น.244 วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า : "ทำไมจึงได้ใช้คำว่าจิตว่าง ?" ในครั้งที่แล้วมาได้พูดโดย สรุปว่า "ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง". ทีนี้ก็มีความ เนื่องกันในการที่ใช้คำว่า จิตว่าง. มีบางคนเข้าใจไปว่า เป็นการแกล้งหาคำ หรือแกล้งสรรคำมาใช้ตามชอบใจ, หรือว่าเพื่อให้เกิดการกระทำชนิดที่เป็นการอุตริ. ทำไมจึงใช้คำว่า จิตว่าง ? พูดอย่างนี้เขากล่าวว่า ทำอย่างแผลง ๆ คือทำอุตริ ให้เป็นแผลง ขบขัน หรือน่าทึ่ง หรือแปลก ๆ : ถึงกับบางคนก็ขอร้องให้เปลี่ยนคำนี้เสีย ; แนะนำว่า ควรจะใช้คำอย่างอื่นเช่นคำว่า จิตบริสุทธิ์ หรือจิตสว่าง หรือว่าจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไปเลย. นี้จึงต้องพูดเรื่องนี้กันเสียบ้างว่า ทำไมจึงใช้คำว่าจิตว่าง ซึ่งหมิ่นเหม่ ต่อความเข้าใจผิด หรือถือเอาผิด. ๒๑๕
น.245 การที่ได้ ใช้คำหมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิดนี้ ไม่มีเจตนาที่จะใช้ หรือ ว่าแกล้งใช้ คำที่ว่ามันโลดโผน หมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิด; ในทางธรรมะไม่นิยม พูดอย่างนี้; ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องเล่นตลก หรือล่อหลอกคน หรือเอา เปรียบคน. ที่จริงคำที่หมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิด มีมากมายแทบทุกคำในหลักธรรมะ ชั้นสูง ; เพราะว่าหลักธรรมชั้นสูงไม่มีภาษาใช้เฉพาะ จึงต้องยืมคำธรรมดา ของชาวบ้านเอาไปใช้. เพราะฉะนั้นก็ดึงให้เข้าใจผิดไปตามภาษาชาวบ้าน ; ฉะนั้น เรื่องที่จะใช้คำโดยเจตนา ที่จะใช้คำที่หมิ่นเหม่ต่อความเข้าใจผิดนั้น ไม่มีประโยชน์ อะไร, มีแต่พยายามที่จะใช้ให้ถูก หรือเข้าใจง่าย, เข้าใจได้ตรงและเร็ว ๆ. การใช้คำว่า "จิตว่าง" นี้มีเจตนาจะให้คนได้รับประโยชน์ จึงใช้คำ ที่มันจะช่วยให้ได้รับประโยชน์โดยง่ายและโดยเร็ว, และยิ่งกว่านั้น มันก็ เป็นคำเดิม ในพระบาลีในพระพุทธวัจนะ คือ คำว่า "ความว่าง" แต่เนื่องจากโดยเฉพาะ คนที่แย้งหรือค้านไม่ค่อยชิน หรือไม่รู้เรื่องเสียเลยก็มี เกี่ยวกับคำว่า "ความว่าง" ; จนถึงกับมีบางคนบางพวกพูดว่า "เรื่องความว่างนั้นเป็นฝ่ายมหายาน, เป็นพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน" ที่เขาถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิด้วยซ้ำไป, ที่จริงในเรื่องความว่างนี้ ไม่ ใช่เป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แต่เป็นพุทธศาสนาทั้งหมด, เป็นหัวใจของ พุทธศาสนาทั้งหมด ก่อนแต่ที่จะแบ่งแยกเป็นเถรวาทหรือมหายาน ตรงนี้อยากจะแนะเสียเลยว่า พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เถรวาทไม่ ใช่มหายาน. เถรวาทหรือมหายานเป็นแต่ทะเบียน เหมือนพวกเรานี้ก็ต้องขึ้นทะเบียน เป็นเถรวาท หรือหินยาน ตามที่พวกโน้นเรียกเรา. เราเรียกตัวเองว่าเถรวาท เป็นบัญชีสังกัด ในเมื่อเราจะต้องทำบัญชียกยอดพวก. นี่เป็นเรื่องเกิดขึ้นทีหลัง เมื่อนิกายแตกแยกแล้ว ; แล้วใคร ๆ ก็อย่าได้อวดดีไปว่าของตัวจริงของตัวถูก ; มันล้วนแต่งอกเงยออกไป ด้วยกันทั้งนั้น ; แล้วส่วนที่ หดเข้าก็มี . เรื่องนี้อาจจะ พูดทีหลังเพราะเป็นเรื่องยาวเรื่องหนึ่ง.
น.246 ในที่นี้ขอให้จำไว้ หรือเข้าใจไว้ว่า พุทธศาสนาที่แท้ก็เป็นพุทธ- ศาสนา ไม่ใช่เป็นเถรวาทหรือมหายานไปได้. พวกเราจดทะเบียนขึ้นเป็นเถรวาท, พวกอื่นนั้นเป็นมหายาน ซึ่งในคัมภีร์ พระไตรปิฎกของเถรวาทเองนั้น ก็มีคำว่า "สุญญตา" เป็นคำสำคัญ จนถึงกับมี พระพุทธภาษิตยืนยันอยู่ว่า : ตถาคตพูดแต่เรื่อง "สุญญตา" หรือเรื่องที่เนื่องด้วย สุญญตา เรียกว่า สุญญตปฺปฏิสิยุตฺตา, ในเรื่องที่เกี่ยวกับสุญญตานี้คือความว่าง นอกนั้นไม่กล่าว. ทีนี้คนชั้นหลังชอบพูดเรื่องที่ชวนฟังไพเราะหู สนุกสนาน ประดิษฐ์ประดอย เพื่อความไพเราะ เป็นพวกกวีกตา, กวีกตา แปลว่า พวกกวีประพันธ์ขึ้นมา, นัก ประพันธ์ หรือผู้ร้อยกรอง หรือนักปราชญ์ที่ฉลาดในการประพันธ์ทำขึ้นมา ; ไม่สนใจ ให้ดีในพระไตรปิฎกของตัวเอง ก็เลยไม่รู้ ว่าเรื่องสุญญตาเป็นเรื่องหัวใจแม้ของ เถรวาท. มีคนเขียนมาถามจากยุโรปก็มีรวมแล้วหลายคนด้วยกัน ถามว่า : มีข้อ ความอย่างนี้กล่าวไว้ที่ไหนในพระไตรปิฎก ช่วยบอกที่มา. ผมก็เคยพูดไว้ในที่ หลายแห่ง ในเรื่องปาฐกถาหลายครั้งที่พิมพ์ ๆ กันอยู่. จะบอกเหตุที่ใช้คำนี้ได้ว่า : - ข้อ ๑ เรื่องสุญญตา เป็นข้อความในสังยุตตนิกายโดยเฉพาะ เกี่ยวกับ เรื่องสุญญตา มันเป็นคำเดิมที่พระพุทธเจ้าท่านใช้, ท่านตรัส. ท่านยืนยันว่า : เรื่องสุญญตานี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง หรือเป็นเรื่องหัวใจของพุทธศาสนา. เกี่ยวกับเรื่อง "ความว่าง” นี้เราไม่จำเป็นต้องไปทำให้มันยุ่งยากลำบากขึ้น จึงใช้คำเดิม; แต่ทีนี้ มันแปลกหู แก่ผู้ที่ไม่เคยศึกษา หรือไม่สนใจ ในเรื่องสุญญตาในพระคัมภีร์ ; เลย เข้าใจไปอย่างนั้น.
น.247 นี้เป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำไมจึงใช้คำว่า ความว่าง หรือจิตว่าง ; จะไปใช้คำอื่น เช่นคำว่า : จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือจิตบริสุทธิ์ หรืออะไร มันก็ดู ใช้ได้เหมือนกัน ; แต่มันไม่ดึงคนไปสู่หัวใจของพุทธศาสนามากเท่ากับคำว่า "จิตว่าง" คือ ความว่างนี้; เราจึงใช้ วิธี ชนิดที่เรียกว่ารวบรัด หรือเรียกว่าทำทีเดียวได้ผล มากหลายอย่าง; จึงได้ใช้คำชนิดนี้ ซึ่งนำเข้าไปสู่หัวใจพุทธศาสนาโดยเร็วด้วย และ ลึกซึ้งด้วย, แล้วก็ที่เรียกว่าพอจะเข้าใจได้สำหรับคนธรรมดาสามัญด้วย. ข้อ ๒ ก็มาถึงคำว่า สะดวก เหมาะสมสำหรับคนธรรมดา "สามัญ" ; ข้อนี้ หมายความถึง ข้อเท็จจริง หรือความที่เป็นอยู่จริงอันหนึ่ง ซึ่งพูดมาหลาย ๆ หนูแล้วว่า : ตามธรรมดาจิตของคนเราว่างอยู่เป็นพื้นฐาน. อย่าลืมเสียว่า คนเรามีจิตว่างอยู่เป็น พื้นฐาน ไม่ใช่จิตวุ่นเป็นพื้นฐาน เหมือนที่คนโดยมากเข้าใจกัน. คนโดยมากแม้ พวกอภิธรรม หรือพวกอาจารย์อภิธรรม เข้าใจว่า คนมีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน คือมีจิตวุ่น อยู่เป็นพื้นฐาน ตลอดกาลเลย, แล้วพยายามขูดเกลาแคะเขี่ยออกไปให้มันหมดกิเลส. ข้างฝ่ายผมไม่พูดอย่างนั้น ผมว่า จิตว่างจากกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน กิเลส เพิ่งมาเป็นคราว ๆ; ตามที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า แม้แต่อวิชชาจอมกิเลสนั้น มันก็เพิ่งเกิดเป็นคราว ๆ, แล้วแต่อารมณ์มันมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น เผลอสติไป ความปรุงมีขึ้นเกิดเป็นอวิชชาขึ้นมา ; แม้แต่หัวหน้ากิเลสอวิชชานี้ก็ เพิ่งเกิดเป็นคราว ๆ. จิตโดยพื้นฐานก็ว่างจากกิเลสอยู่เป็นปกติ; เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเราก็มีแต่คอยกัน สะกัดกั้นด้วยสติปัญญา อย่าให้มันมีโอกาสเกิดได้, ให้มี ความว่างหรือจิตว่างตามพื้นฐานเดิมอยู่เรื่อยไป. ความหมายของการปฏิบัติ หรือหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ มันต่างกันมากกับที่ พูดว่ากิเลสเป็นพื้นฐาน, เป็นเนื้อเป็นตัวอยู่เป็นพื้นฐาน เป็นสัสสตทิฏฐิไปเลย. ตาม
น.248 ความเห็นของผมว่า : พูดอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ประเภทสัสสตทิฏฐิ ที่ว่ากิเลสเป็น ของเที่ยงแท้ถาวรเหมือนกับนิพพานไปเลย ; ผมจึงไม่พูดอย่างนั้น. กิเลสนี่เกิดเป็น คราว ๆ ตามเหตุปัจจัย นี้มันก็มีหน้าที่ปฏิบัติต่างกัน. เราระวังอย่าให้โอกาสแก่กิเลส มันก็เกิดไม่ได้ ; จิตที่ว่างจากกิเลสอยู่ เรื่อยไปนี้ คนธรรมดาสามัญก็พอจะปฏิบัติได้ หรือทำได้ง่าย ; แม้โดยที่เรียกกันว่า สามัญสำนึก, เป็นโอกาสอันง่ายที่จะมีไว้ใช้ หรือเอามาเป็นเครื่องมือ สำหรับทำ การงานด้วยจิตว่าง : ว่างอย่างพื้นฐานอย่างนี้ก็ได้, หรือว่างยิ่งขึ้น ๆ ไป จน "ว่าง" ไป ด้วยการบีบบังคับทำลายกิเลส, ทำลายโอกาสแห่งกิเลสได้หมดเลย ; แล้วมันก็เป็นอยู่ ด้วยความว่าง ตลอดกาลทีเดียว. นี่คือตัวอย่างของเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงได้ ใช้คำว่า จิตว่าง ซึ่งบางคน ฟังแล้วสะดุ้ง, บางคนไม่เห็นด้วย, บางคนก็เห็นว่าประดักประเดิด ; แต่ที่แท้มัน เป็นการเลือกคัด หรือพิจารณา มาอย่างรอบคอบ ; แล้วก็ยึดความขลังหรือความ ศักดิ์สิทธิ์ ในแง่หนึ่ง คือในแง่ที่ เป็นคำที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ซึ่ง พระพุทธเจ้า ท่านยืนยันอย่างนี้ จึงไม่ใช้คำอื่นซึ่งมีอยู่หลายคำด้วยกัน ; เพราะว่ามันไม่เหมาะเท่า กับจะใช้คำนี้, ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟังมากเท่าคำนี้ เป็นต้น. ฉะนั้นขอให้ เลิกคิดว่ามันเป็นคำต่างประเทศ คำประดิษฐ์ขึ้นเอง หรือคำอะไรต่อพระพุทธศาสนา เสียที ; โดยรู้กันเสียว่า นี่คือดวงวิญญาณของพุทธศาสนา คือคำว่า "ความว่าง". ถ้าจิตประกอบไปด้วยความว่างก็เรียกว่าจิตว่างเท่านั้นเอง, และ ก็อย่าให้มีความ หมายไปเป็นอันธพาล, ความว่างอันธพาล เหมือนกับที่ได้พูดแล้วโดยละเอียดเมื่อ วันก่อนว่า จิตว่างแบบอันธพาลก็มี. ทีนี้ เรามาพูดกันเจาะจงถึงความหมายของคำว่า "ความว่าง" ต่อไปอีกนิดหนึ่ง.
น.249 ว่างนี้คือว่างจากตัวตน, ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตนเท่านั้นเอง ; แต่จะโดยวิธีใดก็ตาม ถ้าเมื่อนั้นมัน ว่างจากความรู้สึกความสำนึกเป็นตัวกู - ของกู แล้วก็เรียกว่าจิตว่าง. ต้องทำการขยับขยายตระเตรียมโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ให้จิตมันมี สภาพอย่างนี้เสียก่อน แล้วจึงทำงานนั้นๆ เพื่องานนั้นจะเป็นสุขด้วย และเป็นผลดีด้วย. มีความ มุ่งหมายอยู่ ๒ อย่าง คือว่า งานนั้นจะเป็นผลดีที่สุดด้วย, และผู้ทำรู้สึกสนุก หรือเป็นสุข ไม่มีความทุกข์ด้วย. คุณไปค้นเอาเองก็ได้ ไม่ต้องเชื่อ, ไม่ต้องฟังเรื่องเหล่านี้ก็ได้. ไปค้น เอาเอง ให้มีผลว่า "งานนั้นสำเร็จดี และผู้ทำสนุก สะดวก สบาย มันก็ใช้ได้ และถูก " ; เป็นผู้ตรัสรู้เอาเองก็ได้ ; หรือว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ ทางจิตวิทยา จะค้นคว้าให้พบว่า ทำอย่างไร คนเราจึงจะรู้สึกเป็นผลดีในการทำงาน : คืองานได้ ผลดี และคนทำเป็นสุขสนุกอยากทำงาน เพลิดเพลินในการทำงาน ก็ใช้ได้เหมือนกัน. ทำอย่างนั้นได้ก็เป็นพุทธศาสนา เป็นหัวใจของพุทธศาสนาขึ้นมาทันที. เดี๋ยวนี้ทำงานสนุกเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะเขาเพ่งเล็งกันแต่เรื่องตัวกู - ของกู. งานก็เลยเป็นภาระ, งานก็เป็นภูเขาท่วมทับจิตใจขึ้นมาทันที. เราใช้ spiritual judo ดังที่พูดวันนั้น ให้งานมันว่างไปจากความหนัก, รู้จักความหมายของความเป็น การงานนั้น ; โลกนี้ก็จะมีความสุขสบายขึ้นอีกมาก, คือจะไม่มีภาระบีบคั้น. อีกเรื่องหนึ่งที่ผมพูดเมื่อตะก็ว่า ให้มีการปฏิบัติใกล้ชิดกับความเป็นอยู่ของ คนธรรมดาสามัญ ก็เพื่อให้คนธรรมดาสามัญปฏิบัติได้, ลงมือปฏิบัติในเรื่องความว่าง ตั้งแต่ ก. ข. ก. กา ขั้นต้นที่สุด : A B C D ทุก ๆ ระดับของการงาน. ตั้งแต่ ระดับแรกที่สุดจะต้องใช้วิชานี้ หรือเทคนิคอันนี้ ในการที่เราจะมีชีวิตอยู่ในโลก แห่งการ งาน ; เพราะ โลกคือการงาน การงานคือโลก. ชีวิตคือการงาน, การงาน
น.250 คือชีวิต, เป็นเรื่องเดียวกัน ; อยู่ในโลก มีชีวิต โดยปราศจากการงาน ก็ไม่มี ความหมายอะไร มันยิ่งกว่าตายแล้วด้วยซ้ำไป ; การงานมันเป็นสิ่งต้องมีต้องพบ หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดเวลา. ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ ? ก็จะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ. พระศาสดา ค้นหาธรรมก็เพื่อแก้ปัญหาข้อนี้, เพื่อให้มนุษย์เอามา ใช้จนเป็นของธรรมดาสามัญในบ้านเรือน จนมาอยู่ในรูปของวัฒนธรรมประจำบ้าน เรือน : ไม่ต้องพูดกันถึงเรื่องศาสนาให้ลำบาก ให้เกิดพิธีรีตอง ทำให้ชักช้า ; ที่จริง เป็นเรื่องทำเป็นประจำวันอยู่ในจิต ในกาย ในการพูด การทำ การคิด ประจำวันไปเลย. ธรรมะนี้ จึงมีซากของวัฒนธรรมประเภทนี้เหลืออยู่มาก ในหมู่พุทธบริษัท เพราะว่าพุทธศาสนาเข้ามาเป็นดวงวิญญาณของคนไทย ของพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทนี้ ; มันนานมากพอแก่กาลอยู่เหมือนกัน คือพันปีหรือเกือบสองพันปี ฝั่งเป็นรกรากอยู่ใน วัฒนธรรมประจำวัน; แม้จะรวมวัฒนธรรมอินเดีย อื่น ๆ เข้าไปด้วย ก็มีพุทธศาสนา เป็นหลักใหญ่ ออกไปจากวัฒนธรรมอินเดียเดิม. บางทีมันก็ปนกันยุ่ง ตีกันยุ่ง ในเมื่อบางครั้งบางคราว วัฒนธรรมฝ่ายฮินดู หรือฝ่ายศาสนาพราหมณ์ออกหน้า หรือขึ้นหน้า, ครูบาอาจารย์เป็นพราหมณ์ก็มี ; แต่ แล้ว ก็มีพุทธศาสนานี้มาเป็นหลักใหญ่, จนกระทั่งว่าพวกพราหมณ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ อยู่ก่อน ก็พลอยเปลี่ยนเป็นนับถือพุทธศาสนาไป, หรือว่าลดส่วนที่เป็นศาสนาพราหมณ์ ลงไป เป็นเพียงเรื่องบ้านเรือน เป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องที่เขาเรียกกันว่า เรื่องชาวบ้าน. ส่วนเรื่องธรรมะทางวิญญาณ ทางจิตใจ ก็มีพุทธศาสนาเข้ามาแทน. วัฒนธรรม เหล่านี้ก็เป็นวัฒนธรรมอินเดียด้วยกัน ; แม้พุทธศาสนาก็เป็นวัฒนธรรมอินเดีย เป็น
น.251 ผลิตผลที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย, แผ่เข้ามาโดยคนอินเดียนำเข้ามาให้คนทั่ว ๆ ไป; เราจึงเป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่. วัฒนธรรมที่สอนให้ ไม่ถือโกรธ ไม่ผูกโกรธให้ให้อภัย ให้ปลงลง ไปว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, อย่ามัวเสียใจอะไรอยู่ นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ซึ่งพวกคนสมัยใหม่จะไม่มี; โดยเฉพาะพวกคนสมัยใหม่จะไม่มีในเรื่องปลงอนิจจังทุกขัง อนัตตา, หรือถือว่าเป็นเรื่องกรรม, ไม่ต้องร้องไห้ ; หรือถือเป็นความเสียสละ ความเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่ เห็นแก่ผู้อื่นก่อนเห็นแก่ตัว ความยิ้มแย้มแจ่มใสของพวกพุทธบริษัทที่มีอยู่ เป็นนิสัย นี้มีรากฐานหลายอย่าง : เช่นไม่กลัวตาย ไม่กลัวความวิบัติ ไม่กลัวความทุกข์ ; นี่จึงยิ้มแย้มแจ่มใสได้, ความคิดว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกัน นี้ก็เป็นเหตุ ให้ยิ้มแย้มแจ่มใส, ความเห็นแก่ผู้อื่นก่อนนี้ มันเป็นเรื่องช่วยให้เกิดการยิ้มแย้มแจ่มใส. ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องลักษณะของความที่จิตว่างจากตัวกู - ของกู ; ถ้าไม่มี ส่วนสำคัญส่วนนี้ คือส่วนที่จิตว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว จะยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างนั้น ไม่ได้. ถ้าจิตไม่ว่างจะเต็มไปด้วยความกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความกลัว ตาย หรือนิมิตของความตาย : เป็นความเจ็บไข้หรือความอะไรก็ตาม ที่มันเป็นนิมิต ส่อถึงความตาย หรือจะตายแล้ว ก็ตาม ; แม้ที่สุดแต่ความกลัวสิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไร มันก็ เป็นนิมิตของความตาย. กลัวผีกลัวอะไร ไม่รู้ว่าอะไร, มันก็เนื่องมาจากความรู้สึก ที่เป็นไปในทางของความตาย ; แม้ที่สุดแต่กลัวคน กลัวที่ประชุม หรือกลัวไมโครโฟน มันก็เป็นนิมิตของความตาย ; เพราะกลัวความเสื่อมเสีย กลัวความผิดพลาด กลัวความ ฉิบหาย มันก็ไปรวมจุดอยู่ที่ความเสีย ความสูญเสีย คือความตาย.
น.252 อย่าเข้าใจว่ากลัวไมโครโฟน มันไม่เนื่องด้วยความตาย, ออกมาที่หน้า ไมโครโฟนพูดไม่ได้ ตัวสั่นประหม่า ก็เพราะไม่รู้ว่าความกลัวมันมาจากอะไร ก็กลัวเสีย เฉยๆ. ความกลัวทุกชนิดมันมีมูลมาจากความกลัวที่จะสูญเสียตัวเอง, สูญเสีย อะไร ๆ ของตัวกูและของกูนี้จึงกลัว. ฉะนั้น ถ้าเราทำลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู - ของกู มัน จะทำลายความกลัวหมดสิ้น แม้กระทั่งกลัวไมโครโฟน. เอาละ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ควรจะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องความว่างหรือทำจิต ให้ว่างนี้มันเป็นของธรรมดาสามัญ แก่ชาวบ้าน ; ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของผู้จะ ไปนิพพาน ไปอยู่ป่าอยู่คง เพื่อจะไปนิพพานโดยเร็ว เหมือนที่คนโดยมากเข้าใจ และคัดค้าน เรื่องไม่ให้เอาความว่างมาสอนคนชาวบ้าน. ที่จริงเป็นเรื่องของชาวบ้าน นับแต่เด็กทารกขึ้นมาทีเดียว จะต้องรับการฝึกฝน ชนิดที่รู้จักทำจิตใจให้ว่าง จนไม่กลัวไมโครโฟน ; คือว่าเด็ก ๆ เล็กๆ ต้องไม่กลัวอะไรที่ทำให้เป็นปัญหาขึ้นมา. คนที่กลัวจิ้งจกตุ๊กแกไส้เดือนอะไรขึ้นมา ที่มันไม่มีเหตุผล มันเป็นเรื่อง กลัวตาย อยู่ในจิตใจ ; เห็นอะไรแปลกออกมาก็กลัวตาย. การที่กลัวไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแก ก็มาจากกลัวตาย, นั่นมันเป็นเรื่องยึดมั่นในตัวกู - ของกู. . เราจะต้องสอน ตั้งแต่เด็กทารก ไม่ให้กลัวสิ่งเหล่านี้, ไม่กลัวความมืด. ในที่สุดนี้จะต้องมีความรู้ โดยตรงก็ตาม โดยอ้อมก็ตาม เพื่อทำลายความยึดมั่นตัวกู - ของกู, ว่างจากตัวกู - ของกูไปตามภูมิตามขั้น ตามระดับของบุคคล การที่เราจะหาวิธีทำงานด้วยจิตว่าง ทุกระดับทุกตอนลงมา จนกระทั่งเด็กทารกนี้ เป็นหน้าที่ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ เพื่อเป็นผลดีแก่การเกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นพุทธบริษัทด้วย. ยกตัวอย่างสูงขึ้นมาถึงผู้ใหญ่ พอเป็นเครื่องรักษาความเข้าใจความจำว่า เรา จะต้องมีจิตว่างในการทำการงานอย่างไร, และจิตว่างนั้นต้องไม่เป็นแบบอันธพาลด้วย.
น.253 มีหมอหลายคนสารภาพว่า ผ่าตัดลูกเมียของตัวไม่ได้ ผ่าตัดพ่อแม่ของตัวไม่ได้ ต้องไป วานคนอื่น หมออื่นช่วยทำ ทั้งที่ตัวก็เป็นผู้ชำนาญในการผ่าตัด ; มันไม่ใช่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีฝีมือ หรือไม่มีความสามารถ ; แต่ทำไม่ได้เพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่เป็นปกติ ; ก็เลยยอมแพ้ เห็นว่าให้ผู้อื่นช่วยทำนี้ปลอดภัยกว่าก็มี. ทีนี้ ถ้าเราจะ ใช้จิตว่างตามหลักของพุทธศาสนา คือไม่ยึดถือว่าลูกของกู เมียของกู พ่อแม่ของกู นี้มัน ก็จะทำได้ ; แต่มันเป็นบทเรียนที่ไม่เคยผ่าน ไม่เคย ทำมาบ้างเลย ก็หลีกเลี่ยงไปเสีย. บางทีอาจจะใช้ได้แม้จิตว่างแบบอันธพาล ที่เราเคย พูดมาแล้ว, จิตว่างแบบอันธพาลน่ารังเกียจนั่นแหละ ก็ยังจะเอามาใช้ได้ในกรณี อย่างนี้ได้ ; คือทำทลึ่งตึงตังไม่รู้ไม่ชี้ได้ ทำนองจิตว่างอันธพาล : ไม่ใช่ลูกของกู ไม่ใช่เมียของกู ไม่ใช่พ่อแม่ของกูสักพักหนึ่ง, ชั่วเวลา นี้มันก็ยังจะทำได้ ; แต่ผม ยังเรียกจิตว่างแบบอันธพาล. ถ้าต้องการ จิตว่างแบบที่แท้จริง ที่มีธรรมจริงๆ แล้ว ปลงตก แล้วก็ทำได้ ; ให้ใช้จิตว่างแบบอันธพาล ต่อเมื่อมันหมดปัญญาหมดท่า. คิดให้ดี เมื่อต้องทำงานอะไรในลักษณะอย่างนี้ ดังตัวอย่างที่ว่านี้ ก็ต้องใช้ประโยชน์ จากความมีจิตว่าง. คนส่วนมากเห็นเลือดเห็นโลหิตไม่ได้เป็นลม, ดูการชำแหละศพไม่ไหว, บางคนมากกว่านั้น เพียงแต่ดูการชำแหละสัตว์วัวควายสุนัขเป็ดไก่ก็ดูไม่ได้ ; นี้ความ ยึดมั่นถือมั่นเรื่องเป็นเรื่องตาย เป็นตัวกู - ของกูเกินไปจึงดูไม่ได้ ; มันก็เป็นอุปสรรค อะไรหลายอย่าง ที่จะประกอบการงานในหน้าที่ของตัว. นี้มันก็มีปัญหาที่ไม่ควรจะมี. บางคนเดินสะพานสูง ๆ ไม่ได้ จะเป็นสะพานอะไรก็ตามเขาเดินไม่ได้: ความรู้สึก มันบอกว่าจะเป็นลม หรือมันเวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม ; ความรู้สึกมันไม่ได้พูดว่า เพราะกลัว หรือถ้าพูดว่ากลัว ก็ไม่รู้ว่าเหตุอะไรจึงได้กลัว ; ที่แท้เป็นเพราะว่า จิตมัน ผิดปกติมากเกินไป, จิตผิดปกติจากเดิม จากความว่างนั้นมากเกินไป จนเวียนหัว จนเป็นลม.
น.254 ผมเคยศึกษาเรื่องอย่างนี้มาเรื่อย ๆ หรือไม่เรียกว่าศึกษาอะไรมากนัก ; แต่ว่ารู้สึกนึกเห็นนึกคิดอยู่เสมอ. เมื่อเดินสะพานรถไฟสมัยก่อนโน้นไม่ได้มีกระดานปู มันเป็นช่อง ๆ ตามช่องไม้หมอนลึกลงไป มองเห็นน้ำในแม่น้ำ; เมื่อเด็ก ๆ ก็กลัว ก็เดินไม่ได้. เราต้องขจัดความรู้สึกกลัวออกไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วแต่ใจจะมีกำลัง มาให้เพื่อจะทำได้ ; มันก็เดินได้. คนผู้ใหญ่ก็สอนว่า อ้าว, ดูแต่ช่องไม้หมอนซิ, เหยียบที่ไม้หมอน อย่าดูในช่องลงไปถึงข้างล่าง ; ก็พอจะทำได้ แต่มันก็ยากเต็มที. ที่นี้ถ้าเราใช้สติปัญญาพิจารณาถึงข้อที่ว่า ถ้าไม้หมอนมันวางอยู่บนบก. บนบกอย่างนี้ ไม้หมอนเราไปเหยียบก็ได้ วิ่งก็ได้ ; เพราะเราไม่รู้สึกกลัวว่ามันจะตกรู ลงไปข้างล่าง, หรือเมื่อของวางอยู่บนพื้นดินเราก็เหยียบวิ่งไปได้. เมื่อยกขึ้นไปสูง เราก็ไม่กล้าเหยียบ ไม่กล้าวิ่ง ; ถ้าใช้สติปัญญามากถึงอย่างนี้มันก็แก้ไขได้ลึกกว่า. นี่เพียงแต่ว่า เอ้า, ดูแต่ที่ไม้หมอนซิ มันทำยาก. เรื่องจะทำจิตใจให้ว่าง ก็มีหลายระดับ หลายชั้น ตั้งแต่ง่าย ๆ ไปถึง ยาก ๆ: จะให้เด็ก ๆ ดูการชำแหละศพ หรือดูการชำแหละสัตว์มันก็เหมือนกันอีก. จะดูเขาชำแหละสัตว์ที่ฆ่าเป็นอาหารมันก็กินไม่ได้ ไม่กล้ากินจนตลอดชีวิตก็มี ; ไม่มี เหตุผลอะไร, มีเหตุผลแต่เพียงไปดูมันเข้าครั้งหนึ่ง ; ผมเองก็รู้สึกในเรื่องนี้ เป็น การศึกษาที่ดีมาตั้งแต่เล็ก ๆ มันหลายอย่างบอกไม่ถูก ; ไม่ใช่กลัวตาย กลัวถูกฆ่า ถูกเชือด, แต่มันมีทั้งกลิ่นเหม็น มีทั้งอะไรเป็นเรื่องทำให้จิตใจฝ่อไปหมด. ถ้า ต้องการความปกติ หรือความสามารถในการทำงานอย่างนี้ ก็ต้องศึกษาโดยวิธีที่มี จิตว่าง. คนไทยเสียเปรียบพวกจีน ขนถ่ายอุจจาระสมัยโน้น สมัยที่ยังใช้เครื่องขน ถ่ายอุจจาระ ก่อนจะมีส้วมซึมเข้ามาในกรุงเทพ ฯ; พวกจีนทำอาชีพนี้ทำได้ พวกคน ไทยทำไม่ได้ ; อย่างนี้เป็นตัวอย่างที่มีมากที่สุด เรียกว่างานต่ำ ๆ งานพื้นฐานทั่วไป.
น.255 ทีนี้ ก็มีสูงขึ้นมาถึงที่เรียกว่า เป็นเรื่องของคนมีสติปัญญา เช่นกลัว ไมโครโฟน, คนที่มีความรู้ มีสติปัญญา เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไร บางคนก็กลัว ไมโครโฟน ; น่าหวัว คิดดูให้ดี ; แม้แต่นักร้องบางคนก็กลัวไมโครโฟน ใจคอไม่ปกติ ร้องไม่ได้ดีเหมือนเมื่ออยู่นอกไมโครโฟน. ไมโครโฟนมันมีความหมาย มากหลายอย่าง, แต่มันก็มีความหมายรวมอยู่ในคำว่า "ธารกำนัล", ต่อหน้าสังคม ที่เขาจ้องมอง คนเป็นอันมากจ้องมอง ; เรารู้สึกว่าถูกจ้องมอง, คนยิ่งมากเท่าไร มันยิ่งสูญเสียความปกติของจิตมากขึ้นเท่านั้น ; เพราะไมโครโฟนได้รับเกียรติเป็นที่รวม ของคนทุกคน. ทีนี้พอเข้าใกล้ไมโครโฟนก็ประหม่าเสียแล้ว นี่เป็นการยากลำบาก อย่างยิ่งในสมัยนี้, นี้เป็นหลักทั่วไปเป็นพื้นฐาน สมัยโบราณไม่ต้องมีไมโครโฟน เขาก็กลัวการจ้องมองอย่างเดียวกัน ; เราเรียกกันในหมู่พระเราว่ากลัวธรรมาสน์. พอก้าวขึ้นธรรมาสน์ตัวมันก็สั่น กลัว ธรรมาสน์ ; แต่ที่แท้ก็คือกลัวคนทั้งศาลาที่มานั่งฟัง, ที่คอยจ้องมองด้วยตา คอยเงี่ย ฟังด้วยหู ทำให้พระตัวสั่น ขึ้นไปบนธรรมาสน์แล้วก็เทศน์ไม่รู้เรื่อง. นี่ผมเคยเห็น มามาก ; พอถึงที่ของตัวเอง มันก็ต้องคิดแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ ไม่เช่นนั้น จะล้มเหลว มันอาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยสามัญสำนึก ไม่ต้องมีใครสั่งสอน. ผมเคยเล่าให้ฟังบ้างหรือยัง หรือเคยเล่าบ้างอาจจะหลายหนด้วยซ้ำไป : เมื่อเป็นเด็ก ๆ ต้องไปถ่ายที่ส้วมที่ริมคลองไกลจากบ้าน ขนาดที่ไปไกลถึงลำธารหรือไกล กว่า ต้องผ่านต้นโพธิ์ ต้นใหญ่คลึ้ม, มันมืด ใคร ๆ ก็กลัวผี. ถ้ามันเกิดจะต้องถ่าย ดึก ๆ มันก็ต้องไป ไม่ได้ใช้วิธีใส่หม้อ ใส่กระโถน หรือมีส้วมซึมอยู่ที่บ้าน. พอเข้า ไปบริเวณเงาต้นโพธิ์ กว่าจะออกไปริมคลองมันเป็นปัญหา, ไม่รู้ใครสอนให้ ไม่รู้ว่า เทวดาหรือพระเจ้าอะไรสอนให้ มันก็พบวิธีของมันเอง : พอเข้าเงาต้นโพธิ์ ต้องนึกถึง ปลากัดที่เลี้ยงไว้ ; เพราะกลางวันเคยดู, มันสวยมันล่ากัน เมื่อมันเห็นกัน ทำเป็นนิมิต
น.256 ติดตา ก็เลยทำนิมิตถึงปลากัด จนกว่าจะผ่านเงามืดของต้นโพธิ์ถึงริมคลองซึ่งเป็น ที่สว่าง ; เสร็จแล้วก็ต้องทำอย่างนั้นอีกครั้งเมื่อเดินกลับบ้าน. เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องวิเศษวิโสอะไรแต่เป็นเรื่องที่บอกให้รู้ ว่าไม่ต้อง มีใครสอน มันก็นึกได้เอง, และไม่อยากบอกใครเพราะละอาย ยิ่งตอนนั้นยิ่งไม่อยาก บอกใคร ไม่เล่าให้ใครฟังเพราะมันละอายว่ากลัวผี. วิธีนี้เอามาใช้ได้ตลอดไปจนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ ไปจนกระทั่งเรื่องผู้ใหญ่ในที่สุดมันก็มาตรงกันกับเรื่องในคัมภีร์ ในตำราจิต- วิทยา ที่เขาสอนให้เราขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปได้. โดยเฉพาะเรื่องพระกลัวธรรมาสน์ ในคัมภีร์มิลินทปัญหาตอนที่แยกไว้เป็น พิเศษ มีวิธีบอกถึงว่าทำอย่างไร ธรรมกถึกจึงจะไม่กลัวธรรมาสน์ คือกลัวผู้ฟังที่มา นั่งอยู่มาก ๆ. เขาอ้างไว้มันก็เหมือนกับวิธีเดียวกับที่เราใช้เมื่อเด็กๆ : คือ ส่งใจไป ที่อื่น หรือทำมโนคติเป็นอย่างอื่น, ใน ๑๘ อย่างนั้นมากเกินไปผมขี้เกียจจำ และ ก็ไม่ค่อยได้จำ, จำไว้ได้อย่างเดียวว่า : เดี๋ยวนี้เรากำลังเป็นราชสีห์. ข้อแม้ในคัมภีร์แก้ปัญหานั้นมีตั้ง ๑๘ อย่างหรือเกือบ ๒๐ อย่าง. มีอยู่ ข้อหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เราเป็นราชสีห์ ไม่ได้เป็นลูกแกะ, เราขึ้นธรรมาสน์อย่างราชสีห์ ; เราก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ก่อนแต่หน้านั้น ก่อนจะไปอ่านพบ เราก็เคยทำอย่างนั้น มาแล้ว ทำตัวเหมือนราชสีห์. บางทีก็ปลอบตัวเองว่า โอ้ นี่แม่ของเรา พ่อของเรา น้องของเราทั้งนั้น ที่มานั่งเต็มศาลานี่ แล้วมันก็หายกลัวไป ; แล้วเรื่องมันก็ไปตรงกันที่แนะไว้ในพระคัมภีร์ ซึ่งไปอ่านพบทีหลัง เพียงข้อสองข้อมันก็พอแล้ว. เราไม่นึกเป็นอย่างอื่น ; เรานึกว่า เดี๋ยวนี้เรารับภาระเป็นราชสีห์ของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องเผยแผ่พระธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้า เราจะกลัวใครไม่ได้, จะผิดหรือจะถูกจะเป็นหรือจะตายจะกลัวใครไม่ได้,
น.257 มันก็เลยพูดได้. บางเวลาเรานึกถึงว่า : คนเหล่านี้ ไม่ใช่ศัตรู เขาช่วยเรา เขาฟัง เรา เขารักเรา เหมือนกับพ่อแม่พี่น้องของเรา เราก็ว่าไปตามสบาย. ผมไม่เคยกลัว ธรรมาสน์จนตัวสั่นมาตั้งแต่การเทศน์ การขึ้นธรรมาสน์ครั้งแรก ครั้งที่หนึ่ง. มันมี กลัวนึกกลัว ๆ บ้างเหมือนกัน แต่ไม่เคยตัวสั่น ; เพราะไม่เคยเป็นปัญหายุ่งยาก มัน แก้ไขไปได้. เรื่องที่เล่ามานั้น ๆ เป็นตัวอย่างที่ว่าการทำจิตว่างโดยวิธี common sense ไม่ใช่เทคนิคอะไรมากมาย. การที่รู้จักทำจิตให้ว่างให้เหมาะสมกับกรณีนั้นๆ จำเป็นอย่างยิ่งในการทำการงาน. เดี๋ยวนี้เราก็มีปัญหามากกันทุกคน เรื่องที่จะแสดงตัวกันต่อหน้าธารกำนัล หรือที่ประชุม ทุกคนจ้องมองเรา ; ถ้าเราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องพูด มันเป็นเพียงเป็นเฉย ๆ ก็ไม่เป็นไร. ทีนี้มันต้องพูด มันก็พูดไม่ถูก พูดผิด เลยยิ่งกว่าเป็น; นี้เรียกว่าใน ทุกกรณีตั้งแต่ ก. ข. ก. กา, ABCD ขึ้นไปนี้ คน จะต้องรู้จักทำจิตให้ว่าง. ถ้า จนปัญญาขึ้นมาใช้จิตว่างอันธพาล นั้นก็ยังดีกว่าที่จะไม่ใช้เสียเลย ; แต่เราต้อง ใช้จิต ว่าง ชนิดที่ว่ามีเหตุผลอยู่ ในตัวของมันเอง. และสูงสุดขึ้นมาถึงการพิจารณาอย่างที่ ว่านี้; แม้จะคิดว่าเดี๋ยวนี้เราเป็นผู้เผยแผ่ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ถือว่าเป็นจิตว่าง อันธพาล ; มันก็เป็นวิธีเริ่มแรกของการที่มีจิตว่างตามแบบพุทธศาสนา. ขอให้สนใจให้ดีว่า เราจะต้องทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี้มีราย ละเอียดอย่างไรบ้าง. นี่เอามาพูดให้ฟังพอเป็นตัวอย่าง สำหรับไปเปรียบเทียบคิดนึก เอาเองให้มันกว้างขวางออกไป. การพูดวันนี้เป็นส่วนประกอบของการพูดที่แล้วมา เรื่อง "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง", บางทีเราจะต้องพูดอย่างนี้อีกก็ได้ ไว้โอกาสหลัง. วันนี้ก็หมดเวลา.
Buddhadasa