น.102 เวลาในพรรษาของเรา ล่วงมาจนถึงวันที่ ๙ สิงหาคม แล้ว เป็นวันที่ ๑๒ ของพรรษา. ในวันที่แล้วมา ได้พูดถึง ความพักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของนิพพาน จึงต้องระลึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ให้เรื่องมันติดต่อกัน; ว่า ความว่างจากตัวกู - ของกูเป็นความพักผ่อนทาง วิญญาณ ; ความพักผ่อนทางวิญญาณนั้นแหละ คือ ความหมายของคำว่านิพพาน. เพราะฉะนั้น ความหมายของคำว่านิพพานก็คือ ความว่างจากตัวกู -ของกู เหมือนกันอีก. ดังที่พูดให้สังเกตแล้วว่ามันมีหลายชื่อ แล้วแต่เราจะมองกันในแง่ไหน แง่เหตุ หรือแง่ผล หรือแง่ การปฏิบัติ จะต้องถือว่าสำคัญด้วยกันทุกคำ ; แต่ ใจ ความสำคัญมันก็อยู่ตรงที่ "ความว่างจากตัวกู" เพราะ ฉะนั้น คำนี้ต้องเป็นคำที่ได้รับการอธิบาย หรือว่าวินิจฉัยกัน ให้มากเป็นพิเศษ. ๗๓
น.103 "ความว่างจากตัวกู” เป็นภาษาที่คนธรรมดาฟังไม่รู้เรื่องแน่. ลองนึก ถึงเราเมื่อไม่เคยอ่านหรือฟังเรื่องนี้ ; แล้วก็คนธรรมดาทั่วๆ ไป เขาไม่ได้เคยวี่แววใน เรื่องนี้เลย, พอพูดว่า "ความว่างจากตัวกู" ก็งงหมด ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร, หรือ บางทีจะนึกไปถึงว่าคำพูดนี้มันพูดเผลอไป, หรือเป็นคำพูดบ้า ๆ บอ ๆ ของคนไร้สติก็ได้ ; ว่า "ว่างจากตัวกู" นี้ จะว่างได้อย่างไร. นั่นแหละขอให้รู้ทีเถิดว่า ภาษาพูดของ ชาวบ้านกับภาษาพูดของบรรพชิต หรือนักบวช โดยเฉพาะพวกที่ศึกษาค้นคว้า เรื่องทางจิตใจนั้น มันเป็นภาษาที่ต่างกันมาก, จนพูดออกมาได้ ตามความจริงนั้นว่า "ความว่างจากตัวกู" ลองนึกไปตรงๆ ตามความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญว่า "ว่างจากตัวกู" มันจะเกิดข้อขัดแย้งในใจขึ้นมาอย่างไรบ้าง. ที่นี้ ตัวกูของคนธรรมดาเขาหมายถึง ตัวร่างกายนี้; เมื่อว่างจากร่างกายนี้ ก็ฟังไม่ถูก. ถ้าดีขึ้นไปอีกหน่อยก็ ว่างจาก ร่างกายและจิตใจ เขาก็คงคิดว่าตายแล้ว นี่ ; ว่างจากตัวกูก็คือมันตายแล้วไม่มีอะไร เหลือ. ต่อเมื่อมีความรู้ หรือได้ศึกษาว่า ตัวกูนั้นมันไม่ใช่ร่างกาย และไม่ใช่ จิตใจล้วน ๆ ; แต่หมายถึงความคิดของจิตใจที่ปรุงแต่งขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ๆ, เป็นความรู้สึกที่มีความหมายเป็นตัวฉันหรือของฉัน, มันก็เลยกลายเป็นความนึกคิด ของจิตใจเท่านั้น ไม่ใช่ตัวจิตใจ ; เพราะฉะนั้นจึงทำให้ว่างก็ได้ หรือดับก็ได้. ร่างกายดับก็คือตาย, จิตใจดับก็คือตาย ; แต่ที่ตัวกูดับกลับไม่ตาย เพราะว่า ตัวกู ในที่นี้มันหมายถึงความคิดที่ปรุงขึ้นมาว่าตัวฉันว่าของฉัน ซึ่งเราสมมุติกันว่าเป็น ความคิดที่ผิด คือทำให้เกิดความทุกข์. จะต้องสังเกตให้ดีว่า ตัวกูนั้นมันอยู่ที่ ตรงไหน ? แล้วเกิดเมื่อไร ? ดับเมื่อไร ? แล้วเกิดหรือดับได้วันละกี่ครั้ง ? ถ้าไม่ เข้าใจข้อนี้แล้วก็จะเข้าใจไม่ได้ทั้งนั้น. ความว่างจากตัวกูเป็นอย่างนี้. สำหรับวันนี้จะพูดต่อไปถึงว่า ความว่างจากตัวกู คือความเต็มอยู่ของ สติปัญญา, เป็นหัวข้อที่จะต้องกำหนดให้ดี ๆ ว่าความว่างจากตัวกูนั้นคือ ความเต็มอยู่ของสติปัญญา.
น.104 ทีนี้ ก็เอา logic ของเด็ก ๆ มาพูดก็ได้ว่า ความเต็มอยู่ของตัวกู ก็คือ ความว่างจากสติปัญญา. เอาไปทบทวนดูให้ดี; ถ้ามีความ ว่างจากตัวกู ก็เป็นความ เต็มของสติปัญญา, ถ้ามีความ เต็มของตัวกู ก็คือความ ว่างจากความ มีสติปัญญา. ความว่างที่ปราศจากปัญญา คือว่าเมื่อไม่มีสติปัญญานั้น ตัวกูโผล่ขึ้น มาเต็มที่, ขณะที่ว่างจากสติปัญญาอยู่นี้ ตัวกูโผล่มาเต็มที่ ; และภาษานี้ก็จำกัดเฉพาะ. ว่างจากสติปัญญาแบบไหน ตัวกูจึงโผล่มาเต็มที่ ? เอาละ เอาตามหัวข้อสั้น ๆ เพียงข้อ เดียวว่า ความว่างจากตัวกู คือความเต็มของสติปัญญา. เราก็เคยพูดกันถึงความว่างชนิดอื่น ที่มีความหมายอย่างอื่น ที่เอามาปนกัน ยุ่งหมด ; นี้ก็ควรจะรู้ไว้ด้วย. ฉะนั้นจะได้พูดถึงคำว่า "ว่าง ๆ" นี้เสียให้หมด ; ทั้งที่ เรารู้กันอยู่แล้วว่า หมายถึงความว่างจากความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกูที่เกิดขึ้นในใจ. คำว่า "ความว่าง" นี้มันหมายความได้หลายอย่างที่จะต้องรู้ไว้ เป็นเครื่องประกันไม่ให้ เกิดความปนกันยุ่ง เราก็ไล่ไปตั้งแต่วัตถุ : ๑. ความว่างทางวัตถุ คือความไม่มีอะไร, ไม่มีอะไรเลยก็คือความว่าง ทางวัตถุ. เหมือนทีแรกคนที่ไม่เคยฟังเรื่องนี้มาเลย พอว่า "ว่างจากตัวกู" ก็หมายถึง ไม่มีอะไรเลย ; ว่างจากตัวกูนี้ก็คือคน ๆ หนึ่งที่ว่างจากตัวกูดก็คือไม่มีอะไรเหลือ ; นี่มันก็เป็นเรื่องเล็งถึงวัตถุเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเล็งถึงร่างกายเป็นส่วนใหญ่ ที่นี้ ทางวัตถุมันยังไปไกล มากกว่านั้น คือ หมายถึงไม่มีอะไรเสียจริงๆ เลย , ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกไหน ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้แต่สุญญากาศก็ไม่มี ภาษา ที่มนุษย์พูด ที่มนุษย์พูดกันอยู่ว่าว่างทางวัตถุ ยังเหลือสุญญากาศ. . เดี๋ยวนี้เราก็ให้ สุญญากาศว่างไปด้วย ; ไม่มีด้วย; เลยไม่มีภาษาจะพูด, ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร ; เรียกว่า ว่างทางวัตถุ ต้องว่าอย่างนั้น. คนก็ตกใจเป็นการฉิบหายหมด ไม่มีอะไรเหลือ, ไม่กล้าสนใจ กลัวเรื่องว่างทางวัตถุนี้.
น.105 ที่จริงคำว่า "ความว่าง" นี้ ภาษาไทยเราหมายถึงว่างทางวัตถุก็ได้ ว่างทาง จิตก็ได้ ว่างทางไหนก็ได้ ; ถึงภาษาอื่นก็เหมือนกันอีก ภาษาบาลีว่า สุญญตา. สุญญตานี้มันก็ว่างได้หลายอย่างเหมือนกัน ; ไม่ใช่ว่าพูดว่าสุญญตา แล้วก็จะว่าง จากตัวกูอย่างถูกต้องอย่างเดียว. ถึงว่าแปลเป็นภาษาอื่นที่เขาใช้กันอยู่เวลานี้ เขาก็ใช้ คำที่หมายความได้หลายอย่าง ; ที่ใช้ธรรมดาเห็นมากที่สุดก็คือคำว่า nothingness ความ ไม่มีอะไรเลย, emtyness ก็ใช้กันอีกหลาย ๆ อย่าง. มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างเดียว กับภาษาไทยในหมู่คนที่ใช้ภาษาต่างประเทศ, ไม่รู้ว่า nothingness นี้คืออะไรกันแน่ ; แต่แล้วคำว่า "ไม่มีอะไร" มันหมายถึงตัววัตถุก่อน : ที่นี้ของเราไม่ใช่ทางวัตถุ เพราะฉะนั้นก็ผ่านไป. ๒. ก็มาถึง "ว่างทางจิต" ถ้าว่างทางจิต คือจิตใจนี้ หมายถึงว่า จิต กำลังว่าง ไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดอะไร ไม่ทำหน้าที่อะไร เรียกว่า จิตว่างในทางจิต. ความหมายในทางจิตอย่างนี้ก็เท่ากับตาย มีค่าเท่ากับตาย หรือ เป็นท่อนไม้, แม้ไม่ตายมันก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้อยู่ เหมือนกับอยู่ในสมาบัติทุกชนิด. การอยู่ ในสมาบัติทุกชนิดเป็นความว่างทางจิตตามแบบนี้. แข็งทื่อเหมือนท่อนไม้, อย่างนี้ก็ไม่ ใช้ความว่างชนิดที่เราต้องการ. ๓. เลื่อนไปอีกชั้นหนึ่งก็ถึงความ ว่างทางปัญญา, ที่เรามักจะเรียกว่า ว่างทางวิญญาณ คือว่างทางปัญญา คิดกันให้ดี ๆ ความว่างแยกได้เป็น ๑. ว่างทาง วัตถุ ๒. ว่างทางจิต ๓. ว่างทางปัญญา. ว่างทางปัญญานี้หมายถึงความรู้ ความคิด ความนึก อะไรมีอยู่สมบูรณ์ รู้สึกตัวอยู่ด้วย. มีความว่างทางปัญญา หมายความว่าปัญญาเป็นผู้รู้ ว่าไม่มีอะไรที่เป็น ตัวเป็นตนที่แท้จริงเลย , ไม่มีอะไรที่ควรได้นามว่าตัวตนเลย, ไม่มีอะไรที่ควรได้
น.106 นามว่าของตนเลย. แม้ปัญญามันก็ว่าง คือไม่มองเห็นอะไรจะเป็นตัวตน ที่จะเข้า ไปเอา ไปจับ ไปฉวยเอา ; แต่ว่าโดยเหตุที่ปัญญามันเป็นสิ่งที่รู้สึกทางจิต เพราะฉะนั้น เราก็ มักจะพูดไปในทางใช้คำว่าจิต จึงใช้ว่าจิตว่าง เพราะมีปัญญาที่ว่าง. ถ้าไม่ มีปัญญาชนิดนี้เกิดอยู่ที่จิต จิตนี้ก็มีความว่างอย่างนี้ไม่ได้ ; มันก็จะว่างอย่างแข็งทื่อ เป็นท่อนไม้ไปเสีย. ปัญญามีอยู่ เห็นอยู่ ว่าไม่มีอะไรที่ควรจะมีนามว่าตัวตน ว่าอัตตา ว่าตัวตน ; ปัญญาจึงรู้ว่าว่างจากความคิดว่าตัวตน, หรือไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวตนขึ้นมาได้ ; เพราะปัญญานี้มันมีอยู่ความคิดว่าตัวตน ก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิตนี้จึงว่างจากตัวตนเพราะอำนาจของปัญญา. ถ้าพูดให้หมดมาตั้งแต่ต้น ตามหลักที่มีอยู่ในบาลีนั้น ก็ต้อง พูดถึงคำว่าโลกว่าง ก่อน, ต้องเอ่ยถึงคำว่าโลกว่างขึ้นมาก่อน. ถ้าพูดว่าโลกว่าง คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ก็ไม่เชื่อเลย เพราะว่าโลกนั้นมันเต็ม ไปด้วยสิ่งต่าง ๆ; ข้อนี้มันก็อย่างเดียวกับที่ได้พูดมาแล้ว ว่าเราไม่ได้หมายทางวัตถุ. ที่พูดว่า โลกว่าง ไม่มีอะไรนี้ คือไม่มีอะไรที่จะเรียกว่าตัวตน หรือของตน ; เพราะ ฉะนั้นบทบาลีจึงมีอยู่ชัดว่า โลกว่างเพราะว่างจากสิ่งที่เป็นตัวตน บรรดาสิ่งทั้งหลายที่ มีอยู่ในโลก รวมทั้งคนและสัตว์ จิตใจของคนและสัตว์ ก็ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น ; จึงถือว่าโลกว่าง. ว่างทางภาษาวิญญาณ ทางภาษาปัญญา หรือภาษาธรรมนั้น โลก ว่างก่อน เห็นโลกว่างจากตัวตนก่อน. พอจิตมีปัญญาเห็นโลกว่าง เรียกว่าจิตเห็นโลกก็ได้, จิตนี้เห็นโลกว่าง อย่างนี้ เพราะจิตมันมีปัญญา จิตก็พลอยว่างไปด้วย ; เพราะไม่รู้ว่าจะไปเอาอะไร ที่ไหนเป็นตัวตน แม้ว่าอยากจะมีตัวตนมันก็ไม่มีอะไรที่จะเอามาเป็นตัวตนได้ มันเลย เก้อไป; ก็เรียกว่า จิตว่างเพราะไม่มีการยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นตัวกู - เป็นของกู.
น.107 ในที่อื่นก็มีพูด ว่า จิตว่างเพราะว่างจาก โลภะ โทสะ โกธะ โมหะ ก็ได้. นี้พูดถึงผลเขยิบออกไปอีกชั้นหนึ่ง คือว่าเมื่อมีปัญญาเห็นว่าว่าง ๆ จากความ ยึดถือว่าตัวตนแล้ว โลภะ โทสะ โมหะ ก็ไม่มีทางจะเกิด ; เพราะมันไม่มีตัวตนนั่นแหละ เป็นพื้นฐาน. ทีนี้จิตก็ว่างจากราคะ โลภะ โทสะ โกธะ โมหะอะไรหมดเลย. เพราะ ฉะนั้นสูตรของมันจึงมีอยู่ว่า : โลกว่างเพราะว่างจากสิ่งที่ควรเรียกว่าตัวตน, จิตว่าง เพราะไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น - สิ่งใดว่าตัวตน เพราะมันมีแต่ของว่าง; นี้เรียกว่า จิตว่าง โลกว่าง. จิตว่างหรือโลกว่าง นี้ก็เป็นเรื่องของความว่างทางปัญญา ทางวิญญาณ ; ร่างกายก็มีอยู่ จิตก็มีอยู่ ความนึกคิดอะไรก็มีอยู่ แต่ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนไม่มี ; เพราะปัญญาเป็นผู้เห็นอยู่. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่ามันเป็นความว่างชนิดที่ ๓ ; ๑ คือว่างทางวัตถุ, ๒ ว่างทางจิต, ๓ ว่างทางปัญญา. ที่พูดว่าจิตว่าง หรือความว่าง ที่จะเป็นประโยชน์แก่เราได้ หรือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น คือความว่างทาง ปัญญา , หรือจะ เรียกว่าจิตว่าง ก็เป็นจิตว่างทางปัญญา ; ไม่ใช่ว่าจิตมันหยุด หรือดับ หรือนึ่ง หรือไม่มีพฤติอะไร. ยังมีความว่างอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราจะเรียกกันในที่นี้ว่า "ความ ว่างอันธพาล". ๔. ความว่างอันธพาล นี้ ไม่เข้าแบบไหนหมดเลย ไม่เข้าแบบความว่าง ทางวัตถุ ไม่เข้าแบบความว่างทางจิต, แล้วมันก็ไม่อาจจะเข้ากับความว่างทางปัญญา ; เพราะมันโง่ มันเป็นความว่างของคนโง่ ของคนมีกิเลสที่คิดว่าว่าง ; ก็เหมือนกับที่ พูดกันอยู่นี่ ที่ว่าถ้ามีความว่างในจิตแล้วก็ไม่รับผิดชอบอะไรหมด ไม่ถือดีถือชั่วไม่ถือบุญ ถือบาป, ทำอะไรเอาแต่ความเห็นแก่ตัวของตัว อย่างนี้ก็ถือว่ามีจิตว่าง, ไม่ถือ
น.108 หลักถือเกณฑ์อะไร. ความว่างชนิดนี้ หรือ จิตว่างชนิดนี้คือ ความว่างอันธพาล ; ไม่เข้าไปในความว่างอย่างที่ ๑ หรืออย่างที่ ๒ หรืออย่างที่ ๓ อย่างที่พูดมาแล้ว. และที่ จริงมันไม่ใช่ความว่าง; มันเป็นความว่างที่คนอันธพาลว่าเอาเอง ว่าความว่าง ; ที่จริงมันไม่ใช่ความว่าง. แต่มันก็ได้มีชื่อเรียกกันขึ้นมาแล้วว่า ความว่าง ; และ ตามแบบของอันธพาล เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ ทั้งนั้นเลย; จะมีกี่ชนิด ก็เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้นเลย. เขาฉะนั้นจึงไม่ได้ประกอบอยู่ด้วยปัญญา จึงไม่ใช่ความว่าง ทางปัญญา มันก็เลยเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิที่มีแต่ความว่างแบบอันธพาล. ยกตัวอย่างในครั้งพุทธกาล ที่เป็นลัทธินิกายคู่แข่งขันกับพระพุทธเจ้า. พวก อกิริยทิฏฐิ จะเป็นครูสญชัย หรือครูอะไรจำชื่อไม่แม่นนัก ; เขาสอนว่า การกระทำ ไม่เป็นอันกระทำเรียกว่าอกิริยทิฏฐิ, เขาะสอนว่าการกระทำทุกอย่างนี้ไม่เป็นอันว่า ได้กระทำ ; เช่นว่าทำบุญ มันก็สิ้นสุดแค่กินเข้าไป หมดกัน, หรือว่าบูชายัญ มันก็ไม่มีผลอะไรมากไปกว่ากลายเป็นขี้เถ้า, ทำบุญกุศลเลี้ยงพระอย่างนี้มันก็สิ้นสุดลง แค่กินเข้าไปหมดกัน ; อย่างนี้ก็มี เรียกว่าอกิริยทิฏฐิ. ที่เกี่ยวกับตัวตนก็มี อีกนิกายหนึ่ง อาจารย์ชื่อว่าอชิตเกสกัมพล เขาสอน ว่า การฆ่าไม่มี เพราะฉะนั้นบาปด้วยการฆ่าจึงไม่มี เพียงแต่อณูผ่านไปในระหว่างอณู ; เช่นว่าเอาดาบมาฟันคนคอขาดตายไปอย่างนี้ การฆ่าไม่มี บาปไม่มี เพราะเป็นแต่ เพียงอณูผ่านไปในระหว่างอณู. นี่เขาก็พูดอย่างไม่มีตัวตนเหมือนกัน ; ดาบก็เป็น วัตถุอันหนึ่งประกอบไปด้วยอณู แล้วก็เนื้อคน หนังคน คอคนนี้ ก็เป็นสิ่งที่ประกอบ ไปด้วยอณู ; เพราะฉะนั้นอณูผ่านไปในระหว่างอณูเท่านั้นเอง ไม่มีใครฆ่าใคร. เพราะฉะนั้นบาปก็ไม่มี บุญก็ไม่มี เพราะการฆ่านี้; อย่างนี้ก็มี. สอนอย่างนี้ เขาไม่มีตัวตนเหมือนกัน แต่เป็นอย่างอันธพาล ; อย่างนี้ มันผิด เราจึงไม่เรียกว่าความว่างแห่งปัญญา .. มันเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวหรือ
น.109 มืดหน้า โมหะจัด, แก่ แล้วก็พูดไปโดยเหตุผลอีกอย่างหนึ่งซึ่ง เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ชื่ออาจารย์ที่ออกชื่อมานี้อาจจะผิดก็ได้ เพราะผมไม่ตั้งใจจะจำ อยากรู้ก็ไปค้น ดูเอง. ที่น่านึกอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาว่าการปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติศาสนานี้ไม่มี; คือไม่มีผลอะไรเลย, ไม่มีผลที่จะเกิดเป็นดีหรือชั่วอะไรได้เลย ; เพราะว่าสัตว์นี้ จะต้องไปตามธรรมชาติ มันหมุนไปตามธรรมชาติ ในที่สุดมันก็หลุดพ้นเอง. ใครจะ เร่งให้เร็วกว่านั้นไม่ได้ ใครจะทำให้ช้ากว่านั้นก็ไม่ได้ สัตว์ตัวหนึ่ง ๆ มันจะต้องไปตาม ความหมุนไปตามเรื่องของมันเอง, แล้วมันจะหยุดจบเองของมันเอง. เหมือนกับด้าย กลุ่ม ๆ ที่ม้วนให้มันเป็นกลุ่มกลม ที่เราจับเงื่อนข้างนี้ไว้, แล้วเราขว้างกลุ่มด้ายนั้นไป กลุ่มด้ายมันก็กลิ้งไปเอง จนมันหมดกลุ่ม, แล้วมันก็หยุดเอง ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ; ไม่มีทางจะแก้ไขให้เร็วขึ้นหรือดีขึ้น ด้วยการปฏิบัติทางศาสนา. เขายกเลิกศาสนาหรือ การปฏิบัติทางศาสนาเสียเลย นี้ก็เรียกว่า ไม่มีตัวตนอะไรเหมือนกัน, ไม่มีตัวตน ที่จะพูดกันรู้เรื่องเหมือนกัน แต่ต้องเรียกว่าความว่างอันธพาลเหมือนกัน ; ซึ่งมีอะไร มาก แยบคายมาก. อะไร ๆ ในฝ่ายความว่างอันธพาล ที่พูดแย้งกันอยู่ที่กรุงเทพฯ ในหน้า หนังสือพิมพ์นี้เป็นเด็กอมมือ เป็นความว่างอันธพาลชนิดเด็กอมมือมากกว่า ถ้าไปเทียบ กับลัทธิความว่างที่มีอยู่แล้วในครั้งพุทธกาล. รวมความแล้วก็เป็นความว่างอันธพาล เหมือนกันคือ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ปัญญา, มองด้วยสายตาเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ก็เห็นเป็นไม่มีตัวตน, แล้วก็ไม่รับผิดชอบอะไร, แล้วก็ไม่ยึดถืออะไรที่จะเป็นดีเป็นชั่ว เป็นอะไรขึ้นมาเหมือนกัน. เราเลยได้ความว่างอันธพาลมาอีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่ ๔ ซึ่งที่จริงไม่ใช่ความว่างที่ถูกต้องตามหลักของธรรมะหรือของพระพุทธศาสนา. มันต้อง อาศัยมิจฉาทิฏฐิ เข้าใจผิดอะไรอยู่อย่างหนึ่ง หรือไขว้อะไรอยู่อย่างหนึ่ง จึงจะเกิด
น.110 ความรู้สึกชนิดนี้ขึ้นมาได้ ; ก็เลยไม่รู้จะเรียกอะไรดี ก็เลยต้องเรียกเป็นความว่างแบบ อันธพาล, ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ความว่าง. ที่เป็นความว่างจริง ๆ นั้นมันก็มีอยู่ ๓ อย่าง แรกข้างต้น : คือว่า ว่าง ทางวัตถุ ไม่มีวัตถุอะไรเลย ; ว่างทางจิต จิตไม่มีพฤติ อะไรเลย, แล้วก็ ว่างทาง ปัญญา คือรู้ว่าไม่มีตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่นเลย ; นี่ว่าง, ควรเรียกว่าว่างจริง ๆ. ตามความหมายของมัน ก็มี ทางวัตถุ ทางจิต ทางปัญญา. ส่วนความว่างอันธพาลนี้ ที่แท้ ไม่ใช่ความว่างทางไหน, ถ้าว่างก็เป็นความว่างทางมิจฉาทิฏฐิ เพราะเป็น มิจฉาทิฏฐิ จึงเรียกว่าอันธพาล. ที่พูดมาทั้งหมดนี้ต้องการให้เข้าใจคำว่า ว่าง-ว่าง-ว่าง ทุกอย่างก่อน เพื่อ เป็นการป้องกันไม่ให้ความเข้าใจมันผิดขึ้นมาได้ ; แล้วก็ว่าแต่หัวข้อชนิดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น, ๔ ชนิดนี้เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ; อาจจะแยกซอยให้มากกว่านี้ก็ได้ แต่ไม่จำเป็น. เมื่อเราพูดตามแบบของพุทธศาสนาที่จะดับทุกข์กันนี้ ก็ต้อง หมายถึงความว่างอย่างที่สาม คือว่างของปัญญา. ความว่างที่จะดับทุกข์ ไม่ใช่ทางวัตถุ ไม่ใช่ทางจิต ; แต่ว่างทางปัญญา, แล้วก็ไม่เลยไปถึงความว่างอันธพาล. เพราะฉะนั้นขอให้ลองหยังดูตัวเองสักนิดหนึ่งว่า เคยเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร ? หรือได้ยินความว่าง ๆ นั้นจิตนึกไปทางไหน ? และที่แล้วมา เราเคยรู้จักแต่ความว่างทางวัตถุเท่านั้น ; อย่างดีก็รู้สึกว่างทางจิตว่าจิตไม่คิดอะไร กำลัง เป็นท่อนไม้อยู่ ; จะรู้ได้เพียงเท่านั้น. ถ้าคนทั่วไปที่ไม่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษาอะไรเลย จะรู้แต่ว่าว่างไม่มีอะไรทางวัตถุ, ถ้าเรียนเรื่องจิตมาเพียงนิดหน่อย ว่างก็คือจิตไม่นึก คิดอะไร, เพราะฉะนั้นต้องอาศัยศึกษาความหมายที่ถูกต้อง จึงจะรู้ว่าความว่างนั้น
น.111 คือสิ่งที่ พูดถึงในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "สุญญตา" นั้น มันคืออะไร ? ก็คือ ความว่างทางสติปัญญา เน้นลงไปอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง "ความว่าง" นี้มากมายหลายแง่หลายมุม แล้วเรา จะพูดกันวันหลัง ; แต่ที่ควรจะนึกถึงก่อนก็มี เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ผู้ที่ไปถาม : "เธอจงมีสติเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ ถอนความเข้าใจผิดว่า ตัวตนเสียได้ แล้วมัจจุราชก็จะตามเธอไม่พบ". มันเป็นคำกลอนไพเราะ ฉะนั้น คำมันก็เพี้ยน ๆ ไป ตามแบบของคำกลอน. ท่านตรัสไว้เป็นคำกลอน : " เธอจงมี สติ โดยมองเห็นโลกเป็นของว่างอยู่เสมอ ถอนความยึดมั่นว่าตัวตนออกเสีย ให้หมด แล้วมัจจุราชจะตามหาเธอไม่พบ" ; นี้ก็ถือว่าเป็นหลักที่เป็นหัวใจของ พุทธศาสนา. ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะต้องมองให้เห็นว่าในพุทธภาษิต เพียงคำกลอน คำเดียวนี้ สี่บาทกลอนนี้มันเป็นการแสดงถึงสติปัญญา; พูดว่า : "ให้มีสติเห็น" นี้คือปัญญาเห็น โลก โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ ; แล้วมันก็เป็นเรื่องสติปัญญา ล้วน ; ไม่ใช่เป็นเรื่องจิตเงียบนึ่ง ตัวแข็งเป็นท่อนไม้นั่งใจลอยอยู่. ที่ถูกคือเป็น ๆ อยู่ ตื่น ๆ อยู่, มีสติปัญญาอยู่, เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ ไม่มีความรู้สึก ว่าตัวกูเหลืออยู่เลย ; เมื่อนั้นความตายก็ไม่มีแก่ผู้นั้น. มันเลยเป็นเรื่องของ สติปัญญาที่สูงสุด เป็นปัญญาตามแบบของพุทธศาสนา, แล้วก็สูงสุดจนมัจจุราชเที่ยว ตามหาตัวผู้นั้นไม่พบ. คำว่า " สุญญตา" นี้ แปลว่าความว่าง : ความว่างของโลก คือความ ที่ไม่มีตัวตนที่จะหาพบได้ในโลก, ความว่างของจิต หมายความว่าจิตประกอบอยู่ด้วย ปัญญา ; เพราะฉะนั้นเราจึงให้หัวข้อของเราในวันนี้ว่า "ความว่างจากตัวกู คือ ความเต็มของสติปัญญา".
น.112 ถ้าจะพูดเอาจิตเป็นหลัก ก็ว่าต่อเมื่อจิตว่างจากตัวกู จิตก็ เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ขอให้ว่างจากตัวกูก็แล้วกัน จะเป็นภาวะความว่าง หรือเป็นจิตก็ตาม พอว่างจากตัวกูแล้วมันจะเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา. นี่ก็ตอบได้โดยคำอธิบายอยู่แล้ว ว่า ถ้าตัวถูยังอยู่ ปัญญาก็ไม่มี, ตัวกูหายไปเพราะสติปัญญามันมี ; มันอยู่ พร้อมกันไม่ได้. ดังนั้นสติปัญญาของคนธรรมดาก็มีเป็นพัก ๆ, เดี๋ยวมีตัวกู เดี๋ยว ไม่มีตัวกู สลับกันอยู่ ; ก็เรียกว่ามีสติปัญญาเป็นพัก ๆ มีสติไม่สมบูรณ์. อย่างพระอรหันต์นี้ท่านมีปัญญาสมบูรณ์ ก็ว่างเด็ดขาดไป, ว่างจากตัวกู ว่างเด็ดขาดไปเลย ไม่กลับมามีตัวกูอีก ก็ต่างกันเท่านี้. ถ้าขณะที่ว่างจากตัวกูก็เย็น สบายด้วยกันทั้งนั้น, เป็นความพักผ่อนทางวิญญาณด้วยกันทั้งนั้น ; จะเป็นของคนที่ ไม่ได้เล่าเรียน หรือของคนที่เรียนมาก อะไรก็ตามใจ; ถ้าจิตว่างจากตัวกูละก็ สบาย เท่ากัน, ว่างจากตัวกูมีความหมายว่าเป็นความดับเย็น เป็นความพักผ่อนทาง วิญญาณด้วยกัน. ที่จะให้ดูกันต่อไปก็คือว่า เมื่อจิตว่างจากตัวกูและเต็มไปด้วย สติปัญญาแล้ว มันเป็นสติปัญญาอันไหน? เป็นสติปัญญาเดิมๆ หรือ สติปัญญาที่เพิ่งศึกษาเล่าเรียน. เราจะตอบตามวิธี ตามหลักของธรรมะว่า สติปัญญาเดิมก็แล้วกัน, สติ ปัญญาเดิมที่เป็นคุณสมบัติของสติปัญญามาตั้งแต่ต้น. ถ้าไม่เข้าใจผมจะว่าให้ฟัง จะ ย้ำอีกหน มันจะปนกันยุ่งหมด. เรามีหลักว่า ความว่างจากตัวกูคือความเต็มอยู่ของ สติปัญญา ; สติปัญญาไหน ? สติปัญญาเดิม, เดิมแท้ที่เป็นคุณสมบัติของจิต เมื่อ ว่างจากตัวกู.
น.113 ติปัญญาชนิดที่ว่างจากตัวกู เกือบจะไม่มีความหมายว่า สติปัญญา : คือความที่มันไม่มีตัวกู หรือที่มันไม่อยากจะมีตัวกูนั้นแหละ คือยอดของปัญญา ; ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรกันละ ; แต่เมื่อไม่มีความอยากจะเป็นตัวกูแล้วก็ถือเป็นยอดของ ปัญญา, ก็เลย ถือว่าเป็นสติปัญญาเดิมของจิตตามธรรมชาติ. ในการศึกษาเล่าเรียน ต้องอาศัยหลักที่ว่า จิตนี้เป็นประภัสสร แล้วก็เพิ่งเศร้าหมองเมื่อกิเลสเกิดขึ้นมา, คือถ้ามีความอยาก, นั่นคือกิเลสเกิดขึ้นมาแล้ว ; ถ้าอย่ามีกิเลสเกิดขึ้นมา จิตนั้นก็มี ภาวะประภัสสร. จิตมีภาวะเป็นประภัสสร, ในภาวะประภัสสรนั้นไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกูเลย เพราะความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูนี้ไม่มี มันจึงไม่มีความทุกข์เลย ; เท่านั้น แหละพอแล้ว. ถ้ามีอะไรสูงกว่านั้นอีก ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ; ถ้าหากเดี๋ยวนี้ เราเรียน ศึกษาเล่าเรียน, เรียน ๆ เรียนได้เยอะแยะในโลกนี้ มันก็ไม่ทำอะไรให้มาก กว่านั้นได้ เพราะมันไม่ใช่ดับตัวกู หรือไม่หยุดตัวกูอะไรได้ ; ที่มีปัญญาใหม่ ๆ แบบไหนก็ล้วนแต่เพิ่มตัวกูเท่านั้นเอง. เอาละ, ทีนี้ เราเรียนพุทธศาสนาตรงที่ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ เรียน ๆ เรียน ๆ ปัญญานี้ ก็เพียงช่วยไม่ให้เกิดกิเลส เท่านั้น ช่วยไม่ให้เกิดอุปกิเลสมาครอบงำ จิตประภัสสรเท่านั้น, มันเป็นปัญญาเพียงเท่านั้น คือปัญญาทำลายกิเลสไม่ให้ไปครอบงำ จิตประภัสสร. จิตประภัสสรก็ประภัสสรตลอดกาลไปเลย, ไม่อยากเลย, ไม่อยากที่จะมี ตัวกู - ของกู ; มันไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะเอง. มันคล้ายกับคนบ้าใบ้อะไร คนหนึ่ง ไม่อยากอะไรไปในทางที่จะมีความทุกข์ ; นี้ก็พอแล้ว. ฝ่ายที่เราจะไปเรียนให้มาก มากขึ้น ๆ ให้มีปัญญามากขึ้น ปัญญาชนิดนี้อยู่ ส่วนนอก ไม่ใช่ส่วนที่จะไม่ให้กิเลสไปครอบงำจิตประภัสสร. สิ่งที่เขาเรียกกันว่า ปัญญาๆ นี้ เป็นพวกเจตสิก , ไม่ใช่พวกจิต, มันคือสิ่งที่จะมาเกิดแก่จิต ; การทำปัญญาให้เกิดขึ้น
น.114 ก็คือทำให้เจตสิกที่ชื่อว่าปัญญานี้ เกิดขึ้นเพื่อจะครอบงำเจตสิก ประเภทอกุศลคือกิเลส. เจตสิกนี้มีทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล เมื่อมันเต็มไปด้วยอกุศล มันก็มีตัวกู - ของกู เรื่อย, นั่นแหละคืออุปกิเลสที่เข้ามาครอบงำจิต ให้สูญความเป็นประภัสสร. เมื่อเราบวชเราเรียน เราประพฤติศีล สมาธิ ปัญญามากขึ้น จิตก็มีเจตสิก ประเภทกุศลเพิ่มขึ้น มีปัญญาเพิ่มขึ้นก็เพื่อกำจัดกิเลสออกไป, อย่าให้เข้ามาครอบงำจิต ประภัสสร. ที่นี้ในจิตประภัสสรมันก็ไม่มีตัวกู - ของกูอยู่แล้ว, ฉะนั้นมันก็พอแล้ว. อย่าไปต้องการอะไรมากกว่านั้น ให้สวยให้งาม ให้หรูให้หราไปกว่านั้น มันก็พอแล้ว, แล้วจะไม่มีความทุกข์. มันพอแล้ว ก็คือมันไม่มีทางที่จะเกิดความทุกข์ ; ที่ไป ทำให้มันหรูหรา สวยงามขึ้น ก็ไม่จำเป็น, เพราะจะย้อนวกไปหา พวกความเศร้า หมองอีก. การที่บางคนหรือบางหมู่ เขาเรียกว่า "จิตเดิมแท้" นั้นพอแล้ว ; หมายความ อย่างนี้ ก็ถูกของเขาเหมือนกัน. หน้าที่เพียงแต่จะให้จิตเดิมแท้เป็นอยู่ ในสภาพ เดิมได้ตลอดกาลนี้ เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำ ; คือจิตเดิมแท้ มันไม่ดำรงความเป็น เดิมแท้ไปได้ตลอดกาล เพราะมันมีอะไรมาครอบงำ จิตเดิมแท้ ให้กลายเป็นจิตใหม่, ประกอบด้วยของใหม่คือกิเลส. เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เลยว่า : เต็มอยู่ด้วยสติ ปัญญานั้นคือปัญญาเดิมแท้ อันเป็นคุณสมบัติประจำของสิ่งที่เรียกว่าจิต คือ ความเป็นประภัสสรของมัน ซึ่งมีรัศมีบริสุทธิ์. เปรียบเทียบทางวัตถุ กันลืมสักหน่อยก็คือว่า อย่างเช่นวัตถุที่มันมี ประภัสสร เช่นเพชรเป็นต้น, รัศมีของเพชรนั้น คือประภัสสรนั่นเอง ; ดังนั้นในสิ่ง ที่เป็นเพชรจริง ๆ มันก็มีประภัสสร. ทีนี้เมื่อมีประภัสสรไม่ได้ ประภัสสรมันแสดง ออกมาไม่ได้ เพราะมันมีความขรุขระ ความสกปรกอะไรหุ้มเสีย ; ดังนั้นเขาก็ กันเอา
น.115 ส่วนนั้น ๆ ออกไปเสีย ; ความเป็นประภัสสรมันก็จะแสดงออกมาตลอดกาลได้. จิตนี้ก็เหมือนกัน หน้าที่ของเราก็คืออย่าเกิดตัวกู - ของกูขึ้นมา จิตก็ฉลาดอยู่ ตามเดิมเท่าเดิม ; เท่านั้นก็พอแล้ว. ฟังดูไม่น่าเชื่อ, แล้วดูจะยังโง่ที่สุดเพราะ ไม่ได้เล่าเรียนอะไรเลย ; แต่เสร็จแล้วก็พอแล้ว สำหรับที่เราจะไม่ได้มีความทุกข์. ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือว่า คำพูดที่พูดอยู่มันทำพิษ อะไรก็ พูดว่าจิตกันทั้งนั้นเลย. เอาตั้งแต่อบรมจิตเลย ซึ่งนี้ก็เป็นคำพูดภาษาของคนไม่รู้ภาษาคนนั่นแหละ อบรมจิตนั้นก็คือ อบรมสิ่งที่มันเนื่องอยู่กับจิต; ให้มีสิ่งดี ๆ ฉลาด ๆ ขึ้น และมันก็ ประกอบกับจิต หรือผสมกับจิตที่เป็นจิตดีจิตฉลาดแต่เดิมนั้น. แม้นี้ก็เป็นจิตใหม่ ; แต่ว่าความฉลาดที่เกิดขึ้นนี้ จะช่วยกีดกันส่วนที่เป็นกิเลสออกไป; อย่ามาแตะต้องจิต จิตอบรมจิตเพื่อให้มันกันอะไรออกไป; อย่ามาแตะต้องจิตนี้ ; นี้ฟังยากหน่อย. ตัวจิตแท้ ๆ นั้นเราอบรมมันไม่ได้ ; เพราะมันมีอะไรของมันครบบริบูรณ์ เป็นประภัสสร ; ส่วนที่เราอบรมต่อสู้ฝึกฝนนั้น มันคือส่วนเปลือกผิวนอก คือพวก เจตสิก. เพราะฉะนั้นเราควรแก้ไขส่วนที่เป็นเจตสิกให้สูญไป, ให้หมดส่วนที่เป็น มิจฉาทิฏฐิซึ่งเป็นฝ่ายผิดฝ่ายอกุศล ; ให้เหลือ, ให้เกิดขึ้นมา, ให้ปรากฏอยู่แต่เจตสิก ฝ่ายที่เป็นกุศล. ทีนี้ เมื่อเกิดฝ่ายกุศลขึ้นมา ก็ต้องเป็นกุศลจริงๆ คือสูงขึ้นไปจนถึง มีปัญญาว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น. ถ้ากุศลมันเดินผิดทาง มันก็อยากมีกุศล ชนิดที่อยากดี อยากเด่น อยากอะไรอย่างนั้น ; มันก็ไปยึดในกุศลซึ่งไม่เป็นกุศลหรอก แต่เขาก็เรียกกันว่ากุศล. ทำบุญทำกุศลเพื่อตัวกู - ของกูจะได้เกิดสวยเกิดรวย ; นี่มัน
น.116 ก็เป็นกุศลอีกชนิดหนึ่ง. ถ้าเป็นกุศลจริง ก็หมายความว่า จะต้องเป็นกุศลที่ ตัดความยึดมั่นถือมั่นนี้เสีย. ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นอกุศลเจตสิกมาบังจิต ประภัสสร ให้เป็นจิตเศร้าหมอง; นั่นคือ เท่าที่เราจะทำได้ ก็คือทำให้สิ่งที่จะมา ทำลายสิ่งที่จะมาครอบงำจิตนั้นออกไปเสียให้ได้ ควรจะพูดอย่างนี้แต่เราไม่พูด, ไปพูดว่าอบรมจิต นี้แหละก็เลยกลายเป็นว่า การบัญญัติความหมายของคำว่า "จิต" ต่างกันมาก ในระหว่างคนหมู่หนึ่งกับคนอีกหมู่หนึ่ง ; แม้ที่เป็นพุทธบริษัทด้วยกันนี้. ดังนั้นพุทธบริษัทด้วยกันจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง. เรื่องเกี่ยวกับจิต จะทำกับจิตอย่างไร, จะจัดการกับจิต อย่างไร, นี้แหละพูดกันไม่รู้เรื่อง. เมื่อพูดกันได้หลายแง่ดังนี้ ก็เพราะภาษามันทำพิษ ; จะพูดอย่างไร ต่อไปให้คุณไปคิดเอาเองก็แล้วกัน. ผมจะพูดแต่ว่า ถ้าเรา ถือหลักในพระไตรปิฎก จิตนี้ประภัสสร เพิ่งเศร้าหมองเมื่อกิเลสเกิดขึ้น; ก็ให้ถือว่าจิตนี้มันพอของมันอยู่ ในตัว, มีความเป็นประภัสสรอยู่ในตัว เราจงไปจัดการกับสิ่งที่จะครอบงำจิต ประภัสสรเถอะ, ไม่ต้องไปจัดการกับจิตประภัสสรนั้น, แต่คนทั่วไปเขาเรียกว่า อบรมจิต ๆ ไม่รู้ว่าจิตไหน มันก็เลยต้องเป็นจิตใหม่. แท้จริงจิตเดิมไม่ต้องไปอบรม มัน เพราะมันสมบูรณ์อยู่ในตัว. ส่วนที่ต้องอบรมก็หมายถึงจิตโง่ ๆ จิตเขลา ๆ จิตที่ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลสนที่จะต้องอบรมมัน จะต้องย่างไฟมันให้มันหมดกิเลส. นี่แหละตัวอย่างของภาษา คือพูดกันไม่รู้เรื่อง : พวกหนึ่งพูดว่า จิตเดิม แท้มีประภัสสรอยู่แล้ว ; พวกหนึ่งขึ้นชื่อว่าจิตแล้วยังไม่ประภัสสร ยังไม่บริสุทธิ์ได้ ยังต้องค่อยขูดค่อยลอกค่อยอบรม ค่อยสร้างอะไรขึ้นมา ; เพราะฉะนั้นเราอย่าเถียง
น.117 กันในเรื่องนี้ดีกว่า แต่ให้รู้ไว้ว่าภาษาทำพิษทำให้เราพูดกันไม่รู้เรื่อง เป็นอุปสรรคที่มี อยู่ในคำพูดที่เราใช้พูดกันอยู่เอง. การอบรมจิตก็ แก้ปัญหาตรงไปยังการกระทำนั้น คือกระทำโดยวิธีที่จิตจะ ไม่เกิดตัวกู - ของกูก็แล้วกัน จะเรียกว่าอบรมจิตหรืออบรมอะไรก็ตามแต่ ; แต่การ กระทำนั้นต้องกระทำให้ถูกเทคนิคของธรรมชาติ ในลักษณะที่ความสำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู - ของกูจะไม่เกิดขึ้นครอบงำจิต, แล้วจิตก็จะสมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญา, ซึ่งเป็น คุณสมบัติเดิมแท้ของมัน. เป็นอะไรแท้ ๆ ก็ต้องมีความเป็นประภัสสรซ่อนอยู่ในนั้น ; เราจะไปสร้างรัศมีให้เพชรคงเป็นไปไม่ได้, แต่เราทำให้ปรากฏออกมาได้. เพราะ ฉะนั้น ผมจึงบอกว่า ความว่างจากตัวกูนั้นแหละคือความสมบูรณ์แห่งสติปัญญา. เมื่อใด ใครก็ตาม ว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู. เมื่อนั้นเขามีปัญญา เดิมแท้อยู่เป็นอย่างน้อย, ปัญญาใหม่ ๆ มีมาเท่าไรมันก็ช่วยอะไรไม่ได้. มันไม่ต้อง การอะไรมากกว่านั้น, มันต้องการเพียงความไม่มีตัวกูเท่านั้น. เพราะฉะนั้นจะเรียน เรื่องโลกมากสักเท่าใด, หรือเรียนเรื่องพระไตรปิฎกให้มากออกไปอีกสักเท่าใด มันก็ ไม่ช่วยได้มากกว่านั้น ; เพราะมันต้องการเพียงความไม่มีตัวกูเท่านั้น. ความไม่มีตัวกูนั้น เราได้พูดกันแล้ววันก่อน ว่ามี ๓ ระดับ : ความไม่มีตัวกูโดยบังเอิญ, ความไม่มีตัวกูโดยเราควบคุมมันไว้, และความ ไม่มีตัวกูโดยที่มันหมดกิเลสจริงๆ, ซึ่งมีเพียง ๓ ระดับ. จะเป็น ความไม่มีตัวกู ระดับไหนก็ตาม ย่อมสมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญาเดิมแท้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่ามัน รู้สึกบ้างไม่รู้สึกบ้าง, ไม่มีความรู้จักสิ่งนั้นบ้าง. เช่นว่าเราเข้ามาในที่อย่างนี้ เพราะ ธรรมชาตินี้แวดล้อมจิตให้หยุด. จิตหยุดตัวกู - ของกูเสียได้ มันไปตื่นเต้นกับธรรมชาติ
น.118 ที่เยือกเย็นนี้ ; เพราะฉะนั้นจิตก็พลอยเยือกเย็นไปขณะหนึ่ง ไม่ทันยึดมั่นถือมั่นความ เยือกเย็นนี้. เมื่อจิตก็มีความเย็น เป็นความว่างจากตัวกู และสมบูรณ์อยู่ด้วย สติปัญญา คือมันก็เท่านั้นเองไม่มากกว่านั้น. สติปัญญานี้จึงไม่เป็นปัญญาที่ต้อง ศึกษาเล่าเรียนอบรมอะไร เหมือนที่เราไปปลุกปล้ำทำกันมากมาย, มันเป็น สติปัญญาของธรรมชาติเดิมแท้ ซึ่งมีอยู่แก่สิ่งที่เรียกว่าจิต ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ควร จะเรียกว่าจิต หรือมโนทำนองนั้น. มโนธาตุ วิญญาณธาตุ จิตธาตุ อะไรก็ตามก็เรียกว่าเป็นธาตุ เป็น element อันหนึ่งเหมือนกับสิ่งอื่น ๆ. ถ้า วิญญาณธาตุ ก็แปลว่ารู้วิเศษ, ถ้า มโนธาตุ ก็แปลว่ารู้, จิตธาตุ ก็แปลว่ารุ่งเรือง, เพราะคำว่าจิตนี้แปลว่ารุ่งเรือง ; หรือบางทีก็แปลว่า คิดนึกได้ เป็นสิ่งที่รู้สึกได้. แต่ที่แท้นั้นแปลว่ารุ่งเรือง ตรงกับคำว่าวิจิตร, วิจิตรที่ แปลว่ารุ่งเรือง ภาษาบาลีจะมีแต่จิตเฉย ๆ. เพราะฉะนั้นจึงสรุปความว่า จิตที่ว่าง จากตัวกูสมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญาเดิมแท้ของจิต, ปัญญาใหม่ ๆ นั้น จะอบรมกัน เท่าไรก็ไม่ทำอะไรมากกว่านั้นได้, จะทำได้ก็เพียงแต่ว่าช่วยให้เราทำลายกิเลส ได้เร็วเข้า ถ้าเราศึกษาพระไตรปิฎก เรียนศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติอย่างมากมาย ก็ช่วยให้เร็วเข้า ในการที่จะขจัดกิเลสออกไป เพื่อได้จิตเดิมแท้ประภัสสรถาวรมา โดยเร็ว ; เพราะว่าทำลายสิ่งที่จะมาห่อหุ้มจิตนี้ให้หมดไป. นี่แหละผมมีความหวัง มีความประสงค์อยู่ส่วนหนึ่งก็คือว่า ที่พูดนี้ก็เพื่อให้ ทุกคนรู้ว่า เรื่องนี้ไม่ยากไม่เหลือวิสัย; ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามธรรมชาติ เรื่องนี้ไม่ยาก เรื่องนี้ไม่เหลือวิสัย ในการที่มนุษย์เรามีการพักผ่อนทางวิญญาณ, ตาม ความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน นี้ไม่ยาก ไม่เหลือวิสัย. ศึกษาดูให้รู้จัก ธรรมชาติของมัน รู้จักทุกอย่างที่เกี่ยวกับสิ่งนี้ให้ดี ๆ ก็จะมองเห็นขึ้นมาเองว่ามันมี ลู่ทางอย่างไร, แล้วก็ไม่เหลือวิสัย. ขออย่างเดียวเท่านั้น : อย่าบุกป่าฝ่าดงเข้าไป ชนิด "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" ซึ่งชาวโลกเขาเรียกว่าสติปัญญาเหมือนกัน.
น.119 ู๙๐ สุญญตาปริทรรศน์ ความรู้ชนิดรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้น ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน, ยิ่งรู้มากยิ่งลำบาก ; ความรู้เช่นนั้นอย่าบุกเข้าไปเลย. ดูเหมือนว่าพวกเรากำลังจะบุกเข้าไปในความรู้ชนิดนั้น, ในสติปัญญา ชนิดที่ไม่จริงไม่แท้ มันก็ทำให้เนิ่นช้า แล้วก็มองย้อนหลังจะเห็นว่าเหลือวิสัย ; แล้ว มันเตลิดเปิดเปิงไปยังทิศตรงกันข้าม ซึ่งมีแต่สิ่งยั่วให้เกิดตัวกู - ของกูทั้งนั้น. เพราะ การที่คนเราจะบุกเข้าไปสู่ความรู้มากจนท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้น จะเป็นเรื่องตัวกู - ของกูทั้งหมด, ไม่มีเรื่องที่ถูกต้องตรงจุดหมายนี้เลย ; มีแต่ต้องระวัง สิ่งที่เรียก ว่าสติปัญญา ต้องให้มันถูกต้อง แล้วก็ ให้มันพอดี. เรื่องของธรรมชาติแท้ ๆ มันไม่ต้องทำอะไรมาก ; จะศึกษาเล่าเรียน ให้มากเท่าไร ก็ต้องให้มาช่วยในการที่หยุดตัวกู - ของกู, หยุดกิเลสที่จะครอบงำ จิตเป็นตัวกู - ของกู, ถ้าเราไปเรียนที่มันส่งเสริมตัวกู - ของกู หรือว่าไปเรียนปม ที่ยุ่งไปหมดไม่รู้จักสิ้นสุดแล้ว มันก็คงจะไม่ได้อะไร, บางทีก็จะตายเสียก่อนแต่ที่จะ ได้อะไรที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. สรุปความไว้กันลืม ไปคิดนึกดูเองต่อไปใหม่ว่า ความว่างจากตัวกูคือ ความสมบูรณ์ แห่งสติปัญญา จะเต็มอยู่แห่งสติปัญญา, จิตที่ว่างจากตัวตามแบบ ที่ถูกต้องนั้น คือจิตที่เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา เหมือนกัน. พอกันทีสำหรับวันนี้ มันมืดแล้ว.
Buddhadasa