Buddhadasa.org

ขอบเขตของการค้นคว้าทางวิญญาณ

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.178 ผีก็ตายไปเอง. เดี๋ยวนี้ไม่ฉลาดกันอย่างนั้นทั้งหมด ; ยังมีคนที่โง่พอไปถึงศาลเจ้า นั้นก็ไหว้, ไหว้ก็คือเชื่อ ศาลศักดิ์สิทธิ์ทางไปเชียงราย ผมเห็นแล้วตกใจ เป็นบริเวณกว้างเต็มไป ด้วยเจ็ดขึ้นไปวางเซ่นไว้ ด้วยรูปช้างรูปม้า; ทำให้เพิ่มความโง่ เพิ่มอวิชชา เพิ่ม กำลังจิตของอวิชชาให้มากขึ้น ๆ; ให้รักษาเอาไว้ได้. ถ้าเมื่อไรหยุดทำ มันก็หยุดโง่ หยุดมีผีอวิชชาสิงอยู่ที่นั่น มันก็ไม่มีผีชนิดนั้น ผี ๆ สาง ๆ ก็ไม่มีเหลืออยู่ที่นั่นอีก. ฉะนั้น ผีนั้นก็ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงผล หรือปฏิกิริยาของความโง่ของมนุษย์ ที่ มือวิชชาสิง คือสุม ๆ ทับถมลงไป. นี่มันเป็นเรื่องจิต ไม่ใช่เรื่องวิญญาณ ; เป็น เรื่องจิต เรื่องกระแสจิตของคนโง่. ถ้าจะคันต้องคันในแง่ของจิตวิทยา ; ไม่ใช่ ในแง่ของสติปัญญาที่จะรู้มรรค ผล นิพพาน. ที่เรียกว่า"ผี" ในภาษาคน ผี ๆ สาง ๆ อย่างที่คนกลัวกันนักจนเป็นไข้ ก็คือ ความโง่ของคนเรานั้นเอง, หรือคน ๆ เดียวนั้นเองทำให้เกิดผีขึ้นมา. โครงกระดูก ที่แขวนไว้ที่ศาลานี้ วันแรกเอามามีเด็กนักเรียนหมู่หนึ่ง ครูพามาดูวันแรกที่สุด ; ครั้งแรกเด็ก ๔-๕ คนมันไม่กลัว เอาหัวเข้าไปโผล่ในโครงกระดูกเลย คลึงเคล้าเล่น กับโครงกระดูก, แต่ว่าหลายสิบคน ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้า ทั้งที่เพื่อนทำ แล้วก็ ไม่กล้า, เด็กอีก ๓-๔ คนกอดเสาตัวสั่นอยู่ที่บันไดข้างล่าง ๓-๔ คนนี้กลับไปถึงบ้าน คืนนั้นเป็นไข้หมด. ขอให้ดูว่า ผีคืออะไร ? ใครสร้างมันขึ้นมา ? ก็คือความโง่ของ เด็ก ๓-๔ คนนั้น สร้างผีขึ้นมาสำหรับหลอนตัวเอง แล้วไปเป็นไข้ ; ส่วนเด็กอีกหลาย สิบคนไม่เป็นไร เพียงแต่กลัวเป็นพัก ๆ หนึ่ง ; แต่อีก ๓-๔ คนไม่กลัว ถือเป็น ของเล่น เอาหัวไปไถโครงกระดูกจนเสียไปเลย. ขอให้มองผี ๆ กันในแง่นี้ก่อน ว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะมันมี concept ขึ้นมาได้, เพราะความโง่ของคนที่มีความขลาดและอวิชชา. ฉะนั้นผี ๆ สาง ๆ นี้ก็มาจากอวิชชา,

น.179 ผีที่หลอกคนอยู่ ในโลกเวลานี้, ผีบ้า ๆ ขอ ๆ ที่ไม่จริงนี้ก็มาจากอวิชชา. คนโง่ ๆ ค้นพบเพราะความขลาด ความกลัว ความโง่, โดยการช่วยสร้างมันขึ้นมาในโลก พอคนหายโง่ทำนองนี้เมื่อไร ผีประเภทนี้ตายหมดจากโลก ; แต่ ผีจริงผีอวิชชายังอยู่ คือผีที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ซึ่งได้แก่อวิชชา ที่เทียบกันได้กับผีที่หลอนมนุษย์ ให้คิด ให้นึกให้ปรุงแต่ง ไปทางที่เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าถ้ามีการค้นคว้าทางวิญญาณ ก็จะพบผี ๒ ชนิด : ค้นคว้าทาง วิญญาณที่ถูกต้องก็พบผี คืออวิชชา, ค้นคว้าทางวิญญาณอย่างโง่ ๆ ที่เกี่ยว กับกระแสจิต ก็พบผี ๆ สาง ๆ อย่างที่คนโง่มีไว้หลอนตัวเอง. ผมต้องการ อย่างยิ่งที่จะพบกับผี จะคุยกับผี อยากให้ผีหลอก จนบัดนี้ยังไม่เคยพบผีมาหลอก จึงเชื่ออย่างนี้ว่า ถ้าไม่ขลาด หรือไม่โง่ด้วยอวิชชาถึงขนาดหนัก ก็ไม่มีผีสำหรับเรา. ที่เขาว่าเขาถ่ายรูปผีได้นั้น ผมไม่เชื่อ ; โดยมารยาท ไม่พูดว่าเขาโกหก ; แต่ไม่เชื่อก็มีค่าเท่ากับเขาโกหก : เป็นเรื่องเล่นตลกอะไรไปตามแบบของเขานั่นอย่าง หนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งคือความโง่อย่างถึงที่สุดของเขาทำให้มองเห็น ทำให้รู้สึกไปอย่าง นั้นได้; มันไม่ใช่ผี. ถ้ามีจริงก็เป็นเรื่องทางกระแสจิต. การสื่อสารโดยใช้ กระแสจิตอย่างนี้เป็นสิ่งที่มีจริง และเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่ผี ไม่อาศัยผี ไม่ใช่ อำนาจผี; เรื่องของกระแสจิตบางชนิดถูกสมมุติ ให้เป็นเรื่องของผี. ที่จริงสิ่งที่เรียกว่า จิต นั้นไม่ใช่ผี เป็นธรรมชาติแท้ ๆ ธรรมชาติล้วน ๆ หนึ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้จัก. มนุษย์รู้จักแต่พวกธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุวิญญาณนั้นไม่รู้จัก แต่ไปรู้จัก อย่างโง่ที่สุดคือเป็นผี หรือเป็นวิญญาณที่เรียกว่าผี.

น.180 ถ้าถือตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา สิ่งที่เรียกว่าจิตหรือ วิญญาณนั้นก็คือ ธาตุนิดหนึ่ง, เป็น element ตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง. จิตหรือวิญญาณมีสมรรถภาพอะไรของมันอย่างนั้นเอง มีคุณสมบัติอย่าง นั้นเอง. ถ้าเราค้นคว้าเรื่องจิต เรื่องจิตธาตุ วิญญาณธาตุทำนองนี้ เราก็พบความลับ ที่จะใช้มันได้มากเหมือนกัน. เขาเรียกว่าเรื่องวิญญาณ ; แต่ผมไม่เรียก จะเอาไว้เรียก เรื่องสติปัญญา. ผู้ที่ค้นคว้าทางกระแสจิต และฝึกฝนทางกระแสจิตก็ทำกันได้น่าดู เหมือนกันในหมู่พวกโยคี ; แต่ไม่เกี่ยวกับมรรค ผล นิพพาน. ในเรื่อง กระแสจิตล้วนก็ทำกันได้แปลก ๆ, ใช้ได้แปลก ๆ, " เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ ; แล้วก็มี พวกโยคีปลอมเล่นกลหาประโยชน์นั้นก็มาก, มากที่สุดและปนกันยุ่งไปหมด ; โยคีจริงที่มีกระแสจิตจริงก็มี “ถ้าอยากจะรู้ก็ต้องไปสอบถาม ไปดู ไปศึกษา กับหมู่พวกโยคีที่แท้จริง โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย. แต่เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าเสื่อมลง มาก เพราะความดึงดูดทางวัตถุทางสมัยใหม่ทำให้คนไม่สมัครเป็นโยคีชนิดนั้น ; มีน้อย ลง ๆ ก็สูญไป. สวามีสัตยานันทบุรี เคยเล่าให้ผมฟัง น่าอัศจรรย์มาก คงไม่ปด เกี่ยวกับพวกโยคีที่ทำอะไรได้จริง; แต่แล้วก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องไม่จริง คือเป็น เรื่องอำนาจจิต เป็นเรื่องกระแสจิต เป็นเรื่องทำให้เห็นให้รู้สึกทางตา ทางหู จมูก ลิ้น อย่างแท้จริงได้ แต่ของนั้นไม่จริง. อธิบายให้เห็นง่าย ๆ เช่น : ทำให้รู้สึกเป็นข้าว แล้วกินเข้าไป แล้วก็อิ่มได้ ; แต่ข้าวนั้นไม่จริง, ที่กินเข้าไปนั้นไม่ใช่ข้าวจริง เป็นเรื่องของกระแสจิต ; เป็น อำนาจของกระแสจิตที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นโยคีจึงเนรมิตข้าวกินเองไม่ได้ จึงต้องเที่ยวบิณฑบาตฉันอยู่ ; แต่ในที่เฉพาะหน้าทำได้ถึงอย่างนั้น

น.181 ขาเล่นกลได้อย่างที่ไม่น่าเชื่อ, อย่างที่ชนะพวกเล่นกลฝรั่ง คือว่าเขาแสดง อย่างไหนก็ได้ ; แต่ก็เป็นเรื่องกระแสจิต. รายที่เป็นเรื่องเล่นกลอย่างนี้ก็มีมาก คือ เป็นเรื่องไม่จริง ; แต่เป็นการอ่านกระแสจิตจากจิต อย่างนี้ก็มากเหมือนกัน : เช่นบุรุษ ไปรษณีย์มายังไม่ถึงวัด เขาก็บอกได้ว่าจะเอาจดหมายมาให้กี่ฉบับ คือเขาอ่านเอา จากจิตใจของบุรุษไปรษณีย์นั้น. เลิกพูดกันก็ได้ว่า เรื่องจิต นั้น มันอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็ ค้นคว้าได้ ไม่มีที่ สิ้นสุด, และเป็นไปได้อย่างประหลาด ไม่มีที่สิ้นสุด จนต้อง จัดเป็นเรื่องอจินไตย ชนิดหนึ่งใน ๔ ชนิดคือ ๑. พุทธวิสัย สมรรถภาพของพระพุทธเจ้านี้เป็นอจินไตย, ๒. ฌานวิสัย คือเรื่องสมรรถภาพของจิต ที่ประกอบด้วยฌาน เป็นเรื่องไม่สิ้นสุด, ๓. วิบากกรรม ไม่สิ้นสุด, ๔. ความคิดของโลกมนุษย์ ไม่สิ้นสุด, เป็นอจิน- ไตย ๔ อย่าง. เพราะฉะนั้นเรื่องกระแสจิต และเรื่องผี ๆ สาง ๆ ที่สร้างขึ้นด้วยกระแสจิต ก็พลอยไม่สิ้นสุดไปด้วย. เรื่องผี ๆ นี้จึงพูดให้รู้ไว้ สำหรับว่าจะเลิกกัน ไม่ต้องไปคิดถึงมัน มันไม่มี ประโยชน์ที่แท้จริง ; จะมีประโยชน์ก็แต่เรื่องหากิน หรือหลอกลวงเขาหากิน แม้เป็น การหากินบริสุทธิ์ ก็เป็นเรื่องหากิน ไม่ใช่เรื่องธรรมะ. เรามาค้นในแง่ฝ่ายวิญญาณ : ฝ่ายที่เป็นไปในเรื่องผี ๆ สาง ๆ เป็นผีจริง คืออวิชชา, อวิชชาคือผีจริง และให้เกิด ผี ๆ สาง ๆ อย่างที่คนโง่ ๆ เขากลัว เขาขลาดกัน ; ฉะนั้น ต้นตอของผีจริงมันอยู่ที่ อวิชชา ; ผี ๆ สาง ๆ นี่ไม่ใช่ผีจริง, มันเป็นผลิตผลของอวิชชา. ถ้าเราจะค้นคว้า ทางวิญญาณจริง ก็จะพบผีจริงๆ คืออวิชชา. การค้นคว้าทางวิญญาณนั้นก็เพื่อจะฆ่าผีนั้นเสีย. ขอบเขตจำกัด ของการค้นคว้ามีเพียงเท่านี้, อย่าให้มันมากกว่านี้ เพื่อให้พบอวิชชา และทำลาย

น.182 อวิชชาเสีย. เดี๋ยวนี้เราไม่ค้นกันอย่างนี้ : พุทธบริษัทแท้ ๆ ค้นไปในแง่ว่ามีวิญญาณ, ปฏิสนธิวิญญาณอย่างที่มีชื่อในอภิธรรม แล้วก็จะไปเกิดชาติหน้าด้วยกรรมอย่างนั้น อย่างนี้, แล้วคน ๆ นี้เองไปเกิดด้วยกรรมของเขาอย่างนั้นอย่างนี้.แกง พูดไปพูดมา ลืมดูหัวแม่เท้าตัวเอง ว่ามันเป็นสัสสตทิฏฐิเข้าไปถึงคอแล้ว. การที่พูดว่าคน ๆ นี้เอง ไปเกิดนั้นก็คือ สัสสตทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิอย่างยิ่ง ; เลิกพูดเสียดีกว่า ว่าคน ๆ นี้ไปเกิด ด้วยผลบุญอะไร ผลกรรมอะไร. พระพุทธเจ้าท่านพูดถึงเรื่องไม่มีคน เมื่อไม่มีคนก็ไม่มีตายไม่มีเกิด ; ตัวเรื่องจริงมันอยู่ที่นั่น. ถ้าพูดถึงเรื่องการเกิด ก็หมายถึงเรื่องเกิดอย่างทุกข์เกิด ; เกิดอย่างเข้าโลง แล้วไปเกิดใหม่ก็เรียกว่าเกิด ; มีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกู ครั้งหนึ่ง ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่าเกิด. ทีนี้มันก็ทั้งสองเกิด มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า มันเป็นทุกข์หรือ ไม่ทุกข์ ; ถ้าเป็นทุกข์มันต้องดับทุกข์. หน้าที่มันต้องเรื่องดับทุกข์ไม่ใช่เรื่องมัวถาม ที่ว่าอะไรไปเกิด หรือเกิดด้วยอะไร ? มีปัญหาว่าเกิดขึ้นมาแล้วเป็นทุกข์หรือไม่ ? ถ้าเป็นทุกข์ต้องดับทุกข์. ฉะนั้นจึงมีพระพุทธภาษิตที่ว่า "ฉันพูดแต่เรื่องทุกข์ และเรื่องดับทุกข์เท่านั้น" ในมัชฌิมนิกาย. ถ้ามีใครมาทูลถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ? อะไรไปเกิด ? เกิดด้วย อะไร ? อย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธไม่พูดด้วย เรียกว่าอวยากตวัตถุ คือ เรื่องที่ไม่ยอมพูด เพราะมันไม่จริงและไม่มีประโยชน์. อีกประการหนึ่ง ใครไปถือ หรือมีความเห็นเชื่อมั่นว่าตายแล้วเกิด แล้ว ก็สัตว์นั้น ร่างกายนั้น วิญญาณอื่น หรือวิญญาณนั้น หรืออะไรก็ตามอย่างนี้มีอยู่

น.183 ชุดหนึ่ง ; ทิฏฐิอย่างนี้เขาเรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้าย เป็น มิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง. ตายแล้วเกิดก็มิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง, ตายแล้วไม่เกิดก็มีจฉาทิฏฐิ สุดโต่ง, เกิดบ้างไม่เกิดบ้างก็มิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง, ร่างกายอันนั้น วิญญาณอันนั้น ก็มิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง, วิญญาณอันนั้น ร่างกายอันอื่น ก็มิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง, มีตั้ง ๑๐ อย่าง ไปดูหนังสืออย่างธรรมวิภาค ปริเฉท ๒ ก็มี ; เขายกเอาไว้อย่างนี้เรียก อันตคาหิกทิฏฐิ เป็นเรื่องทิฏฐิสุดโต่งลึกของมิจฉาทิฏฐิ. ใครจะถืออย่างมิจฉาทิฏฐินั้นก็ไม่ถูกต้อง แต่ว่าไม่สำคัญเท่าที่ว่ามันเสียเวลา เปล่า ๆ ที่จะไปตั้งปัญหาอย่างนั้น; ตัดบทไปเลยว่าจะ เกิดโดยวิธี ไหนก็ตาม เมื่อเกิด ขึ้นมาแล้วมันเป็นทุกข์หรือไม่ ? ถ้าเป็นทุกข์ต้องดับทุกข์. ถ้าเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะ- อะไร ? เพราะอวิชชาทำให้เกิดความคิดว่าตัวกู - ของกู. ถ้าเกิดจากท้องแม่ทางพีสิคส์ ทางเนื้อหนังก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้ามันไม่เกิด concept ที่เป็นตัวกู - ของกู เราตัดทิ้ง ไปเลยในเรื่องเกิดทางเนื้อหนังร่างกาย .. เมื่อใดมันเกิดความคิดปรุงแต่งว่าตัวกู - ของกู เมื่อนั้นเรียกว่าเกิด. เวลาอื่นมีค่าเท่ากับไม่เกิด คือไม่มีปัญหา ; ถ้าเป็นการเกิดตาม แบบนี้ มันเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที. แล้วขอให้สนใจค้นคว้าแต่เท่านี้ อย่าให้ มาก กว่านี้ : เรื่องทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์, เรื่องเกิดกับเรื่องดับ แห่งทุกข์เท่านั้น. นี้ผมเรียกว่าขอบเขต ; การค้นคว้าทางวิญญาณ ต้องมีขอบเขต และอยู่ในขอบเขต. มันมีขอบเขต นับตั้งแต่ต้องเข้าใจวิญญาณถูกต้อง และค้นคว้าเพียงในขอบเขต. ถ้าทำอย่างมีขอบเขต นี้จะเป็นนักค้นคว้าตัวยงเหมือนพระปัจเจกพุทธะได้ ในเวลาอันสั้น จะได้พบสิ่งที่ต้องการพบ คือความดับทุกข์ได้. ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ตัดทิ้งไปหมด ; เรื่องอดีต เรื่องอนาคตทั้งสองฝ่ายนั้นไม่พูดถึง ; ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอดีต, อนาคตตัดทิ้งไปเลย ; เหลือแต่ ปัญหาปัจจุบันว่า เดี๋ยวนี้มีความ ทุกข์หรือไม่ ? ถ้ามีความทุกข์ก็จัดการทำลายความทุกข์นั้น คือดับทุกข์ก็ค้นเพื่อ

น.184 ทำลายความทุกข์นี้เท่านั้น ; ค้นทางวิญญาณในลักษณะอย่างนี้ ก็จะพบผีอย่างที่ว่า ผีคืออวิชชา. เจ้าอวิชชานี่เองทำให้เกิด conception ตัวกู - ของกู เป็นความรู้สึก egoistic concept ทั้งนั้น คือจะมาในรูปไหนก็เป็นตัวกู - ของกู ; แล้วก็ต้องมีความ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง แน่นอน. ค้นต่อไปก็ว่า : ทำอย่างไรจึงจะดับมันได้เด็ดขาด ; ถ้าดับไม่ เด็ดขาดจะควบคุมมันอย่างไร ? เพื่อจะให้ปัญหามันน้อยลง เรื่อย ๆ ไป จน กว่าจะดับมันได้เด็ดขาด จะทำอย่างไรมันมีเท่านี้. นี้เรียกว่าขอบเขตของการค้นคว้าทางวิญญาณ ; ถ้าเอาชนะส่วนนี้ได้ คือเอา ชนะปัจจุบันนี้ได้ อดีตกับอนาคตก็หมดปัญหาไปเอง ; หมดคำถาม หมดปัญหายุ่งยาก, หมด question , หมด problem , หมด trouble ไม่มีอะไรเหลือ, นี้ขอบเขต ของการค้นคว้าทางวิญญาณ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : ปุพเพจาหิ ภิกขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ - "เราบัญญัติแต่เรื่องทุกข์ และความดับ ทุกข์เท่านั้น" นี่เป็นพุทธภาษิตที่สำคัญที่ฝรั่งเอาไปท่องกันมาก ; แต่คนไทยยังงมอยู่ ยังไม่สนใจ. พุทธภาษิตชนิดนี้มีในมัชฌิมนิกาย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะพูดอะไร เขา จะอ้างอันนี้มาทันที ; แต่พวกฝรั่งก็สนใจศึกษาไปในแง่วรรณคดีเสียหมด ก็ไม่ใคร่รู้ ธรรมะส่วนการปฏิบัติ. ขอให้ระวังให้ดีเรื่องขอบเขตของการค้นคว้า. ถ้ามีการค้นคว้าที่ไม่มีขอบ เขต ผมไม่ร่วมมือด้วย เพราะจะพร่าออกไปในแง่จิตวิทยาอย่างที่ว่ามาแล้ว, หรือพร่า ไปในรูปของปรัชญาเพ้อเจ้อไม่มีที่สิ้นสุด, หรือพร่าไปในแง่ของตรรกวิทยา วรรณคดี อะไรก็ตาม, มันไม่คุ้มกับเวลา ; จะศึกษาค้นคว้าจนตายก็ไม่พบสิ่งที่มีประโยชน์. แต่ถ้าค้นในขอบเขตที่กำหนดให้แล้ว ; แม้คุณบวช ๓ เดือนก็จะมีโอกาสที่จะพบสิ่งมี ประโยชน์.

น.185 รื่องศึกษาค้นคว้านี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ เกี่ยว กับความดับทุกข์ หรือผลอย่างอื่นก็ตาม แต่ละคนต้องค้นคว้าให้ถูกจุด หรือในขอบเขต ที่ควรจะค้นคว้าสำหรับทุกคน ; ส่วนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชานั้นเป็นเรื่องอีก เรื่องหนึ่งอย่าเอามาปนกัน. ที่มันเป็นเรื่อง "เฉพาะวิชา" ชื่อมันบอกอยู่แล้วว่าเป็นหลายวิชา ; เดี๋ยวนี้มัน วิชาเดียว วิชาดับทุกข์สิ้นเชิง. ทุกคนจะต้องพบตามความเหมาะสมแก่สถานะของตน ; ในที่สุดก็มีผลอย่างเดียวกัน คือดับทุกข์ได้อย่างพระอรหันต์ธรรมดาก็ตาม พระปัจเจก - พุทธะก็ตาม ท่านก็ดับทุกข์ได้. อย่างพระสัมมาสัมพุทธะ ; นี้มากเกินไปสำหรับ ทุกคน ; ก็เว้นเสียก็ได้. อย่างพระอรหันต์ก็ยังมีหลายแบบ พระอรหันต์ผู้แตกฉาน และผู้ไม่แตกฉาน ก็ยังมี, ทำนองพระปัจเจกพุทธะ ก็ยังมี อันนั้นก็เป็นที่หวังสำหรับ ทุกคน. เมื่อได้ผลในเรื่องอันเป็นจุดประสงค์มุ่งหมายที่เป็นหัวใจแล้ว, เรื่องแถมพก จะมีเรื่องอะไรก็ได้ ตามใจ พระอรหันต์บางองค์จะแสดงฤทธิ์ได้ ปาฏิหาริย์ได้ ก็ตามใจท่าน ; ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกัน เป็นคุณสมบัติพิเศษไม่เกี่ยวกับ ธรรมะในพุทธศาสนา. แม้ว่าพระอรหันต์ในพุทธศาสนาจะทำได้, และมีคน พยายามจะพูดให้เป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม ; ผมว่า นี่ขบถต่อพุทธศาสนาที่จะเอาเรื่อง อิทธิปาฏิหาริย์ทางจิตมาเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องสิ้นกิเลส ; จะเป็นการขบถต่อ พุทธศาสนาโดยอ้างว่าพระอรหันต์ที่เป็นปฏิสัมภิทา ท่านทำได้หมด ; นี้มันคนละเรื่อง. พระอรหันต์ที่เป็นสุกขวิปัสสกก็มีพยานอยู่ ว่าท่านทำปาฏิหาริย์ไม่ได้ทั้งที่ดับ กิเลสได้สิ้นเชิง ; ผลที่แท้จริงคือดับกิเลสได้สิ้นเชิง นอกนั้นทำได้หรือไม่ได้ก็ตามใจ, นั่นคือเรื่องนอกขอบเขตชนิดนี้. เรื่องนอกขอบเขตชนิดนี้ พวกฤทธิ์ ปาฏิหาริย์นั้นก็ไม่ อยู่ในวิสัยของคนทะเยอทะยานจะทำได้ ; เป็นเรื่องนอกขอบเขตที่เขาเข้าไม่ถึงมากกว่า.

น.186 แต่เรื่องค้นคว้าที่เขาทำได้ หรือเข้าเกี่ยวข้องอยู่ ไม่ระวังให้ดีมันนอกขอบเขตไม่ตรงจุด ไม่พยายามที่จะดับตัวกู - ของกู ; ไปค้นคว้าเรื่องตายแล้วเกิด เกิดด้วยอะไร ? วิญญาณ ไหน ? ทำอะไร ? ไปเสียอย่างนี้ เรียกว่านอกขอบเขต. ยกตัวอย่างให้ฟังด้วย คำว่า "การเกิด" ; แฝด" ไม่ต้องไปค้นเรื่องการเกิด ในแง่ของจิตวิทยา หรือวิญญาณศาสตร์ก็ตาม ที่ว่าวิญญาณไหนไปเกิด ? วิญญาณไหน จุติ 2 วิญญาณไหนปฏิสนธิ ? วิญญาณไหนปรุงขึ้นมาอย่างไร ? นี้ไม่ต้องค้น. เอาแต่ ว่าเกิดแล้วก็แล้วกัน และมันเป็นทุกข์เพราะอวิชชาปรุงตัณหาอุปาทาน. ยกตัว อย่างความเกิดมาเป็นคำหนึ่ง สำหรับจำกัดขอบเขตของการค้นคว้า ให้เข้าใจว่าการ ค้นคว้ามันมีขอบเขต. ถ้าขืนไปค้นคว้าอย่างที่ฎีกาอภิธรรมอธิบาย ; นั่นจะออก นอกพุทธศาสนา ไปจำแนกชนิดที่จิตเป็นโน่นนี่. การจำแนกจิตไปตามความรู้ของคนสมัยนั้น ที่นั่น เขาพูดเป็นตุเป็นตะว่า : จิตดวงนั้นไปสู่สวรรค์ชั้นนั้น, จิตดวงนี้ไปสู่พรหมชั้นนี้, จิตดวงนี้ไปสู่นรกชั้นนี้ สู่สวรรค์ชั้นนั้น, นี่เป็นเรื่องไม่ใช่พุทธศาสนา ตามความรู้สึกของผม; ในเมื่อพวกนั้นว่า นี่คือตัวหัวใจของพุทธศาสนา : เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดกัน. ตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ เป็น เรื่องทุกข์ จะไปเกิดเป็นเทวดา เป็นมาร เป็นพรหมก็ตาม ; สำคัญอยู่ที่ว่ามีความทุกข์ หรือไม่ ; ถ้ามีก็คือมีมูลมาจากสิ่งเดียวกัน คือที่เป็นตัวกู - ของกู, จะเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม ก็ตาม ต้องศึกษาเรื่องที่จะดับตัวกู - ของกูทั้งนั้น นี่คือพุทธศาสนา ; นอกนั้น เป็นเรื่องจิต เป็นเรื่องจิตวิทยา เป็นเรื่องวิญญาณฝ่ายจิตฝ่ายธาตุ วิญญาณธาตุ เป็น ของธรรมชาติ เป็นวิชาของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องพุทธศาสนาโดยตรง. ในฐานะที่เป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ก็จะต้องอยู่ในขอบเขต ของพุทธศาสนา. ถ้าทำการค้นคว้าให้ดี ๆ ด้วยความไม่ประมาท ก็จะพบได้ในเวลา

น.187 อันสมควร, คือไม่ตายเสียก่อน จะไม่ตายเปล่า. ฉะนั้นจงดูที่นี่เดี๋ยวนี้หยก ๆ ให้รู้ ว่ามันเป็นอะไร ? มันเป็นทุกข์หรือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ? ควบคุมให้ได้, ดับเสียให้ได้. อย่างพุทธภาษิตบทหนึ่งที่เอามาสวดมนต์ทุกวัน, พุทธภาษิตบทภัทเทกรัตต คาถาว่า : อตีตํ นานฺวาดเมยย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ, ยทตีตํ ปหีนนฺตํ อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ, ปจฺจุปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ วิปสฺสติ, อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ตํ วิทฺธา มนุพฺรูหเย. อย่าไปนึกถึงอดีต อนาคต ; สิ่งใดที่เกิดอยู่เฉพาะหน้า เข้า ไปเกี่ยวข้องศึกษาให้รู้จนไม่เกิดความหวั่นไหว ไปตามการปรุงแต่งของสิ่ง มาในที่เฉพาะหน้าคือในปัจจุบัน. อย่างนี้หมายความว่า เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเป็นเรื่องปัจจุบัน ทำอย่าให้สิ่งเหล่านี้มันปรุงแต่งหรือจับเชิดได้ ก็หมดกันเท่านั้น. ใครทำได้อย่างนี้คือคนน่ารัก น่าเลื่อมใส น่าบูชา ; แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ประเสริฐ ที่สุด : เป็นเรื่องอยู่ในขอบเขตของพุทธศาสนา, และก็อยู่ในขอบเขตของการค้นคว้า ทางวิญญาณ. เราก็ค้นคว้าว่าจะทำอย่างไร จะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่มาเกี่ยวข้อง เราจะต้องอุตส่าห์เฝ้าดู นั่งดูสิ่งเหล่านี้ว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่กระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่ามันปรุงจิตอย่างไร. เราค้นคว้าไปเถิด, สังเกตไปเถิด, ทดลองไปเถิด, ตามวิธีวิทยาศาสตร์ ฝ่ายรูปธรรมเปลี่ยนเป็นฝ่ายนามธรรม ; คือมีการสังเกตอย่างละเอียดลออ มีการ ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลองอย่างละเอียดลออโดยหลักเดียวกัน จนพบว่ามันเป็นธรรมชาติ แท้ๆ : เกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นขึ้นอย่างนี้ แล้วก็มีผลเป็นอย่างนี้, คือ ร้อนเป็นไฟขึ้นมาในใจ

น.188 ถ้าควบคุมการปรุงแต่งไว้ ได้ สะกัดไว้ มันก็ไม่ร้อน ก็เย็นอยู่ตามเดิม ในขณะที่มันเย็นอยู่ตามเดิม เราก็ทำการงานไปตามหน้าที่ ที่ควรจะทำ ; เรียกว่าต้องใช้ มันให้เป็นประโยชน์, อย่าให้เป็นหมัน โดยพื้นฐาน แล้วต้องสะอาด สว่าง สงบ หรือเย็น ตลอดเวลา ก็ทำสิ่งเหล่านั้นไม่ให้เป็นหมัน คือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ ผู้อื่น. ถ้าจิตมาถึงขั้นนี้ จะไม่น้อมมาเพื่อตัวตน มันนึกถึงผู้อื่นมากกว่า ; เพราะ เรื่องของตนมันนิดเดียว มันหมดแล้ว มันจบแล้ว เรื่องของผู้อื่นยังมีอีกมาก. ช่วยคน ที่ไม่รู้ให้รู้ ช่วยให้เขาเข้าใจ ; ให้เขาปฏิบัติได้ แม้แต่จะช่วยเหลือทางวัตถุก็ยังดีกว่า เพื่อไม่ให้เวลาเป็นหมัน. อย่างไรก็ดีทุกคนจะต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วจึงช่วยผู้อื่น ; นี่เป็นหลักที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ; เพราะถ้าเราช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจะช่วย ผู้อื่นได้อย่างไร. ถ้าเราช่วยตัวเองได้เท่าไร เราช่วยผู้อื่นได้เท่านั้น ; ไม่ต้องรอจนเราถึง ขั้นสูงสุด จึงจะช่วยผู้อื่นก็ได้เหมือนกัน ; ช่วยตัวเองได้เท่าไรก็ช่วยผู้อื่นได้เท่านั้น. แต่ถ้าใครไม่สมัครจะทำอย่างนั้น จะรอจนตัวเองถึงขั้นสูงสุด จึงจะช่วยผู้อื่น ก็มีสิทธิ์จะ ทำได้ ; มันเป็นสิทธิของเขา เราก็ไม่ว่า ; แต่เดี๋ยวนี้การช่วยผู้อื่นไปพลาง มันก็ เป็นการขูดเกลาตัวกู - ของกูที่ยังเหลือไปพลาง ; ได้ประโยชน์พร้อมกันไปทีเดียวใน ตัวมันเองหลายอย่างก็ดีอย่างนี้. การนึกถึงผู้อื่นเท่าใดก็เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว เท่านั้น ; มันก็มีเท่านั้น. ปัญหาของเราและผู้อื่นก็ปัญหาเดียวกันคือดับตัวกู - ของกูเสียให้ได้ ; ถ้า ทำได้ ในโลกนี้จะมีความสงบสุข มีสันติภาพโดยไม่ต้องลงทุนมากมาย, " ไม่ต้องตำ น้ำพริกละลายทะเล เหมือนที่คนเดี๋ยวนี้เขาทำ. การกระทำของพวกที่เจริญแผนใหม่

น.189 พวกฝรั่ง พวกที่ก้าวหน้านั่นเป็นพวก "ตำน้ำพริกละลายทะเล" ได้ผลเท่าไร ? ไปลอง คิดดู. ใช้เงินใช้ทุนในการศึกษาค้นคว้าอะไรเท่าไร ? มันได้ผลอย่างไร ? ในทางสันติภาพ. ผมว่าเหมือนกับตำน้ำพริกละลายทะเล ; พบ นี้เราไม่เอาด้วย. แต่จะระบุเจาะจงลงไปยัง วิชาที่ดับทุกข์ได้โดยตรง ซึ่งย่อมจะทำได้โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรไม่ต้องหมดเปลือง อะไร เหมือนกับว่านิพพานนี้ให้เปล่า ไม่มีใครต้องซื้อเลย. ที่พูดเรื่องรีบด่วนในทางธรรมะ ก็คือให้รู้จักจำกัดขอบเขต ของการศึกษาค้นคว้า. ถ้ามีการกระทำอยู่เป็นประจำ; ไม่เท่าไรเราจะไปลุถึงผลอันนั้น โดยแทบ ไม่มีการลงทุนสักสตางค์แดงเดียว. มันไม่ใช่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือละลายอะไรเลย, มันก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ให้มันเหนื่อยยากลำบาก ทำขึ้น เท่าที่จำเป็นเท่าที่จะทำลาย ข้าศึกศัตรูหรือปราบผี : ค้นพบผีและฆ่าผีเสียให้ตาย ก็มีเท่านั้น, ด้วยวิธีต่าง ๆ ที่เคยพูด เคยบรรยายมาแล้วเรื่อย ๆ. ไปหาอ่านดูจากหนังสือ ที่พิมพ์ไว้เยอะแยะ นั้นบ้าง จะมาพูดกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกก็ไม่ไหว, พูดไม่ไหวอย่างหนึ่ง และก็ไม่มีเวลาพอ. เพราะฉะนั้นขอแนะให้เฉพาะวิธีที่มันยังเร้นลับอยู่ เอาไปใช้เอง. หลักสำคัญต่าง ๆ ที่เอามาบอกให้ ต้องจำไว้ ต้องอยู่ในใจ อย่าอยู่ในสมุด ; จดไว้ในสมุดแล้ว ก็ทำ ให้มันอยู่ในใจทีหลัง ; อย่าให้มันอยู่ในสมุด. ถ้าท่านุมกันนะ พระพุทธภาษิตที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเราจะต้องแจ่มแจ้งอยู่เสมอก็มี ไม่เกิน ๓๐ บท ผมกล้าท้า นับตั้งแต่บทหัวใจที่สุด ได้แก่ :- สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี่บทสำคัญที่สุดแล้ว ; และอย่างที่ว่านี้ "เราไม่พูดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องทุกข์ กับเรื่อง ความดับทุกข์" รวมกันแล้วไม่เกิน ๓๐ บท. อันนี้ต้องอยู่ในใจ ในวิญญาณ อย่าอยู่ ในสมุด ; ให้พร้อมอยู่เสมอที่มันจะออกมาเมื่อถึงโอกาสที่จะต้องใช้หลักอันนี้ ใช้พุทธ - ภาษิตอันนี้,

น.190 นี้เรียกว่าเรามีเครื่องมือที่จำกัด เหมือนกับในบ้านในเรือน มีขวาน มีพร้า มีจอบมีเสียม เท่าที่จำเป็นก็พอแล้ว ; อย่ามีให้มากกว่านั้น, ไม่ต้องมีอย่างพิพิธภัณฑ์ ; แต่ว่าต้องใช้มันเต็มที่ทุกชิ้นของเครื่องมือ ก็ได้ผลเยอะแยะหมดเลย. เรามีหลักพระพุทธภาษิตที่จำเป็นเพียงพออยู่ในใจ ใช้มันทุกบท ก็เพียงพอที่จะอยู่ ได้ โดยสติสัมปชัญญะ เป็นการอยู่อย่างถูกต้องในทางวิญญาณ มีชีวิตเป็นอยู่อย่างถูกต้องในทางวิญญาณ ทั้งกลางวันกลางคืน เรียกว่า เป็นอยู่ชอบ กิเลสไม่ได้อาหารไม่เท่าไรมันก็ตายไป โดยวิธีที่เป็นพระปัจเจกพุทธะก็ได้ เป็น อรหันตสุกขวิปัสสกก็ได้ ไม่ลำบากมากมาย. แต่เดี๋ยวนี้เราอาศัยความได้ยิน ได้ฟังจากคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็น ต้นทุนเป็นเดิมพันอย่างนี้ ; เขาไม่เรียกว่าปัจเจกพุทธะ. ปัจเจกพุทธะต้องไม่เคย ได้ยินได้ฟังอะไรของใครมา ให้ความแก่รอบรู้ของสติปัญญา หรือความต้องการที่จะ ดับทุกข์ค้นคว้า ก็เป็นไปเอง ก็ยังเหลือแต่ที่เรียก "อรหันต์สุกขวิปัสสก". สุกขวิปัสสก = เห็นอย่างแห้ง อย่างแจ้ง อย่างสุกไปในตัว ไม่มีการบ่ม แบบใช้กำลังจิตช่วย มันก็ ไปตามเวลา. มันแก่ห่ามแล้วก็สุกไปตามธรรมชาติ เรียกสุกขวิปัสสก. ไปศึกษาวิธีใช้กำลังการศึกษา กำลังจิต กำลังฌาน กำลังสมาบัติ ไปบีบ บังคับ ไปควบคุมจิต ; จิตนี้ก็เรียกเป็นอย่างอื่น ; เป็นผู้แตกฉาน เป็นปฏิสัมปทา ก็ถือเอาอย่างที่ว่า ทำอย่างพอประมาณ ทำอยู่ในขอบเขตพอประมาณ ในการควบคุม ความที่จะเกิดขึ้นแห่งความมั่นหมายว่าตัวกู - ของกู เพราะฉะนั้น ในคำบรรยายทั้งหมด ที่เรียกว่า "ธรรมปาฏิโมกข์" ซึ่งพูดที่หน้าตึก” คือวิธีการสำหรับการกระทำอย่างนี้ คือการบ่มไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องลงทุนมาก ไปอย่างง่ายเหมือนกับ common sense ของคนทั่วไปไม่ต้องถึงกับลงทุนมหาศาลอะไร เราควรจะสนใจ. * คือหน้าตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ

น.191 รวมความแล้วเรียกว่ามันมีขอบเขตที่พอเหมาะ ไม่พูดว่าขอบเขตจำกัด, พูด ว่า ขอบเขตที่พอเหมาะแก่ตัวเราคนหนึ่ง ๆ แต่ละคน ๆ ที่เป็นชั้นธรรมดาสามัญ แม้อยู่ที่บ้านที่เรือนเป็นฆราวาส ทำได้ไม่ต้องโลดโผน ไม่ต้องหมดเปลือง ก็ยังได้ผล เต็มตามส่วนที่ควรจะได้จากพุทธศาสนาที่ต้องการจะให้ ขอให้พยายามปรับปรุงให้ดีในวิธีนี้ ให้ทันแก่เวลาผู้บวชในเวลาอันสั้น พบปะกันในเวลาอันสั้น ; แล้วก็จะต้องแยกไปทำตามลำพังให้ได้ผล ให้อยู่ในขอบเขต ที่พอเหมาะ. คำเดียวเท่านั้น "ให้รู้จักขอบเขตที่พอเหมาะ" ที่นี่ และก็ทำมัน ไปเรื่อย ๆ ไปจนบรรลุผล, ให้มีชีวิตอยู่โดยลักษณะที่เป็นผู้ชนะ พวกที่มีความรู้มีการศึกษามาก มีความโง่ ดักดาน อยู่ข้อหนึ่งคือว่า : จะ เอาผลทางพุทธศาสนาต้องทิ้งโลก ทิ้งลูก ทิ้งเมีย ทิ้งการงานไปอยู่ป่า หรือมา อยู่สวนโมกข์กันเป็นอย่างน้อย ; ก็บอกให้รู้กันด้วย ความโง่ที่ดักดานสิงสถิตอยู่ใน จิตใจมีอยู่อย่างนี้ : ว่าจะเอาผลทางพุทธศาสนาต้องบวช ต้องอยู่ป่า. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่าอย่างนั้น ท่านต้องการให้อยู่ในโลกนั้นด้วย ชัยชนะ, ไม่ต้องหนีทิ้งโลก ให้อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ; แม้บางครั้งเราจะหลีก ออกมาชั่วคราวมาหาวิชา หาหนทางการต่อสู้ ; แล้วก็จะต้องไปรบมันให้ชนะ. แล้ว ก็อยู่ในโลกด้วยมีชัยชนะ ; ไม่เช่นนั้นจะไปอยู่ที่ไหนได้ ก็ต้องอยู่ในโลกนี้ แล้วก็อยู่ ด้วยชัยชนะ ด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่จะมาทำอันตรายเรา บีบคั้นเรา. อย่าพูดว่าต้องหนี โลก จึงจะศึกษาพุทธศาสนา, ต้องแก่เฒ่าเสียก่อน หรือต้องไปบวชเสียก่อน ; หรือ บางทีก็พูดว่ามันแบ่งกันคนละเรื่อง : ถ้าอยู่ในโลกต้องศึกษาเรื่องโลก ไม่เหมือนกับ อยู่ที่สวนโมกข์. อย่างนี้คือความโง่ของคนพูด คือเข้าใจผิดเกิน ๑๐๐% อยู่ที่ไหน ก็ตาม ชีวิตก็จะเป็นบทเรียนสำหรับศึกษาทั้งนั้น ควรจำไว้, แล้วก็ศึกษามันทันที

น.192 ให้ประสบชัยชนะ. ถ้าที่ตรงนั้นไม่สะดวกขยับมาตรงนี้หน่อยก็ได้ เพื่อตั้งตัว ; เหมือน ว่าเราหัดยิงปืนที่ตรงไหนก็ได้ แต่เราก็ต้องยิงที่มันมีขโมย, มีความทุกข์ที่ไหนต้อง ดับทุกข์ที่นั้น ; เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวโลกหรือหนีโลก หรือทิ้งโลกอย่างที่เขา พูด ๆ กัน. ที่ถูก ต้องกลับไป ทำงานในโลกด้วยชัยชนะก็พอแล้ว ถ้ามันยังชนะ ไม่ได้ก็ทำต่อไปพร้อมไปกับการทำการงาน แล้วศึกษาค้นคว้าเพื่อมีธรรมพร้อม กันไป กับการทำการงาน ; โดยอาศัยตัวการงานเป็นบทเรียนไปเสียเลย, ไม่ต้อง ๒ เรื่อง ๓ เรื่อง : เป็นเรื่องเดียวอยู่เรื่อย, ชีวิตเป็นบทเรียนอยู่เรื่อย, ทำให้มีเรื่อง เดียวคือเรื่องทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น. ถึงชั้นนี้ไม่พูดแล้วเรื่องฆราวาสและบรรพชิต หรือเรื่องอยู่ป่าหรืออยู่บ้าน ไม่พูด ; ละมีกา จะพูดแต่เรื่องมีความทุกข์หรือความดับทุกข์, มีทุกข์ที่ ไหนก็ต่อสู้ และดับทุกข์ที่นั้น. พอกันที ให้จำไว้ว่า ทำอะไรให้มีขอบเขตที่พอเหมาะ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต