น.290 วันนี้จะได้กล่าว หัวข้อว่า "การยกผลงานให้แก่ความว่าง". ในวันที่แล้ว มาได้กล่าวถึงการทำงานด้วยจิตว่าง, ในวันนี้จะว่าด้วย " การยกผลงานที่ทำนั้นให้แก่ความว่าง" เป็นการกล่าว ต่อกันไป ตามหัวข้อที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า "ทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง ทุก อย่างสิ้น กินอาหารของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัว แต่หัวที่". การที่สรุปไว้เป็นคำกลอนอย่างนี้ เพื่อช่วยความจำ ให้ความสะดวกในการที่ จะคิด จะพิจารณา รวมทั้งจะปฏิบัติ คือเป็นสติเป็นเองอยู่เสมอ. สำหรับคำกลอนนั้น มันก็ต้องมีข้อยกเว้นบางอย่าง หรือให้อภัยกันบางอย่าง ในการที่ว่าคำกลอนมันก็ต้องไป ตามระเบียบของกลอน ; ถ้ามันมีอะไรที่ต้องทำความเข้าใจให้สมบูรณ์ มันก็ต้องทำ. ๒๖๑
น.291 และยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือว่าคำพูดนี้ต้องการพูดไว้เป็นกลาง ๆ. ส่วนการปฏิบัติของผู้ ปฏิบัตินั้น มันก็มีได้หลายแง่หลายมุม คือผู้ที่ยังมีกิเลส ก็ต้องพยายามปฏิบัติ ; นี้มัน ก็อย่างหนึ่ง. คำสอนนี้มันก็ต้องมีเหมือนกับว่า มีคำบางคำประกอบอยู่ด้วยการขอร้อง ด้วยการบังคับ ; เช่นคำว่า "จงยกผลงานให้กับความว่าง" นี่สำหรับผู้ที่ยัง ปฏิบัติอยู่ ก็สอนให้ปฏิบัติอยู่ด้วยการขอร้อง หรือการบังคับ ; แต่ถ้าเป็นผู้ที่ปฏิบัติเสร็จ แล้ว หรือไม่มีกิเลส มันก็เป็นการ "ยกผลงานให้แก่ความว่าง" อยู่ในตัว โดยไม่ ต้องขอร้อง หรือไม่ต้องบังคับอะไรกัน, มันเป็นอยู่แล้วในตัว แล้วยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือถ้าผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำงานด้วยจิตว่างได้จริง ๆ; มันก็เป็นการยกผลงานให้ความว่างอยู่ แล้วในตัวเหมือนกัน ; เพราะมันทำด้วยความว่าง ไม่ใช่ตัวกูทำ ; ผลงานมันก็ไม่ เป็นของกู อยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ. หลังจากนี้ ถ้าจิตมันไม่ว่างไปตลอด มันก็วกไป เสีย ; ผลงานนั้นมาเป็นของกูเสียอีกก็ได้ ; ฉะนั้นจึงต้องมีการสำรวมระวังต่อไปอีก. การที่จะไม่ไปรับเอาผลงานนั้น ที่ยกให้แก่ความว่างแล้ว กลับคืนมาเป็นของตัวกูอีก นี่มันมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ต่าง ๆ กัน ในคำพูดเหล่านั้น โดยเฉพาะที่เป็นคำกลอน ทีนี้ เราจะได้พูดกันถึงคนที่ยังต้องปฏิบัติ ที่ยังไม่หมดความ ยึดมั่นถือมั่น. ผู้ที่ยังต้องปฏิบัติเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ยังกำลังเผชิญปัญหาต่าง ๆ อยู่เป็นประจำนี้ ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ; ฉะนั้น ในการที่จะมีจิตว่างและทำงาน ด้วยจิตว่าง, หรือการทำงานด้วยจิตว่าง ก็เพื่อจะไม่เป็นทุกข์, การงานจะไม่เป็น ทุกข์ การงานกลายเป็นของสนุก ; เขาก็ต้องระวังต่อไป ที่จะไม่ย้อนเอาผลของงาน มาเป็นของตัว ให้มันคงสนุกต่อไป เป็นสุขต่อไปอีก. วิธีที่จะทำงานด้วยจิตว่าง มีอยู่อย่างไร ? มันก็ต้องเอาวิธีนั้นมาใช้กันโดย เฉพาะ ที่จะ ไม่ให้ยึดเอาผลงานมาเป็นของตัว, ให้มันสมกับทำงานด้วยจิตว่าง.
น.292 ทำงานด้วยจิตที่เป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ไม่เจืออยู่ด้วยตัวกู - ของกู ; ผลได้มาก็ต้องยกให้ ธรรมชาติทั้งนั้น, คือให้เลย ไม่ใช่เพียงแต่ฝากไว้. แล้วทำอย่างไรมันจึงจะมีส่วนใช้สอย ผลงานนั้นเลี้ยงชีวิต ? ถ้าพูดอย่างตัวกู - ของกู, มีตัวกู - ของกู มันก็มีปัญหาอย่างนั้น ; แต่ ถ้าโดยจิตใจ ที่ ไม่มีตัวกู - ของกู มันก็ไม่มีปัญหาอย่างนั้น, คือ จะไม่มีผู้กินผู้ใช้ ต่อไปด้วย. มันเป็นเรื่องของธรรมชาติทำ, มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น แล้วก็มีอะไรที่จะ ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ซึ่งเป็นไปได้ตามธรรมชาตินั้น โดยที่ไม่เกิด ตัวกู - ของกู ในความรู้สึกคิดนึกนั้นขึ้นมา. แต่เดี๋ยวนี้เนื่องจากว่า จิตนี่มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ หรือกลับกลอกได้ แล้วแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่ง ; และยังอยู่ใต้อำนาจของเหตุ และปัจจัยที่มาปรุงแต่ง มันก็ ต้องระวังกันอยู่เรื่อย. อันนี้ก็เลยต้องมีบทเรียนต่อ ๆ ไป เพื่อกำกับกันไว้รอบด้าน หรือตลอดเวลา เพื่อไม่ให้มันล้มเหลว หรือเป็นผลร้ายขึ้นมาในภายหลัง. สำหรับ คำว่า "ยกผลงานให้ความว่าง" มันก็ยังเหลือแต่ที่ ระวังอย่าให้ย้อนกลับไป มีตัวกู - ของกู แย่งผลงานนั้นจากธรรมชาติมาเป็นของกู. ทีนี้คำว่า "ผลงาน" มันไม่ใช่ผลเฉพาะเดี๋ยวนั้น มัน หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่ต่อไปด้วย เช่นทรัพย์สมบัติ หรืออะไรที่เขาถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติของ บุคคลนั้น. ภาษาธรรมะนี้ บุตร ภรรยา สามี ก็ถือเป็นทรัพย์สมบัติ ; มันก็ไม่มี อะไรที่จะไม่เรียกว่าทรัพย์สมบัติ ในบรรดาสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับบุคคลผู้นั้น. คำว่า "ยกผลงานให้กับความว่าง" มันก็กินความมาถึงการที่จะไม่ถือว่าทรัพย์สมบัติใด ๆ เป็น ของเรา, เรามีอยู่, มีทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอยู่ ; ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานทั้งสิ้นนั้น ต้องถือว่ายกให้แก่ความว่างเสีย, มันจึงจะเป็นการยกผลงานให้ความว่างโดยสมบูรณ์ ; นี้มันแยกออกไปนิดเดียว คือส่วนที่เป็นผลเกิดขึ้น. ที่จริงชีวิตแท้ ๆ มันไม่ใช่ตัวกูไม่ใช่ของกู และมันก็ไม่ใช่ชีวิตของกู.
น.293 ถ้าชีวิตมันไม่ใช่ของกู อื่น ๆ มันก็ต้องพลอยสลายไปโดยอัตโนมัติ, โดยหลัก ที่ว่า เมื่อตัวกูไม่มีแล้ว ของภูมันจะมีมาแต่ไหน. เมื่อตัวเราไม่มีแล้ว บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติอะไรของเราจะมีมาแต่ไหน. - ถ้ามองเห็นความจริงข้อนี้อยู่มันก็ง่าย ในการที่จะยกผลงานทั้งหมดให้ความว่าง, หรือว่ามันเป็นการยกให้แล้ว อยู่ในตัวแล้ว โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปยกอะไรอีก. อย่างนี้หมายถึง ปุถุชน ที่ขี้ลืม ขี้สะเพร่าที่ มัก ปล่อยไปตามอารมณ์ ตามเหตุตามปัจจัย ; คอยแต่จะปรุงแต่งกลับมาเป็น ตัวกู - ของกูใหม่ ย้อนหลังไปยึดครองเอานั้นเอานี่ : การกระทำก็ดี ผลของการ กระทำก็ดี ; เรียกว่ามันลืมไป. ที่เรียกว่ามีสติอันหลงลืม คือมันสูญเสียสติ ; ถ้าไม่มีสติมันก็เรียกว่ามีสติ อันหลงลืมเสียแล้ว ; เพราะฉะนั้น ความสำคัญของการปฏิบัตินี้มันก็อยู่ที่ไม่ลืมสติ ไม่เผลอสติ. สำหรับผู้ยังต้องปฏิบัติอยู่ก็คือไม่เผลอสติ, สำหรับผู้ปฏิบัติเสร็จแล้ว มันมีสติสมบูรณ์ตลอดเวลา ปัญหามันก็ไม่มีที่จะเผลอสติ. ที่นี้สำหรับคำอธิบายข้อนี้ น่าจะนึกถึงคำพูดของฝ่ายคริสเตียน ที่มีคนสรุป คำสอนของพระเยซูทั้งหมดไว้ให้ชาวบ้านปฏิบัติได้โดยง่าย ๆ. กรณีอย่างนี้ศาสนาไหน ก็เหมือนกัน ; แม้แต่ศาสนาพุทธก็มีชาวบ้านบางพวกที่ล้าหลัง บางพวกที่มีการศึกษา น้อย แต่มีสติปัญญาโดยธรรมชาติเฉียบแหลม ; เพราะฉะนั้นการสอนคนจึงต่าง ๆ กัน หรือจะสรุปอะไรให้ ก็สรุปให้ต่าง ๆ กัน : - ในพุทธศาสนานี้มีเรื่องที่เกี่ยวกับ มหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่สำคัญ, เป็นสูตรกล่าวด้วยเรื่องสติ, การกำหนดสติ, สูตรใหญ่ มีคำอธิบายเขียนไว้ใน อรรถกถาว่าเป็นบทที่ตรัสเฉพาะชาวบ้านตำบลกุรุ คือในแคว้นกุรุ ; เพราะว่าเขาเป็นคน พวกฉลาดเป็นพิเศษ. ชาวบ้านกลุ่มนั้นสนใจธรรมะเป็นพิเศษอยู่เป็นพื้นฐาน จึงได้
น.294 ตรัสสูตรพิเศษ ชื่อว่า มหาสติปัฏฐานสูตร อย่างนี้เป็นต้น. เรียกว่ามันมีอะไรที่จัดขึ้น โดยเฉพาะ เป็นการให้เหมาะแก่ฝาแก่ตัว หรือถูกฝาถูกตัว. ในคำสอนของพระเยซู มีผู้สรุปให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง คือชาวบ้านโกรินเธียน เผอิญมาตรงกับเรื่องที่เรากำลังพูด คือ ยกอะไร ๆ ให้ความว่าง, หรือถ้าเรียกโดย ภาษาคน เป็นบุคคลาธิษฐานก็ว่า "พระเจ้า" และเขาก็ไม่ได้พูดถึงพระเจ้า หรือว่าพูด ถึงความว่าง โดยตรงด้วยคำพูดนั้น ๆ ; แต่ความหมายมันก็เป็นอย่างนั้น. ควรยกมา คือที่เขาพูดว่า : "มีภรรยาก็จงเป็นเหมือนกับไม่มีภรรยา มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือน กับไม่มีทรัพย์สมบัติ มีความสุขก็จงเป็นเหมือนกับไม่มีความสุข มีความทุกข์ก็จง เป็นเหมือนกับไม่มีความทุกข์ ซื้อของที่ตลาด ก็อย่าได้เอาอะไรมา" นี่จัดเป็น คำพูดที่สละสลวย มีความหมายมากเต็มที่ถึงที่สุด ที่จะใช้กับเรื่องที่เรากำลังจะพูดว่า "ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น". ผลของการงานของชาวบ้านชาวโลกตามธรรมดามันก็คือ ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี หรือลูกหลาน การงาน ความสุข ความทุกข์. ทรัพย์สมบัติทางวิญญาณ คือความสุขหรือความทุกข์ ; ทรัพย์สมบัติทางวัตถุคือที่ดิน เงินทอง เรือกสวนไร่นา, บุตร ภรรยา สามี เป็นทรัพย์สินทางฝ่ายวัตถุ. เขาสรุปเป็นทรัพย์ทางฝ่ายวิญญาณคือ ความสุข ความทุกข์ แล้วแต่ว่าตนได้ประกอบการงานอะไรขึ้นมา ; ก็เลยปฏิเสธหมด ทั้งทรัพย์อย่างวัตถุ และทรัพย์อย่างจิตใจ ; ความรู้สึกของจิตใจ ว่ามีก็เท่ากับไม่มี : มันก็คือว่าง คือไม่มี. ที่เราพูดเป็นสำนวนว่า "ยกผลงานให้ความว่าง" . ถ้าสำนวนศาสนาที่ถือพระเจ้า มีพระเจ้า เช่นศาสนาคริสเตียนนี้เขาก็มุ่งหมาย ว่ามันเป็นของพระเจ้าอยู่โดยธรรมชาติ อยู่โดยกำเนิด ตลอดเวลามันเป็นของพระเจ้า, ไม่ใช่ของเรา. อย่าได้กล้าคิดว่าทรัพย์สมบัติของเรา บุตร ภรรยาของเรา; อะไร ๆ ของเรา. ความสุข ความทุกข์ของเรา มันเป็นของพระเจ้า มันอยู่ในอำนาจของพระเจ้า
น.295 เป็นวิสัยของพระเจ้า เป็นความประสงค์ของพระเจ้า ; นี่ก็แปลว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา. นี่พูดอย่างภาษาคน ชนิดปุคคลาธิษฐาน เป็นของพระเจ้าไป. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม เป็นธรรมาธิษฐาน ก็ว่ามันเป็นของธรรมชาติ ไม่มีส่วนที่จะเป็นของเรา เพราะว่าแม้ที่ เรียกว่าตัวเรา มันก็ไม่ใช่ของเรา ; มันเป็นธรรมชาติหรือว่าเป็นของพระเจ้า. นี่ต้อง สลัดออกไปให้เกลี้ยงเกลา ถึงขนาดนี้, สลัดออกไปให้สิ้นเชิงถึงขนาดนี้จึงจะเรียกว่า ยกอะไร ๆ ให้ความว่างไปจนหมดสิ้น. โดยหลักในทางจิตใจที่มันเกี่ยวข้องกัน นี่ก็คือการที่จะต้องป้องกันล่วงหน้า, ป้องกันในปัจจุบันให้สมบูรณ์ ; หรือจะย้อนไปถึงอดีตด้วยก็ได้ คือ ให้มันปราศจาก ตัวกู - ของกูอยู่ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต. ที่ว่าป้องกันได้ทั้ง ๓ ระยะเวลา ก็โดย ทำให้มันเกี่ยวเนื่องกัน : ให้มีความรู้ว่าผลงานที่จะเกิดขึ้นมันเป็นของเราไม่ได้ ; ให้รู้อยู่อย่างนี้. การทำงานนั้นทำไปโดยที่ไม่เพื่อเห็นแก่เรา ; นี่มันจะช่วยให้การทำงาน ทำด้วยจิตว่างง่ายขึ้นเหมือนกัน ถ้ารู้ว่างานนี้มันจะเอาผลเป็นของเราไม่ได้. นั่นก็คือ อุบาย, เรียกว่าอุบาย ที่จะทำจิตให้มันบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความเห็นแก่ตัว. ไม่ได้ทำงานเพื่อตัว ; ทำงานเพื่องาน, ทำงานเพื่อธรรมะ, มันเลยง่ายขึ้น ; มัน ประคับประคองทั้งข้างหน้าข้างหลัง ตรงกลาง ; ที่ทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า มีสติสมบูรณ์ มาก. ลองคำนวณดู ถ้าสติมันติดต่อกันทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างนี้ มันก็ เป็นเครื่องสกัดกั้นที่ดีที่สุด ที่จะไม่ให้เกิดเป็นตัวกู - ของกูออกมา. ในภาษาธรรมะชั้นลึกชั้นสูง เราเรียกสตินี้ว่าเป็นเครื่องกั้น แห่งกระแส. กระแสนี้คือกระแสของจิตที่ไหลเรื่อยเปื่อยเหมือนน้ำไหล ; ถ้าไม่กันก็ไป ในทางตัวตนทั้งนั้นเลย มันจึงต้องกั้นไม่ให้มันเกิดกระแสชนิดนั้น. เมื่อเรา "มีสติ
น.296 ระลึกถูกต้อง" อยู่อย่างนี้ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน และทั้งเพื่ออนาคต ; มันเป็นการกั้นที่ดี ที่จะไม่เกิดความคิดปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูตลอดเวลา. นั่นคือความสบายที่สุด, เป็น สุขที่สุด มันปลอดภัยทุกอย่างทุกประการ ทีนี้ย้อนมา มองดูตัวเรา มันล็อกเล็กๆ อย่างไร, มันเหลวไหลอย่างไร, มันโลเลอย่างไร, อย่างที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง ; ไม่มีสติสมบูรณ์ได้เสมอต้น เสมอปลาย, มีสติว็อบแว็บ ๆ ไม่ติดต่อกัน คือปล่อยไปตามอารมณ์ ; เพราะว่า มันหัวเราะเรื่อย มันอวดดีเรื่อย ประมาทเรื่อย ทะนงตัวเรื่อย ความคิดที่มันจะ ยกหัวชูหางมันมีเสียเรื่อยไป. เพราะฉะนั้นมันก็เลยสับสน มีสติไม่ติดต่อกัน : มีสติแล้วก็ไม่มีสติ, มีสตินิดหนึ่งแล้วก็ไม่มีสติ, ใช้อะไรไม่ได้. นี่ปัญหามันอยู่ที่นี่, ปัญหาประจำวันของผู้ปฏิบัติมันอยู่ที่นี่. คำว่า "ผู้ปฏิบัติ" นี้ ไม่ใช่พวกปฏิบัติที่อยู่ในป่าอย่างเดียว. คนที่อยู่ที่บ้านที่เรือนที่การที่งาน อยู่กับหน้าที่ภาระรับผิดชอบอะไร ก็ตาม ก็เรียกผู้ปฏิบัติทั้งนั้น คือปฏิบัติธรรม. พอไม่ปฏิบัติธรรม หรือปราศจาก ธรรม มันก็ฉิบหายหมด : คือเป็นนรก เป็นอบายขึ้นมาทันที, มีความทุกข์ร้อน เป็นไฟในใจขึ้นมาทันที ; แล้วการงานมันก็จะล้มเหลว, มันก็จะต้องมีความทุกข์ มากขึ้นไปอีก ; เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มัน ต้องการอุบายวิธีที่ดี. ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็พังเสีย หรือรู้เสียว่า ภาษาบาลี เขาใช้คำว่า "อุบาย" การกระทำอย่างนี้เขาใช้คำว่า "อุบาย". ในภาษาไทยเรา "อุบาย" มองไปแง่ที่ไม่ค่อย ชื่อ หรือเล่นไม่ซื่อ, เป็นลูกไม้ เป็นของไม่บริสุทธิ์ ที่ใช้หลอกลวงกันมากกว่า. แต่ ในภาษาบาลีเขา ใช้คำ ๆ นี้ ในการปฏิบัติเพื่อจะหลอกลวงฆ่าเสียซึ่งกิเลส, ใช้มา แต่เดิม. กิเลสเป็นผีเหมือนได้พูดมาแล้วว่า กิเลสนั้นคือผี, อวิชชานั้นคือผี, ลูกน้อง
น.297 มันก็คือบริวารของผี ; ทีนี้มัน ต้องมี "อุบาย" หลอกฆ่าผี เหล่านี้ให้ได้ เหมาะ แล้วที่จะใช้คำว่า "อุบาย" เพราะมันเป็นผี. การทำงานด้วยจิตว่าง หรือการยกผลงานให้ความว่าง นี้ เป็นอุบาย ที่ผมอยากจะเรียกว่ายอดจุดสุดยอดของอุบาย, คือ อุบายชั้นดีเลิศ, ไม่มีอุบายอันไหน ที่จะดีเลิศเหมือนอุบายอันนี้ สำหรับมนุษย์ที่จะใช้เล่นงานกิเลส ต่อสู้กิเลส หรือ หลอกฆ่ากิเลสเสียให้มันตายไป โดยวิธีง่ายๆ ถ้าเป็นอยู่ด้วยจิตว่างเสมอไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยกิเลสไม่อาจจะเกิด. นี่อย่างหนึ่ง คือว่าเชื้อหรือความเคยชินของกิเลส ไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงนี้อย่างหนึ่ง. เขาเรียกว่ากิเลสไม่ได้กินอาหาร มันก็ร่อยหรอไป, ความเคยชินมันก็ร่อยหรอไป ; เพราะกิเลสชั้นละเอียดที่มันจะเป็นเชื้อมันร่อยหรอไป ๆ ไม่เท่าไรมันก็หมด คือตาย. เราไม่ยอมให้มี โอกาสที่กิเลสจะได้กินอาหาร ; พูดกันโดยเป็นคำพูด สมมติทั้งนั้น. อุปมาอย่างที่เรียกว่าภาพพจน์ ว่าเป็นตัวตนสัตว์บุคคลอะไรขึ้นมา, กระทำแก่กิเลสเหมือนกระทำกับสัตว์ร้าย ไม่ให้มันได้กินอาหารจนมันตายเอง. หลักการ อันนี้ก็พูดแล้วพูดอีก ๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงกำชับไว้, เหมือนอย่างกับว่า ประทับตราไม่ให้มันเลือนไปได้ : อุบายที่จะทำงาน, อุบายที่ จะยกผลงานไป ให้ความว่าง, แล้วต่อไปโดยมีอุบายที่จะกินอาหารจากคลังพัสดุของ ความว่าง. สำหรับวันนี้ เราจะพูดกันแต่ข้อที่ว่า "ยกผลงานให้ความว่าง" โดยแยก ความหมายออกมาเป็นพิเศษส่วนหนึ่ง ซึ่งที่แท้มันก็เป็นส่วนประกอบของการทำงานด้วย จิตว่าง. ถ้าทำงานด้วยจิตว่างได้ มันก็เป็นการยกผลงานให้ความว่างไปด้วย ในตัว ; แต่จะพูดให้มันชัด จึงเอามาพูดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อย้ำน้ำหนักของหัวข้อแรก
น.298 หรือขยายให้มันเห็นชัดออกไปว่า การทำงานด้วยจิตว่างนั้น รวมความถึงการที่ไม่ยอม รับผลงานมาเป็นของเราด้วย, เพราะว่า ผลงานมันเหลืออยู่เป็นทรัพย์สมบัติเกียรติยศ ชื่อเสียง หรืออะไร ๆ ที่เป็นที่ต้องใจ เป็นที่หลงใหล มันต้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้. ถ้าไม่ยกผลงานให้ความว่าง จิตมันก็จะพอกพูนเพิ่มพูนที่มีอะไรเป็น ของตัวกู - ของกูมากขึ้น ขยายออกไป ไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งอยากจะเป็น เจ้าโลก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในปัจจุบันนี้, เพราะมีคนอยากจะเป็นเจ้าโลก, หรือว่าไม่ถึงขนาดที่อยากจะเป็นเจ้าโลก มันก็ต้องการจะทำความปลอดภัยให้แก่ตัวจาก ทุกมุมโลก ที่ดีที่สุด, แล้วระแวง และกลัวภัยจากทุก ๆ มุมโลก มันก็ต้องการจะ กำจัดภัยทุกมุมโลก จึงทำอาการเหมือนกับว่า จะยึดครองโลกนี้ไว้ในอำนาจ จึงจะ ปลอดภัยแก่เราทุกมุมโลก. เพราะฉะนั้นในการที่อยากจะเป็นเจ้าโลกครองโลกทั้งโลกนี้ มันเป็นอันเดียวกัน. อยากจะเป็นเจ้าโลก โลกเป็นของเรานี้ก็อย่างหนึ่ง, อยากจะให้โลกทั้งหมด นั้นมันอยู่ในความควบคุมของเราให้ปลอดภัยแก่เรานี้มันก็อย่างหนึ่ง ; แต่ที่แท้แล้ว มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน. การกระทำที่จะเป็นเจ้าโลก มันใหญ่โตถึงขนาดนั้น มันก็มา จากเรื่องนิด ๆ เล็ก ๆ นิดเดียวมันก็ไม้ขีดก้านเดียว ขีดเป็นไฟขึ้นมาก็เล็กนิดเดียว ; ก็ลอง ให้มันได้เชื้อซิ มันขยายออกไป แล้วมันก็ไหม้โลกทั้งโลกก็ได้. ฉะนั้นอย่าทำเล่น เรื่องตัวกู - ของกู ที่มันลุกเป็นไฟออกมานิดเดียวนี่ มันจะใหญ่เต็มโลกได้เหมือน กัน. นี่เราตัดหมด ตัดหนทางทุกอย่างไม่ให้เชื้อเพลิงนี้ลุกเป็นไฟขึ้นมา ให้หยุด เสียได้ด้วยอุบายวิธีอันฉลาดนี้ โดยการที่มีการปักใจลงไปว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา, ไม่ยึดครองอะไรว่าเป็นของเรา, หรือจะเลือกยึดหลักนี้ไว้ล่วงหน้าก็พอ. การทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง มันประกอบกันอยู่อย่างนี้ ; เราไม่ได้หวังทำ อะไรเพื่อตัวเรา มันก็เป็นการทำงานด้วยจิตว่าง นั่นเอง. เดี๋ยวนี้มันเรื่องตัวกู -
น.299 กูไปเสียหมด มันก็เลยเกิดผลเสียหายร้ายแรง ให้งานนั้นร้อนเป็นไฟก็พร้อม ที่จะทุจริตเสมอ. งานการกุศลก็เป็นงานสกปรกไปหมด ; อย่างที่ว่ามีองค์การกุศล จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมเป็นอะไรก็เพื่อผู้อื่นทั้งนั้น ; แต่แล้วมันก็ปฏิบัติไม่ได้สมบูรณ์ ก็มีการโกงกันในเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการกุศล. นี่เป็นปัญหาที่ทั่วโลกมีการโกงการกุศล คิดดูเถิดว่ามันมากน้อยเท่าไร. อย่าว่าแต่ยกผลงานให้ความว่างเลย ; กลับไปขโมยของความว่าง ไปแย่ง ชิงไปปล้นเอาทรัพย์สมบัติของความว่าง ของสาธารณะของการกุศลสาธารณะมาเป็น ของตัวเสียอีก, เรียกว่ามีจิตใจเป็นอันธพาล ใจดำอำมหิตอย่างยิ่ง ซึ่งก็ มีอยู่ทั่วไป และก็มีมากขึ้น ๆ ตามความเจริญของโลกซึ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัว. จึงพูดว่าให้สังเกต ให้ดี, ให้ระวังจิตใจให้ดี, พิจารณาดูให้ดี ; มนุษย์อย่าไปคว้าโลกพระจันทร์มาเป็น ของกูเข้าไปอีก มันจะไปเอาให้ได้มากไม่มีที่สิ้นสุด. มันก็เป็นเรื่องเพิ่มความโง่ความหลง เพิ่มต้นเหตุของความทุกข์เพิ่มอะไรทำนองนั้น. ต้องพร้อมอยู่เสมอที่จะสลัดออกไป ๆ จากความเป็นของกู ให้มันยิ่งขึ้นทุกที. เมื่อก่อนบวช คุณมีอะไรเป็นของกูมากเท่าไร เดี๋ยวนี้การบวชหรือ เจตนารมณ์ของการบวช ก็ต้องการฝึกจิตให้สลัดสิ่งที่เป็นของกูนั้น ออกไปตามความ หมายของการบวช, ต้องสลัดแม้แต่บิดามารดา. ฟังดูคล้ายกับโหดร้ายทารุณที่สุด แต่เจตนารมณ์เป็นอย่างนั้น : สลัดแม้แต่บิดามารดา, เป็นผู้ไม่มีญาติ, เป็นผู้ไม่มี ทรัพย์สมบัติ, ไม่มีอะไรที่เป็นของตน. นี่ก็ต้องมา ฝึกความไม่มีอะไรเป็นของตน. ถ้าฝึกได้จริง ในระยะที่บวชนี้ ก็คงจะมีผลมากในข้อที่กล่าวออกไปนี้ ; จะมีอะไรเป็น ของตน น้อยลงมากและ จะก้าวหน้าไปในทางที่จะไม่มีอะไรเป็นของตน. นี่ต้องระวังให้ดี; ในระหว่างที่บวชนี่ให้มันมีบทเรียนอันนี้ว่ากำลังทำอยู่ จริง ๆ. อย่าประมาทอย่างเดียว อย่าประมาท อย่าเพ้อเจ้อ อย่าอวดดี
น.300 ตลอดเวลานี้ จะต้องพิจารณา เห็นอยู่ว่า ไม่ได้ทำอะไรเพื่อตน หรือเพื่อของตน : บิดา มารดา บุตร ภรรยา สามี อะไรจะได้หมดไปตามความรู้สึกขณะนี้ ; ให้คงเป็น แต่ของธรรมชาติ ของพระธรรม หรือของพระเจ้าอะไรไปตามนั้น, เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ. นี่เรียกว่า บวชคือไปหมดเว้นหมด จากอะไรที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวกู - ของกู. มันก็มีความหมายอย่างเดียวว่ายกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น. การบวช ก็เป็นการหัดทำบทเรียนนี้ : ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง. นี่ก็ไปแยกแยะดู ไปจารไนดูเป็นอย่าง ๆ ด้วยความไม่ประมาท ว่าแต่ ละอย่าง ๆ เราได้ระมัดระวัง ให้มีสติเต็มที่หรือเปล่า, และก็ระวัง ๆ ให้มากถึงสิ่งที่ เขาเรียกว่า "เกียรติ" ตลอดถึงสิ่งที่เขาเรียกกันว่า "บุญ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมถูกด่า มากที่สุด. สิ่งที่เรียกว่าบุญ หรือ เกียรติก็ตามบุญก็ตาม มันจะมาครอบงำจิตใจ ของผู้ต้องการ เพื่อตัวกู - ของกู. ผมก็เห็นอยู่ว่าพวกเราทุกคนนี้ไม่ได้ทำเพื่อเงินแน่ ๆ; เพราะไม่มีใคร ให้เงิน ไม่มีใครให้รางวัลอะไร ; แต่มันก็เหลืออยู่เพื่อความรู้สึกว่า เป็นเกียรติ, หรือความรู้สึกว่า เป็นความดีของกู, รู้สึกว่า เป็นบุญของกูที่ได้ทำอย่างนี้, ได้ให้ ทานได้ช่วยเหลือผู้อื่นหรืออะไรอย่างนี้; อย่างนี้มันไม่ผิด, ไม่ผิดสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ผิดสำหรับหลักทั่วไป; แต่มันผิดตามหลักที่จะเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา คือความหลุดพ้นหรือวิมุตติ ที่ เป็นจุดหมายปลายทางของพรหมจรรย์. ที่ผมพูดว่า ระวังสิ่งที่เรียกว่าบุญ เขาก็มองกันในแง่ที่หาว่าผมเป็นบ้า ที่เขาสอนให้คนทำบุญ แต่ผมกลับรู้สึกว่า เขาทำกันจนเพ้อกลายเป็นเมาบุญไปแล้ว. มาดูกันเสียใหม่ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญ ก็อย่าได้ยึดถือว่าเป็นของกู ; โอปธิกำลัง ปุญญํ พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ เป็นพุทธภาษิตว่า บุญนี้ก็เป็นอุปธิ เป็นที่ตั้งแห่งการยึด ถือว่าตัวกู - ของกู, และบุญก็เป็นของหนักที่จะกดคนลงไปสู่เบื้องต่ำเหมือนกับ อุปธิ อย่างนั้น.
น.301 คน ลำบากเดือดร้อนเพราะความดีเพราะบุญนี้ ก็มีอยู่มาก ; เราต้องไป เกี่ยวข้องกับความดีหรือบุญนี้ ในลักษณะที่ไม่ต้องเดือดร้อน. ถ้าไม่เช่นนั้นมัน จะกลายเป็นคนโง่ที่สุด คือกลับไปเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ เพราะบุญหรือเพราะความดี นี่เอง. ถ้าอยากดีอยากเด่น ไม่ได้ดีไม่ได้เด่น มันก็เป็นบ้าขึ้นมา เป็นอันธพาล ขึ้นมา มันจึงทะเลาะวิวาทกันในหมู่นักกีฬา หรือในหมู่ที่จะสร้างความดี. เมื่อไม่ได้ดี ตามที่ต้องการขึ้นมา, ไม่ได้เด่นตามที่ต้องการขึ้นมา มันก็ทะเลาะวิวาทกัน ทำอันตรายกัน ในขณะที่เรียกว่าทำความดีสร้างความดีนั่นเอง. เรื่องบุญนี่ ก็เหมือนกัน ทรมานจิตใจ คนจนเป็นโรคเส้นประสาทไปก็มากมาย ; เพราะเขาถือเอาบุญผิดทาง. คนทำบุญ นั้นหน้าเซียวเหี่ยวแห้งอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นหิวกระหาย เป็นเปรตตลอดเวลานี้ก็มี ; เพราะทำเพ้อ ๆ ไปโดยไม่รู้ว่า บุญคืออะไร. คนหลงบุญก็หลงไป ในทำนองที่ว่าบุญนี้คือของวิเศษสารพัดนึก : จะให้ กูได้อะไรตามที่ต้องการในทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือทุก ๆ อย่างที่ต้องการนั้น, ถึงขนาดเมาบุญเหมือนเมาเหล้าก็มี ; ก็ขายบ้านขายเรือน เรือกสวนไร่นา อาจจะขาย ลูกหลานก็ได้, ถ้าทำได้ ก็ต้องการเพื่อทำบุญ. นี่เป็นเรื่องที่ผิดความมุ่งหมาย ; ยิ่งไป ยึดถือว่าความดีของกู, บุญของกูไปตลอดกาล ; ไม่มีเวลาสลัดออก มันก็กลายเป็นไม่ดี ไม่เป็นบุญ. การทำอย่างนั้น การทำดีและบุญตามความหมายของคนนั้น มันกลายเป็น บาป หรือกลายเป็นไฟเป็นความร้อนเผาคนนั้นขึ้นมา. จิตว่าง ไม่ใช่จิตบาป หรือใจบาป และมันไม่ใช่จิตที่ไปหลงบุญ เรียกว่า ปาปปุญฺญํ ปหีนสฺส นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต - สลัดบุญและบาปเสียได้ ก็เป็นคนดับเย็นสนิทไม่มีขี้เถ้าร้อน. ปาปปุญฺญํ ปหินสฺส - ละบุญบาปเสียได้.
น.302 ปรินิพฺพุโต - ดับเย็น, นิจฺฉาโต - ไม่มีขี้เถ้าร้อน. มองดูชีวิตที่มันเต็มไปด้วย ขี้เถ้าร้อน ก็หมายถึงไฟที่ร้อนจัดที่สุด คือไฟที่ไม่แสดงเปลวอย่างที่เรียกว่า นิจฉาโต. ถ้าเป็น นิจฉาโต ก็ไม่มีไฟถ่านที่หมกอยู่ใต้ขี้เถ้า มันจึงจะดับเย็น. นี่ระบุว่า อยู่เหนือ บุญเหนือบาป. ถ้าไปข้องเกี่ยวผูกพันอยู่กับบุญก็ตาม บาปก็ตาม มันก็ร้อน เพราะ ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง. มันไม่ได้ร้อนเพราะบุญ ไม่ได้ร้อนเพราะบาป ; แต่มัน ร้อนเพราะความยึดมั่นถือมั่นในบุญและบาป. พอสลัดออกไปได้ มันก็ไม่มีอะไรร้อน : เป็นผู้ว่างจากทรัพย์สมบัติ ทั้งที่เป็นบุญและบาป, เป็นผู้ไม่มีทั้งบุญและทั้งบาป ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย, ยกให้แก่ความว่างทุกอย่างสิ้นไปหมดทั้งบุญและบาป. พิจารณาดูตัวอย่างที่ประจักษ์อยู่แก่ใจ ได้ทุกเวลาทุกโอกาส : ขณะใด เวลาใด นาทีใดก็ตามใจ ; ขณะที่เราไม่รู้สึกว่าเราเป็นดีหรือชั่ว นั่นแหละเป็น เวลาที่สบายที่สุด ; ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดเล่นๆ เป็นเรื่องที่จริงที่สุด ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัส. เราก็ไปสังเกตดูเวลาใดจิตใจ ใจคอของเราไม่รู้สึกว่ามีทั้งบุญหรือบาปนี่เป็น อย่างไร ; เวลานั้นเราสบายที่สุด พอรู้สึกว่ามีบาปเราก็เศร้า หรือกระสับกระส่าย เพราะกลัวบาป. พอรู้สึกว่ามีบุญ เราก็ตื่นเต้นเป็น excite แก่จิต กลายเป็นนั่งไม่ลง, แล้วมันก็จะนำมาซึ่งความเป็นห่วง ว่าบุญนี่มันก็จะหมดไป, หรือว่ามันจะไม่มีมาก ขึ้นไปอีก. ถ้าตะกละบุญ มัน ก็ล้วนแต่ทำความกระวนกระวายเหมือนกัน ; บาปก็ ทำความกระวนกระวายอย่างหนึ่ง, บุญก็ทำความกระวนกระวายอย่างหนึ่ง. ครั้นเวลาใด ที่จิตใจเราว่าง ไม่รู้สึกว่ามีบุญหรือมีบาป มันก็สบายที่สุดเวลานั้น. ดังนั้นจึงเรียกว่า ผู้มีบุญตามแบบของพระอริยะเจ้า, บุญตามแบบภาษาธรรมหรือพระอริยะเจ้าต้องเป็น อย่างนี้ : ที่กำลังอยู่เหนือบาปเหนือบุญของคนธรรมดาสามัญ.
น.303 ที่ว่าดีตามแบบของพระอริยเจ้า มันก็ต้องดี อย่างนี้ : คือ ดีอย่างชนิดที่ อยู่เหนือดีเหนือชั่ว อย่างของคนธรรมดาสามัญ ; ฉะนั้นผลงานของคนธรรมดาสามัญ ชนิดใดก็ตาม ต้องถูกตัดทิ้งออกไป. ผลงานนี้มีทั้งดีทั้งชั่วและทั้งผิดทั้งถูก ; เมื่อทำ งานผิดพลาดผลงานก็คือความเดือดร้อนเป็นทุกข์, ผลงานนี้ก็ต้องยกให้ความว่าง. ถ้าทำงานถูกตามวิธีของงาน ได้ผลดีมีกำไร, ผลงานนี้ก็ต้องสลัดออกไปให้เป็นของ ความว่างด้วยกันทั้งคู่, มีจิตใจอยู่เหนือทั้งคู่ จึงจะได้ผลงานทางวิญญาณ : คือการ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา มีผลเป็นวิมุตติหลุดพ้นออกไปได้ตามความ มุ่งหมาย. ที่เรามาบวชนี้ เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ บวช ๓ วัน หรือบวช ๓ เดือน ก็เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีคำอื่นเรียก ; เพราะผลงานมันก็คือ เข้าถึงความว่าง. นี่เรียกว่าเป็นผู้ยกผลงานทุกชนิด ตั้งแต่อย่างเลวที่สุดถึงอย่าง สูงสุดให้แก่ความว่าง ; มันจึงมีผลเกิดผลเป็นภาวะที่พึงปรารถนา. ถ้าเป็นการปรารถนา ก็ไม่มีอะไรน่าปรารถนายิ่งไปกว่านี้ คือ ปรารถนาความหมดความปรารถนา, ปรารถนา ความหมดอยาก หมดความต้องการ หมดความมีอะไรเป็นตัวกู - ของกู ; คือสิ่งน่า ปรารถนา. ส่วน ที่ชาวโลกชาวบ้านปรารถนาอยู่นั้น เป็นเรื่องร้อนทั้งนั้น, ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งบุญ ทั้งบาป ทั้งสุข ทั้งทุกข์. ว่างที่สุดคือนิพพาน, เรียกโดยสมมติว่า เป็นสุขอย่างยิ่ง ; ยกผล งานให้ความว่างก็คือยกให้แก่นิพพาน. ทำเพื่อนิพพาน คือการดับสนิทแห่งความทุกข์ ความร้อน ไม่มีขี้เถ้า. นิจฉาต เรียกว่าขี้เถ้า. สิ่งที่เป็นไฟแดง ส่วนที่อยู่ใต้ขี้เถ้า ดูเหมือนว่าไม่มีฤทธิ์มีเดช อะไร ไม่น่ากลัวอะไร : แต่พอไปเหยียบเข้ามันร้อนที่สุดเลย. ทำให้สิ่งร้อนเหล่านี้ หมดไป มันก็หมดเรื่องที่จะต้องทำอีกต่อไป; สำเร็จได้ด้วยการสลัดอะไรออกไปไม่
น.304 เหลืออยู่เป็นตัวกู - ของกู. ตัวกูก็ไม่ทำงานเพื่อตัวกู ของกูก็ไม่ได้มีเหลืออยู่ สำหรับ ตัวกู ; ก็ยกให้ความว่างหมด. นี่เป็นคำอธิบายโดยย่อ โดยสรุปหรือ พอเป็นแนวสำหรับการที่จะ "ยกผล งานแก่ความว่างทุกอย่างสิ้น" ซึ่งมันมีความกำกวมเข้าใจผิดได้ โดยคนที่มักจะ เข้าใจอะไรผิดเพราะความสะเพร่าของตัว. นี้จึงพูดพอให้เป็นหนทางที่จะไม่เข้าใจผิด. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa