น.208 วันนี้จะได้พูดถึง สิ่งที่อยากจะให้ชื่อแปลก ๆ แต่จำง่าย กันลืม ว่า ยูโดทางวิญญาณ ; ดังที่ได้เคยออก ชื่อมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา. การพูดอย่างนี้ เป็นการพูดชนิดที่เขาเรียกว่า "อุปมา" ; ในพุทธศาสนา นิยม อุปมามาก.ในพระไตรปิฎก เต็มไปด้วยเรื่องที่ พูดไว้ในลักษณะ อุปมา ; มันมีประโยชน์ตรงที่จำง่าย สำหรับบุคคล หรือสำหรับมนุษย์สมัยที่ยังไม่มีหนังสือใช้. คนสมัยนี้โง่กว่า อวดดี คอยแต่จะตำหนิว่าอะไร ๆ ก็ อุปมา อ้อมค้อม ; นี่คือความโง่ของคนสมัยนี้. อุปมาไม่ใช่เรื่องอ้อมค้อม แต่เป็นเรื่องของความจำเป็นสำหรับยุคที่ ไม่มีหนังสือใช้ ; แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า ต้องคิด, บังคับให้คิด. เมื่อคิดมันก็ ฉลาด และเมื่อคิดอยู่มันจำแม่นยำกว่า เรื่องที่ไม่ต้องคิด. ขอให้สังเกตดูทุก ๆ คน ๑๗๙
น.209 เรื่องที่เราต้องเอามาคิดจนเข้าใจนี้มันลืมยาก, เรื่องอ่านมาผิว ๆ นั้นมันลืมง่าย, ฟังมา ผิว ๆ นี้มันลืมง่าย. ถ้าต้องเอามาขบมาคิด, แล้วอุปมาหรือปริศนาอะไรก็ตาม ทำให้ลืมยาก ; มันเข้าใจลึกทำให้ฉลาด และเป็นความจำเป็นในยุคที่ไม่มีหนังสือใช้ อะไร ๆ ก็จำไว้ด้วยปากด้วยใจ ถ่ายทอดกันทางปาก จำไว้ในใจ; เพราะเหตุฉะนี้ ในพระไตรปิฎกจึงเต็มไปด้วยอุปมา. ทีนี้เราอยากจะเอาอย่างในข้อนี้ ผมจึงพูดในรูปอุปมาว่า "ยูโดทาง วิญญาณ". ยูโดมันจะเป็นคำอะไรแน่ผมก็ไม่ทราบ สำหรับคำว่ายูโด ; แต่ใจความ สำคัญก็คือ ศิลปแห่งการใช้กำลังที่น้อยมาก ทำลายสิ่งที่มีกำลังมากมหาศาลได้. อย่างคนแรงน้อยใช้วิชายูโดจับคนแข็งแรงทุ่มหน้าต่างได้, แม้ผู้หญิงที่มีความสามารถ ในศิลปอันนี้ อาจจะทุ่มผู้ชายร่างกายกำยำลงมาจากหน้าต่างได้ อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องยูโด ทางวิญญาณก็ยังมีทางที่จะใช้อยู่เหมือนกัน คือเราจะ ใช้ความพยายามที่น้อย ความ เหน็ดเหนื่อยที่น้อย หรือการปฏิบัติที่ดูน้อย ง่าย หรือแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อทำลายกิเลส. เรื่องทั่วไปมันไม่ได้ใช้ศิลปอันนี้. เหมือนที่เราได้พูดกันมาแล้ว หลายครั้ง หลายหน ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เป็นอยู่ โดยชอบเรื่อย ๆ ไป โลกก็ไม่ว่าง จากพระอรหันต์’ นี้ก็เปรียบเหมือนกับว่า : เราขี้เกียจที่จะเข้าไปสู้เสือซึ่งหน้า, จะใช้วิธีล้อมเสือ ไม่ให้พบกันกับอาหาร ที่เป็นอาหารของเสือ เช่นเนื้อเป็นต้น. เรา ล้อมเสือเสีย เนื้อก็เข้าไปหาเสือไม่ได้ เสือก็ออกมาหาเนื้อไม่ได้. ขึ้นชื่อว่าเสือไม่เคย ยอมกินหญ้า ถึงจะมีหญ้ามีอะไรมันก็ไม่กิน มันก็ต้องตายในที่สุด คือมันผอมลง ๆ ; แล้วตาย. วิธีอย่างนี้เป็นวิธีธรรมดา ไม่ใช่อย่างที่เรียกว่า ยูโดทางวิญญาณ.
น.210 เรื่องยูโดทางวิญญาณนั้นหมายความว่า ใช้สติปัญญาฝีไม้ลายมือ พิเศษเข้าไปฆ่าเสือ ชนิดที่ว่าจะใช้ไฟฟ้า หรือใช้น้ำกรด หรือใช้อะไรก็สุดแท้ ที่มัน แวบเดียวตายเลย ; นี้จึงเรียกว่าศิลปพิเศษ. เราไม่ใช้ความพยายามเฉย ๆ เรื่อย ๆ ไป ให้มันตายเอง ; แต่ใช้ศิลปที่เข้าไปพรวดเดียวให้มันตาย, คือมีอาวุธพิเศษอะไรสัก อย่างหนึ่งทางวิญญาณ ไม่ใช่อาวุธทางวัตถุ ไม่ใช่หอก ดาบ ปืน อะไรทางวัตถุ อาวุธ ทางวิญญาณ ซึ่งคุณก็ทายถูกว่าผมหมายถึง "ความว่าง" นี้ จี้เข้าไปที่ไหนก็พินาศ ที่นั่น ไม่มีอะไรต่อกรได้. นิทานเรื่องรามายณะของพวกอินเดีย จะมียักษ์บางตัวได้รับพรจากพระอิศวร ให้มีตาเป็นไฟ, ไฟฟ้าหรือไฟกรด พอเล็งถลึงไปทางไหน โดนใครก็ตายพินาศไปเลย ; เพราะยักษ์ตัวนี้มันได้พรจากพระอิศวร มีตาไฟ มันก็เลยเที่ยวรังแกมนุษย์และเทวดา ให้ลำบาก จนร้อนถึงพระนารายณ์ต้องมาปราบ, ปราบสิ่งที่เป็นผลของความสะเพร่าของ พระอิศวร. พระอิศวรผู้เป็นจอมสะเพร่า ให้อะไรลวก ๆ ไป ไม่รู้ว่าควรจะให้แก่ใคร ; ไปให้แก่ยักษ์อันธพาลนั้นบ่อยๆ. มันก็ไปเที่ยวรังแกคนนั้นคนนี้ จนพระนารายณ์ต้อง ลงมาปราบ อย่างลำบากลำบนทุกทีเลย ; ต้องใช้สติปัญญามาก. พระอิศวรจอมสะเพร่าชนิดนี้ก็เหมือนกับความประมาท ความเลินเล่อ ที่เป็นกิเลส. ที่นี้ สิ่งที่จะปราบกิเลสความเลินเล่อนี้ก็เหมือนกับสติปัญญา. ความ ไม่ประมาท การกระทำที่ถูกต้อง เหมือนพระนารายณ์ ; ถ้าพระนารายณ์มีอยู่ก็ดี ในการที่ยอมลำบาก. ข้างฝ่ายพระพรหม ก็ดูจะหลับหูหลับตาสร้างอะไรเสียเรื่อย แล้ว ก็อ้างว่าด้วยความเมตตา ; แล้วมันก็เป็นความเมตตาอย่างกลุ่มที่ชิน เหมือนที่พูดกัน เมื่อวานเสียมากกว่า คือเมตตาหลับหูหลับตา เพื่อตัวกู - ของกู. พระพรหมก็ สร้างเรื่อย ทำให้มีเรื่องเรื่อย, พระอิศวรก็สะเพร่าเรื่อย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แล้วก็สะเพร่าเรื่อย, ทำให้ต้องลำบากแก่ผู้ที่จะแก้ไข.
น.211 ทีนี้คุณก็มองดูในแง่ของอุปมา : นี้ผมหมายถึงว่ายักษ์ตัวนั้นมีตาเป็นไฟ มองไปทางไหนไหม้พินาศไปหมด. เราก็อยากจะมีอะไรคล้าย ๆ นั้น ยักษ์ตัวนั้น มีตา เป็นไฟ; เราก็มีใจเป็นน้ำกรด ราดลงไปที่ไหน ก็ละเอียดเผาไหม้สูญหายไป ; ใช้วิธีอย่างนี้จึงจะเรียกว่า spiritual judo. มองไปที่ไหนให้พินาศ คือทำลายข้าศึกวินาศ เหมือนยักษ์ตาไฟ. นี้ก็หมายถึงว่า ทำให้มันว่าง "ใช้สติปัญญา คือความว่าง อย่างแท้จริงในพุทธศาสนา" ที่ได้พูดแล้ววันก่อน ๆ นั้น นางกิม เป็นเหมือนกับอาวุธ ส่องเข้าไปที่ไหนก็ไหม้หมดที่นั้น คือว่างหมดที่นั้น ไม่มีอะไรเหลือ ; ส่องเข้าไปที่กิเลส กิเลสก็ว่างไปเลยโดยไม่ต้องละกิเลส; ไม่ต้องทำพิธีละกิเลส. เรื่องสุญญตา เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา ในฐานะที่เป็นเรื่องเดียว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส, นอกนั้นท่านไม่ตรัส. ขอให้ไปหาอ่านคำอธิบายโดยละเอียด ; เรื่องสุญญตานี้ใครมีความรู้ความ เข้าใจ มีความสามารถเอาเรื่องสุญญตา มาเป็นอาวุธ ส่องเข้าไปที่ไหน ก็ไม่มีอะไรเหลือ อยู่ได้ ว่างไปหมด; โดยส่วนใหญ่ก็หมายถึงว่า ทำกิเลสให้กลายเป็นของว่าง คือไม่มีกิเลส. ถ้าเรามีกิเลส มันก็เป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องละกิเลส ; มีเรื่องมาก. ถ้าเราทำให้กิเลสว่างไปเสีย โดยไม่มี ; เรื่องมันก็น้อย ในพริบตาเดียวก็ได้. ฉะนั้น จึงเรียกมันว่า "ยูโดทางวิญญาณ". คำ ยูโด ชนิดนี้โดยเฉพาะ, ใช้ได้ทั่วไป ทุก ๆ ศาสนา หรือแม้ในแง่ ปรัชญา ไม่เฉพาะพุทธศาสนา. ใครเอาไปใช้ก็ได้; ให้ความหมายมันถูกต้องไป ตามแบบ ตามเรื่อง ตามกรณี นั้น ๆ; ใช้ให้มัน เป็นอุบายวิธีที่ฉลาดที่สุด ที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุดก็แล้วกัน. คำนี้เป็นคำใหม่ ๆ ที่เขาคิดขึ้นใช้ในแขนงอื่น ผมเห็น ว่าเข้าที่ดี ที่จะเอามาใช้ในพุทธศาสนา เลยผูกเป็นศัพท์ขึ้นมาเองว่า spiritual judo ฟังดู ก็น่าขัน. เหมือนกับสร้างอาวุธอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง ส่องไปทางไหนก็ว่างไปทั้งนั้น.
น.212 ถ้าเราจะทำไปอย่างแบบฉบับ Orthodox หรือ ตามแบบฉบับ มันก็มี : ศึกษาเรื่องกิเลส, เรื่องที่มา ของกิเลส, เรื่องควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ทุกเวลานี้, และมันก็เป็นเรื่องที่สมบูรณ์แบบ. ถ้าเราจะใช้แบบ spiritual judo นี้ มันก็มีว่าจะใช้กับอะไร ? ก็จะใช้กับกิเลส. ยกตัวอย่างเช่นกิเลสทางราคะ ความกำหนัด, โดยเฉพาะทางกามราคะก่อน เรา อาจจะใช้วิธี อย่างที่ความรู้สมัยนี้ก็ช่วยได้ : คือมองให้เห็นว่า โดยแท้จริงสิ่งที่เรียก ว่ากิเลสนั้น ก็มิได้มีอยู่เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นกิเลสเลย, เป็นเพียง mechanism ทางจิต, คือระบบของจิต ของ mentality ; นี้มันก็มีของมันตามธรรมชาติ มีกฎมีเกณฑ์ มีอะไรของมันอยู่แล้ว, แล้วมันก็มี mechanism เกิดขึ้น ทำให้จิตนั้นมันทำหน้าที่อะไร สักอย่างหนึ่ง เช่นมีการสัมผัส ระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก mechanism ก็จะเกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาตามลำดับมา. "แม้เป็นความรู้สึก มีความกำหนัด หรือมีการรู้สึก ในรสแห่งความกำหนัดหรืออะไรก็ตาม ; ถ้ามีสติปัญญาพอที่จะมองเห็นว่าเป็น mechanism อย่างเครื่องจักรชนิดหนึ่งทางระบบ mentality ความรู้สึกกำหนัดนั้นจะหายไปได้. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มีความสามารถพอ ดังที่ได้กล่าววันก่อนนี้แล้ว ; สัปเหร่อ หรือหมอ มีความรู้ทางกายวิภาควิทยา แต่ไม่มีกำลังแรงพอที่จะระงับกามสัญญา อิตถีสัญญาอะไรได้ จึงมีกิเลสเหมือนคนธรรมดา. ฉะนั้น การที่จะรู้เท่าทันว่า ทุกอย่างนี้มันเป็นเพียง mechanism ก็ต้องศึกษากันมากจนเข้าใจ จนเห็นแจ้ง จนเห็นจริง. หรือว่าทุก ๆ คราวที่พ่ายแพ้แก่สิ่งนี้ จะต้องจับมันให้ได้ จะต้องรู้จัก ตัวจริงให้ได้ ในทุก ๆ คราวที่พ่ายแพ้แก่สิ่งนี้ ; แล้วมันจะเกิดความรู้แจ้งแทงตลอด ไม่ใช่เพียงรู้และเข้าใจ. ต้องเป็นความซึมซาบรู้แจ้งแทงตลอด, เป็น experience ที่เห็นเหตุ, เห็นแจ้งทางวิญญาณ, เป็น spiritual experience ที่ถึงขนาด ; มันจึง จะมีปัญญา สร้างปัญญาขึ้นมาได้ว่า อ้อ, มันสักว่า mechanism ของธรรมชาติ.
น.213 ลักการปฏิบัติอย่างนี้ มันเข้ากันได้กับพระพุทธภาษิตในบางครั้ง ที่ตรัสว่า : เมื่อตาเห็นรูปสักว่าดู, เมื่อหูได้ยินเสียง ก็สักว่าฟัง, หรือ เมื่อจมูกได้กลิ่น ก็สักว่าดม, ฯลฯ คือ สักว่า ทั้งนั้น ; มันเสร็จลงไปแค่นั้น มันไม่มีการปรุงต่อไปอีก. มันสามารถหยุดชะงัก สักว่า การฟังเท่านั้นเสียได้ ; การเห็น การดู การได้ยิน การดม อะไรก็ตาม ก็ สักว่าเท่านั้น สักว่าเท่านั้น. ทีนี้เราต้องมีความเก่งกล้าสามารถ ที่จะหยุดอย่างหยุดชะงักสิ่งเหล่านั้น ; ตามพระพุทธภาษิตที่ว่า เมื่อใดได้เห็น สักว่าเห็นนี้ สักว่าดูเท่านั้น, เมื่อได้ยิน ก็สักว่าฝั่ง, เมื่อได้ดม ก็สักว่า ได้รู้กลิ่นเท่านั้น, เมื่อนั้นตัวเธอจักไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนี้ : "เมื่อใดได้เห็นสักว่าได้เห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ได้ดม สักว่าได้ดม ฯลฯ เมื่อนั้นตัวเธอจะไม่มี, ตัวตนของเธอจะไม่มี". พระพุทธ - ภาษิตชนิดนี้เอามาใช้อย่าง spiritual judo ได้ ; ในเมื่อเราได้ฝึกฝนจนชำนิชำนาญว่า การกระทบนี้สักว่า mechanism ทางจิต ทาง mental เป็นต้น, ไม่ลึกถึงทางวิญญาณ. เพราะตามมาตรฐานของเราที่พูดกันอยู่ มันก็สักว่าเป็นทางจิตทาง mentality. มีคำ โคลงที่จะช่วยความจำได้ดีอยู่บทหนึ่งซึ่งผมชอบ. คุณลองฟังดูก็ได้ มันเป็นโคลงคั้น ถ้าจะเขียนจะจดต้องจดเป็นรูปโคลงคั้น : สัมผัส, กำหนัด นั้น เครื่องจักร ในกาย อารมณ์พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงานเที่ยงตรงหลัก ต่างหาก แต่โลกหลงว่าแก้ว ก่ำกาม โคลงบทนี้มันช่วยได้ ที่จะเข้าใจข้อความอย่างที่ว่า สัมผัส กำหนัด นั้น เป็นเพียงเครื่องจักรในกาย, อารมณ์พบอินทรีย์เข้าแล้ว, มีการทำงานเที่ยงตรง ตามหลักธรรมชาติ ต่างหาก, แต่คนหลงว่า "แก้ว" จึงกำไปด้วยกาม. สัมผัส
น.214 นี้หมายความว่า การกระทบระหว่างอายตนะภายในภายนอกทางไหนก็ได้. สัมผัสแล้ว กำหนัด, คือทำให้ราคะเกิดขึ้น นั้น เป็นเพียงเครื่องจักรในกาย คือเมคานิสม์ ในตัวเรา. เพียงแต่ว่า อารมณ์ข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, พบอินทรีย์ เข้าแล้ว, คือพบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เข้าแล้ว ; มันทำงานเที่ยงตรงหลัก คือ ธรรมชาติ ที่เป็นหลักต่างหาก. มันทำงานเที่ยงตรงหลักธรรมชาติต่างหาก ! แต่คนก็ ไม่รู้ก็ว่า "แต่โลกหลง ว่าแก้ว" คำว่า "โลก" หมายถึงคนในโลกนั้น ๆ หลงว่าแก้ว, หลงว่าเป็นของเลิศ ของประเสริฐ ของสูงสุดของมนุษย์ ; แล้วมีความรู้สึก ก่ำกาม คือ มีความรู้สึกเต็มที่ในทางราคะ, เกี่ยวกับกาม. ถ้าเราศึกษาจนรู้ จนเข้าใจ แล้วเห็นแจ้งประจักษ์อยู่ทุก ๆ คราวที่เกิดขึ้น แม้ในคราวที่พ่ายแพ้แก่มัน นี้ก็จะเป็นการง่าย ที่ต่อไปจะมีสติ, มีสติชนิดพิเศษ คือ เร็วมากแรงมากเข้มแข็งมาก, สามารถจะ "เหวี่ยงยักษ์ใหญ่โยนทิ้งหน้าต่าง" ไปได้ ในทุกคราวที่อารมณ์จะปรุงแต่งทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เอง นี้ก็ตาม. สติเกิดขึ้นมาโดยสมบูรณ์ว่า มันเมลานิสม์ ตามธรรมชาติเท่านั้น มันก็ จะทำให้กิเลสว่างไปเสียโดยกระทันหัน ; ผิดกับการตั้งหน้าตั้งตาละสำรวมระวังตั้งพิธี รีตอง ; ฉะนั้นจึงเรียกว่า spiritual judo. ทีนี้ในทางราคะ หรือโลภะ เป็นอย่างไร, ในทางโทสะ หรือโกธะ ก็เป็น อย่างนั้น ; จะเห็นว่าความโกรธที่เกิดขึ้นนี้ มันก็เหมือนกันอีก : สัมผัส แล้วโกรธ นั้น เครื่องจักรในกาย อารมณ์พบอินทรีย์เข้าแล้ว ทำงานเที่ยงตรงหลักต่างหาก. แต่ คนไปคิดว่ากู, ภูอย่างนั้น ภูอย่างนี้, กูถูก, คนอื่นผิด, มันเป็นศัตรูของกู : นี้จึงมีโทสะ มีโกธะ. ถ้ามองเห็นโดยวิธีเดียวกันกับราคะ มันก็เป็นเมคานิสม์ของ mentality ที่จะต้องเป็นอย่างนั้นตามธรรมชาติ ; แล้วก็ เป็นสักว่า เป็นธาตุตาม ธรรมชาติด้วย. อย่าไปดูถูก ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ, บทท่อง
น.215 ญ้าปากคอกของสามเณรซึ่งจะบอกให้รู้ว่าทั้งหมดนี้ เป็น สักว่า ธาตุ ตามธรรมชาติเป็น mental mechanism. ทุกชนิดอย่างที่ออกชื่อมาแล้ว นี้มันก็เป็น สักว่า ธาตุตาม ธรรมชาติ ได้แก่ ธาตุฝ่ายนามธาตุ หรือวิญญาณธาตุ เวน เมื่อได้พบอารมณ์ เมื่อได้ ผสมกันกับสิ่งแวดล้อม อารมณ์อะไรก็ตาม ; มันก็ มีการทำงาน เที่ยงตรงหลัก ธรรมชาติต่างหาก. แล้วมันจึงเกิดความรู้สึกเป็นความรัก เป็นความโกรธ เป็น ความเกลียด เป็นความกลัว เป็นความอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเล็งถึงกิเลสแค่ไหน. ถ้าเราจะใช้วิธีวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ นี้มันก็ช่วยได้ เหมือนกัน ; จะช่วยทำให้กิเลสเป็นของว่างไป โดยกระทันหัน เหมือนกับมีตาทิพย์ ตาไฟ ตาน้ำกรด มองไปทีเดียวมันว่างหมด. แต่อย่าลืมว่ามันต้องพอ สำหรับจะ สร้างความรู้สึกตรงกันข้ามขึ้นมาเท่าเทียมกัน ; ไม่ใช่แต่เพียงว่าคุณฟังที่นี่แล้วมันจะพอ หรือสำเร็จประโยชน์. มันต้องไปฝึกฝน เหมือนกับฝึกยูโด ฝึกกันกี่ปีก็ตามใจ เมื่อเป็นแล้ว ชำนาญแล้ว จึงจะใช้ได้. ทีนี้เราจะใช้วิธียูโดแก่โลภะ ราคะ โทสะ โกธะ และโมหะ ความเผลอ ความสะเพร่านี้ ; มันก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติเป็น เมคานิสม์ของธรรมชาติอย่างเดียวกับ โลภะ โทสะเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ก่อน แต่ที่จะทำอะไรโง่ ๆ ลงไป ก็หยุดชะงักพอให้สติมันมีมาเสียก่อน ; มันก็เป็นโลภะ โทสะ โมหะไม่ได้ คือทำผิดไม่ได้. นี้มันจะเป็นเรื่องรวบรัดเป็นวิธีลัด, แล้วยังเป็นวิธีที่มีกำไรมาก คือลงแรง แต่น้อยๆ แล้วก็ได้ประโยชน์เต็มที่ มากเต็มที่. นี่เป็นเรื่องของกิเลสโดยตรง ; ที่ว่า จะทำให้กิเลสมันว่างไปเสีย โดยไม่ต้องเลี้ยงมันไว้ แล้วก็นั่งละมันอยู่. มันเป็นวิธีพูดแบบหนึ่งแล้วก็ตัดตอนออกมาในลักษณะหนึ่ง ที่สั้นมาก สำหรับจะทำให้ กิเลสว่างเสียทุกทีไป ที่มันจะเกิดขึ้น ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบอินทรีย์, หรือทุกคราว ที่จะมีการกระทบระหว่างตา หู จมูก ลิ้น กาย กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส.
น.216 หยุดใช้สติ เหมือนใช้นโยบายแบบยูโดพวกนี้ ทำให้มันว่างไปเสีย; ไม่ทันจะปรุงเป็นกิเลสขึ้นมาบ้าง, หรือเป็นกิเลสขึ้นมา ก็สลายลงทันทีได้บ้าง, โดยสักว่าเป็นธาตุ; เป็นธาตุตามธรรมชาติ ที่เป็นเพียง เมคานิสม์ ทางจิตของ ธรรมชาติ; ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตน เราเขา คือไม่ใช่เป็นตัวตนอะไรของกิเลส. นี้เรียกว่า "ใช้ยูโดทางวิญญาณจับกิเลส" ก็พูดได้แบบหนึ่ง แล้วมันก็ต้องมีใจ ความสำคัญอยู่ที่ ความว่าง ชนิดว่างไม่มีตัวตนของกิเลส, กิเลสถูกทำให้ว่างไป. ทีนี้เรามองมุมอื่น เหลียวไปมองมุมอื่นบ้าง ที่มีปัญหาเฉพาะหน้าของคนเรา อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ก็เห็นจะได้แก่สิ่งที่เรียกว่า “การงาน". ทุกคนมีการงานที่ ต้องทำ, ยิ่งในโลกสมัยนี้ เราจะอยู่โดยปราศจากการทำงานไม่ได้. แต่แล้ว การงานนี้เอง สร้างปัญหาให้เกิดขึ้น : เป็นความทุกข์เป็นความหม่นหมอง ความ ยุ่งยากลำบากนานาชนิด. มากคนที่มาที่นี่จากกรุงเทพฯ มาระบายความรู้สึก อ่อนเพลียเหมือนจะ ขาดใจตาย ว่าทำงานไม่ได้ตามที่ต้องการจะทำ, นายข้างบน จะเอาอย่างหนึ่ง, ลูกน้อง ข้างล่างจะเอาอีกอย่างหนึ่ง, แล้วคนอื่นก็จะเอาอีกอย่างหนึ่ง. คนทำงานอย่างที่ต้อง รับผิดชอบนั้นมันก็จะตายอยู่ทุกวัน เพราะว่าการงานมันเป็นพิษสงมากขึ้น. ผมรู้สึกว่า ได้ยินหนาหูมากขึ้น เฉพาะที่เขามาหาผม แล้วพูดขึ้น รู้สึกว่ามากขึ้น มากขึ้น ; ก่อนนี้ ยังไม่มากอย่างนี้. ขอสรุปความว่า การงานนี้กำลังเป็นปัญหา อย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่ทำลาย ความสงบสุข. ทีนี้เราจะทำสำแดงฤทธิ์อย่างไร คือจะมองดูทีเดียวให้การงานมันว่าง เป็นสุญญตาไป เหมือนกับมีตาไฟ. ถ้าใครยังงงอยู่ ก็คิดถึงสิ่งที่พูดมาแล้ว ว่า : ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ฯ ; คือ มองการงานให้มันสูง เหนือความหมายของการ
น.217 เป็นการงาน ไม่รู้สึกเป็นการงาน ; เป็นเพียงอะไรตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็ลองคิดดู. จะทำการงานให้กลายเป็นมิใช่การงานไปได้โดยวิธีใด ? อธิบายด้วยการยกตัวอย่างดูจะดีกว่า ง่ายกว่า. คนเกือบทั้งร้อยมาที่นี่ ถามว่า เมื่อไรงานนี้จะเสร็จ ? โรงหนังนี้เมื่อไรจะเสร็จ ? ดำเนินไปถึงไหน ? เมื่อไร จะเสร็จ ? เขาถามอย่างนี้, ถึงจะมีคำถามในรูปอย่างอื่น ก็ถามอย่างนี้. ผมยังนึก ในใจว่า : บ้าจริง ที่มาถามว่าเมื่อไรจะเสร็จ; เรา "ไม่มีเสร็จ" หรือ "ไม่มีการงาน". แต่ถ้าจะพูดอย่างนั้น เขาคงจะโกรธ หรือว่าเขาคงจะฟังไม่ถูก ผมเลยบอกว่า : "เสร็จ ทุกวันเลย" ที่นี่, งานที่นี่เสร็จทุกวันเลย, เสร็จตั้งแต่วันที่หนึ่งของการทำ, หรือว่า เสร็จตั้งแต่วาดภาพในใจขึ้นมาว่าจะทำอย่างไร ; คือเราไม่ได้ทำด้วยความสำญค์มั่นหมาย เหมือนที่เขาทำกัน เราไม่หวังอะไรเลย. เพราะเราไม่หวังและไม่มั่นหมายอะไรเลย มันจึงเสร็จอยู่ตลอดเวลา, เสร็จอยู่ตลอดเวลา ; หรือพูดให้ถูกกว่านั้น ก็มันไม่ได้ทำ มันไม่มีความหมายเป็นการ ทำงาน. ถ้ามีความหมายเป็นการทำงาน มันมีความทุกข์ มันเป็นการงานขึ้นมา, มันมีความทุกข์. ถ้ามันมีความหมายเป็นเพียงเครื่องทดลองอะไรสักอย่างหนึ่ง, หรือว่า ถึงขนาดที่เรียกว่า มันเป็นอะไรที่ออกกำลังประจำวัน. หรือว่ายิ่งกว่านั้นอีก ก็เหมือน กับว่าเราจะต้องกินข้าว อาบน้ำ ไปถาน แปรงฟัน ล้างหน้า อะไรประจำวันอย่างนี้ มันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นการงานอะไรขึ้นมา ; เพราะเราไม่เคยไปสนใจกับมัน. การงานทุกอย่างที่ต้องทำ ก็แปรสภาพมันเสียให้เป็นอย่างนั้น ; ไม่ให้ เป็นการงานที่มีความหมาย เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นหรือความหวัง หรือ
น.218 ความอยาก หรือความอะไร โดยบทว่า : ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตมานํ อีกเหมือนกัน. สิ่งที่เรียกว่า "การงาน" มันก็สลายตัวไปหมดทันที มันเหลือแต่การทำอะไรเล่น ๆ ไปตามสนุก ; ทำนาทีหนึ่งก็เสร็จ วินาทีหนึ่งก็เสร็จ มันเสร็จอยู่ทุกความเคลื่อนไหว, มันอิ่มมันเต็มอยู่ ทุกความเคลื่อนไหว ; เพราะมันไม่มีความหวังและความต้องการ. คนเขามีความหวังความต้องการ เขาจึงถามว่า เมื่อไรเสร็จ ? กะว่าเมื่อไร เสร็จ ? หรือเมื่อไรจะเสร็จสักที ? เพราะไปหวังว่าเมื่อเสร็จตามความหมายของเขาแล้ว จึงจะได้อะไร, จึงจะได้อะไรจากสิ่งนี้; เขาจึงถามอย่างนั้น. ถ้าเราไม่หวัง ไม่ ต้องการอย่างนั้น เราก็หวังแต่จะทำเท่านั้น ต้องการแต่จะทำเท่านั้น ไม่หวังผลของ การงาน ; ใช้วิธี ทำงานเพื่องาน ก็ได้ หน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่หวังอะไรในผลงาน ; จะหวังก็หวังแต่เพียงจะทำเท่านั้น. ครั้นได้ทำก็เป็นอันว่าได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ; แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นแต่เพียงสิ่งนั้น มีชื่ออย่างนั้นเท่านั้น; ไม่มีหวัง ไม่มีห่วง ไม่มี อยาก ไม่มีอะไรเป็นลำดับไป. นี่มันเนื่องมาจากปัญหาใหญ่ ดังที่เคยพูดกันมาแล้ว โดยหัวข้อว่า เกิดมา ทำไม ? นี้จะต้องย้อนไปศึกษาเรื่องนั้นให้มาก ให้พบคำตอบว่า เกิดมาทำไม ? ซึ่งรวมความแล้ว เกิดมาเพื่อไม่ทุกข์, ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความทุกข์ หรือเกิดมา เพื่อจะไม่ทุกข์, ถ้าจะพูดกันอย่างสมมุติว่า ฉันเกิดมาก็เพื่อจะไม่ทุกข์ ; ฉะนั้นจึง ไม่หาทุกข์มาใส่ตัว เพื่อมีนั่นมีนี่, เป็นนั่น เป็นนี่, ทำนั่น ทำนี่, จะได้นั่น จะได้นี่ ; ให้มันเหมือนกับว่า เครื่องจักรทางวิญญาณ, เครื่องจักรทางจิต อีก อย่างหนึ่งเหมือนกัน, ที่มันไปตามหน้าที่ของมัน ตามธรรมชาติ ปราศจาก conception มั่นหมายเป็นตัวกู - ของกู. เหมือนดังที่ได้พูดให้ฟังมาแล้วว่า สัตว์เดรัจฉานดีกว่าคนก็ส่วนนี้ ; คือมัน ไม่มีอุปาทานมั่นหมายมากเหมือนคน ความหิวของมันก็ไม่มีปัญหามากเหมือนคน :
น.219 มีแต่หิวทางกาย, ไม่มีความหิวทางวิญญาณ ; ฉะนั้น ถ้ามีเวลาก็ไปนั่งดูปลา ดูนก ดูไก่ ดูสุนัข อะไรบ้าง มันมีความมั่นหมายน้อยแม้ในเวลาหิว, แม้บางมื้อไม่ได้กินเลย ; ถ้าเป็นคนแล้วก็เกิดเรื่อง ; ถ้ามื้อนี้ไม่ได้กินข้าวแล้วต้องเกิดเรื่อง; เพราะคนมัน คิดเก่ง มันมีบาปกรรม ตรงที่มีสติปัญญาสำหรับจะยึดมั่นถือมั่นเก่งกว่าสัตว์ ; มัน เป็นบาป บาปตลอดกาล, บาปอย่างหนัก บาปตลอดกาล. ถ้าเราจะแก้บาปอันนี้ได้ ก็ต้องใช้ spiritual judo อีกนั่นเอง ; คือ ทำให้ มันว่างไปจากความหมายของคำว่า "การงาน" หน้าที่ภาระ หรือความรับผิดชอบ อะไรก็ตาม ; แล้วก็ จะทำงานได้ โดยไม่ต้องมีความทุกข์ แล้วก็ได้ตรงตามที่ควร จะทำ ควรจะได้ ดีเสียกว่าเงิน. แต่ปัญหาสำคัญของมันอยู่ที่ไม่เป็นทุกข์ ไม่ต้อง เป็นทุกข์, ไม่เอาความวิตกกังวลมาสุมไว้บนศีรษะ. เดี๋ยวนี้ มีแต่คนคุยโวว่า ฉันมีความรับผิดชอบส่วนนั้น มีความรับ ผิดชอบส่วนนี้ ส่วนโน้น, มีความรับผิดชอบพร้อม ๆ กันอยู่ตั้งหลายสิบอย่าง ; นี้ ปวดหัวจะตายแล้ว. อย่างนี้บ้าเอง คือมันทำให้เป็นการงานขึ้นมา ทำให้มีความ รับผิดชอบขึ้นมา แล้ว มาสุมไว้บนศีรษะของตน ; ไม่ใช้วิธี spiritual judo ทำให้ มันว่างไป แล้วเคลื่อนไหวไปเหมือนเครื่องจักรของสติปัญญา, ไม่ใช่ของกิเลส ตัณหา ไม่ใช่ของความหวัง ไม่ใช่ของความยึดมั่น ถือมั่น แล้วการงานก็จะเป็นที่สนุก. เรามีหัวข้อบทสำหรับที่จะท่องว่า "พอจิตวุ่นการงานก็เป็น ทุกข์ พอจิตว่างการงานก็สนุก" : จะเช็ดบ้าน ถูเรือน หรือทำงานชนิดที่สกปรก จะซักผ้า หรือจะทำของ สกปรกอะไรก็ตาม มันก็ไม่มีความหมายเหมือนกัน, มันไม่มีความหมายเป็นการงาน
น.220 หรือสกปรก. มัน ทำไปอย่างที่เรียกว่า อะไรก็ไม่รู้ : เป็นเครื่องจักรของสติปัญญา ที่ทำอะไรเล่นสนุก, สนุกอยู่ตลอดเวลานี้. เหมือนว่าถ้าคนทั่วไปจะต้องลงไปใน โคลน โดยไม่มีความหมายอะไร แล้วก็รังเกียจว่า สกปรก สะอิดสะเอียน, บิดตัวแล้ว บิดตัวอีก ; แต่พอลงไปวิดเอาปลาในโคลนนั้นมา มันกลับสมัครเต็มใจ แล้วก็สนุก. นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า เรื่องเดียวกัน ของอย่างเดียวกัน ลักษณะอาการ อย่างเดียวกันนี้ มันไม่ได้มีความหมายอย่างเดียวกันเสมอไป; มันแล้วแต่ จิตใจมี ความยึดมั่นถือมั่น หรือไม่ ? ความอยากความหวังมี หรือไม่ ? ถ้ามีตัณหา อุปาทาน มันก็มีความหมายไปในทางตัณหา อุปาทาน ; การงานก็เกิดขึ้น การได้การเสียก็ เกิดขึ้น การเหม็นการหอมก็เกิดขึ้น มันก็มีปัญหาเหมือนที่มีอยู่. ถ้าตัดความหวังความอยาก อันนี้ออกไป โดยพิจารณาสักว่าเป็นธาตุสภาพ ตามธรรมชาติ คือมีความรู้อันนี้เป็น automatic ใต้สำนึกอยู่เสมอไป, ไม่ต้องท่องบ่น ไม่ต้องเจตนาที่จะระลึกอะไรอยู่ ; ก็เรียกได้ว่า มีความว่าง, มีสุญญตา นี้เป็นเหมือน อาวุธชนิดที่ว่าง ; จี้ไปที่ ไหนก็ว่างที่นั่น, จี้ไปที่ไหนก็ว่างที่นั่น. มันก็เลย ไม่มีการงาน ไม่มีบุคคลผู้ทำการงาน หรือไม่มีบุคคล ผู้จะรับผลงาน ก็เลยได้รับความ สนุกสนานจากการเคลื่อนไหวล้วน ๆ. นี่จริงหรือไม่จริง คุณไปค้นคว้าศึกษาเอาทางแขนงอื่น ว่าร่างกายนี้ย่อม สบายหรือสนุกสนานเมื่อมีการเคลื่อนไหว ; จิตใจก็เหมือนกัน มันจะรู้สึกเป็นสุขสนุก สบาย เมื่อมีการเคลื่อนไหว. เราทำให้มีการเคลื่อนไหวชนิดที่ปราศจากโทษ, มันอยู่นึ่ง ไม่ได้ ต้องให้มีการเคลื่อนไหวที่ปราศจากโทษ คือไม่ถูกยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - ของกู เป็นการงานขึ้นมา หรือเป็นอะไรขึ้นมา, มีได้มีเสียขึ้นมา. พูดอีกทีเหมือน กับคนไม่มีหัวใจ.
น.221 คนไม่มีหัวใจเป็นผู้วิเศษนะ! แต่มันเป็นคำด่า อีกทางหนึ่งบางทีได้ยินแต่ ว่าคนไม่มีหัวใจนั้นมันเลวเต็มที่. แต่ความเห็นของผมนั้น คนไม่มีหัวใจนี้วิเศษที่สุด มันไม่มีอะไรจะเจ็บจะไข้ จะเป็นจะตายจะทุกข์จะสุข ไม่มีหัวใจมันจะมีแต่ความว่าง ; ไม่มีเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีเรื่องได้ - เรื่องเสีย ไม่มีอะไร ; คงมีแต่อาวุธชนิด spiritual judo, หันไปทางไหนมันว่างตลอดโล่งไปทางนั้น ทุกทิศทุกทาง ทั้งข้างบน ข้างล่าง. การเคลื่อนไหวนี้เป็นของสบายสำหรับนามรูป ร่างกายจิตใจ ที่ต้องเป็นไป ตามธรรมชาติ, อยู่นิ่งไม่ได้ เพราะมันมีการปรุงแต่ง. ทีนี้ เมื่อมันปรุงแต่งอย่าง ที่ปราศจากกิเลส แล้วมันเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนกับต้นไม้มันงอกขึ้นมา มันก็ สบายทั้งนั้น ; ไม่ต้องมีกิเลส. ร่างกายเจริญขึ้นมา หรืออาหารกินเข้าไป ย่อยอาหาร แล้วก็ถ่ายออกมา แล้วกินเข้าไป แล้วย่อย แล้วก็ถ่ายออกมา มันเป็นเมคานิสม์ตาม ธรรมชาติ ที่บริสุทธิ์ ที่ปราศจากการยึดมั่นถือมั่นว่า "เรา" ว่า "ของเรา" ; ไม่เกี่ยว กับความหมายของคำว่าการงาน. ฉะนั้นมันจึงไม่มีการงาน เกิดมาที่ไม่มีการงาน ก็เลยไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ; แล้วก็ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้สึกว่าเป็นการรับ ผิดชอบ. แต่กลับจะทำให้เป็นที่พอใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ยิ่งเสียกว่าคนอื่น ที่เขารับผิดชอบ. มองดูไปอีกนิด ต่อไปอีกหน่อยจากการงานก็คือ “ทรัพย์สมบัติ" เพราะ ว่าคนทำการงานนี้ก็เพื่อทรัพย์สมบัติ แล้วก็เอาไว้หล่อเลี้ยงตัวกู - ของกู. ทุกคนต้องมี สิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สมบัติ จะเป็นบ้านเรือนที่ดินหรือเงินทอง หรืออะไรก็ตามที่เป็น ทรัพย์สมบัติ, กระทั่งบุตรภรรยา สามี เหล่านี้ก็คือเป็นทรัพย์สมบัติในทางวิญญาณ. การมีทรัพย์สมบัติก็อีกนั่นแหละ มีปัญหาอย่างเดียวกันกับการงาน.
น.222 ถ้าใคร "มี" คนนั้นก็ตกนรกทั้งเป็น, ใครมีทรัพย์สมบัติก็ตกนรกทั้งเป็น คือจิตใจมันหมายมั่น ยึดถือ หวังหรืออยาก ว่ากูนี้มี, ว่าของกูนี้มี ; ไม่ได้พิจารณา ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ทั้งในเรื่องจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ; พอ "มี" ทรัพย์สมบัติมันก็ตกนรกทั้งเป็น. พุทธภาษิตตรง ๆ เรื่องนี้ก็มี คนมีเงินก็เป็นทุกข์ เพราะเงิน, คมมีทรัพย์ก็เป็นทุกข์เพราะทรัพย์, คนมีวัวก็เป็นทุกข์เพราะวัว, คนมี ภรรยาก็เป็นทุกข์เพราะภรรยา ฯลฯ ; สำคัญอยู่ตรงที่คำว่า "มี" คำว่า “ มี ” นี้มันเป็นความหมายพิเศษ โดยเฉพาะ หมายถึง "มี" ด้วย อุปาทาน , คือความหมายมันว่าตัวกู และกูมี. ถ้าอย่ามีความรู้สึกที่เป็นอุปาทานอันนี้ มันก็ ไม่มีตัวกูที่จะมี ; ทรัพย์สมบัติก็ไม่ถูกมี มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น. นี่แปลว่า พวกเรายังไม่เข้าใจแม้แต่บทธรรมหญ้าปากคอกที่พวกสามเณรสวดกันอยู่ว่า ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวติ ที่สวดอยู่ทุกวัน. ผู้กินส์ ไม่มี, ของที่ถูกกินก็ไม่มี, การกินก็อย่าให้มี, ได้แต่สมมุติเอา, ผู้กินไม่มี ผู้ถูกกินไม่มี ; สักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ : แม้กินอยู่เข้าไปในปาก ก็ยังคิดว่า มันไม่มี ; ไม่มีผู้กิน หรือ ไม่มีตัวที่ถูกกิน. ทรัพย์สมบัติที่มันมีอยู่ตามทุ่งนา ตามบ้าน ตามสวน หรือตามธนาคาร มันก็ควรเป็นอย่างเดียวกัน ; มันไม่มีความหมายว่ามันมี, แล้วมันก็อยู่ไปอย่างนั้น มีสติปัญญาจัดทำไปตามที่พูดมาแล้ว. มันรู้หน้าที่ของมันเอง มันก็ทำไปอย่างนั้น นี่เรียกว่าไม่มี ไม่มีทรัพย์สมบัติ : มีวัวก็ไม่ต้องทุกข์เพราะวัว, มีเงินก็ไม่ต้อง ทุกข์เพราะเงิน, มีบุตรก็ไม่ต้องทุกข์เพราะบุตร, มีอะไรก็ ไม่ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น ; เพราะมันไม่ได้มีตามความหมายของคนธรรมดาสามัญที่เขามีกัน. ถ้าทำไม่ได้ในข้อนี้ พุทธบริษัทก็เลวกว่าพวกคริสเตียน พวกโครินเธียน ที่ทำได้ ถ้าเขาทำได้ตามนั้น. ได้เคยแนะให้ดูว่าคัมภีร์ไบเบิลโครินเธียน ฉบับที่หนึ่ง
น.223 หมวดที่เจ็ด ประโยคที่ ๒๙ - ๓๑ อะไรนี้ไปดูเถอะ : มีคำว่า "มีทรัพย์สมบัติ ก็จง เหมือนกับไม่มีสมบัติ มีภรรยาก็จงเหมือนไม่มีภรรยา, มีความทุกข์ก็เหมือนไม่มี ความทุกข์, มีความสุขก็เหมือนไม่มีความสุข, ซื้อของที่ตลาด ไม่ได้เอาอะไรมา" เซ็นต์ปอลสรุปคำสอนของพระเยซูทั้งหมด เพื่อให้ชาวบ้านโครินเธียนปฏิบัติอย่างง่าย ๆ สรุปลงไปอย่างนี้. ถ้าเขาทำได้ เขาก็เป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ; เราอย่าไปดูถูกว่าเป็นคริสเตียน. ทีนี้ เราควรจะมีอะไรเท่าที่มี ; มีทรัพย์สมบัติ มีนั่นมีนี่ ; พอเรามี ก็เท่ากับมีความตกนรกทั้งเป็น. พูดภาษาคนถิ่นนี้ก็มี เข็มลูกขี้วีน คนบางคนฟัง ไม่ถูก : เข็มลูกขี้วิ่น คือเข็มที่โคนหัก ที่รู้ร้อยด้ายหักไปแล้ว จนเหลือซีกเดียวแล้ว ร้อยด้ายก็ไม่ได้. เขาใช้เป็นการเปรียบของที่เป็นเศษมีค่าน้อยที่สุด เหมือนกับที่ ฝรั่งพูดว่า ไม้ขีดไฟก้านเดี๋ยวนี้. เมืองไชยาแต่โบราณเขาใช้คำว่า เข็มลูกขี้วีน คือ เข็มที่โคนมีรูหักไปแล้วใช้อะไรไม่ได้ เขาก็ยังเก็บเอาไว้. ถ้าเก็บไว้ด้วยตัณหาอุปาทาน ; ถึงแม้เข็มลูกขี้วีนมันก็จะให้ความทุกข์มหาศาล ทำให้เกิดเรื่องเร่าร้อนหม่นหมอง อยู่ตลอด เวลาได้ ; ไม่ต้องกังวลพูดไปถึงพวกเพชรนิลจินดา. อย่าไปทำเล่นกับความยึดมั่นถือมั่น ! ต้องใช้ตาไฟใจกรด อะไรอย่างนี้ เล็งไปทางไหนก็ว่างไปหมดเลย ไม่มีตัวกูไม่มีของกูแม้ในสิ่งใด หรือในทรัพย์สมบัติ, แม้ในสิ่งที่เรียกความทุกข์ ; ถึงแหล่งสุดท้ายก็ดูจะเป็นเรื่องความทุกข์. แม้มีทุกข์ก็ดู ความทุกข์ ให้มันว่างไปเสีย ไม่มีความทุกข์ที่จะต้องดับ. ถ้ามันเป็นความทุกข์ เพราะมีทรัพย์สมบัติ ก็ให้ทำอย่างว่านี้. ถ้ามีความ ทุกข์เพราะหน้าที่การงาน รับภาระ ก็ให้ทำอย่างนี้, แล้วความทุกข์ เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็ต้องดูความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเมคานิสม์ตามธรรมชาติอย่างที่พูดแล้วทีแรก. มันก็ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หลงเหลือเป็นปัญหา. พูดมันง่ายนะ แต่ถ้าทำมันยาก เราต้องไป หัดดูบ้าง
น.224 ในกรณีเมื่อมันเจ็บปวดขึ้นมา มีแผลอะไรขึ้นมา ; ผมหัดหัวเราะ เมื่อ ทำค้อนทุบนิ้วเมื่อตีตะปู อยู่ตั้ง ๕ - ๖ ปี จึงหัวเราะได้ คุณคิดดู ลองเปรียบเทียบดู ; เมื่อก่อนนี้ผมทำงานเอง ทำงานต่าง ๆ เช่นสร้างกุฏินี้ทำเองอยู่เอง ที่สวนโมกข์เป็นปีๆ ตีตะปูเอานิ้วตัวเองแตก เลือดไหล. ผมตั้งสัจจอธิษฐานไว้ว่าเราจะหัวเราะ เมื่อทุบ นิ้วแตกจะหัวเราะ แรก ๆ มันก็หัวเราะไม่ค่อยออก, ต้องหัดมาสี่ห้าปีจึงหัวเราะได้ดี มันไม่มีความหมายอะไรได้, ความเจ็บไม่มีความหมาย ถ้าจะมองความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ว่างไปนี้ มันจะยากกว่าความเจ็บ เล็ก ๆ น้อยนั้นอีก ; แต่ก็ต้องพยายาม เรียกว่าใช้ spiritual judo ดูความทุกข์ ให้มันว่าง ไปจนไม่มีไปเสีย เห็นไม่มีความทุกข์เสีย. ไม่ใช่มันผื่นความจริง หรือผืนคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า; แต่หวังจะใช้วิธีลัด อย่างใดอย่างหนึ่งที่จะดับทุกข์ เหมือนกัน ซึ่งว่าดับด้วยวิธีสายฟ้าแลบ เรียกว่า ยูโดทางวิญญาณ. ให้มองไปทาง ไหนมันว่างหมดเลย รอบตัวบนล่างมันว่างไปหมดเลย แล้วจะเอากิเลสและ ความทุกข์มาจากไหน. นี่ก็อยู่ที่ว่าจะทำได้อย่างไร ? วิธีหรือเทคนิคของมันมีอยู่ อย่างนี้ แต่เราจะปฏิบัติได้หรือไม่นั้น มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. เรื่องนี้ผมสังเกตว่ามันเป็นเรื่องที่น่านึกหรือน่าสนใจ หรือน่าขบขัน หรือ น่าอัศจรรย์ที่ว่า เราจะใช้ spiritual judo เป็นไม้ใหม่ เป็นวิธีใหม่ สำหรับเล่นงานกิเลส และความทุกข์. สมมติให้พระพุทธเจ้าเป็นเหมือนกับฤๅษีผู้ให้มนต์วิเศษมา สำหรับ เรามีตาเป็นไฟ มองไปทางไหนว่างโล่งไปหมด ไม่มีอะไรรอหน้าอยู่ได้ ; เพื่อจะไม่ เป็นที่ตั้งแห่งตัวกู - ของกู. . แต่มันเป็นคนละอย่างกับยักษ์ตัวนั้น ที่พระอิศวรให้ ตาไฟนั้น, มันเป็นเรื่องตรงกันข้าม สำหรับจะไปทำอะไรเพื่อตัวกู - ของกู. เดี๋ยวนี้ เราจะมีตาไฟเพื่อจะกวาดล้างตัวกู - ของกูไม่ ให้มีเหลือ. คุณอาจจะไปสรรหา คำพูดอย่างอื่น, หาคำบัญญัติเฉพาะอย่างอื่นก็ได้ ตามใจ สำหรับสิ่งที่ผมเรียกว่า "ยูโดทางวิญญาณ" ; แล้วมันจะยิ่งเป็นเรื่อง
น.225 ปฏิบัติได้ เป็นของที่ทุกคนปฏิบัติได้ขึ้นมาอีก ง่ายขึ้นมาอีก ไม่ใช่จะยิ่งถอยไกลออกไป เป็นความยาก. ขอให้เราสนใจจริงๆ แล้วก็จะกลายเป็นของที่ทุกคนปฏิบัติได้ โดย อาศัยหลักอนัตตา สุญญตา ที่คนสามัญจะเอามาใช้ได้. เหมือนกับพวกที่เขามีความเชื่อรุนแรง เขาก็เอาความเชื่อใช้เป็นประโยชน์ ได้. พวกที่เขาเชื่อว่าพระเจ้าต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น มันก็หมดปัญหาทันที : ทรัพย์ สมบัติก็ของพระเจ้า, ลูกเมียของเราก็ของพระเจ้า, ชีวิตของเราก็ของพระเจ้า แล้วเรา จะเอาอะไรเป็นของเรา. ฉะนั้นปัญหามันก็ไม่มีแล้ว. ความเจ็บไข้ความตายนี้ก็เป็น ความประสงค์ของพระเจ้า ; นี้ก็เป็น spiritual judo ชนิดหนึ่ง ซึ่งตาแก่ ยายแก่ ก็ทำได้ ; พอผัวตายก็ขอบคุณพระเจ้า : เมื่อพระเจ้าต้องการ จะเอาผัวของเราไป ไม่มีเสียน้ำตา สักหยดเดียว. เรื่องพระเจ้านี้ ยังต้องแปลความหมายอีกชั้นหนึ่งว่าพระเจ้า นั้นคืออะไร ; ถ้าพระเจ้าคือธรรม หรือธรรมชาติ คือความว่างแล้ว ก็ยิ่งดีไปกว่านั้นอีก มันยิ่งไม่มี น้ำตา หรือน้ำตามันแห้งสนิทไปกว่านั้นอีก. เพราะถ้าเป็นของพระเจ้า เดี๋ยวเกิด ไปรักพระเจ้าไม่พอขึ้นมา ก็จะค่าเอาพระเจ้าที่มาเอาผัวกูไป ; มันต้องมีความเชื่อที่ เพียงพอ มันจึงจะเป็นอย่างนั้นได้. คุณไปคำนวณดู โดยไม่ต้องมีความเชื่อเท่าไร. ทีนี้เราจะอาศัยปัญญา เป็นยูโดนี้ มันก็ต้องมีปัญญามาก ในปริมาณในอัตรา ในน้ำหนักมากพอเหมือนกัน มันจึงจะยิ้มได้, อะไรเกิดขึ้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของ น่าขบขัน หรือยิ้มได้. นี่คือผลของยูโดทางวิญญาณ น่าสนใจ หรือไม่น่าสนใจ, ปฏิบัติได้หรือ ไม่ปฏิบัติได้ ก็ฝากไว้แก่พวกคุณ. เอาละเวลาหมด และมันเลยไปมากแล้ว.
Buddhadasa