น.139 วันนี้ จะได้พูดถึงความยากลำบาก เกี่ยวกับ ความ กำกวมของภาษา คือว่า เราได้พูดถึงเรื่องบางเรื่องกันมา เป็นเวลาหลายวันแล้ว ; สังเกตเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องรู้ไว้ อีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้นอกไปจากตัวเรื่องที่เราตั้งใจจะพูด ; แต่ว่ามันก็มีความสำคัญไม่แพ้ตัวเรื่อง เพราะมันเกี่ยวกัน อยู่อย่างสนิทสนม รวมทั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่ตัวเรื่องด้วย ; สิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่อย่างนี้ คือเรื่องภาษาที่เรากำลังใช้พูด และฟังกันอยู่นี่เอง ; จึงอยากจะชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงอันนี้ หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุเกี่ยวกับภาษา. จะยกตัวอย่างด้วยคำที่เป็นหัวข้อเรื่อง ที่เรากำลังพูดนี้เองคือ คำว่า "เรื่อง รีบด่วนทางธรรมสำหรับผู้ที่บวชใหม่" คำว่าทางธรรม, ซึ่งก็ยังมีคู่กันกับทางวินัย ; ๑๑๐
น.140 เป็นเรื่องรีบด่วนทางวินัยนั้นเรื่องหนึ่ง, ที่เป็นเรื่องรีบด่วนทางธรรมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ กว่านั้นก็มีอีกเรื่องหนึ่ง. อยากจะให้เห็นความลำบากเกี่ยวกับภาษา; สำหรับคำ ๒ คำนี้ คำหนึ่งเกี่ยวกับธรรม, คำหนึ่งเกี่ยวกับวินัย. สำหรับภาษาบาลีแท้ ๆ คำว่าธรรมหรือวินัย ใช้คำว่า "ธรรม" เหมือนกันหมดไม่ว่าอะไร ; แต่แล้วก็แยกธรรม นั้นออกเป็นเรื่อง ๆ ไป ให้ชื่อต่าง ๆ กันไป. เมื่อเราพูดว่า "ธรรมและวินัย" นี้ก็ คือธรรม : วินัยก็คือธรรม, ธรรมก็คือธรรม, ธรรมะและวินัยก็คือธรรม. วินัยก็หมายความว่า ธรรมที่บัญญัติขึ้นโดยผู้นำคือพระศาสดา เพื่อให้เกิดความ เหมาะสมและสะดวกแก่พระสาวกในการที่จะเข้าถึงธรรม. ส่วนสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมแท้ ๆ นั้นพระองค์ทรงแสดงตามความจริง เป็นจริงอยู่อย่างไรตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น จงจำคำกิริยา ๒ คำไว้ด้วย สำหรับธรรมใช้คำว่า "ทรงเปิดเผยหรือทรงแสดง" แต่สำหรับวินัยใช้คำว่า "ทรงบัญญัติ". นี่แสดงชัดอยู่แล้วว่าธรรมะนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติอย่างวินัย แต่ ทรงทราบกฎธรรมชาติตามที่เป็นจริงอย่างไรแล้วนำมาแสดง นำมาเปิดเผย ; ส่วน วินัยนั้นทรงบัญญัติ ทรงแต่งตั้งขึ้น ตามความประสงค์ทำนองมนุษย์บัญญัติ ; ธรรมมะ นั้นธรรมชาติบัญญัติไว้เอง เสร็จแล้ว. ทีนี้มนุษย์บัญญัติ, อย่างพระพุทธเจ้าบัญญัตินี้ มันจึงไม่ตายตัว หรือไม่เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับธรรมที่ธรรมชาติบัญญัติเอง. ดังนั้นวินัยในศาสนา ของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน, ไม่เท่ากัน. พระพุทธเจ้าบางพระองค์ไม่บัญญัติ วินัยเลยก็มี ดังที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นเอง ; พระพุทธเจ้าวิปัสสี สิกขี หรือ ติสสา ไม่บัญญัติวินัยเลย. สาวกก็อยู่ตามสะดวกตามชอบใจ เป็นเหตุให้ศาสนานั้น อันตรธานเร็วเกินไป จะไม่ถึง ๕,๐๐๐ พรรษา; เพราะไม่มีการบัญญัติวินัยให้เป็น การควบคุมหมู่คณะไว้ในลักษณะที่แน่นแฟ้นมั่นคง.
น.141 พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงบัญญัติวินัย เพื่อความตั้งมั่นแห่งคณะสงฆ์ เพื่อศาสนานั้นจะอยู่ยืนยาวได้ ตามที่มันจะยืนยาวได้เพียงไร. แต่ก็อย่าลืมว่า สิ่งที่ บัญญัตินี้ บัญญัติตามเหตุที่เกิดขึ้นเรื่อยไป. ถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงมีอายุยืนยาวต่อไป อีกสัก ๕๐ ปีก็คงมีวินัยเกิดขึ้นอีกมาก. ในตอนแรก ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ; ภิกษุแม้ที่เป็นพระอรหันต์ ก็ทำอะไรตามที่เคยทำเช่น ฉันอาหารเมื่อไรสะดวก ก็เมื่อนั้น อย่างนี้เป็นต้น. เราก็จะเห็นได้ เป็นตัวอย่างได้ เช่นว่า ไม่ให้ฉันอาหารหลังเที่ยง ไปแล้ว; นี่เป็นเรื่องบัญญัติ ถ้าไม่ได้บัญญัติ ไม่ได้มีการห้ามแล้ว ก็มีการฉันตาม สะดวกได้อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องของวินัยนั้นบัญญัติก็มี ไม่ได้บัญญัติก็มี, บัญญัติเฉพาะเวลา เฉพาะถิ่น เฉพาะเรื่อง ก็มี ; ส่วนธรรมชาติไม่ใช่อย่างนั้น ธรรมชาติมันมีกฎอะไร ที่ตายตัวตลอดกาลอย่างเดียวกันหมด. ฉะนั้นจึงต่างกันระหว่างสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" กับสิ่งที่เรียกว่า "วินัย". เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ทุกวัน ๆ, พูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรม ซึ่ง ธรรมชาติบัญญัติเอง พระพุทธเจ้าเพียงทรงแต่นำ ความลับนี้มาเปิดเผย มาแสดงให้ทราบ. ทีนี้ก็จะมาถึง ความกำกวมของภาษา ซึ่งได้มีอยู่ในวงการศาสนา ของเราเวลานี้ คือความปนเปกันยุ่ง ระหว่างคำว่า"ธรรม" และ"วินัย". ใจความสำคัญที่จะต้องจับฉวยให้ได้ก็คือ การบัญญัติวินัย ; ฟังให้ดี, ก็เพื่อ สนับสนุนการเข้าถึงธรรม. คุณฟังให้ดี; การบัญญัติวินัยก็เพื่อสนับสนุนการเข้า ถึงธรรม ซึ่งเป็นของธรรมชาติ ดังนั้น จะบัญญัติเอาตามความชอบใจไม่ได้, เข้าใจกันเองนักก็ไม่ได้ มันก็ต้องให้คล้อยตามหลักธรรมชาติ เพื่อให้เข้าถึงธรรมหรือ ธรรมชาติได้ง่าย.
น.142 การบัญญัติวินัยนั้นบัญญัติขึ้นเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงธรรม เหมือนการ เตรียมตัว เพื่อเข้าถึงธรรม ก็ต้องมีเจตนารมณ์ที่ไปทางเดียวกัน จะแตกแยกกันไม่ได้ ; ถึงแม้ว่าคนจะบัญญัติวินัย ก็ต้องบัญญัติให้คล้อยไปตามเจตนารมณ์ของธรรมชาติ ซึ่ง ไม่ใช่คน. วินัยต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นอย่างมากมายนั้น เราต้องเล็งถึงความประสงค์ ให้พบ จุดที่ส่งเสริมให้มีการเข้าถึงธรรม และปฏิบัติให้ถูกตามนั้น ; อย่าไปเอาตามตัวหนังสือ จนเกินไป มันจะกลายเป็นความงมงาย. สิ่งที่เราเรียกว่าธรรม, ที่เราสมมุติเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าธรรม, ก็ยังมีบาง ข้อหรือบางส่วนซึ่งคล้ายกับวินัย, แปลว่าเป็นเรื่องให้ปรับปรุงตัวในเบื้องต้นเพื่อเข้าถึง ธรรมอันแท้จริงเหมือนกัน หากแต่ว่าไม่บังคับ. ธรรมนั้นไม่มีการบังคับ ให้ต้อง ประพฤติหรือปฏิบัติ ใครอยากปฏิบัติก็ทำ, ใครไม่อยากก็ไม่ต้อง. ส่วน วินัยนี้ต้อง ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติไม่ได้; เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็ต้องปฏิบัติอย่างวินัยของอุบาสก อุบาสิกา, เป็นภิกษุสามเณร ก็ต้องปฏิบัติตามวินัยของภิกษุสามเณร, ไม่ปฏิบัติไม่ได้ ; มันต่างกันอยู่อย่างนี้ ทั้งที่มันมีเจตนารมณ์อย่างเดียวกัน. การที่จะเข้าถึงธรรมอันสูงสุดนี้ จึงมีคำสอนประเภทธรรมบางอย่าง อยู่ใน รูปของการตระเตรียมเพื่อให้เข้าถึงธรรมเหมือน ๆ กับวินัยเหมือนกัน ; ยกตัวอย่างเช่น . ว่าทุกคนจะ ต้อง สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย รักษาระวังสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย. ใช้คำว่า “ต้อง” แต่อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าวินัย นี้เป็นธรรม ; แต่แล้วก็อาจจะสนับสนุน วินัย หรือเอามาใช้ในส่วนของวินัยก็ได้เหมือนกัน นี่แหละคือข้อที่มันจะปนกันยุ่ง. สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็หมายถึง สำรวมจิตใจที่จะออกมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย. ถ้าเราสำรวมจิตใจได้, บังคับตา หู จมูก ลิ้น กายได้, ก็รักษาศีล รักษาสิกขาบทอะไรต่าง ๆ ได้โดยง่าย. ถ้าศีลสิกขาบทเหล่านั้นเสียไป หรือทำลายไป ก็เพราะว่าบังคับตัวไม่ได้ บังคับจิตใจไม่ได้.
น.143 ขอให้ เข้าใจเสียให้ดี ว่า คำพูดมันมีความกำกวม, คาบเกี่ยวและกำกวม. ธรรมะก็คือธรรม วินัยก็คือธรรม ต่างกันแต่ว่าอันหนึ่งบังคับ อันหนึ่งไม่บังคับ ; อันหนึ่งบัญญัติตามกฎธรรมชาติ อันหนึ่งบัญญัติตามความต้องการของมนุษย์ เพื่อให้ คนที่จะปฏิบัติตามนั้นเข้าถึงธรรมชาติ. ถ้าเกิดถามกันขึ้นมาว่าพระพุทธศาสนานี้ man-made หรือ natural. คุณไป คิดดูเอง. พุทธศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น สร้างขึ้น บัญญัติขึ้น หรือว่าเป็นไปตาม ธรรมชาติ, ตามกฎธรรมชาติ. สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้น ก็รวมอยู่ทั้งธรรมและวินัย จึงจะ เป็นพระพุทธศาสนาขึ้นมาได้ ; เว้นไว้แต่จะถือให้ลึกลงไปในทางภาษาว่าอะไรก็เรียกว่า ธรรม. ถ้าอย่างนั้นธรรมก็คือธรรม วินัยก็คือธรรม, ธรรมที่มนุษย์บัญญัติก็มี ธรรมที่เป็นไปตามธรรมชาติก็มี. ที่พระพุทธเจ้าบางองค์ไม่ทรงบัญญัติวินัยนั้น เป็นการทำผิดอย่างใหญ่หลวง หรือเปล่า ? สำหรับพระพุทธเจ้าไม่มีการทำผิดเลย แต่ว่าการที่ท่านไม่ได้บัญญัติวินัย ขึ้นมานั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน. ท่านแสดงธรรมเปิดเผยในการดับทุกข์สิ้นเชิง ทำกับคนดี ๆ ด้วยกัน, ทำแต่กับคนดี ๆ คนเจตนาดี เจตนาบริสุทธิ์อย่างนี้ ; ส่วน คนทั่วไปท่านไม่รู้ไม่ชี้, ไม่บัญญัติวินัยสำหรับควบคุมหมู่คณะ. นี่ก็ถูกของท่าน เพราะคนที่ปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว ก็บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้ เหมือนกัน. ส่วนเรื่องวินัยนี้คล้าย ๆ กับว่าสำหรับคนที่ดี ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องมีก็ได้, ไม่มีวินัยที่ต้องมีก็ได้. ทีนี้คนย่อมไม่ดีไปทุกคน เช่นเข้ามาบวชนี้ ไม่ได้รู้อะไร หรือว่าไม่ใช่เป็นคน ซื่อตรงต่อตัวเองไปทุกคน. ฉะนั้นต้องมีวินัยควบคุมคนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาดี
น.144 จะเป็นพระอรหันต์ แล้วอย่างนี้ ; ถ้าไม่มีระเบียบวินัยจะรุ่มร่ามที่สุด. เช่นอย่างว่า องค์หนึ่งฉันตอนเช้า องค์หนึ่งฉันกลางคืน องค์หนึ่งนุ่งห่มอย่างนี้ องค์หนึ่งนุ่งห่ม อย่างอื่น ; อย่างนี้ก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน. นั่นแหละเป็นมูลเหตุให้ศาสนาของ พระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ ที่ไม่บัญญัติขึ้นใหม่นั้น อันตรธานไปในเวลาอันสั้น. อันนี้เป็น ความกำกวมที่คุณจะสังเกตเห็นว่า วินัยนี้ไม่มีความจำเป็น ที่จะทำให้คนเป็น พระอรหันต์ได้ ; ถ้าคิดอย่างนี้วินัยกลายเป็นไม่จำเป็นไป. ถ้าไม่มีระเบียบวินัย ศาสนานั้น ๆ ก็อันตรธานไปเร็ว ; อย่างนี้วินัย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งขึ้นมาทันที. เรื่องวินัยนี้ แม้ ไม่เกี่ยวกับศาสนาอันตรธานเร็ว แต่ก็ยังเกี่ยว กับว่าผู้ที่เข้ามาบวช. คนธรรมดาที่เข้ามาบวช อาจจะล้มเหลว หรือ อาจชักช้าเกินจำเป็นไปได้ ; เพราะไม่มีอะไรมาตบแต่ง ขัดเกลาอย่างที่เรียกว่า เตรียมในเบื้องต้นนั้นไม่มี, อย่างที่เรียกว่าโกลนให้เข้ารูปไม่มี. เพราะฉะนั้นวินัย ก็คือเครื่องปรับปรุง หรือโกลนตบแต่ง หรืออย่างที่เรียกว่าขั้นโกลน ๆ ให้คนเหมาะพอ ที่จะรู้ธรรมะ ; แม้เราจะไปปฏิบัติธรรมก็บรรลุโดยเร็ว. นี้มีความกำกวมที่ว่า : ไม่มีวินัยคนก็เป็นพระอรหันต์ ได้ ไม่มีการบัญญัติวินัย คนก็เป็นพระอรหันต์ได้โดยมี วินัยอยู่โดยอัตโนมัติในจิตใจอันบริสุทธิ์นั้น, และวินัยที่เหลือเพื่อ ที่เรียกว่าวินัยในหมู่ คณะก็ไม่มี, ไม่ได้ถือ. นี่ดูความลึกลับที่เป็นมาแล้วแต่อดีต เกี่ยวกับศาสนา เกี่ยวกับ ธรรมะและวินัย เป็นมาอย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนี้ สำหรับพวกชอบ คิด ก็จะถามว่า พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนี้เป็นมาเอง หรือตาม กฎของธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องของมนุษย์บัญญัติขึ้น ? ตอบว่าก็มีเกี่ยวกันอยู่อย่างนี้ แล้วแต่เราจะมองในแง่ไหน. ถ้าพูดถึง เนื้อแท้ ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ก็คือเรื่องธรรม คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น, ธรรม
น.145 ทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นเนื้อแท้และหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา ; อย่างนี้ก็เป็นธรรมของธรรมชาติบัญญัติ. มนุษย์เพียงแต่รู้ แล้วเอามา ทำให้มันสมคล้อยกันเท่านั้นเอง. และพุทธศาสนามีส่วนที่เป็นวินัย คือระเบียบต่าง ๆ ซึ่งมีมากนับไม่ค่อยจะถ้วน. คุณยังเพิ่งบวชยังไม่ค่อยได้เรียน ที่เรียกว่าข้อสำคัญ บังคับไว้คือพระปาฏิโมกข์ที่เราลงกันทุก ๑๕ วันนั้นก็มีถึง ๒๒๗ ข้อ แล้วยังมีปลีกย่อย อีกหลายร้อย จนถึงพัน ที่เป็นเบ็ดเตล็ดต่างๆ นี้เป็นของคนบัญญัติ มนุษย์บัญญัติ เพื่อจะเตรียมคนให้เหมาะสมที่จะเข้าถึงธรรม. รวมกันทั้งสองชนิด : ชนิดที่ธรรมชาติ บัญญัติ และมนุษย์บัญญัติ นี้เราเรียกว่าพุทธศาสนา ตามแบบที่เรากำลังถือ หรือเข้ามา บวชในศาสนา ในลักษณะอย่างนี้ เมื่อกล่าวโดยทั่วไปก็ถือว่าวินัยเป็นรากฐานสำหรับการประพฤติธรรม, เป็นการทำคนให้มีรากฐานดี สำหรับการปฏิบัติธรรมและบรรลุธรรม. ถ้าจะมองให้ ลึกก็ว่า ถ้าคนเป็นคนดีมีใจดี เป็นคนดีมีเจตนาบริสุทธิ์ ก็ย่อมจะทำอะไรถูก อยู่แล้วโดยสมควรแก่การที่จะบรรลุธรรม ; เรียกว่ามีวินัยอยู่แล้ว โดยอัตโนมัติ • โดยไม่รู้สึกตัว พอสมควรแก่การบรรลุธรรม. วินัยข้อปลีกย่อยเหลือเพื่อไปก็ไม่ได้เกี่ยว ข้องกันเลย เช่นจะนุ่งห่มอย่างไร, จะกินอาหารอย่างไร, อะไรมันก็ไม่เกี่ยวกันกับการ บรรลุธรรม. ถ้าเจตนาจะฆ่าเขา จะลักเขา จะประพฤติล่วงเกินของรักของเขา อย่างนี้ จะมีไม่ได้ แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะไม่เคยศึกษาวินัย. สมมุติว่าไม่เคยศึกษาวินัยก็มีไม่ได้ ; ในจิตใจของผู้ที่บริสุทธิ์ ย่อมไม่ทำเสียเอง. อย่างนี้มันก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมไป เสียอีก, ถูกนับรวมไว้ในเรื่องของธรรมไปเสียอีก ; คือว่ามีจิตใจดีพออยู่แล้ว ในการที่ จะไม่ทำสิ่งเหล่านี้. ที่ผมเอามาพูดให้ฟังนี้ นอกจากจะให้รู้จักสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นแล้ว ก็ยัง มีความ ประสงค์พิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือว่า : อย่าไปซักไซ้ ในปัญหาต่างๆ ในแง่นี้มุมนี้
น.146 ให้มากนัก จะทำความเนิ่นช้าแก่การปฏิบัติธรรม. แต่ที่นี้มันช่วยไม่ค่อยจะได้ ; เพราะว่าสมัยนี้เราถูกอบรมสั่งสอน ให้เป็นผู้ใช้มันสมองในการซักฟอกหรือในการใช้ เหตุผล มันก็เลยทำให้มีปัญาหาจู้จี้หยุมหยิมมาก, มากเกินกว่าที่จะสางออกไปได้. เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้จักประหยัด . เอาเท่าที่จำเป็น ; มิฉะนั้นแล้วจะไปเสียเวลา แก่การถูกหลอกหลอนของความกำกวมแห่งภาษาไม่มีที่สิ้นสุด. คนสมัยนี้ไม่เหมือนคนสมัยพุทธกาลที่เขาไม่มีปัญหาทำนองที่กล่าวมานี้เลย : ปัญหาทางจิตวิทยา ปัญหาทางอักษรศาสตร์หรือทาง logic นั้นไม่มี ; เขาไม่สนใจ. เขาสนใจเจาะจง ตรงลงไปที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะขจัดความทุกข์ออกไปเสียได้ โดยเร็วที่สุด, หมายถึงตัวความทุกข์ที่รู้จักอยู่ในใจ อยู่เต็มอกแล้ว ว่าความทุกข์ เป็นอย่างไร, ต้องการจะขจัดความทุกข์นั้น เท่านั้น. ปัญหาทางจิตวิทยา ปัญหา ทางปรัชญา ทางตรรก . ทางอะไรไม่มี, ไม่เกิดขึ้นในใจของผู้นั้น ; มีแต่ปัญหาทาง ดับทุกข์อย่างเดียว คือปัญหาทางศาสนาเพื่อดับทุกข์ที่นั่น เดี๋ยวนั้น โดยตรงอย่างเดียว. คนเหล่านั้นจึงเป็นพระอรหันต์กันปุบบับได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่ตรงนั้นในเวลานั้น ในเวลา ไม่กี่นาที. จะยกตัวอย่างพระองคุลิมาลที่กำลังไล่ฆ่าคนอยู่หยก ๆ ก็เป็นพระอรหันต์ได้ ทันที อย่างนี้ด้วยเรื่องอะไร ? ลองคิดดู. ก็คือไม่มีปัญหาทางปรัชญา จิตวิทยา" ทาง logic ทางวรรณคดี ทางอักษรศาสตร์อะไรอย่างนี้; เดี๋ยวนี้เรากำลังมีปัญหา แม้ทางอักษรศาสตร์คือคำที่ใช้พูด รบกวนเส้นประสาท รบกวนสงสัยอะไรต่าง ๆ มันมาก เกินไป. และไหน ๆ ก็ได้พูดยกตัวอย่างพระองคุลิมาลขึ้นมาแล้ว เวลามีบ้างก็อยาก อธิบายปมนี้ต่อไปอีกสักเล็กน้อย. ที่ว่าพระองคุลิมาลไล่ฆ่าพระพุทธเจ้า แล้วร้องตะโกนว่า "หยุด" บังคับให้ หยุด . พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ฉันหยุดแล้ว แต่ท่านเองยังไม่หยุด" ; ก็เกิดงง
น.147 กันขึ้นมาว่า หยุดอย่างไร เราไล่ไม่ทันอยู่เรื่อย. เมื่อได้รับคำอธิบายว่า "หยุด ความอยาก หยุดความต้องการ หยุดความยึดมั่นถือมั่น" ที่ว่าหยุดนั้นหยุดอยากจึง จะเป็นการหยุด ถ้า "ไม่หยุดอยาก" แม้แต่นั่งนึ่งบนก้อนหิน ก็ไม่เรียกหยุด, คือวิญญาณมันวิ่ง. คำตรัสนั้นจะต้องทำให้พระองคุลิมาลเกิดความรู้แจ่มแจ้งแทงตลอด, ซึ่งยิ่งไปกว่าความรู้. เมื่อเรื่องมันเปลี่ยนมาอย่างนี้เสียแล้ว ที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นถูก ; “เพราะฉันหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด" คือองคุลิมาลยังต้องการอยากจะฆ่าคนให้ ครบจำนวน, แล้วจะไปเอาลูกสาวอาจารย์ ; นั่นแหละคือความไม่หยุด. ทีนี้มันเกิดประจวบเหมาะที่ว่า "รู้สึก" ขึ้นมาทัน ที่ว่า ทำไมตัวเองไม่ หยุด ? รู้สึกตัวเองขึ้นมาว่าคือคนบ้าที่สุด ที่วิ่ง วิ่งอย่างร้ายกาจด้วยความอยากนั้น, มันประจวบเหมาะวูบวาบขึ้นพอดี : เห็นว่า มันเป็นเรื่องบ้า เรื่องเหลวไหลที่สุด ของมนุษย์นี้ ที่จะต้องการแล้วไม่หยุดความต้องการ ; . มันก็พร้อมกันหมดคือ เห็นอันตรายของความต้องการ, เห็นเหตุที่ให้เกิดความต้องการ และถ้าไม่มีความต้อง การอันนี้ มันก็จะเย็น จะหยุด หรือจะอะไรอย่างไร เลยเกิดเบื่อหน่าย, ถอนความ หมายมั่นปั้นมือ ในสิ่งที่หมายมั่นปั้นมือ แล้วก็เป็นพระอรหันต์ได้ในชั่วเวลาเล็กน้อยนี้. ขณะนั้นไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในใจของพระองคุลิมาล ในแง่ของปรัชญาว่า ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนั้น, ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนี้, ไม่มีเหตุผลทางตรรกรับรอง ; ไม่มีปัญหาเหลืออยู่อีก. อย่างนี้เรียกว่าเป็นเรื่องศาสนา อยู่ในเหลี่ยมคูของศาสนาล้วน ๆ และความเห็นแจ้งนั้นเหนือเหตุผล. ความรู้สึกจากข้างใน จากทุกสิ่งที่ผ่านมาแล้ว จากอะไรทั้งหมด เรียกว่าเป็นความรู้แจ้งแทงตลอดที่เหนือเหตุผล ไม่เกี่ยวกับเหตุผลเลย ; ฉะนั้นจึงไม่มีการอ้างเหตุผล หรือสร้างเหตุผล. ตอนนี้มีคำกำกวมที่สุดคำหนึ่ง คือ คำว่า "รู้" หรือ "รู้แจ้ง" นี้ กำกวม ; เป็นภาษาไทยต้องบัญญัติว่า "แทงตลอด".
น.148 รู้เพราะอ่าน เพราะเขียน อย่างนี้ก็เรียกว่ารู้, รู้เพราะคำนวณตามเหตุผล speculation นี้ก็รู้เหมือนกัน, แต่ใช้ไม่ได้เลย ; มันจะเป็น "จับปลาดุกด้วยลูกน้ำเต้า" อยู่เรื่อยไป. มันต้องรู้ประเภท intuition หรือ intuitive wisdom ที่ซึมซาบออกมาจาก experience ทางวิญญาณของผู้นั้นเอง ไม่เนื่องด้วยเหตุผลใด ๆ เลย ; คือมันเป็นตัว เหตุผลเสียเองด้วย. เราโง่มาอย่างไร เราทุกข์มาอย่างไร อะไร อย่างไร มันเป็น เหตุผลยิ่งกว่าเหตุผล ; เพราะฉะนั้นมันเป็นความรู้เสียเลย ไม่ต้องมีเหตุผลว่า ทำไม ถึงเป็นอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลทางตรรกกับทางปรัชญา. เพราะฉะนั้นเราต้องใช้คำว่า "รู้แจ้งแทงตลอด" ; จะเป็นเพียงรู้หรือเข้าใจอย่างนี้ ไม่พอ . อย่างเรื่องของ พระองคุลิมาล ในขณะนั้น ยงกว่ารู้ ยิ่งกว่าเข้าใจ คือจิตใจได้เปลี่ยนไป โดยอาศัย ความรู้สึกในจิตใจแท้ ๆ รวม ๆ กันเข้า ทำให้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยไม่ต้องมีเหตุผล. ผมมักจะเตือนให้สังเกตไว้ว่า knowledge หรือความรู้นี้มีได้จากการอ่านการ ศึกษา, understanding ก็จะมาจากการใช้เหตุผลการคำนึง คำนวณอะไรก็ได้. ส่วน intuitive wisdom ผมมุ่งหมายแต่เพียงว่าต้องมาจาก experience ทางฝ่ายวิญญาณที่ สะสมไว้มากในจิตใจอย่างเดียว, มันปรุงเหตุผลของมันขึ้นมาโดยในตัวเอง และ เป็นความรู้เลย แล้วก็เปลี่ยนจิตใจได้ ในเมื่อความรู้ ๒ ชนิดข้างต้นนั้น มันเปลี่ยน จิตใจใครไม่ได้. ความเข้าใจก็เปลี่ยนจิตใจใครไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุผล ; เดี๋ยวมันก็เลื่อนไปตามเหตุผล, โงนเงนไปตามเหตุผล ตามความคิดนึก ที่ปรุงแต่ง อันใหม่, ไม่เปลี่ยนจิตใจที่เป็นส่วนลึกของสันดาน ที่เขาเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าล้างสมอง. คำว่า "ล้างสมอง" ผมฟังดู่เข้าที่ดีอยู่เหมือนกัน แต่มันจะแค่ไหนก็ยัง ไม่ทราบ, มันก็ต้องล้างของเก่าออกไปหมดเลย เปลี่ยนรูปเป็นคนละคน : จะเป็น เรื่องอะไรที่ทำมาแล้วแต่หนหลัง หรือกำลังต้องการอยู่นั้นก็ตาม เป็นเรื่องบ้าบอที่สุด น่าขยะแขยงที่สุด แล้วก็เปลี่ยนเป็นความพ้นหรือเหนือจากสิ่งเหล่านั้น
น.149 นี่ ความกำกวมของคำ แม้แต่ คำว่า "ความรู้" ในภาษาไทย ก็เรียกว่า ความรู้หมด, ความรู้ชนิดไหนก็เรียกว่า " ความรู้" หมด . นี่ก็กลายเป็นเรื่องตัวอย่าง เสียมากมาย ; แต่ก็ไม่เป็นไร เสียเวลาในลักษณะอย่างนี้ไม่เป็นไร. ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง ที่ผมจะพูดคือความกำกวม หรืออาจจะไม่กำกวมสำหรับบางคนก็ได้. คำที่เราพูดกันมาหลายวันแล้วก็มีคำว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่น กับ ความว่างจากความยึดมั่นถือมั่น. ลองเทียบความหมายของคำ ๒ คำนี้ดู : ความไม่ยึดมั่นถือมั่น กับ ความว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น. คำแรกนี้มันกำกวม, ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มีความกำกวม มัน ส่อเจตนา คือความตั้งใจที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น, มันเล็งถึงเจตนาที่ควบคุมไว้โดย มีเจตนา ส่วน ความว่างจากการความยึดมั่นถือมั่นนี้ ไม่ส่อเจตนา ไม่เรียกหาเจตนา ; มันว่างโดยที่ มันว่างเสียแล้ว. คำหลังนี้ ไม่กำกวม มันแน่นอนลงไปว่า ว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น. ส่วนคำแรกมันกำกวมตรงที่ว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้มีอยู่เฉพาะ ตั้งเจตนาระวังอยู่เท่านั้น ; พอเผลอก็เป็นยึดมั่นถือมั่นอีก. คำกำกวมชนิดนี้ต้องระวัง ให้ดี มีทางเข้าใจผิดได้ลึก. ถ้าเราจะพูดอย่างซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาว่า "ความไม่ยึดมั่นถือมั่น" ก็หมายถึง ความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยเด็ดขาด เป็นพระอรหันต์ไป ก็ได้เหมือนกัน ; ถ้าพูดกัน ซื่อ ๆ อย่างนั้น. แต่ตามข้อเท็จจริงหรือตามที่ใช้กันอยู่ในภาษาทุกวันนี้ มันไม่ใช่ อย่างนั้น, ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป; มันกลายเป็นคำสั่ง ที่ต้องกระทำด้วยเจตนา หรือความสำรวมระวังอยู่ ฉะนั้นขอให้เข้าใจความหลอกหลอนของคำพูดนี้ให้มาก ; ถ้าจะต้องเสียเวลาซักไซ้ หรืออะไร ก็ให้ยอมเสียเวลาเพื่อจะทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำ ให้มีความเข้าใจลึกลงไปถึงจุด ที่เป็นหัวใจของเรื่อง และเป็นเนื้อแท้ของเรื่อง นี้จะมี ประโยชน์.
น.150 นี่เราจับความได้ว่า "ความที่ยังต้องมีเจตนา" กับ " ไม่ต้องมีเจตนา อีกต่อไป" มันต่างกันลิบลับ, ต่างกันอย่างที่เรียกว่าฟ้ากับดิน คือกลับตรงกันข้าม. ถ้าความไม่ยึดมั่นถือมั่นมันยังส่อเจตนา ; ต้องเจตนาไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วมันเป็น เรื่องของคนธรรมดา ชาวบ้านธรรมดา ที่กำลังตั้งอกตั้งใจที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น นี้ก็เป็นเรื่องของพระอรหันต์, หรือผู้ที่หมดความยึดมั่นถือมั่น แล้ว หรือแม้แต่ว่าของคนธรรมดานี่แหละ ก็ยังมีค่ามากกว่าคำแรก. เมื่อคนธรรมดา ตั้งใจที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่ใช่ว่ามีความสุข ; มันมีงานที่จะต้องทำ คือทำความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างลำบากลำบน. ถ้าเขาเป็นคนว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ตอนนั้นความยึดมั่นถือมั่นไม่เกิดขึ้น ไม่รบกวน เขาก็สบายเหมือนพระอรหันต์ จนกว่าความยึดมั่นถือมั่นจะกลับมาใหม่อีก. ฉะนั้นเรา สนใจกับคำว่า "ว่าง" นี้ให้มาก " ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น" เหมือนที่ เรากำลังมีอยู่จริง. บางเวลาหรือส่วนมาก ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นให้เราสบาย. ถ้าเราต้องมานั่งตั้งสติสำรวมระวังความยึดมั่นถือมั่น เหมือนระวังเสือจะกัดอยู่ อย่างนี้ละก็ ไม่สนุกเลย มันจะเป็นความทรมานอีกแบบหนึ่งเสียด้วยซ้ำ, ที่ผม พูดมาแล้วนี่ก็ใช้รวม ๆ กัน ใช้แทนกัน กำกวมกันไปเรื่อย ๆ. ทีนี้ก็เห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องแยกดูให้ดี ให้เข้าใจให้ดี อย่าทำให้ปั่นกันเสีย ว่าอันหนึ่งมีเจตนาที่ต้องระวังรักษาอยู่, "อันหนึ่งไม่ต้องมีเจตนา มันเป็นอยู่สมบูรณ์ โดยอัตโนมัติ, มันต่างกันราวกับฟ้าและดิน. เพื่อกันลืมหรือช่วยเข้าใจให้ดีขึ้นใน ทางที่แตกต่างกัน คุณก็ลองนึกถึงสมัยเด็ก ๆ แรกเรียนหนังสือกับสมัยนี้ ในเวลานี้ ที่เราอยู่ในสภาพอย่างนี้ สมัยเด็ก ๆ แรกเรียนหนังสือ อาจจะลืมไปเสียหมดแล้วกระมัง ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ? มีรสชาติอย่างไรบ้าง ? ถ้าคุณไปดูเด็ก ๆ จะเห็นว่ามันต้องจดจำ คือพยายามอย่างยิ่งที่มีเจตนาจะจด จำคำ จำสระจำอะไรแล้ว อย่างที่ต้องบังคับ, จะอ่านให้ถูก ก็ต้องคิดต้องนึก อย่างมาก
น.151 ก่อน, เช่น ๒ + ๓ เป็นเท่าไร ต้องนับนิ้วมือก่อน จึงจะตอบออกมาได้ด้วยความ ระมัดระวังอย่างนี้. อย่างนี้ตรงกับที่เราเรียกว่ามีเจตนา จะต้องรักษาเจตนานั้น ; มันมี ความลำบากอย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือที่ยากกว่านั้นมากมาย หรือว่าคิดเลขที่ยากกว่านั้น มากมายได้ด้วยอัตโนมัติ เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องแยกผสมตัว ก-1 กา ก -- กี. มาคิดดูเหมือนกับเมื่อแรกเรียนขณะที่ยังไม่รู้นั้น ; มันเป็นอยู่ด้วยเจตนา, ที่ต้องบังคับ ให้รู้ ให้ถูก ไปตามที่จะต้องเรียน. ต่อมาอาการเหล่านั้นไม่เหลืออยู่เลย เอามาอ่าน ได้เลย แม้ยากกว่านั้นหลายเท่าก็อ่านได้สบายเลย โดยไม่ต้องเจตนาระวัง หรือทำอะไร. นี้เป็นตัวอย่างค่อนไปข้างทางวัตถุ ว่า เจตนา กับ ไม่มีเจตนา มันต่างกัน อย่างไร ? รู้หนังสือชนิดที่ยังต้องมีเจตนาควบคุมอยู่ กับรู้หนังสือขนาดที่ไม่ต้องอาศัย เจตนาอีกต่อไปแล้ว มันต่างกันอย่างนี้ มากมายอย่างนี้. การที่คนจะมีศีลหรือมีอะไรก็เหมือนกัน ; ผู้ที่ แรกบวช เข้ามา แล้ว แรก เรียนศีล ต้องท่องศีล องค์ศีล อย่างนั้นอย่างนี้ ระมัดระวัง อย่างนั้นอย่างนี้กว่าจะมีศีล ได้สักที ก็มันสมองแทบจะแตก ; แต่ว่าทำไปจนเคยชิน รักษาศีลไปจนเคยชินจน เป็นนิสัย กระทั่งเผลออย่างไร ก็ไม่ไปล่วงศีลได้ อย่างนี้เพราะไม่มีเจตนาที่จะเป็น ตัวกู-ของกูหรืออะไรอย่างนี้ อันเป็นเหตุให้ล่วงศีล ก็ไม่อาจล่วงศีลได้ นี่ปราศจาก เจตนาอย่างนี้. ศีลมีได้ในสองลักษณะอย่างนี้; อย่างหนึ่งด้วยเจตนา อย่างหนึ่งไม่มี เจตนา มันเป็นเองโดยอัตโนมัติ อย่างแรกเขาเรียกโลกิยะ อย่างหลังเขาเรียก โลกุตตระ. เมื่อจิตใจมันยังเป็นโลก ๆ อยู่ มันก็มีแต่จะตกเป็นฝ่ายกิเลส ; เพราะฉะนั้น ต้องมีเจตนาสำรวมระวังเต็มที่ จึงจะมีศีลได้อย่างโลกิยะ ; แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่ เรื่อย. ถ้ามีศีลอีกแบบหนึ่งโดยที่จิตใจมันเปลี่ยน ไม่มีทางที่จะให้เกิดเจตนาที่
น.152 จะล่วงศีล มันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องระมัดระวัง หรือควบคุม ; ใดมันเป็นอำนาจของ การที่จิตไม่มีโอกาส คือมันพ้น หรือมันเหนือโอกาส ที่จะละเมิดศีล; เป็นเรื่อง ของธรรม, ที่มีธรรมะสูง เป็นจิตไม่มีโอกาสที่จะเกิดกิเลสอันเป็นเหตุให้ล่วงศีล. ไม่ต้อง สำรวมระวังอะไร มันก็ไม่มีทางจะขาดศีล และมันเป็นการมีศีลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยไม่ต้องมีเจตนา, อย่างนี้ก็เรียกว่าแบบโลกุตตระ อย่างโลกุตตระ คือเหนือโลก. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ก็เหมือนกัน ; ถ้ามันยังเป็นอย่างที่ต้องมีเจตนาอยู่ มันก็เหมือนกับศีล ต้องควบคุมด้วยโดยเจตนา. ถ้าหมดกิเลส หมดความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน ; แต่เป็นอย่างที่ไม่ต้องควบคุม, ไม่ต้องมีการเจตนา ; นี่จึงเรียกว่ากำกวม. คำว่า โลกิยะ โลกุตตระ สองคำนี้ก็มีความหมายอย่างนี้ ; อย่าใช้ผิด ๆ ไปตามคนบางพวก ที่เอาคำนี้ไปใช้ผิด ๆ ว่า โลกิยะแล้วเอาเข้าไป ในเรื่องโลก ๆ นั้นให้ เอาเข้าไป. อยากกินปลาอย่ากลัวก้าง อยากเล่นกับลูกเขียดอย่ากลัวเหม็นคาว ก็เอา เข้าไป; เพราะเข้าใจไปว่าโลกิยะสอนอย่างนั้น ; ส่วนโลกุตตระนี้ก็ให้เว้นจากสิ่งนั้น โดยเด็ดขาด. สำหรับ เราไม่สอนอย่างนั้น ทั้งโลกิยะ โลกุตตระ ; เรานั้นล้วนแต่ จะไปในทางที่จะไม่เอากับมัน. ที่ว่ายังเป็นโลกิยะนั้น ต้องล้มลุกคลุกคลาน ยังไม่ ชนะ, ยังควบคุมไว้ไม่ได้; อย่างนี้มันยังเป็นโลกิยะอยู่.ถ้าต้องการเดินไปทาง เดียวกัน และถ้าเรายังอยู่ในวิสัยคนธรรมดาอยู่ ยังข้ามขึ้นมาไม่ได้ มันก็ต้องล้มลุกคลุก คลานไปก่อน ; เดี๋ยวมีศีล เดี๋ยวขาดศีลไปบ้าง สลับกันไปก็เป็นโลกิยะ : โลกิยะศีล โลกิยะทาน, โลกิยะอะไรก็ตามใจ, แล้วแต่จะเรียก ; จนกว่าเมื่อไรจะเขยิบขึ้นไป ถึงระดับ ที่ไม่ล้มลุกคลุกคลานอีก คือแน่นอนลงไป เพราะว่าพ้นแล้ว ก็เรียกว่าเป็น โลกุตตระ.
น.153 เรื่อง โลกิยะ โลกุตตระนั้น ให้เดินไปเครือเดียวกัน, ให้ไป ตามหลังกัน อย่าแยกทางกันเดินหันหลังให้กัน. ถ้าให้พวกโลกิยะนี้จมอยู่ในกิเลส ยอมรับบาปยอมรับกรรม ยอมเกลือกกลั้ว อยู่ด้วยกิเลส อย่างนี้มันเป็นโลกิยะของพวกอันธพาล ; ไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องใน พระพุทธศาสนา. เราจะ ต้องรู้ความสับสน กลับกลอก กำกวม ของคำ แต่ละคำเหล่านี้ ไว้ ให้พอ. "ให้พอ" นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้ท่วมหูท่วมตา, ให้พอสมควรที่จะ รับประกันความเข้าใจผิด. ฉะนั้นทุกอย่างจะพูดได้ว่าเป็นโลกิยะ อย่างหนึ่ง เป็น โลกุตตระอย่างหนึ่ง ; ถ้ามันกลับล้มลุกคลุกคลานได้ก็เรียกว่าโลกิยะ, ภาษา บาลีเรียกว่า กลับกำเริบเป็นอย่างเดิมได้เรียกว่าโลกิยะ ; ไม่กลับกำเริบอย่างเดิม ต่อไปนั้นก็เรียกว่าโลกุตตระ. ความคิดที่เป็นกิเลสนั้น ไม่อาจจะเกิดได้อีกต่อไปก็เป็นโลกุตตระ, ถ้าระงับ ได้บางคราวแล้วมันกลับเกิดได้อีก ไม่ว่าจะพยายามทำดีถึงที่สุดอย่างไรก็ยังเรียกว่าโลกิยะ อยู่. เพราะฉะนั้นกิเลสทุกชื่อมีอยู่มากมายหลายสิบชื่อ ที่เราจะละมันนั้น เป็นผลอย่าง โลกิยะก็มี อย่างโลกุตตระก็มี ; ถ้า กลับกำเริบได้ก็เป็นโลกิยะ, ไม่กลับกำเริบอีก ต่อไปก็เป็นโลกุตตระ . ขอให้ไปสังเกตดูจิตใจของเราเอง ที่จะละเว้นอะไรในปัจจุบันนี้, จะละเว้น ความคิดนึกชนิดไหนแล้วมันกลับมาอีก : เช่นให้ละบุหรี่ ละอะไรเหล่านี้ อยู่ที่นี่ละได้ พอสึกออกไปมันก็กลับมาอีก ; นี่คืออาการของโลกิยะโลกุตตระที่มันต่างกัน. ที่พูดว่า ความฝันเป็นเครื่องวัดที่แน่นอนนั้น มันก็เนื่องจากสิ่งนี้คือ ; ถ้าในส่วนลึกของใจ มันละกิเลสชื่อนี้ได้เด็ดขาด ถอนรากถอนเหง้าแล้ว มันก็จะไม่มีการฝันในเรื่องราว ที่อาศัยกิเลสชนิดนั้นต่อไป.
น.154 ทีนี้เพียงแต่จะเอาเจตนาตื่น ๆ อยู่เป็นหลักนัก มันก็ ไม่ค่อยแน่ มันอาจจะ เล่นตลกกับเราได้ ; ในเรื่องฝันไม่ใช่ฝันคืนนี้ พรุ่งนี้ มะรีนนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น, อาจนาน ๆ เท่าไรก็ได้; เพราะมันยังไม่ประจวบเหมาะที่จะแสดงออกมา. เราเรียกกัน ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาก็เรียกว่า "สัญญา" , สัญญาแต่หนหลังสะสมอยู่ในสันดาน ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ปรุงเป็นความฝันออกมา. มันเก็บไว้ในส่วนที่เป็นความไร้สำนึก เป็น subconscious อยู่เวลานี้; แต่แล้วมันเก็บไว้มาก มีโอกาสเหมาะเมื่อไร มันปรุง ออกมาเป็นสำนึก เมื่อหลับเมื่อฝันก็ได้ หรือเมื่อตื่น ๆ ก็ได้ ถ้ามันเป็นเรื่องฝันจริง ๆ ไม่ใช่อาการของท้องเสีย หรือมีความเจ็บไข้อย่างอื่น .. คำสำคัญนั้นก็คือคำว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยเจตนาอยู่ละก็มันยังไว้ใจไม่ได้, ยังเอาตัวไม่รอด คือมันต้องมี เจตนาที่จะควบคุม. อย่าเพ่อไว้ใจ อย่าเพ่อนอนใจ แม้ว่ามันจะไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่น ที่ปรากฏ : แต่มันยังยึดมั่นถือมั่นอยู่. ถ้าแสดงได้ด้วยความฝันละก็ ดูให้ดีเถอะ ; มันเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ไม่แท้. ถ้าเป็นด้วยปัญญา มันถอนรากถอนเหง้าของความ ยึดมั่นถือมั่นได้ จึงจะเป็นจริง. เดี๋ยวนี้เรา ยังเป็นปุถุชนอยู่ มันก็ต้องชนิดแรกชนิดที่ต้องมีเจตนา, ให้ พยายามปลูกหรือว่าเจริญ, เจริญเจตนานี้ ให้ดี ให้ถูก ให้แรง ให้หนักขึ้น ; ก็จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่นไว้ ได้ จนกว่าจะถึงขนาดถึงเวลาที่ว่าความยึดมั่นถือมั่น จะเริ่มอ่อนกำลังลง : เริ่มพ่ายแพ้ เริ่มมาอยู่ในอำนาจ จนถึงจะต้องตายแน่ จะต้อง สิ้นสูญไปแน่. ถ้าถึงขนาดจะสิ้นสูญไปแน่ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นพระโสดาบันได้, คือมัน เข้ารูปเข้ารอยเข้าหนทางที่จะสั้นสูญไปอย่างแน่นอน. ถ้ามันหมดเลยก็เป็นพระอรหันต์,
น.155 ถ้าโสดาบันก็ยังละการยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ แต่เริ่มแสดงว่าจะได้แน่นอน ; พระ- อรหันต์นั้นเป็นที่สิ้นสุดของความยึดมั่นถือมั่น. นี่ก็เป็นระดับที่มนุษย์แบ่งเหมือนกัน ; แต่ก็เป็นการแบ่งไปตามลักษณะ ของธรรมชาติของจิตใจ : จิตที่เริ่มเปลี่ยนตัว, จิตที่เข้าใกล้ไปตามเนื้อหามากขึ้น, เข้าใกล้มากขึ้นจนถึงที่สุด ; จากความยึดมั่นถือมั่นอย่างธรรมดาสามัญ ไปสู่ความไม่มี ความยึดมั่นถือมั่น. ถึงแม้ว่าความยึดมั่นถือมั่นนี้ก็เป็นคำพูด, เป็นเพียงคำพูด, เป็นเพียงการบัญญัติทางคำพูดของมนุษย์. ตัวธรรมชาติตัวจริงก็คือ จิตที่เกิดขึ้น เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราเรียกว่าความยึดมั่น. เ รื่องคำพูดนี้บางทีพังผิด ฟังเป็น อย่างอื่นไปเสียก็มี มันจึงต้องศึกษาความหมายของคำพูด. ที่นี้ก็มี บุคคลพวกหนึ่ง ที่เรียกว่าพระปัจเจกพุทธะ, ท่าน รู้จักสิ่งเหล่านี้ดี ในจิตใจมีอะไรเป็นอย่างไร ; รู้ดี แต่ไม่รู้ว่าเรียกชื่ออะไรเหมือนกัน ; เพราะ ไม่ต้องการจะพูดกับใคร เลยไม่ต้องเรียกว่าอะไร, ไม่ต้องเรียกอะไรว่าอะไรทั้งหมด. แต่ ท่านรู้ดีเกินกว่าที่จะรู้ว่าความรู้สึกอย่างนั้น ไม่มีเหลืออยู่เลย. ท่านไม่พูด ไม่เรียกชื่อ เรียกชื่อไม่เป็น ไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะเรียก ไม่อยากจะทำอะไรให้ ลำบากเกินความจำเป็น; ทำแต่ในส่วนตัวส่วนจิตใจแล้วก็เสร็จกัน ; นี่เรียกว่า พระปัจเจกพุทธะอย่างนี้ก็มี. ถ้าจะบีบบังคับให้ท่านพูด ท่านต้องพูดเป็นเรื่องเป็นราว ไม่พูดเป็นคำบัญญัติเฉพาะ หรือไม่พูดเป็นภาษาธรรมะธัมโมอะไร, ท่านจะพูด เป็นเรื่องเป็นราว เหมือนกับเล่านิทาน แล้วก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรอย่างนี้พูดได้ ไม่ใช่จะพูดไม่ได้เสียเลย ; แต่ก็ไม่สนใจเรื่องภาษาพูด. เรื่องที่เขาสมมุติบัญญัติ อะไรกันนั้นไม่รู้ทั้งนั้น, อย่างนี้ก็มีอยู่พวกหนึ่งเหมือนกัน : มันก็มีผลถึงที่สุดเหมือนกัน คือว่าดับความยึดมั่นถือมั่นได้หมดเลยเหมือนกัน แต่พูดไม่เป็น. บางทีอย่างนี้จะ สะดวกกว่า สนุกกว่า.
น.156 ในคำสวดกรวดน้ำที่คุณสวดอยู่ทุกวันทุกเย็นนั้น ตอนท้ายมีอย่างนี้ดูให้ดี : ถ้าอะไร ๆ มันพร้อมแล้ว แต่มันไม่พร้อมที่จะเป็นผู้รู้ผู้พูดได้ "ขอให้เป็นปัจเจก พุทธะ, ขอให้ได้ญาณเป็นเครื่องรู้" เฉพาะตนอันสูงสุดเทอญ คือความเป็นอย่างนี้. "รู้เฉพาะตนอันสูงสุดเทอญ" รู้ความดับหมดแห่งความยึดมั่นถือมั่น แต่พูดกะใครไม่เป็น, ขี้เกียจรอเรื่องต่าง ๆ ที่ประดับให้สวยงามนั้น ขี้เกียจรอ ; ต้องการความดับโดยตรง เฉพาะตน. พระปัจเจกพุทธะ แปลว่ารู้เฉพาะตนผู้เดียว ก็ยังเรียกว่าดีที่สุดทีเดียว สำหรับความดับทุกข์, และมันจะสะดวกกว่าสบายกว่า ในเมื่อศึกษาจากข้างในล้วน ตลอดเวลา ; มีความตั้งใจจริง มีความบริสุทธิ์ใจ และเฝ้าดูอยู่ข้างในล้วน ก็มีความรู้ ได้เหมือนกัน ; ดังเช่น, ความคิดเช่นนี้มาอีกแล้ว, มาอีกแล้ว, มาอีกแล้ว, คอยกำหราบมันอยู่อย่างนี้: เดี๋ยวอย่างนั้นมาอีกแล้ว เดี๋ยวอย่างนี้มาอีกแล้ว ; ความรู้ ก็รู้ทุกที : อันไหนมาว่าเป็นอย่างไร อันไหนมาเกิดผลอย่างไร. แต่ในที่สุดมันก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้นเอง, จนกระทั่งมันเบื่อหน่ายมันเกลียดเหลือเกลียด. มันเบื่อหน่ายเหลือจะเบื่อหน่ายในเรื่องของตัวกู - ของกูอย่างนี้, จนวันหนึ่ง มันเหี่ยวลง เหี่ยวลง เหี่ยวลง จนตายทันที จนตายสนิทไปเลยอย่างนี้; แล้วก็ไม่มี ทางที่จะขาดศีลทุศีลอะไรเหมือนกัน ทั้งที่ไม่ได้เรียนศีล ไม่ได้เรียนสมาธิ ไม่ได้เรียน ปัญญา มันก็เป็นของมันอยู่พร้อมไปในตัวแล้ว. มีศีล สมาธิ ปัญญา ชนิดที่ไม่มี เจตนาเลย อยู่ในตัวเสร็จ ก็เป็นทางออกอันหนึ่ง ที่มี ไว้สำหรับคนที่ซื่อตรงต่อ ตัวเอง. เดี๋ยวนี้มีแต่อันธพาลหลอกลวง : ทำไม่ไหว ทำไม่ได้ ยากเกินไป ไม่ใช่วิสัย ของเรา ; มันก็ไม่ได้จริงเหมือนกัน, มันก็ล้มเหลวจริงเหมือนกัน. จะไปโทษว่า ธรรมะมันยาก นี้ยังไม่ถูกหรอก, ธรรมชาติมี ไว้พอดี ๆ แต่มนุษย์เหลวไหลเอง ; เพราะการถูกดึง ถูกจูง ถูกยั่วไปในทางตรงกันข้าม ตามความเจริญของสมัยนี้. ต้องหยุดทีแล้วถ้าพูดไปก็จะเป็นค่าความเจริญสมัยนี้ พอกันที.
Buddhadasa