Buddhadasa.org

ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นสติปัญญาสุดยอดอยู่ในตัวของมันเอง

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.120 วันนี้จะได้พูด ในหัวข้อที่ว่า " ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นสติปัญญาสุดยอด อยู่ในตัวของมันเอง" ; เราได้พูดกันมาตามลำดับ ล้วนแต่เพื่อให้เข้าใจ เรื่อง "ความมีจิตว่างจากตัวกู- ของกู ซึ่งเป็นความพักผ่อนทางวิญญาณ" วันนี้เรา เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็ย้ำอีก ครั้งหนึ่งในส่วนที่ว่า เป็นสติปัญญาที่สูงสุดอยู่ ในตัวมันเอง ผมได้พิจารณาดูแล้วเห็นว่า ส่วนนี้ยังไม่เข้าใจกัน หรือว่า ไม่ค่อยจะได้พูดกัน, วันนี้จึงขอพูดซ้ำเพื่อขยายความออก ไปบ้าง. ๙๑

น.121 ครั้งก่อนเราพูดกันเรื่อง "ความว่างจากตัวกู" คือมีจิตว่างจากความสำคัญ มั่นหมายว่าตัวกู - ของกู. ความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกูของกูนั้นเอง เรียกเป็น ภาษาธรรมะ ว่าความยึดมั่นถือมั่น หรืออุปาทาน. ตรงนี้ก็ควรจะสังเกตให้เห็นอีก ตามเคยว่า ภาษาธรรมะหรือภาษาวิญญาณนี้ ยืมคำชาวบ้าน ภาษาวัตถุมาใช้ ; มันจึง มีคำว่า ยึดมั่นถือมั่น. คำว่า "ยึดมั่นถือมั่น" นี้ถ้าเป็นวัตถุก็ถือมั่นด้วยมือ, จับฉวย อย่างมั่นคง อย่างที่คนเขาถือ หรือจับฉวยกันอยู่ ; แต่ทีนี้มันเป็นเรื่องทางจิตทาง วิญญาณ คำว่า ยึดมั่นถือมั่น กลายเป็นความสำคัญมั่นหมายด้วยความคิด. ความ สำคัญมั่นหมายนั้น มันก็อยู่ในพวกความคิด, แม้จะไม่ใช่เป็นตัวความคิดโดยตรง มันก็เป็นพวกความคิด. หมายความว่าตอนที่ไม่ได้คิดนึกอะไรกันแล้ว, คือหมายมั่น ปั้นมือเอาอย่างแน่นแฟ้นว่า เป็นตัวกู - ของกู เรียกว่า "อุปาทาน" โดยภาษาบาลี คือความยึดมั่นถือมั่น. เมื่อใดยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้นจิตไม่ว่าง เพราะมีความยึดมั่นอะไรอยู่, ไม่ว่าง ไม่เป็นอิสระ ไม่ฟรี ; ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เรียกว่ามันว่าง หรือมันฟรี. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ มีหลายอย่าง หลายลักษณะ หลายระดับ ในที่นี้เราจะพูดกันแต่ในทางที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ คือว่าไม่ใช่อันธพาล, พูดภาษาธรรมดา ๆ ทางจิตใจจนกระทั่งถึงขั้นสูงสุด มันก็เหมือนกันกับที่เคยพูดกัน มาแล้วครั้งก่อน ๆ ว่า : ๑. ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะมันประจวบเหมาะ, หรือแม้ขี้เกียจจะ ยึดมั่นถือมั่นในบางคราว เพราะไม่มีอะไรจะให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะมันประจวบเหมาะ อย่างนี้ก็มี ก็เป็นความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นชนิดหนึ่งเหมือนกัน. ๒. ถ้าเรา ทำจิตไปเสียอย่างอื่น คิดนึกอย่างอื่น พิจารณาอย่างอื่นที่ไม่ใช่ เป็นเรื่องตัวกู - ของกู ขณะนั้นก็กำลังไม่ยึดมั่นถือมั่น. ยกตัวอย่างง่ายๆ ขณะเราไป

น.122 คิดเลข มันก็ไม่มีจิตไหนจะมายึดมั่นถือมั่นอะไรเวลานั้น. ถ้าจะมีกรณีอื่นที่ว่าคิดด้วย ความยึดมั่นถือมั่น มันจะกระสับกระส่าย ; นี้เรียกว่าทำไม่เป็น, มีความกลัว มีความ ระแวง มีความกระสับกระส่าย มีความฟุ้งซ่าน, อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่น. คิดเลขหรือคิดอะไรก็ตาม ถ้าจิตเป็นปรกติ ไม่ได้มีความห่วงเรื่องตัวกู - ของกู คิดจน เป็นสมาธิจนลืมทุกสิ่งไปหมดเลย คงเหลือแต่การคิดเลขเท่านั้น ; อย่างนี้ เรียกว่าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอำนาจที่ไปคิดเรื่องอื่นเสีย. ๓. ที่ว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นชนิดหมดกิเลสนั้น คือไม่มีกิเลสเหลืออยู่ สำหรับจะไปยึดมั่นถือมั่น. นี้หมายถึงระดับสูงสุดของบุคคลประเภทที่หมดกิเลส คือ เป็นพระอรหันต์. ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมีไว้ในใจ อย่าเอามาปนกันยุ่ง. เราไป เดินเล่นตามชายทะเล ให้สิ่งแวดล้อมมันดึงจิตใจไปในธรรมชาติ ในความเงียบสงบ ของธรรมชาติ นี่ก็ ลืมตัวกู - ของกูเสียโดยบังเอิญ โดยประจวบเหมาะ ; เรียกว่าเรา ไม่ได้ทำ ไม่ได้พยายามอะไรเลย. ถ้าเราพยายามทำให้จิตเป็นปกติเสียโดยวิธีที่ฉลาด, ความยึดมั่นถือมั่นก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ไม่ใช่หมดกิเลส. อีกอันหนึ่งอันสุดท้าย ก็ว่ามันหมดกิเลส ไม่มีสิ่งที่จะยึดมั่นถือมั่นอะไรต่อไป. นี้ก็มีความสำคัญอยู่ที่ว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นสติปัญญาสูงสุดอยู่ใน ตัวของมันเอง ; บางคนอาจจะคิดไปในทำนองที่ว่า มันหมายถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ของคนที่หมดกิเลสแล้ว มันเป็นสติปัญญาสูงสุดอยู่ในตัวของมันเอง. แต่ผมไม่ได้ หมายความอย่างนั้นเลย ; หมายความว่า เมื่อใดไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะ ชนิดไหนก็ตาม เมื่อนั้นก็เป็นสติปัญญาอันสูงสุดด้วย ; ไม่มีอะไรสูงกว่านั้นแล้ว เพราะมันมีอยู่ในตัวของมันเอง. วันที่แล้วมาก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน แต่กลัวจะไม่เข้าใจชัด จึงแยกพูดเฉพาะ วันนี้อีก เพื่อให้มองเห็น ว่า ขณะใดก็ตามเมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู

น.123 อยู่ในจิตแล้ว จะเป็นของคนชนิดไหนก็ตาม ; ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในจิตแล้ว ก็เรียกว่า เวลานั้นเขามีสติปัญญาขั้นสุดยอด โดยตัวมันเอง. นี่มี ๓ ความหมาย : สติปัญญา, ขั้นสุดยอด, แล้วก็โดยตัวมันเอง. สติปัญญานั้นแยกกันได้คือ : สติ คือความรู้สึก, รู้สึกตัวอยู่ : ปัญญา คือความรู้ข้อเท็จจริงหรือความจริง. สติคือรู้ความรู้ข้อเท็จจริงนั้น โดยรู้สึกตัวอยู่, คือไม่ลืม. มันแจ่มชัดในข้อเท็จจริงเหล่านั้นอยู่ ; นี่เรียกว่ามีสติปัญญาในที่นี้ ในขั้นสูงสุด คือไม่มีสติปัญญาไหนมีค่าเท่าสติปัญญานี้ได้. มันมีได้โดยตัวของมันเอง โดยเราไม่ได้เจตนาจะให้มีสติปัญญา มันก็มีเอง ; เพราะว่ามันมีอยู่ในตัวความไม่ ยึดมั่นถือมั่นนั้นแล้ว. เพราะฉะนั้น แม้แต่ความไม่ยึดมั่นอย่างแรก เช่น ไปเดินเล่น ในป่าแห่งหนึ่ง จิตไม่มีความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา, ไม่ได้คิดนึกอะไรเลยในทางตัวกู - ของกู เวลานั้นเราก็ได้พักผ่อนทางวิญญาณที่สบายที่สุด, จิตว่างจากการรบกวนทั้งหมด. แต่ เดี๋ยวนี้เราไม่ ได้พูดว่าการพักผ่อน พูดว่าสติปัญญา คือความรู้ ที่รู้สึก ตัวอยู่โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก ไม่ต้องรู้ ; มันเป็นสติปัญญาที่ประหลาดที่ไม่ต้องคิด ต้องนึก ต้องศึกษา, มันเป็นสติปัญญาอย่างสูงสุด: สูงสุดเพราะว่าความรู้ทั้งหมดนี้ ไม่มีความรู้ ไหนสูงสุดเท่าความรู้เรื่องไม่มีทุกข์ สิ้นสุดลงแค่ไม่มีความทุกข์. สติ ปัญญาชนิดนี้ ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้อบรม ไม่ได้อะไรก็ได้ในเรื่องนี้ ; แต่มัน เกิดขึ้นเอง โดยที่ว่ามันไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. เมื่อจิตไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว สติปัญญาเดิมตามธรรมชาติของจิตนั้น มันก็จะยังอยู่ ปรากฏอยู่ รู้สึกอยู่ เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; นั่นแหละคือความ ฉลาดที่สุด แล้วก็มีค่าสูงสุด. ปัญญาอื่น ๆ แม้จะเป็นการศึกษาเล่าเรียนอย่างยิ่ง แต่ถ้า เป็นไปกับความยึดมั่นถือมั่นแล้วถือว่าไม่มีค่า ; เพราะว่ามันไม่มีค่าสูงสุด เพราะไม่ได้ ทำความดับทุกข์.

น.124 สติปัญญาชนิดนี้ อาจจะไม่มีใครยอมรับ หรือไม่ยอมเห็นด้วยว่าที่ เรียกว่าสติปัญญา ; แต่เรากลับเรียกว่าเป็นสติปัญญาสูงสุดในตัวมันเอง. เพราะฉะนั้น ความรู้ใหม่ ๆ จึงเป็นพวกความยึดมั่นถือมั่น ; มันเดินกลับไปคนละทาง. นี่ถ้าว่ามัน เป็นความรู้ที่เราเรียนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น และปฏิบัติแล้ว ก็ไม่สูงไปกว่านั้น. ปฏิบัติก็เพื่อ ให้เข้าสู่สภาพอย่างนั้น คือ มีสภาพอย่างนั้นปรากฏออกมาตามที่เรา ต้องการเท่านั้นเอง. เมื่อไรที่เราต้องการ มันมาเมื่อนั้น ความแตกต่างมันอยู่ที่อย่างนี้ แต่ความว่างของมันนั้นเหมือนกัน. สติปัญญาเดิมเราก็ทำได้แล้ว แต่ว่าเราต้องการจะทำให้ได้ตามเวลาที่เราต้อง การ, หรือทำได้ตั้งแต่มีปัญญาที่จะขจัดความยึดมั่นถือมั่นออกไป. เมื่อมันเกิดขึ้น ปัญญามันอยู่ส่วนนี้. มันไม่ได้เพิ่มความรู้อะไรให้อีกแล้ว ในความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น, มันไม่ต้องการความรู้อะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว. ฉะนั้น เราบวชเราเรียน เรียนนักธรรม เรียนบาลี ปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนา ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง คือวิธีที่จะให้เกิดความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ ตามที่เราต้องการ, เมื่อไร ที่ไหน เท่าไรนี้; แล้วมันก็เป็นความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพียงเท่านั้น เพียงไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น. ทีนี้เราไม่นิยม เราไป ตีค่าปัญญาชนิดที่เราศึกษาเล่าเรียนมา ว่ามันสูงไปกว่าความรู้สึกเดิม ๆ ตามธรรมชาติ ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น : นี้ยังไม่ถูกต้อง. สำหรับ กรณีที่เป็นผู้หมดกิเลส ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเลย มันก็ไม่มี ปัญญาอะไรสูงไปกว่านี้อีก จนได้ชื่อว่าเป็นญาณนั้น ญาณนี้ ญาณโน้น มันก็เป็น เรื่องรู้มาตามลำดับ เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น มาสู่สติปัญญาสูงสุด ก็คือความไม่ยึดมั่น ถือมั่นเท่านั้น ฉะนั้นพอเราทำวิปัสสนากรรมฐานอะไรเรื่อยมา บรรลุญาณตามลำดับ ญาณนั้น ญาณนี้ ตามชื่อต่าง ๆ ก็มาถึงญาณสุดท้ายคือ ภาวะของการไม่ยึดมั่นถือมั่น รู้ความไม่ยึดมั่นถือมั่น : นี้มันสุดเพียงเท่านี้ ขอให้ดูดี ๆ ว่ามันสุดเพียงเท่านี้.

น.125 เมื่อมีภาวะความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น มีความหมายเป็นนิพพาน ดังที่ได้ กล่าวแล้ว, ความไม่มีตัวกู - ของกู. ความว่างจากตัวกู - ของกู คือความหมาย ของนิพพาน ; และความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ก็เหมือนกัน เป็นความหมายของ นิพพาน . ถ้าว่าไม่ยึดมั่นเพียงชั่วคราว ก็เป็นนิพพานชั่วคราว, เป็นตทังคนิพพาน. ถ้าเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะ ข่มจิตเอาไว้ ก็ เป็นนิพพานชนิดวิกขัมภนนิพพาน - นิพพานเพราะข่มไว้นี้ มันยังเป็นโลกียะ; แล้วก็เรียกกันตามภาษาที่เขาบัญญัติขึ้น ใหม่ เรียกโลกียะ เพราะมันยังกลับหลังหันไปสู่ความยึดมั่นถือมั่นได้. ถ้ากิเลสไม่มี ความยึดมั่นถือมั่น ขาดสูญโดยประการทั้งปวง เป็นสมุจเฉท นี้จึงจะเรียกว่าโลกุตตระ. ส่วนใดขาดไปส่วนนั้นก็ไม่กลับมาอีก นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ มันก็เป็นนิพพานซึ่งเป็นฝ่ายโลกุตตระไม่ชั่วคราว หรือไม่กลับมาอีก ไม่ยอมกลับอีก และไม่ต้องอาศัยการข่มบังคับ. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นคือภาวะแห่งความมีสติปัญญาสูงสุด ถ้าเล็ง ถึงจิตก็เป็นจิตที่กำลังมีสติปัญญาสูงสุด, ถ้าเล็งถึงภาวะของจิต ก็คือความที่จิตนั้นกำลังมี สติปัญญาชนิดที่เป็นสติปัญญาสูงสุดโดยอัตโนมัติในตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ใน ๓ ระดับที่กล่าวแล้ว. จงจำคำว่า : ประจวบเหมาะ, บังคับไว้, แล้วก็ ขาดสูญเลย, จำไว้ให้ดี ๆ ; ๓ ชนิดนี้เป็นสิ่งที่ต้องสนใจให้เข้าใจจนได้. ถ้าไม่เข้าใจหลักที่ว่านี้ แล้วจะปนกันยุ่งหมด จะเพื่อนจะงง, มันจะเพื่อน แล้วก็จะเลิกความสนใจ จึงย้ำ จึงซ้ำ พูดย้ำเป็นพิเศษ โดยแยกระบุออกไปเป็น ๓ ส่วนว่า : สติปัญญาอย่างหนึ่ง, ชั้นสูงสุดอย่างหนึ่ง, โดยตัวมันเองอย่างหนึ่ง.

น.126 มันยั งมีคำแทนกันได้มาก เช่นพูดว่า : ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ก็ พูดได้ ; ที่นี้เราอาจจะพูดคำธรรมดาที่สุดว่า ความไม่อยากอะไรเลย ความไม่อยากใน สิ่งใดเลย นี้ก็ได้ ซึ่งก็คือใช้แทนคำว่า "ความไม่ยึดมั่นถือมั่น". พูดย้อนหลังกลับไปอีกทีหนึ่ง เรียกว่าความไม่อยากในอะไรเลยนี้ก็เป็นสิ่ง เดียวกันอีก ; เพราะไม่อยากอะไรเลย มันจึงไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดเลย. ความไม่อยากในอะไรเลย เป็นยอดสุดของสติปัญญา, มัน เป็นสติปัญญา สุดยอดโดยตัวมันเอง. ในขณะไหนเราไม่มีความอยากอะไรเลย ลองคิดดูจิตใจใน ขณะนั้น เป็นอย่างไร. เรื่องนี้ผมคิดว่า คงยังไม่เข้าใจกันทั้งนั้นแหละ เป็นปมที่จะต้องพูดกัน โดยละเอียดต่อ ๆ ไปอีก ว่า ความไม่อยากอะไรเลยมีได้อย่างไร. แต่เดี๋ยวนี้ เราจะพูดกันในส่วนที่ว่า ความไม่อยากอะไรเลยนั้น คือ สติปัญญาขั้นสุดยอดอยู่ในตัวมันเอง. ขอให้ทุกคนสังเกตดูว่า เวลาที่เราไม่อยากอะไรเลยนั้นมันเป็นอย่างไร ? มันไม่มีทางจะโง่ เพราะว่าทุกสิ่งมันไม่ควรจะอยาก คำว่า "อยาก" ในที่นี้ หมายถึง อยากด้วยกิเลส ; ประสงค์หรือต้อง การด้วยสติปัญญานั้น มันอย่างหนึ่ง, ประสงค์หรือต้องการด้วยกิเลสนี้ เป็นอีก อย่างหนึ่ง. แต่ ถ้ามันยังเป็นความประสงค์ หรือความอยากแล้ว ไม่ว่าอย่างไหน หมด ยังไม่ใช่ความว่างที่เป็นความพักผ่อนทางวิญญาณ. ถึงแม้ว่าความอยาก หรือความต้องการด้วยสติปัญญานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ให้โทษ ไม่เผาลนมากมาย, หรือถ้าทำให้ ดีแล้ว ไม่เผาลนเลย แม้อย่างนี้มันก็ยังไม่ใช่ความพักผ่อนทางวิญญาณถึงที่สุด ถ้ายัง

น.127 อยากอยู่. เราเพ่งเอาภาวะที่ปราศจากความอยากโดยประการทั้งปวงทุกชนิด, เพ่งเอาเวลานั้นแหละเป็นสติปัญญาสูงสุดในตัวมันเอง. ทีนี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นแก่คนทั่วไปว่า เราจะมี ชีวิตอยู่ได้อย่างไรโดยปราศจาก ความอยาก ? นี่ก็ต้องพูดวกกลับไปว่า คนธรรมดานั้นรู้แต่เรื่องอยาก จึงฟัง ไม่ถูก ; ตอนนี้เรากำลังจะพูดเรื่องที่ไม่ใช่ของคนธรรมดา คือพูดเรื่องที่ว่ามีชีวิต อยู่โดยไม่ต้องมีความอยาก. แน่นอนละ คนธรรมดา เขาก็ว่าพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่มี ทางจะเป็นไปได้, ไม่มีทางจะเข้าใจได้ สำหรับคำพูดที่ว่า มีชีวิตอยู่โดยไม่มีความ อยาก. ถ้าเราต้องบอก หรืออธิบาย มันก็ต้องพูด "ภาษาอะไรก็ไม่รู้" เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเข้าใจกัน ให้รู้กันได้ ว่ามันหมายความว่าอย่างไร. คนทั่วไปพอได้ยินว่า "ว่าง" ได้ยินว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น, มีชีวิตอยู่ โดยความว่าง หรือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือ ไม่อยาก เขาก็ไม่รู้ หรือว่า พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ หรือว่าฟังไม่ถูก. นี่เป็นเรื่องจริง ที่มีอยู่ในเวลานี้. มีคน หลายคนที่เขาบอกตรง ๆ ว่า "อ่านหนังสือของท่านพุทธทาสไม่รู้เรื่อง" มีมากที่สุด เข้าหูมากที่สุด บ่อยที่สุด ; นี่เพราะเขาไม่เข้าใจ "เรื่องอย่างนี้ที่พูดด้วยภาษา อะไรก็ไม่รู้" . เราก็บอกเขาว่า มันต้องพูดด้วยภาษาอะไรก็ไม่รู้นี้เรื่อยไปจนกว่า จะรู้. ถ้าพูดด้วยภาษาที่คุณรู้อยู่แล้ว คือภาษาของคุณ ภาษาของคนที่จะอยากและ ต้องการที่จะยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะพูดกันอีก ในภาษานั้น หรือด้วย หลักเกณฑ์อย่างนั้น. ทีนี้ จะพูดด้วยภาษา ที่จะดึงออกไปเสียจากความคิด ที่ติดอยู่ในโลก ไปสู่ ความไม่ติด, หรือที่เรียกว่า ความอยู่เหนือโลกนี้. ขอให้ดูอีกทีหนึ่งว่า ความอยาก คืออะไร ให้ละเอียดลงไปอีก : ความอยากในพุทธศาสนานั้น เรียกว่าตัณหา หมายถึงอยากด้วยกิเลสเสมอ; แต่ความต้องการตามธรรมชาติที่ไม่เกี่ยวด้วยกิเลส

น.128 เช่นหิวข้าว เขาไม่เรียกว่าตัณหา ; เว้นไว้แต่หิวข้าวนั้น เกิดมีอาการ เป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมา โกรธขึ้นมา หรืออะไรขึ้นมา หรือเป็นทุกข์ขึ้นมา ส่วนนั้นจึงจะเป็นตัณหาเต็มรูป. ถ้าเพียงแต่หิวเฉย ๆ ไม่เกิดวุ่นวายในจิตใจ อย่างนั้นก็ไม่เรียกว่าตัณหา. พระอรหันต์ท่านก็หิวข้าวเป็น ; ไม่ใช่พระอรหันต์หิวข้าวไม่เป็น. แต่ว่า พระอรหันต์หิวข้าวนั้น ก็มีความรู้สึกสักว่า เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ไม่มี ความต้องการวุ่นวายอย่างของตัวกู - ของกู : หิวแล้วไม่ได้กินง่าย ๆ หรือไม่ได้อย่างใจ อย่างนั้นอย่างนี้ ก็โกรธ; หรือว่าความหิวมันเป็นความทรมานอย่างยิ่ง ก็เลยโกรธ ; อย่างนั้นไม่ใช่. เราต้องรู้จักแยกความหิวตามธรรมชาติ ปราศจากตัวกู - ของกู ออกไป ส่วนหนึ่ง. ความหิวที่กลายเป็นความอยาก หรือเป็นตัณหาขึ้นมา เป็นอุปาทาน เป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมา นี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ฉะนั้น ที่พูดว่า เรามีชีวิตอยู่ โดย ไม่ต้องมีความอยากนี้ มันหมายถึงความอยากชนิดที่เป็นตัณหา. อย่ามีความอยากชนิดที่เป็นตัณหา ; แม้มีอาการหิวข้าวขึ้นมา ก็ยังไม่ใช่ ความหิวชนิดที่เป็นตัณหา มันเป็นเพียงความต้องการตามธรรมชาติ. ถ้าหิวแล้วมีสติ สัมปชัญญะ พอหิวข้าว ก็จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องวุ่นวาย กินแล้วมันก็ หายไป. นี้ก็เรียกว่าเราไม่ได้มีความอยาก ไม่ได้มีอยาก. ในกรณีอย่างนี้ก็พูดได้ว่า เราไม่มีความอยาก. เรามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีความอยาก แม้แต่หิวข้าว หรือหาข้าวกิน. แต่ที่เราหิวข้าว แล้วมีความวุ่นวายแห่งตัวกู - ของกู ก็เพราะว่าความอยากของเรา มันหมายถึงอยากด้วยตัณหาอยู่เสมอ. แม้เราจะต้องทำงานตามหน้าที่ของเรา เราก็ทำด้วยสติปัญญา โดยไม่ต้อง ให้กิเลสตัณหามาครอบงำก็ทำได้ ; เรารู้หน้าที่ แล้วก็ทำไป หรือต้องการจะหาเงิน

น.129 ก็พิจารณาให้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ; แล้วก็ทำไป. หรืออย่างที่หิวข้าว ก็รู้ว่าหิว และอย่าให้เกิดตัวกู - ของกูขึ้นมา. นี่เรียกว่า อย่าให้ความอยากชนิดที่เป็นตัณหา เกิดขึ้นมา ; เราก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีความอยากที่เป็นตัณหาเกิดขึ้นมา. ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วมันก็หมดเรื่องไปที่ เพราะท่านสิ้นกิเลสตัณหา ; แม้ท่านต้องการอะไร ก็ต้องการโดยสติปัญญา ทำอะไรก็ทำโดยความรู้สึกในหน้าที่ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วกระทั่งตาย โดยเฉพาะกายท่านไม่ได้ทำอะไรโดยความอยาก คือตัณหา. ทีนี้ เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าเราต้องการประโยชน์จากธรรมะหรือ พระพุทธศาสนา เราก็ต้องทำตามพระอรหันต์ ; อย่าทำเหมือนที่ทำมาแต่เดิม, ที่เคยชิน มาแต่เดิม ; นี้คือ กูทำ กูต้องการ แล้วภูต้องเอามาให้ได้, อย่างนี้ เป็นวิสัย ของชาวโลก เป็นปุถุชนที่เขาต้องอยู่ด้วยความอยาก. เขาต้องมีความอยากเป็นเครื่อง กระตุ้น, ต้องมีกิเลสเป็นกำลังใจเป็นกำลังงาน ; แล้วมันก็เป็นเรื่องของปุถุชน ไม่ต้องพูดกันอีกแล้ว ; เพราะว่าเมื่อเป็นอยู่อย่างนั้นเองแล้ว ก็ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว. เมื่อเราต้องการจะให้ดีกว่านั้น จะได้ ไม่มีทุกข์เลย เราจึงต้องพูดภาษา อะไรก็ไม่รู้ : ว่าอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความอยาก, ทำได้โดยไม่ต้องมีความอยาก, หรือมีอะไรได้โดยไม่ต้องมีความอยาก ; แม้ที่สุดแต่ว่าเราอยากไปนิพพาน. ถ้ามีความอยากไปนิพพานแล้วละก็ ไม่มีหวังที่จะได้นิพพาน เพราะ นิพพานคือความไม่อยาก, ความหยุดอยากโดยประการทั้งปวง. เมื่อว่างจาก ความอยากจึงจะเป็นนิพพาน ในระดับไหนก็ตาม ; นิพพานอยู่กันไม่ได้กับความ อยากที่เรียกว่า ตัณหา. เพราะฉะนั้น ที่เขาพูดว่า "ไม่อยากไปนิพพาน แล้วจะไป

น.130 เอง ๑๐๑ นิพพานได้อย่างไร" ? เราก็บอกว่า ยิ่งอยากไปนิพพาน ยิ่งไม่ได้นิพพาน, เพราะ นิพพานคือความหยุดอยากโดยประการทั้งปวง. ผมจึงขอร้องและเตือนทุกคน ลองสังเกตดูดีๆ ว่า ในเวลาใดที่เราไม่มีความ อยากนั้น เราสบายอย่างไร ? เย็นอย่างไร ? ก็ให้อุตส่าห์สังเกตข้อนี้ ; เรียนธรรมะ จากธรรมะ อย่าเรียนธรรมะจากหนังสืออย่างเดียว เรียนธรรมะจากหนังสือนั้นก็มี ประโยชน์ เพื่อจะไป เรียนธรรมะจากธรรมะโดยตรง, คือไปเรียนจากจิตใจ โดยตรง. ถ้าเราจะ เรียนเรื่องนิพพาน เราก็ต้องเรียนเมื่อจิตใจไม่มีความอยาก, เมื่อจิตไม่มีตัวกู - ของกู, เมื่อจิตไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร จะอย่างชั่วคราวก็ตาม อย่างข่มไว้ก็ตาม ; อย่างหมดเลยนั้นอย่าเพ่อไปพูดถึง เพราะยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์. เมื่อมันไม่อยากอะไรเพราะประจวบเหมาะ, หรือถ้าเราบังคับได้ มันสบายเท่าไร : นั่นแหละจะรู้ได้ว่า นิพพาน คือมันเป็นอย่างนั้น แล้วมัน ไม่มีความอยาก ; เพราะถ้ายิ่งอยากมันก็ยิ่งไม่เป็นนิพพาน, แม้ว่าจะอยากนิพพาน. ฉะนั้น ถ้าสนใจนิพพาน ก็ต้องศึกษาให้รู้ว่ามันคืออะไร ? และก็ต้องการด้วยสติปัญญา, คือมีความต้องการเป็นนิพพาน โดยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, เป็นสติปัญญาแล้วก็ทำไป โดยไม่ต้องอยาก. อย่าไปอยากเข้า, ถ้าอยากละก็เป็นล้มละลายทันที. ต้องไม่อยาก แต่ทำไปด้วยสติปัญญา ; ถ้ามีความประสงค์ก็ประสงค์ตั้งแต่ ทีแรก ด้วยสติปัญญา และก็บัดทิ้งไป, เหลือแต่ทำอย่างไรก็ทำไป. ก็ทำไปด้วย สติปัญญา, ปฏิบัติอยู่เป็นอยู่ด้วยสติปัญญาเรื่อยไป, อย่าให้ความอยากเกิดขึ้น. ถ้าถามว่า เอาอะไรมาเป็นกำลังใจ สำหรับจะบากบั่น หรือขะมักเขม้น ? ก็ เอาสติปัญญานั้นแหละ เป็นเครื่องบากบั่น หรือขะมักเขม้น ; จึงสะอาดดีกว่า

น.131 ที่จะเอากิเลสตัณหามาเป็นเครื่องขะมักเขม้น. ขอให้มีความตั้งใจหรือมีความต้องการ หรือมีอะไรด้วยสติปัญญาไว้เรื่อง; นี้มันเป็นความอยากชนิดหนึ่ง คือ อยากด้วยสติ ปัญญา และความอยากชนิดนี้ มัน จะทำให้ความอยากสิ้นสุดได้ โดยประการทั้งปวง. มันมีสำนวนโวหารที่ทำให้หลงได้อยู่เพียงแห่งเดียวในพระไตรปิฎกทั้งหมด, ที่เป็นคำ ของพระอานนท์จะไปล้อภิกษุณีองค์หนึ่ง หรือตั้งใจอย่างไรก็ไม่รู้ละ แต่พูดว่า "ให้อาศัย ตัณหาละตัณหา" แล้วคำอธิบายก็ไม่มี. พูดแต่ว่า เธอจงอาศัยตัณหาละตัณหา อาศัยความอยากละความอยาก. ผมเข้าใจเอาเองว่า ความอยากที่แรกที่จะอาศัยมันนั้น คือความอยาก ด้วยสติปัญญา ; แล้วก็ไปละตัณหา คือ ตัณหาอันที่ ๒ ตัณหาของกิเลส, ความอยากของกิเลส. อาศัยความอยากของสติปัญญา, ความต้องการของสติปัญญานี้ ทำการละความอยากของกิเลสตัณหาเสีย อย่างนี้มากกว่า. หรือถ้าอธิบายให้ง่ายขึ้น กว่านี้ก็คือว่า ตัณหาที่ต้องละก็คือตัณหากิเลสนั้น เราก็อยากจะละมันเสีย ; โดยคิด ว่าคนอื่นเขาละได้ เราก็ต้องละได้ ก็อยากจะละมันเสีย. นี่เป็นภาษาคน มากที่สุด พูดอย่างภาษาคนมากที่สุด ; แต่ว่ามันมีความหมายทางภาษาธรรมะซ่อนอยู่อย่างลึกที่สุด. "อาศัยตัณหาละตัณหาเสีย" มันไม่ใช่ตัณหาอย่างเดียวกัน. ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เหมือนที่พูดกันและทำกันที่ว่า "หนามยอกเอา หนามบ่ง" , หนามที่มันยอกอยู่ในเนื้อ ; แล้วเอาหนามชนิดเดียวกันจากต้นหนาม มางัดบ่งออกเสียง นี่ถ้าคนสะเพร่าแล้วก็จะเห็นว่าหนามเหมือนกัน ; แต่ที่จริงมัน ไม่ใช่หนามเหมือนกัน. หนามจากต้นไม้ต้นเดียวกัน หนามอันหนึ่งทำหน้าที่ตำเข้าไป ; แต่หนามอันหนึ่งทำหน้าที่งัดออกมา; มันไม่ใช่หนามอย่างเดียวกัน. มันสูญเสีย ความหมายของคำว่า "หนามที่แทงให้เจ็บ" มันกลายเป็น "หนามที่แก้ความเจ็บ" ; โดยเนื้อแท้ มันไม่ใช่หนามอย่างเดียวกันเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันเป็นหนามจากต้นไม้

น.132 ต้นเดียวกัน. อันหนึ่งแทงเข้าไป, อันหนึ่งเอามาเป็นเครื่องมืองัดหนามออก ; ชื่อมัน ยังเป็นหนามตามเดิม แต่ความหมายมันไกลกันลิบ. ไม่ใช่ความอยากอย่างเดียวกันใน ประโยคที่ว่า "จงอาศัยความอยากละความอยากเสีย" ; "อยาก" อย่างคำเดิม แต่ ความหมายมันเปลี่ยนไป .. จงฟังให้ดี ว่า เราสามารถจะอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีความอยาก นั้นเป็นอย่างไร ? มีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขที่สุด โดย ไม่ต้องมีความอยาก มันเป็นนิพพาน อยู่ตลอดเวลา. ขอให้มีแต่ความรู้หรือสติปัญญาว่าต้องทำอย่างไร ? ควรจะทำ อย่างไรจึงจะได้ผลอย่างนั้น ? แล้วก็ทำไปโดยไม่ต้องมีกิเลสตัณหามาเป็นตัวกระตุ้น. ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เราก็ต้องพยายามทำอย่างพระอรหันต์กันในข้อนี้ ; และก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า เราอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความอยาก ไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น. ขอให้พยายามปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันนี้ ให้เป็นไปในรูปนี้ ให้มากขึ้น ; ให้เหลือแต่ ความต้องการด้วยสติปัญญา ซึ่งไม่ใช่ตัณหา ; เพราะไม่ ได้มาจากอวิชชา ตัณหามาจากอวิชชา, โง่, เป็นกิเลส; ส่วนต้องการด้วยสติ ปัญญานั้นมาจากวิชชา : รู้ว่า ต้องทำอย่างไร, อะไรดับทุกข์, อะไรไม่ดับทุกข์ ; เอาความรู้นั้นมาใช้ควบคุม "ความต้องการ" ด้วยสติปัญญา ; อย่างนี้ไม่ใช่ตัณหา การควบคุม "ความต้องการ" นั้น มันเป็นคนละอย่าง. จงหัดมี "ความต้องการ" ด้วยสติปัญญา ; อย่ามีความอยาก ด้วย กิเลสตัณหาในชีวิตประจำวัน ; นี้เป็นหลักทฤษฎีเท่านั้น. พูดง่ายที่สุด แต่ถ้าทำ ก็ยากที่สุด. ถ้าทำวันนี้สำเร็จ ก็เป็นอันว่าหมดเลย ทั้งพุทธศาสนาทำได้หมดเลย, คือทำได้หมดไม่มีอะไรเหลือ ถ้ามีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกเป็นสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อยู่เสมอ.

น.133 การเป็นอยู่ด้วยความระวังสังวรอย่างนั้น ไม่ใช่ว่ามีได้โดยหมดกิเลสแล้ว ; แม้ยังไม่หมดกิเลส, ยังไม่หมดความเคยชินแห่งกิเลส ก็มีได้ ; แต่ว่าเต็มอยู่ด้วยความ ระวัง : มีสติสังวร โดยสติที่รักษาเอาปัญญาไว้ ให้อยู่กับเนื้อกับตัวเรื่อยไป, เขาเรียกว่ามีสติสัมปชัญญะอยู่, ทีนี้มันก็ไม่กล้าที่จะไปอยากนั้น อยากนี่, อยากอะไรเข้า เหมือนที่เขาอยากกันอยู่. ที่เราพูดกันนั้น เรามักจะพูดกันอย่างสะเพร่า ๆ ว่า "อยาก - อยาก" แล้วก็เหมือนกันหมด ; มันจึงเข้าใจไม่ได้ว่าจะอยู่ได้อย่างไรโดย ไม่ต้องอยาก. ทีนี้เรามักเคยชินในความอยากที่เรียกว่า อนุสัย สังโยชน์ นี้ คือความเคยชิน ในความอยาก มี กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ตั้งหลายชนิดที่เป็นความอยาก เคยชินอยู่เป็นนิสัย เรียกว่ามันอยากในสิ่งเหล่านี้อยู่เรื่อย ; แม้แต่นอนฝัน มันก็อยาก ในสิ่งชนิดนี้ เป็นความเคยชิน. ที่จริงต้องพูดว่าเคยชินเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ความเคยชินเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ; แต่ดูแล้วมันเป็นหลายพันหลายหมื่นหลายแสนเปอร์เซ็นต์. มันชินมากเกินไป จนที่จะ ต้องเกิดความรู้สึกอันนี้เสมอไป ไม่ว่าอะไรมากระทบ. กามราคะ ก็อยากในเรื่อง กามารมณ์, รูปราคะ นั้นก็ เรื่องวัตถุ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความอยาก, อรูปราคะ นั้นเป็น นามธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งความอยาก ผมระบุให้ง่ายว่า เรื่องกิน, เรื่องกาม, เรื่องเกียรติ นี้มันมีประโยชน์ ; ถ้าคุณจำได้ ๓ คำ : เรื่องกิน, เรื่องกาม, เรื่องเกียรติ เรื่อง ถาม คือเรื่อง กามารมณ์, เรื่องกิน คือวัตถุล้วน ๆ ยังไม่เนื่องด้วยกามารมณ์, แล้วเรื่อง เกียรติ นั้น เป็น เรื่อง ของนามธรรม เป็นรูปธรรม ที่เป็นที่ตั้งแห่งกามราคะ, รูปราคะ, อรูปราคะ ; สรุปเป็นเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. อย่าดูถูกของ ๓ อย่างนี้ มันกำลังครอบงำย่ำยีจิตใจของเราอยู่ อย่าไปทำเล่นว่ามันเป็นของง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ไป.

น.134 ไปดูใหม่อีกที ไปดูอย่างละเอียดลออ ว่าเราเป็นทาสของมันอย่างไร ? เราเป็นทาสของการกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี่เราเป็นทาสของมัน เท่าไร ? ดูให้ดีไม่มีอะไรอีกแล้ว มันมี ๓ อย่างนี้เท่านั้น : อยากดีอยากเด่นนั้นมัน เป็นทาสของเกียรติ; อยากกามารมณ์ มันก็เป็นทาสของกามารมณ์ ; แล้วก็ยัง อยากได้ วัตถุต่าง ๆ สำหรับกิน เข้าไป, สำหรับมีไว้แขวนตามฝา หรือประดับบ้าน ประดับที่ไหนก็ตาม, มันก็เป็นเรื่องวัตถุ. อันที่จริงกินทางปาก ทางตา ทางหู ทางอะไรต่าง ๆ แบบนี้ ล้วนแต่เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ ; แล้วมันก็ไม่แยกกัน. เรื่องกิน, เรื่องกาม, เรื่องเกียรติ นี้มันสัมพันธ์ไปด้วยกันอยู่ เพราะมันมีบางอย่างเนื่องกัน. อายุเราล่วงมาถึงปูนนี้แล้ว ย่อมพอจะมองเห็นได้ ไม่เหมือนเด็ก ๆ หรือคนหนุ่ม ๆ เกินไป ว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เป็นทาส เป็นบ่าวของกาม กิน เกียรติ สามอย่างนี้กี่มากน้อย ? อันนี้มันเป็นที่ตั้งของความอยาก. ทีนี้เราไม่ยอมให้มันเป็นความอยากชนิดนั้นอีก คือไม่ ต้องเป็นทาสเป็นบ่าวกันอีก ; มีสติปัญญาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ในฐานะเป็นนาย เสียบ้าง เพราะเป็นบ่าวเป็นทาสมานานพอแล้ว. นั่นก็ จะได้ผลที่เราหันหน้ามา ศึกษาพุทธศาสนา สามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่มีความอยาก. พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ จะต้องมีอย่างนี้, เขาว่าผมพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง, และก็ไม่อยากมาอ่านหนังสือชนิดนี้ ; และผมก็ต้อง "พูดภาษาอะไร ก็ไม่รู้" เรื่อยไป จนกว่าเขาจะฟังถูก ว่าอยู่ด้วยสติปัญญา. อย่าอยู่ด้วยกิเลสตัณหา, เราอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความยึดมั่น ถือมั่น.

น.135 เราอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น เราอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความอยาก เราอยู่ได้โดยไม่มีความอยาก เราทำงานได้โดยจิตว่าง ; ทำทุกอย่างได้ด้วยจิตที่ว่าง ไม่มีความอยาก ความอยากในความว่างก็ตาม ในความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ตาม ในความ ไม่อยากก็ตาม ; นั่นก็คือสติปัญญาสูงสุด. ภาวะของสติปัญญาสูงสุดอยู่ที่ตรงนั้น และเมื่อนั้น และก็โดยอัตโนมัติ. ฉะนั้น ขอให้คุณไปทดสอบดู เวลาไหน นาทีไหน ความอยากมีมา ? แล้วเป็นอย่างไร ? พอว่างจากความอยากแล้วมันเป็นอย่างไร ? ทีนี้ก็หัดให้ ขยายเวลาที่มันว่าง ให้มันยาวออกไป ๆ; เวลา ที่มันมี ความอยาก มีความยึดมั่นถือมั่นนั้นให้มันสั้นเข้า ๆ น้อยเข้า ๆๆ จนสักวันหนึ่ง มันจะไม่มีเหลือเลย. เราขยายสิ่งนี้ออก สิ่งโน้นก็หดเข้ามา ตามสัดส่วนของมันโดย อัตโนมัติ ; เรียกว่าฝึกให้มีความรู้อย่างที่ผิดธรรมดา, เพื่อให้คนธรรมดานี้ไปสู่ทางที่ ผิดธรรมดา ในทางที่ไม่เป็นทุกข์, ไม่เป็นทุกข์ ไม่ต้องมีความทุกข์นั้นได้ อย่าไปคิด เหมือนที่เราคิดกันโดยมาก พอมีอะไรสะดุดสักนิด แล้วก็ว่าอะไรก็ไม่รู้, อ่านไม่เข้าใจ, ก็เลยไม่อ่านเลย ; ไม่คิดไม่สนใจเสียเลย. ถ้าเข้าใจได้ในเรื่องของพระอรหันต์แล้วละก็ อย่างนั้นไม่ต้องมาพูดกัน ; ส่วนการที่เขายังเข้าใจไม่ได้นั้นก็ เพราะเขาเป็นปุถุชน เข้าใจในเรื่องของพระอรหันต์ ไม่ได้; จึงมองดูไปในรูปที่ว่า อุ๊ย ! ลึกลับ ภาษาอะไรก็ไม่รู้. ถ้าเขาอยาก จะดับ ความทุกข์ของปุถุชน ก็อย่าไปสนใจเรื่องดับทุกข์ของความเป็นพระอรหันต์, เขาก็พอ มีทางที่เขาจะไต่ตามไปได้ก็ตรงนี้ คือดูความทุกข์อันเกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น หรือความอยาก หรือความไม่ว่าง. ทีนี้ อยากจะขอร้องว่าวันคืนล่วงไป หาโอกาส สอดส่องพิจารณาความอยาก หรือความยึดมั่น หรือความไม่ว่างอันนี้ให้มาก ; นั่นแหละคือการทำวิปัสสนา ; ทำอย่างนี้คือการทำวิปัสสนา. พอตกเวลากลางคืนไม่มีอะไรรบกวนแล้ว, หรือแม้แต่

น.136 กลางวันก็ตามแต่, ไม่มีอะไรรบกวนแล้ว ก็สำรวมความคิดความนึกให้มันอยู่ในร่อง ในรอย คือไม่ฟุ้งซ่าน แล้วก็หยิบข้อนี้ขึ้นมาพิจารณากัน ; ดูอยู่-ดูอยู่. มันดูได้ง่าย, เพราะว่ามันเคยมาแล้ว เคยมีความทุกข์ แล้วก็ดูจากทุกข์, ก็ไปพบความยึดมั่นถือมั่น หรือความอยากด้วยความโง่ ; ไม่ใช่ต้องการดับทุกข์ด้วยสติปัญญา ; ดูแต่อย่างนี้จน เกิดความเข้าใจ จนเกิดสลดทางจิตใจ; เขาเรียกว่าคลายกำหนัด. ภาษาธรรมะ เรียกว่า คลายกำหนัด หรือวิราคะ หรือนิพพิทานก่อนก็ได้, จนเกิดความเบื่อหน่าย ขึ้นมา แล้วมันก็คลายออก. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้เรื่องความเบื่อหน่ายหรือคลายออก, มันมุ่งมั่นแต่ที่จะ มีอะไร, จะได้อะไร, เป็นเรื่องกิน กาม เกียรติเสมอ. แม้จะมาบวชพระนี้อย่างดีที่สุด ยังหวังไปในทางเกียรติว่าได้บวช หรือได้ดี ได้สิ่งที่ดี ได้เป็นชั้นดี อย่างนี้อย่างนั้น ; เป็นเรื่องเกียรติชนิดหนึ่งในทางธรรม หรือทางนามธรรม. ความรู้สึกติดในเกียรตินั้นมันทำให้พอใจในสิ่งนี้ ว่าได้บวช, และ ที่บวชก็ ด้วยความหวังจะเป็นปัจจัยให้ ได้สวรรค์ ได้กามารมณ์ ในสวรรค์นั้น ก็มีเหมือนกัน, ที่จะถือว่าบวชเพื่อจะได้วัตถุกินมาก ๆ, ได้ที่อยู่สบาย ๆ ได้เครื่องใช้ไม้สอยสบาย ๆ อย่างนี้มันก็อาจจะมี, แต่ผมเชื่อว่าไม่มีในพวกเรา, และไม่ต้องพูดถึง ; ไม่เกี่ยว กับพวกเรา. พวกเราเป็นอยู่อย่างชนิดที่ไม่ต้องการวัตถุเหล่านั้น ; แต่มันอาจจะมี ในกรณีอื่น หรือคนอื่น. ส่วนที่ต้องระวังก็คือ ความรู้สึกที่ว่า เป็นดีเป็นเด่นใน การได้บวชนี้. ลองคิดดู คุณบวชด้วยอะไร ? เข้ามาบวชด้วยอะไร ? บางทีมันก็จนแต้มจนปัญญาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรอีกแล้ว ก็หาทางออกบวช เสียที เผื่อว่ามันจะได้อะไรที่ดี ๆ ; นี่ก็เรียกว่ามันยังอยู่ในความอยากความต้องการ ชั้นลึกชั้นละเอียด เพราะติดจะยึดมั่นถือมั่นในความดี ในทางที่จะได้ดี. แม้อย่างนี้

น.137 ก็ยังดี ; เพราะมันจะนำไปสู่ขั้นนี้ นำมาสู่จุดนี้ที่สูงกว่าธรรมดา, หรือว่าเป็นโอกาส ที่จะได้ไปต่อไป จนถึงกับว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นในอะไรเลย. อาศัยความอยากมาเพื่อ ทำลายความอยากเสียแล้ว ก็ยังเข้าที่ แล้วก็เป็นความอยากคนละชนิดเสมอ. ถ้าเคย อยากอย่างผิด ๆ ก็ทำเสียให้มันถูก; ถ้าเคยอยากด้วยกิเลสตัณหา ก็มาทำให้เป็น ความต้องการด้วยสติปัญญาเสีย. แม้ว่าเราได้เข้ามาบวชหลายวันแล้ว ถ้าทีแรกมันอยากบวชด้วยกิเลสตัณหา ก็มาทำเสียใหม่ ให้กลายเป็นความต้องการของสติปัญญา จึงได้มาบวช, กำลังบวชอยู่ แล้วก็พยายามทำต่อไป. เพื่อให้สิ่งนี้มันเป็นไปถึงที่สุด ก็พยายามทำความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องที่ผมพูดซ้ำลงไปอีกว่า ให้ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ คือภาวะแห่งสติปัญญา เป็นความมีสติปัญญาขั้นสูงสุดอยู่ในตัวมันเอง. ขอให้ วันคืนที่ล่วงไป ๆ ด้วยความว่างจากความยึดมั่นถือมั่น, ว่างจาก ความอยากที่เรามักเรียกกันว่า ว่างจากตัวกู - ของกู, นี่คือการทำวิปัสสนาที่แท้จริง ชนิดเต็มที่. ถ้าจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า กำลังเดินตามพระอรหันต์อย่างเต็มที่ เพื่อจะได้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างพระอรหันต์ พอพูดถึงพระอรหันต์ เดี๋ยวก็จะเกิดความอยาก ความยึดมั่นถือมั่นในความ เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาอีก ฉะนั้นจึงไม่ค่อยพูด หรือถ้าพูดก็ต้องระวังกันมาก อย่าให้ไป เกิดความยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องเด่นในความเป็นพระอรหันต์ ; ให้รู้จักไว้ว่าพอเป็น พระอรหันต์ก็หมายความว่า หมดตัวกู - ของกู หมดความอยาก หมดอุปาทาน, ว่างจากสิ่งเหล่านี้หมดทุกอย่าง มันก็จะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น. เดี๋ยวนี้ กำลังยึดมั่นถือมั่น ในพระอรหันต์ ในนิพพาน ในอะไรกัน มากเต็มที่ ; แล้วก็ไม่รู้ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร และหวังเต็มที่ ยึดมั่นเต็มที่ อะไรเต็มที่ เสียสละกันอย่างมาก มายก็เพื่อสิ่งนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าอะไร รู้แต่ว่ามันดีที่สุด หรือว่าวิเศษที่สุด. ถ้าเป็น

น.138 อย่างนี้ ก็คือความยึดมั่นถือมั่นในความอยาก, ที่กำลังเป็นหนามยอกอยู่เสมอ, ไม่ใช่ หนามที่เราบ่ง ไม่ใช่หนามที่ใช้บ่ง เหมือนกับเราฝั่งหนามเข้าไปอีก ไม่มีการบ่งหนาม. ขอให้พยายามจับใจความให้ ได้ว่า มันอยู่ที่เรื่องนี้เรื่องเดียว, คำเดียว, คำพูดคำเดียว คือ "ความยึดมั่นถือมั่น" ; และอีกคำหนึ่งก็คือ หมด หรือไม่ยึดมั่น ถือมั่น. คำแรกก็คือ "ยึดมั่นถือมั่น", คำที่สองก็คือ คำเดียวกัน คือว่า "ไม่ยึดมั่น ถือมั่นหมด". ขั้นสุดท้ายเป็นการบรรลุถึงผลสุดท้ายตามวัตถุประสงค์, อันสุดท้าย อยู่ที่นี่. เมื่อยังไม่ถึงระดับนี้ ไม่ถึงขั้นนี้ ก็พยายามจะเป็นอย่างนี้ พยายาม เป็นอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น, พยายามหดความยึดมั่นถือมั่น, แล้วขยายความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ลองทำสถิติ หรือทำอะไร ดูว่า วันหนึ่ง ๆ เรายึดมั่นถือมั่นมากเข้าหรือว่า น้อยลง, หรือเทียบกันระหว่างปีนี้กับปีหน้า, ในปีนี้และปีที่แล้วมาว่ามันมากขึ้น หรือว่าน้อยลง. ถ้าน้อยลงก็แปลว่า ได้ผลลัพธ์ในปีที่บวชนี้ ดีกว่าปีก่อนที่ยังไม่ได้บวช. นี่สำหรับคนบวชใหม่ ซึ่งจะต้องพูดกันต่อไปอีกหลายวัน เป็นเรื่องรีบด่วนของผู้บวชใหม่. เอาละพอกันทีหมดเวลาที่เขากำหนดไว้แล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต