Buddhadasa.org

ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง (ต่อ)

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.272 ปากเลี้ยงท้อง ต้องฟันฝ่าอุปสรรคการงานเหลือเกิน. นี่คนยังโง่กว่าสุนัข หรือกว่าสัตว์ เดรัจฉานทั่วไป โดยไม่รู้สึกตัว. ผมหมายความว่า สัตว์เดรัจฉานนั้นการงานของมัน ก็คือกิน, ผมนั่งดูนกที่มันกินลูกหมากเม่า ทุกปี เห็นว่าเรื่องการงานของมันมีเท่านั้น, ไม่ต้องพูดถึงการกิน. มันไม่มีหน้าที่อะไร นอกจากบินมาแล้วก็กิน - กิน - กิน - กิน ; นี่คือการงานของมัน, การทำงานของมันคือการกิน. สุนัขก็เหมือนกัน มันทำงาน อะไร นอกจากกินและกินเท่านั้นคือการงาน ; ส่วนมันจะทำอะไรไปตามเรื่องของมัน เป็นเรื่องเล่นไปหมด. มันจะรับใช้เราหรือว่ามันจะไล่กัดสัตว์ หรืออะไรก็ตาม มัน เป็นเรื่องเล่นไปหมด ; ไม่มีภาระหมักหมม ทับถมจิตใจเหมือนมนุษย์. มนุษย์นั้นอะไรก็เป็นการงานไปหมด เป็นการรับผิดชอบไปหมด ; แม้ แต่การกินเข้าไปก็เป็นภาระ เป็นหน้าที่การงาน ที่ทรมานใจไปหมด ; จึงมีงานมาก ท่วมหู ท่วมตา ท่วมเป็นภูเขาเลากา. แต่สัตว์เดรัจฉานไม่มีการงาน ; การงาน ของมันคือการกินเข้าไป. คนเราต้องหาด้วยการงานแล้วจึงจะได้กิน. มองดูแล้วไม่ เรียกว่าโง่ แล้วก็ไม่รู้จะเรียกอะไร ; เป็นคนมีบาปมีกรรมอะไร, เป็นคนมีบาปมี กรรมคือทำงานแล้วจึงจะได้กินเข้าไป. สัตว์เดรัจฉานการงานก็คือกินเข้าไป แล้วมัน ก็ไม่รู้สึกเป็นการงาน, รู้สึกเป็นการเล่นหรือการสบาย หรือเป็นความสุขไปได้. ส่วนเรานั้นเต็มไปด้วยการงาน ; แต่สุนัขมันเต็มไปด้วยการเล่น มันย่อมดีกว่าเราละ. จะแก้อุปสรรคทั้งหลายในชีวิต เป็นบุคคลก็ดี ศัตรูก็ดี การงานก็ดี อะไรก็ดี ให้ออกไปได้อย่างไร ? ผมว่าไม่มีทางอื่น นอกจาก ทางของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องมือคืออาวุธ วิเศษกายสิทธิ์ ที่จะมองส่องอะไรให้มันไหม้เป็นจุณณ์ไปหมด เป็นความว่างไป หมด ; ต้องแก้ปัญหาทั้งหมดด้วยการที่ทำจิตใจให้ว่าง, ไม่มีเครื่องมืออื่นนอกจากทำ

น.273 จิตให้ว่าง : คือทำให้สติปัญญาจากความว่างมันเกิดขึ้นมา, ขจัดตัวกู - ของกูออกไป, นั่นคือการแก้ปัญหาด้วยการทำจิตว่าง. พอจิตว่างมันก็มีสติปัญญาออกมาสำหรับ แก้ปัญหาทุกอย่าง ที่มนุษย์เรียกกันว่าปัญหา, อย่างน้อยที่สุดมันสลายตัวลงทันที. อุปสรรคปัญหาต่าง ๆ มันสลายตัวลงไปทันทีที่มีจิตว่าง และต่อจากนั้นจะทำอะไรต่อไปก็ แล้วแต่. นี่เรียกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ตัวเราส่วนตัวโดยเฉพาะก็ดี, ปัญหาที่มาจาก สิ่งแวดล้อมภายนอกก็ดี, วิธีแก้ของมันก็คือการทำจิตให้ว่าง. ถ้าต้องการได้ การ ทำจิตให้ว่าง ก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการทำจิตใจให้ว่าง. เอาวิชชามาสร้างวิชชา เรื่อยไป ๆ ในเมื่อมีอีกทางหนึ่ง : อวิชชามันก็สร้างอวิชชาเรื่อยไป. วิชชาก็มาจาก วิชชา, อวิชชาก็มาจากอวิชชา, เป็นที่จุดสุดจบของการตอบคำถามตามแบบของ พุทธศาสนา. ถ้าเป็น logic หรือเป็นปรัชญาของสมัยใหม่เขาจะตอบกันอย่างไร ผมก็ ไม่ทราบเหมือนกัน. ถ้าตอบตามแบบพุทธบริษัทที่รวบรัดตัดบทได้ทันแก่เวลาก็ว่า มันมาจาก นั่นแหละ : อวิชชาความโง่มันก็มาจากอวิชชา, วิชชาความรู้มันก็ มาจากวิชชาความรู้: และที่สูงที่สุด ที่ดีที่สุดก็คือ ที่มันออกมาจากความว่างจาก ตัวกู - ของกู เป็นวิชชาอยู่ในตัวเองด้วย, เรียกว่าวิชชาที่จะให้วิชชาอื่นๆ วิชชา อย่างอื่นต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย. เวลาหมดแล้ว ก็พอกันทีสำหรับวันนี้.

น.274 ปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน ด้วยจิตว่าง (ต่อ) ๒๓ สิงหาคม ๒๕๑๒ วันที่ ๒๓ สิงหาคม เป็นวันที่ ๒๖ แห่งระยะกาล เข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า "ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง" ต่อจากที่ได้พูด ค้างไว้จากวันก่อน. ในวันที่แล้วมาได้พูดถึงปัญหาในการ ทำงานด้วยจิตว่าง ในลักษณะที่เป็นส่วนบุคคลตามลำพังตน เป็นส่วนมาก. ปัญหาใหญ่อันหนึ่งก็คือปัญหาที่เกิดจากบุคคลภายนอก หรือ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เป็นตัวปัญหา. คนโดยมากมักจะไปโทษผู้อื่น หรือสิ่งอื่น ไม่โทษตัวเอง ไม่โทษ สติปัญญาหรือความสามารถของตัวเอง ว่ามีไม่พอ. เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ในข้อนี้กัน เป็นส่วนใหญ่เสียก่อน ; เพราะ ถ้าเรามีสติปัญญาความสามารถพอ ก็ไม่มีใครเป็น ๒๔๕

น.275 อุปสรรค หรือเป็นผู้ต้านทานได้. ดูลงมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นจอมของปัญญา ท่านก็ประกาศพระธรรมหรือพระศาสนา ในลักษณะที่ไม่มีใครต้านทานได้ ; ถ้ามีใคร ต้านทานได้ก็หมายความว่า มันยังไม่ใช่สติปัญญาที่สมบูรณ์. ในบทสวดธัมมจักกของเราจึงมีว่า อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พรหฺมนา วา, ซึ่งมีใจความว่าไม่มีใครโต้กลับได้ ไม่ว่าจะ เป็นสมณหรือพราหมณ์ เป็นเทวดา มาร พรหม, กล่าวถึงพรหมเป็นพวกสุดท้าย เพราะถือว่าเป็นสัตว์ประเภทสูงสุด, ก็ไม่สามารถที่จะโต้กลับ หรือตีกลับพระธรรมจักร ที่พระพุทธองค์ได้ประกาศออกไปคือศาสนา. นี้ก็ต้องถือว่าโดยหลักใหญ่แล้วเรา ชนะได้ ด้วยปัญญา ที่เพียงพอ. ทีนี้คนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลที่รอง ๆ ลงไป ก็ล้วนแต่ทำอะไรสำเร็จก็เพราะว่ามีปัญญา และมีความสามารถเพียงพอ คือเหนือกว่า อุปสรรคนั่นเอง เหนือกว่าปรปักษ์หรือศัตรู. ที่อยากจะพูดแล้วพูดอีกหรือซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสติปัญญานั้น ไม่มีสติปัญญา ไหนจะดี ไปกว่า สติปัญญาที่มีปรากฏอยู่ในตัวมันเอง ในขณะที่จิตนี้ว่างจาก ตัวกู - ของกู : คือเมื่อจิตปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวกู - ของกูเดือด พล่านอยู่ในใจ เป็นเวลาที่มีสติปัญญาสูงสุด. แต่ฟังดูคล้าย ๆ ว่าเป็นความโง่ หรือเป็นความไม่มีอะไรเลย , เพราะไม่ต้องคิดต้องนึก ต้องศึกษาอะไรมากมาย เหมือนกับที่เขากำลังศึกษากัน. มันเป็นสติปัญญาตามธรรมชาติ ของธรรมชาติ เพื่อ ธรรมชาติ โดยธรรมชาติ แล้วแต่จะพูด ; ต้องเข้าถึงธรรมชาติจริงๆ. นี่คือสิ่งที่ ต้องรู้ไว้สิ่งหนึ่งว่า จะเรียนพุทธศาสนา จะศึกษาธรรมอะไรเหล่านี้ ก็ต้องศึกษา จากธรรมชาติโดยตรง ; ไม่ใช่ศึกษาจากหนังสือหนังหา จากคำพูดของผู้บอกผู้กล่าว อย่างเดียว ; อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ มันไม่พอ คือจะไม่รู้ธรรมะได้เลย. ถ้ารู้ก็เป็น ความรู้อย่างความจำ ความคิดคำนึงคำนวณ ไม่ใช่ความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยใจจริง ด้วยการเข้าถึงตัวเลย ; เพราะเหตุนี้เขาจึงมีคำพูดที่พึ่งยาก.

น.276 ในบางหมู่ บางพวก เช่นพวกนิกายเซ็น ก็พูดว่า "ไม่ต้องทำอะไรนอกจาก เข้าถึงตัวธรรมชาติ" เป็นอันเดียวกันเสียกับธรรมชาติ ; พูดอย่างนี้ก็ฟังไม่ถูกอีก. แต่ที่แท้มันก็คือคำที่พูดอย่างธรรมดาสามัญเราพูด : การถึงธรรม บรรลุธรรม เข้าถึง ธรรม หรือเป็นธรรมเสียเอง. คำอธิบายละเอียดข้อนี้ อธิบายอยู่ในหนังสือเรื่อง “คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน" แล้ว ลองไปอ่านดูถ้าสนใจ. คำว่า "เข้าถึงตัวธรรมชาติ เสียเลย, หรือเป็นธรรมชาติเสียเลย" มันกลายเป็นจิตใจในขณะที่มีสติปัญญา ที่สุด ; เพราะว่าถ้าเข้าถึงตัวธรรมชาติเสียเลย หรือเป็นตัวธรรมชาติเสียเลยแล้ว มันไม่มีตัวกู - ของกูเท่านั้นเอง มันอยู่เหนืออะไรหมด เหนือความขลาด ความกลัว ความรัก ความโกรธ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเหนือความโง่. คนเราโง่มากที่สุดก็เมื่อมีตัวหรือเห็นแก่ตัว เพราะว่าความโง่นั้นเป็นเหตุ ให้รัก ให้เกลียด ให้กลัว ให้โกรธ ให้อะไรต่าง ๆ สารพัดอย่างได้. คนที่มีสมรรถภาพ มากที่สุดก็คือคนที่อยู่เหนือความโง่, ไม่มีความโง่ หรือความผิดอะไร เหลืออยู่ใน ขณะนั้น ซึ่งเราเรียกกันในที่นี้ว่า มีจิตว่างจากตัวถู - ของกู ; เป็นเรื่องที่ฟังยาก หรือเข้าใจยากหน่อย. แต่ถ้าคนทำความพยายาม, ทน พยายามที่จะศึกษาให้ เข้าใจ มันก็เข้าใจได้ และ มีประโยชน์เกินค่า ; มีประโยชน์ยิ่งกว่าที่จะเรียกว่าพอ คุ้มกัน แต่ว่ามันมีประโยชน์เกินค่า เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว มันก็ ไม่มีทางที่จะบรรลุ ธรรมอะไรได้. ผู้ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ จะต้องมีการบรรลุธรรมเสียก่อน บรรลุอย่าง เด็ดขาด หรือบรรลุเพียงบางระดับ ; หรือว่าแม้แต่ทำให้มีการบรรลุ, หรือการถึง ธรรมชาติชั่วขณะบางขณะ ก็ยังเป็นการดีที่สุด. คือว่า มีจิตว่างในบางครั้งบาง คราวก็ยังดีที่สุด กว่าที่จะไม่มีจิตว่างเสียเลย. โดยเฉพาะในกรณีที่อุปสรรค ศัตรู ปรปักษ์ อะไรประดังกันเข้ามาในเวลานั้น, ถ้ามีจิตว่างได้มันก็ดีที่สุด วิเศษที่สุด

น.277 ที่จะแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้น. ฉะนั้นจึงได้พูดถึงเรื่องนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อเราจะได้ รู้จักและเข้าใจ, จะทำให้มีจิตว่างได้ตามสมควร ในการที่จะแก้ปัญหาในขณะที่ทำงาน, และต้องการที่จะทำการงานให้ดีที่สุดด้วยจิตว่าง. ในวันนี้ที่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือ งานที่มีอุปสรรคเต็มไปหมด เนื่องมาจาก บุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยปัจจุบันนี้ หรือสมัยต่อไปข้างหน้า มนุษย์จะต้องทำการงานชนิดที่ต้องสัมพันธ์กับคนอื่น มากยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมา. เมื่อครั้ง โลกยังไม่เจริญตามแบบใหม่ หรือแผนใหม่ คนทำงานตามลำพังได้เป็นส่วนมาก, ยิ่งสมัยดึกดำบรรพ์ด้วยแล้ว ก็คล้าย ๆ กับสัตว์ ; เรื่องงานก็คือการกินเท่านั้นเอง. จะ ต้องไม่ลืมว่าในสมัยอย่างนั้น งานของเขาคือไปเก็บมากินจากในป่า. ไปเที่ยวในป่ามันก็ สนุกเหมือนกับคนเดี๋ยวนี้ไปเที่ยวป่า แล้วก็กิน, แต่กินเข้าไปในปากมันไม่มีปัญหามาก เหมือนสมัยนี้. ครั้นเปลี่ยนแปรมาถึงสมัยนี้ ที่เรียกกันว่าความก้าวหน้า ก็ต้องพึ่งพาอาศัย หรือเกี่ยวข้องกับคนมากขึ้นทุกที. ความเจริญทำให้รวมกันเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านต้องรวม กันเป็นจังหวัด และเป็นประเทศในที่สุด ; มีความผูกพันเป็นอันเดียวกัน เหมือนกับ จับมามัด เป็นมัดเดียวกัน ; มันก็ผิดจากสมัยโน้น คือต่างคนต่างเป็นอิสระ เหมือน กับนกหรือสัตว์เดรัจฉาน. เช่นนกอย่างนี้มันไม่มีการงาน, บินไปหากิน มันก็สนุก สนานในการบินไปเหมือนกับเราเที่ยวชมวิว, พอพบลูกไม้เข้าก็กินอย่างสนุกสนาน สบาย ร้องเพลงไปพลางก็มี ; อย่างนี้เรียกว่า อุปสรรคไม่มี เพราะว่าการงานไม่มี มีแต่การเล่นหรือการเที่ยว คนสมัยโน้นเหมือนกับสัตว์อยู่มาก ในความเป็นอิสระ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น มีภาระมากเข้า ๆ ๆ เหมือนกับถูกสาป ; ซึ่งคัมภีร์ของศาสนาบางศาสนาก็พูดไว้ชัดว่า

น.278 ถูกสาป, มนุษย์ถูกสาปให้มีความทุกข์. จะมีความลำบากยุ่งยากมากขึ้น เพราะไม่ เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า คือดื้อดึง ซึ่งหน้า จะต้อง มีความทุกข์มากเข้า ๆ ; มันก็ ไม่มีอะไรนอกจากความมีตัวกู - ของกู. มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวมากเข้า ๆ จนอยู่ในสภาพปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตัว อย่างที่เรียกว่าเห็นแก่ตัวทุกกระเบียดนิ้ว ; แต่อาศัยความสุภาพที่ ฉาบย้อมเอาไว้ ตามที่สอนกันให้ มีความสุภาพฉาบย้อมเอาไว้ขีดบังกิเลสหยาบ ๆ นี้. แต่แล้วก็ครอบงำกิเลสนั้นไม่ได้ มันเพียงแต่ว่าปิดบังไว้ กลบเกลื่อนไว้ ; เราจึงมีจิตใจ ชนิดที่ฉลาดคือไกลจากธรรมชาติ, ไกลจากความเป็นธรรมชาติมากขึ้นทุกที จึงมีความ ทุกข์เต็มไปหมด ; เพราะมีความอยากมีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ. ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาที่ว่าจะ ต้องทำงานกันด้วยหมู่คณะ ที่ต่างคน ต่างก็มี โรคทางวิญญาณเหมือนกันหมด. เดี๋ยวนี้เราก็ทำงานเป็นหมู่ ๆ ; เช่นการค้าขายของพวกนายทุน ก็ต้องมีคน จำนวนมากเข้ามาสัมพันธ์ด้วย มีการบังคับบัญชา มีการปกครอง มีการระมัดระวัง อะไรมาก ก็ยังไม่ได้อย่างที่ต้องการ, มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น มีการทะเลาะวิวาทเป็นต้น. หรือแม้การงานที่ดีกว่านั้น ที่มีอำนาจบังคับบัญชา เช่น การทหาร การราชการนี้ มีระเบียบวินัยบังคับบัญชา ก็ยังทำอย่างสงบไม่ได้; มันมีช่องมีอะไร ที่จะโต้แย้ง ทัดทานบิดพลิ้ว ต่อสู้อยู่ในหมู่คณะนั้น. เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ปรากฏชัดกันอยู่แล้วว่า ผู้บังคับบัญชาล้วนแต่ปวดหัวอยู่ ตลอดเวลา หน้าเขียวหน้าเซียว หน้าคำอยู่ตลอดเวลา แม้ที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภออะไรขึ้นไป, ชั้นหัวหน้ากองกระทั่งรัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี, มองดูกันในแง่นี้ก็จะเห็นว่า แหม ! เต็มไปด้วยอุปสรรค ที่เกิดมาจากการบังคับบัญชา, ต้องระมัดระวัง. แม้แต่ว่ากิจการทหารที่มีอำนาจเฉียบขาดกว่านั้น : คือว่าถ้าใครผืน

น.279 ละก็ลงโทษอย่างหนักได้เลย หรือประหารชีวิตได้เลย ก็ยังไม่วายที่จะมีการบิดพลิ้ว การต่อต้านอย่างใดอย่างหนึ่ง ใต้ดินบนดินอะไรมันก็ยังมี. นี่เป็นปัญหาหนักของผู้ที่จะ ทำงานให้ลุล่วงไปด้วยดี ; ในโลกนี้มีปัญหาอยู่อย่างนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับประเทศชาติ ที่ต้องการความเจริญอย่างแผนใหม่. ที่นี้ก็มีปัญหาว่าทำอย่างไร จึงจะทำงานด้วยกันได้ดีที่สุด เกี่ยวกับการบังคับบัญชา ? เมื่อบังคับบัญชาไม่ได้ เราจะทำอย่างไร ? เราจะ ปวดหัว หรือตกนรกทั้งเป็นอยู่อย่างนั้นหรืออย่างไร ? นี่คือปัญหาเกี่ยวกับการทำงานด้วยจิตว่าง ที่กำลังจะพูดถึงอยู่ในขณะนี้ คือเนื่องด้วยสังคมเนื่องด้วยคนอื่น. ถ้าแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดูจะหมดปัญหาใน โลกนี้ ; เพราะแม้ว่าเรื่องที่เป็นปัญหาชั้นระหว่างประเทศ ระหว่างชาติ มันก็เรื่องนี้ ทั้งนั้น; เรื่องพูดกันไม่รู้เรื่อง, ใช้คำธรรมดาสามัญก็คือว่า เรื่องพูดกันไม่รู้เรื่อง. เป็นคอมมูนิสต์กับประชาธิปไตยก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะมีตัวกู - ของกูอย่างแรงมากขึ้น ไปตามสัดส่วน ; ที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เพราะประโยชน์ที่ต้องการไม่ตรงกัน. ลูกจ้างลูกน้องกับผู้บังคับบัญชา หรือลูกจ้างกับนายจ้าง พูดกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งพูดกัน ไม่รู้เรื่อง เพราะประโยชน์มันไม่ตรงกัน. ถ้าประโยชน์มันตรงกันมันก็พูดกันง่าย พูด ๒ - ๓ คำแล้วทำสนุกสนานไปเลย ไม่เกิดปัญหาอันนี้ขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ประโยชน์มันไม่ใคร่ตรงกันยิ่งขึ้น ๆ เพราะว่าต่างฝ่ายต่างเห็น แก่ตัวมากขึ้น. ก่อนนี้เคยทำงานกันอย่างพ่อกับลูก ; นายจ้างกับลูกจ้าง สมัยก่อนเขา ทำกันอย่างพ่อกับลูก, หรือแม้แต่ทาสในเรือนเบี้ยกับนายเงิน ก็ยังทำงานกันเหมือนกับ พ่อกับลูก ; มาถึง สมัยนี้ทำงานกันเหมือนระหว่างศัตรูกับศัตรู : อย่างพวกทาส ที่ฝรั่งจับไปจากอาฟริกาเอาไปเป็นทาส, ทำกันอย่างทาสเหลือที่จะเรียกว่าทาส, และนาย จ้างกับลูกจ้างก็ไม่ทำงานกันอย่างพ่อกับลูกเหมือนสมัยก่อน ; เพราะมีความเห็นแก่ตัว

น.280 จึงมีการพูดกันไม่รู้เรื่อง ; เพราะต่างฝ่ายต่างจ้องมองที่จะเอาเปรียบ จ้องหาโอกาสที่จะ เอาเปรียบเพื่อประโยชน์ของตัว : มันก็ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง. มาคิดดูคำนวณดู ถ้าทำให้เรียบร้อยไปได้ จะต้องใช้สติปัญญามากเท่าไร ? ในเมื่อแต่ละคน เต็มไปด้วยความคิดความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู, กลัดกลุ้ม หรือ เต็มปรี่อยู่ในนั้น. สมมติว่าเราไม่เป็นอย่างนั้น เช่นเราเป็นผู้บังคับบัญชาเราก็ไม่มี จิตใจเป็นอย่างนั้น ; แต่ว่าลูกน้องเป็นอย่างนั้นจะทำอย่างไร ? มันก็มีปัญหามากจน เหลือวิสัยต้องขอลา ที่เขาเรียกกันว่าต้องไขก๊อก, คือลาตัวเองถอนตัวเองออกไปจาก การงานนั้น ; เพราะสู้ไม่ไหว. ลูกน้องหรือคนใช้หรือลูกจ้างที่มันเหลือประมาณ ถ้ามัน เป็นสิ่งที่ลาได้ถอนได้มันก็ดีอยู่. แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ลาออกไม่ได้ ถอนไม่ได้ มันก็ต้อง ต่อสู้ต่อไป ; นี่คือปัญหา. ถ้าเป็นสามีภรรยากันมันเกิดไม่ลงรอยกันจะทำอย่างไร? หย่ากันก็ ไม่ได้ ก็ต้องทนตกนรกทั้งเป็น เพราะพูดกันไม่รู้เรื่องอย่างนั้นหรือ ; แม้หย่ากันได้ มันก็ยังเป็นอย่างเดียวกันอีก ปัญหาก็ยังคงเดิม. มันจึงเป็นความถูกต้องที่จะแก้ปัญหา มากกว่าที่จะยอมแพ้ ; เราก็มาถึงปัญหาข้อนี้ในลักษณะอย่างนี้. ถ้าจะปฏิบัติทำงาน ไปให้ดีที่สุดด้วยจิตว่าง ในหมู่คนที่จิตวุ่นแวดล้อมอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร ? นี่เป็นตัวปัญหา. คำตอบมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่พูดแล้วอย่างกำปั้นทุบดินไม่มีผิด ว่าทำงานด้วยจิตว่าง ให้มีจิตว่างจากตัวกู - ของกูไปตามเดิม คือ ไม่โกรธ ไม่หม่นหมอง ไม่อะไรหมด, หาทางแก้ไขไปตามเดิม. ปัญหามันก็เขยิบใกล้เข้ามาจะแก้ไขกันอย่างไร ? จะแก้ไขคนที่มีจิตใจวุ่น อย่างนั้นจะแก้ไขได้อย่างไร ? จะดำเนินงานไปได้อย่างไร ? เพราะเขาตั้งตัวเป็นศัตรู หรือเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นอะไรอยู่ในใจ; เพราะประโยชน์มันขัดกัน. มันก็มาถึง

น.281 ข้อที่ว่า ชนะความไม่ดีของผู้อื่นด้วยความดีของเรา อย่างที่เคยพูดมาแล้ว, อย่างที่ เป็นหลักสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา. ที่นี้ปัญหาต่อไปก็มาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรไหว ? เอาความดีไปชนะความชั่ว ของคนเหล่านั้นตั้งมากมายนั้นจะทำได้อย่างไร ; มันเหลือที่จะทำได้. ถ้าอาศัย หลักพุทธศาสนามันก็มีเป็นลำดับ : ถ้าดีกว่าเรา สูงกว่าเรา ก็ให้เคารพบูชาเชื่อฟัง, ถ้าเสมอกันก็ ให้รักใคร่กลมเกลียวกัน, ถ้าอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าเรา ก็ให้เมตตา สงสาร. แล้วมันก็มาโดนปัญหาว่าสงสารไม่ออก สงสารไม่ไหว, มันเลวเกินไป มันเป็นอุปสรรคศัตรู ยิ่งกว่าจะเป็นผู้น้อย ผู้อยู่ในบังคับบัญชา. ปัญหามันมีอย่างนี้ เรื่อย แต่มันก็ไม่พ้นไปจาก แก้ปัญหาด้วยการใช้จิตที่ว่างอยู่เรื่อยไป. มันมีอยู่ แต่ว่า จะใช้มันแง่ไหน, มันมีหลายแง่หรือหลายสิบแง่หลายสิบมุม จะใช้มันในแง่ ไหน จะใช้จิตว่างแบบอันธพาล ให้สำเร็จลุล่วงไป อย่างว่าเอาหน้ารอดไปคราวหนึ่ง ๆ มันก็ได้เหมือนกัน ถ้าไม่มีปัญญาอะไรมากกว่านั้น ; มันก็ยังดีกว่าไม่แก้เสียเลย มันเป็นปฏิภาณหรือเป็นเฉโกไปเลย. ถ้าให้ดีที่สุด เป็นพุทธบริษัท มันก็ต้องทำด้วยใจจริง ด้วยสติปัญญา จริง ๆ, สติปัญญาจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความว่าง ชนิดที่เปรียบเหมือนกับ ไฟกรด หรือตากรด มองอะไรมันว่างไปหมดทุกที; มีปัญญาสูงกว่า เหนือกว่า, มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของว่างไปได้จริง, มองงานก็ไม่เป็นงาน กลายเป็นของเล่น สนุกไป, มองคนก็ไม่มีคนกลายเป็นธรรมชาติ เป็นธาตุ เป็นขันธ์ เป็นอายตนะต่าง ๆ ไป. เมื่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีลักษณะเป็นผู้ต่อต้านขึ้นมา มีกิเลสอย่างนี้แล้ว ก็มองอย่าง เดียวกันนั้น : คือ มองเห็นไม่เป็นคน ไม่เห็นคน, เห็นกิเลส; มองเห็นกิเลส ก็คือเห็นผี.

น.282 เรื่องผีพูดกันในวันก่อนแล้วว่า ผีที่แท้จริงคืออวิชชา, อวิชชาเป็นมารดา บิดาของผี ; เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็คือเกิดผีนานาชนิดขึ้นมา. ครั้น เมื่อเราเผชิญหน้ากันอยู่กับคนมุ่งร้ายต่อเรา หรือคนดื้อดึง คนบิดพลิ้ว หรือ อะไรทำนองนี้แล้ว ก็มองมันด้วยไฟกรด หรือตาที่มี ไฟกรดฉายลงไปที่นั้น ว่าเรา กำลังพูดกับผี ไม่ได้กำลังพูดกับมนุษย์, หมายความว่าเรากำลังพูดกับกิเลสของเขา ไม่ได้พูดกับคน คือกำลังพูดกันกับกิเลส หรือกำลังพูดกับผี. เมื่อกำลังพูดกับผี เราจะต้องทำอย่างไร ? เราก็ ไม่ควรจะโกรธ ; เพราะ มันเป็นผีตามธรรมชาติไม่ได้พูดกับคนนาย ก. นาย ข. นายคนนั้นคนนี้. "เรา" น่ะ คืออะไร ? เราก็ไม่ใช่คน เราคือสติปัญญา. เรากำลังเป็น คือสติปัญญา ของ ความมีจิตว่าง ; นี่คือ "เรา". เรากำลังพูดกับผี หรืออวิชชา หรือโลภะ โทสะ โมหะ ของคนใดคนหนึ่ง คือเราสมมติว่าคนใดคนหนึ่ง. ถ้าเราโกรธขึ้นมา โมโหขึ้นมา เราเองก็เป็นผีขึ้นมา ผีพูดกับผี มันก็ ได้ทะเลาะกัน, ผีกับผีมันกัด กันแล้วมันก็จะล้มละลายไปด้วยกัน. ถ้าเราโกรธขึ้นมา หรือแม้แต่เราหม่นหมอง ขึ้นมา เราก็กลายเป็นผี พูดกับผี. ลองคิดดูมันจะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไร ; มันก็ ต้องทะเลาะกัน แม้ไม่ทะเลาะกันด้วยปาก มันก็ทะเลาะกันด้วยใจ อย่างร้ายแรง. เมื่อใดนายจ้างโกรธขึ้นมา ; ลูกจ้างมันก็โกรธอยู่แล้ว ; มันก็คือ ผีพูด กับผี ทะเลาะกับผี แล้ว ใครจะแก้ปัญหาได้, มันเป็นเรื่องผีกัดกัน ใครจะไปแก้ ปัญหาได้. มันเป็นผีไปทั้งสองตัว, ใครจะแก้ปัญหาได้. ถ้าจะแก้ปัญหาได้ มัน ก็ต้องเป็นมนุษย์สักฝ่ายหนึ่งซิ, เป็นมนุษย์สักข้างหนึ่ง ; เป็นมนุษย์พูดกับผี แก้ปัญหา กับผีมันอาจจะทำได้ เพราะมนุษย์ต้องเก่งกว่าผี. ทีนี้เราต้องเป็นมนุษย์ไว้เสมอ, เป็นมนุษย์ ไว้ ให้ได้เสมอไป ที่จะ ทำอะไรกับผี คือบุคคลที่กำลังมีตัวกู - ของกู จัดอยู่ในรูปของความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างที่เรียกกันว่าจะพูดกันไม่รู้เรื่อง.

น.283 ถ้าเรา จะพูดกันให้รู้เรื่อง มันก็ต้องเป็นมนุษย์ที่ดี และก็ไม่มีอะไรดี ไปกว่ามนุษย์ที่กำลัง มีจิตว่างจากตัวกู - ของกู มันจึงจะมีปัญญา เหนือกว่า, มีอะไร ที่เหนือกว่า พูดไป ทำไป จัดไป ให้มันเข้ารูปเข้าเรื่อง ; เพราะ ถ้าเป็นผีเสียแล้ว มันก็คือความมืดความบอด ความไม่มีแสงสว่างเลย. ถ้าเป็นมนุษย์มันก็มีแสงสว่าง : ทีนี้เรารักษาความเป็นมนุษย์ มีแสงสว่างไว้อยู่เสมอ ก็ทำไปได้. ถ้าไปโกรธเสียแล้ว ไปโกรธเสียด้วยกัน มันต้องล้มละลายไปทันที จนกว่าจะตั้งตัวได้ใหม่ คือหายโกรธ. เพราะฉะนั้น อย่าโกรธ กลายเป็นคำตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ง่าย ๆ อย่างนี้ใครๆ ก็ ตอบได้ เด็ก ๆ ก็พูดได้. ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า คำตอบนั้น ตอบง่ายที่สุด, ปัญหาธรรมะหรือ ทางธรรมะอย่างลึกซึ้งนั้น ตอบง่ายที่สุด, และมันจริงด้วย ถูกด้วย ไม่มีอะไรจริง ไปยิ่งกว่านั้นแล้ว ; แต่มันไปยากที่การปฏิบัติ ขอให้นึกถึงภาพที่เขียนไว้ในที่ผนังด้านนั้น ด้านพวกเซ็น, คือพระภิกษุ ตอบเทศา ฯ ว่า "อย่าทำชั่วทำดี" เทศาฯ ก็ย้อนว่า โอ๊ย, พูดอย่างนี้เด็ก ๓ ขวบ ก็พูดได้. พระก็ย้อนว่า เด็ก ๓ ขวบพูดได้ แต่แก่หัวหงอกแล้ว มันก็ยังปฏิบัติไม่ได้ ; ลักษณะอย่างนี้ก็มีอยู่ทั่วไป เสมอไป, คือมีอยู่ทั่วไปในหมู่มนุษย์ในตัวเรา : พูดได้ คิดได้ วางแผนการได้ ; แต่มาติดอยู่ที่ว่า ปฏิบัติไม่ได้, บังคับตัวไม่ได้, มันก็ปฏิบัติไม่ได้ คือไปโกรธเสีย. สอนว่าอย่าโกรธก็เห็นจริง แต่ก็ปฏิบัติไม่ได้ คือไป โกรธเสียแล้ว. มีพุทธภาษิตที่น่าประหลาด ที่สรุปการปฏิบัติทั้งหมดไว้อีกแบบหนึ่งในภาษา คนธรรมดาสามัญว่า : สจฺจํ ภเณ น กุชเฌยย, - พูดจริง และอย่าโกรธ, ทั้งหมดมีแค่นี้เอง. "พูดจริง และก็อย่าโกรธ" เพียงเท่านี้พอ หมดเลย, ไปนิพพาน

น.284 ก็ได้ ในที่นี้เราหมายถึงปัญหาในโลก, ปัญหาเกี่ยวกับการสังคมในโลกนี้ เช่นเป็น นายจ้างเป็นนายทุน เพียงแต่พูดจริง และอย่าโกรธเท่านั้น จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้หมด. นี้พระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่ผมว่า. เรื่อง พูดจริงนี้ก็ยาก ที่คนเราจะพูดจริง เพราะตัวเองก็มักจะคดเสมอ. นอกจากนั้นมันยังมีจริงอีกความหมายหนึ่ง คือเป็นคนจริง พูดจริงทำจริง : ตัวเอง ก็ทำจริง และตัวเองก็เป็นคนจริงด้วย ไม่ใช่พูดจริงอย่างเดียว ; มันก็เป็นทำจริง และเป็นคนจริง, จริงให้เป็นหลักเป็นประธาน เป็นอะไรไว้อยู่ด้วยเสมอ. ขอให้เป็นคนจริง คือคนตรงหรือคนจริง นี้เป็นหลักอันใหญ่ ที่ ๑, หลักที่ ๒ คืออย่าโกรธเป็นอันขาด; เพราะถ้าโกรธแล้วก็จะรักษา ความจริง ความอะไรไว้ไม่ได้. คำว่า โกรธเขา ก็ต้อง มีความหมายกว้าง : แม้ไม่ใช่ถึงขนาดไปด่าเขา เพียงแต่หม่นหมอง เพียงแต่มีจิตกระเพื่อม มี move อะไรอย่างหนึ่งละก็ไม่ได้แล้ว, เรียกว่าโกรธแล้ว ; และความหวั่นไหว ความตื่นเต้นที่เรียกว่า excitement ก็เหมือนกัน สงเคราะห์อยู่ในความโกรธ. เมื่อไม่โกรธก็ไม่มี excite ไม่มี move แม้แต่ประการใด ; นี่เรียกว่า ไม่โกรธ คือไม่หวั่นไหว. พูดจริงแล้วก็ไม่โกรธ อยู่เป็น personality เป็นของที่มี อยู่ที่เนื้อที่ตัว, แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวประจำอยู่ตลอดเวลา จนใครๆ เห็นก็รู้ ยอมรับว่า หมอนี่พูดจริงและไม่โกรธ ; แล้วคุณก็ชนะลูกน้อง, ชนะคนใต้บังคับบัญชา, ชนะ อะไรได้อย่างปาฏิหาริย์. เพราะว่า การพูดจริงและไม่โกรธ มันมีความหมายถึง ทำงานด้วยจิตว่าง มีสติปัญญาของความว่างอยู่ที่ ไม่ โกรธ, จะไม่มีอาการผี

น.285 ทะเลาะกับผีต่อไป, จะมีอาการของมนุษย์ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม แล้วก็กำจัดผี ปราบผี ฆ่าผีด้วยธรรมะ อันนี้ : ไม่ใช่ไปมัวทะเลาะกับผี. มีคนเป็นอันมากมาที่นี่ ในชั้นที่เป็นหัวหน้างานเป็นอะไร มาร้องทุกข์มา พร่ำบ่น ปรับทุกข์เรื่องเข้าใจกันไม่ได้ อย่างนี้ ผมสังเกตและเห็นว่า อ้าว, มันเบนผี ไปทะเลาะกับผีด้วยกัน แล้วมันจะไม่เพิ่มปัญหาอย่างไร ; นี่ ก็คือคนขาดธรรมะ. คนไม่มีธรรมะ คนไม่สนใจธรรมะ ; เดือดร้อนขึ้นมาจึงจะมาที่วัด แล้วใครจะช่วยได้, ไม่เคยสนใจธรรม ไม่ประสีประสาทางธรรมะ จะมาพูดกันชั่วโมงเดียวให้รู้เรื่อง ; ก็ทำไม่ได้. บางคนว่ามีเวลาครึ่งชั่วโมง ; นี่คนบ้า ที่ไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักศาสนา จะให้ผมพูด ๑๕ นาที ๒-๓ คำ ให้เขาแก้ปัญหาทั้งหมดเหล่านั้นได้, แล้วเขาจะกลับ ไปขึ้นรถไฟ ; เขาว่าอย่างนี้. นี่คือคนบ้าที่สุด ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนา : เราพูดกัน เป็นวัน ๆ เดือน ๆ ก็ยังไม่ค่อยจะรู้, รู้แล้วก็ยังทำไม่ได้. การแก้ปัญหาใดๆ ขอให้ให้ความสำคัญแก่พระธรรมให้เพียงพอ. ถ้าผมพูดตรง ๆ ก็จะพูดว่า : พวกพระ พวกเณรนี้ก็ยังให้ความสำคัญแก่ พระธรรมไม่เพียงพอ คือแก่คุณค่าของพระธรรม ; มันจึงมีปัญหาเหลืออยู่. ไม่ต้อง พูดถึงคนชนิดนั้น ที่วุ่นเห็นแต่แก่สิ่งอื่น เห็นแก่ปากแก่ท้อง ยิ่งกว่าเห็นแก่ความสำคัญ ของพระธรรม. เพราะไปเห็นแก่ปากแก่ท้องเสียแล้ว ก็ย่อมมีความไม่เห็นแก่พระธรรม นั่นเอง. พระธรรมไม่ต้องการให้เห็นแก่ปากแก่ท้อง ; เมื่อไปเห็นแก่ปากแก่ท้อง ก็คือ ไม่เห็นแก่พระธรรม, ไปเห็นแก่เล่นแก่หัว แก่การยกหูชูหางของตัวกู - ของกู : นี้ยิ่งไม่เห็นแก่พระธรรม หมดเลย. ระวังในเรื่องยกหูชูหางแห่งตัวกู - ของกู แล้ว ไปลุ่มหลงเรื่องกิน เรื่องถาม เรื่องเกียรติอยู่เป็นประจำ จะไปแก้ปัญหา อะไรได้ : เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะทำให้พูดไม่จริง และโกรธจัดทั้งนั้น.

น.286 เรื่อง กิน เรื่อง กาม เรื่อง เกียรติ ที่บูชากันนักก็ขอให้ระวังให้ดี มัน เป็น ตัวการที่ทำให้พูดไม่จริง, และ ไม่เป็นคนจริง และ ไม่เป็นคนตรง แล้วเป็นคน โกรธตะพืด, เพราะความเห็นแก่ตัว. ถ้าเราจะซื่อตรงต่อคำสอนของพระพุทธองค์ ว่า : สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย ต้องระวังข้อนี้. จะเป็นคนพูดจริง และไม่โกรธ อยู่เสมอได้อย่างไร ? ที่บ้านก็เป็นอย่างนั้น, ครอบครัวก็เป็นอย่างนั้น, ที่ออฟฟิศ ทำการงานก็เป็นอย่างนั้น, ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็นอย่างนั้น, จะไปที่ไหนก็เป็น อย่างนั้น. สังคมกับคนทุกคนก็เป็นอย่างนั้น. อย่างไรก็ดีคุณจะใช้หลักนั้นได้สำเร็จ ๑๐๐% คือที่ว่า : ถ้าเขาอยู่ในฐานะสูงกว่า ก็บูชาเคารพเชื่อฟัง, ถ้าเสมอ กันก็รักใคร่กลมเกลียวกัน, ถ้าอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าก็เมตตาสงสาร ; ที่จะทำได้ สำเร็จด้วยอุบายอย่างนี้ ลองคิดดู ถ้าเราพูดจริง แล้วไม่โกรธอยู่เสมอ, ผลอะไรมันจะเกิดขึ้น ? มันก็มีแต่ความร่วมมือ, และการให้ความสนับสนุน. ผู้ที่สูงกว่าเรา เหนือกว่าเรา เขาก็พยายามจะลากดึงเราขึ้นไปสู่ที่สูง, พวกที่เสมอกันกับเรา ก็จะแวดล้อมเราไว้ให้ ปลอดภัย, พวกที่ต่ำกว่าเราที่เราเมตตาสงสารเขา, เขาก็พร้อมที่จะคุนเราขึ้นไป ให้สูง ช่วยดันเราขึ้นมาจากข้างล่าง. พวกที่อยู่สูงกว่าก็ดึงเราขึ้นไป พวกที่เสมอกันก็ ประคับประคองส่งขึ้นไป มันก็มีแต่ความร่วมมือ ไม่มีอุปสรรคศัตรู เหมือนอย่างที่ว่า. เพราะฉะนั้น การประกอบการงานในชีวิตประจำวัน ก็เป็นการเล่นหัวที่สนุก การงานที่หนักอึ้ง มันก็ไม่มีความหมายว่าเป็นเรื่องที่หนักอึ้ง ; มันเป็นการพร้อมใจ กันทำอะไรสนุก สรวลเสเฮฮาไปได้อย่างคนสมัยโบราณอีกเหมือนกัน. กระทั่งการงานนี้ ถูกทำลายให้หมดความหมายว่าเป็นการงานหรือภาระหนักไป, ทลายการงานลงเป็นงาน ฝีมือสนุก ๆ ช่วยกันทำสนุก ๆ ในระหว่างสังคมนั้น. ลูกจ้างกับนายจ้างก็ดี ผู้บังคับบัญชา กับผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดี แม้ในครอบครัว ล้วน ๆ ก็ต้องสามารถเปลี่ยนความยุ่งยาก ให้กลายเป็นความง่ายดาย, ทำของหนัก

น.287 ภาระหนักให้กลายเป็นของเบาไปได้, ทำสิ่งทรมานทุกข์ทนให้กลายเป็นของเล่นหัว ไปเสีย ; ทำอย่างนี้จะไม่เสียเปรียบนกตัวเล็กๆ ที่มากินลูกหมากเม่าทุกวัน ๆ. นกมัน บินมาก็ดูมันสนุก. ผมดูเห็นมันสนุกด้วยการบินมาหลาย ๆ ตัว ในเมื่อกินอยู่ก็เห็นมัน สนุก กินลูกไม้อยู่มันก็สนุก. เอากล้องส่องดู เห็นมันเหมือนกับสนุก ; ตกลง มันก็ไม่มีเวลาที่จะเป็นทุกข์. การงานของมันก็มีเท่านั้นไม่เป็นการงานเลย, เป็นความ สนุกสบาย ไม่มีเจ็บมีไข้ที่จะต้องเป็นทุกข์, ความตายก็ไม่มีความหมาย. นี่มันเป็น จิตว่างตามธรรมชาติ ไม่ใช่จิตว่างของการอบรมปฏิบัติธรรมะอะไร ; ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่า จิตที่ว่างจากตัวกู - ของกูแล้วมันสบายทั้งนั้น. การที่เราจะเอาอย่างนกบ้างมันก็น่าจะได้ ไม่เสียเกียรติเสียอะไร ; เพราะ เรายังตกนรกทั้งเป็นอยู่โดยมาก. ถ้าไม่อยากเอาอย่างก็เพียงแต่เอาเยี่ยง เหมือนที่เขา พูดว่า " เอาเยี่ยงกาแต่อย่าเอาอย่างกา". ส่วนที่ฉลาดของกา เราเอาเยี่ยง, ส่วนที่ คดโกงของมันอย่าเอาอย่าง. จากธรรมชาติต่าง ๆ เราดูได้ในลักษณะอย่างนี้, คือเรา ใช้ความฉลาดในทางที่ถูกต้อง ก็แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ไม่มีอาการที่เป็นผี ; แต่ เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูงสะอาด สว่าง สงบได้ ไม่แพ้นกหนูมดแมลง อะไรเหล่านี้ ที่มัน มีความว่าง ความสะอาด สว่าง สงบชนิดตามธรรมชาติ ที่ "ตัวกู - ของกู" มันยังไม่เจริญ. มนุษย์นี้ "ตัวกู - ของกู" มันเจริญ เกิดปัญหาแปลกออกไป วิเศษออกไป ; เราก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องแก้ปัญหา ให้กลับไปสู่ภาวะที่สะอาด สว่าง สงบ ตามธรรมชาติ. แต่แล้วคนก็ไม่มีความสงบสุขมากกว่าสัตว์ มนุษย์มีสมรรถภาพในการทำอะไร ๆ ได้มาก กว่านกหนูเหล่านั้น ; แต่ถ้ามาพูดถึงความสงบสุข ไม่มีทางที่จะเอาชนะสัตว์เหล่านี้ได้ ; เพราะมนุษย์ได้รับบาป, ถูกสาปให้มีปัญหามาก ให้มีความทุกข์มาก. อย่างคัมภีร์คริสเตียนเขาเขียนไว้อย่างนี้ : เขาไปกินอะไรเข้า ที่ทำให้มี สติปัญญาชนิดอันธพาล ที่ไปเริ่มรู้จักแบ่งแยกเป็นดีและชั่ว เป็นสุขและทุกข์ เกลียด

น.288 ข้างหนึ่ง รักข้างหนึ่ง มีความยึดมั่นถือมั่น ทำให้เกิดมีหญิง มีชาย มีดีมีชั่ว มีสุข มีทุกข์ เพราะแอบกินผลไม้ต้นนั้นเข้าไป จึงเกิดปัญญาอย่างนี้, และปัญญาอย่างนี้ มันไม่ใช่ปัญญา มันเป็นความโง่, คือไปรู้จักชั่วรู้จักดีสำหรับถือมั่นนั้นเป็นความโง่. แต่ถ้ารู้จักดี รู้จักชั่วสำหรับจะไม่ยึดมั่นถือมั่นเลยทั้งสองอย่าง นั้นคือปัญญา. ปัญญาใน พุทธศาสนาเป็นปัญญาอย่างนี้. ทีนี้ ผลไม้อีกต้นหนึ่งที่ทำให้รู้จักความดีความชั่วนั้น ว่าใช้ไม่ได้, ยึดถือ ไม่ได้, นี้พระเจ้าไม่ให้กิน. มนุษย์ไม่ได้กิน หวงห้ามเสียสำเร็จ ; มีในตามคัมภีร์ ไบเบิล ๒-๓ หน้าแรกเลย ที่เห็นมีอยู่อย่างนี้. นี่แปลว่ามนุษย์ถูกสาปในลักษณะอย่างนี้ มันจึงมาเผชิญปัญหาใหญ่ว่า ยิ่งวิ่ง ยิ่งไกล, ยิ่งออกกำลังยิ่งลึก จมลึกลงไป, ยิ่งมี สติปัญญายิ่งจมลึกลงไป. สติปัญญาอย่างมนุษย์ชนิดนี้ยิ่งมีเท่าไร ยิ่งจมลึกลงไปใน กองทุกข์เท่านั้น เป็นสติปัญญาขุดหลุมฝั่งตัวเอง. ฉะนั้นอย่ามีสติปัญญาเพื่อตัวกู - ของกู แต่ให้มีสติปัญญาเพื่อถอนหรือ ทำลายเสียซึ่งตัวกู - ของกู โดยวิธีง่าย ๆ คืออย่าเป็นผี เป็นอะไรบบกัดฟัดเหวี่ยง กันอยู่เป็นประจำ, แล้วก็แก้ได้ง่ายด้วยคำพูด ๒ คำ "พูดจริงและไม่ โกรธ", และก็ปฏิบัติให้ได้ อย่าให้ทันหัวหงอก ก็จะเป็นการดี. นี่โดยหลักใหญ่ๆเป็นอย่างนี้ เอาไปคิดดูโดยหลักการเสียก่อน ; นี้พูดอย่างภาษาการเมือง. เมื่อคุณ "รับหลักการ" คุณก็ไปปฏิบัติ ไปแก้ไข ไปทำอะไรให้มันได้ตามหลักการนั้น ๆ จึงจะเป็นผู้พูดจริงและ ไม่โกรธ, และก็ไม่ต้องมีปัญญาอะไรอีก ; ปัญญาอื่น ๆ มันเหลืออยู่แล้ว ปัญญาเฉโก ปัญญาอาชีพ ปัญญาหน้าที่ฝีไม้ลายมือมันเหลืออยู่แล้ว. หาก ปัญญาที่จะควบคุมตัวกูของกูยังไม่พอ มันมีน้อยเกินไป ก็ต้อง ใช้วิธีที่ว่าจะให้ธรรมชาติช่วย , เอาสติปัญญาของธรรมชาติของความว่างตามธรรมชาติ

น.289 มาช่วย โดยวิธีล่อดักเอามา ด้วยการ พูดจริงและไม่โกรธอยู่เป็นประจำๆ ; นี่จะเป็น เหมือนกับอะไรอันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยั่วหรือ ล่อปัญญา ให้วิ่งเข้ามาหา เหมือนกับเรามีอะไร ที่ใช้ล่อสัตว์ให้มันวิ่งเข้ามาหาเองโดยไม่ต้องลำบาก, ก็ได้มากมาย. เราต้องการปัญญาของธรรมชาติ อันลึกซึ้ง คือว่างจากตัวกูนี้ ก็ต้อง เป็นอยู่ด้วยการพูดจริงและไม่ โกรธอย่างเดียว ไม่หวั่นไหว, พูดจริงและเป็นผู้ไม่ หวั่นไหว. รายละเอียดปลีกย่อย คุณอาจจะคิดเอาเองก็ได้. ไปแก้ปัญหาในบ้าน ในเรือนในครอบครัว ที่ออฟฟิศ ทำงานอาชีพหรือราชการอะไรทุกๆ อย่าง ทุกแห่ง ให้มันอยู่ในสภาพอย่างนี้ ; หรือเรียกว่าเราแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในเมื่อต้องการจะทำงาน ด้วยจิตว่าง เพื่อรักษาหลักเกณฑ์ที่ว่าทำงานด้วยจิตว่างไว้ให้ได้ แล้วก็เจริญก้าวหน้า ต่อไป. นี่เวลาก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต