Buddhadasa.org

การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.226 วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า ทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง โดยเฉพาะเป็นพิเศษ. วันที่แล้วมา ก็ได้พูดถึงอุปมา เหมือนกับว่ามีฤทธิ์ มีอำนาจพิเศษ มองไปทางทิศไหนก็ว่างไปหมด. ท่านต้อง เข้าใจคำนี้กันให้จริงจังมันถึงจะได้, ฉะนั้นจึงต้องพูดซ้ำ เฉพาะส่วนนี้. เราได้พูดถึงยักษ์ตัวหนึ่ง หรือฤๅษีตนหนึ่ง ที่มีตาเป็นไฟ มองไปทางไหน ถลนตาทีเดียว มันก็ไหม้ วอดวายโล่งโถงไปหมด : ความหมายอันนี้อยากจะให้เอา มาใช้ เป็นเครื่องเปรียบเทียบ. เรื่องนิยายอย่างนั้น เขาก็มีความหมายอะไรซ่อนไว้อยู่เหมือนกัน มันเป็น เกร็ด อรรถกถาของคัมภีร์สำคัญ เช่น คัมภีร์ รามายณะ เรื่องรามเกียรติ์นี้เป็นต้น ; ๑๙๗

น.227 แสดงว่า คนยุคนั้นก็มีจินตนาการไม่เลว ในทางที่จะคิดนึกอะไรให้ผิดแปลกไปจาก ธรรมดา. ทีนี้ของเรามันยิ่งแปลกไปจากธรรมดาอย่างนั้นเสียอีกหลายเท่า. ถ้าจะ เปรียบกำลังของไฟที่ไหม้ให้ว่างไป ก็ยังสู้กำลังของ "ความว่าง" นี้ไม่ได้ ; หมาย ความว่า มันว่างไปยิ่งกว่านั้น เพราะไฟเป็นเรื่องวัตถุ มันก็เผาไหม้แต่วัตถุ ว่าง ไปแต่วัตถุ นามธรรมนั้นเอาไฟเผาไม่ได้. บัดนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องนามธรรม ก็ต้องมีสิ่งที่จะเอามาเผา หรือทำลาย ให้หมดไปได้ แม้แต่นามธรรม ; สิ่งนั้นก็คือความว่างจากความรู้สึกคิดนึกเป็นตัวกู - ของกูอะไรนี้ มันเป็นนามธรรม. สำหรับเรื่องยักษ์ หรือฤๅษี ที่มีฤทธิ์ชนิดที่กล่าวมา แล้วนั้น เขาใช้ฤทธิ์เพื่อทำลายผู้อื่นด้วยความเห็นแก่ตัว, ทำลายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ ของตัว เห็นแต่แก่ตัว. เดี๋ยวนี้ เราต้องการจะไม่มีความเห็นแก่ตัว ทำลายความ เห็นแก่ตัว, และไม่เอาประโยชน์อะไรจากใคร ; ตรงนี้สำคัญมาก. คนที่ ไม่เข้าใจเรื่องความว่าง ก็เพราะจะเอาประโยชน์ของตัว. คนจะเอาประโยชน์เพื่อตัว แก่ตัวเรื่อยไป จึงฟังความว่างนี้ไม่เข้าใจ ; มัน ก็ติดอยู่ที่ตรงนี้. ถ้าศึกษาเรื่อง "ความว่าง" เพื่อจะเอาประโยชน์ในทางเห็นแก่ตัว เป็นตัว เป็นของตัว อย่างนี้ไม่มีวันที่จะทำได้, และก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจ หรือฟังรู้เรื่อง มัน ไม่มีทางที่จะปฏิบัติได้ จนกว่า จะเห็นความสำคัญ ; ความหมายสำคัญอยู่ที่ เพื่อความไม่เห็นแก่ตัว, เพื่อความไม่มีตัวจริง ๆ เสียก่อน ; ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ เหมือนว่าดูคล้ายกัน แต่มันเป็นเรื่องคนละอย่าง. ถ้าใครต้องการประโยชน์ของตัวอยู่อย่างเต็มที่ละก็ ศึกษา หรือฟังเรื่อง "ว่าง" นี้ไม่ออกแน่ ; แต่จะฟังออกไปในทางที่มันขัดกันเสมอ. เหมือนกับที่กำลัง เป็นปัญหาอยู่นี้ : อย่างที่ว่า "ไม่มีความเห็นแก่ตัว แล้วอะไรจะทำงาน, อะไร

น.228 จะเป็นเครื่องผลักดันให้ทำงาน ให้เป็นกำลังใจ ให้ทำงาน" ; ก็ตั้งข้อสังเกตเพียง เท่านี้ ; เมื่อรู้สึกว่าขัดขวางกันเสียแล้ว ก็เลิกความสนใจ, เลิกความสนใจที่จะ ศึกษาเรื่องความว่าง ; แปลว่าปัดทิ้งไปเสียทั้งตุ้น ปัดทิ้งไปทั้งกะบิเลย ; ถ้าเป็น อย่างนี้แล้ว ก็ย่อมฟังเรื่องความว่างไม่ออก. นี่เป็นผลจากการสังเกต ที่ผมสังเกตมาตั้งหลายปีแล้ว เกี่ยวกับการเผยแพร่ เรื่องความว่างออกไปในสังคม : เพราะว่าที่จริง คำอธิบายนั้นก็มากพอที่จะเข้าใจ แต่เขา ทนอ่านไม่ไหว จิตมันปฏิเสธไม่ยอมต้อนรับ เสียตั้งแต่ทีแรกที่ได้ยิน, แล้วก็เห็นเป็นเรื่องเหลวไหล ; เพราะเครดิตของบุคคลก็ไม่เป็นเครื่องประกันให้เขา รับพิจารณา. ทีนี้ก็เลยมีคนเข้าใจน้อย ถึงแม้จะมีคนเข้าใจบ้าง ก็ยังเป็นจำนวน น้อย ; และอีกอย่างหนึ่งก็ฟังไม่เข้าใจกันอยู่นิดเดียวตรงที่ เรามีความหวัง มีความ ต้องการ มีอะไรได้ ด้วยสติปัญญา คือโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้เขาปฏิเสธว่า ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีความหวัง ไม่มีความ ต้องการ : มันถูกตามตัวหนังสือ แต่ยัง เข้าใจผิด ; เพราะคำว่าความหวังความ ต้องการความบากบั่น อะไรนี้ มันกำกวม, เป็นภาษาที่กำกวม. เหมือนดังที่กล่าว มาแล้วว่า ทำอะไร ก็ตาม ทำด้วยความยึดมั่นก็ได้ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ได้. เขาก็เลยฟังว่า เมื่อเรายังมีกิเลสอยู่ ที่จะให้ทำด้วยความไม่ยึดมั่นนั้นทำไม่ได้ ; ฉะนั้น เลยปัดเรื่องนี้ทิ้ง ไม่ทนอ่านคำอธิบายอะไรหมด, คือจัดตัวเองเป็นผู้มีกิเลสหนาจะต้อง มีความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าใครมาพูดว่า ทำงานด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่ยอมรับ, ถือเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไปเลย. ถ้าจะศึกษาให้เข้าใจ จะต้องทบทวนไปถึงข้อที่ว่า : จิตนี้มันว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ เป็นพื้นฐาน; ความยึดมั่นถือมั่นเพิ่ง มีมาเป็นครั้งคราว.

น.229 ราระวัง, อย่าให้มันเกิด ในขณะที่เราจะทำอะไรที่เป็นงานสำคัญ, เป็น สิ่งสำคัญ : คือว่า เผลอ - มันเกิด, เผลอ - มันเกิด. แต่ตอนนี้เผลอไม่ได้ ; เพราะมันมีระยะกาลมากพอ ที่จะให้นึกให้คิด และต้องไม่เผลอ : เมื่อคิดจะทำอะไร ไม่ใช่อารมณ์กระทบวูบวาบ มันมีเวลาที่จะนึก จะคิด จะเตรียมตัว อะไรได้. เพราะฉะนั้นให้มีหลักว่า "จิตนั้นว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน" ก็ใช้จิตชนิดนั้นไปก็แล้วกัน สำหรับคนที่ยังมีกิเลส, ที่ถือตัวว่ายังมีกิเลส และยังมีความ ยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอเมื่อไรก็ได้. ทีนี้ คนเรามีปัญหาสำคัญเรื่องทำการงาน เพราะว่า ชีวิตมันอยู่ด้วยการงาน หรือว่ามีค่าเพราะการงาน, การงานก็เลยเป็นปัญหาสำคัญที่สุด. เพราะฉะนั้น ผมจึงพูด โดย ยกเอาการงานขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างที่ได้ยินกันอยู่เสมอ ๆ จน ท่องกันได้ จนเอาไปร้องเพลงเล่นอะไรก็ได้ ; แต่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ มันเป็นอีก เรื่องหนึ่ง. ตามหลังปกหนังสือพลิกมองทางด้านใน ได้สั่งให้บรรจุข้อความที่เป็นคำกลอน บทนี้ไว้เรื่อยไป; เชื่อว่าทุกคนหรือทุกองค์คงได้ยินและจำได้ดีแล้วว่า : "จงทำงาน ทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหารของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัว แต่หัวที่". คำกลอนบทนี้ ภาษามีโสกโดก หรือบ้านนอก เช่น "พระกิน" ก็เป็นภาษาที่ไม่เพราะ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ขอให้ให้อภัย, ควรได้รับการอภัย ; ไม่ใช่เพียงแต่ว่าคำกลอนได้รับการอภัย ; ไม่ใช่เช่นนั้น. ทำไมถึงเจตนาจะพูดให้รุนแรง ให้ฟังแล้วลืมยาก อย่างที่พูดว่า : "ให้พระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัว แต่หัวที’. ก็เพราะว่า คำว่า "หัวที่" เป็นภาษาบ้านนอก ภาษาบ้านนี้, คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยรู้เรื่อง. นี่ก็ เจตนาที่จะใส่ลงไปอย่างนั้น เพื่อ

น.230 จะยืนยัน คำพูดอย่างนี้ไว้ว่า เป็นคำพูดที่บ้านนอก ของคนบ้านนอก, พูดเข้าไป จากบ้านนอก ; อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการสอนภาษาคำใหม่ให้แก่ผู้สนใจสักคำหนึ่งว่า "แต่หัวที่" หมายความว่าแต่แรกเริ่มเดิมที, คำว่า "แต่หัวที่" เป็นภาษาทางปักษ์ใต้ เราต้องทำความเข้าใจมันให้ดี ทีละบรรทัด ๆ : จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี่คุณฟังดู, มันมีความหมายบอกอยู่แล้ว พูดกับคนที่ยังไม่หมดกิเลส ไม่สิ้นกิเลส; ต้องขอร้อง บังคับ ให้ทำการงานด้วย จิตว่าง. ถ้าเป็นผู้หมดกิเลสแล้วก็ไม่ต้องขอร้องบังคับอะไรกันอีก, เขาก็ทำงานด้วย จิตว่างได้เอง. อย่างนี้ก็เป็นคำพูดสำหรับคนที่ยังมีกิเลส เป็นคำแนะนำขอร้อง, หรือ เป็นคำบังคับในที่สุด ว่า จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วแกจะแย่. ปัญหาอยู่ที่คำว่า "จิตว่าง" ; เรื่องนี้ก็พูดมามากแล้ว แล้วก็มีรายละเอียด ที่ได้พูดไปแล้ว ไปค้นหาอ่านดูเอาเองบ้าง. ที่สำคัญที่สุดก็ต้องรู้เสียให้เต็มที่ว่า คำพูดแต่ละคำ แต่ละเรื่อง มันมีความหมายเฉพาะของมัน ; ไม่ใช่ทั่วไป แก่คนที่ไม่เคยศึกษาเรื่องนี้. ฉะนั้นต้องถือว่า เป็น "ภาษาธรรม" ที่ต้องการ ความหมาย หรือคำอธิบายความหมายเป็นพิเศษ คำว่า “จิตว่าง" ก็ไม่ใช่อย่างที่นึกเอาว่ามันเป็นจิตที่ไม่คิดนึก อะไร เหมือนกับคนไม่มีสติสัมปชัญญะ. ถ้าว่างไม่คิดอะไร หรือมากกว่านั้น มันเป็นเหมือนกับหลับไปเลย ไม่รู้จะทำ อะไรได้; มันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่นั่นเอง. ทีนี้มันก็ยังเหลืออยู่ว่า "แกล้งทำว่าง" ; ถ้าแกล้งทำว่างมันก็เป็นว่างอันธพาล , มันก็เป็นจิตว่างอันธพาล. ถ้าแกล้งทำว่าง

น.231 อย่างที่เรียกว่าไม่เข้าใจ แล้วยังจะเอาประโยชน์อยู่, แกล้งทำว่างเพื่อจะไม่ต้องรับผิดชอบ อย่างนี้ก็กลายเป็นจิตว่างอันธพาล. นี่เรา มีความหมายตามหลักพระพุทธศาสนาจำกัดลงไปว่า : จิตว่างใน ที่นี้ คือว่างจากความคิดนึก, หรือ รู้สึก ประเภทที่มีความหมายเป็นตัวกู - ของกู. ความรู้สึกคิดนึกที่มีความหมายเป็นตัวกู - ของกูมันกว้างมาก จะต้องสังเกต ศึกษาให้ เข้าใจ ให้รู้จักสิ่งนี้ ; ถ้าไม่รู้จักสิ่งนี้ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจเรื่องนี้. ฉะนั้น จงอุตส่าห์ พยายามแยกแยะ ทำการแยกแยะ ความรู้สึกคิดนึกรู้สึกของเรา ที่รู้สึกคิดนึกอยู่เป็น ประจำวัน ; ว่า ชนิดไหนมันว่าง, ว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู, ชนิดไหน มันไม่ว่าง. โดยหลักทั่วไปแล้วก็พูดได้ง่าย : ความคิดความรู้สึกที่เจืออยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ นี้มันก็ไม่ว่าง ; ถ้า ไม่เจืออยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ จิตก็ว่าง. ถ้าจะสรุปอีกทีหนึ่งว่า : จิตเจืออยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ นั้นคือ เห็นแก่ตัว, เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว เข้าข้างตัว ; เพราะเห็นแก่ตัว จึงเกิดแตกแขนง เป็นโลภะ โทสะ โมหะ. ความคิดที่ว่างก็คือไม่มีความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว. หรือเป็นไป เพื่อตัว มันก็เหลือแต่สติปัญญาบริสุทธิ์, เป็นความคิดนึกด้วยสติปัญญาที่บริสุทธิ์. ทีนี้เรา สอนกันยาก ที่จะให้แยกสติปัญญาบริสุทธิ์ ออกมาจากสติปัญญา ที่มันเป็นทาสของกิเลสตัณหา. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ; ขอให้สังเกตเอาเอง ไม่ต้อง เชื่อผม. สังเกตเอาเองจากความคิดนึกของตัวเองก็ได้, หรือจะดูจากผู้อื่น ที่เขาเป็น ผู้คิดนึก ศึกษา ค้นคว้าเก่งก็ได้. เดี๋ยวนี้ก็บูชาวิทยาศาสตร์กันอย่างหลับหูหลับตา ; ก็ลองนึกถึงพวกนักวิทยาศาสตร์ ที่คิดค้นเรื่องวิทยาศาสตร์ดูบ้าง. ตัวอย่างเช่น : เราอ่านเรื่องดาวิน ค้นเรื่องชีววิทยาว่าคน มาจากสัตว์ อะไรทำนองนี้. ได้ทราบว่า เขาก็ต้องใช้เวลาเพ่งคิด อย่างเดียวกับโยคี มุนี เหมือนกัน ;

น.232 เช่นดาวินแกไปยืนอยู่ในสวน เพื่อดูสัตว์. เอาไม้เท้าค้ำยันไว้ข้างหน้า เพื่อจะเพ่งดู ; นึ่งเหมือนตุ๊กตาหิน จนกระรอกหรือนก มาไต่อยู่บนตัวของเขา. ลองคิดดูว่า ความเพ่งคิดขนาดนั้นน่ะมันเป็นอย่างไร ? มันลึกมันแหลมเท่าไร ? และมันเจืออยู่ด้วย ความหมายแห่งตัวกู - ของกูได้หรือไม่ ? คุณคิดดูเองก็จะเห็นได้ เข้าใจได้ ว่าถ้ามี ความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกูติด เจืออยู่. จะคิดหรือรู้สึก หรือเพ่งอย่างลึกซึ้งอย่างนั้นไม่ได้ ; มันกระสับกระส่าย. ความคิดเกี่ยวกับตัวกู - ของกูนี้ในกรณีนี้ ; ถ้ามันมีอยู่ มันก็ต้องล้มเหลว, ต้องนำมา ซึ่งความล้มเหลวล้มละลาย ไม่เป็นสมาธิพอ ที่จะเพ่งจนมองเห็นความลับอันลึกซึ้งของ ธรรมชาติ. ดาวินเขาลืมทุกสิ่งทุกอย่าง : ลืมตัวหมด ตัวเขาชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ? เป็นอย่างไร ? มีประโยชน์ได้เสียอย่างไร ? ทำหน้าที่อะไร ? เพื่ออะไร ? นี้ลืมหมด, มีแต่จิตล้วน ๆ ที่ฝังตัวเข้าไปในธรรมชาติเลย ; คือตัวเขาหมดไป กลายเป็นธรรมชาติ ไป, หมดความหมายที่เป็นตัวตนของตน ตัวกู - ของกู ไม่มีเหลืออยู่เลย. จิตกลาย เป็นธรรมชาติจิตล้วน ๆ แล้วก็เพ่งลึกถึงที่สุด ตามคุณสมบัติของมัน. ฉะนั้นเขาจึง เจาะแทงลงไปได้ถึงความลับของธรรมชาติ, รู้แนวตามความจริงของธรรมชาติตามที่ เขาค้นพบ. นี่คือตัวอย่างที่ทำงานด้วยจิตว่าง จากตัวกู - ของกู. เรื่องของนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ยังมีอีก, เช่นไอน์สไตน์ ซึ่งมีชื่อเสียงมาก. คุณก็ต้องทายได้ ว่าแกคิดค้นอะไร ; มันก็ เป็นจิตอันแหลมลึกลงไปถึงธรรมชาติ, เป็นตัวอันเดียวกันกับธรรมชาติ, ไม่มีวี่แววแห่งฉัน ตัวฉัน ของฉัน เพื่อประโยชน์ ของฉัน ได้เสียของฉัน อะไรเหลืออยู่. ด้วยเหตุนี้ไอน์สไตน์จึงคิดอะไรได้ถึงขนาดที่ เรียกว่า เป็นอัจฉริยมนุษย์ จนคนในโลกสมัยนี้ยกให้เป็นอัจฉริยมนุษย์. สูตรที่

น.233 อามาใช้ทำระเบิดปรมาณูได้ อะไรได้ ก็เป็นฝีไม้ลายมือของบุคคลที่ "คิดด้วยจิตว่าง" ชนิดที่เราพูดกัน. ไม่ว่าจะเป็นนักคิด นักค้นคว้า นักพิสูจน์คนไหนก็ตาม ต้องทำงานด้วย จิตว่างทั้งนั้น. ถ้ามีวี่แววแห่งตัวกูเข้าไปเมื่อไร ก็เป็นอันว่าล้มละลายทันทีเมื่อนั้น ; จะต้องออกจากฌานเมื่อนั้น จะออกจากความเพ่งคิดเมื่อนั้น : เช่นคิดถึงบ้าน คิดถึง ครอบครัว คิดถึงความสำเร็จ ความไม่สำเร็จ ที่จะทำงานครั้งนี้ คิดอย่างนี้งานจะล้ม ละลายทันที. ความคิดเรื่องสำเร็จหรือความไม่สำเร็จจะต้องไม่เข้ามาอยู่ในหัวเลย ; มันมีแต่ ดิ่งลงไป - ดึงลงไป - ดิ่งลงไป จนกว่าจะหมดเรี่ยวแรงของมันสมอง สำหรับคิดในวัน หนึ่ง ๆ, รุ่งขึ้นก็ทำต่อไปอีก. เขาไม่ได้คิดว่าเขาทำเพื่อใคร, รับจ้างใคร, เห็นแก่ใคร, หรือมีความจำเป็นอะไรมาบังคับให้ทำ. ถ้ามีการกระทำเพื่อรับจ้างใคร หรือเพื่อรับผิดชอบอยู่กับใคร ผูกพันอยู่ กับใคร เขาต้องปัดทิ้งมันไปหมด, ในเวลานั้นต้องปัดทิ้งไปหมด ; แล้วต้องเป็น เรื่องที่คิดกันตก หรือว่าปลงตก หรือว่าได้วางรูปของเรื่อง สำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้วโดย ไม่ต้องไปคิดอีก. สมมติว่าไอน์สไตน์คิดทฤษฎีที่จะช่วยอเมริกา ที่มีบุญคุณแก่ไอน์สไตน์ เขา ต้องปัดทิ้งไปหมด : อเมริกาหรือยิว ของฉันหรือแก หรือฉัน, บุญคุณหรือไม่ บุญคุณ ต้องปัดทิ้งไปหมด ; เหลือแต่จิตที่ว่างจากเรา จากเขา จากได้จากเสีย จากอันนี้ที่เป็นตัวกู - ของกูหมด ; จิตจึงเปลี่ยนสภาพเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เข้าถึง ธรรมชาติอันลึกซึ้งได้. อันนี้คือตัวอย่างของการทำงานด้วยจิตว่าง.

น.234 เขาอาจจะนึกว่า ที่เราทำนี้เพื่อใช้หนี้ประเทศอเมริกา ที่มีบุญคุณแก่พวกยิว. ถ้าคิดเช่นนั้นเท่านี้แล้วต้องเลิกกัน, ต้องรีบเลิกกัน ; ตัวกู ตัวสูไม่ให้มาสูสีอีกต่อไป, ให้เหลือแต่หน้าที่ ; แล้วก็ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ฉะนั้นจึง ทำงานด้วย จิตว่าง อย่างแหลมลึกที่สุด ; เหมือนกับที่เรียกว่ามีตาเป็นไฟ มองไปทางไหนไหม้พินาศเป็นจุณ ทะลุปรุโปร่ง เหมือนกับยักษ์ตัวที่เคยเล่าเรื่องให้ฟังมาแล้วนั้น. ทีนี้ เขาไม่ได้ทำเพื่อเอาประโยชน์เหมือนยักษ์ตัวนั้น, ยักษ์ตัวนั้นมันเอา ประโยชน์เพื่อตัวมันเอง. เขาต้องดีกว่าไปอีก; ต้องทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่, เวลานั้นไม่มีฉัน ไม่มีเรา ไม่มีของเรา ไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสีย ; เวลานั้นไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นยิว ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณอเมริกัน มันเหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์ มันเหลือแต่ปัญญาที่บริสุทธิ์ ; เขาจึงพบอะไรที่คนธรรมดาไม่พบ. เขาลืมอะไร อย่างที่ไม่น่าเชื่อ ลืมสิ่งที่ไม่จำเป็นทั้งหมด : กินข้าวแล้วหรือยัง, อะไรอยู่ที่ไหน, อะไรไม่ต้องรู้. บนโต๊ะทำงานของเขารกยิ่งกว่ารังหนู ยิ่งกว่าโรงวัว; เพราะจิตไม่ มาคำนึงอยู่ที่เรื่องสวยงาม เรื่องอะไร ๆ ที่บนโต๊ะทำงาน, จิตมีแต่จะแทงให้ตลอดใน สิ่งที่เขาจะต้องคิด. อีกตัวอย่างหนึ่งถ้า ความเพ่งคิดมันมากอย่างผลุนผลัน, เป็น จิตว่างมาก, เต็มด้วยสติปัญญา มากอย่างผลุนผลัน เหมือนอย่างนักปราชญ์กรีก อาคิมีดิส คนที่ คิดออก เรื่องความถ่วงจำเพาะได้นั้น. เขาคิดออกในห้องน้ำ ; จิตก็เพ่งทะลุปรุโปร่งอยู่ แต่เรื่องนั้น จนวิ่งเปลือยกายออกมาข้างนอกร้องว่า "พบแล้วโว้ย ๆ". จิตว่างมี ปัญญาเต็มที่ มันต้องมากถึงขนาดที่ลืมไปว่า ผ้าไม่ได้นุ่ง ก็วิ่งออกมาได้ ; นี้มัน ลืมอะไรทุกอย่างหมด. มันเหลือแต่ความคิดที่แหลมเป็นไฟกรด แทงทะลุปรุโปร่ง ทุกสิ่งที่เป็นความลับของธรรมชาติ.

น.235 นี่ตัวอย่างเช่นการทำงานด้วยจิตว่างแท้ ๆ เป็นอย่างนี้. ถ้าเวลาอื่นซึ่งไม่ใช่ เวลาทำงาน ก็อาจมีตัวกู มีครอบครัว มีลูกมีเมีย มีได้มีเสีย มีอะไรไปตามแบบ ของเขา ; นั้นมันคนละตอน คนละที คนละเรื่อง. แต่ถ้า เมื่อทำงานก็ต้องทำงาน ด้วยจิตว่าง, ต้องไม่มีอะไรมาบังคับ, ไม่ต้องไปมีข้อผูกพันกับเรื่องอื่น ; มันก็ เป็นอยู่ด้วยความว่าง ทำงานด้วยจิตว่างนี้ได้ตลอดเวลา. เดี๋ยวนี้คนทำไปพลางประหม่าไปพลาง, คนทั่วไป ทำอะไรอยู่ก็ตาม มัน ประหม่าไปพลาง : ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยตัวกู - ของกูมันมาบีบคั้นอยู่ อย่างแรงตลอดเวลา . ที่ โต๊ะทำงานนั้น มีแต่เรื่องตัวกู - ของกูบีบคั้นอยู่ตลอด เวลา. เพราะฉะนั้น มันจึงปวดหัว, ผู้จัดการคนนั้นจึงปวดหัวและเป็นเส้นประสาท ตาย. เขาไม่ได้ตัดเรื่องประหม่า เรื่องวิตกกังวล เรื่องอะไรออกไปเสีย ; เขาจึงคิด มันไม่ได้, แล้วงานของเขามันก็ไม่เป็นระเบียบ มันสับสนวุ่นวายกันไปหมด. นี่เรียกว่า ทำงานต้องใช้สติปัญญาเป็นอย่างนี้. ทีนี้ แม้แต่งานที่เลว หรือที่เรียกกันว่างานต่ำงานเลวโดยไม่ต้องใช้สติ ปัญญา : งานเช็ดถูปัดกวาดอย่างนี้; ถ้าเช็ดถูปัดกวาดไปพลาง โมโหไปพลาง มันก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ; เช่นกวาดบ้าน กวาดเรือน กวาดห้อง ถูพื้นอะไร ไปพลางนี้ โมโหอะไรไปพลาง ; แล้วจะเอาอะไรมาทำให้ดีได้. หรือถ้าคิดว่า จะทำ ให้ถูกใจนาย, จะได้รับรางวัล, จะต้องมีความอยาก มีความหวัง บากบั่นทำงานนี้ : อย่างนี้มันก็ไม่พ้นที่จะเป็นทุกข์ ; แล้วงานนั้นก็ไม่ได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนกับ คนที่ลืมอะไรหมด ใจจดจ่ออยู่แต่สิ่งที่กำลังทำเท่านั้น. การทำงานโดยหวังจะได้อะไรตอบแทนนั้น เป็นเรื่องตัวกู - ของกู ที่ทำ กันจนเคยชิน ; ถ้ามีใครคอยดู คอยจะให้รางวัลอยู่ก็ทำดีได้ ; พอไม่มีใครแอบดูอยู่

น.236 ก็ทำอีกอย่างหนึ่ง. หรือทำต่อหน้าคนที่มีอำนาจ หรือคนที่รักใคร่แล้วก็ทำดี, ลับหลัง ก็ทำอย่างหนึ่ง ; มันก็เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ; แล้วอย่าได้หวังว่างานนั้นมันจะดี, หรือว่าดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้. ในเมื่อทำด้วยจิตใจที่ฟุ้งซ่าน มันมีจิตใจฟุ้งซ่านอยู่อีก แบบหนึ่ง คือมีความระแวงระวังว่าจะต้องทำให้ถูกใจคน ที่เขาจะบันดาลอะไรให้ได้ ; ไม่ได้ทำด้วยกำลังใจทั้งหมด ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่ได้ทำด้วยจิตว่าง. และเมื่อไม่ได้ ทำด้วยจิตว่างนั้น มันจะดีเท่ากับทำด้วยจิตว่างนั้นเป็นไปไม่ได้ ; แม้ทำงานอย่างเดียวกัน รายเดียวกัน. ถ้าคิดจะทำให้ถูกใจ นายจ้างบ้าง คนรักบ้าง หรืออะไรก็ตาม ; คิดทีแรก ก็พอ รู้สึกทีแรกก็พอ, ตกลงใจทีแรก ก็พอแล้ว. พอลงมือทำงานเข้าจริง ๆ ต้อง ทำด้วยจิตว่าง : คือไม่มี กู มี สู, ไม่มีเรามีเขา ; มีแต่สติปัญญาแล้วก็แรงงาน ที่จะระดมลงไปพร้อม ๆ กัน. ใช้แรงงานด้วยสติปัญญา ของจิตที่ไม่ฟุ้งซ่านแล้วจะทำ ได้ดีกว่า ; แม้แต่งานชนิดเช็ดบ้าน ถูบ้าน. ในที่สุดนั้นผลมันจะวกกลับมาเป็น การถูกใจนายจ้างหรือคนรัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. ถ้าเขาทำด้วยจิตชนิดที่วุ่นอยู่ด้วยความ ฟุ้งซ่านอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว มันต้องมีเผลอ, ต้องมีเผลอส่วนนั้นส่วนนี้, ต้องเหลือ ขี้ฝุ่นไว้เป็นทาง ๆ; ก็ไม่แน่. การทำงานด้วยจิตวุ่น มันมีเผลอแน่ละ, มันต้องมีเผลอ เพราะว่าจิต ไม่ได้มุ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในการทำงาน วุ่นไปคิดไปตามความอยากความหวังอยู่. ฉะนั้น ถ้าเรา จะทำงานให้มีผลดี พอลงมือทำงานละก็ต้องเป็นเรื่องจิตว่าง, จากตัวกู ตัวสู, จากเขาจากเรา, จากได้จากเสีย, จากขาดทุน จากการมีกำไร จากอะไรทั้งหมด ; แล้ว จะไม่ปวดหัว, และงานก็จะไม่มีความหมายเป็นการงาน แต่จะเป็นของสนุกเหมือน ของเล่น.

น.237 รื่องนี้พูดแล้วเมื่อวันก่อน ว่า ทำการงานโดยให้สูญเสียความหมายของการ งาน ให้กลายเป็นการเล่น ; ตอนนี้ก็เลยสนุกไป. เคล็ดลับของการทำงานด้วย จิตว่าง ; คือ ทำให้การงาน - เป็นของสนุก, ถ้าทำงานด้วยจิตวุ่นการงาน ก็ กลายเป็นของทุกข์, มีความทุกข์. ที่ผมพูดมาถึงอย่างนี้แล้ว คุณก็ควรจะเข้าใจ ได้ทันทีที่ว่า : ทำงานด้วยจิตว่างหรือทำงานด้วยจิตวุ่น มีสองอย่างเท่านั้นเอง. ถ้าทำงานด้วยจิตวุ่นคือ มีตัวกู - ของกู มีได้มีเสีย มีขาดทุนมีกำไร มีอะไร ; นั่นล้วนแต่เป็นความหมายแห่งความมีตัวกู - ของกูทั้งนั้น ; นี่แหละทำงาน ด้วยจิตวุ่น ; มันมีอะไรร้อยแปดประดังกันเข้ามา เพื่อเกิดความฟุ้งซ่าน. ที่นี้ ถ้าเราทำงานด้วยจิตว่าง จะไม่มีความรู้สึกชนิดนั้น เข้ามารบกวนเลย ; เหลือแต่สติ ปัญญาล้วน ๆ เหมือนที่ดาวินใช้เพ่งต้นหมากรากไม้ หญ้าบอน จนกระรอกขึ้นมาไต่อยู่ บนหัว; ก็แปลว่าใช้กำลังทั้งหมดของจิตได้ โดยไม่ถูกอะไรรบกวน. นี่ ทำงาน ด้วยจิตว่าง กับทำงานด้วยจิตวุ่น มันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้มันก็มีพิเศษอยู่ที่ว่า บางคนมีนิสัยหรือมีบุญ มีนิสัยที่จะทำอย่างนั้นได้ โดยง่าย : เรียกว่ามีพรสวรรค์ หรือว่ามีอะไรแล้วแต่จะเรียกกัน ที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น ได้โดยง่ายก็มี ; มันก็จริงเหมือนกัน. บางคนไม่ค่อยจะมีนิสัย เหมือนกับคน มีโรคจิตไม่สมประกอบอยู่ด้วย ละก็ทำยาก. ฉะนั้นคนบ้า ๆ บอๆ คนบ้าจี้ คนอะไร ก็ทำไม่ได้ ; ต้องมีบุญถึงขนาดว่า เป็นคนที่มีร่างกายจิตใจถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ; แล้วก็ได้รับการฝึกฝนอบรมมาตั้งแต่เล็ก ให้เป็นผู้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่ บากบั่น กระทั่งหัดทำสมาธิได้อย่างนี้ ; จึงจะทำอย่างนั้นได้โดยง่าย. การทำงานด้วยจิตว่าง ยากแก่คนทั่ว ๆ ไป ที่มีจิตใจไม่สมประกอบ ; เพราะฉะนั้นที่เรียกว่า อัจฉริยมนุษย์นั้นจึงมีน้อย : แต่ว่าไม่ใช่เพราะธรรมชาติกำหนดมา

น.238 ให้น้อยให้ตายตัวอย่างนั้น ; มันเป็นความเหลวไหลของมนุษย์อยู่ด้วยแทบทั้งนั้น ซึ่ง ไม่รู้จะโทษใครได้, ความเหลวไหลของมนุษย์ ของบิดามารดา ของลูกของหลาน ของเด็ก ของอะไรเองนี้ มันมีมากเกินไป. ธรรมชาติสร้างมาพอใช้ ได้ทั้งนั้น แต่แล้วมาทำเสียหมดทีหลัง ; ทำ นิสัยสะเพร่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวกู - ของกูไปเสียตะพึด, เห็นแก่ความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อหนัง ; ในที่สุดมันก็ไม่มีจิตที่จะมีกำลังเป็นสมาธิ, และไม่มีปัญญาเฉียบแหลม เพราะสมาธิ มันมีไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงหาคนอย่างไอน์สไตส์ หรือดาวิน นี้ไม่ค่อยพบ ; มีบ้างสองสามคนก็ไปคิดแต่เรื่องวัตถุเสียอีก. ถ้าคนอย่างไอน์สไตน์ หรือดาวิน หรือคนอื่น ๆ อีกหลายคนนี้ เข้ามา ; คิดเรื่องทางวิญญาณบ้างก็จะวิเศษ ; หรือพูดได้ว่า อัจฉริยมนุษย์นั้นก็มีน้อย แล้วที่มีน้อยนี้ก็ไปคิดแต่เรื่องวัตถุเสียอีก ไม่หันมาค้นคิดเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ กันบ้าง. นั้นก็เรียกว่ามันเป็นความบกพร่อง หรือความเหลวไหลของมนุษย์ มากกว่า ของธรรมชาติ. แต่เดี๋ยวนี้เราได้พูดกันแล้ว ได้ตกลงกันแล้ว ว่าเราจะมุ่งตรงไปยังเรื่อง ความดับทุกข์ เราเกิดมาเพื่อจะดับทุกข์ ; ฉะนั้นต้องหันความหวังความต้องการ ความสนใจของเรามาทางเรื่องของทางวิญญาณ, และก็ในลักษณะที่ทุกคน จะทำได้ สำหรับจะได้ ไม่เป็นทุกข์. ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์ก็ต้องทำงานด้วยจิตว่าง และงานก็จะ สนุกด้วย แล้วผลงานก็จะดีเลิศ. เรื่องที่จะทำอย่างไร เพื่อใคร ได้เสียอย่างไรนั้น อย่าให้มันเหลืออยู่ ; เวลาที่ลงมือทำงาน ให้มันเป็นเรื่องที่คิดไว้แต่ทีแรก แล้วก็กำหนดแน่นอนลงไป, แล้วก็

น.239 อย่าไปปรารถนาเกินกำลังของสติปัญญา, อย่าไปรับภาระหน้าที่เกินความสามารถ ของตน, ให้ความสามารถมันค่อยเจริญงอกงามไปก่อน จึงค่อยขยายหน้าที่ความรับ ผิดชอบตามออกไป. เดี๋ยวนี้มักจะอวดดี กล้ารับมอบหมายนั่นนี่เข้ามา เกินความ สามารถของตน ; ก็เลยทำงานแบบผักชีโรยหน้า หน้าไหว้หลังหลอก ; มันก็เสียหาย กันใหญ่โต. เราต้องทำงานอย่างเป็นเรื่องบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ; งานที่ทำนั้นมันมี ค่าพอแก่การเสียสละ แล้วก็ลงมือทำ. ทีนี้แม้งานประจำวัน หน้าที่ประจำวันที่ไม่มี ค่ามีราคามากมายนี้ ก็ ต้องทำงานด้วยจิตว่าง ไม่เช่นนั้นมันจะตกนรกทั้งเป็น, หยุมหยิม ๆ หยุมหยิม ๆ ไปทั้งวัน ๆ. นี่แม้จะเป็นงานปกิณณกะเบ็ดเตล็ดก็ดี, จะเป็น งานชิ้นเอกในชีวิตก็ดี ; ก็ต้องทำด้วยจิตว่างทั้งนั้น. ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ข้อนี้, ข้อเดียวคือ "ทำงานด้วยจิตว่าง" , ในส่วน ที่ขยายความออกไปเป็น ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง นั้นมันก็ เพื่ออธิบายปัญหาข้อแรกมากกว่า. ถ้าเราเข้าใจข้อแรก หรือปฏิบัติได้ ; ข้อต่อไป มันก็ไม่ใคร่เป็นปัญหาอะไร. เพราะฉะนั้นต้องพูดกันมากหน่อยก็บรรทัดแรก : ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ; ถ้าทำให้ได้ก็จะรู้จัก "ยกผลงานให้ความว่าง" หรือ "กิน อาหารให้ความว่าง" ได้เอง ; และเราก็จะพูดเรื่องนี้เหมือนกันในวันอื่น. วันนี้จะพูดให้ชัดในข้อที่ว่า ทำได้อย่างไร ทำงานด้วยจิตว่าง ? แล้วเป็นจิตว่างชนิดไหน ? ถ้าไป สังเกตดู อย่างที่บอกแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า : อย่างไหนจิตว่าง อย่าง ไหนจิตไม่ว่างจากตัวกู ; สังเกตพบแล้ว มันก็ง่าย; จึงพูดได้ว่าทำงานด้วยสติ

น.240 ปัญญา, หรือว่าทำงานด้วยกิเลส. ถ้าจิตว่างก็ทำงานด้วยสติปัญญา. ถ้าจิตวุ่น ก็ทำงานด้วยกิเลสตัณหา ; มันก็มีเท่านั้น. ไปถูบ้าน ถูเรือน ทำงานกลางดินชั้นต่ำชั้นเลว กวาดขยะมูลฝอย ก็เหมือน กัน ; มันก็ต้องตั้งปัญหานี้ ว่า กำลังทำด้วยสติปัญญา หรือทำด้วยกิเลสตัณหาล้วน ประกอบด้วยสติปัญญาล้วน, หรือประกอบด้วยกิเลสตัณหา ; นี่บทเรียนมีอยู่อย่างนี้ ถ้าทำด้วยกิเลสตัณหา ก็จะต้องรู้ให้ได้ ว่าทำด้วยกิเลสตัณหา ; แล้วควรจะทำ อย่างไรต่อไป. มันก็ควรจะแสดงบาปแก่ตัวเอง แล้วก็ไม่ทำอีก, คือกลับใจไม่ทำอีก ; ก็มีอยู่เท่านั้นเอง ; จนกว่ามันจะเป็นนิสัย และทำงานด้วยสติปัญญา, ไม่ทำงานด้วย กิเลสตัณหา. เรื่องที่เราพูดกันนี้ มันก็มากจนเหลือจะมากแล้ว, ส่วนท่องบ่นก็มากเหลือ ที่จะมากแล้ว ; ทำไมจึงไม่ได้ประโยชน์ ; ก็เพราะมันไม่ถึงขนาดที่เรียกว่า ทำงานด้วยสติปัญญา ; ซึ่งต้องมีสติปัญญาที่เป็นความจริงหรือความบริสุทธิ์. แต่เรา ไม่ค่อยพูดถึง ว่าทำงานด้วยสติปัญญา ไม่ทำงานด้วยกิเลสตัณหา ; นี้ก็หมายความ ว่ามีความจริง หรือมีความบริสุทธิ์ในตัว ; และปัญญานี้ก็ต้องหมายถึงปัญญาที่ว่างจาก ตัวกู - ของกู. สติปัญญาในที่นี้หมายความว่า มันมีอยู่ ในขณะที่จิตว่างจากตัวกู - ของกู. ถ้าจิตมีตัวกู - ของกูเกิดขึ้น ; ปัญญาก็เปลี่ยนรูป, เป็นปัญญาชนิดที่ เรียกว่า หลอกลวง, เป็นความเฉลียวฉลาด เป็นความไหวพริบ, เป็น cunning เป็นอะไรที่จะเพื่อตัวกู - ของกู ; แล้วโลก ก็ต้องการปัญญาอย่างนั้นเสียด้วย, ต้อง การปัญญาเพื่อตัวกู - ของกู ที่จะหลอกลวงเป็นลิงหลอกเจ้าเรื่อยไป ; ไม่ต้องการ สติปัญญาที่บริสุทธิ์.

น.241 พูดถึงสติปัญญาจะต้องใช้คำว่าปัญญาจริง ปัญญาบริสุทธิ์กันด้วย, อย่าไป เอาปัญญากลางตลาด ที่สักว่าเรียกว่าปัญญา แล้วมันก็ "เอาตัวรอดเป็นยอดดี" นี่หมาย ถึงเพียงเท่านี้ ; สติปัญญาชนิดนั้นมันคนละเรื่องกัน. ขอให้จำไว้ให้ดีว่า สติปัญญา ของกิเลสตัณหา มันก็ยังมีอยู่ประเภทหนึ่ง ; มัน ไม่ใช่สติปัญญาบริสุทธิ์. ไปดูที่เสานี้ที่รูปอวโลกิเตศวร เราเขียนไว้ว่า สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี คำว่าสุทธิมาก่อน สุทธิ คือบริสุทธิ์ ตรงไม่โกง, สี่เหลี่ยมสี่ด้าน ; มันต้อง มีสุทธิ์คือ จริงหรือบริสุทธิ์นี้มาก่อน ; แล้ว ปัญญามันก็ไม่โกง; แล้ว เมตตาก็บริสุทธิ์ ; เหมือนเมตตาประเภทที่ ๓. ที่ว่าไม่ใช่เมตตา ประเภทที่ ๑ ที่ ๒ ที่ยังสกปรก หรือว่ามันยังมีตัวกู. แล้ว ขันตีนี้ก็จะไม่เหน็ดเหนื่อย; ถ้าเป็นขันตีของสติปัญญา นี้มันไม่ต้องทนขนาดที่ว่า เลือดตาไหล ; เพราะเป็นเรื่องบริสุทธิ์นำหน้า. ปัญญาอย่างเอาตัวรอดเขาเรียกว่า โลกิยปัญญา คือปัญญาของกิเลสตัณหา มันอีกอย่างหนึ่ง, เป็นปัญญาอย่างชาวบ้าน ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า cunning เหมือนที่ เคยพูดก็ถูกแล้ว. เพราะมันไม่ใช่ wisdom ; ภาษาบาลีเรียก เฉโก ก็ถูกแล้วไม่ เรียกว่าปัญญา ; แต่มันบาปกรรมที่ภาษาไทยไปเรียกปัญญา เหมือน ๆ กันไปหมด : เฉโก ก็เรียกปัญญา, ปัญญาบริสุทธิ์ ก็เรียกปัญญา ; คนก็เลยเวียนหัว ฉะนั้นอย่า เอามาปนกัน. จะเล่าเรื่อง เฉโก ปัญญาที่ดี ชั้นดี อย่างโลก ๆ สักนิดหนึ่งก็ได้. คนที่ เป็นเทศา ฯ ที่อยู่เมืองตรัง ชื่อพระยารัชฎา ฯ เป็นถึงเทศา ฯ, พระพุทธเจ้าหลวง ให้เป็นเทศา ฯ, ไม่รู้หนังสือไทย ; หนังสือจีนก็ดูเหมือนจะพอเขียนชื่อได้, หนังสือไทยก็พอจะเขียนชื่อได้. นี่มีปัญญาแบบชาวบ้าน ปัญญาแบบโลกิยะก็เป็น เทศา ฯ ได้. แล้วก็ทำงานได้ประโยชน์ ได้ผลกว้างขวางมากมาย ดีกว่าเทศา ฯ ที่รู้หนังสือ หรือที่เป็นมหาเปรียญเป็นอะไรเสียอีก.

น.242 มีคนเขาเล่าให้ผมฟังยังนึกขัน แล้วไม่ค่อยจะลืม : ว่ามีแขกกำลังคุยอยู่ ด้วย แล้วก็มีโทรเลขส่งมา, ฝ่ายเลขานุการเอาโทรเลขมาส่งตามเคย, คือขณะที่ อยู่ปรนนิบัติ. ถ้าเวลาปรกติเทศา ฯ ท่านจะให้เลขานุการอ่านโทรเลขนั้น ; แต่ที่นี้มี แขกอยู่ จะทำอย่างนั้นก็ดูจะเป็นปมด้อย ก็เลยฉีกโทรเลขทำทีท่าถือมาอ่านเอง, ทั้งที่ อ่านหนังสือไทยไม่ได้. ถือมาอ่านก็เอาหัวลง ; เลขา ฯ โง่ก็บอกท่านว่า ท่านอ่าน เอาหัวลง. ท่านก็เลยฟาดหัวเลขา ฯ โง่ด้วยกล้องสูบยาแดง ฟาดหัวมันโป๊ก แล้ว บอกว่า กูอ่านได้, เอาหัวลง กูอ่านได้. ที่จริงคนธรรมดาก็อ่านหนังสือเอาหัวลง ได้เหมือนกันนะ, หนังสือหัวลงเราก็อ่านได้. นี่เป็นเทศา ฯ ที่ว่ามีปัญญาอย่างพอตัว ในเรื่องปัญญาของโลก. เลขา ฯ กลับเป็นคนโง่ อวดดีหรือทำอะไรมากเกินหน้าที่. อีกเรื่องหนึ่งเมื่อตัดถนน ระหว่างพัทลุงกับตรัง ต้องผ่านภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ลึกลับซับซ้อนเหล่านั้น. คนงานเขาไม่กล้าจะเข้าไปในดงนั้น หรือว่าไม่กล้ากินน้ำ ไม่กล้าทำอะไร. เทศา ฯ คนนี้ก็ถ่ายปัสสาวะรดแล้วบอกว่า : "เอ้า กูเยี่ยวรดแล้ว มึงกินน้ำนี้, ไม่มีผีไม่มีอะไร ; ไม่มีผีที่จะหักคอมึง". คนงานก็เลยต้องทำงาน ต้อง กินน้ำ ต้องทำอะไร. การตัดถนนก็สำเร็จ ด้วยปัญญาของคนที่ไม่รู้หนังสือ. ปัญญา อย่างนี้ก็น่ากลัวเหมือนกัน, คือว่ามากมายมหาศาล, เป็นปัญญาของตัวกู - ของกู หรือ ในฝ่ายของโลกิยะ ต้องอาศัยกิเลสตัณหาชั้นดีเอามาช่วย. แต่นั่นมันเรื่องโลก เอามา ใช้ในทางธรรมอย่างนี้ไม่ได้ ; มันเป็น cunning, เป็นเฉโกเป็นอะไรทำนองนั้น. ถ้าผมพูดว่า "จิตว่างประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา" มันเป็นเรื่อง ความรู้จริง มีความเป็นอันเดียวกันกับธรรมชาติ, "ความรู้" คือจิตมันเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ มันก็รู้ธรรมชาติ. นี่ภาษาไทยทำให้เราลำบาก, ภาษาไทยทำให้คนไทยลำบากก็น่าหวัว เพราะฉะนั้นไปคิดเอาเองก็แล้วกัน . ว่ามันจะต้องมีคำอะไรสักคำหนึ่งเป็นชื่อของปัญญา ชนิดนี้; แต่เอาละ ภาษาบาลีชั้นหลังก็อย่าไปไว้ใจนัก. บทกรวดน้ำที่สวดกันอยู่ทุกวันมีคำว่า เฉโก ธมฺมตฺถ โกวิโท. เฉโกนี้ไปยืม มาใช้ผิด ๆ เป็นผู้ฉลาดไหวพริบอย่างโลก ๆ, ยืมมาใช้อย่างปัญญาบริสุทธิ์ แต่เฉโกนี้

น.243 ป็นปัญญาชนิดที่เรียกว่า เพื่อเป็นไปตามเรื่องของตัวกู - ของกู. นั้นเป็นบาลีแต่งใหม่ ยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่เราเอาความเคยชินของเรามาใช้เรื่องปัญญา-ปัญญา-ปัญญา. ลูกคนนี้มันมีปัญญาขโมยเก่ง, มันเป็นเรื่องไหวพริบ เป็นเรื่องเฉโกไปทั้งนั้น ถ้าจิตว่างจริง จะมีปัญญาบริสุทธิ์, สติปัญญาบริสุทธิ์สะอาดจาก ตัวกู - ของกู แล้วก็ทำงานได้ดีเลิศ ; งานก็เป็นของสนุก, ไม่รู้สึกว่าเป็นการงาน เอาชนะการงาน. และในเมื่อคุณทำงานประจำวันอยู่ ก็ช่วยทดสอบเรื่องนี้ด้วย : ว่า มันสนุกหรือเปล่า ? เป็นการงานหรือเปล่า ? ถ้ามีความหมายเป็นการงานอยู่แล้วก็ จิตยังไม่ว่าง. ไปดูให้ดีๆ; ทำเสียใหม่ให้จิตว่าง ; เพื่อว่าจะได้เป็นผู้ทำงาน ทุกชนิดด้วยจิตว่างดูบ้าง. อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เป็น ; ขณะที่ทำงานนั้นต้องว่าง อารมณ์จะวุ่นบ้างก็ตามใจ หรืออยากจะวุ่นสนุก ๆ บ้าง, ก็เก็บเอาไว้เวลาอื่น ; อย่าให้ มันเป็นในเวลาที่ทำงาน ก็จะไม่เสียหลาย. การที่จะมีตาไฟ ตากรด มองอะไรว่างไป ไม่มีตัณหา ไม่มีความทุกข์ มันต้องมีความรู้นี้มากถึงขนาดที่ว่า แม้แต่ งานก็ถูกมองให้ว่างไป จนไม่มีความหมาย ว่าการงาน; ทำลายความหมายของคำว่าการงานหมดไป การงานก็กลายเป็น เรื่องเล่นสนุก ; มันก็จะมีความสบาย แล้วก็จะมีความครื้นเครง อะไร อยู่ใน การงานนั้น. ผู้จัดการก็ไม่ต้องปวดหัว, แม่บ้านก็ไม่ต้องปวดหัว, คนใช้ก็ไม่ต้อง ปวดหัว, คนกวาดถนน แจวเรือจ้างก็ไม่ต้องปวดหัว ; เพราะว่าเขาไม่ได้ทำการงานนั้น, เขาเล่นสนุกอะไรอยู่อย่างหนึ่ง. นี่ความหมายชนิดพิเศษ เฉพาะของประโยคที่ผมพูดขึ้นเองว่า จงทำงาน ทุกชนิดด้วยจิตว่าง มันมีอยู่อย่างนี้. เอาไปคิดดูให้ดี; จะได้มีอำนาจ พิเศษ ลึกลับเหมือนกับ ยักษ์หรือฤๅษี หรือมุนี ที่มีอำนาจเผาผลาญ สิ่งที่เป็นอุปสรรค ศัตรูที่ขวางอยู่ข้างหน้าให้พินาศไปไม่มีเหลือ. เอาละพอกันที ตามเวลานี้เลยไปบ้างแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต