต่อย่างไรก็ตาม ที่เย็นก็เพราะไม่มีกิเลส; แต่มันก็ยังมี หลายระดับได้ คือชั่วคราวก็ได้ เด็ดขาดก็ได้ มากก็ได้ น้อยก็ได้. เย็นเพราะกำลัง ไม่มีกิเลสรบกวนชั่วคราว นี่ก็เรียกว่าเย็น. ทีนี้เราก็ต้องดูให้ดีตรงนี้ ว่าเมื่อไร ? เวลาไหน ? กิเลสไม่ได้รบกวน จิตใจ คือไม่มีตัวกู - ของกู แง่ใดปริยายใดเกิดขึ้น มันจึงเย็น ไปชั่วเวลานั้น, ชั่วเวลาที่ ไม่เกิดกิเลสขึ้นในใจ คือเวลาที่เราเรียกว่า มีความพักผ่อนทางวิญญาณ นั่นเอง. จะเห็นได้ทันทีว่า ถ้ามีความพักผ่อนทางวิญญาณ ก็คือไม่มีกิเลสรบกวน, ไม่มีตัวกู - ของกูรบกวน, นั้นก็เรียกว่าเย็น ตามความหมายของคำว่านิพพาน. เรามองดูให้กว้างออกไป ก็จะเห็นได้ว่า คำสำหรับเรียกนั้นมีอยู่หลายอย่าง แต่หมายถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน เช่นคำว่า ความว่างจากตัวกู, ความพักผ่อนทางวิญญาณ. คำว่า "นิพพาน" กลายเป็นสิ่งเดียวกันไปเลย ; ส่วนที่จะมากหรือน้อย ชั่วคราวหรือ เด็ดขาด มันก็อีกเรื่องหนึ่ง. เพราะฉะนั้น หัวข้อที่จะพูดกันวันนี้ จึงสรุปได้ว่า ความพักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของคำว่า นิพพาน จะรวมคำว่ามรรคผล เข้าไปด้วยก็ได้ ; ก็ต้องพูดว่า การพักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของ มรรค ผล นิพพาน .

น.90 ถ้าจะต้องอธิบายให้เจ้านาคฟัง สมัยนั้นที่บวช ต้องอธิบายคำว่า นิพพานะ สัจฉิกรณัตถายะ แล้วก็ต้องอธิบายอย่างนี้; ไม่มีทางอื่น. ว่าเรา บวชเพื่อทำนิพพาน ให้แจ้ง หมายความว่าอย่างไร ? ก็หมายความว่า ทำความเย็นทางวิญญาณให้แจ้ง ให้ปรากฏ. เมื่อเป็นฆราวาสเป็นโอกาสแห่งความร้อน เป็นทางมาแห่งความเกิดแห่ง ตัวกูมาก มาบวชเสีย ก็มีโอกาสที่ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ; เจ้านาคหรือคนบวชก็จะรู้สึก รู้สำนึกได้ว่ากำลังทำอะไร. เรารู้จักนิพพานให้มีความมุ่งหมายติดต่อกันไปได้ ไม่ต้องบวชโดยที่ไม่รู้ว่า นิพพานคืออะไร เหมือนความรู้สึกดังที่ผมได้เล่าให้ฟัง : เมื่อวันบวชก็ไม่รู้ว่า ทำให้แจ้ง ซึ่งนิพพานคืออะไร ; รู้แต่เพียงว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. แม้ว่าผมจะเคยอ่าน หนังสือธัมมะธัมโมไปตั้งแต่ก่อนบวช ก็ยังไม่เข้าใจคำว่า "นิพพาน" พอที่จะรู้ว่ามัน คืออะไรในเวลานั้น. เวลาตั้ง ๔๐ ปีมาแล้ว หนังสือหายาก ไม่พอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า นิพพานนั้นคืออะไร ; เราก็บอกไปเฉย ๆ บอกว่า เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน. นี่ต้องเอาไปปรับกันเข้ากับเรื่องที่เราพูดมาแล้ว ๒ - ๓ วันแล้วว่า ความ ไม่เกิดแห่งตัวกูนั้นมีได้โดยวิธีใด ? ก็ต้องทำทุกอย่าง ในชีวิตวันหนึ่ง ๆ นี้ ควบคุมตัวกู ไม่ ให้เกิดได้ ก็เป็นความพักผ่อนทางวิญญาณเสมอไป. ดังที่ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่า แม้ในการเล่นกีฬา หรือการทำการงานหนัก, หรือว่าชีวิตคนขอทาน กรรมกร ทำงานหนัก, ถ้าเขา ทำให้มีการพักผ่อนทางวิญญาณได้ เขาก็ประสบสิ่งที่เรียกว่า นิพพานอยู่ตลอดเวลา ; แต่ว่าเป็นชนิดชั่วคราว ระดับน้อย ระดับผิวเผิน. เมื่อเราบวชเป็นภิกษุ เมื่อเดินไปบิณฑบาตอยู่ ตามวิธีที่ถูกต้องของพระ ของเณร ก็ย่อมมีนิพพานอยู่ตลอดเวลา ; แม้ในเวลาที่เดินไปบิณฑบาต, อย่างที่ ได้พูดกันแล้ววันก่อน ว่าบิณฑบาตอย่างไร ? เดินไปบิณฑบาต ด้วยการทำในใจ

น.91 อย่างไร ? สำรวมกายวาจาอย่างไร จึงมีความพักผ่อนทางวิญญาณตลอดเวลาที่ไป บิณฑบาต ? เพราะฉะนั้นในเวลาที่ออกไปบิณฑบาตตลอดเวลานั้น ก็มีนิพพานอยู่ กับตัว ไปก็นิพพาน มาก็นิพพาน ชนิดชั่วคราวได้ โดยที่เราทำถูกวิธี มีความฉลาด ในการควบคุมถูกวิธี ตลอดเวลาที่ไปบิณฑบาต. ตลอดเวลาที่ฉันอาหารอยู่ เคี้ยวอยู่ในปาก, ตลอดเวลาที่ไปอาบน้ำ ไปถ่าย ในส้วมอะไรก็ตาม, หรือทำงานหนักก็ตาม, ไหว้พระ สวดมนต์อยู่ก็ตาม, รู้จัก ป้องกันไม่ ให้ตัวกู - ของกูเกิด ก็จะอยู่กับนิพพานชนิดนี้อยู่ตลอดเวลา ; เป็น นิพพานที่ได้มาเพราะการควบคุม : อย่างนี้เรียกว่า "วิกขัมภนนิพพาน" คือ นิพพานเพราะเราควบคุมไว้. แปลว่าเราจะต้องมีการกระทำชนิดที่เป็นการควบคุม ความพักผ่อนทางวิญญาณไว้เสมอ, แล้วนิพพานจะอยู่กับเราเสมอ เรียกว่าวิกขัมภน - นิพพาน. นี้ถ้าต่ำลงไปกว่านี้ มันฟลุคเอง เป็นเอง ก็เรียกว่าเย็นในความหมายของ นิพพานได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือของเรา; ตัวอย่างเช่นเรามานั่งนอนอยู่ ในป่า ในธรรมชาติที่เยือกเย็น ไม่ชวนให้นึกคิดไปในทางร้อนโดยผลของธรรมชาตินั้น ประจวบเหมาะกันเข้า จิตใจมันเย็นไปเอง เราไม่ได้ทำอะไรเลย. อย่างนี้เรียก นิพพานชนิดบังเอิญ เรียกโดยบาลีว่า "ตทังคนิพพาน", มันต่ำลงไปอีกกว่า "วิกขัมภนนิพพาน" คือนิพพานประจวบเหมาะ เป็นไปเองด้วยสิ่งแวดล้อมประจวบเหมาะ ก็เย็นเหมือนกัน. ขอให้ไปคิดดูเอง ไปทำความรู้สึกดูเอง เพราะถึงอย่างไรก็ต้องผ่านมาแล้ว ว่า พอว่างจากตัวกูแล้วมันเย็นเสมอ, อย่างน้อยคนธรรมดาสามัญที่ยังไม่สิ้นกิเลส ไม่หมดกิเลส ก็ยังมีโอกาสที่จะมีนิพพานได้ถึง ๒ ชนิด คือตทังคนิพพาน และ วิกขัมภนนิพพาน ที่กล่าวแล้ว.

น.92 อย่างแรกที่สุดนั้น เป็นการประจวบเหมาะ หรือบังเอิญ เราจะทำได้ ก็เพียงว่า เรารู้จักสังเกตบุคคล หรือสถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม แล้วเข้าไปนั่ง ไปนอน อยู่ในที่เหล่านั้น มันก็ช่วยแวดล้อมให้เอง. อย่างที่ ๒ เราต้องมีความรู้มีความสามารถบ้างในการที่จะควบคุมกิเลส. ถ้าผมพูดว่า การควบคุมกิเลสก็หมายความว่า ควบคุมการเกิดขึ้นแห่งกิเลส ; เพราะ เราไม่สามารถจะไปควบคุมตัวกิเลสโดยตรง ; แต่เราควบคุมโอกาสหรือการเกิดขึ้น แห่งกิเลส มันก็เท่ากับว่าควบคุมกิเลสเหมือนกัน. เราก็ทำในใจให้ถูกวิธีไว้เรื่อยไป : มีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่เรื่อยไป, คือมีสติมีความรู้สึกตัวอยู่เรื่อยไป, ไม่ให้จิตคิด ปรุงเป็นกิเลสคือตัวกู - ของกูขึ้นมา ; ขณะมันจะปรุงแล้ว ยังนึกทัน หรือปรุงขึ้นมานิด หน่อยแล้ว ก็ยังนึกทัน ; ให้หยุดชะงัก หรือถอยกลับไป มันก็ทำได้ นี่นิพพานที่เกิด ขึ้นมาจาก การควบคุม การข่มจิต บังคับจิต. อย่างที่ ๓ ที่สูงที่สุด ก็คือ หมดการเกิดของกิเลส, มีการปฏิบัติที่ถูก ต้องเรื่อยมาจนถึงที่สุด จนกิเลสไม่อาจจะเกิดขึ้นครอบงำจิตใจอีกต่อไป. จิตก็มีความ เป็นประภัสสรหรือเป็นอะไรอยู่เรื่อย ไม่กลับเป็นจิตเศร้าหมอง. นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องพูดกันในคราวอื่น ว่าปฏิบัติอย่างไร จึงจะมีผลอย่างนั้น, ซึ่งเป็นนิพพานสมบูรณ์ หรือเด็ดขาด ซึ่ง เรียกว่าสมุจเฉทนิพพาน. จะเป็นนิพพานบังเอิญ คือตทังคนิพพานก็ดี, หรือนิพพานที่เราควบคุม การกระทำไว้ เรียกว่า วิกขัมภนนิพพาน ก็ดี, และนิพพานคือการสิ้นไปแห่งกิเลสแล้ว ก็ดี , ก็เป็นความเย็น มีความหมายแห่งความเย็นเหมือนกันหมด ; โอกาสนั้น เป็นโอกาสแห่งการพักผ่อนทางวิญญาณ คือไม่มีการทรมานทางวิญญาณ. สำหรับคำที่พูดว่า มรรค ผล นิพพาน นั้น มีความหมายซ้อนกันอยู่เล็กน้อย. มรรค หมายถึงขณะที่เป็นการต่อสู้เพื่อให้ไฟดับ, ผล คือความดับ, นิพพาน คือ

น.93 หลังจากนั้นเป็นความเย็น. เมื่อเราพูดถึงมรรค ผล นิพพาน ขอให้แบ่งเป็น ๓ ระยะ : - มรรคคือระยะที่ต่อสู้ ทุบตีอะไรก็ตาม เพื่อให้มันดับ. - ผลก็คือการดับ, ทำได้ สำเร็จคือการดับ. - นิพพานคือความเย็น. ยกตัวอย่าง โสดาปัตติมรรค ก็คือทำลายความเคยชินของกิเลสในส่วน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส, สามอย่างนี้ ทำไป ๆ มันเกิดอาการ ดับได้จริง เขา เรียกว่ามรรค. ที่นี้ขณะจิตต่อมาก็เรียกว่ามันดับได้ จิตที่รู้ความดับได้ก็เป็นผล เรียกว่าโสดาปัตติผล. หลังจากนั้นมาอีกก็เป็น สอุปาทิเสสนิพพานของพระโสดาบัน คือเย็นอย่างพระโสดาบัน. ทั้ง สามอันนี้ เป็นอันเดียวกัน : คือคำว่า นิพพาน , คำว่า มรรค, ผล, มันไม่มีโอกาสที่จะพูด ; ไม่มีโอกาส ไม่มีระยะกาล. ที่เราจะไปพูดหรือจะไปเกี่ยวข้อง หรือจะไปสัมผัส, มันเป็นเพียงขณะจิตหนึ่งเท่านั้น : ขณะจิตของมรรค ขณะจิต ของผล และเป็นอยู่ต่อมา คือขณะจิตของความเย็น ซึ่งมีได้เรื่อยไป เป็นนิพพาน. เราจึงพูดถึงคำว่า "นิพพาน" คำเดียวก็พอ มรรค ผล ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเร็ว เกินไปกว่าที่จะพูด. มรรคผลนั้นมีแต่ชื่อไม่มีตัว หรือไม่มีเวลาพอที่จะไปแตะต้อง หรือเกี่ยว ข้องได้ มันก็กลายเป็นนิพพานไป ; และก็อยู่ได้ตลอดเวลา. แม้เราจะพูดว่า ความ พักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน มันก็ไม่มีอะไร เกิดขึ้น ; ก็เท่ากับพูดแต่ความหมายของนิพพาน, จึงพูดว่า "นิพพาน" คำเดียวดีกว่า ไม่เสียเวลาพูด. ขอให้มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้; ถ้าเรายึดถือ ยึดมั่นถือมั่น ก็ชอบคำว่านิพพาน เพราะว่ามันรู้สึกว่าสูงสุด หรูหราสูงสุด, ความรู้สึกประเภท

น.94 ที่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องทางศาสนา ก็ต้องชอบคำว่านิพพาน มีความกระหายสุดขีด แต่พูดว่าพักผ่อนทางวิญญาณ เขาอาจจะไม่สนใจก็ได้, ปู่ย่าตายายของ เราจะเป็นเสียอย่างนี้ก็ได้. หรือว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกา เวลานี้ ถ้าผม พูดว่า การพักผ่อนทางวิญญาณ เขาอาจจะเฉย ๆ แต่พอว่านิพพานอาจหูผึ่งก็ได้. เพราะเป็นจุดมุ่งหมายอย่างยิ่ง, ทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ; แต่ได้พูดกันมาเรื่อย ๆ จนเกิด สถาบันขึ้นในคำพูดนั้นเอง เป็นสิ่งประทับใจสูงสุดกว่าสิ่งทั้งปวง, แม้ว่าคำพูดคำอื่น จะมีความหมายอย่างเดียวกันอย่างไรก็ตามก็มักไม่สนใจ. เราเป็นผู้ศึกษา เป็นพระเป็นเณร ประเภทที่มีการศึกษา ก็น่าจะเข้าใจได้ดี ว่าอะไรเป็นอะไร ; ซึ่ง โดยที่แท้เป็นสิ่งเดียวกัน จะพูดว่า การพักผ่อนทางวิญญาณ หรือ การไม่เกิดแห่งตัวกู - ของกู หรืออะไรนั้น ก็เป็นสิ่งเดียวกันกับคำว่า นิพพาน ; เพราะฉะนั้น ถึงแม้พวกคุณที่บวชใหม่ ๆ นี้จะไม่ได้พูดว่าบวชนี้เพื่อทำ นิพพานให้แจ้ง มันก็เป็นการบวชเพื่อทำนิพพานให้แจ้งอยู่ในตัว มันหลีกไปไหน ไม่พ้น. ถ้าเป็นพระเป็นเณรที่ดี ไม่เหลวไหลต่อหน้าที่ ก็จะไม่มีเรื่องอื่น ; มีแต่เรื่องทำนิพพานให้แจ้ง คือการทำความพักผ่อนทางวิญญาณ ให้ แจ้งอยู่เสมอทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที, เป็นการพยายามอยู่ตลอดเวลา. เราไม่พูดคราวเดียวมาก ๆ เรื่องหรือมากข้อ มันจำไม่ไหว, แล้วก็เข้าใจ ไม่ได้ ; จึงพยายามพูดเรื่องเดียวนี้ก่อน เรื่องเดียวนี้ พูดในหลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุม หลาย ๆ ชื่อให้เข้าใจจนได้ ไม่มีอะไรนอกจากเรื่อง การไม่เกิดขึ้นแห่งตัวกู คือความ พักผ่อนทางวิญญาณ ; ความพักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของคำว่า

น.95 นิพพาน, พูดไปพูดมาก็วนอยู่ที่นี่ แต่ว่าวนเพื่อเข้าใจชัด ให้มองเห็นชัด ; เหมือน กับหยิบอะไรขึ้นสักก้อนหนึ่ง ชิ้นหนึ่ง มาดู, ก็ให้พลิกดูทุกแง่ทุกมุมทุกด้าน ให้มันเข้าใจ. เดี๋ยวนี้ เราเอาสิ่งนี้ คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า นิพพาน ที่แท้ก็เป็นธรรมชาติ อันหนึ่ง มาพลิกดูในแง่นั้นแง่นี้ จนกระทั่งรู้ว่า อ้าว, มันอยู่ในเนื้อในตัวเราตลอดเวลา ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง : บางทีก็ฟลุคเป็นเอง, บางทีก็โดย ที่เราสำรวมระวังดี ; อยู่กันไปอย่างนี้จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือจนกว่าจะเป็น พระอริยบุคคล ก็มีนิพพานถาวรแท้จริง เป็นขั้น ๆ ไป จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์, ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด. จงพยายามทำความเข้าใจ จนถึงกับสามารถ ดึงสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน มาอยู่ ได้กับเนื้อกับตัว อยู่เป็นประจำวัน เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเป็นนิพพานที่เด็ดขาด ลงไป ; และจะต้องอยู่ในนิพพานชั่วคราว หรือว่านิพพานควบคุมไว้เรื่อย ๆ ไป จนชิน เป็นนิสัย แล้วก็เปลี่ยนจากความเคยชินของกิเลส มาเป็นความเคยชินที่ไม่เกิดของกิเลส. ความเคยชินที่ไม่เกิดของกิเลสมีมากเข้า ๆ พอถึงวันหนึ่ง ซึ่งจะสมมุติว่าวันดี คืนดี มันเด็ดขาดลงไป ในลักษณะที่ความเคยชินนั้นขาดสูญลงไป, ไม่มีการเกิดแห่ง กิเลส ตามความเคยชินนั้นได้อีก. ตรงนี้อยากจะบอกให้รู้ว่า คนอื่น หรือพวกอื่น บางพวกเขาเรียก กิเลสอย่างละเอียด หรือสังโยชน์ ; ผมไม่เรียก อย่างนี้ว่ากิเลส หรือสังโยชน์ แต่เรียกว่า "ความเคยชิน แห่งการเกิดของกิเลส". กิเลสไม่ต้อง มีหลายฝ่ายหลายพวก กิเลสก็กิเลส, เกิดก็เกิด แต่ มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือความ เคยชินแห่งการเกิดของกิเลส นี่เป็นปัญหาทั้งหมดที่เราแก้ไม่ตก. คุณต้องรู้ว่า มันคนละอันกับกิเลส : ความเคยชินแห่งการเกิดของกิเลส มันคนละอันกับตัวกิเลส ; ตัวกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นตัว

น.96 กิเลส แต่ความเคยชิน แห่งการเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เรียกว่า สังโยชน์ . ในเมื่อพวกอื่นเรียกว่ากิเลสอย่างละเอียด หรือกิเลสที่นอนในสันดานก็ ตามใจ แต่ผมเรียกว่า "ความเคยชินแห่งกิเลส". ความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส จะต้องถูกทำลายไปให้หมด ความเคยชินอันนั้น จึงจะเป็นนิพพานที่เด็ดขาดและสมบูรณ์. ที่เรียกว่าความเคยชินนั้น ขอให้สนใจกันหน่อย ว่าตั้งแต่เกิดมาจากท้อง มารดา ก็เพิ่มความเคยชินแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลงมากขึ้น ๆ ๆ; เพราะ พอเราเกิดมา โลภเป็น โกรธเป็น หลงเป็นก็จะมี วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้จักกี่สิบครั้ง ร้อยครั้ง หลายวัน หลายร้อยวัน ร้อยเดือน จนกว่าจะมีอายุเท่านี้ ; ความที่เคยชินนั้น มันมาก เกินไป จนสู้ไม่ไหว. ถ้าทำลายความเคยชินนี้ ได้ก็วิเศษ กิเลสก็ไม่อาจจะเกิด เพราะจัดการกับตัวกิเลสโดยตรงนั้น มันไม่ยากไม่ลำบาก ; แต่ว่ามันเหมือนกับฆ่าไม่ตาย เราฆ่ามันที่หนึ่งมันก็ไม่ตาย เดี๋ยวก็มาอีก ; นี่แหละความเคยชินแห่งกิเลส. อย่าไปเข้าใจว่ากิเลสนั้น เป็นของมีไม่ขาดสาย, นอนเนื่องอยู่ใน สันดานไม่ขาดสาย นั้นมันไม่ถูก ; เพราะของที่เที่ยงแท้ถาวรอย่างนั้น ไม่มีในฝ่าย สังขารอย่างนี้. ฉะนั้น กิเลสก็ต้องเกิดดับ, เกิด - ดับเสมอ จะนอนเนื่องอยู่ใน สันดานตลอดกาลนั้นไม่ได้ ; และมันจะเกิด ต่อเมื่อมี รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น มาทางตา ทางหู ทางจมูก มันจึงเกิด. ไม่ใช่ว่าจะเกิดเองได้. พอมีอะไรผ่านมา เช่น รูปผ่านมาทางตา ความเคยชินที่มากเหลือเกินมันโพล่งออกไป เกิดเป็นกิเลสทางตา ; มันห้ามไม่ทัน สำหรับคนธรรมดา เพราะมีความเคยชินที่จะเกิดกิเลสทางตา มาก เกินไป มาแต่อ้อนแต่ออก. เพราะฉะนั้น เราจึงประสบปัญหายากที่ตรงนี้, การปฏิบัติ ธรรมก็ยากอยู่ตรงนี้ เพราะความเคยชินแห่งการเกิดของกิเลสมันมากเกินไป. ทีนี้เราก็มา จัดการไม่ ให้มันได้โอกาสเกิด โดยควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยสติ, หรือด้วยระเบียบการปฏิบัติที่ดี ความเคยชินไม่ได้ โอกาสเกิด.

น.97 นานๆ เข้าก็ด้าน หรือเนือย หรือเฉื่อยไป แล้วก็เฉื่อยไปในทางไม่เกิด ; มันก็เกิด ช้าเข้า ๆ เกิดยากเข้า จนกระทั่งไม่เกิด. วันหนึ่งคืนหนึ่ง เป็น วันดีมาถึงเข้า มันก็คือระยะสุดท้ายความเคยชิน ถึงที่สุดดับไป ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่อาจจะเกิดกิเลส. พูดอย่างอุปมา ๆ เหมือนอย่างวัตถุ คือเราไม่ให้มันกินอาหาร : กิเลสมันมี อาหาร ต่อเมื่อมันได้เกิด ทางตา ทางหู ทางจมูก, มันได้เกิดแล้ว มันได้กินอาหาร, มันก็ไม่ตาย มันก็จะอ้วนท้วนขึ้นมาอีก ; นั่นคือความเคยชิน. ทีนี้เราไม่ให้มันกินอาหาร ไม่ให้มันได้อาหาร ขีดโอกาสแห่งการได้อาหารมันก็ผอมลง. เหมือนกับสัตว์ที่ ไม่ได้อาหาร ผอมลง ๆ จนตาย. ความเคยชินถูกกักตัวไว้ ไม่ ให้เกิด จนเปลี่ยน ไปสู่ความไม่เคยชิน, สูญความเคยชินไป ; นี่พูดอย่างตรง ๆ ถ้าพูดเปรียบเทียบก็คือ ไม่ให้มันกินอาหารก็ผอมตายไป. ความไม่เกิดแห่งตัวกู ที่เราควบคุมได้ นานเข้า ๆ ๆ ตัวกูนั้นมันก็ไม่ ได้อาหาร ตัวกูก็ผอมตาย. เพราะฉะนั้น อยู่ให้ถูกตามวิธีนี้เท่านั้นเป็นพอ ตามที่ พระพุทธเจ้าท่านอุตส่าห์ตรัสสั่งไว้ เมื่อจะนิพพานหยก ๆ แล้ว, ในชั่วโมงที่จะนิพพาน อยู่หยก ๆ แล้วว่า : "ถ้าพวกเธออยู่กันโดยชอบแล้ว โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์" ท่านหมายความอย่างนี้. พูดว่า "อยู่โดยชอบ" คล้าย ๆ กับไม่มีความหมายอะไร, คล้าย ๆ พูดเล่นสำนวน ; แต่ที่จริงคำว่า "อยู่โดยชอบ" ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสนั้น หมาย ความว่า อยู่ชนิดที่ตัวกูเกิดไม่ได้; อยู่โดยชอบ แล้วก็จะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาใน วันหนึ่ง คือตัวกู หรือกิเลสมันหมดไปในวันใดวันหนึ่ง. เหมือนพุทธบริษัท นิกายเซ็น สมัยหลัง ที่ว่า "อยู่นิ่ง ๆ อยู่นิ่ง ๆ" ก็เหมือนกัน ; อยู่นึ่ง ๆ ต้องอยู่ให้เป็น อยู่ชนิด ที่กิเลสเกิดไม่ได้, อยู่นิ่ง ๆ อย่าไปแส่หาอะไรเข้า มันก็ทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ได้เหมือนกัน.

น.98 ทีนี้เรา พูดข้างฝ่ายแง่ดี มองด้านดี ส่วนด้านน่าชื่นใจเป็น positive หรือ optimist ก็ตามว่า : แม้ว่า เราได้รับความพักผ่อนทางวิญญาณอยู่เสมอทุกนาที ก็น่าชื่นใจ ไม่มีอะไรน่าชื่นใจยิ่งกว่านี้; แล้ว ทำไมถึงไม่เอา , ควรจะสนใจ สิ่งที่น่าชื่นใจอย่างนี้. มีความพักผ่อน เย็นทางวิญญาณอยู่ทุกนาทีเรื่อยไป ๆ จนกิเลส หมด คือเป็นการพักผ่อนที่เด็ดขาด ; หมายถึงความเคยชินอันดุร้ายอันโหดร้ายหมดไป เป็นความพักผ่อนตลอดกาล. เพราะฉะนั้นเรามองในด้านดีไว้ก็ได้ มันง่ายและใคร ๆ ก็หวัง, ในแง่ positive หมายความว่าเราได้, เราเป็นผู้ได้; คือเราได้ความ พักผ่อนทางวิญญาณ อยู่ทุกวันทุกคืน ก็มีกำลังใจ. ถ้าไปพูดว่าเรา ต้องต่อสู้กับกิเลส ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น, ไม่มีอะไร เป็นตัวเรา เป็นของเรา ; พูดเป็น negative อย่างนี้ คนเขากลัว ชวนเศร้า ไม่น่า ชื่นใจอะไร. ซึ่ง พูดอย่างนี้เป็นเรื่องจริงกว่า เป็นคำพูดที่ถูกต้องกว่า และตรงกว่า ; แต่คนไม่ชอบ เขาชอบในแง่ positive ต้องได้ ต้องสบาย ต้องชื่นใจ เขาพูดกันอย่างนี้. ที่ว่าพักผ่อนทางวิญญาณคือ ความหมายของนิพพาน นี้เราก็ได้ว่ามาตั้งแต่ต้นแล้ว สบาย ตั้งแต่ต้นแล้ว สบายเรื่อยไป จนกว่ามันจะเด็ดขาดลงไป ไม่กลับเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้าใจคำพูดเหล่านี้แล้ว หวังว่าทุกๆ องค์ จะไปปรับปรุงอะไรให้มัน ดีขึ้นอีก. ให้วันหนึ่งคืนหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง ๆ มันล่วงไป ด้วยการได้การพักผ่อนทาง วิญญาณ ที่น่าชื่นใจที่สุด, จะทำงานอะไรอยู่ก็ตาม ให้มันเย็นอยู่ตลอดไป. เหมือน กับที่พูดวันก่อนแล้ว ว่าเรามีการงานต่างกัน, งานประจำวันก็ต่างกัน แต่จะต่างกัน อย่างไรนั้นไม่สำคัญ : ให้จิตใจเหมือนกัน ตรงที่มีความพักผ่อนหรือไม่มีตัวกู - ของกู เกิดเกี่ยวกับการงานนั้น หรือเนื่องกับการงาน, มันก็เป็นการพักผ่อน. ฉะนั้น ใครจะมีหน้าที่อะไร ก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ, สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ, งานก็สนุก ความพักผ่อนทางวิญญาณก็มี : ซึ่งผมพูดว่า "พอจิตว่างแล้วการงาน ก็สนุก" ก็ไม่มีใครเข้าใจและไม่เชื่อ.

น.99 ทำงานด้วยจิตว่าง งานสนุก ; ทำงานด้วยจิตที่ ไม่ว่าง งาน กลายเป็นทุกข์. เรื่องนี้ยังต้องอธิบายกันอีก แต่มาบอกให้เห็นว่า มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่, แล้วเราจะต้องมีความเป็นอยู่ประจำวันอย่างนี้ จึงจะเป็นการฝึกหัดฝึกฝน หรืออบรมที่ดี ของภิกษุ ของบรรพชิต ; นอกจากนี้ไม่มี. ถ้าไม่ต้องการสิ่งนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่มา บวชให้เสียเวลา, มันไม่มีอะไรนอกจากสิ่งนี้ : มาหัดเป็นอยู่ - ทุกลมหายใจ เข้าออก ด้วยจิตที่ปราศจากตัวกู - ของกู, ปราศจากความทรมานทางวิญญาณ, มีความพักผ่อนทางวิญญาณ แม้ในขณะที่เหงื่อไหลอาบหน้า; ไม่ต้องพูดถึงเวลาที่ สบายดี. ลองไปทำดู มันจะยากหรือง่ายก็จะได้รู้. เกี่ยวกับยากหรือง่ายนี้ขอฝากไว้ทุกคน ว่ามันอยู่ที่ความโง่หรือฉลาด ทำเป็นหรือทำไม่เป็น. ถ้ารู้วิธีและทำเป็น ก็ฉลาด ง่ายหมด ; ถ้าโง่ ไม่รู้วิธีที่จะทำ ก็ยากหมด ไม่ง่ายเลย ยากไปทุกอย่าง. มันเกี่ยวกับอุบายเหมือนกัน ฉลาดก็ทำเป็น ; แล้วก็ย้อน ไปหาพุทธภาษิตที่ว่า " เป็นอยู่โดยขอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ; นั้นแหละ อุบายที่ดีที่สุด ถ้าทุกคนทำได้. เพราะฉะนั้น อย่าพูดโพล่งออกไปว่า ยากเหลือวิสัย, ไม่เอาแล้ว ; นั้นความโง่มันพูด. ถ้าความฉลาดมันพูดจะพูดอย่างอื่นจะลองดูอย่างนั้น ลองดูอย่างนี้ ลองอย่างโน้นจนกว่าจะถูกวิธี จะไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรเหลือวิสัย. พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันว่า การบรรลุมรรคผล ไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัย, เป็นของอยู่ในวิสัยของมนุษย์. แต่มนุษย์ส่วนมากไปหลงติดเรื่องเนื้อหนัง เรื่องความ สุขทางเนื้อหนัง ซึ่งได้นามว่าเป็นผู้ที่มีธุลีในดวงตามาก มีขี้ผงในดวงตามาก ตาก็ ไม่เห็น ทั้งที่เรื่องนั้นไม่ยาก. เพราะฉะนั้นควรไปโทษตา โทษขี้ผงในตา มากกว่า ที่จะไปโทษเรื่องนิพพานว่าเป็นเรื่องยาก.

น.100 นิพพานอยู่ในวิสัยกลาง ๆ ไม่ยาก ไม่ง่าย แล้วแต่ ใครจะทำถูก หรือ ทำผิด. แล้วแต่คนที่จะทำนั้น อยู่ที่ว่าเขามีขี้ผงอยู่ในดวงตามากหรือน้อย. ถ้าขี้ผง ในดวงตาน้อย พูดคำเดียวก็บรรลุพระอรหันต์ ที่ตรงนั้นเอง อย่างนี้ก็มี. เดี๋ยวจะ ไปโทษว่า เอาขี้ผงในดวงตาออกมันยากไปเสียอีก ; ถ้าอย่างนี้ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด. เรื่อง นิพพานเป็นเรื่องง่าย แต่เรื่องเอาขี้ผงออกจากดวงตามันยากไปเสียอีก; เพราะว่าจิต กำลังฝังแน่นไปในเรื่องเนื้อหนัง. เพราะฉะนั้นมันก็เรียกว่า พูดอะไรไม่ได้เหมือนกัน. พูดอย่างภาษาพุทธศาสนาก็ว่า แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย ; คนก็จะต้องจัดการ กับเหตุ ปัจจัย : แปลว่ารี่ เข้าไปจัดการกับเหตุ ปัจจัย ที่ทำให้มีขี้ผงในดวงตามาก. ก็พูดได้ต่อไปอีกว่า ขี้ผงในดวงตามาก สักวันหนึ่งมันก็จะรู้สึกเจ็บมากกว่าคนที่มีขี้ผง น้อย. คนที่มีขี้ผงในดวงตามากจะเกิดกระตือรือร้นขึ้นมาในเวลาอันสั้น มันก็จะ เขี่ยออกไปได้. ทีนี้กลัวแต่ว่า จะไม่รู้จักว่ามีขี้ผงอยู่ในดวงตา, เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ามี ขี้ผงอยู่ในดวงตา ก็มีแต่ความประมาท มีแต่ความอวดดี, ไม่ยอมเชื่อใครบอก ว่ามีขี้ผงในดวงตา. ลองไปคิดดูเองว่าการบรรลุนิพพานเป็นของยากหรือของง่าย, การ บรรลุนิพพานยากหรือง่าย ; เพราะว่าคุณได้ถลำมาถึงขนาดนี้แล้ว คือถลำจนบวชเข้า มาแล้ว แล้วจะทำอย่างไร. จะถอดเครื่องแบบหนีกลับไป หรือจะดันไปข้างหน้า ให้ทะลุไป ; มันก็เป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น ที่จะต้องต่อสู้ แล้วมันก็เผชิญกับความยาก หรือความง่าย. ถ้าไปใช้ความโง่ ทำให้มันยาก ๆ มากขึ้น มันก็ล้มละลายแน่ ไม่มีใครช่วยได้. ถ้ามันล้มละลาย ก็หมายความว่า กลับไปเท่าเดิม หรืออาจจะ ร้ายไปกว่าเดิมก็ได้. อย่างไรก็ดีได้ถลำมาขนาดนี้แล้ว ได้บวชแล้ว ได้แตะต้องแล้ว ได้ปฏิญาณ ตัวเป็นพระภิกษุ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่างน้อยมันก็ควรจะรู้ให้ถึง จนรู้เรื่อง จนได้อยู่กับความพักผ่อนทางวิญญาณสักระยะหนึ่ง สักพักหนึ่งจึงจะไม่

น.101 เสียที, ได้ชิมรสชั่วคราวของสิ่งนี้. แม้สึกออกไปมันจะฝั่งจิตไป รู้เรื่องรู้รสของการ พักผ่อนทางวิญญาณ รู้วิธีที่จะอยู่อย่างเป็นการต่อสู้ ไม่ถอยหลัง ; และเรื่องนี้ ก็ไม่ยาก ถ้าเราใช้ความฉลาด เช่นเดียวกับเรากักอาหาร ไม่ให้สัตว์ร้ายตัวนั้นมันได้กิน มันก็ตายเอง เรียกว่าไม่ยากจนเกินไป. ถ้าจะเข้าไปสู้กับมันซึ่งหน้ามันจะยาก มันอาจ จะกัดตายก็ได้ ต้องใช้วิธีล้อมจิต บอยคอตทางมาแห่งอาหารเสียให้หมด มันก็ต้องตายเอง. สรุปความเสียที่ว่า ความพักผ่อนทางวิญญาณ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาที่สุด. เขาเรียกว่าอย่างไรก็ตามแต่ จะเรียกว่าอย่างไรก็ตามใจเถิด, มันเป็นสิ่ง ที่น่ารัก น่าปรารถนา น่าอะไรที่สุดกว่าสิ่งใด ๆ ในโลกนี้; แต่ก็ไม่มีใครสนใจ กลับ สนใจแต่เรื่องที่เป็นความทรมานทางวิญญาณ โดยเฉพาะเรื่องเนื้อหนัง. หรือจะบอก ให้รู้ว่า ความพักผ่อนทางวิญญาณเป็นสิ่งสูงสุด มีค่าเท่ากับนิพพาน, บวชเพื่อ ทำนิพพานให้แจ้ง ไม่เช่นนั้นป่วยการ. นี่เป็นหัวเรื่องอันหนึ่ง มุมหนึ่ง ที่ควรได้ พิจารณาอยู่เสมอ ให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องเดียวหมดทั้งพุทธศาสนา แปดหมื่นสี่พัน พระธรรมขันธ์ ให้เหลือธรรมขันธ์เดียว สำหรับศึกษาปฏิบัติเล่าเรียนได้โดยง่าย. ที่จริงพระธรรม แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ว่าไม่ ได้ตรัสไว้ที่ไหน ; เป็นคำที่คนทีหลังพูด. พระพุทธเจ้าท่านว่า "คำสอนของ เราสรุปได้ใน " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" หรือว่า "เมื่อก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตพูดแต่เรื่องทุกข์ กับการดับทุกข์เท่านั้น", นี่ก็เท่ากับ ๒ ธรรมขันธ์ก็ได้ ; และที่พูดว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ก็เหลือธรรมขันธ์เดียว คืออย่าไป ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด จะมีการพักผ่อนทางวิญญาณเป็นนิพพานขึ้นมาเอง นี่ธรรมขันธ์ เดียว. ผมจึงพูดเรื่องนี้เรื่องเดียวในทุกแง่ทุกมุม บัดนี้เวลาก็เลยแล้ว ฉะนั้นยุติกันทีวันนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต