Buddhadasa.org

ผลการค้นคว้า เกี่ยวกับการยึดมั่นถือมั่น

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.157 วันนี้วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นวันที่ ๑๗ ของระยะกาลเข้าพรรษา. ในวันนี้อยากจะพูดถึงเรื่อง ผล ของการค้นคว้าที่เกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่น. ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดกันถึงบุคคลประเภท ปัจเจกพุทธะ, เป็นบุคคลประเภทที่เราควรทำความเข้าใจ กันให้มากสักหน่อย, และอาจจะเกี่ยวกับประโยชน์ของ เราอย่างมากทีเดียวก็ได้. บุคคลประเภทนี้ไม่เกี่ยวกับการ ศึกษา ไม่เกี่ยวกับเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะมาเผยแผ่อะไร ท่านก็ยังสามารถทำความหลุดพ้นให้แก่ตนเองได้ ; เรียกว่า มีการค้นคว้าของตัวเอง, และต้องถือว่าเป็นนักค้นคว้าที่ เก่งกาจ หรือว่าสำคัญที่สุด ; เพราะตามเรื่องราวปรากฏว่า ไม่มีใครพูดให้ฟัง หรือไม่มีการระแคะระคายอะไรอย่างนี้, ไม่มีใครสอนวิชานี้ให้ที่ไหน. แต่เนื่องจากการสังเกต ของตัวเอง ที่มันแก่ หรือว่าแก่จัด หรือว่ามันสุกงอม. ๑๒๘

น.158 เรามานึกถึงคำว่า "สังเกต", การตั้งข้อสังเกตว่าอะไรเป็นอะไร ที่มันสุกงอม ก็หมายความว่ามันถึงขีดสูงสุดของมัน มันก็พบได้เหมือน กันว่าอะไรเป็นอะไร. คนเราสมัยนี้ก็ถือหลักสังเกตค้นคว้าทดลองนี้ แต่แล้วทำไมไม่เป็นปัจเจก - พุทธะ ; ทำไมไม่เกิดปัจเจกพุทธะขึ้นมา ? ที่ร้ายไปยิ่งกว่านั้นก็คือ มี พระสัมมา - สัมพุทธเจ้าเผยแผ่สั่งสอนอยู่, ศาสนาของท่านก็ยังแพร่หลายอยู่แล้ว เรายัง แถมไม่มีความรู้อีก ไม่มีการบรรลุธรรมอีก. นี่เรียกว่าการที่สังเกตค้นคว้าทดลองนี้ มันเป็นอะไรไปเสียแล้ว ; ผมจึงขอให้ย้อนกลับไปคิดถึงที่พวกที่พอปฏิบัติได้ก็เป็น ปัจเจกพุทธะ ว่าทำไมจึงเป็นขึ้นมาได้ ; มันต้องเนื่องมาจากอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งพวกเราสมัยนี้ไม่มีสิ่งนั้น. ถ้าสนใจที่จะรู้ธรรมะชนิดที่เป็นด้านบรรลุธรรมก็ต้องค้นให้พบ ว่ามันคือ อะไรที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ไม่บรรลุธรรม ? ผมอยากจะสันนิษฐานว่า มันเป็น เพราะขาดความจริงจัง หรือจริงใจนี้ อย่างหนึ่ง, แล้วมัน ขาดจุดหมายที่แน่นอน, จุดหมายที่แน่นอนมันก็รวมอยู่ในคำว่าจริงจังจริงใจนี้. จำนวนของปัจเจกพุทธะที่เขียนไว้ในคัมภีร์มีมาก มากอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนกัน, ต้องมีคนจำนวนใหญ่จำนวนหนึ่งในสมัยหนึ่งยุคหนึ่งนี้ ที่จะเป็นเพราะว่า ประจวบเหมาะหรืออะไรก็ตาม เขาสนใจค้นคว้าสังเกตกันเป็นพิเศษในเรื่องด้านจิตและ วิญญาณ : ทำไปเรื่อยๆ นิยมทำจนกลายเป็นของที่ทำกันมากสำหรับผู้ที่ได้ผ่านวัยของ ความหนุ่ม, ความเป็นคฤหัสถ์ หรือที่เราเรียกกันว่าผ่านโลกมาแล้ว; เขามีการ ค้นคว้าชนิดที่เรียกว่าอย่างง่าย ๆตื้น ๆตรงไปตรงมา แต่ว่ามันก็จริงจัง จริงจังมาก. ที่สำคัญก็มีอยู่ตรงที่ว่าการค้นคว้านั้น เป็นไป แต่ในทางเรื่องฝ่ายวิญญาณ คือ ฝ่ายสติปัญญา.

น.159 ตรงนี้อยากจะขอแทรกหน่อย เรื่องการค้นคว้านี้ อยากจะย้ำกันอีกครั้งหนึ่งว่า มันก็แบ่งไปตามรากฐานที่สำคัญ ที่เราพูดกันมา ๓ อย่าง ที่เราพูดกันมาแล้วบ่อย ๆ : ค้นคว้าทั้งในทางวัตถุ ทางจิต ทางวิญญาณ, สามคำนี้จำเป็นต้องพูดเสมอ ; จะต้องเข้าใจไว้. ถ้าไม่เข้าใจ ก็ย้อนไปนึกถึงตัวอย่าง ที่ให้ไว้เป็นตัวอย่าง, ที่เกี่ยว กับเรื่องโลกเรื่องความสุขนั้น ; ในส่วนการค้นคว้าทางด้านวัตถุ ทางจิต ทางวิญญาณ นี้ก็พอจะมองเห็นความสุขต่าง ๆ ได้ : การค้นคว้าทางวัตถุจะมีผลก็ที่เรียกว่าได้เหยื่อดี ๆ มา. ลองฟังดูให้ดี การค้นคว้าทางวัตถุ ที่เจริญก้าวหน้า ก็ได้ผลที่ได้เหยื่อดีๆ มา, เอามากินมาใช้, นี้เป็น เรื่องทางวัตถุทางเนื้อหนัง การค้นคว้าทางจิต ตามความหมายของเราที่ได้พูดไปแล้ว ก็ได้ผลเป็น ความรู้เรื่องความลับของจิต ; มันก็ได้อำนาจจิตกำลังจิต. เรื่องคุณสมบัติอันแปลก ประหลาดของจิต, เอามาใช้เป็นประโยชน์จนกระทั่งมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์, เรื่องฤทธิ์ หรือปาฏิหาริย์เป็นผลของกำลังจิตทั้งนั้น. ในการค้นคว้าทางจิตโดยตรงล้วน ๆ มันก็ได้ ผลอย่างนี้ มันนำมาสู่ผลอย่างนี้. การค้นคว้าทางวิญญาณหรือทางสติปัญญา นั้น มันก็ ได้สิ่งที่เราเรียกว่ามรรค ผล นิพพาน, มันคนละเรื่องกันอย่างนี้ .. “คมจติมก้อย ในวันแรกเราได้พูดกันถึงเรื่องมรรค ผล นิพพาน นั้นคือการพักผ่อนทาง วิญญาณ ตั้งแต่เบื้องต้นระดับต่ำจนถึงระดับสูงสุด เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน. ขอให้ทำความเข้าใจให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ๓ อย่างนี้ : ค้นคว้าทางวัตถุให้เห็น เป็นเหยื่อดี ๆ มากินมาใช้, ค้นคว้าทางจิตก็ ได้อำนาจจิตเป็นฤทธิ์เป็นปาฏิหาริย์ เหนือธรรมดามาใช้, ค้นคว้าทางวิญญาณ ทางสติปัญญาก็ได้ความหลุดพ้นจาก ตัวกู - ของกู หรือการทำลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงเสียได้ ว่างจากความยึดมั่น

น.160 ถือมั่น คือมรรค ผล นิพพาน ; นั่นไม่ใช่เรื่องเดียวกันแท้ ; เกิดเป็นความแตกต่าง ระหว่างการค้นคว้าทั้ง ๓ ประเภทขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบคำว่า ทางวัตถุ ทางจิต ทางวิญญาณ อีกเรื่องหนึ่ง ; ขอให้สังเกตไว้ให้ดี ๆ. พระปัจเจกพุทธะ ไม่ได้เกิดในสมัยที่มีการค้นคว้าทางวัตถุ นั้นแน่นอน ที่สุด ; สมัยโบราณยังไม่สนใจเรื่องวัตถุ, สนใจแต่เพียงมีกินมีใช้ พออยู่ไปได้. แล้วยุคหนึ่งก็สนใจในทางจิต คือค้นคว้าเรื่องความลับของจิต กระทั่งมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์ นี้ก็เป็นยุคหนึ่งเป็นพวกหนึ่ง. พระปัจเจกพุทธะ ก็ไม่เกิดในยุคนี้ ; แต่ เกิดในยุค ที่มีการค้นคว้าทางวิญญาณ คือประณามสิ่งทั้งสองที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องไร้สาระ. ทีนี้ ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด มันก็ต้องช่วยตัวเองเรื่องการค้นคว้าทางจิตทางวิญญาณเป็น ส่วนตัวเฉพาะคน ๆ ก็ได้พบในวงจำกัดหรือแคบ ซึ่งเราเรียกกันในสมัยนี้ด้วยคำ ประหลาด ๆ ว่า อย่างแห้งแล้ง ; แต่มันก็มีผลถึงที่สุด ส่วนวิธีการมันแคบแห้งแล้ง ไม่กว้างขวางไปถึงการช่วยผู้อื่น, หรือการพูดให้ใครรู้ได้ด้วย อย่างนี้เรียกว่ามันเป็น วิธีที่แคบและแห้งแล้ง ; แต่ว่าถึงที่สุด ตรงที่ว่าทำลายความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ได้ผลเป็น ความสุขถึงที่สุดด้วยเหมือนกัน. พูดถึงพวกเราสมัยนี้ ลองเปรียบเทียบดู ในระหว่างการค้นคว้า ๓ ชนิดนี้. เราค้นคว้าทางวัตถุนี้จนก้าวหน้าขนาดที่ว่าไปเหยียบดวงจันทร์ ทำให้พระจันทร์กลาย เป็นไอ้จันทร์ไป หมดความหมายที่จะเป็นพระจันทร์ ; นี่ก็เป็นผลความก้าวหน้า ทางวัตถุ, แล้วก็ยังไม่พอ ยังมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าไปในทางวัตถุอยู่เรื่อย. ทีนี้เรามา พูดถึงเรื่องการค้นคว้าทางจิต หรือทางจิตวิทยาบ้าง มันก็ ไม่พ้นไปจากความเป็นทาสของวัตถุ.

น.161 ความรู้ทางจิตวิทยา ที่ค้นคว้ามานั้น ไม่พ้นจากความเป็นทาสของวัตถุ. ลองฟังดูให้ดีๆ ว่าไม่พ้นจากความเป็นทาสของวัตถุนี้มีความหมายอย่างไรบ้าง ? อย่างน้อยที่สุดการค้นคว้าทางจิตวิทยานั้นเพื่อผลเป็นวัตถุ ; เพราะพบกับความประสงค์ มุ่งหมายอันเป็นวัตถุเสียเรื่อย, มันก็เป็นความสุขทางเนื้อหนังเสียเรื่อย, ค้นคว้า ทางจิตก็เป็นไปในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ผลทางวัตถุ. อีกอย่างหนึ่งคือว่ามันตั้งต้นที่วัตถุ คือมันสมอง แล้วมันสมองก็เป็นเรื่อง ทางวัตถุ. เมื่อเอาปฏิกิริยาทาง mechanism ในมันสมองมาเป็นจิต; อย่างจิตนี้มัน ก็เป็นวัตถุ, ยังเนื่องด้วยวัตถุอยู่มาก, มันไม่เป็นจิตที่จะเป็นอิสระออกมาได้ เพราะว่า เอาก้อนสมองเป็นหลัก มันจึงไม่ถึงที่จะมีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์มีอะไรได้ เหมือนเรื่องฝ่ายจิต อย่างโบราณโน้น. แปลว่าแม้จะพูดจิตวิทยา หรืออะไร วิทยา, mythology สมัยนี้ ล้วนแต่เป็นทาสของวัตถุทั้งนั้น. ทีนี้ เราก็เห็นได้ชัดว่าวิทยาประยุกต์ทั้งหมด ก็เพื่อใช้แสวงหาประโยชน์ เอาเปรียบผู้อื่นเท่านั้นเอง ; เอาผลให้มากเอากำไรให้มาก เอาเปรียบผู้อื่น หรือเพื่อ จะควบคุมผู้อื่น ชนะผู้อื่น อย่างนี้จะมากกว่า. อย่างนี้จะเป็นทางจิตก็ไม่เชิง, ทาง สติปัญญาก็ไม่เชิง ; มันมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ทั้งที่เขาเรียกกันว่าวิชาบริสุทธิ์ มันก็มี เจตนาไม่บริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกตัว ; แล้วมีอะไรก็มาระดมทุ่มเทไปในทางวัตถุ อย่างไม่มีขอบเขตอย่างไม่มีอั้น. เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็แปลว่า ไม่เคยหยิบปัญหาเรื่อง ทางวิญญาณขึ้นมาค้นคว้า จึงเป็นไป ไม่ได้ ในทางที่เรียกว่าเข้าถึงเรื่องทาง วิญญาณ. นี่มันจึงตอบคำถามอยู่ในตัวแล้ว ว่า สมัยนี้เรามีการค้นคว้าอย่างหนัก, พิสูจน์ทดลองอย่างหนัก, มีการสังเกตก็อย่างหนักหรืออย่างเก่ง, แต่ไม่ใช้ในทาง

น.162 วิญญาณเลย ; พระปัจเจกพุทธะจึงไม่ได้เกิดขึ้นเลย. แต่ผมเชื่อเป็นส่วนตัวว่า จะต้องมีปัจเจกพุทธะอย่างนั้นบ้าง อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ : ใครก็ไม่รู้, เพราะว่าตามแบบ พระปัจเจกพุทธะ เขาไม่แสดงตัว ไม่พูด ; แต่ว่ามีน้อยลง น้อยลงจนเหมือนกับไม่มี. ถ้าจะมีก็มี ๒ - ๓ คนต่อจำนวนคนในโลก ซึ่งเวลานี้ก็เหมือนกับไม่มี, เรียกว่าไม่มี ถูกกว่า. เพราะฉะนั้นเราอย่าได้ประมาท คิดไปเสียว่าพวกสมัยนี้ก็มีการสังเกตค้นคว้า ทดลองซึ่งเป็นหลักของวิทยาศาสตร์ รวมทั้งปรัชญา ทำกันเป็นจริงเป็นจัง สอนอยู่ใน มหาวิทยาลัยทั่วไปแล้ว ก็ไม่มาสู่จุดนี้, ก็ไม่มีผลเป็นจุดนี้. นี่เรียกว่า การค้นคว้าไม่มีผลในทางที่จะให้รู้เรื่องที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ ควรรู้: คือควบคุมจิตใจไม่ได้ แล้วก็ค้นมาเพื่อสร้างปัญหาความทุกข์ความ เดือดร้อนขึ้นมา. ถ้าหากว่าคนในโลกเวลานี้จะมีการสร้างปัญหาขึ้นมาสักข้อเดียว ว่าเราจะประกอบการงานอยู่ในโลกนี้กันอย่างไร โดยที่จะไม่เกิดความทุกข์ ให้บูชา ความดับทุกข์ หรือความไม่ทุกข์นี้กันให้จริงๆ และค้นแต่ทางนี้ทางเดียว เชื่อว่า ไม่เหลือวิสัยของการศึกษาหรือสติปัญญาของคนสมัยนี้. เดี๋ยวนี้เขาไม่มองในแง่ที่ว่ามันจะเกิดทุกข์ขึ้นมา ; มองแต่ในแง่ว่า ให้ได้, ให้เอา, ให้ได้ - ให้ได้ - ให้ได้, ใช้ให้มาก กินให้มาก ; หมดแล้วก็หาทาง ออกอย่างอื่น. นี่มองกันแต่อย่างนี้. ไม่ได้มองว่าใช้หรือกินเท่าที่จำเป็น แล้วก็ จะทำโดยที่ไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์เลย ; ไม่มองกันในแง่นี้; มองแต่ว่าให้ได้มากกว่า, มากกว่าคนอื่น ได้เปรียบคนอื่น. ในความแบ่งเป็นชาติ เป็นอะไรที่ เป็นชาตินิยม นี้มันก็มาก, คือเป็นตัวกู - ของกูนี้มันมาก มันหนักขึ้น หนักขึ้น มีเรามีเขา หนักขึ้น. พวกเราก็ลืมหูลืมตาขึ้นมาในโลก ในท่ามกลางความเป็นอย่างนี้, เราเกิด ในประเทศที่ด้อยพัฒนาป่าเถื่อน ก็ยังเป็นส่วนน้อย แต่เราก็ตามก้นประเทศที่ก้าว

น.163 หน้าในการพัฒนา หรือวิ่งไปในทางวัตถุนิยม. เราเอาคนพวกนั้นเป็นครูบาอาจารย์ เต็มที่ ; แม้ว่าเราเกิดในป่า เราควรจะเป็นปัจเจกพุทธะได้ เราก็ไม่นิยม. เรายังไป วิ่งตามกันในความเจริญของพวกที่มีความเจริญทางวัตถุ. เราบูชาการพัฒนา แล้ว มันจะเป็นมากขึ้น - มากขึ้น - มากขึ้น เพราะอะไรก็ลองคิดดูเอง. เพราะอะไร ? ก็ เพราะไม่รู้ ก็หลับหูหลับตา, เพราะไม่รู้ว่าอันนี้เป็นภัยอันตรายแก่มนุษยชาติ มนุษยธรรมหมดไปแล้ว อาจกำลังจะหมดไปเพราะเหตุนี้ก็ไม่รู้ ; แต่เขาก็เรียกว่า ยิ่งเจริญ ยิ่งเจริญด้วยมนุษย์ธรรม, ยิ่งเจริญด้วยอะไรต่างๆ, เช่นการไปโลก พระจันทร์ได้ ก็หลง จัดเป็นความก้าวหน้าทางมนุษย์ธรรม, อย่างนี้เป็นเรื่อง น่าหัวเราะที่สุด. คุณทุก ๆ คนรวมทั้งผมด้วย ต่างก็เกิดอยู่ในโลกเวลานี้ ในสภาพอย่างนี้ ในสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ; ทีนี้ใครจะหลงมากหลงน้อยก็ลองสังเกตดู. เดี๋ยวนี้ก็กำลัง ปฏิญญาว่าจะศึกษาพระพุทธศาสนา, จะเข้าถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านมีให้อย่างนี้ ; อย่างนี้ก็เป็นเรื่องปฏิญญา, ต้องการ, และดูจะจริงใจด้วยเหมือนกัน. แต่แล้ว ทำไม มันจึงยังไม่ค่อยจะได้ ? คล้าย ๆ กับว่าเราถูกดึง, ถูกดึงอยู่เป็นสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย โดยไม่รู้สึกตัว โดย เนื้อแท้ ในจิตในวิญญาณอาจจะเป็นทางวัตถุนิยม. ข้างฝ่ายจะลองพุทธศาสนา ลองบวชดู ซึ่งเป็นเรื่องลองเท่านั้น, ก็นิดเดียว เท่านั้น. ส่วนความรู้สึกทั้งหมดในจิตใจที่เป็นส่วนลึก ที่ไม่มีสำนึก ที่ไร้สำนึก มัน เป็นฝ่ายโน้นหมดเลย ; เพราะฉะนั้นเราก็ดึงมาไม่ไหว ที่จะมาสู่อะไร ๆ ที่มันเป็นเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณที่ถึงที่สุด. นี้เรียกว่า “เราไม่จริงโดยไม่รู้สึกตัว" คำบัญญัติคำนี้จะมีในปทานุกรมหรือไม่หรืออะไร มีการใช้ที่ไหนก็ไม่ทราบ ; แต่มันมีอยู่จริงในมนุษย์ คือความไม่จริง, ไม่จริงใจ, ไม่จริงจัง และก็ โดย

น.164 ไม่รู้สึกตัว ว่าเราไม่จริงใจ ไม่จริงจัง, เป็นความไม่จริงโดยไม่รู้สึกตัว. มีหรือไม่มี ลองไปค้นดูในตัวเราทุกคน ; เราอาจจะจริงแต่ผิวนอกนิด ๆ หน่อย ๆ และความ ไม่จริงในส่วนลึกของจิตใจมันมีอยู่เต็มที่ อย่างนี้มันก็ล้มเหลว คือมันรวมอยู่ใน พวกที่ไม่จริง. ทีนี้จะพูดถึงความไม่จริง ความไม่จริงที่ไม่รู้สึกตัว มีอยู่ หลาย ๆ แง่หลายมุมในเวลานี้. ความไม่จริงนั้นมาจากการที่บังคับตัวเองไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ ; ถ้าเรา ตั้งใจ เราอยาก เราประสงค์ แต่แล้วบังคับให้ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีอะไรที่มันเหลือ ความสามารถของเราอีกชั้นหนึ่ง ; มันก็เลยเป็นเรื่องไม่จริงไปเหมือนกัน คือเหลว เหมือนกัน. นี่ก็ต้องแก้ไขกันในส่วนนี้ คือ ศึกษามองเห็นให้ชัดเป็นเรื่อง ๆ. เรื่องวัตถุ เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ นี้ต้องมองให้เห็นเป็นเรื่อง ๆ เรื่อง ๆ ชัดเจนลงไป. แล้วให้เห็นว่าอะไรมันจะช่วยได้, อะไรมันดี, จะต้องทำอย่างไร, จะเอาอย่างไร, ก็เอากันให้แน่และให้จริง ; และก็อย่าเข้าใจผิดด้วย ระหว่างสิ่ง ทั้งสามนี้, คือสิ่งทั้งสามนี้ไปด้วยกันก็ได้ แต่ ต้องให้สิ่งที่สำคัญถูกต้องนั้นนำหน้า : เช่นว่าเรื่องทางจิต ทางสติปัญญา ทางวิญญาณนี้ต้องนำหน้าเรื่องทางวัตถุ, เอาวัตถุ เป็นบริวาร นี้มันก็อย่างหนึ่ง ; แต่ทีนี้ไปเอาเรื่องวัตถุนำหน้า เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เป็นบริวาร นี้มันก็ตรงกันข้าม. การที่เราอยู่ในสภาพอย่างนี้ มาบวชแล้วอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร ? เป็น พวกไหน ในสองพวกนั้น ? นั่นแหละเราจะตอบคำถามได้ว่าจริงหรือไม่จริง ; มันจริง โดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว, แล้วก็ไม่จริงโดยไม่รู้สึกตัว หรือโดยรู้สึกตัว ; ถ้ามันเป็น เรื่องไม่จริงมันก็ต้องล้มเหลวแน่.

น.165 เมื่อมาถึงตอนนี้ก็อยากจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเหมือนกัน ; เราศึกษา ; รู้แล้ว ก็ต้องการจะทำได้ ; แต่ เราพ่ายแพ้แก่อะไรอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ก็คือ กิเลสและความเคยชินของกิเลส. ฟังให้ดี ๆคำว่า : สังโยชน์ และ อนุสัย ที่มัน ลึกลับซ่อนเร้น ละเอียดสุขุมที่สุด คือ ความเคยชินแห่งกิเลส ในสันดานของเรา ใต้จิต สำนึก อันนี้จะต้องรู้จักมัน มันทำความยุ่งยากลำบากมาก. ยกตัวอย่างเช่นเหมือนอย่างว่า เป็นหมอต้องศึกษาเรื่องกายวิภาควิทยา จน รู้ว่ามันประกอบด้วยอะไรไปทั้งเนื้อทั้งตัว, แล้วก็รู้เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือ เรื่องการสืบพันธุ์ จนมีคนถามกันบ่อย ๆในสมัยผม แรกเรียนนักธรรมก็มีพูด กันมาก ว่าทำไมพวกหมอจึงไม่บำบัดราคะความกำหนัดได้ ด้วยความรู้ทางกายวิภาค วิทยาเป็นต้น, และในที่สุดก็พูดกันไม่รู้เรื่อง และผมจะไปรู้เรื่องอะไรเพราะผมเป็น คนเพิ่งบวช เพิ่งเรียน. เมื่อสังเกตเรื่อย ๆ มาก็เห็นได้ว่ามันคนละเรื่อง แม้ว่า เดี๋ยวนี้เราจะเรียนรู้ มีความรู้ในส่วนนั้น เช่นว่าภิกษุ สามเณร ศึกษาพิจารณาเรื่องความเป็นปฏิกูล, ความ เป็นปฏิกูลของเนื้อหนัง ร่างกายของอวัยวะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม, นี้เป็นความเป็นปฏิกูล. แต่แล้วทำไมมันบังคับราคะไม่ได้. นั่นก็เพราะมันไขว้กันอยู่เรื่อยไป มันคนละเรื่อง ; เพราะว่ามันไม่เคยไปแตะต้องกัน และไม่เคยไปฟาดพันรบราฆ่าฟันกันเลย. ความรู้เรื่องปฏิกูล หรือเรื่องกายวิภาควิทยาก็ตาม มันเป็นเพียงความรู้ ; มันเป็นแต่ความรู้ หรือพวก knowledge , ดูจะไม่มากไปกว่านั้น มันมีกำลังน้อยมาก มันผิวเผินมาก. แม้ที่พระเณรพิจารณาปฏิกูลสัญญานี้ ความไม่งามของร่างกายก็ เหมือนกัน มัน เป็นความรู้, ไม่ถึงความเห็นแจ้งแทงตลอด มันเป็นความรู้ เท่านั้น. ความรู้ อ่านมาจากการอ่าน การจำ การคิด ไปตามความรู้ที่มาจากการอ่าน

น.166 การจำนั้น มันมีกำลังน้อย. ส่วน ความรู้สึกที่เป็นราคะนั้นมันมาจากสิ่งที่มีแรงมาก. ที่เรียกว่าสัญญา. ทีนี้ช่วยจำคำว่า "สัญญา" ในภาษาบาลีมันหลายความหมาย ที่สำคัญ สัญญา ในความหมายที่สำคัญ ที่เป็นอันตรายมากที่สุดก็คือ ความสำคัญ มั่นหมายว่า, เช่นความสำคัญมั่นหมายว่าผู้หญิง, ความสำคัญมั่นหมายว่าผู้ชาย, นี้เขาเรียกว่าสัญญา อิตถีสัญญา ปุริสสัญญา หรือสุขสัญญา, เรียกว่าสัญญา. สิ่งที่ เรียกว่าสัญญานี้ รุนแรงมาก ส่วนความรู้ หรือ knowledge ที่ว่าเนื้อหนังร่างกายเป็น อย่างไร เป็นปฏิกูลอย่างไร มันเป็นความรู้ที่ผิวเผิน ไม่เทียบกันได้กับกำลังของ สิ่งที่เรียกว่าสัญญา. เมื่อเข้าไปใกล้เพศตรงข้าม อิตถีสัญญา ปุริสสัญญา มันก็เกิดขึ้นเต็มที่ ระงับความรู้ กายวิภาควิทยา หมดเลย. มันมีกำลังน้อย มันต้านทานไม่ไหว หรือมัน ครอบงำกันไม่ได้ ; ฝ่ายความรู้มันครอบงำฝ่ายสัญญาไม่ได้. ฝ่ายสัญญามันมี imagine กำลัง imagine แรงมาก รู้สึกเป็นอะไรได้ตามที่กิเลสต้องการจะรู้สึก เป็น imagination ทั้งนั้น. ที่จริงไม่ใช่ของจริง. ราคะความกำหนัดในเพศตรงกันข้ามนั้นเป็น imagination แต่เป็น imagination ชนิดหนึ่ง อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจิตวิทยาสมัยนี้อาจจะรู้ไม่ถึงก็ได้, หรือรู้ก็ได้ ; แต่ว่า มันไม่พอที่จะเอามาใช้เป็นประโยชน์ ; ต้องมี imagination ทำงานตลอดเวลานั้น ราคะ หรือกิเลสจึงจะเกิดได้, imagination ว่าผู้หญิง ว่าผู้ชาย ว่าอะไรที่มันเกี่ยวกับเรื่อง นั้นอยู่ตลอดเวลา ; ทีนี้มันแรงมาก จนความรู้ที่รู้มาอย่าง knowedge นี้มันทำอะไร ไม่ได้เลย ; มันไม่ใช่ความรู้อย่างเห็นแจ้งแทงตลอด.

น.167 ทีนี้ หมอ ที่รู้เรื่องกายวิภาควิทยาดี ก็ทำอะไรแก่กิเลสไม่ได้. เณร ที่ท่อง ปฏิกูลสัญญาอยู่วันละร้อยแปดเที่ยว ก็ทำอะไรแก่กิเลสไม่ได้, สัปเหร่อ ที่จะแล่ศพ ทำอะไรศพอยู่ตลอดชีวิต ก็ทำอะไรแก่กิเลสไม่ได้; ยังมีความรู้สึกเป็นกิเลส เกี่ยวกับทางเพศทางอะไรอยู่ เป็นอยู่ตามเดิม. มันเหมือนกันหมดไม่ว่าความล้มเหลวประเภทไหน, มันสรุปได้ที่ว่า ความรู้นั้นมันไม่พอ ไม่มีกำลังพอที่จะบีบบังคับกำลังของสิ่งที่เรียกว่า "สัญญา". พอเข้ามาใกล้มันก็กลายเป็นสัญญา อิตถีสัญญา อะไรสัญญาไปแล้วที่มีกำลังมหาศาล ; แล้วความรู้ที่เป็นความรู้ล้วน ๆ นั้นมันง่อนแง่น มันอยู่ด้วยเหตุปัจจัยที่ง่อนแง่น ; มันก็ถูกครอบงำ ถูกเพิกถอนไปในพริบตา ถ้าปัญญามาไม่ได้ มาไม่จุ เหมือน เอาไข่ไปขว้างภูเขานั้น มันก็ทำอะไรไม่ได้ มันไม่สะเทือน; นี่คือความล้มเหลว ของการค้นคว้าที่ไม่ถูกทาง ไม่ถูกฝาถูกตัว. ตรงนี้มีปัญหาที่ต้องการถามว่า แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป ? เดี๋ยวนี้เราได้มาพูดถึงข้อที่ว่า ความรู้อย่างที่เรียกว่าความรู้ ที่ผิวเผินนั้นมัน สู้อำนาจสัญญาไม่ไหว. อะไรจะมาสู้สัญญาได้ ก็ต้องสัญญาด้วยกัน คือสัญญาที่ตรง กันข้าม. ที่นี้สัญญาฝ่ายนี้ คือสัญญาฝ่ายที่เราจะทำลายกิเลส เราสร้างขึ้นไม่ค่อยจะได้, สร้างขึ้นไม่ไหว, ไม่มีกำลังที่จะสร้างมัน เหมือนที่คุณเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เป็นเปรียญได้ประโยค ไม่รู้กี่สิบปีที่เรียนมานี้ ก็ยังไม่สามารถจะมีอำนาจ อะไรที่จะไปต้านทานราคะที่อยู่ในรูปอิตถีสัญญา ปุริสสัญญา. มันก็ต้องมีการทำโดยตรง เพื่อสร้างสัญญาฝ่ายที่ตรงกันข้าม เช่น : อสุภสัญญา หรือสัญญาอะไร ที่มัน ตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น. เขาจึงมีเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ คู่ ๆ กันเลย : เช่นฝ่ายโน้นมันมีสัญญา ว่าสัตว์ว่าบุคคลว่าหญิงว่าชาย, ฝ่ายนี้มันก็ต้องมีสัญญาว่าไม่ใช่ หรือ ไม่มีสัตว์หรือ บุคคล.

น.168 ทีนี้ถ้าฝ่ายโน้นเป็นสุขสัญญา ฝ่ายนี้ก็ต้องเป็นทุกขสัญญา ; และมีกำลัง เท่ากัน. เมื่อฝ่ายโน้นเป็นอัตตสัญญา ฝ่ายนี้ต้องเป็นอนัตตสัญญา, อนัตตสัญญา หรือสุญญตสัญญาที่เท่ากัน. เราสร้างสัญญาฝ่ายนี้ไม่ขึ้น ก็เพราะสัญญาฝ่ายโน้น มีเต็มที่มาแต่อ้อนแต่ออก, มันสร้างกันมาแต่อ้อนแต่ออก มั่นคงลงรากลึก. จะทำอย่างไรในเวลาอันสั้นที่จะสร้างอะไรขึ้นมาให้ทันกัน เพื่อ จะทำลายสัญญานั้นเสีย ? ถ้าหมอ สัปเหร่อหรืออะไรก็ตาม ไม่ต้องใช้ความรู้เก่า ในกายวิภาคหรืออะไรก็ได้ หรือจะใช้ก็ได้; ถ้าสามารถสร้างสัญญาที่เป็นปรปักษ์ ต่อกันขึ้นมาได้ ; มันก็ได้ ทั้งนั้น. ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หมอไม่ใช่สัปเหร่อก็ได้, หรือจะยิ่งได้ ; เพราะว่าไม่เคยชินกับการที่เคยทำไป ทำไป, อย่างที่เรียกว่ามันเหมือน กับทำปูทำปลา มันก็เลยไม่ช่วยได้ เพราะว่าความเคยชินในการที่มันไม่ช่วยได้มันมาก เกินไป. ฉะนั้นเราจึงเริ่มเข้าใจว่าแม้แต่หมอ หรือสัปเหร่อนี้ก็ไม่ได้เปรียบคนธรรมดา สามัญ ในการที่จะทำลายความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องเพศ เรื่องอะไร ต่าง ๆ. คำตอบมันมีอยู่ตรงที่ว่า มันไม่มีสัญญาที่เป็นปรปักษ์ที่ตรงกันข้าม ; เช่น ทางนี้มัน สุภสัญญา สวย ทางนี้มัน อสุภสัญญา ไม่สวย, ถ้าทางนี้มัน สุขสัญญา ทางโน้น มัน ทุกขสัญญา, ทางนี้เป็น อัตตสัญญา , ทางโน้นเป็น อนัตตาสัญญา. เมื่อทางโน้น เป็นกามสัญญา ทางนี้ก็เป็นอกามสัญญาอะไรอย่างนี้ ; มันต้องเท่ากันเสมอ มันถึง จะล้างกันได้. ทีนี้เราไม่มีการค้นคว้าเพื่อจะสร้างสัญญาอะไรเหล่านี้ในโลกนี้. ในสมัยนี้ ในเวลานี้ ไม่มี ใครคิดจะสร้าง ค้นคว้าหาวิธีสร้างสัญญาเหล่านี้ที่ตรงกันเข้ากับ สัญญาฝ่ายกิเลส และไม่มีใครต้องการที่จะสร้างมันขึ้นมา เพราะเขาต้องการเข้า ข้างกิเลสเข้าข้างสัญญา ฝ่ายโน้น ฝ่ายที่เป็นกิเลส, ยอมเป็นทาสด้วยซ้ำไป ; แล้ว ทำไมจะมาสร้างสิ่งที่มันตรงกันข้าม. นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมโลกที่เจริญด้วยการศึกษา

น.169 ค้นคว้าก้าวหน้าสังเกตทดลองนั้น ก็ไม่เกิดพระปัจเจกพุทธะขึ้นมาได้ ในตัวมันเอง ? ก็เพราะไม่มีการสังเกตค้นคว้าทดลองไปในรูปที่มันจะทำลายกิเลสตัณหานั้น คือในทางที่ ตรงกันข้ามกับกิเลสตัณหานั้น. ปัญหามันก็เหลืออยู่แต่ว่า เราจะเอาหรือไม่เอาเท่านั้น: ปัญหาเฉพาะหน้า มันเหลืออยู่แต่ว่า เราจะเอาหรือไม่เอากันเท่านั้น ในการที่ลองมีความรู้ประเภทนี้, คือ ทำลายความรู้สึกประเภทโน้นเสีย ; เราจะเอาหรือไม่เอา. ดูจะมีแต่คนเสียดายทั้งนั้น ไม่ยอมสละ ไม่ยอมสลัดตรวนที่ผูกขา มันก็เป็นเครื่องผูก เครื่องจองจำ เครื่อง เผาลนเสียบแทงอะไรอย่างยิ่ง. ที่เราไม่ยอมสลัด ก็เพราะเราไม่รู้จัก, ไม่รู้จักว่าเป็นอะไร, จึงไม่ยอมสละ ตรวนที่ล่ามขาผูกขาเพื่อจะเดินไปเป็นอิสระ เป็นอย่างฟรีที่สุดนี้ ก็ยังไม่ต้องการ ; เพราะจิตมันฝั่งแน่นในรสชาติของตรวนอันนั้น มีราคะเป็นต้น, แมง เพราะฉะนั้น รสอร่อยที่มนุษย์ต้องการก็คือรสของกิเลสทั้งนั้น ; แกทีนี้เมื่อให้กิเลสเป็นผู้ปกครอง เป็นผู้บังคับบัญชา มันก็ต้องไปตามเรื่องกิเลส; มันก็ต้องมีความทุกข์ทนทรมานไปตาม ประสาที่มีกิเลส ; ถ้าไม่ต้องการจะเอาชนะเรื่องนี้. ก็ไม่มีปัญหาที่จะศึกษาอะไรนัก ในทางศาสนา. ทีนี้ก็เหลืออยู่นิดเดียวตรงนี้ที่ว่า เราจะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปในรูปนี้ กันตลอดไป หรือว่าอย่างไรกันแน่? จะสละตรวนจากขาหรือไม่? ไปคิดดูเอง ; อย่างน้อย ในระหว่างบวชนี้ รู้ข้อเท็จจริงอันนี้ไว้ก็ยังดี แม้จะทำไม่ได้. รู้ข้อเท็จจริงว่าทำไมเราจึงเอาชนะมันไม่ได้ ? หมอ สัปเหร่อ ก็ควรจะ รู้เรื่องไม่สวยไม่งาม เรื่องอย่างนี้ ทำไมจึงเอาชนะมันไม่ได้ เพราะเหตุอะไร ? รู้รู้ไว้ ก็ยังดี. นานไปวันหน้าถึงสมัยที่จิตใจมันเปลี่ยนไป อาจจะต้องการ, แล้วอาจจะทำ ได้ง่ายได้เร็ว ถ้ารู้ข้อเท็จจริง รู้สึกตัวกันเสียแต่เดี๋ยวนี้.

น.170 นี่คือเรื่องที่เกี่ยวกับการค้นคว้าของมนุษย์ มนุษย์เต็มไปด้วยการค้นคว้า ไม่ได้อยู่นึ่ง แล้วก็วิ่ง ค้นคว้าอย่างวิ่ง วิ่งทำ ; แต่แล้วบากหน้าไปทางไหนก็ไม่ทราบ. มันก็ไม่พบกันกับผลที่จะทำให้โลกนี้มีสันติภาพ ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนรวม ; เพิ่ม ปัญหาชนิดที่ไม่รู้ว่าอะไร สางไม่ไหว มากขึ้น ๆ จนโลกนี้เต็มไปด้วยความมืดมน. ยิ่งเรียนยิ่งเป็นปริญญาอะไรหลายๆ อย่างเข้า ยิ่งมืดมน, คือไม่รู้ว่าจะไปทาง ไหน เพื่ออะไร จะไปทางไหน. พูดนั้นพูดได้ : แต่จะไปทางไหน พูดไปตามแบบของปรัชญา พูดไป ตามแบบศาสนา ; พูดนั้นพูดได้ทั้งนั้น แต่ใจมันไม่ไป; ใจมันยังมองไม่เห็น อะไรเลย และที่จริงที่สุด คุณก็จะเห็นเหมือนที่ผมพูดมาว่า การค้นคว้าทางวัตถุของ มนุษย์ ในโลกสมัยนี้นั้นมันเพื่อทำลาย, เพื่อการทำลายกันมากกว่า, เพื่อทำลาย ฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ทำลายเดี๋ยวนี้ มันจะทำลายอย่างยืดยาวยืดเยื้อไม่มีจุดจบ. วัตถุคือ ความอร่อย และวัตถุทางเห็นแก่ตัว แล้วมีเรามีเขา เพื่อจะแย่งวัตถุ, คิดนึกและค้นคว้า แต่หนทางที่จะครอบงำผู้อื่น ชนะผู้อื่น มันมีแต่อย่างนี้ในโลกนี้ ; ก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง แล้ว. แม้เขาพูดถึงสันติภาพ ก็พูดอย่างละเมอทั้งนั้น. คำว่า "สันติภาพ" นี้พูดอยู่ในโลกวันหนึ่ง ๆ คงจะพูดหลายแสนครั้ง หลาย แสนคำ หลายล้านคำ ทางวิทยุ. คำว่า "สันติภาพ" มันก็สันติภาพละเมอของผู้ละเมอ ของผู้ที่ไม่รู้ ว่า ตนนั้นแหละกำลังทำปัจจัยแห่งความไม่มีสันติภาพ. มองกันไป ในแง่นี้บ้างก็จะดี ว่าจะจริงหรือไม่จริง, อย่างที่ผมว่า มันน่าสงสารหรือว่ามันน่าอะไร ที่มนุษย์กำลังเป็นไปในรูปนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยการค้นคว้าสังเกตทดลอง ; แต่ก็ไม่เกิด พระปัจเจกพุทธะขึ้นมาได้. ถึงแม้จะมีคำสอนของพระศาสดาในศาสนาต่าง ๆ อยู่ ก็ยังเป็นหมัน ไม่มีผู้รู้ ตามหรือบรรลุตามได้ ; มันก็มีแต่ความไม่สงบอย่างสวยงาม. คุณฟังถูกหรือไม่ฟังถูก

น.171 ต่ผมฟังถูก ; ความไม่สงบหรือวิกฤตกาลอันสวยงามนั้นมีอยู่ในโลกนี้เรื่อยไป : คือความทุกข์ยากลำบากที่สวยงามอยู่ในโลกนี้, เหมือนที่กำลังมี ๆ เป็น ๆ เห็น ๆ แล้ว ก็มีปัญหาชนิดที่ไม่จบ, ปัญหาคือความเหน็ดเหนื่อย ความหวาดระแวงความกลัว ความที่ไม่มีการพักผ่อนทางวิญญาณอย่างสนิทเลย อย่างนี้. คุณไปสังเกตดู ลองเป็นหมอทางจิตใจดูบ้าง, สังเกตดูมนุษย์ทุกคนใน โลกนี้ เวลานี้ ไม่มีความพักผ่อนทางวิญญาณเลย ; ห่วงนั่นห่วงนี่ห่วงโน้นห่วง ไปสารพัด. ยิ่งพวกที่ลูกหลานออกไปรบอยู่ในสนามรบด้วย ยิ่งไม่มีความพักผ่อนทาง วิญญาณ มีความหวั่นไหวเทไปเทมา, เทไปเทมาอย่างน่ากลัวที่สุด. แม้ที่สุดแต่เรื่อง เกิดจากเศรษฐกิจ เรื่องการเงิน พอประเทศใดประเทศหนึ่งลดค่าเงินตราลงสักเท่าไรใน ประเทศหนึ่ง ; นี้มันก็โคลงเคลงหวั่นไหวไปทั้งโลก ซึ่งแต่ละประเทศต้องการจะป้อง กันผลประโยชน์ของตัวว่า เมื่อประเทศนั้นลดค่าเงินตราลง แล้วเราจะเป็นอย่างไรบ้าง. เดี๋ยวนี้มันโคลงเคลงกันทั้งโลกเลย แล้วก็นอนหลับไม่สนิท มันมีแต่ปัญหา อย่างนี้หลายสิบชนิดหลายร้อยชนิด ระดมทับถมอยู่ในโลกนี้: แต่ก็ไม่รู้สึก ไม่รู้ว่า มีปัญหาอะไร, แล้วก็ไม่สนใจที่จะให้ใครช่วยแก้ไข หรือพระเจ้าจะมาช่วย หรือ ศาสนาจะมาช่วย ก็ไม่มีใครสนใจ; คงตั้งหน้าตั้งตาทำไปตามที่ตนเห็นว่าจะรอด หรือ ว่าจะได้เปรียบ หรืออะไรเรื่อยไป. ฝ่ายประเทศเล็ก ๆ ต้องตามกันประเทศใหญ่ ๆ มันก็ ไม่แปลก ; เพราะแยกตัวออกมาไม่ได้. นี่คือโลกที่เต็มไปด้วยการค้นคว้า พิสูจน์ทดลอง อย่างวิทยาศาสตร์และปรัชญาในสมัยปัจจุบัน. สรุปความแล้วมัน น่าจะจับจุดกันให้ได้เสียทีว่า เราควรจะสังเกต ศึกษา ค้นคว้า ทดลองกันไปในรูปไหน มนุษย์จึงจะมีสันติภาพหรือ ความสงบสุข.

น.172 ปัญหาเรื่องคนล้น คนมากเกินโลก มากเกินแผ่นดินโลก ก็กำลังระส่ำ ระสายไปทั้งโลก, ปัญหา เรื่องไม่มีอาหารจะกิน กำลังระส่ำระสายไปทั้งโลก ก็หา ทางออกทางแก้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งล้วนแล้วแต่มันเป็นเรื่องนอนหลับไม่สนิททั้งนั้น. ความเจริญทางวัตถุมันมากเกินไป มันทำลายวัตถุนั้นเอง มากเกินไปจนจะไม่พอใช้. คุณควรจะต้องมองกันในแง่นี้บ้างว่า ความเจริญทางวัตถุมันไม่ใช่เพื่อนำมาใช้ไปเพียงใน เรื่องกิน หรือใช้ไปในทางเท่าที่ไม่จำเป็นนัก, มันทำลายมากเกินไป, เอาวัตถุมา ทำลายกันมากเกินไป. อย่างเช่นเอาโลหะธาตุ หรือน้ำมันในแผ่นดินนี้ มาใช้ตามความต้องการ ของผู้ลุ่มหลงทางวัตถุ นี่ทำลายกันมากเกินไป, เช่นน้ำมัน เอามาทำลายอย่างที่ไม่จำเป็น มากเกินไป. พอน้ำมันหมดในโลกนี้ ก็จะไปยึดหาพลังงานปรมาณูมาใช้แทนน้ำมัน ; มันก็ไปเป็นเรื่องที่ยุ่งมากทุกที. เมื่อโลหะธาตุมันหมด ก็ต้องคิดไปเอามาจากโลก พระจันทร์หรืออื่น ๆ มันก็ยุ่งกันมากไปทุกที่ ; และไม่เป็นไปเพื่อความสงบสุข, นั้น มันทำลายเกินความจำเป็น. มนุษย์ทำลายวัตถุเกินความจำเป็น และมนุษย์ฝืนธรรมชาติมาก ในข้อที่ทำ ความไม่สมดุลย์ต่าง ๆ ขึ้นหลาย ๆ อย่าง ; ปัญหามันก็เกิดขึ้น. ที่อยู่กันอย่างคนโบราณดู จะไม่กลัวความตาย ไม่มีการกลัวความตายเหมือนคนสมัยนี้ ; ฉะนั้นการที่ต้องตาย ด้วยโรคระบาดหรือด้วยอะไร มันก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร ; ความเจริญก้าวหน้าใน ทางที่จะทำให้เกิดปัญหาก็ไม่มี. สมัยนี้เจริญจนไม่สมดุลย์ เรียกว่ามันเกิดไม่สมดุลย์ขึ้น ; เพราะวัตถุมันก้าวหน้ามาก เกินกว่าเรื่องทางจิตทางวิญญาณ. ทีนี้ลองตั้งปัญหาบ้า ๆ บอ ๆ ของผมขึ้นมาดูว่า ในสมัยที่เกิดพระปัจเจกพุทธะ นั้น คนเหล่านั้นไม่ต้องการวัตถุ, หรือไม่มีวัตถุ ไม่มีตึก ไม่มีรถยนตร์ ไม่มีอะไร, แล้วก็เพ่งไปแต่ในทางที่จะหยุดอำนาจของกิเลส แล้วก็หยุดได้ แล้วก็เป็นปัจเจกพุทธะ

น.173 ล้วก็สบายตามแบบของท่าน. อย่างนี้มันเป็นอย่างไร ? มันบ้า ๆ บอ ๆ หรือว่าอะไร, มันไม่เพิ่มพลเมือง แล้วก็เรียกว่าบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนั้นหรือ ? หรือว่ามันไม่มีตึก ไม่มี รถยนตร์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีอะไร นี่มันเป็นเรื่องครีดระล้าสมัย หรือโง่เง่าอย่างนั้นหรือ ? ทีนี้เรามาเทียบกันดูว่า ที่มนุษย์วิ่งไปในทางวัตถุ แล้วเกิดความไม่สมดุลย์ กันขึ้นมาอย่างในสภาพปัจจุบันนี้ มันเป็นอย่างไรบ้าง ? ถ้าโลกนี้เป็นโลกของ ปัจเจกพุทธะไปเสียสักทีจะดีไหม ? จะแก้ความไม่สมดุลย์ได้ไหม ? คงไม่มีใครชอบ แน่นอน. แต่ถ้าเราดูถึงส่วนลึกของจิตใจอย่างพระปัจเจกพุทธะ ท่านเป็นอยู่ด้วย ความสุขตลอดเวลา นอนหลับสนิทตลอดเวลา ไม่ต้องสร้างโรงพยาบาลประสาท นี้เรียกว่าเราพูดกันเรื่องการค้นคว้าที่ควรสนใจ ; นักค้นคว้าตัวยง ผมคิด ว่าจะเป็นพระปัจเจกพุทธะ มากกว่าพวกอื่น. การค้นคว้าทางวัตถุ การค้นคว้าทางจิต การค้นคว้าทางวิญญาณนี้ต้องระวังให้ดี ให้อะไรนำหน้าจึงจะปลอดภัย ? ในที่สุด ความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นแหละมันเป็นเรื่องของการค้นคว้าทางวิญญาณ ทางสติปัญญา เพื่อจะไม่ยึดมั่นวัตถุ หรือเพื่อจะไม่ยึดมั่นในผลกำไร ที่ได้มาจากการใช้จิต ; เราก็สบาย. เอาละพอกันทีเพียงนี้ .

น.174 ขอบเขตของการค้นคว้า ทางวิญญาณ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๑๒ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๑๒ เป็นวันที่ ๑๘ แห่ง ระยะวันเข้าพรรษา ในวันนี้จะว่าถึงเรื่อง "ขอบเขตของการ ค้นคว้าทางวิญญาณ" ที่แล้วมาได้พูดหรือได้เล่า หรือยก ตัวอย่างให้ฟังมามากมายแล้ว ที่แสดงให้เห็นว่าการศึกษา ค้นคว้า หรือ ความก้าวหน้าของมนุษย์โดยมาก ในสมัย ปัจจุบันนี้ ไม่อยู่ในขอบเขตของเรื่องความดับทุกข์. ฟังให้ดี ว่า ไม่อยู่ในขอบเขตของความดับทุกข์ ; เพราะ มันพร่าไป หรือละเอียดจนเฟ้อไปในแขนงใดแขนงหนึ่ง, มันเนื่องจากความนิยมของคนสมัยนี้ ในการที่จะเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชาหรืออะไรทำนองนั้น เลยไม่มี จุดหมายไปยังความดับทุกข์โดยตรง. แม้ในทางโลก ใน ทางวัตถุ มันก็ไม่เข้ามาในขอบเขตของเรื่องทางวิญญาณ, ๑๔๕

น.175 หรือถ้าจะมีการค้นคว้าทางจิตใจกันบ้างที่เรียกว่าจิตวิทยา อะไรทำนองนี้ มันก็อยู่ นอกขอบเขตของการดับทุกข์, คือไม่ได้ค้นเพื่อความดับทุกข์, หรือเขาอาจจะพูด หรือหวังเพื่อความดับทุกข์ก็ได้ แต่ไม่เป็นอย่างเดียวกับพุทธศาสนา. เจอ ที่พูดไปแล้วจะเท็จจริงอย่างไรก็คอยดูต่อไปก็แล้วกัน ; คงจะเห็นได้ใน อนาคต. การศึกษาค้นคว้าของ มนุษย์ในโลกปัจจุบันนี้ อยู่นอกขอบเขตของ เรื่อง ดับทุกข์ตามหลักพุทธศาสนา นี้เป็นอันว่าเลิกกัน จะไม่พูดกันอีก ; จะพูด สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะค้นคว้าในวงศาสนา ในวงพุทธบริษัท นี้มันก็ยังมีความบกพร่อง คือไม่มีขอบเขต, หรือไม่ตรงจุดอีกเหมือนกัน. การศึกษาก็ดี การค้นคว้าก็ดี ที่ทำอยู่ในวงพุทธบริษัทนี้ มันก็ ไม่ตรงจุดของความดับทุกข์. การศึกษา ค้นคว้าขยายตัวไปในทางวิชามากไป ไม่วกมาในฝ่าย ปฏิบัติทางศาสนาโดยตรง. นี่จึงมีผลอย่างนี้ ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งมีพุทธศาสนาหลาย แบบ ; ตามนิกายที่มีหลาย ๆ นิกาย, ส่วนใหญ่หนักไปในทางปริยัติ หรือวรรณคดี. แม้ว่าจะหมุนมาค้นคว้าในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณโดยตรง ก็ยังเลยขอบเขตบ้าง ไม่ ตรงจุดบ้าง การค้นคว้านั้นก็ไม่ค่อยได้ผลทันในเวลาสมควร. เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ยกตัวอย่างเรื่องของพระปัจเจกพุทธะมาให้ฟัง ว่ามีการ ค้นคว้าที่ถูกต้อง ตรงจุด ; ซึ่งมีผลได้โดยไม่มีอะไรลำบากมากมายนัก จนเราอยากจะ เรียกพระปัจเจกพุทธะว่าเป็นนักค้นคว้าชั้นเลิศ, คือไม่เพื่อ แล้วก็ได้ผล ด้วยการลงทุน ที่น้อย ที่ง่าย ที่เงียบ เบาสบาย ไม่ลำบากเหมือนคนในสมัยนี้ เรียนจนปวดหัว เรียน จนตายเพราะการเล่าเรียน ; ก็ไม่ใช่นักค้นคว้า; อย่างนี้ไม่ควรเรียกว่านักค้นคว้า และไม่ต้องพูดว่าชั้นเลิศ.

น.176 ขอบเขตของการค้นคว้าทางวิญญาณ ๑๔๗ การค้นคว้าทางวัตถุ เราก็พูดกันแล้ว และจะไม่พูดถึงอีก, การค้นคว้า ทางจิตก็กำกวม จนไม่รู้ว่าอะไรกันแน่. ถ้าสมัยโบราณการค้นคว้าทางจิต เขาเพื่อใช้ กำลังจิตชนิดที่มีทุกข์หรือลึกลับ จึงเป็นเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์. การค้นคว้าทางจิตใจ ในสมัยปัจจุบันนี้ดูจะเป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าอย่างอื่น, "และก็ไม่เคยนึกถึง เรื่องฤทธิ์ เรื่องปาฏิหาริย์ ถึงแม้มีพวกที่ยังติดในทางศาสนา ทางฤทธิ์ ทางปาฏิหาริย์ ; ยังเหลืออยู่ ก็ค้นคว้าไป อีกแนวหนึ่ง ; ซึ่งไม่ใช่พวกนักศึกษาประเภทวิทยาศาสตร์. ส่วนที่เขาพูดว่า ค้นคว้าทางวิญญาณ มันก็คนละวิญญาณ เช่นค้นคว้าเรื่อง ผี เรื่องเทวดา ก็มีสมาคมค้นคว้าเรื่องผี เรื่องเทวดา เกิดขึ้น และก็เป็นปึกแผ่นขึ้น เหมือนกัน ; แม้จะพบผี ก็ไม่ใช่การค้นคว้าทางวิญญาณอย่างที่เราพูดถึง. วิญญาณผี นั่นมันอย่างหนึ่ง วิญญาณที่เราหมายถึงเรื่องสติปัญญานั้นอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้บรรลุ มรรค ผล นิพพานนั้นอีกอย่างหนึ่ง. จะพูดให้จำง่าย ๆ ว่า ถ้าค้นคว้าทางวิญญาณก็จะต้องพบผี. นี่พูดได้ไม่กลัว ด้าน เพราะว่าถ้าค้นทางวิญญาณจะเห็นว่าพบผี แต่เป็นผีคนละอย่าง ผีคนละชนิด. ผีใน ภาษาคนอย่างหนึ่ง ผีในภาษาธรรมอีกอย่างหนึ่ง. พระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า นักค้นคว้าตัวยงนี้ ท่านค้นคว้าทางวิญญาณ ท่านก็พบผี ลองคิดดูอีกทีว่ามันหมายถึง ผีอะไร ? ถ้ามีการค้นคว้าทางวิญญาณจริง และถูกต้องจริง ตามหลักของพุทธ- ศาสนาก็พบผี คืออวิชชา, นก อวิชชาคือผีจริง . " สำหรับเรื่องอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ตัณหา อุปาทาน และความทุกข์นั้น ก็ได้เคยอธิบายแล้วโดยละเอียดอยู่แล้ว ; ก็มองดู ในแง่ ที่มันเป็นผี คือมันมิได้มีอยู่จริง, มิได้เป็นของจริง มิได้มีอยู่จริง แล้วมันก็ หลอนคนให้เป็นทุกข์ หลอนจิตใจของคนให้เดินไปในทางที่จะเป็นทุกข์ ชอบความทุกข์.

น.177 การค้นคว้าทางวิญญาณ พบผีของพวกชาวบ้าน ก็คือผีชนิดผี ๆ สาง ๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาพูด นั้นไม่ใช่ผีที่แท้จริง ; มันเป็นอาการของอวิชชาของมนุษย์ ที่มีรวมกันมาก ๆ เข้า. เรื่องผี เรื่องเทวดาศักดิ์สิทธิ์ หรือ เรื่องผี เรื่องวิญญาณที่ เป็นผี มีได้หรือมีขึ้นมา เพราะความโง่ของคนจำนวนมากที่สุดอยู่ที่นั่น และใน เรื่องนั้น ; ต้องเป็นไปในหมู่คนขี้ขลาดและโง่ จึงจะมีผีเกิดขึ้นจริง. ที่จอมปลวกหรือที่ ต้นไม้หรือที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ที่ภูเขาหรือที่ไหนก็ตาม อำนาจอันนี้มีอยู่จริง มีอำนาจ ครอบงำคนให้ตายให้เจ็บไข้ หรือเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้จริง และผมก็เชื่อผีชนิดนี้ ว่าได้มีอยู่จริง ; แต่มันมิใช่ผีจริง มันเป็นผลของความโง่หรืออวิชชาของคน จำนวนมาก มันรวมกำลังกัน แล้วก็สิงอยู่ในที่นั้นตามที่เชื่อกัน. ตัวอย่างเช่นว่าจอมปลวกแห่งหนึ่ง ใครผ่านแล้วไม่เคารพตามที่รู้กันอยู่ ก็จะมีอาการจุกแน่นชักดิ้นชักงอ. อย่างนี้เป็นได้จริง ; ถ้าความเชื่อของคนที่นั่น จำนวนมากพอ เชื่อ ๑๐๐ % อย่างนั้น, ด้วยความโง่ ความเชื่อหรือกำลังจิตของความโง่ สิ่งอยู่ที่นั่น. ที่นี้คน ๆ เดียวเดินไป สู้กำลังจิตของคนจำนวนใหญ่ไม่ได้; ก็มีอาการ ที่เป็น และรู้สึกไปตามนั้น จนกว่าจะได้มีการกระทำตามนั้น แก้ไขตามนั้น, หรือ ตามความเชื่อที่โง่นั้นว่าแก้กันอย่างไร : ก็ต้องใช้ความโง่อีกชั้นหนึ่งมาแก้ มันจึงจะ หายจุกหายชัก เดินไปได้. ต่อมาคนที่นั่นเริ่มไม่สนใจ ไม่เชื่อกันมากขึ้น ๆ อำนาจนี้ก็จางลง ๆ จนทำ อะไรใครไม่ได้ ; แปลว่าผีนั้นก็ตายไปหายไป. ในสมัยโบราณผีทำนองนี้มีมากที่สุด มากแห่ง, สมัยนี้ก็น้อยลง ๆ เพราะคนไม่เชื่อ มีการศึกษา มีจิตใจกระด้าง ไม่ยอมเชื่อ. อำนาจแห่งความโง่ หรืออวิชชาที่เป็นผี มันก็ไม่มีพ่อ ที่จะครอบงำจิตใจคน ; เพราะ คนไม่โง่ในทำนองนั้น แล้วมันฉลาดอย่างแกมโกง มันเกิดดื้อ เกิดด้าน แล้วไม่กลัว

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต