น.258 วันนี้จะได้พูดถึง ปัญหา เกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง. ในคราวที่แล้วมาเราได้ พูดถึงเรื่องทำงานด้วยจิตว่าง โดยมุ่งหมายจะให้เป็นหลัก ทั่วไปในการที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้, แล้วก็ได้พูดกันถึง คำว่า จิตว่าง คืออะไร, ตลอดถึงเหตุผลที่ว่าทำไมจึงได้ ใช้คำนี้ขึ้นมา ซึ่งพูดมาบ้างแล้วพอสมควร ; ก็เพื่อให้ เข้าใจการที่จะทำงานด้วยจิตว่าง. และก็มักจะมีปัญหา หรืออุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าคนเราจะทำอะไร หรือตั้งใจจะทำอะไร ย่อมประสบเข้ากับปัญหาหรืออุปสรรค สิ่งที่เรียกว่าปัญหาหรืออุปสรรคนี้ พอที่จะแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด : ปัญหา เพราะว่าสมรรถภาพในตัวของเรานั้นไม่พอ นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่าง ๒๒๙
น.259 หนึ่งก็คือ ปัญหาที่มาจากสิ่งแวดล้อมข้างนอก จะเป็นธรรมชาติ หรือเป็นบุคคล หรือเป็นอะไรก็ตาม. เดี๋ยวนี้เรามีปัญหาอยู่อย่างนี้กันทั้งนั้น, จะเรียกว่า เป็น ปัญหาชนิดไหน ก็ตาม ใน ๒ อย่างนี้ หรือทั้งหมดนี้ มันก็ เนื่องมาจากการที่ไม่รู้จักทำให้ว่าง, ไม่รู้จักทำจิตให้ว่างนั่นเอง. ไป ๆ มา ๆ ปัญหามันก็อยู่ที่ไม่รู้จักทำจิตใจให้ว่าง ในเมื่อ ไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยเรื่องอย่างอื่น นอกจากการรู้จักทำจิตใจให้ว่างก่อนเสมอไป. แม้ปัญหาในส่วนบุคคลผู้นั้นเอง ก็มีมูลมาจากการที่ ไม่รู้จักทำจิตให้ว่าง. อย่าลืมว่า ได้กล่าวมาแล้วอย่างมากมายว่า พอทำจิตให้ว่างได้ ปัญหาก็จะหมดไปเองโดย ธรรมชาติ, อย่าลืมในข้อนี้ จึงได้พูดไว้ว่า พอจิตว่างจากตัวกู - ของกู ก็เต็มอยู่ ด้วยสติปัญญา. ใน เรื่องสมรรถภาพไม่พอ ของคนทุกวันนี้ จะแก้ ได้ด้วยการทำจิตให้ว่าง เพื่อให้มีสติปัญญาขึ้นมา ; หัวเสียคิดอะไรไม่ออก มันก็คือวุ่นวาย, จิตที่วุ่นวาย ยิ่งไม่ว่าง พอทำให้ว่างมันก็มีปัญญาของมันเอง, คำตอบหรือหนทางมันจะมีขึ้นมาเอง ; อย่างน้อยก็ตามธรรมชาติ ซึ่งเพียงพอแก่การที่จะแก้ไข หรือจะผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้, ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้จนหมดสิ้น ไม่มีอุปสรรคที่จำเป็น เหลืออยู่. ฟังดูให้ดีว่า "อุปสรรคที่จำเป็น" คืออุปสรรคที่แท้จริง ที่มันจะขัดขวางหนทางที่เราจะออกไปให้ได้. ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง นั้นก็คือ ต้องรู้จักทำจิตให้ว่าง. ถ้า ไม่รู้จักทำจิตให้ว่างโดยการใช้สติปัญญา ก็แก้ได้ด้วยการทำจิตให้ว่างตามธรรมชาติ. เมื่อไรกลัดกลุ้มขึ้นมาเราก็ต้องสำรวมจิตให้ว่าง, แม้โดยวิธีง่าย ๆ ตามธรรมชาติ, ตาม common sense. เหมือนกับคนจะร่ายมนต์, พวกถือคาถาอาคม จะร่ายมนต์
น.260 เขาก็ต้องรู้จักสลัดอะไรออกไป ให้จิตว่างพอสมควร แล้วจึงจะร่ายมนต์ร่ายคาถา. คิดดู ให้ดีแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่เกิดได้เอง : ความรู้อันนี้เกิดได้เอง ตามที่ธรรมชาติมันจะ ช่วยให้เรามีความรู้ข้อนี้ ในเมื่อเคยชิน เคยได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มามากพอ. เรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับสำรวมจิตที่เราอ่านพบในหนังสือ ที่ถือว่ามันไม่มีสาระ มันก็เป็นเรื่องที่มีสาระอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ; แต่ที่ถือกันนั้นเป็นไปในรูปที่ไม่มีสาระ หรือเป็นไสยศาสตร์เกินไป; ที่จริงมันเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งอยู่ในไสยศาสตร์นั้น. พอทำจิตให้ว่างจากสิ่งที่กำลังรบกวนจิต ; อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนไปหมดทันที เป็นไป ในทางดี. แม้ในเรื่องไสยศาสตร์ทำนองนี้ มันก็มีข้อแท้จริง เกี่ยวกับความว่าง, ความทำจิตใจให้ว่าง. เหมือนดังเรื่องยักษ์ตัวหนึ่งถูกเจ็บปวดในการสงคราม ก็สำรวมจิตให้ว่าง แล้วลูบเนื้อลูบตัว ; อาการที่เจ็บปวดมากจนถึงกับล้มนอนอยู่ก็หาย, ลุกขึ้นมารบ ได้อีก. อ่านดูก็เห็นว่าเป็นเรื่องนิยาย, เป็นเรื่องที่ว่าไม่น่าสนใจ, เห็นว่ามันไม่ น่าจะเป็นไปได้ ; แต่ ด้วยกำลังของจิต ที่ได้มาจากความว่าง แม้ชนิดจะเป็นอันธพาล ก็ยังมีประโยชน์ได้มาก เช่นอย่างที่กล่าวมานี้ ; ถ้ารู้จักทำให้มันประกอบไปด้วยธรรมะ ก็ดีมากกว่านี้มาก. พวกที่ถือเคล็ดถืออาคมอะไรต่าง ๆ ก็มีหลักที่เขาจะต้องปฏิบัติ ในการทำจิต ให้ว่างโดยไม่รู้สึกตัวตามแบบนั้น ๆ อยู่เสมอ. เรื่องลมหายใจ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้ก็มี เหมือนกัน ลงจากเรือนไปธุระการงาน ก็มีการสังเกตลมหายใจ, ถ้ามันยังไม่คล่อง ไม่โปร่ง ก็ถือว่ายังไปไม่ได้; ยังติดขัดด้วยเรื่องอะไรเขาก็ไม่ได้อธิบาย. ต้องทำจิต ให้โปร่ง ให้หายใจคล่อง ให้สะดวก ให้อะไรตามที่ต้องการนั้นเสียก่อน. อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องการ ปรับปรุงจิตให้เป็นปกติ โดยธรรมชาติ ที่เราเรียกว่าทำให้ว่างนี้
น.261 เหมือนกัน. ยังมีอะไรอีกมากมาย ; สังเกตดูให้ดีจะพบว่าเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องรู้จักเอามาใช้ตามกฎของธรรมชาติ. สมรรถภาพแท้ ๆ นั้น มันก็ไม่ลึกลับ ไม่ยากจนเกินความสามารถ ; แต่ แล้วมันเอามาใช้ไม่ได้ ; ความรู้ความสามารถที่มีอยู่เอามาใช้ไม่ได้ เพราะจิตมัน กลัดกลุ้ม ทั้งที่สมรรถภาพในทางที่จะเอามาใช้ใหได้ นี่เป็นสมรรถภาพที่สำคัญกว่า. สมรรถภาพที่เราเรียน เราศึกษา เราลงมือปฏิบัติให้มีอยู่มันก็เป็นสมรรถภาพอันหนึ่ง ซึ่งคนก็เห็นความสำคัญของมันมาก, และอาจจะมากเกินไปอย่างหลับหูหลับตา ; แต่ว่า "สมรรถภาพที่จะดึงเอาสมรรถภาพนั้นมาใช้ให้ได้" นี่ไม่ค่อยจะสนใจ. นี่มันเป็นเรื่อง ของจิตว่าง, ของหน้าที่ของ จิตที่ว่างจากตัวกู - ของกู จะดึงเอาสมรรถภาพต่าง ๆ มาใช้ให้ได้. ตัวอย่างเช่น คนมี ฝีมือ ในการยิงปืนแม่นยำที่สุด นี้เป็นสมรรถภาพที่แรก ที่หนึ่ง ; แต่ว่าต้องมีสมรรถภาพในการที่จะบังคับจิต ให้ใช้สมรรถภาพอันนี้ให้ ได้, คือมีจิตว่าง จึงจะมีผลเกิดขึ้นมาได้. ถ้าจิตมันวุ่นไม่ว่างคนที่ยิงปืนแม่นก็จะ ไม่แม่นขึ้นมาทันที. บางเวลามีจิตวุ่นวายอยู่ในเรื่องตัวกู - ของกู ที่ยิงปืนแม่นมันก็ไม่ แม่นไปทันที ; มันขาดสมรรถภาพในส่วนสำคัญอย่างนี้. ถ้าคนไม่มีฝีไม้ลายมือใน การยิงปืน คือไม่เป็นแชมเปี้ยนอะไรทำนองนั้น ; แต่ว่ายิงปืนเป็น ; ถ้ารู้จักทำจิต ให้ว่าง แล้วจะยิงปืนได้โดยอำนาจอันลึกลับของธรรมชาติและแม่นยำ. เรื่องยิงปืนนี้ยังดูยาก ยังเข้าใจยาก เพราะมันเป็นวัตถุอันหนึ่ง, ถูกต้อง แน่นอนก็ได้ ไม่ถูกต้องแน่นอนก็ได้ ; เอาเรื่องขว้างแม่นอะไรทำนองนี้ยังดีกว่าซึ่ง เป็นธรรมชาติล้วนๆ. เด็ก ๆ สมัยผมเคยเล่นอย่างที่เขาเรียกว่า เล่นทอยกอง หยอด หลุม ; สมัยนี้อาจไม่ทราบ เพราะมีเวลาว่างก็ไปเที่ยว ; สมัยก่อนไม่มีที่เที่ยว อย่างเดี๋ยวนี้ เพราะโลกยังไม่เจริญ; ก็ไปเก็บเม็ดมะขาม เม็ดมะม่วงหิมพานต์เอามา
น.262 เล่น, เรียกว่าทอยกองหรืออะไรจำไม่ได้เสียแล้ว. มีหลุมเล็ก ๆ โยนเม็ดมะม่วงลง ไปในหลุม ตามวิธีกติกาที่จะตกลงกันไว้ ว่าจะเป็นผู้ชนะผู้แพ้ ผู้ชนะจะได้เอาไป หมดทั้งของคนอื่น. การหยอดหลุมทอยกองยังต้องทำด้วยจิตว่าง ; ไม่ใช่ว่า ชำนาญแล้วมันจะทอยลงหลุม, ต้องมีจิตว่าง ด้วย จึงจะทำได้. ถ้าคุณอยากจะ เข้าใจก็ไปลองดู: จะโยนอะไรลงไปในหลุมเล็ก ๆ ก็ได้ ; ไม่จำเป็นต้องเป็นการ เล่นการพนัน, โยนตามธรรมดาสามัญ มันก็ยังต้องปรับปรุงจิตใจให้เหมาะสม ที่จะ เป็นเรื่องให้ว่าง. ทีนี้ คนเรามันก็มีเรื่องหวัง เรื่องอยาก เรื่องตัวกู - ของกู ที่ไม่ว่าง ; มันก็ปรับปรุงไม่พอดี, ตั้งใจน้อยไปบ้าง ตั้งใจแรงไปบ้าง ล้วนแต่ไม่ลงหลุมทั้งนั้น. เราใช้วิธี ทำอะไรให้มันว่างโดยไม่มากไป ไม่น้อยไป มันก็ลงหลุมได้เอง โดย อำนาจของธรรมชาติ, แม้ไม่เคยฝึกฝนอะไรมากมายนัก. พวกที่ฝึกฝนมามากมาย หรือเป็นแล้ว บางทีมันก็แพ้อย่างหลุดลุ่ย ; โดยเราหาวิธีอะไรให้เขาหัวเสียนิดหน่อย เท่านั้น. คนที่เคยชนะทุกทีก็กลับแพ้ได้ ; ดูประหนึ่งมันเป็นวันที่ไม่รู้ว่าจะเรียก เป็นวันอะไร "วันที่กูซวย" ที่จริงมันโง่, ไม่รู้จักทำจิตให้ว่าง จึงไปโทษ "วันนี้ กูซวย" ไปโทษอะไรเสียอย่างนี้, โทษโชค โทษผี โทษอะไรไป. ถ้ามีธรรมะ ตามหลักพุทธศาสนา ที่เรียกว่าธรรมตามธรรมชาติ ก็คือการทำจิตใจให้มันเป็นกลาง ; ให้ว่างไม่มากไปไม่น้อยไป มันก็ไม่รู้จักซวย. ลองไปซ้อมมือดู ซึ่งมันก็มีปัญหา หลายอย่างที่เรียกว่าปัญหาเบ็ดเตล็ดเข้ามาอีก ปัญหาใหญ่มหาศาลอยู่ที่ตรงนี้ ที่ต้อง ทำจิตให้มันว่าง. ผมก็ยังเล่นทอยกองอยู่ เวลานี้ทุกวัน คือโยนอะไรให้ปลากิน, โยนจาก ข้างในข้างหน้าต่าง ; ที่ช่องหน้าต่างมันก็มีเรื่องให้โยน ให้ลงที่ตรงอื่นก็ไม่ได้ มันไม่
น.263 เหมาะสม ; นี่ยังเล่นทอยกองอยู่อย่างนี้. ทีนี้มันมีปัญหาปลีกย่อยแทรกแซง ของที่ โยนมันเหนียวติดมือ, สลัดทิ้งไปอย่างธรรมดามันติดมือ มันก็ผิดที่, ผิดจากที่เรา อยากให้มันลงไป. ปัญหาปลีกย่อยอย่างนี้มันเล็กน้อย ต้องแก้ไขกันวิธีอื่น; มันอยู่ ที่ของมันเหนียวเกินไป, นี้มันเป็นปัญหาปลีกย่อย. ปัญหาอันใหญ่อยู่ที่ตรงว่า ทำไป ด้วยจิตที่เป็นกลางหรือที่ว่าง. ถ้ามันเหนียวติดมือ ก็อย่าทำให้มันเหนียว. หรือ คำนวณความเหนียวนี้ให้พอดี จากการสลัดให้มันแรงกว่า ; นี่ก็เป็นเรื่องของสติปัญญา, ไม่ต้องมีโมโหโทโสอะไรเกิดขึ้น. นี่แหละขอให้ถือไว้เป็นเรื่อง ช่วยความจำว่า : แม้เด็กเล่นทอยกองก็ต้องใช้ จิตว่าง, อะไรอื่น ๆ ที่คล้ายกัน มันก็ทำนองเดียวกัน. การแก้ไขอุปสรรคส่วนบุคคล ก็ต้องแก้ไขด้วยการทำจิตใจให้ว่างอยู่ นั่นเอง : แล้วจะสามารถใช้สมรรถภาพ ความรู้ต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ให้สำเร็จได้ด้วย การที่ทำจิตให้ว่าง ถึงแม้แก้ปัญหาที่มันมาจาก ภายนอกหรือจากผู้อื่นมันก็อย่างเดียวกันอีก, แต่มันไกล หรือมันยากออกไป. ทีนี้ เรามีทางแก้ปัญหามากมาย ซึ่งไม่ใช่เกี่ยวกับจิตว่างโดย ตรง ; ตั้งแต่จิตว่างที่ไม่ถูกต้อง จนเป็นจิตว่างอันธพาลไป ก็มี ในบางคราวมันก็มีประโยชน์ แต่ส่วนมากมันก็ใช้ไม่ได้ ; มันเป็นเรื่อง เกี่ยวกับจิตใจล้วน ๆ. เรื่องบางอย่าง มันก็ยังแก้ได้ด้วยจิตว่างแบบอันธพาล : เหมือน อย่างกลัวผี, เป็นปัญหาส่วนตัวเรื่องกลัวผี ; ใช้เพียงจิตว่างอันธพาล มันก็ทำฮึดฮัด ขึ้นมา หรือมุมานะอะไรขึ้นมา, รู้สึกว่าไม่มีตัวกูไม่มีอะไร จะสู้กับผีจะเตะจะต่อยกับผี อะไรก็ตามใจ; มันก็ขจัดความกลัวผีไปได้แบบหนึ่ง หรือชั่วเวลาหนึ่ง. อย่างนี้ มันก็ยังเรียกว่า ไม่ใช่จิตว่างอย่างที่ต้องการ : มันพอใช้ได้อยู่บ้าง แต่มันยังมีอะไร ที่ดีไปกว่านี้.
น.264 อีกประการหนึ่ง เขาใช้เครื่องราง, กลัวผีใช้เครื่องราง เช่น อาจจะใช้ แขวนพระกันผี มันก็กันไม่ค่อยจะได้ ทั้งที่แขวนเครื่องรางก็ยังโดนผีหลอก, เพราะ ลืมไปว่าแขวนเครื่องรางอยู่ก็มี ; อย่างดีที่สุดก็จะช่วยได้โดยให้มีความมั่นใจขึ้นมาสัก อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งเขา ใช้อวิชชาแบบหนึ่งมาช่วย แก้ปัญหาเรื่องกลัวผี ที่ต้อง เชื่ออย่างงมงายจึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งเรียกว่าอวิชชา. มันก็กระเดียดไปทาง จิตว่างอันธพาลอยู่เหมือนกัน ; แต่ว่าอย่าพูดดีกว่าเรื่องนี้ เพราะใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้มาก มันกระทบกระเทือน. เรื่องต่อไปอีก ให้รู้จักทำจิตส่งไปในทางอื่น ดังเช่นตัวอย่างจากเรื่องผี เรื่องเดินผ่านป่าช้านี่ ; ไปนึกถึงอะไรเสีย ความกลัวผีในป่าช้ามันก็ไม่มาก, หรือ อาจจะระงับไปชั่วคราว ผ่านป่าช้าไปได้ ; เด็กบางคนหลับตาเสียเดินผ่านป่าช้า, ผมก็ ใช้วิธีของผมโดยนึกถึงเรื่องอื่น. จากวัดที่ผมบวช หรือวัดที่ผมอยู่ตอนเด็ก ๆ จากวัด ไปอีกวัดหนึ่งต้องผ่านป่าช้าเป็นป่ารก, บางทีก็ต้องไปธุระ ถูกใช้ไปธุระไปยังวัด อาจารย์อีกวัดหนึ่ง, บางทีนึกสนุกขึ้นมาก็พนันกันเล่น ระหว่างเด็กหลาย ๆ คน ว่าใคร จะกล้าผ่านป่าช้าไหม ? พอตกหัวค่ำแล้วพนันกันว่า จะไปเอาอะไรมาเป็นหลักฐานจากวัดฝ่ายโน้น มาให้ดูฝ่ายนี้ว่าผ่านป่าช้าไปจริง ; มีเพื่อนเด็กกรรมการเฝ้าต้นทางอยู่ทางนี้. ต่างคน ต่างก็มีวิธีของตัวอย่างที่ว่า: ส่วนมากมันก็เหลวไม่กล้าไป หรือเล่นตลกจนเขาจับได้. ส่วนวิธีส่งจิตไปเสียนั้นใช้ได้ : ทำเหมือนกับไม่ใช่ป่าช้า. อย่างนี้เรียกว่าใช้การ บังคับ, อยู่ในพวกที่ ใช้วิธีการบังคับ เป็นวิกขัมภนะ, คือการบังคับ ; ประเภท เดียวกับการใช้สมาธิ. แต่มันก็ไม่ดีเท่ากับเรื่องของจิตว่าง โดยแท้จริงหรือโดยสมบูรณ์. ทำอย่างนั้นมันก็คล้ายๆ จิตว่างแบบอันธพาลหน่อย ๆ อยู่โดยไม่รู้สึกตัว, หรือทำทลึ่ง ตึงตังขึ้นมา หาฤกษ์หายาม มันไม่ประกอบด้วยธรรมชาติโดยแท้ และมันก็ไม่ เป็นวิธี ของพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์.
น.265 ส่วนที่เป็น วิธีของพุทธศาสนานั้น ใช้วิธีอย่างที่เรียกว่า ไฟกรด, ไฟกรดจี้ ไปทางไหนก็ว่างไปหมด. เปรียบเหมือนกับยักษ์ตัวหนึ่งมีตา เป็นไฟกรด มองไปทางไหนไหม้พินาศ ไปหมด, เราก็มีไฟกรดตามแบบของพระพุทธเจ้า. มองไปทางไหนมันก็ว่างไปหมด ว่างจากสัตว์ จากบุคคลตัวตน เราเขา ; แต่ก็ ต้องมีการศึกษา อบรม มาพอสมควร มันจึงจะรู้จักทำ. แทนที่จะมอบให้ง่ายๆ อย่างพระอิศวรประทานพรก็ต้องทำการ ปฏิบัติตามวิธีของพระพุทธเจ้า จึงจะรู้จักทำอะไรให้ว่างไปหมด ไม่มีสัตว์ ไม่มี บุคคล ไม่มีผี กระทั่งไม่มีการงาน ไม่มีอุปสรรค ไม่มีอะไร ; ไม่ใช่เป็นเรื่องของ อันธพาล อย่างน้อยมันก็เป็นปัญญา เป็นวิทยาศาสตร์ ; แม้แต่คณิตศาสตร์ของเด็ก อมมือก็เป็นเรื่องของปัญญา. บางทีเราก็คิดว่า ผีมันมี แต่ที่คนเขาเรียกกันว่าวิญญาณ ซึ่งเราก็ไม่รู้อะไร นอกจากเขาเรียกกันว่าวิญญาณ ; ผีมันมีแต่วิญญาณ. ที่นี้เรานี่มีวิญญาณอย่างผี ก็ต้องมีซิ เพราะว่าผีมันเพิ่งจะตายไป มันเหลือแต่วิญญาณไปท่องเที่ยวอยู่, ในตัวเรา ก็ต้องมีวิญญาณชนิดนั้นแน่นอน; แต่เรายังมีเนื้อ มีเลือด มีกล้ามเนื้อ มีอะไรที่ยัง มากกว่าวิญญาณ : เช่นเขามี ๑ เราก็ต้องมี ๒ หรือ ๓ ; ฉะนั้นเราก็ต้องเก่งกว่าผี, ทำไมเราจึงต้องกลัวผี. คิดขึ้นมาอย่างนี้มันก็หายกลัวผี. ในคณิตศาสตร์ ๑ + ๑ = ๒, ๒ - ๑ มันก็ต้องเหลือ ๑ มันก็หายกลัวผี ; อย่างนี้มันเป็นเรื่องทางสติปัญญา ไม่ใช่ อันธพาล. รู้จักแยกสติปัญญาออกจากการมุมานะอย่างอันธพาล ซึ่งเป็นเรื่องจิตวุ่น นั้นเสีย ; เรื่องจิตว่างนั้นเป็นสติปัญญาแยกทางกันเดิน. การที่จะมีจิตว่างตามแบบพุทธศาสนาอันถูกต้อง ต้องเป็น เรื่องของปัญญา.
น.266 ปัญญามีมากก็มีจิตว่างมากขึ้น ๆ จนไม่ต้องใช้, จนเหลือเป็นคณิตศาสตร์ ของเด็กอมมือ ; นี่มันเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม ไม่สนใจกันเสียหมด. ถ้าเราจะมีความ เคยชินกับวิธีการอย่างนี้มาแต่เดิม เป็นทุนเป็นพื้นฐานบ้าง ก็จะง่ายในการที่จะมีจิตว่าง ; คือมัน เพียงแต่พอกพูนปัญญา คือมันเป็นเรื่องมีอยู่หนึ่งเท่านั้น ; แต่ว่าทำให้มันมาก ขึ้นเจริญขึ้น develop มันขึ้น, ให้มันมีอยู่เพียงสิ่งเดียว ให้มันแก่กล้า, แก่กล้า ขึ้นมา ก็แก้ปัญหาได้หมด. มันเป็นเรื่องปัญญาสูงสุด มองเห็นไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา กระทั่ง มองเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นเรื่องของคนไม่รู้ เที่ยวสมมติ กันอย่างนั้น สมมติกันอย่างนี้, ผีก็ไม่มี แล้วใครจะหลอกใคร. ฉะนั้นผู้ที่ถึงฝั่ง ถึงตลิ่งของพระธรรม ถือว่าเป็นพระอรหันต์ก็หมดปัญหาเหล่านี้ คือผีไม่หลอก ; เพราะไม่มีผี ไม่มีตัวให้ผีหลอก. ผมจำได้ว่าเด็ก ๆ หรือคนที่บวชเรียนแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องอะไร ซึ่งผมกล้าพูด ว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไร ; แต่เขาพูดสืบ ๆ กันมาว่า เป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดปัญหา ผีไม่หลอก, หรือเป็นอาจารย์วิปัสสนา แล้วผีก็ไม่หลอก; อย่างนี้ก็พูด. เขาไม่รู้ ว่าวิปัสสนาคืออะไร ? เป็นอย่างไร ? และทำไมผีจึงไม่หลอก ? เขาไม่รู้แน่นอน, ผมสังเกตเห็น; แต่เขาพูดตามกันมา ตามความเชื่อ. ทีนี้เรามองดูมันก็เห็นว่าจริง ; ถ้าเป็นอาจารย์วิปัสสนาจริง ผีก็ไม่หลอก เพราะย่อมมองดูเห็นอยู่ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเราไม่มีเขา อย่างนี้เรื่อย. ถ้าพิจารณาอย่างชั้นสูง ไปจนกระทั่งให้มันว่างไปหมด ไม่มีอะไร แล้วก็ พูดอย่างแบบฟ้าแลบแบบมาเหนือเมฆ เหมือนที่ฮวงโปพูด. ไป หาหนังสือฮวงโปอ่าน ดูบ้างนิดหน่อยก็พอรู้ : ว่าคนอย่างฮวงโปหรือนิกายของเขาใช้คำว่า "ว่าง" คำเดียว, ไม่มีอะไรนอกจากความว่าง, พุทธะคือความว่าง, ธรรมะคือความว่าง, สังฆะคือความว่าง ว่าเท่านี้ก่อน, อะไร ๆ ก็คือความว่าง แม้แต่กิเลสก็คือความ
น.267 ว่าง, ความทุกข์ก็คือความว่าง. อะไร ๆ ก็คือความว่าง. ที่แท้ก็คือ ความรู้ ทางพุทธศาสนา, หรือหลักทางพระพุทธศาสนาที่เอาไปพูดอีกแบบหนึ่งให้มันโผงผาง ตรงไปตรงมา ; ฟังไม่ดีก็เป็นอันธพาล. ที่จริงมันไม่ใช่อันธพาล มันเป็นสติปัญญา, เป็นผลของสติปัญญาชั้นสูงสุด. นี้ถ้ามองเห็นลึกพอและจริง, ก็จริงที่สุด : ก้อนหินก็คือความว่าง, สุนัข แมว อะไรก็คือความว่าง, คนก็คือความว่าง, อะไรๆ ก็คือความว่าง, กระทั่งพุทธะ ธรรมะสังฆะก็คือความว่าง, และความว่างนั้นคือความว่างอีกทีหนึ่ง. แต่แล้วก็ไม่มี ใครเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง. วิธีนี้ จะดีวิเศษอย่างไร จะ จริงที่สุดอย่างไร คนเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกัน. มันก็มีประโยชน์อยู่ในตัวมันเอง, เป็นเพชรเป็นพลอยที่มันมีค่าอยู่ในตัวมันเอง ; ไม่มี ใครเอามาใช้เป็นประโยชน์. อย่างนี้แม้แต่ว่ากลัวผี แล้วก็ยังจะต้องใช้วิธีหลาย ๆระดับ ที่จะทำลายผีออกไปได้. วิธีที่ดีที่สุด อันสุดท้ายก็คือมีปัญญาอันเหมือนไฟกรด มองไป ทางไหนว่างไปหมด ; นั่นคือวิธีของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “เธอจงมีสติมองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่เสมอเถิด" แก้ปัญหาต่างๆ ได้หมดเลย. แต่ถ้าฟังไม่ถูกก็เป็นเรื่องบ้าบอที่สุด แต่ว่าคน ๆ นั้น ผู้พูดนั้น เขาก็นับถือพระพุทธเจ้าตามธรรมเนียม, ก็ไม่กล้าว่า พระพุทธเจ้า. ถ้าลองผมพูด, หรือเขาเข้าใจว่าผมพูด ก็จะกล่าวว่ามันเป็นเรื่องบ้าบอ ที่สุด. แต่ถ้าพอรู้ว่า พระพุทธเจ้าว่า ก็เงียบเสีย. ความไม่เข้าใจนั่นแหละ คือความเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ; แล้วมันก็จริงอย่างฮวงโปว่า : "พุทธะคือความว่าง ถ้าไม่รู้จักความว่าง คือไม่รู้จักพุทธะ".
น.268 คนนั้นแม้จะร้องว่านับถือพระพุทธเจ้า ก็พระพุทธเจ้าแต่เปลือก ไม่ใช่ พุทธเจ้าที่จริงข้างใน. ธรรมมะคือความว่าง เขาก็ไม่มีธรรมะ ไม่รู้จักธรรมะ ไม่มี ธรรมะ. สังฆะคือความว่าง เขาก็ ไม่รู้จักพระสงฆ์ ไม่มีพระสงฆ์. เขาพูดทีเดียว ตลอดสาย แล้วก็เหมือนอย่างที่เรียกว่าไฟกรด มันไม่ยกเว้นอะไร มันเผาไหม้หมด, เป็นความว่างหมด. พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็เพราะว่าว่างจากตัวกู - ของกู, ธรรมะ เป็นพระธรรมขึ้นมา ก็เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติที่ ไม่เจืออยู่ด้วยตัวกู - ของกู ; แม้ธรรมะที่เป็นคำสอน สำหรับเล่าเรียน มันก็เป็นเรื่องตัวกู. ปฏิบัติว่างจากตัวกู ผลของมันก็คือว่างจากตัวกู ฉะนั้น ธรรมมะก็คือความว่าง. ถ้าดูเนื้อตัวตามธรรมชาติ มันก็คือความว่าง ไม่ใช่ตัวกู. สังฆะ พระสงฆ์นี้ก็เหมือนกัน ต้องมีจิตใจว่าง หรือ น้อมไปตามแบบของความว่าง จึงจะเป็นพระสงฆ์. ไม่ใช่ตัวคน. พระสงฆ์ อย่างนี้เขาไม่ได้หมายถึงตัวคน, เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ก็ไม่ได้หมายถึง ตัวคน ; ล้วนแต่หมายถึงตัวธรรมไปหมด. แล้วธรรมก็คือธรรม, ไม่ใช่ตัวกู - ของกู ไม่ใช่บุคคล ; มันก็ว่างไปหมด. ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูโลกโดยความ เป็นของว่าง" นั้นก็คือว่างทั้งหมด รูปธรรม นามธรรม ก็เป็นของว่าง, กิเลส มันก็อยู่ในพวกนามธรรม มันก็เป็นของว่าง, ความทุกข์ก็เป็นพวกนามธรรมมันก็ อยู่ในเรื่องของความว่าง. ถ้าอย่างไร ในระหว่างบวชนี่ รู้จักสร้างอาวุธกายสิทธิ์ กล่าวคือไฟกรด ที่เรา สมมติเรียกนี้ : มองดูอะไรเป็นของว่าง, เป็นแว่นแก้ว, เป็นไฟกรดสำหรับจี้เผา ให้มันว่างไปไม่มีเหลือ เสียเถิด. พูดเป็นเรื่องทางวัตถุไปหน่อย แต่มันเป็นอุปมา. เราก็เผาทางวิญญาณให้หมดตัวกู - ของกูในทุกสิ่งทุกอย่าง. อย่างที่เรียกว่าแว่นแก้ว นั่นคือแว่นที่มีแสงส่องให้มันเผาไหม้ ตัวกู - ของกูอย่างเดียว ; อย่างอื่นจะเหลืออยู่
น.269 ก็ตามใจ มันก็เป็นซาก, ชีวิตก็เหลืออยู่เป็นซาก, จิตใจก็เหลืออยู่เป็นซาก กล่าวคือ ปราศจากตัวกู - ของกู. นี้ถ้าคุณได้อันนี้ไประหว่างบวชนี้ ออกไปแล้วมันก็คงจะใช้ได้ มาก เพราะต้องออกไปเผชิญกับอุปสรรคประเภทที่ ๒ อันได้แก่อุปสรรคที่เกิดมาจาก ภายนอก หรือสิ่งแวดล้อม, เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกคนเดียว จะต้องไปทำงาน เนื่องด้วยผู้อื่น ตามปกติสึกออกไป ก็ไปมีครอบครัว มีอะไร ก็มีคนอื่นผู้อื่นเข้ามาเป็นสิ่ง แวดล้อม, มันล้วนแต่เป็นหนทางที่จะเกิดอุปสรรค. และยิ่งกว่านั้นก็คือมีคนอีก จำนวนมาก ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ; ถ้าเขาเป็นคนอันธพาลเป็นคนคอรัปชั่น มันก็ ยิ่งมีปัญหา. และยิ่งกว่านั้นอีก เราก็มีศัตรูคู่แข่งขัน คู่ทำลาย อยู่รอบด้าน ตาม วิสัยโลกหรือคนปุถุชนในโลก มันก็มีปัญหามากในการที่จะทำให้หัวเสีย ; พอ หัวเสียก็คือตาย. คนเราเมื่อมีหัวเสียขึ้นมาเมื่อไร มันก็คือตายเมื่อนั้น คือมันฉิบหาย หมด. วิธีที่จะไม่ให้หัวเสียนั้น มันก็ไม่มีวิธีอื่นนอกจากการดำรงชีพไว้ ให้ถูกต้อง ให้เป็น อยู่เสมอ คือมีปัญญา มีวิชชาตามแบบของพระพุทธเจ้า ; ไม่ใช่ปัญญาโกง ปัญญาบริสุทธิ์ตามแบบพระพุทธเจ้า คือหลังจากจิตว่างแล้ว มี ปัญญาบริสุทธิ์, อันนี้ต้องมีอยู่เสมอ ; มันจะเป็นอาวุธอย่างที่ว่า จะเผาทุกสิ่งที่ เข้ามาเกี่ยวข้องให้หมดอำนาจไป. แต่มันทำยากอย่างยิ่ง คือยากยิ่งขึ้นทุกที ในเมื่อ สิ่งนั้นคือสิ่งที่เราโกรธ หรือเกลียดหรือไม่ชอบอยู่เป็นต้นทุน, เป็นศัตรูหรือผู้ขัดขวาง ขัดคอนี้ เราก็เกลียดอยู่เป็นต้นทุนแล้ว ; มัน ไม่ว่างอย่างยิ่งอยู่เป็นต้นทุนแล้ว มันก็เลยทำยาก, มันก็มีความมืดมนไปหมด ไม่มีปัญญาที่จะแก้ปัญหา, ไม่อาจจะ ถือหลักพระพุทธภาษิตที่ว่า "ชนะความชั่วด้วยความดี", ชนะคนชั่วด้วยความดี ; ทำไม่ได้ เพราะจิตมันวุ่นวาย. พอถูกเข้าเพียงครั้งเดียว สองครั้งก็ยอมแพ้หมด ; ออกปากว่าวิธีการนี้ใช้ไม่ได้แล้วโว้ย ; ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้พูด, และเราก็เป็น สาวกของพระพุทธเจ้า.
น.270 การทำงานด้วยจิตว่าง ๒๔๑ เดี๋ยวนี้มีคนเชื่อมากขึ้น ๆ ที่ว่า วิธีการชนะความชั่วด้วยความดีนี่มันใช้ ไม่ได้ ; เพราะโลกนี้เขาไม่ยอมถือกันอย่างนี้. เช่นถือว่าคอมมูนิสต์เป็นฝ่ายชั่ว และ มีเสรีประชาธิปไตยเป็นฝ่ายดี ; ส่วนจะชนะความชั่วหรือคนชั่วด้วยความดี ไม่มี ใครถือ ไม่มีใครคิด ไม่มีใครพยายาม ; เขาจะไปใช้ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา กันเรื่อย ไป. บางทีอาจจะใช้อุบายเหมือนกับว่าดี ทำทีเหมือนกับดีเข้ามาหา อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ ดีที่ถูกต้อง เพราะว่าไม่จริง ; มันก็ชนะไม่ได้. ในฐานะที่คุณก็เป็นภิกษุในศาสนา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า, ไปคิดดู เองว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ผิดหรือถูกอย่างไร ? ชนะความชั่วด้วยความดี, ชนะคน ขี้เหนียวด้วยการให้ทาน, คุณจะทำไปได้สักกี่ครั้งในการชนะคนขี้เหนียวด้วยการให้ทาน ? รวมความแล้ว ทำอะไรไม่ได้หมด เพราะว่าทำจิตให้ว่างไม่ได้. คนในครอบครัว ก็ยังบังคับไม่ได้ ; เหมือนที่เขาล้อ นะโปเลียนว่าเอาหมาออกไปตัวหนึ่งจากครอบครัว ก็ไม่ได้, เป็นถึงมหาจักรพรรดิ์ กำจัดหมาตัวหนึ่งก็ไม่ได้ในครอบครัว; เพราะว่า ราชินีชอบหมา. นี่มันเป็นเรื่อง มีตัวกู - มีของกู แล้วมันก็ชนะอะไรไม่ได้. เราจะต้องพบปัญหา นับตั้งแต่จากครอบครัวคือวัดนี้ออกไป; นี่หมายถึง คนที่สึกออกไป : ไปพบคนบังคับบัญชา, คนข้างนอก, ศัตรู, แล้วจะแก้ปัญหา เหล่านี้ด้วยอะไร ? ผมก็ยังคงยืนยันว่าอย่างเดียวกัน, เครื่องมือวิเศษอย่างเดียวกัน จงรีบหาสะสมไว้เอาไปใช้. เราต้องชนะตัวเราก่อน ต้องมีการชนะตัวเอง คือชนะกิเลส ว่างจาก ตัวกู ว่างจากของภู เสียก่อน จึงจะมีสติปัญญาเห็นลู่ทางที่จะเอาชนะผู้อื่น, ทำผู้อื่นให้อยู่ในอำนาจของตัวได้. แต่แล้วมันก็ไม่ใช่ทำง่ายเหมือนปากว่า; ต้องใช้ ความอดกลั้นอดทน บวกกันเข้ากับสติปัญญา ซึ่งมันมาเจ็บปวดอยู่ที่การอดกลั้น อดทน.
น.271 ถ้าทนไม่ได้ก็ล้มละลายกันตรงนี้, แล้วถ้าเป็นคนทำงานด้วยตัวกู - ของกู ไม่ได้ ทำงานเพื่องาน มันก็ยิ่งยาก. แม้ว่าทำงานเพื่องาน มันก็ยังไม่ดีที่สุด ; มันต้อง ทำให้ ไม่มีงาน ไม่เป็นงาน, ทำเป็นการเล่นหรือของเล่นไปเลย โดยปัญญา ของพระพุทธเจ้า : มองอะไรว่างไปหมด งานก็ไม่มี การงานก็ไม่มี ซึ่งยิ่งดีกว่าที่ทำงาน เพื่องานไปเสียอีก. ทำงานเพื่อตัวกูเพื่อของกูนี้ มันตกนรกทั้งเป็นตลอดเวลา. ทำงานเพื่อตัวกูจะรู้สึกหัวเสียตลอดเวลา และก็ยุ่งหมดตลอดเวลา; แม้ ภายในครอบครัวของตัวเอง มันก็ยุ่ง. ถ้าทำงานเพื่องาน มันก็วิเศษ มันมีใจคอ ปกติ มีปัญญาพอที่จะแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ได้. นี่เราจะพูดกันโดยละเอียด ในคราวอื่น วิเศษกว่านั้นยังมีอีก. วิเศษแสนวิเศษคือว่าไม่มีงานที่จะต้องทำ : "ฉัน ไม่มีงานที่จะต้องทำ แต่ว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรอยู่ตัวเป็นเกลียวเหมือนกัน". สิ่งที่ทำนั้นไม่มีความ รู้สึกเป็นการงาน หรือเป็นภาระ จะทำอะไรก็เหมือนกัน, ทำอะไรก็เล่น ๆ ไปหมด ไม่มีการงาน มีแต่สนุกสบายไปหมด. มันมีแต่ได้ไม่มีเสีย คือมัน มีแต่ ได้ ได้ความรู้ ได้อะไรไปหมด ; แม้ทำผิดฉิบหายหมด มันก็ได้ความรู้. นี่มันเป็นถึงอย่างนี้ มันมีแต่เรื่องได้ : ได้ความรู้ ได้ความจริง ได้อะไรมาเรื่อย ; เลยไม่มีการงาน มีแต่การได้อะไรอย่างหนึ่งเรื่อยไป; มีความเจริญทางจิตใจ มีวัฒนาการทางวิญญาณ, มีแต่ได้เรื่อยไป ๆ ไม่มีทุกข์ ไม่มีนรก. อย่างนี้จะชนะตัวเองด้วย ชนะผู้อื่นด้วย, ชนะอะไรเรื่อยไป. เดี๋ยวนี้ มีการงานมากเหลือเกิน และ ก็มีอุปสรรคมากเหลือเกิน ; ที่พูด ๆ กันในโลกนี้มีการงานมาก มีความรับผิดชอบมาก มีอุปสรรคมาก กว่าจะได้มาเลี้ยง
Buddhadasa