Buddhadasa.org

การค้นคว้าทางวิญญาณมีจุดมุ่งหมายตรงไปยังความว่างจากตัวกู

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.193 วันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “การค้นคว้า ทางวิญญาณมีผลมุ่งตรงไปยังความว่าง", คือให้ทราบถึง ลักษณะของการค้นคว้า ที่เป็นการค้นคว้าทางวิญญาณโดย แท้จริง.เราได้พูดกันถึงเรื่องขอบเขตในการค้นคว้า และ ผลแห่งการค้นคว้ากันพอสมควรแล้ว ขอให้นึกถึงอยู่เสมอ ด้วย ในข้อความนั้น ๆ, ที่จริงก็ได้บอกให้ทราบแล้วว่า เรื่องการค้นคว้าทางวิญญาณนี้ มันก็จำกัดขอบเขตไม่ให้พร่า เพื่อจะตรงไปสู่ความว่าง คือว่างจากตัวกู - ของกู. การค้นคว้าทางจิต หรือทางวิญญาณนี้ ทำได้มากอย่างหรือมี อยู่มากอย่าง ; แต่ ที่เป็นอย่างของพุทธศาสนาแท้ ๆ นั้น ค้นเพื่อผลสุดท้าย คือ ความว่างจากตัวกู - ของกู กล่าวคือ "ความไม่ยึดมั่นถือมั่น". ๑๖๔

น.194 การค้นคว้าในโลกมุ่งผลอย่างไร คุณก็พอจะเห็นได้ หรือทายได้ นี่สรุป ความได้ โดยไม่ต้องกลัวผิด ว่าการค้นคว้าในโลกนี้ ไม่ได้มุ่งผลเป็นความว่างจาก ตัวกู - ของกู ; แต่กลับจะตรงกันข้าม มันเพื่อผลเป็นตัวกู - ของกู หรือเพื่อประโยชน์ แก่ตัวกู - ของกู ; เพราะมันค้นไปด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัวกู - ของกู. ฉะนั้นมันจึง จะไม่มีทางที่จะค้นคว้าความว่างจากตัวกู - ของกู คือทำลายตัวกู - ของกูเสีย. ผมกล้าพูดประณามรวม ๆ กันไปหมด ว่าการศึกษาค้นคว้าพิสูจน์ทดลอง อะไรของสมัยนี้ ไม่นำไปสู่สันติสุขของเอกชน ไม่นำไปสู่สันติภาพของโลก เพราะมีการ ค้นคว้าไปในทางล้วนแต่เพิ่มอะไร ๆ ให้แก่ตัวกู - ของกู. ส่วนเรื่อง ทางศาสนา ที่มีความ มุ่งหมายตรง ๆ กันหมดนั้น เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว หรือทำลายความหมายมันไป ในทางมีตัวกู - ของกูนั่นเอง ; ก็เลยมีการค้นคว้าอีกแบบหนึ่งอีกรูปหนึ่ง จึงมีลักษณะ เฉพาะของมันเอง ; และพูดได้สั้น ๆ ว่า มุ่งไปสู่ความว่างจากการมีตัวกู - ของกู. เรื่องนี้ อาจจะไม่เข้าใจทันทีก็ได้ ขอให้เอาไปนึกคิดต่อไป. ผมจะยกตัวอย่างอีกสักชุดหนึ่ง คล้าย ๆ กับที่แล้วมา แต่คนละแบบ เพื่อ เข้าใจว่า เรามีจุดสุดท้ายหรือจุดปลายทางเป็นความว่างอย่างไร ? หรือไกลเกินไปจน ชาวโลกไม่ต้องการอย่างไร ? ตัวอย่างที่ว่านี้ คือ คำว่า "เมตตา" ตัวหนังสือแปลว่า ความเป็นมิตร. คำว่าเมตตานี้คือ มิต กับ ตตะ, ซึ่งก็แปลว่ามิตรภาพ พูดตามตัวว่า เมตตา, มิตตะคือมิตต ตะข้างหลังคือความ ; ถ้าแผลงเป็นเอแล้ว เป็นเมตตา แปลว่า ความเป็นมิตร .. ครั้งหนึ่งอาจารย์อะไรคนหนึ่งเป็นผู้หญิง ลืมชื่อเสียแล้วอยู่ที่อเมริกา กำลัง ค้นคว้าอยู่ที่กลุ่มค้นคว้าอะไรกลุ่มหนึ่ง เพื่อสร้างความเมตตาในโลก. อาจารย์ที่เป็น คนไทยคนนี้ก็ไปรวมกลุ่มอยู่ที่นั่น แล้วก็มีจดหมายมาถึงเจ้าคุณอนุมานราชธนว่า : เมตตาตามหลักพุทธศาสนาจริง ๆ นั้นมันเป็นอย่างไร ? เจ้าคุณอนุมานราชธน แทนที่ท่าน

น.195 ตอบ ท่านส่งจดหมายมาให้ผมตอบ. . ผมก็คล้าย ๆ กับพาซื่อ, แอ โรคว่างมันขึ้น สมองอะไรทำนองนั้น เห็นว่า ถ้าเมตตาตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง มันก็เป็นเรื่อง เมตตาของบุคคลที่เห็นความว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว ผมก็เขียนไปเฉพาะแง่นี้ เท่านั้น ; เพราะเขาระบุมาว่าตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง แล้วก็เงียบหายไป ไม่ได้ ประโยชน์อะไรเลย คือคงอ่านไม่รู้เรื่อง, ถึงรู้เรื่อง ที่ประชุมนั้นคงเอาไปใช้ประโยชน์ อะไรไม่ได้. เมตตาหรือมิตรภาพของบุคคลที่มีจิตว่างจากตัวกู - ของกูนั้น เป็น เมตตาที่แท้จริงและเป็นเมตตาในพุทธศาสนา. ทีนี้ก็อยากจะพูดให้หมดทุกชนิด เพื่อเปรียบเทียบ จะได้เข้าใจสิ่งนี้ เมตตา ชนิดนี้ ซึ่งเข้าใจได้ยาก มันก็ต้องตั้งต้นไปจากคำว่ามิตรภาพ. เมตตาที่เป็นชั้นต่ำ ที่สุด ที่ยังไม่เข้าหลักพุทธศาสนา ก็คือ เมตตาที่มีมูลมา จากผลประโยชน์ร่วมกัน. อย่างเดี๋ยวนี้ เราก็ได้ยินเกลื่อนไปหมด ถนนมิตรภาพ โรงเรียนมิตรภาพ อะไรมิตรภาพจากพวกอเมริกัน ; นี่คือเมตตาหรือมิตรภาพอันดับ ต่ำที่สุด เพราะมีประโยชน์ร่วมกัน. บางทีจะต่ำมากถึงขนาดกล่าวได้ว่า มีมูลมาจาก ความขี้ขลาดด้วยซ้ำไป, ถ้าหากว่ามันเป็นเมตตาเพราะความขี้ขลาด. หรือเพราะ ประโยชน์ร่วมกันอย่างนี้แล้วละก็ ไม่ใช่เมตตาในพุทธศาสนา, มันเป็นเมตตาของ ชาวบ้าน ; เรียกว่าเมตตาหรือมิตรภาพ ได้เหมือนกัน; ไม่ใช่ไม่ได้; - แต่มัน เป็นอย่างของชาวบ้าน. ถ้าเรา ขี้ขลาดขึ้นมา เราก็หาหนทางที่จะสมานมิตร เพื่อ ช่วยกันกำจัดความขลาด ; นี่ก็เมตตาหนึ่ง. แต่ประโยชน์ร่วมกัน มันทำให้จำเป็น ต้องผูกพันมิตรภาพไว้ มันก็เป็นเมตตาหนึ่ง. เมตตากลุ่มที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นดี จะเรียกว่ากลุ่มที่ ๑ มันก็มีมูลมาจาก ตัวกู - ของกูอย่างเดียวกัน เช่นเป็นคนที่มีนิสัยขี้สงสาร, สงสารไม่มีเหตุผลอธิบาย

น.196 อาจจะเป็นนิสัยขี้สงสาร. แต่ถ้าจะดูกันในแง่จิตวิทยา ก็จะ มีมูลมาจากความกลัวหรือ ความขลาด ต้องการบุญ ต้องการความเมตตา ; นี้เป็นเครื่องช่วยให้เขาใจ มีเมตตาตามธรรมเนียม โดยที่ ได้ยินเขาพูดว่า : การเจริญเมตตาภาวนานี้มันก็ดี เป็นของดี สอนกันมาหลายชั่วบุรุษแล้ว ให้เจริญเมตตาภาวนา, จาน เขาก็เจริญ เมตตาภาวนาตามที่เรียกว่าดี, ถือเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์, เราจะได้เป็นคน มีเสน่ห์มีโชคดี มีอะไรดี ; กระทั่งว่าเจริญเมตตาจะได้ไปเกิดในพรหมโลก ตายแล้วจะ ได้ไปเกิดในพรหมโลก. นี้ก็เป็นเรื่องจริงของเขา ที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนา : หัด ทำลายกามารมณ์ มีความเมตตาเป็นเบื้องหน้าแล้ว มีจิตใจเป็นความสุขอย่างพรหม. ทีนี้เมตตาอย่างบิดามารดาที่รักลูก ก็รักโดยสัญชาตญาณบ้าง โดยความรู้สึก ผิดชอบชั่วดีบ้างก็มีเหมือนกัน แต่ว่าเป็นความรักหรือเมตตาที่เกี่ยวกับตัวกู - ของกู เหมือนกัน ; และบางทีมันก็เลยไปถึงจนเป็นทุกข์ หรือมีความทุกข์เพราะเมตตาก็มี ; นี่คือเมตตาของบิดามารดาเป็นต้น. หมดทั้งกลุ่มที่ออกชื่อมานี้ เป็นเมตตาประเภทตัวกู - ของกูเต็มที่ทั้งนั้นเลย แม้จะสูงต่ำกันอยู่เป็นชั้น ๆ ตามที่ลำดับมา ก็เป็นเมตตาของตัวกู - ของกูทั้งนั้น. นี้เรา จัดไว้เสียพวกหนึ่งเลย เป็นประเภทหนึ่ง จะเรียกว่าเมตตาของความเห็นแก่ตัวชั้นดีก็ ไม่ผิด ; มันต้องมีความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวกู - ของกู เรื่องเรา เรื่องเขา, เรื่อง ตัวตนนี้ มันจึงเห็นแก่กันและกัน ผูกพันแก่กันและกัน. อย่างนี้ไม่ถึงขนาดที่จะเรียก ว่าเป็นของพุทธศาสนา เพราะว่ามีได้เองตามสัญชาตญาณที่มีอยู่แล้ว มีอยู่นอกพุทธ- ศาสนามาแต่ก่อนพุทธกาลก็มี. คุณเอาไปไว้เสียกลุ่มหนึ่งก็แล้วกัน เป็นกลุ่มที่แรก. กลุ่มที่ ๒ ที่ดีขึ้นมาอีก อาศัยสติปัญญา ที่กระเดียดไปในทางไม่มีตัวกู - ของกู หรือมีน้อยลง ; คือการมองเห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย

น.197 ด้วยกัน ; แต่ไม่ใช่ว่าแต่ปากอย่างที่ว่า ๆ กันอยู่ทุกวันนี้. มันต้องเห็นอย่างจริงใจ ที่เรียกว่า pure realization intuition ว่าสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้ ไม่ว่าสัตว์หรือคน ย่อมมี ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน, ปัญหาอย่างเดียวกัน, หัวอกอย่างเดียวกัน แล้วจึงเกิดมีเมตตาขึ้นมา. คนบางคน หรือบางพวก หรือส่วนมาก อาจจะยืนยัน ว่านี่คือเมตตาอย่าง พุทธศาสนาอย่างแท้จริง หรืออย่างสูงสุด ; ไม่เชื่อคุณไปลองฟัง หรือไปคอยสดับตรับฟัง; เขาจะอธิบายอย่างนี้ว่าในฐานะเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. เรามีเมตตา กรุณา มีตัวกู - ของกู ; แต่ว่าเป็นไปในทางที่สงสารเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันโดยบริสุทธิ์ใจ นี่ก็เป็นระดับหนึ่งเป็นกลุ่มที่สอง มันสูงจากกลุ่มที่หนึ่งมาก. แต่ผมถือว่ายังไม่ถึงจุดสูงสุดของเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ว่าตน, ตนเรา ตนเขา อะไรอยู่. มันก็ต้องฟันฝ่าต่อไปอีก จนกระทั่งพบเมตตา หรือมิตรภาพอีกชั้นหนึ่งของบุคคลผู้ไม่มีตัวกู - ของกู คือไม่มีตัวตนชนิดที่ยึดมั่นถือมั่น อย่างเช่นพระอรหันต์ก็ตาม หรือผู้ที่จะมองเห็นอย่างพระอรหันต์ก็ตาม ; เขาจะมอง สูงจนไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือว่าง ; พอว่างจากสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาแล้ว เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดไม่ ได้มีแล้ว ที่เหลืออยู่เต็มปรี่ก็คือ ความรู้ที่ถูกต้อง คือสติปัญญา. เรื่องนี้เราได้พูดกันละเอียดอย่างยิ่งแล้วในการบรรยายครั้งแรก ๆ คุณไป ทบทวนดูให้ดี. เมื่อความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู - ของกูออกไป มันก็เหลืออยู่แต่ สติปัญญาที่ปีนโลกุตตระ, สติปัญญาที่ไม่เป็นทาสของโลก หรือไม่เป็นทาสของอะไรเลย. กลุ่มที่ ๓ สติปัญญา หรือปัญญาที่เป็นชั้นโลกุตตระอย่างนี้ มีอิสระ เต็มที่แล้ว ก็ยังมีความรู้สึกว่า มิตรภาพหรือเมตตานี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ; อย่าง

น.198 หมดกิเลสแล้วเป็นอรหันต์แล้วก็ยังทำหน้าที่ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์, แล้วก็มองเห็นว่า หน้าที่ หรือประโยชน์อะไรที่ท่านควรกระทำ และมองเห็นว่าเป็นการช่วยคนอื่น การ เมตตาต่อผู้อื่น. นี่เมตตาของผู้มีจิตว่างจากตัวกู - ของกู อย่างนี้เป็นกลุ่มที่ ๓, เป็น เมตตาที่บริสุทธิ์เป็นที่สุด. ที่ผมอุตส่าห์เขียนไปตั้ง ๕ - ๖ หน้ากระดาษให้อาจารย์คนนั้น แล้วก็เงียบหาย คงใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ คือไม่เข้าใจ; และถ้าเข้าใจก็คงไม่มีปัญญาเอามาใช้กับ มนุษย์ในโลกสมัยนี้ที่กำลังมีความเห็นแก่ตัว. หมายความว่า ถ้าจะใช้ เมตตาระบบนี้ ก็ต้องไปฝึกฝน การกระทำที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัวเป็นการใหญ่ เสียก่อน, มันจึงจะทำเมตตาชนิดนี้ขึ้นมาได้. และก็อาจจะเพราะเหตุนี้เองที่หมดปัญญา ไม่สามารถ จะใช้เมตตาที่ผมถือว่า เป็นของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง. คุณก็อาจจะสงสัยขึ้นมา, หรือคนทั่วไปอาจจะสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าว่าง จากตัวกู - ของกูแล้ว จะเกิดเมตตาขึ้นมาได้อย่างไร ? ใครจะเป็นผู้เมตตา หรือผู้ถูกเมตตา ? เพราะไม่มีตัวตน ก็แปลว่านั่นแหละ เป็นคนที่รู้จักแต่จิตว่างชนิดอันธพาล เหมือนอย่างที่เราพูดกันมาแล้ว ว่าจิตว่างอันธพาล นั้นมีอีกแบบหนึ่ง, ว่างอย่าง nihilism - ลัทธินัตถิกทิฏฐิ นั้น เป็นจิตว่างแบบ อันธพาล. ถ้าจิตว่างที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ยังมีปัญญาที่เหลืออยู่สำหรับ รู้หน้าที่ แม้จะช่วยผู้อื่น รักผู้อื่น มีเมตตาอย่างยิ่ง เหมือนพระพุทธเจ้าที่เป็นพระพุทธเจ้า แล้ว หรือพระอรหันต์ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็มีเมตตาอย่างยิ่งจนได้นามว่า "มหากรุณา" - มหาการุณิโก นาโถ. ถ้าจะกล่าวว่า ทำไมจะต้องไปสนใจ หรือว่าขยับไป ถึงเมตตาอย่างของผู้ มีจิตว่างจากตัวกู - ของกู? ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดินว่า เมตตาชนิดอื่นยังเจือ

น.199 ยู่ด้วยความทุกข์และไม่สะอาด. เมตตา ๒ กลุ่มข้างต้นนั้นยังเจืออยู่ด้วยความทุกข์ และไม่สะอาด. เอาละอย่างดีที่สุดในกลุ่มที่ ๒ ที่มองเห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, อย่างนี้มันยังเกี่ยวอยู่ด้วยความเศร้า ; ไม่ใช่ความหยุดความว่าง ความสงบ ; มีอะไรรบกวนอยู่ในนั้นในตัวนั้น. แม้แต่ความสงสารนี้ก็รบกวนความ สงบ : ไปดูก็แล้วกันเวลาเราสงสารใคร มันรบกวนความสงบอย่างไร ? หรือบางคน เป็นโรคสงสาร สงสารผู้อื่นจนไม่มีความสงบของตัวเลยก็มี, ไม่ได้เอาข้าวให้สุนัขกิน ก็ไม่สบายใจ. อย่างนี้มันก็เข้ารวมอยู่ในข้อนี้ ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าเมตตาที่มันสูงสุดนั้น มันต้องสะอาด, คือไม่เจือด้วยตัวกู - ของกู, และต้องไม่ทำความทุกข์ หรือไม่รบกวน ความสงบสุข. เมตตาอย่างของพระมหากรุณาของพระพุทธเจ้า นี่ จึงมาเหนือเมฆ เหนือ อะไรทั้งหมด, มาในลักษณะที่ไม่รบกวนความสงบสุขของพระองค์, และ เป็นเมตตา บริสุทธิ์ คือเป็นเมตตาแท้จริง ไม่มีความเห็นแก่ตัวเจืออยู่. ถ้าว่าโลกสมัยนี้ มีเมตตาชนิดนี้ได้ ก็เป็นโลกที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าโลกพระศรีอารย์เสียอีก : อย่างนี้มัน จึงเป็นไปไม่ได้ และพูดกันก็คงจะไม่รู้เรื่องเหมือนอย่างที่แล้วมา. ถ้าต้องการเมตตา หรือมิตรภาพของคนขลาด หรือของคนที่มีประโยชน์ร่วมกันนั้นมากกว่า ผมก็ไม่มีเรื่อง จะพูด ; เพราะว่าเขาคงรู้ดีกว่าผม หรือพวกนักจิตวิทยาจะต้องรู้ดีกว่าผม, ผมก็พูด ได้แต่เมตตาตามแบบของพุทธศาสนาที่แท้จริง. นี่คือตัวอย่างของ เมตตา ๓ กลุ่ม ๓ ระดับ ยกมาพูดเพื่อให้เห็นว่า การค้น คว้าทางวิญญาณของเรานั้น ต้องมุ่งไปสู่จุดปลายที่ถูกต้องที่สุดคือ ความว่าง, ว่างจาก ตัวกู - ของกู แล้วก็ยังมีเมตตาชนิดที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่รบกวนความสุข และเป็นของ สูงสุดด้วย. นี่จึงจะเรียกว่าเมตตาที่แท้จริงในพุทธศาสนา.

น.200 การค้นคว้าทางวิญญาณ เรื่องทางจิตทางวิญญาณ นี้ต้องค้นให้ เป็นจริงเป็นจังค้นให้พบเมตตาชนิดนี้ เป็นที่สุด. ถ้าเมตตากันอย่างที่ว่า ๆ มาแล้ว : ในกลุ่มที่หนึ่งเป็นเรื่องของความขี้ขลาด, หรือหวังประโยชน์ หรือตามธรรมเนียม หรืออะไรทำนองนี้ มันน่าสงสาร. มันก็ดีในทางฝ่ายโลก ๆ มีประโยชน์ทางฝ่ายต่ำ ๆ หรือชั้นชาวบ้าน ; แต่ว่าเมตตานั้นก็ทำพิษขึ้นมาบ่อย ๆ หรือบางคนก็ต้องนั่งหลัง น้ำตา เพราะการที่รักษาเมตตาไว้ก็มี ; มันไม่สนุก. ขอให้ผู้ที่สนใจที่จะศึกษาในแง่ของจิตวิทยา หรืออะไรก็ตาม ช่วยกันฟัง เรื่องนี้ให้ดี ๆ แล้วเอาไปเปรียบเทียบให้รู้ความ แตกต่างระหว่างจิตวิทยาทั่ว ๆ ไป กับจิตวิทยาที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยเฉพาะ. ถ้าทำอยู่อย่างนี้ ไม่เท่าไรก็เข้าใจ พุทธศาสนา. ผมรับรองหรือรับประกันว่า ถ้าทำอยู่อย่างนี้ไม่เท่าไรจะเข้าใจพุทธศาสนา, หรือเข้าถึงจุดหัวใจของพุทธศาสนา ว่าอะไรเป็นอย่างไร ; ซึ่งมีอะไรไม่เหมือนใคร ก็เพราะมีหลักเรื่อง "ว่างจากตัวกู - ของกู" นี้เป็นส่วนสำคัญ เป็นหัวใจ. ฉะนั้นเรา จึงพูดได้เลยว่า ถ้ายังมีตัวกู - ของกูเหลืออยู่ไม่ว่าในรูปไหน แม้จะเป็นรูปที่งดงามที่สุด ก็ยังไม่ใช่หัวใจของพุทธศาสนา, หรือไม่เป็นพุทธศาสนา ทั้ง ๆ ที่พูดสอนกันอยู่ในวง ของพุทธบริษัท ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ; ก็ยังไม่เป็นพุทธศาสนา. ความเมตตาที่ยังมีตัวกู - ของกู เป็นเพียงขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี ที่จะต้องทำไปก่อน ทำไว้ก่อน สำหรับผู้แรกเข้ามา, เพื่อว่าจะได้เป็นรากฐานสำหรับ ทำให้สูงขึ้นไป. ความเมตตาที่ยังมีตัวกูมันตั้งต้นด้วยความเห็นแก่ตัว หรือความมีตัว, ซึ่งเป็นเหตุให้ขี้ขลาด หรือต้องการประโยชน์. มันตั้งต้นอย่างนี้ก่อน ; แล้วมัน ค่อยสูงขึ้นไปจนถึงความเป็นกลาง คือไม่เห็นแก่ตัว, แต่ก็ยังมีตัวอยู่บ้าง ; แล้วจึง

น.201 ถึงระดับสติปัญญา หรือเป็นรากฐานที่มองเห็นความไม่มีตัวกู - ของกู ; แล้วก็มิได้ ทำไปเพื่อ ตัวกู - ของกู แต่ชนิดใดเลย. เรื่องเมตตาเป็นอย่างไร เรื่องอื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้น ; เพราะฉะนั้นพวก จิตว่างอันธพาล มีส่วนที่จะล้อว่า "เมตตาของความว่าง, เมตตาของจิตว่างเป็นสิ่งที่ น่าหัวเราะ". ที่จริงถ้ามันเป็นเมตตาของจิตว่างแบบอันธพาล มันก็มีไม่ได้ ขืนพูด ขึ้นมาก็น่าหัวเราะ. แต่ถ้าเป็นเมตตาจิตว่าง ตามแบบของพุทธศาสนาก็มีได้จริง และ สูงสุด อย่างเมตตาของพระพุทธเจ้า ไม่เจือด้วยตัวกู - ของกู แต่ประการใด ; ไม่มี conception ไปในทาง egoism แต่ประการใด. ผมไม่อยากจะพูดให้มากเดี๋ยวจะเพื่อนเสีย จะพูดแต่เรื่องเดียวนี้. ขอให้ ทบทวนให้ดี ๆ และยังจะต้องพูดทำนองนี้อีกหลายเรื่อง, จะต้องฟังด้วยจิตที่เป็น สมาธิที่แน่วแน่ ให้เข้าใจ และเห็นความแตกต่างระหว่างเมตตาทั้ง ๓ กลุ่มนี้ โดยทบ ทวนอีกทีหนึ่งว่า : - กลุ่มที่ ๑ คือเมตตาของผู้ที่มีประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง, ต้องการ ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลัก ; คือผูกพันมิตรภาพหรือแผ่มิตรภาพ, แม้จะ แผ่เมตตาเพื่อว่า คนจะได้รักเรา สัตว์ร้ายจะไม่แตะต้องเรา ยาพิษจะไม่แตะต้องเรา อาวุธจะไม่แตะต้องเรา,อย่างที่เขาพูดกันนี้ แม้เป็นเรื่องเมตตาเพื่อประโยชน์ของ คนขลาดเป็นกลุ่มที่หนึ่ง. กลุ่มที่ ๒ เพราะว่าทุกชีวิตเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน จึงเกิด ความเมตตา. กลุ่มที่ ๓ ก็ว่า หลังจากหมด "ตัวกู - ของกู" แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร นอกไปจากการช่วยผู้อื่น การทำประโยชน์ผู้อื่น ไม่เช่นนั้นชีวิตและเวลามันก็ว่าง

น.202 หรือเป็นหมัน. ก็ลองไปคำนวณดูว่า มันคนละชนิด และมันสูงต่ำกันอย่างไร ? ถ้าฟังไม่ดี ไม่เข้าใจ แล้วมันกลายเป็นเมตตาของความว่าง, แกงอย่างนี้ก็เรียกว่า พังไม่ถูก. ความว่างจะไปเมตตาใครได้อย่างไร ; ถ้าไปคิดอย่างนี้. ที่แท้เพียงไม่เป็น ทาสของสิ่งใด, ไม่เป็นทาสของกิเลสชนิดใด, ไม่เป็นทาสของประโยชน์ใดๆ , และก็ ไม่ทำให้เกิดความทุกข์แก่ผู้นั้นเลยเท่านั้น. ถ้าเมตตาหรือความสงสารอันใด ที่ทำให้เกิดความกระวนกระวายใจ เป็นทุกข์แก่ผู้นั้นละก็ยังไม่สูงสุด : แม้ว่าจะมองเห็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย ใจจริง ถ้าการแผ่เมตตานั้นมันยังทำให้กระวนกระวายใจ หรือว่าเศร้า หรือว่าสงสาร หรืออะไร ที่ทำให้ใจคอไม่ปกติอยู่ละก็ ยังต้องแก้ไข, ยังเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ยิ่งขึ้น เหมือนกับความเบื่อ, ความเบื่อที่ยังไม่ถูกต้องแล้ว มันทรมานจิตใจอย่างยิ่ง ; ความเบื่อที่ถูกต้องก็คือเฉยได้, ปกติหรือเฉยได้. ที่พูดว่าความเบื่อ, เบื่อหน่ายหรือนิพพิทา อะไรทำนองนี้ ก็ต้องระวัง ให้ดี. ถ้ามันยังรบกวนเส้นประสาท ทรมานจิตใจ ยังทำลายความสงบได้แล้ว, มันก็ ไม่ใช่ความเบื่อที่ถูกต้อง ; แต่มันก็เบื่อเหมือนกัน, มันเบื่อจนจะไปฆ่าตัวเองตาย เบื่อเอาอย่างแรงๆ. พูดถึงเรื่องเมตตาก็เหมือนกัน ; ถ้ามันพุ่งไปด้วยอำนาจ ตัวกู- ของกู เหมือนที่พระโพธิสัตว์ในขั้นบำเพ็ญบารมี ; ไม่ใช่ในขั้นที่เป็นพระพุทธเจ้า แม้เคยเสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นด้วยความเมตตานั้น, ก็เรียกว่ายังไม่ถึงที่สุด ; เมตตาที่ ถูกต้อง ไม่ ใช่วัตถุประสงค์ที่จะให้ฆ่าตัวเองเป็นพลีเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ด้วยสิ่ง ที่เรียกว่าเมตตา. การสละชีวิตเพื่อผู้อื่นด้วยเมตตานั้น มันเป็นความรุนแรงของความยึดมั่น ถือมั่นอีกแบบหนึ่ง ในสมัยในยุคที่โพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี. มีความหมายมั่นปั้นมือที่

น.203 รุนแรงทำนองนี้ ไม่ใช่เป็นหลักธรรม ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามนั้น, มันเป็น กรณีพิเศษของพระโพธิสัตว์. จะเป็นชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร, หรือเกิดเป็น อะไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น ก่อนหน้ามหาชาติ ก็ยังมีหลายๆ ชาติ ที่สละชีวิตเป็นทาน ; รกรากมันก็มาจากเมตตา แต่เป็นเมตตาที่เขาจัดไว้เฉพาะประเภทนั้น, พวกพระโพธิสัตว์ ประเภทนั้น เพื่อให้มีกำลังมากและเร็ว สำหรับการที่จะตัดบ่วงตัวกู - ของกู ทำนอง หนามยอกเอาหนามบ่ง เหมือนที่เราเคยพูดกันวันก่อน. เดี๋ยวนี้เรามาพูดถึงหลักเมตตากรุณาที่จะใช้ ได้ทั่วไป และก็จะเป็นหลัก สำหรับทุกคน และเป็นยอดสุดของคำ ๆ นี้ ในฐานะที่ว่ามันเต็มแล้ว คือบำเพ็ญบารมีมา จนเต็มแล้ว เมตตานั้นก็กลายเป็นว่าง ; คือมันสลายตัวหรือจางออกเป็นความว่าง ไม่ใช่กำลังจัดขึ้น หรือเดือดจัด หรือว่ากำลังเบ่งกันเต็มที่. ถ้าจะถามว่าเมตตาเดือดจัดเต็มที่เช่นนั้น จะต้องจัดไว้ในพวกไหน ? ก็อยากไป จัดไว้ในพวกแรก ที่เห็นแก่ประโยชน์ตัว, เมตตากลุ่มแรกเห็นแก่ประโยชน์ตัวทั้งนั้น แต่ถ้าพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีด้วยความมีตัว มันก็ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ตัวเอง แต่เห็นแก่ ตัวผู้อื่น ; ฉะนั้นมันจึงคนละอย่าง. เช่นว่า เห็นแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เป็นอย่างยิ่ง เป็นอย่างแรง, จนถึงกับสละชีวิตของตัว เพื่อจะช่วยคนเหล่านั้น. อย่างนี้ไม่เหมือนกับเมตตาชนิดที่เห็นแก่ตัว แล้วไปทำรุนแรง จนถึงกับสละชีวิตตัว หรือหมดเนื้อหมดตัวหมดทรัพย์สมบัติ ; มันคนละเรื่อง. เพื่อประกันความพื้นเผื่อ เราก็แยกไปได้ตามหลักที่เคยพูดบ่อย ๆ ; บางคน เคยพังจนซ้ำซาก บางคนไม่เคยฟัง : ว่า ชั้นต่ำมันก็เป็นความเห็นแก่ตัว, ชั้นที่สูง ขึ้นไปมันเป็นเรื่องที่เห็นแก่ผู้อื่น ; ที่เลวมากก็เห็นแก่ตัว, ที่กลาง ๆ ก็เห็นแก่ผู้อื่น, ชั้นดีมากก็คือ "ว่าง" คือหมดตัว.

น.204 คุณควรจำหลักอันนี้ไว้ สำหรับไปเช็คไปทดสอบประเด็นต่าง ๆ ปัญหา ต่าง ๆ ที่คุณสงสัย เกี่ยวแก่หลักธรรมะในพุทธศาสนา : เรื่องเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง, เห็นแก่ผู้อื่นอย่างหนึ่ง, แล้วก็ไม่มีตัว หมดตัวไปเลย; ทำอะไรทำได้ทั้งนั้นใน ๓ อย่างนี้ ทำได้ทั้งนั้น. เอาไป เปรียบเทียบดูก็แล้วกันว่า ในโลกเวลานี้มี เมตตาชนิดไหน ? เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ผู้อื่น, แล้วก็ ว่างจากตัว. ที่เขาตั้งสมาคมสันติภาพ ค้นหาหนทางประสานมิตร ประสานความรักใคร่ กันในระหว่างชาติเพื่อยุติสงคราม นั่นเป็นความคิดที่ดีมาก ผมก็บูชา ; แต่พอบอกให้ว่า วิธีที่จะเมตตากันได้จริงมีอยู่ ก็ทำไม่ได้ หรือไม่ยอมรับ ; แตก เพราะมันตั้งต้นมาจาก ความขลาด ความเห็นแก่ตัว, หรือบางทีอาจจะรับจ้างเขาค้นคว้าก็ไม่ทราบ. ขออภัยด้วย ที่พูดอะไรพล่อย ๆ ก็พูดเผื่อไปกว้าง ๆ อย่างนั้น ; ว่าบางทีจะ รับจ้างค้นหาเมตตา เพื่อมาช่วยโลกเพื่อไม่ให้มันดีเกิน ; คือว่าถ้ามันดีเกิน นายจ้างเขา ก็ไม่รับไม่เอา ; ถ้าจะสั่ง ๆ มาเป็นเรื่องการเห็นแก่ตัวมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ใช้อะไร ไม่ได้. ฉะนั้นโลกจึงยังไม่มีเมตตา, ยังไม่มีสันติภาพเพราะไม่มีเมตตาระหว่างกัน. ขอให้มองดูดี ๆ ว่าปัญหาต่าง ๆ มหาศาลมันมาชะงักที่จุด ๆ เดียวคือ ความเห็นแก่ตัวกู - ของกู, ความยึดมั่นตัวกู - ของกู : มันจึงระงับสงครามไม่ได้ ดีกันไม่ได้ อะไรไม่ได้ในข้อนี้. เราต้องหันเป้าหันจุดของความพยายามของเราไปเล่น งานตัวนี้ คือตัวความเห็นแก่ตัวนี้เสียก่อน, แล้วมันจึงเดินถูกทาง มีเมตตาขึ้นมาได้. ถ้าเขาจะให้มีเมตตา ทั้งที่ทำไปโดยที่เห็นแก่ประโยชน์ตัว ป้องกันแต่ประโยชน์ตัว ; อย่างนี้แล้วจะทำได้อย่างไร ; มันขัดกันอย่างเต็มที่ ; แล้วมันเลยกลายเป็นเมตตา กลุ่มที่ ๑ ไปหมด ; และกลายเป็นแย่งหาประโยชน์กันด้วยเมตตา ; ก็น่าหวัว ยิ่งขึ้นไปอีก,

น.205 อาศัยบรรยากาศอย่างนี้ คงจะทำให้คุณมีจิตใจพอที่จะฟัง ที่จะเข้าใจ เรื่องชนิดที่มันลึกลงไปถึงความว่าง, ความว่างจากตัวกู - ของกูเท่านั้น แหละ ; ไม่ใช่ว่างไม่มีอะไรเลย ไม่คิด ไม่นึก อะไรเลย. ความว่างจากตัวกู - ของกู แล้วก็เต็มปรี่อยู่ด้วยสติปัญญา อย่างสะอาด บริสุทธิ์ถูกต้องแท้จริง, แล้วก็โดยอาศัยสติปัญญาชนิดนั้น มาทำอะไรเถิด จะเป็น ยอดสุด หรือสูงสุดในพุทธศาสนา ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสิ่งที่เรียกว่าเมตตา. ทีนี้ ผมอยากจะสรุปเรื่องที่ตั้งใจจะพูดว่า ลักษณะการค้นคว้าทางวิญญาณ ของพวกเรา พุทธบริษัทนี้ มุ่งดึงตรงไปสู่จุดปลายทาง คือความว่างจากตัวกู - ของกูเสมอ, ทุกคนจะเห็นได้เองว่ามันต่าง ๆ ไปจากการค้นคว้าในโลก ที่กำลังทำอยู่ โดยประการทั้งปวง; ซึ่งจะค้นไปสักเท่าไร มันก็ไม่แก้ปัญหาความดับทุกข์ได้ ; เพราะมันเห็นแก่ตัวจัดขึ้นทุกที. เหมือนดังที่พูดว่า เหยียบพระจันทร์จนกลายเป็น ไอ้จันทร์ไปแล้ว มันก็ดับความทุกข์ไม่ได้ ; ไม่มีอะไรดีขึ้น ; ก็ยอมรับว่าดีขึ้นหน่อย ที่ทำให้คนหลายคน หรือมากคน ไม่ต้องเสียเวลาร้องตะโกนช่วยจันทร์กันอีกต่อไป, ไม่ต้องตีม้าล่อช่วยจันทรคลาส หรือบูชาพระจันทร์ตามแบบที่เคยทำกันมา. ถ้าอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องสติปัญญาได้บ้าง แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ความมุ่งหมายอย่างนี้; มุ่งหมายเพื่อ จะหาประโยชน์อย่างอื่น ; เพื่อตัวกู - ของกู ก็เลยไม่มีทางที่จะเกิดสันติภาพ เพราะ การค้นคว้าทางวัตถุนี้. ครั้นค้นคว้ากันทางจิตวิทยา ทางปัญญา อะไรบ้าง มันก็ไป เรื่องตัวกู - ของกูอยู่ตามเดิม บนรากฐานอยู่ตามความเห็นแก่ตัว มันก็ไม่พบวิถีทาง ซึ่งจะมีสันติภาพอีกเหมือนกัน. เพื่อสันติภาพผมอยากจะขอร้องหรือภาวนา ให้เขาหันมาดูการค้นคว้าตาม แบบของพุทธบริษัท ที่เรียกว่าการค้นคว้าทางวิญญาณในความหมายที่รวบรัด โดย

น.206 เฉพาะ, ไม่พร่า ไม่กว้าง อย่างที่พูดมาแล้ววันก่อน ; แล้วก็มีการลัดตรงมาสู่จุด ๆ นี้ คือ พยายามที่จะทำอะไร ด้วยจิตที่ว่างจากตัวกู - ของกูเสมอ, เป็นบทเรียน ประจำวันว่า "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง". ถ้าเข้าใจได้จะเป็นวิธีลัดที่สุด ทุกคน จะต้องเข้าถึงจุดสูงสุดของธรรมะในพุทธศาสนา ; และได้ขอร้องอยู่ทุกวันทุกเวลาว่า ให้ทำงานด้วยจิตว่าง, จิตว่างอย่างที่เราถือเป็นหลักอยู่ที่นี่ ตลอดเวลามานี้ มันจะได้ เป็นการศึกษาค้นคว้าพิสูจน์ทดลอง เรื่องจิตว่างจากตัวกู - ของกูอยู่ทุกวันทุกคืน. สำหรับตัวผม แม้จะเอาเหยื่อให้ปลากิน ผมก็ทดสอบจิตว่ามันทำไปด้วย อะไร ? บางทีบางเวลาก็แพ้ ไม่อาจจะทำไปด้วยจิตว่าง จากความเห็นแก่ตัวกู - ของกู, จะเอาข้าวให้สุนัขกิน มันก็แพ้ มันไม่ได้ทำไปด้วยจิตว่างจากตัวกู - ของกู ทั้ง ๆ ที่เรา กำลังพยายามอยู่. มันมีอะไรเข้ามาแทรกแซง แต่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป ไม่มี อันตรายอะไรเท่านั้นเอง ; มันไม่ถึงกับทำให้เป็นทุกข์. แต่ถ้าทดสอบแล้ว แปลว่า เรายังมีเผลอ ; ไม่ใช่ว่างอย่างยิ่ง. ที่นี้คนที่มีลูกมีหลานที่เป็นหัวรักหัวใคร่หัวแก้ว หัวแหวน มันคงจะยากมากกว่าที่ผมจะเลี้ยงปลาหรือเลี้ยงสุนัข ที่ทำไปด้วยจิตว่างได้ หรือที่เรามีความผูกพันกับอย่างอื่น ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก. ขอให้ไปฝึกบทเรียนนี้เอาเองก็แล้วกัน ให้มันเป็นเมตตาที่เริ่มจากของตัวกู - ของกูจนเป็นเมตตาเพราะเห็นแก่ผู้อื่นจริง ๆ ; แม้แต่กระทั่งมันว่างไปจริง ๆ ไม่ต้อง ไปทำวิปัสสนาชนิดที่เสียเวลา. ทำวิปัสสนาชนิดที่ไม่เสียเวลา และได้ผลมากก็คือทำ อย่างนี้ : ทดสอบจิตใจที่เห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัวเรื่อยไป; วันหนึ่ง ๆ มัน กลัดกลุ้มขึ้นมาด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความมีตัว เป็นความโกรธบ้าง เป็นความ โลกบ้าง อะไรบ้างกี่ครั้งกี่หนด้วยเหตุอย่างไร ; ไปรบกับมันที่นั้น มันจะชนะเร็ว, หรือเป็นวิปัสสนาที่ลัดเร็วที่สุด.

น.207 พูดแล้วเดี๋ยวจะหัวเราะว่าใช้วิธีทางวิญญาณนี้คือ ทางวิญญาณยูโด - spiritual judo ต่อยกิเลสให้ว่างไป คือแทนที่จะไปทำความดับทุกข์หรือดับกิเลสนี้ ; ทำกิเลสนั้น ให้ว่างไป ทำความทุกข์ ให้ว่างไปเสีย อย่าให้มันมีกิเลส มีความทุกข์. ดูกิเลส ทั้งหลายจนเห็นเป็นความว่างไป, ไม่มีตัวกิเลส นี่เป็นวิธีลัดที่สุด. ที่จะไปตั้งพิธีกรรม ควบคุมกิเลสไปตามลำดับ ทำลายกิเลสไปตามลำดับนั้นเรื่องมันมาก ; วิธีลัดก็คือ ทำให้กิเลสกลายเป็นของว่างไป ไม่ต้องละกิเลสให้มันเสียเวลา. วิธีลัดนี้มันยาวเกินไปที่จะพูดกันสั้น ๆ อย่างนี้ ; เอาไว้พูดคราวอื่นก็ได้ เรียกว่า ทางลัดฝ่ายวิญญาณ ที่จะดับทุกข์โดยวิธีที่ดีที่สุด ที่เรียกว่ามันเป็นเคล็ดเป็น อะไรที่ผิดธรรมดาสามัญ ; แทนที่จะละกิเลส ก็ทำให้กิเลสว่างไป ไม่ต้องละ. นี่แหละ "วิชาเรื่องความว่าง" มันจะมีประโยชน์มากถึงอย่างนี้ ; ทำงานด้วยจิตว่าง จะมีประโยชน์มากถึงอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องไว้ล้อกันเล่น ของคนที่ไม่รู้จักความว่าง. สรุปกันอย่างเดิมอีกทีว่า คุณจะต้องค้นไปให้พบจุดจบที่ความว่าง ; ถ้าไม่ อย่างนั้นไม่ใช่การค้นคว้าเรื่องทางวิญญาณในพุทธศาสนา. วันนี้ก็พอกันทีตามเวลา.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต