น.305 จะได้กล่าวโดยหัวข้อถัดไป ว่า กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน ต่อจากที่ได้กล่าว มาแล้วในวันก่อน จะต้องมีการทบทวนถึงเรื่องที่กล่าวมา แล้วในวันก่อนตามลำดับ : นับตั้งแต่ทำงานด้วยจิตว่าง, ยกผลงานให้ความว่าง, ให้กินอาหารของความว่าง. เรื่อง “กินอาหารของความว่าง" ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดูจะอยู่ที่ ฟังไม่ชัด อยู่มากเหมือนกัน คือเป็นปัญหาในอีกแง่หนึ่งที่เป็นแก่ คนมักสงสัยว่า ถ้าทำงานให้ความว่าง แล้วคนจะกินอะไร ? ปัญหาอันนี้ก็เกิด เพราะว่าคนมีความคิดแต่ ในทางที่จะมีตัวกู - ของกู อยู่เสมอ ปัญหาจึงออกมาในรูปนี้เสมอเหมือนกันว่า : จะทำได้อย่างไร ? หรือว่าจะ เอาอะไรกิน ? แล้วก็ เป็นปัญหาที่ทำให้ ไม่อยากจะสนใจเรื่องนี้ เรื่องความว่างนี้. ๒๗๖
น.306 ทีนี้ เราจะ ดูกันให้ดี ต่อไปอีก อย่าลืมข้อที่ได้พูดมาแล้ว หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ หน ; เพราะการที่เราเป็นผู้ที่ยังต้องปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ปฏิบัติเสร็จแล้ว ; ถ้าปฏิบัติเสร็จแล้วมันก็เป็นไปโดยตัวเองของมันเอง ไม่ต้องมีปัญหา. พระอรหันต์ ทำงานด้วยจิตว่าง ผลงานตกเป็นของความว่าง ท่านฉันก็ฉันอาหารอย่างเป็นความว่าง. นี้เหมือนกับ มีหัวข้อน่าคิดอีกหน่อยว่า : ความว่าง หรือ จิตว่าง กิน อาหารของความว่าง ซึ่งเป็นวิธีที่พระกิน วิธีที่พระฉัน. ให้นึกถึงบทปัจจเวกขณ์ นั้นอยู่เสมอไปว่า : สิ่งที่กินก็ดี สิ่งที่ถูกกินก็เป็นความว่าง เป็นของว่าง. ตัวผู้ที่ กินนั้นก็เป็นของว่าง ; เพราะไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล. สิ่งที่ถูกกินก็เป็นของ ว่างหรือเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; การกินก็เลยกลายเป็นความว่าง เพราะไม่มี ตัวที่กินและตัวที่ถูกกิน. คำว่า "กินอย่างพระกิน" มันแสดงชัดอยู่แล้วว่า ฆราวาสหรือคนทั่วไป เอาอย่างพระ, หรือว่า เป็นเหมือนกับพระ หรือเป็นพระไปเสียเลย. ถ้ายังรู้สึก ตัวเป็นฆราวาสอยู่มาก ๆ ก็พยายามกินอย่างพระ ; ถ้าไม่ถือตัวว่าเป็นพระหรือ ฆราวาส ต้องกินตามวิธีที่พระกิน : คือมีความว่างอยู่ตลอดเวลา. มาถึงตรงนี้อยากจะขอแทรกเป็นคำเตือนอยู่เสมอครั้งหนึ่งว่า การปฏิบัติใน พระพุทธศาสนานี้ ที่ถูกก็ ไม่ต้องมีพระหรือฆราวาสคือ ทำเหมือนกันหมด ; พระก็ ทำอย่างนี้ ฆราวาสก็ทำอย่างนี้. นี่เป็นความจริงหรือเป็นข้อเท็จจริง ; แต่ในความ รู้สึกของคนทั่วไปไม่เป็นอย่างนั้น ; เขาแยกเป็นพระเป็นฆราวาส, และมิหนำซ้ำ แยกห่างออกจากกันจนจะให้กลายเป็นเดินคนละทาง ทำคนละอย่าง.
น.307 หมือนดังที่พูดกันอยู่เดี๋ยวนี้ในกรุงเทพฯ ที่เจริญด้วยการศึกษา เขาว่าให้ พระทำอย่างหนึ่ง ให้ฆราวาสทำอย่างหนึ่ง โดยถือว่า ฆราวาสจะต้องเป็นผู้อยู่ในโลก ทำอย่างโลก ๆ มีอะไรอย่างเป็นที่เรียกว่าโลก ๆ เป็นโลกิยะ. ส่วนพระก็จะให้ทำ อย่างที่อยู่ในป่า เป็นไปเพื่อเหนือโลก หรือที่เรียกว่านิพพาน; แล้วก็แสดงการ คัดค้านไม่ให้ชาวบ้านทำอย่างพระ ; คนที่ไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่ออย่างไร จะทำอย่างไร. ที่จริงจะเป็นใครก็ตาม พระหรือฆราวาสก็ตามต้องทำอย่างเดียวกัน, โดย หลักเกณฑ์อันเดียวกัน หัวข้ออย่างเดียวกัน ; เพียงแต่ว่าทำมากกว่ากันทำน้อยกว่ากัน ทำสูงกว่ากัน ไม่ได้ทำอย่างแยกหรือตรงกันข้าม. การที่จะให้พระฉันด้วยความว่าง ฆราวาสจะต้องกิน ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู - ของกูอย่างนี้มันเป็นเรื่องผิด ; ทำให้มีผลเสียหาย มีความทุกข์. ฆราวาสก็ต้องกินตามทำนองพระกิน : คือทำนองด้วยความว่างด้วย จิตว่าง ด้วยความรู้สึกที่ว่าง เช่นเดียวกับที่พูดมาแล้วเมื่อวานนี้. แม้เป็นฆราวาสมี ภรรยาก็เหมือนไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติก็เหมือนไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีสุขมีทุกข์ ก็เหมือนกับไม่มีสุขมีทุกข์, ซื้อของที่ตลาดก็อย่าเอาอะไร ๆ มา. คำสอนนี้สอนฆราวาส แท้ ๆ มันเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องสูงสุดอย่างเดียวกัน ว่า จะเป็นพระหรือ ฆราวาสก็ต้องปฏิบัติดังนี้ : อย่ายึดถือในการมีการเป็น. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาเรื่อง การกิน ก็คือการบริโภคสิ่งที่หาได้ หรือมีอยู่ เก็บไว้ ซึ่งจะต้องทำด้วยจิตว่างอย่างเดียวกันอีก. ทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง กินผลงาน ก็กินด้วยจิตว่าง ซึ่งเรียกว่า กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน. เมื่อถามว่า กินของใคร ? กินของความว่าง ที่เก็บไว้โดยบุคคล สะสมไว้โดยบุคคลนั้น. ถ้าเขา ทำถูกมาแล้ว ก็หมายความว่า สะสมด้วยจิตว่าง คือสะสมไว้ ในฐานะที่ไม่ ได้เป็นของกู,
น.308 แต่เป็นการทำหน้าที่อะไรอย่างหนึ่ง, ทำหน้าที่ด้วยจิตที่ไม่ได้ยึดถือสำคัญว่าเป็นตัวกู หรือของกู ก็เลยเหลืออยู่เป็น stock ใหญ่ของความว่าง เป็นคลังใหญ่ที่สะสมของความ ว่าง : แล้วกินจากนั้น. นี่พูดอย่างสมมติภาษาคน ; คนทั่วไปก็ฟังไม่ถูกอยู่ดี. ที่จริงมันยิ่งกว่านั้น คือถ้ากินด้วยจิตว่างแล้ว มันก็คือกินของความว่าง ; เพราะฉะนั้นเมื่อเวลากินก็ทำจิตอย่างเดียวกับพระ : คือ มีความรู้สึกสำนึกสติสัมปชัญญะ ว่า ของที่กินนี้เป็นของว่างจากตัวตน คือ เป็นธาตุตามธรรมชาติ คือกินแล้วว่างจาก ตัวตน คือธาตุตามธรรมชาติ ; พูดอย่างนี้เลย. เกิดมีคำที่พวกคนไม่เข้าใจเป็น นักล้อ หรืออยากล้อ ; เมื่อไม่เข้าใจก็ไปล้อด้วยความโง่ของเขาเองว่า ธาตุกินธาตุ ; พูดว่าธาตุนี้ไม่ใช่ทาสข้าทาส. ธาตุกินธาตุ หมายความว่า ธาตุ ที่เป็นบุคคล กินธาตุ ที่เป็นอาหาร ; สำหรับผู้ที่มีความรู้มีสติปัญญาจะเข้าใจ หรือเป็นพระอรหันต์ในที่สุด ; มีความรู้สึกอย่างนั้นว่า ธาตุกินธาตุ ก็กลายเป็นความถูกต้อง เป็นคำพูดที่ถูกต้อง และ เป็นความจริง. ที่นี้สำหรับคนอันธพาล นักล้อ เขาก็ถือแง่ล้อสำหรับคำว่าธาตุ, ธา - ตุ. หมายความไม่ยอมเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แล้วก็เอามาล้อ ก็เลยล้อต่อไปตามแบบของ อันธพาล : ธาตุกินธาตุ หรือ ธาตุกระทบกับธาตุ ในเมื่อคนทะเลาะกัน, หรือว่าธาตุ แต่งงานกับธาตุ หรือการกระทำอะไรต่าง ๆ ในการเสวยอารมณ์ในทางการสืบพันธุ์อะไร ก็ตาม เรียกว่าธาตุกระทบกับธาตุ ; มันก็เลยเป็นเรื่องน่าหวัวที่คำพูดนี้มีความหมายได้ ทั้ง ๒ อย่าง : คือเป็นความถูกต้อง เป็นความจริงสำหรับผู้ที่รู้แล้ว, และเป็นสิ่งที่ มองเห็นไม่ได้ ไม่ยอมเชื่อ ; กลายเป็นเรื่องพูดเล่น พูดล้อ สำหรับคนโง่ หรือคน อันธพาล; ก็ต้องระวังให้ดี. เรื่องธาตุนี้เป็นคำสำหรับล้อ โดยเฉพาะในสมัยผมแรกบวช ยังมีการพูดล้อ ทำนองนี้กันหนาหูเหมือนกัน ; มาเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ หรือจะยิ่งมากขึ้น ในเมื่อคนหมุน
น.309 ไปทางวัตถุนิยมจัดมากขึ้น. คนต้องการจะทำอะไร ด้วยกิเลสตัณหาด้วยตัวกู - ของกู : จะทำด้วยความว่างจิตว่างไม่ได้ ก็เลยถือเอาเป็นของล้อ, ล้อคนที่จะทำอะไรด้วยความ ว่าง หรือด้วยจิตว่าง, หรือตามแบบตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา, หรือพูด ให้มันเตลิดเปิดเปิงไป ; กลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิว่า : ธาตุตีธาตุ ฟันฆ่าธาตุ ก็เลย ไม่บาป, หรือว่าธาตุเอาธาตุไปทำบุญกับธาตุ มันก็ไม่ได้บุญเพราะสักแต่ว่าเป็นธาตุ อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นความว่างอย่างที่เคยมีมาแล้วในครั้งพุทธกาล. ดังนี้ ก็จะต้องมีสำหรับเป็นข้อแก้ตัว หรือ เป็นข้อล้อของคนที่ไม่อยากปฏิบัติอย่างนี้ หรือ ปฏิบัติไม่ได้ ก็แก้ตัวให้ตัวเอง. โลกมันจึงเป็นไปในลักษณะของอันธพาล เป็น โลกของอันธพาล ไม่ใช่โลกของสัตบุรุษ, เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์. ทีนี้ เมื่อพูดถึงกิเลส ก็มีลักษณะสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งคุณจะ ต้องรู้ไว้เสมอ. ขอให้รู้ไว้อย่างยิ่งว่า : ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วมันต้องแก้ตัวให้ตัวมันเองเสมอ แล้วก็แก้ ได้เสมอ, มันจะแก้ตัวเสมอ, เพราะฉะนั้น จึงต้องนึกถึงตัวเองในเมื่อ บิดพลิ้ว พยายามบิดพลิ้ว, พยายามแก้ตัวให้แก่ตัวเอง. ต้องสอนตัวเองว่า ในเวลานั้นมันเป็นผีไปแล้ว มันไม่ใช่คน มันเป็นผี อวิชชาไป ; มันก็พยายามหาทางแก้ตัวให้ตัวเองจนได้; แล้วมันจะลำบากอะไร, เพราะมันนึกเอง คิดเอง ว่าเอง อะไรเองอยู่คนเดียว; ไม่ต้องไปแก้ตัวแก่ใครก็ได้ ไม่ต้องไปแก้ตัวกับศาลตุลาการหรือที่ไหน. แต่ทีนี้ ผลร้ายมันยิ่งไปกว่าการไปแก้ตัว ที่ศาลที่ตุลาการ ; คือการที่ตัวมันเข้าข้างตัว แล้วมันว่าอะไรไปได้ตามความรู้สึกนึก ของตัว ; แก้ตัวจนเป็นเรื่อง ทำบาปไม่บาป ทำอะไรไม่มีอะไร, หรือแม้แต่ปลอบ ตัวเองหลอกตัวเอง ด้วยการปลอบให้หายกลัวหายอะไรไป ; มันก็อยู่ในพวกนี้.
น.310 ที่ถูกก็คือการไม่ซื่อตรงต่อตัวเอง, “ความไม่ซื่อตรงต่อตัวเอง หลอก ตัวเอง กบฏต่อตัวเอง เรียกว่าข้อแก้ตัว. ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ไม่ระวังเรื่องนี้ เรื่องอื่นก็จะ ต้องล้มละลาย เพราะมีทางหรือโอกาสที่จะแก้ตัวเสมอไป. เราเรียกกันว่าความเหลว ไหลหรือความอะไร ; ( ยิ่งเฉพาะสมัยนี้แล้วก็ยิ่งเป็นได้มาก ; เพราะว่าคนเรียนมาก เก่งในการที่จะใช้เหตุผลตามหลักนั้น ตามหลักนี้ ตามหลักโน้น. แต่ในที่สุดมันก็ลง ในหลักของภูตผีปีศาจ ที่มีความเห็นแก่ตัว เป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เกิดผล ขึ้นมาอย่างสาสมกัน. พูดหยาบ ๆ คือ สมน้ำหน้า ของการที่เป็นคนเจ้าปัญญา เจ้าความรู้ความคิด เพื่อการแก้ตัว ; มันเหมือนกับหมอความหรือทนายความที่จะแก้ตัวให้จำเลย. นั้นมัน เรื่องวัตถุเรื่องข้างนอก เรื่องความหลอกลวง ; แต่พอมาถึงเรื่องจริงของธรรมชาติ มันไม่เข้าใครออกใคร มันก็จะตบหน้าให้อย่างสาสมกัน แล้วก็โดยไม่รู้สึก : คือมันมี ความทุกข์อย่างร้ายอยู่ มีความทนทรมานอยู่ด้วยโรคจิต โรคประสาท โรคอะไรต่างๆนานา แล้วก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน ? ต้นเหตุมาจากไหน ? จะแก้ไขได้อย่างไร? ก็ล้วนแต่ไม่รู้. มันมีอาการคล้ายกับตกนรกทั้งเป็นตลอดเวลา ในเมื่อมีนิสัยเคยชินไป ในการแก้ตัว คือตามใจกิเลสที่เป็นตัวกูเป็นของกู : นี่มันยากสำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่จะมี ธรรมะ. คุณ ต้องมอง ในข้อนี้ ให้เห็น ด้วยว่า มันยากแก่คนธรรมดาสามัญ ที่ปล่อยไป ตามเรื่องของคนธรรมดาสามัญ, แล้วจะมีธรรมะได้อย่างไร ; เพราะว่าตลอดเวลานั้น ตลอดเวลาที่เกิดมาจนบัดนี้ เขา ไม่สนใจเรื่องธรรม, สนใจแต่เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องตัวกู - ของกู. มีความหมายมั่นปั้นมืออยู่ตลอดเวลา ; ไม่มีธรรมะ พอถึงจุด สูงสุดเข้า มันก็มีผลเป็น ความทุกข์สูงสุด, เป็นความทรมานใจที่สุด. ทีนี้จะทำ อย่างไร ? เป็นบ้าไปก็มี ตายไปก็มี ; ที่ยังไม่เป็นบ้า ที่ยังไม่ตายก็ทนทรมานเหมือน กับตกนรกทั้งเป็น มีปัญหาเต็มไปหมด.
น.311 แม้ในเรื่องการทำการงาน ถ้าไม่มีธรรมะก็เรียกว่ามีความทุกข์ทรมาน ทั้งสิ้น ; ทั้งที่มีเงินมาก มีชื่อเสียงมาก มีอะไรมาก จนกระทั่งมีความป่วยในทางประสาท ซึ่งมันทำให้สูญเสียความรู้สึก เสียการดำรงตัวอยู่ในความสงบ ความเยือกเย็นไปจนหมด สิ้นเลย. ถ้าเชื่อโชคก็ไปแก้ปัญหาทางโชค, ถ้าเชื่อผีสางเทวดาก็ไปแก้ปัญหาทาง ผีสางเทวดาไป, หรือแม้ที่สุดที่ทำอย่างดีที่สุดแล้วที่จะไปหาหมอขอยากิน อย่างนี้ก็แก้ ไม่ได้ ; เพราะว่ายานั้นก็ระงับได้ประเดี๋ยวประด๋าว. ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงมันไม่ถูกตัด ไม่ถูกถอน, กินยาเข้าไประงับประเดี๋ยวประด๋าว หนักเข้าก็ไม่ได้ผลอะไร ; เพราะ ต้นเหตุหรือสมุฏฐานของโรคมันไม่ถูกทำลาย จึงถอนไม่ได้ ; เพราะไม่มีธรรมะพอ ไม่สนใจมาก่อนเลย. ผมเคยบอกเสมอ ๆ ทุกคนว่า ธรรมะนี้มันเหมือนกับอาวุธที่วิเศษ แต่ก็เหมือนกับอาวุธธรรมดาคือต้องเป็นของคู่มือ. ธรรมะเป็นของคู่มือ หมายถึงว่า เราจับฉวยใช้สอยมันอยู่อย่างคล่องมือ อาวุธนี้ต้องฝึกการใช้ ฝึกเพลงอาวุธอยู่เสมอ ให้คล่องแคล่ว ; พอถึงเวลามัน จึงจะใช้ได้. จะมีปืน มีดาบ มีหอกอะไรก็ตาม มันต้องฝึกการใช้จนคล่องแคล่ว ; พอถึงเวลามันจึงจะใช้ได้. เดี๋ยวนี้ไม่มีการฝึกเลย มันก็ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่สำเร็จประโยชน์ มีอาวุธมีเสียเปล่า มีปืน มีดาบ มันก็มีเสียเปล่า ; ใช้ไม่ถูกวิธีก็ไม่มีประโยชน์ พอมาถึงเรื่อง ธรรมะของคนโง่ มันยิ่งไปกว่านั้นอีก : คือมันถึงกับไม่มี อาวุธ คือธรรมะนั้น, ในเมื่ออาวุธคือธรรมะนั้นต้องมีอยู่กับเนื้อกับตัว คล่องแคล่ว อยู่กับเนื้อกับตัว ต้องรู้ต้องศึกษาให้รู้ และปฏิบัติมาจนคล่องแคล่วอยู่กับเนื้อกับตัว ; พอกิเลสมีอะไรเกิดขึ้นจึงใช้ฆ่ากิเลสได้. เรื่องกิเลสนี้ก็เป็นเรื่องเงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู; จนลิงค่าด้วยการล้างหูใส่หน้าอยู่ทุกวัน ๆ ;" มันก็มีอะไรมา ๑ หาอ่านได้จากนิทานเรื่องลิงล้างหู ซึ่งมีภาพเขียนที่โรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกข ฯ
น.312 ช่วยได้ : คือ ไม่มีธรรมะที่เป็นอาวุธนั้นเลย แล้วไม่มีการฝึกการใช้เลย และ เมื่อ อาวุธก็ไม่มี แล้วจะฝึกได้อย่างไร. ถ้าตามประเพณีเขาว่า ธรรมมะหรือศาสนานี้ดับทุกข์ได้ คนเหล่านั้นก็คิดว่า คงจะดับได้ตามเขาว่า, แล้วก็มาวัด มาหาธรรมะ มาหาศาสนา; ส่วนใหญ่ก็มารด น้ำมนต์เสียมากกว่า ; หรือถึงมาเพื่อจะศึกษาธรรมะนี้ ก็ทำไม่ทันเวลา. ในขณะที่ หัวของเขาทนทรมานอยู่ด้วยโรคประสาท ด้วยอะไรเป็นต้น, เป็นอย่างนี้ฟังธรรมะไม่รู้ เรื่องหรอก ; แล้วจะช่วยได้อย่างไร. นี่ภาวะปัจจุบันมันเป็นอย่างนี้. ที่เราพูดว่า โอ ! กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน นี้ก็ได้ยินกันไปใน ทางเป็นคำพูดที่บ้า ๆ บอๆ ทั้งที่คำพูดนี้มันถูกต้องที่สุด ; คนแบบนี้ก็ฟังเป็นเรื่อง ของคนบ้าพูด. นี่อานิสงส์ของการที่ไม่เคยยุ่งกับธรรมะ, ไม่เคยมีธรรมะ ; ทำบุญให้ทาน สิ้นเงินไปเป็นแสนเป็นล้านก็แล้ว ; ไม่เคยมีธรรมะเพราะไม่เคยให้ทาน ; เคยแต่ ลงทุนค้าเพื่อเอากำไรหลายเท่าเสมอไป. ที่ ทำบุญให้ทาน เป็นแสน เป็นล้าน มันไม่ใช่บริจาคตัวกู - ของกูออกไป แต่เป็นการลงทุนฝากไว้ชาติหน้าก็มี, เขาเรียกว่าฝากธนาคารของพระพุทธเจ้าไว้. นี่เขาว่าเอาเอง, ฝากธนาคารไว้ในสวรรค์ เพื่อตายแล้วจะได้ไปเก็บเกี่ยวผลหลาย สิบเท่าในสวรรค์. อย่างนี้มันลงทุนค้า เพื่อตัวกู - ของกูที่มากออกไป ; มันไม่ใช่ธรรมะ ถ้าเป็นธรรมะต้องบดขยี้ตัวกู - ของกู ทำลายตัวกู - ของกู. ฉะนั้นคนที่ทำบุญให้ ทานเป็นแสนเป็นล้าน แล้วก็ไม่ช่วยอะไรได้ในการที่จะเป็นโรคเส้นประสาท, มันมีแต่ เพื่อตัวกูเข้ามาเรื่อย. เรื่องทำบุญให้ทานนี้เป็นเรื่องทำให้ผมถูกค่าอยู่ตลอดเวลา ; เพราะไปว่า เขาอย่างนี้. ถ้าจะลองทำเสียใหม่ คือ มีความรู้ความเข้าใจทางธรรมะ แล้วบริจาค
น.313 งินเป็นแสนเป็นล้านโดยวิธีที่ถูกต้อง ตามความคิดนึก หรือจิตที่ถูกต้อง นั้นแหละ จึงจะมีบุญจริง ๆ แล้วจะมีธรรมะจริง ๆ ที่จะทำลายอุปสรรคศัตรูทางวิญญาณให้หมด ไปได้. เรียกว่าเขาทำบุญจริง ๆ ทำบุญถูกวิธีจริง ๆ, เรียกว่าทำบุญชนิดที่มีความ หมายเป็นการล้างบาป. บุญนี้แปลว่าล้างบาปก็ได้; แต่เขาไม่ทำบุญเพื่อล้างบาป เขาทำบุญ เพื่ออิ่มใจ สบายใจ ฟูใจ ซึ่ง คำว่าบุญก็แปลอย่างนั้นได้เหมือนกัน : เครื่องฟูใจ เครื่องอิ่มใจ. เขาหวังว่าชาติหน้าต้องได้รวยกว่านี้หลายสิบเท่า เขาก็อิ่มใจฟูใจ ; เป็นบุญประเภทนั้นไปเสียหมด ไม่ใช่บุญประเภทขัดล้างออกไป หรือ ขัดสีให้สะอาด. ถ้าว่าเป็นคนมีธรรมจริง ก็ต้องมีความรู้สึกเป็นธรรมะอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ; ในการหาเงินก็ดี ในการมีเงินก็ดี ในการสามารถใช้เงินก็ดี ต้องใช้หลักทำงานด้วย จิตว่างทั้งนั้น ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ; ทำอยู่ได้ ทำไปได้ ทางภายนอกก็มีทรัพย์ มีบุตรภรรยา สามี เกียรติยศชื่อเสียงอะไรได้เหมือนกัน, ใน ภายนอกมันก็มีไปตามเรื่องของภายนอกตามเรื่องสมมติ ตามเรื่องของวัตถุเพื่อความสะดวก แก่การเป็นอยู่อย่างนี้. ส่วนภายในใจนั้น ไม่ได้ยึดถือเรื่องตัวกู - ของกู, หรือมี ภรรยาก็เหมือนกับไม่มี ; เป็นผู้ที่ร่วมงานกันเท่านั้นเอง. แม้จะทำการงาน หรือ บริโภคผลของการงาน หรือจะบริโภคผลทางเพศ ทางอะไรก็ตามใจ มันก็เป็นเรื่อง ของการประพฤติธรรมไปหมด ; ถ้าหากว่าทำไปด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นตัวกู - ของกู. ขอให้พยายาม ทำไปตามหน้าที่ตามธรรมชาติจะต้องทำ ; ถ้าว่าทำไป ด้วยตัวกู - ของกู แล้วมันก็ต้องมีความทุกข์. ส่วนเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่จะ ทำตามรอยพระอรหันต์ ; ถ้าใครปฏิเสธก็ไม่ต้องพูดกันเรื่องนี้. ถ้าใครยอมรับว่าเรา ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่เราพยายามเดินตามรอยพระอรหันต์ให้มากเท่าที่จะมากได้ มัน ก็เป็นเรื่องที่จะพูดกันรู้เรื่อง.
น.314 ทีนี้เขาทำไปในทำนองที่ว่า "กู" กับพระอรหันต์ต้องแยกทางกันเดิน "กู่" เอาตามเรื่องของ "กู่" ; อย่างนี้เขาจึงขอร้องว่า อย่าเอาเรื่องว่าง เรื่องอนัตตามาสอน ชาวบ้าน : คือห้ามไม่ให้เอาเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนามาสอนชาวบ้าน. แต่ผมบอกว่า ไม่มีเรื่องอื่น มันมีเรื่องเดียว มันต้องเอามาสอนในลักษณะที่พอเหมาะสม พอ สมควรกัน คือเดินตามรอยพระอรหันต์ ในลักษณะที่พอสมควรกัน เท่าที่จะทำได้ จะเป็นชาวบ้านชนิดไหนก็ตามใจ จะต้องตรงมุ่งไปแนวเดียวกับพระอรหันต์, เดิน ตามหลังพระอรหันต์ให้มากกว่าที่เราเดินตามก้นฝรั่ง มันก็จะปลอดภัย. ที่การเดินตามกันฝรั่ง เดินตามกิเลสตัณหาละก็เดินกันอย่างหมดเนื้อหมดตัว, ต่อสู้เพื่อให้ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นอย่างที่ต่อสู้กันให้พวกผู้หญิงคงนุ่งกระโปรงสั้นไปได้ ต่อไปอีก ซึ่งกำลังต่อสู้กันในกรุงเทพฯ ในระหว่างผู้ที่มีปัญญา มีอำนาจ เพื่อให้ได้ทำ ตามนั้น. นี่ที่จะเดินตามก้นฝรั่งนั้นเดินกันเต็มที่, ส่วนที่จะเดินตามก้นพระอรหันต์ หลับหู หลับตา ปิดหู พากันปิดตาเสียทีเดียว. ครั้นเรามาพูดเรื่องทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหาร ของความว่าง มันก็เลยเป็นเรื่องบ้าที่สุดตามความรู้สึกของคนเหล่านั้น. แต่แล้วก็ขอ ให้ย้อนไปดู ความทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็น ที่ทับถมมากขึ้น ๆ ทั้งส่วน ตัวบุคคลและสังคม. ดูให้ดีก็จะเห็นว่า มันมีมูลมาจากเรื่องนี้ : คือมีมูลมาจาก ความไม่ยอมตามหลังพระอรหันต์เสียเลย ; แม้ในสัดส่วนที่พอเหมาะสมกับตนเอง ; ไม่เท่าไรก็จะเต็มไปด้วยคนที่มีจิตใจเหมือนตกนรกทั้งเป็น, เป็นการตกนรกทั้งเป็น มากขึ้นทั้งโลก กำลังเป็นกันอย่างนั้น. คุณไปดูเถอะ ; ที่บ้านนอกคอกนา ความเจริญอย่างใหม่ยังมาไม่ถึง ยังเป็นอยู่น้อย, ในบ้านในเมืองที่ความเจริญแผนใหม่มาถึง มันก็เพิ่มความตกนรก
น.315 ทั้งเป็นอยู่ในใจมากขึ้น ๆ ๆ ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนรวมเป็นสังคม ; ไม่ยอมกินอาหาร ด้วยความว่าง จากความว่าง ของความว่าง เพื่อความว่าง อย่างพระกิน, จะกิน เพื่อตัวกู - ของกู และละโมบโลภลาภ เหมือนภูตผีปีศาจทางเนื้อหนัง ขอให้ทุกคนพอใจที่จะตัดกิเลส ที่จะพิจารณาปัจจเวกขณ์ บท “ยถาปัจจยัง" และให้เคร่งครัดยิ่งขึ้นไปอีก. ในการที่จะกินอาหารประจำวัน ในการที่จะนุ่งห่มจีวร ในการที่จะ ใช้สอยเครื่องใช้ไม้สอย ; แม้ที่สุด แต่จะใช้ยารักษาโรค อย่าให้เป็นไปทาง สำอางเพื่อตัวกู - ของกู. หรือว่าอย่าเลยไปถึงว่า : เพราะว่ามันกลัวตาย เพราะกู จะตาย กูจึงจะกินยา นี้มันมากไปแล้ว. กูนี้ก็ต้องตายแน่ อย่าอวดดีไปเลย, ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง กูต้องตายแน่. นี่อย่าบ้ามากไป ว่ากินยาแก้ตาย, กินยารักษาโรคแก้ตาย. ที่แท้การกินยาหรือใช้ยานั้นเพียงเพื่อบำบัดความทุกข์ยากลำบาก ที่มันกำลังเป็นอุปสรรค ในระหว่างที่ยังไม่ตาย, เพื่อให้ทำงานไปได้เพื่อให้มีชีวิตพอเหมาะสม, ทำการงานหน้าที่ มีประโยชน์ไปได้ก็แล้วกัน. นี่แม้แต่จะกินยาก็ยังจะต้องเพื่อเพียงเท่านี้. อย่าเพื่อ ตัวกู - ของกู มันไม่รู้จักหายหรอก ; ถ้ามันมี โรคตัวกู - ของกูจัด กินยาอะไรเข้า ไปก็ไม่รู้จักหาย, มันก็ยังมีเผลอมีสะเพร่า มีวิตกกังวลอะไรไปของมัน ซึ่งจะต้องมี ความเจ็บป่วยอยู่เสมอ. นี่คนที่ มีตัวกู - ของกูจัด อย่างนี้ แม้แต่การกินยามันก็เพื่ออย่างนี้, ไม่ต้อง พูดถึงเรื่องกินอาหาร, นุ่งห่ม, เครื่องใช้สอย .. แม้จะกินยาเราก็ต้องรู้สถานประมาณ ที่พอเหมาะ พอดี. เรื่องตัดหัวใจเปลี่ยนใหม่ มันเป็นเรื่องบ้าบอที่สุดพอ ๆ กันกับไป โลกพระจันทร์ ; มันไม่เป็นเรื่องที่ควรทำหรือต้องทำ. มันเป็นเรื่องเกินไป; ทาง ศาสนาต้องถือเป็นเรื่องโง่ เรื่องบาป เรื่องไม่ถูกศีลธรรม ในการที่จะทำอะไรผืน กฎธรรมชาติมากเกินไป.
น.316 เมื่อสมควรตาย มันก็ต้องตาย ; ทำเกินนั้น มันลำบากเปล่า ๆ, มีผล ไม่คุ้มกับที่จะได้ หรือจะลำบากมากขึ้นเปล่า ๆ ; เอาเวลาไปทำอะไร หรือทำอื่นเสีย ดีกว่า. คนที่ควรจะตายก็ตายไป ไม่ไปเสียเวลาลงทุนมหาศาลเพื่อความเป็นอยู่ชนิดที่ใช้ อะไรไม่ได้. ผมไม่ยอมเปลี่ยนหัวใจหรืออะไรทำนองนี้ แม้ใครจะมาทำให้ฟรี ๆ ไม่ต้อง เสียเงิน. นี่จึงถือว่ามันเป็นเรื่องเกินไป, มันเป็นเรื่องบ้าบอเหมือนไปโลกพระจันทร์, ไม่จำเป็นจะต้องไป. ทำอะไร ๆ ในโลกนี้ให้มีความสงบสุขแก่ดีกว่า. เหยียบ ตัวกู - ของกูให้แหลกละเอียดไปเสียก่อน ถึงจะไปเหยียบดวงจันทร์จะดีกว่า ; เรื่องนี้ มันจำเป็นกว่า. นี่จึงมาขอร้อง อ้อนวอน สั่งสอนว่า : ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผล งานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ; ขอให้ทำเป็นประจำวันทุกชั่วโมงทุกนาที จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ รวมทั้งที่จะไม่เป็นโรคหัวใจจนต้องเปลี่ยน มันก็อยู่สบายไป, ได้สบายจนถึงอายุขัยของมัน. ทีนี้ไปทำผิดวิธีเป็นของแสลงจนทำให้เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคความดันเป็น โรคอะไรต่าง ๆ เพิ่มความยุ่งยากขึ้นหลายร้อยหลายพันเท่าโดยไม่มีความจำเป็น ; ไม่มี ธรรม ทิ้ง ธรรมมะมาแต่เกิดจนกระทั่งบัดนี้ จึงเป็นโรคอย่างนี้ ; แล้วก็เสียเวลาเยียวยา รักษากัน, คนเจ็บก็เสียเวลามากเสียเงินมาก. เพื่อนมนุษย์ที่เป็นหมอก็พลอยยุ่งยาก ลำบาก เสียเวลามาก. ถ้าอย่าเป็นโรคนี้มันก็ได้พักผ่อนสบายกันทั้งคนเจ็บทั้งหมอ. เดี๋ยวนี้กำลังเป็นไปในลักษณะที่จะทำให้เสียเวลา มีความทุกข์ทรมานยุ่งยากกันทั้งคนเจ็บ และทั้งหมอ ก็คือทั้งโลก ; เพราะไม่เดินตามหลังพระอรหันต์ ไปเดินตามก้นฝรั่ง อย่างหลับหูหลับตา อย่างสุดชีวิตจิตใจ; ขอใช้คำอย่างนี้. ให้เราเดินตามหลังพระอรหันต์กัน ตามความสามารถที่เราจะทำได้ : เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของ
น.317 ความว่าง. ผมก็พูดพร่ำเพรื่อซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรื่องนี้ โดยหวังว่าคงจะเข้าใจกันสักวัน หนึ่ง ; แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด ก็เข้าใจพอจะเดินตามหลังพระอรหันต์ได้บ้างในระยะห่าง ๆ ก็ยังดี. อย่าให้กลายเป็นคำล้อ เหมือนกับที่เขาเอาไปล้อเรื่องจิตว่าง, ใช้คำว่าจิตว่าง เป็นคำสำหรับล้อ เหมือนกับที่เขาเอาไปล้อเรื่องจิตว่าง. ใช้คำว่าจิตว่างเป็นคำสำหรับล้อ, นั่นคือเป็นแบบวิสัยของอันธพาลที่ไม่รู้จักหัวใจของพุทธศาสนา, ไปให้ความหมายว่า "จิตว่าง" แล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้อะไรไม่รับผิดชอบอะไร. ที่จริง จิตว่าง นี่จะรู้จะชี้จะรับผิดชอบทุกสิ่ง และก็ จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ไม่มีอะไรเหลือ. ส่วนจิตว่างไม่รู้ไม่ชี้อะไรเป็นจิตว่างแบบอันธพาลเหมือนจิตใจของ ผู้พูด : ซึ่งรู้จักแต่ความว่างอันธพาล มันก็ใช้แต่ความหมายนั้นไปเรื่อย. ถ้าเรารู้ ความหมายที่ถูกต้องของพุทธศาสนาก็ใช้อีกอย่างหนึ่ง ในทางที่จะทำให้มนุษย์ทั้งโลกให้มี ความสงบสุข, ป้องกันวิกฤติกาลที่จะเกิดขึ้น แม้แต่บุคคลที่เป็นโรคเส้นประสาท ก็ไม่ต้องมีไม่ต้องเป็น. สรุปความสำหรับวันนี้มันก็มีว่า แม้ในขณะที่เปิบข้าวเข้าปาก แล้วก็ยัง ต้องทำไปด้วยจิตว่าง, ทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง, ทำไร่ไถนาทำอะไรก็ตามให้ถูกต้องตาม วิธีของพุทธศาสนา. แม้จะเอาเงินเอาข้าวเปลือกมาเก็บไว้ ก็เก็บไว้ให้ถูกต้องตามวิธีของ พุทธศาสนา ที่เรียกว่า "ยกให้ความว่าง ใส่ไว้ในคลังของความว่าง" พอถึงวิธีที่จะ มาหุงมาแกงมาต้ม มากิน มาเป๊ปเข้าปากมันก็ต้องทำไปด้วยจิตว่าง ที่เรียกว่า "กินอาหาร จากความว่าง". คุณจงเอาไปคิดไปนึก : จะอยู่เป็นพระ ก็ตาม จะสึกออกไป ก็ตาม มีหลัก เกณฑ์อย่างเดียวกัน ; เดินตามหลังกันออกไปเป็นแถว ไปทิศทางเดียวกัน. อย่าไป แยกหันหลังกลับ แยกทางกันเดิน ก็จะต้องไปถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์ควรจะไปถึง หรือ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับ.
น.318 จงพยายามทำไปทุกวันทุกชั่วโมงทุกเวลานาทีที่จะ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. รวมความในคำเดียวกันว่า เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. ถ้าแยกออกไปเป็นส่วน ๆ ก็ทำงาน ด้วยจิตว่าง, ยกผลงานให้ความว่าง, กินอาหารของความว่าง ; แยกออกไปเป็น อย่าง ๆ แต่รวมกันหมดแล้วก็คือ มีชีวิตเป็นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกด้วยจิตว่าง ด้วยความว่าง เป็นยารักษาโรคที่ดี สำหรับผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้ว ; แล้วมันจะป้องกัน โรคสำหรับที่ยังไม่เป็น. จิตว่างจะเป็นอาวุธที่ดี ที่มีอยู่คู่มือประจำมือ ที่ใช้ได้คล่องแคล่ว จะฟาด พันศัตรูได้ฉับไว ทันควัน ในเมื่อมันเกิดขึ้นมา. การฝึกฝนอยู่อย่างนี้เหมือนกับฝึก เพลงอาวุธไว้คล่องมืออยู่ตลอดเวลา ; ด้วยการ กินอาหารด้วยความว่างอย่างพระกิน อยู่เสมอไป. อย่าได้เผลอเป็นความตะกละ ตัวกูกิน ภูตผีปีศาจกิน จนเป็นโรค ทางจิต ทางวิญญาณ เต็มไปหมด เพราะการกิน. เวลาหนึ่งชั่วโมงของเราก็หมดลงแล้ว.
Buddhadasa