น.319 วันนี้จะได้กล่าวในหัวข้อว่า "ตาย เสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" ซึ่งเป็นการกล่าวต่อเนื่องกัน มาจากวันก่อน ๆ. หัวข้อที่ ๑ ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง หัวข้อที่ ๒ ว่า ยกผลงานให้ความว่าง หัวข้อที่ ๓ ว่า กินอาหารของความว่าง หัวข้อที่ ๔ นี้ว่า ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัวแต่หัวที่. คำว่า "ตาย" นี้เป็นคำที่มีความหมาย หรือวิธีพูดที่กำกวม ที่ อาจจะเกิด สับสนแก่คนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการพูดด้วยโวหารเช่นนี้; โดยที่ทั่วไปคนก็ได้ยินได้ ฟังอยู่ว่า การปฏิบัติธรรมะนี้ปฏิบัติเพื่อความไม่ตาย ไม่ตายตลอดกาลเรียกว่าอมตะ. ทำไมบัดนี้จึงมาบอกให้ปฏิบัติเพื่อตาย และก็ตายเสร็จสิ้นตั้งแต่หัวที่อีกด้วย, ซึ่งก็ ๒๙๐
น.320 หมายความว่าตายตลอดกาลเหมือนกัน. ไม่ตายตลอดกาล กับตายตลอดกาล มันจะ เป็นเรื่องเดียวกันอย่างไรได้ ; คงจะเกิดความสับสนฉงนแก่ผู้ที่ไม่เคยฟัง ในชั้นแรกจะ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า มันเป็นสำนวนพูด, เป็นโวหารพูด ทางศาสนา ทางธรรมะชั้นสูง แล้วแต่ว่าจะเล็งไปในแง่ไหน. ที่พูดว่า "ไม่ตาย" นั้นเป็นภาษาคนมากกว่า ถ้า"ฉันอยู่" เหลืออยู่แล้วก็ไม่รู้จักตายอีกต่อไป; อย่างนี้ เป็นภาษาคน ที่พูดชนิดที่เข้าใจง่าย, และคนก็รู้จักนึกคิดอย่างนี้มาก่อนตั้งแต่ทีแรก ว่าต้องการจะไม่ตาย, ต้องการจะมีอยู่อย่างไม่รู้จักตาย. นี่เป็นภาษาธรรมดากว่าที่จะ พูดว่าตายเสร็จสิ้นไปเลย ไม่มีอะไรเหลืออยู่. เราจะต้องรู้จักเปรียบเทียบ"ตาย" กับคำว่า "นิพพาน" เพราะ นิพพานแปลว่าดับไม่เหลือ, ดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ความร้อน ก็คือ เย็นสนิท. "ดับไม่เหลือ" มีความหมายเป็นตายมากกว่าที่จะไม่ตาย ; แต่แล้วก็เข้า ใจผิด ว่าตายนี้เราไม่ชอบ เราก็ไม่อยากตาย. ฉะนั้นคำว่า ตายในที่นี้หมายถึงตายอีก ชนิดหนึ่งคือตายโดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย, ชีวิตยังไม่แตกดับแต่ก็ตาย : หมายถึง ตายอีกชนิดหนึ่ง, คือตายโดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย. ชีวิตยังไม่แตกดับ แต่ก็ตาย หมายถึงตัวกู - ของกูตายหมด. ในคำโบราณที่พูดไว้ว่า : นิพพานนั้นคือตายเสียก่อนตาย, หรือตาย เสียก่อนแต่ร่างกายตาย" นี้อะไรตาย ? ก็คือกิเลสที่เป็นเหตุให้รู้สึกว่ามีตัวกู - ของกู นั่นแหละตาย. กิเลสนี้ต้องตายเสร็จก่อนร่างกายตาย จึงจะเรียกว่านิพพาน. นี่เป็น สิ่งที่ควรจดจำไว้ด้วยว่า ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย ; เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เห็นว่า มีการพูดที่สับสน. คราวหนึ่งคนหนึ่งสอนว่า ให้ตายเสีย
น.321 ก่อนตาย, คราวหนึ่งนี้ มีผู้ที่สอน ว่าจงทำไม่ให้รู้จักตาย. ที่แท้มันเป็นคำพูดที่ถูก ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีความหมายมุ่งไปอย่างหนึ่ง ๆ ; รวมความแล้วคือ ดับตัวกู - ของกูเสียได้ ไม่มีความยึดมั่นตัวกู - ของกูเหลืออยู่ นั่นแหละคือใจความของการ ปฏิบัติ ดับตัวกูเสียได้คือตาย ฆ่าตัวกู ทำลายตัวกู ให้หมดเสีย ; อย่างนี้เรียกว่าทำให้มันตายไปเสีย. คิว ที่นี้ ไม่ตายก็หมายความว่าตัวกู - ของกูไม่มีแล้ว ก็เหลืออยู่แต่ธรรมะที่ บริสุทธิ์. ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่ไม่รู้จักตายคือนิพพาน, คือธรรมชาติที่ไม่รู้จักตาย ; เข้าใจเสียให้ดีจะได้ไม่มีอะไรกีดขวางกัน. พูดว่าจงตายเสียให้เสร็จสิ้นในตัวเสียแต่ ทีแรก, ก็หมายความว่า : อย่ามีความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูมาเสียแต่ทีแรก ให้ตลอดเวลา ไปเลย. นี้เรียกว่าตัวกู - ของกูมันตาย ไม่มีส่วนเหลือตั้งแต่ทีแรก หรือตลอดเวลา. ถ้าตัวกู - ของกูมันตายเสียแล้วตั้งแต่ทีแรก ก็เหลืออยู่แต่ธรรมชาติที่ บริสุทธิ์ ปรากฏออกมาแก่ความรู้สึกเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักตาย ; เพราะมันไม่มีตัวกู - ของกู มันจึงไม่รู้จักเกิด ไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักเจ็บ ไม่รู้จักตาย ; เพราะว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรเหล่านี้ มันอยู่ที่ตัวกู - ของกูทั้งนั้น. จริงอยู่ที่ สังขารที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู และตัวกูเกิดแก่เจ็บตาย ; ที่นี้ถ้าเราไม่ยึดถือว่าสังขาร ว่าเป็นตัวกู - ของกู มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ, ไม่เรียกว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; เพราะว่าเอาความหมายคำว่าตัวกู - ของกูออกไปเสีย ไม่มีเหลืออยู่. ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็สูญเสียความหมายไปด้วย, เรียกว่าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย. นี่มันผลัดกันพูดคนละที หรือคนละแนวอย่างนี้. ระวังอย่าให้สับสนสำหรับคำพูดเพียงคำเดียวว่า "ตาย" กับ คำว่า "ไม่ตาย".
น.322 ขอให้รู้ไว้โดยประวัติว่า คนแสวงหาความไม่ตายกันมา ตั้งแต่ตอน พระพุทธเจ้าเกิด. พระพุทธเจ้าก็ออกแสวงหาความไม่ตายเหมือนกันคือออกบวช. คนพูดถึงความไม่ตาย ไม่รู้จักตาย มาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด, แล้วก็มีความรู้สึก เอาเองตามความสำนึก เพราะว่าเบื่อความตาย เกลียดความตาย ; ยิ่งรู้ว่าตายแล้ว ตายอีกๆ เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารอย่างนี้ มันก็ยิ่งเกลียดความตาย. นี่ก็เลยต้องการ จะมีความไม่ตาย, จะทำอย่างไรหนอจึงจะไม่ตาย ? เที่ยวหาเที่ยวค้นกันอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น, นานอยู่เหมือนกัน, คงจะหลายร้อยปีเหมือนกัน โดยเฉพาะประเทศอินเดียซึ่งเป็นเจ้าของคำ ๆ นี้. อีกอย่างหนึ่ง ก็มีเรื่องทางโลก ๆ เขาว่า มียาที่กินเข้าไปแล้วไม่รู้จักตาย, หรือว่าพวกเทวดามีน้ำดื่มชนิดหนึ่ง ที่ดื่มไปแล้วไม่รู้จักตาย ; นี่มันก็แว่วอยู่ในหู. คนก็อยากจะไม่ตายทำนองนั้น : ที่เป็นเรื่องโลกจัดก็คือว่า ต้องการจะให้ใครฆ่าไม่ตาย ใครๆ ก็หาวิธีที่ไม่รู้จักตายแบบนี้ ; ที่เป็นธรรมะ ก็ต้องการจะไม่เกิดไม่ตายต่อ ๆ ไป ซึ่งก็เรียกว่าต้องการความไม่ตายด้วยกันทั้งนั้น ; ก็ค้นพบสิ่งที่เชื่อกันว่าไม่ตายนี้มาตาม ลำดับ ๆ แล้วมันไม่ถูกไม่จริงกันถึงที่สุด จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ออกสำรวจ ค้นหาความไม่ตายกับเขาด้วยเหมือนกัน แล้วก็พบความไม่ตายในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ อะไรที่เป็นความตาย ให้มันตายไปหมด, อย่าให้มีอะไรเหลือที่มนุษย์ เรียกมันว่าความตายก็ให้มันเพิกถอนไปหมดไม่มีเหลือ ก็จะเหลือแต่สิ่งที่ไม่รู้จักตาย. ฉะนั้นอะไรที่เป็นความตายที่กลัวกันนักก็จะต้องถูกถอนไป ให้เหลือแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม คนเรา ไม่อยากตาย ก็เพราะว่ามีความหวัง มีที่หวัง ที่กำลังพอใจเอร็ดอร่อยเป็น ที่หวัง ; ไม่อยากตาย เพราะกลัวว่าจะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ ; มันเป็นความ เห็นแก่ตัวอยู่อย่างนี้. ถ้าถอนความเห็นแก่ตัวนี้ออกไปเสียได้ ก็หมดปัญหาในเรื่องนี้ เหมือนกัน ; มันจึงไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จึงเฉยได้ คือไม่รู้ ไม่ชี้ทั้งนั้น ; แต่ถ้ายัง มีความหวังในอะไรอยู่ มันก็ไม่อยากตาย.
น.323 การที่จะไม่ตายก็ต้องทำลายความหวัง ตัณหา หรืออาสา. มันมีวิธีเรียกมาก สำหรับกิเลสที่เป็นความหวังมีชื่อหลายสิบชื่อ แต่ใจความของมันก็คือหวัง, คืออยาก. ฉะนั้น การที่จะไปสู่นิพพาน หรือบรรลุถึงนิพพานหรือความไม่ตาย นี้ต้องทำ ลายความอยากความหวังเหล่านี้เสียจนไม่มีอะไรเป็นที่หวัง กฎ หรือเป็นที่อยาก ; คือนิพพาน เป็นความตายแห่งตัวกู แต่เป็นความไม่ตาย หรือไม่รู้จักตาย ของ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์. จิตนี้ต้องสลัดธรรมชาติแห่งความโง่หลง คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทานนี้ ; ที่มีความรู้สึกว่าตายนี้ สลัดออกไปเสียให้หมด จึงจะพบกับธรรมชาติอัน บริสุทธิ์ที่ไม่รู้จักตาย. ที่สอนว่าให้รู้จัก "ตายเสียในตัวแต่หัวที" นี้เป็นข้อความที่เนื่องกันมา จากคำพูดข้อแรกว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง. กินอาหารของ ความว่าง. ถ้าทำได้อย่างนี้ มันเป็นการตายเสร็จแล้วในตัวตั้งแต่หัวที่. ตก คำว่า "ตายเสร็จแล้วในตัว" นี้หมายความว่ามันตายอยู่เองโดยอัตโนมัติ ในการกระทำเช่นนั้น ทีนี้ การกระทำให้มีความรู้สึกแต่ความว่างนั้น มันเป็นการตายของตัวกูอยู่ในตัวมัน เองตั้งแต่หัวที. อยากจะขอบอกอีกหน่อยว่า ภาษามันดิ้นได้ หรือกำกวม และพูดเป็น คำกลอนด้วยภาษามันบังคับ. ที่ว่า "ตายเสร็จแล้วในตัวนี้ หมายถึงว่าตายโดย อัตโนมัติ ตายได้เองในตัวมันเอง หมายถึงตาย โดยอัตโนมัติ ; ไม่ใช่ตายอยู่ใน ร่างกายนี้. คำแปลฉบับภาษาอังกฤษแปลผิดที่ตรงนี้ กลายเป็นตายในร่างกาย. แปลอย่างนั้นไม่รู้ว่า ตายแล้วในตัวมันตายได้โดยอัตโนมัติ ; เพราะการปฏิบัติเพื่อ มีจิตว่าง หรือทำงานเพื่อความว่างมันตายอยู่ในตัวแต่หัวที, คือตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที. เราพูดกันเรื่อง ความตายอยู่ ในตัวมันเอง ตั้งแต่หัวที่ ; ความตายนี้ก็เลย กลาย เป็นความตายที่น่ารักน่าปรารถนาไป ; ไม่เหมือนกับความตายที่เป็นความทุกข์,
น.324 มีแต่ความตายที่เป็นตัวกู ที่กลัวตาย, ยังมีตัวกูแล้วกลัวตาย. ความตายอย่างนั้น มันไม่น่ารักไม่น่าปรารถนา เป็นที่กลัวแก่คนทุกคน. นี้แปลว่าตัวกูนี้มันไปหมด ไม่มีตัวกูเหลือ, กลายเป็นของน่ารัก น่าปรารถนาสำหรับคนทุกคน, แม้ชีวิตมีอยู่ มันก็ไม่มีทางทำผิดทำชั่ว ไม่มีทางที่จะมีความทุกข์ ; เป็นความตายที่น่ารัก น่าปรารถนา. นี่คือความหมายของคำว่า "ตาย", ตาย นี้ระวังให้ดี มันสับสนปนเปกันอย่างนี้. ที่ว่า ตายเสร็จสิ้นในตัวแต่หัวทีนี้ ชาวบ้านที่เป็นธรรมดาสามัญจนเกินไป ที่ไม่เคยได้ยินก็กลัว, พวกที่เข้าใจเรื่องจิตว่างแบบอันธพาล เขาไม่เข้าใจเขาก็กลัว, กลัวความตายไปทุกสิ่งทุกอย่าง. ไม่เข้าใจว่า ความตายชนิดนี้หมายความว่าอย่างไร ; คือความตายชนิดนี้มันช่วยแก้ปัญหาความตายชนิดโน้น. การตายที่เป็นทุกข์หมายถึง การตายของจิตที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู - ของกู ; ส่วนการตายของตัวกู - ของกู มัน กลายเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ แล้วก็ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ; การตายชนิดนี้ควรจะศึกษา ให้เข้าใจกันไว้. จะพูดไว้ง่าย ๆ ที่กันลืมบ้างว่า ถ้ายังมีกิเลสตัณหา อุปาทาน ตัวกู - ของกู อยู่แล้ว มันเป็นความตายที่เป็นทุกข์ทั้งนั้น, แล้วการตายนั้นก็ เป็นการตายโหงด้วย. นี่เราจะแยกกันได้อย่างนี้ ว่าการตายของคนธรรมดาสามัญทุกคนนั้นเป็นการตายโหง ในภาษาของพระอริยเจ้า. ภาษาของคนธรรมดา นั้น ตายโหงหมายถึงตกต้นไม้ตาย ควายขวิดตาย อะไรตาย เขาเรียกว่าตายโหง ; ตายโหงอย่างนั้นมันเป็นตายโหงของคนธรรมดา : มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า มันไม่อยากตายอยู่ตลอดเวลา, ไม่อยากตายแล้วมีอะไรมาตัด ชีวิต ถูกตัดออกไปให้มันตาย, ตายไม่ทันตั้งตัวนั้นคือตายโหง. ถ้าตายมีความรู้สึก ตั้งตัว ต่อสู้สุดความสามารถแล้วจึงตาย ; ชาวบ้านเรียกว่าไม่ตายโหง. นี่มันก็ถูก
น.325 อย่างภาษาชาวบ้าน, หรือภาษาคนธรรมดาสามัญพูด. แต่แล้วเราก็ลองไปใคร่ครวญดูว่า ความหมายของคำว่าตายโหงชนิดของชาวบ้านนั้นมีความหมาย สำคัญอยู่ที่ว่าไม่อยากตาย, มีอะไรมาตัดชีวิตของคนที่ไม่อยากตายโดยปุ๊บปั๊บ. ถ้าเป็นภาษาหนังสือที่สูงและลึก ภาษาทางวิญญาณ ภาษาทางธรรม ภาษา พระอริยเจ้านี้ก็เล็งเหมือนกันหมด ว่าถ้ามันตายโดยไม่อยากตาย มันก็ควรจะเรียกว่า ตายโหง. ถ้าตายโดยที่มีการเตรียมพร้อมสำหรับจะตาย จึงจะไม่ตายโหง. ข้อนี้อธิบายให้ชัดลงไปได้อีกว่า คนธรรมดาไม่อยากตาย ไม่ยอมตาย ; ฉะนั้นเมื่อ จะต้องตายก็กระวนกระวายเดือดร้อนเป็นทุกข์. เหมือนกับที่พูดมาแล้วบ่อย ๆ ว่าตายไม่เป็น, ตายไม่เป็นคือไม่รู้จัก ตายอย่างไรให้ดีที่สุด, ตายไม่เป็นอย่างนี้ตายโหงทั้งนั้น. กฎ จะเป็นตายโหงตาม ภาษาพิเศษ หรือภาษาที่เรียกว่าภาษาธรรมะ ภาษาอริยเจ้า, หรือตายอย่างทุลักทุเล ; เรียกหมอให้ช่วยอย่างนั้นช่วยอย่างนี้ ช่วยอย่างนั้น จนไม่มีสติสะตังอะไร นอนตาปริบ ๆ อยู่จนกระทั่งดับไปก็ดี ; มันก็อยู่ในพวกที่ตายโหงของคนที่ไม่อยากตาย, ของคนที่ พยายามที่จะดึงไว้ให้ไม่ตาย ; เสร็จแล้วมันก็ต้องตาย. นี่มีความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างคนธรรมดาสามัญกับพระอริยเจ้า. ข้อนี้ ผมนึกถึงเรื่องราวตอนใกล้ปรินิพพาน ที่เรียกกันว่าปลงอายุสังขาร ; พระพุทธองค์เสด็จอยู่ที่ปาวาลเจดีย์ตรัสว่า : สามเดือนต่อนี้จะปรินิพพาน เรียกว่าปลง อายุสังขาร. พญามาร มาทูลขอให้ปรินิพพาน, พระพุทธเจ้าก็ตกลงด้วย ; นี่เป็น เรื่องพูดภาษาสมมุติ. ภาษาจริง ๆ ก็คือว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงตัดสินพระทัยที่จะให้สังขารร่างกาย นี้แตกดับไปในเวลาประมาณ ๓ เดือนข้างหน้า, นับจากวันนี้; เรียกว่า ปลงอายุ สังขารคือกำหนดอายุความตาย ชนิดที่เป็นความแตกดับของสังขาร.
น.326 ส่วน ตายในภาษาธรรมะนั้น พระพุทธเจ้าตายเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วัน ตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์ คือพอตรัสรู้ ตัวกู - ของกูของท่านตายฉิบ เสร็จแล้ว ตั้งแต่วันนั้น. นี่ ภาษาคนก็พูดว่าตรัสรู้, ภาษาธรรมะพิเศษอย่างนี้ก็คือว่า "ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัวแต่หัวที่" ตั้งแต่วันตรัสรู้, และอยู่มาอีก ๔๕ ปี เพื่อสอนศาสนา และแผ่ ศาสนา ; จนถึงปีสุดท้ายอีก ๓ เดือนจะตายทางร่างกาย ท่านจึงปลงสังขาร ให้สังขารนี้ สิ้นสุดไปแตกดับไป นับ ๓ เดือน แต่วันนี้, แล้วก็มีการปรินิพพานทางร่างกายจริง ตามกำหนดนั้น. ใจความสำคัญที่ต้องนึกกันบ้างก็คือว่า คนเราต้องรู้จักตายให้เป็น. รู้จักตายให้เป็น คือให้ร่างกายมันแตกดับไป ในลักษณะที่เหมาะสม ; แม้ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า หรือยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ทำตามอย่างท่านได้, เท่าที่ จะทำได้. เราจึงเห็นได้ว่าเรื่องตายนั้น เมื่อควรตายก็ให้มันตายอย่างที่เรียกว่าปลง สังขาร ปลงอายุสังขาร, จะต้องไปดิ้นรนต่อสู้ให้ยุ่งยากลำบากไปทำไม. เรื่องผ่าตัด เอาหัวใจใส่ใหม่นี้ ผมถือว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ของคนที่ไม่รู้จักตาย. ตายไม่เป็นก็ต้อง ตายโหงอยู่ดี คือตายด้วยจิตใจที่ไม่อยากตาย เรียกว่าตายโหงหมด ; ผมถือว่าอย่างนี้ ภาษาธรรมะหรือภาษาอริยเจ้าท่านก็มีความหมายอย่างนี้ : ตายด้วยความไม่อยากตาย, นี่คือตายทางร่างกายต้องเป็นการตายโหง ตายด้วยความเศร้าด้วยความอเน็ตอนาถใจ ไม่อยากตายมันก็ต้องตาย, ตายไปด้วยความเศร้า ด้วยความทุกข์ ; อย่างนี้เรียกว่า ตายโหงก็ถูกดีแล้ว เป็นการตายโหงภาษาธรรม ภาษาที่สูงขึ้นไป, ไม่ใช่ตายโหง ตกต้นไม้ตาย ควายขวิดตาย ; นี่เป็นภาษาโลก ภาษาคน. ระวังให้ดีพุทธบริษัท ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา อย่าตายโหง ตายด้วยจิตที่ดิ้นรน เสียดายไม่ยอมตาย, เสียดายนั่นเสียดายนี่ กระวนกระวายอยู่ ; แล้วมันก็ต้องจำใจตาย ; ก็เรียกว่าตายโหง. ถึงจะช่วยกันให้อยู่ไปได้โดยมีความรู้สึก
น.327 ว่าตายไปเมื่อไรไม่รู้ ก็เรียกว่าตายโหงอยู่ดี ; เพราะมันเป็นการตายของคนที่ไม่ยอมตาย ไม่อยากตาย ไม่รู้จักตาย. ทีนี้ที่เรียกว่าการศึกษาธรรมะ หรือรู้ธรรมะกันจริง ๆ เขาต้องการให้รู้ใน ข้อนี้ : ข้อที่ไม่ต้องตายโหง, คือว่าอย่าต้อง ตายโดยที่ ไม่อยากตาย ; อย่าเป็นคนโง่ เป็นคนไม่รู้ว่าธรรมชาติมันต้องเป็นไปอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นอย่าให้มันยุ่งยากมากนัก เมื่อควรตายไปก็ต้องตาย ; เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เป็นเรื่อง ตัวอย่าง : ว่าสามเดือนจากวันนี้จักปรินิพพาน หมายความว่าให้ร่างกายแตกดับไปตาม ธรรมชาติ ; ส่วนนิพพานของกิเลส นิพพานเสร็จแล้วตั้งแต่วันตรัสรู้. เมื่อเรามี ธรรมะในเรื่องนี้พอ มันก็ไม่มีการตายโหง. ถ้า ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความ ว่าง อยู่เสมอนี้มันเป็นการตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่; เป็นการป้องกันการ ตายโหงอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางที่จะวี่แววมาได้. ฉะนั้นผู้ใดไม่อยากตายโหงก็จงปฏิบัติ ตามนี้ คือตายเสร็จไปแล้ว ด้วยความแน่ใจ, มันตายเสร็จไปแล้ว. ถึงแม้เรายัง เป็นคนมีกิเลส ยังไม่หมดกิเลส ก็จงพยายามที่จะตายอย่างนี้ : พยายามที่จะตาย ด้วยความสลัดออกไป ได้ ปล่อยวางออกไป ได้ ไม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะไม่ตาย ; แล้ว จำใจตาย แล้วจะต้องตาย. แม้คนที่ยังมีกิเลสยังไม่หมดกิเลส ก็จงพยายามที่จะตาย อย่างนี้. วิธีบรมโบราณที่สอนกันไว้จนเป็นธรรมเนียม เป็นประเพณีของพุทธบริษัท อย่างนี้ก็มี : หมายความว่าแม้เป็นชาวบ้านถ้ามีภูมิธรรมสูง, ได้รับการศึกษาอบรม ทางพุทธศาสนามาดี เขาสอนให้พยายามตายอย่างนี้, แม้จะมีตัวกู - ของกูเหลืออยู่ใน จิตใจ ก็พยายามที่จะตายอย่างไม่ยึดถือเป็นตัวกู - ของกู คือ สมัครตายโดยเรียบร้อย
น.328 ด้วยสติปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะ คือถือว่ามันเป็นการแตกดับไปของมันเอง ; ก็มี โอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์ หรือสิ้นกิเลสได้ในขณะที่ดับจิตนั้นก็ได้. เรื่องมันง่าย กว่ากันมาก ; มันไม่มีปัญหาเรื่องความทุกข์รบกวน. ขอให้ เข้าใจคำว่า "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที’ ให้ดี ๆ มันจะ ช่วยได้มาก เพื่อป้องกันการตายโหงตลอดกาลนั้น ป้องกันได้, และแล้วก็จะ เป็นการช่วยให้ดับกิเลสตัณหาอุปทานได้เดี๋ยวนี้, หรือว่าวินาทีสุดท้ายที่ร่างกายจะแตกดับ เมื่อถึงวินาทีสุดท้ายที่ร่างกายจะแตกดับ ก็สมัครดับไม่เหลือ ๆ, มีสติสัมปชัญญะ ระลึกนึกถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะพินิจพิจารณามาแต่ก่อนแล้ว เห็นแจ้งแล้ว ว่าไม่มีอะไรที่จะยึดมั่นถือมั่น, ไม่มีอะไรที่ไหนที่ควรจะเอา ไม่มีภาวะอะไรชนิดไหน ที่ควรจะเป็น. ฉะนั้นเรา สมัครจะไม่เอาไม่เป็น คือว่า : อย่ามีตัณหาอุปาทาน ในการเอาการเป็นใด ๆ อย่างใด. จิตนั้นก็บริสุทธิ์, เป็นจิตที่บริสุทธิ์ กลายเป็น เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ : คือร่างกายกับจิตใจที่บริสุทธิ์อยู่ตลอดไป คือตลอดเวลาที่มี ความรู้ข้อนี้ เบญจขันธ์นี้ก็เป็นเบญจขันธ์บริสุทธิ์: แล้วมันก็ดับไปด้วยอาการอย่างนี้, ก็เรียกว่า หมดกิเลสได้พร้อมกับร่างกายแตกทำลายลงไป. มันก็ได้ผลได้กำไร และก็ไม่ยากไม่ลำบาก. ถ้ามันยังไม่ตาย มันยังไม่หมดกิเลสก็มีหลักว่า : เมื่อใดไม่มีกิเลส กิเลส ไม่ได้เกิดขึ้น เบญจพันธ์นี้ก็บริสุทธิ์เหมือนกัน, คือบริสุทธิ์ชั่วคราว หรือนิพพาน ชั่วคราว อย่างที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน. เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ชั่วคราว จิตเป็น ประภัสสร ก็ยังดีกว่าที่จะไม่รู้จักเป็นอย่างนี้เสียเลย คือเผลอไป เผลอสติไป. กิเลสปรุงขึ้นมาในใจอีก; เบญจขันธ์นี้ก็สกปรกไปชั่วคราวอีก เป็นเบญจขันธ์ที่มี กิเลสมีตัวกู - ของกูหนาแน่นอยู่, เป็นเบญจขันธ์สกปรก. ที่นี้ความไม่เที่ยงของ สังขาร ของเหตุของปัจจัยมันเปลี่ยนไป; เดี๋ยวมันก็สิ้นไป ปัจจัยมันก็ดับไป ตัวกู - ของกูดับลงไป ; เบญจขันธ์ก็กลายเป็นสะอาดหรือบริสุทธิ์ชั่วขณะอื่น ๆ อีก สลับกัน อยู่อย่างนี้.
น.329 ทีนี้ก็ พยายามที่จะให้มีระยะกาลที่มันสะอาดนี้ยาวออกไป ๆ ให้ระยะ กาลที่มันจะสกปรกนี้สั้นเข้า ๆ น้อยเข้าจนไม่มีเผลอ จนมันไม่อาจจะเกิดก็พอแล้ว, ปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว และใช้ได้ทั่วไปสำหรับทุกคน. อย่าพูดว่านี้มันเหมาะ แก่ผู้ที่จะไปเป็นพระอรหันต์อยู่ในดงในป่า, อย่าเข้าใจอย่างนั้น. ให้เข้าใจเสียให้ถูกว่า สำหรับทุกคน จะต้องปฏิบัติตามหลักนี้ ตามแนวนี้ ตามมากตามน้อย ตามที่จะทำได้ ; ไม่มีหนทาง สองสาย สามสาย สำหรับเลือก สำหรับเดิน ; มันมีแต่สายเดียว ที่เรียกว่าเป็น เอกายนมรรค มีแต่สายเดียว ต้องเดินทางสายนี้แต่สายเดียว ; แต่จะเดินอยู่ ตรงไหน อย่างไร เท่าไร มันแล้วแต่สติปัญญา ความสามารถ. ถ้าถามขึ้นมาว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะตายเสียก่อนตาย ? ถ้ามีความรู้ถูกต้อง ก็ตอบว่า ปฏิบัติด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อทำลาย ตัวกู - ของกู ด้วยกันทั้งนั้น. แม้จะสอนให้เด็ก ๆ ปฏิบัติ มันก็ ทำลายตัวกู - ของกูไป ตามระดับ ของเด็ก ๆ เพื่อจะไม่ยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน หรือยึดมั่นถือมั่นแต่น้อย. มันมี ส่วนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่มาก คือความไม่ยึดมั่นสำหรับเด็ก ๆ, มิฉะนั้นแล้วเด็ก ๆ จะร้องไห้ไม่หยุด หรือเด็ก ๆ จะกินยาตาย. จะป้องกันเรื่องที่เลวร้ายถึงขนาดนั้น จึงสอนในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องกินยาตาย ไม่ต้องมาเสียใจ ระทมทุกข์อยู่ : หากทำผิดก็ทำเสียให้ถูกก็มีเท่านี้. อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเรื่องผิด เรื่องถูก จนคิดว่าไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลง. เพราะฉะนั้น จึงพูดได้ว่า ไม่ว่าคนชนิดไหนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ จะต้อง พยายามปฏิบัติในลักษณะที่เรียกว่า "ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที่" ด้วยกันทั้งนั้น ; ต่างกันเพียงในความหมาย ที่ตื้นลึกกว่ากัน, พยายาม ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่ ด้วยกันทั้งนั้น ตามมากตามน้อย ตามความสามารถของตน ๆ.
น.330 แม้ว่าเราจะสอนให้เด็ก ๆ ไม่รู้จักกลัวตาย กล้าเผชิญกับความตาย มันก็เป็น การถูกต้อง. อย่าเข้าใจผิดไปว่าถ้าไม่รู้จักกลัวตาย ไม่รู้จักตายแล้ว มันจะบ้าบีน, หรือ จะไม่ทำอะไรที่เป็นของดีมีประโยชน์. ส่วนที่อยากมีชีวิตนี้มันเป็นต้นทุนเป็นทุนเดิม, มันมีอยู่จนเหลือเพื่อเสมอไป; เพราะได้อบรมกันมาแต่อย่างนั้น. ทีนี้ เมื่อจะต้องวิบัติพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ อย่างนี้ก็ไม่ควรจะ มีความทุกข์มาก ; เพราะว่ารู้จักเรื่องความตายเป็นของธรรมชาติ เป็นของต้องมี เท่าที่จะรู้ได้. ทีนี้มันไปคิดกันเสียว่า โอ! เดี๋ยวเด็กจะไม่รู้จักรักพ่อแม่ พ่อแม่ตายก็ ไม่ร้องไห้; ก็ตามใจ, เมื่อต้องการอย่างนั้นก็ตามใจ. เรื่องกลัวว่าพ่อแม่ตายเด็ก ๆ จะไม่ร้องไห้ ไม่ต้องกลัว มันก็จะร้องไห้อยู่แล้ว; มันมีอยู่แต่ว่าจะแก้ไขให้ไม่ต้อง ร้องไห้มาก หรือไม่ร้องเลย. เพราะเรื่องร้องไห้มันเป็นเรื่องของความคิดประเภท ยึดมั่นถือมั่น. เราเคยได้ยินได้ฟังมาว่า พระจักรพรรดิ์จีนจะตายต้องมีคนร้องไห้, บรรดา คนรักคนใคร่ บรรดาสนมกำนัลของจักรพรรดิ์ต้องมานั่งร้องไห้ ; มันคงจะเนื่องมาจาก พระจักรพรรดิ์ต้องการจะดูความจงรักภักดี หรือจะได้ตายอย่างสบายใจ ได้ชื่อว่าตายแล้ว ยังมีคนร้องไห้. มันก็เกิดเป็นธรรมเนียมประเพณีขึ้นมาจนต้องจ้างคนมาร้องไห้เมื่อมี คนตาย, มันก็เลยไปกันใหญ่จนถึงขนาดนี้; จะเป็นความโง่หรือเป็นความฉลาดก็ ลองคิดดูก็แล้วกัน. ร้องไห้ตามธรรมดาไม่พอ ต้องไปจ้างคนมาช่วยร้องไห้อีก ; เป็นความยึดมั่นถือมั่นเท่าไร ; คำนวณดูก็ได้. ทีนี้ ที่จะต้องร้องไห้ตามธรรมดา ไปลองคิดดูว่า ควรจะมี หรือไม่ ควรจะมี ? ถ้าไม่มีใครร้องไห้ก็คงจะคิดว่าคนนี้มันเลว จนไม่มีใครร้องไห้; เขาคง คิดกันไปในรูปนี้. นึกแต่ว่าเด็กๆ ไม่รักพ่อแม่ ไม่ร้องไห้ นี่เป็นเรื่องน่าหวัว ; จะเอากันรูปไหน ก็ไปคิดดูเองก็แล้วกัน.
น.331 คนประเภทที่ยังต้องตายโหงก็ต้องการให้คนอื่นร้องไห้เมื่อตัวจะตาย ; หมาย ความว่าตัวเองมีความยึดมั่นถือมั่นมาก ไม่อยากตาย. คนนั้นก็จะต้องการให้คนอื่น พลอยร้องไห้เมื่อตัวจะตาย, จะได้มีความอิ่มใจว่าเรามีคนรักมีคนอาลัย ; จะตายทั้งที่ ก็ต้องมีคนรักมีคนอาลัย ; นี่มันเป็นเอามากถึงอย่างนี้. ถ้ามันมากถึงอย่างนี้แล้ว มันก็ไม่เหมาะสมที่จะเรียกว่าพุทธบริษัทคือหมู่คณะของผู้มีสติปัญญามีความรู้ ผู้มีปัญญา หรือมีความรู้: หมายความว่ารู้จักทำไม่ให้มันเป็นทุกข์. ถ้าเป็นหมู่เป็นคณะ เราเรียกว่า รู้จักทำกันทั้งหมด เพื่อจะให้มันไม่เป็นทุกข์, หรือเป็นทุกข์แต่น้อยลง ๆ จนไม่เป็นทุกข์. ทำไมจะต้องไปขยายออกไป ให้มัน มีความทุกข์มากเกินกว่าความ จำเป็น ; นั้นมันคืออวิชชาหรือความหลง ซึ่งไม่ใช่ความเป็นพุทธบริษัท. ระวังให้ดี ๆ เป็นพระเป็นเณร นี้อย่ากลัวตาย ชนิดขี้ขลาดตาขาว แสดงมาให้เขาเห็น, คือเสียศักดิ์ศรีของผ้าเหลือง ; สุนัขจะไม่กิน. พูดกันให้ เด็ดขาดก็ต้องว่าอย่างนี้, คือไม่มีอะไรดีในตัว จนสุนัขจะกินได้. อะไรนิดก็กลัวตาย สะดุ้งโหยงเหยงโวยวายไปหมด เหมือนกับชาวบ้านที่กลัวไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแก กลัว งูเงี้ยว, เพียงแต่งูตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีพิษสงอะไรเลื้อยมาข้างเท้าก็สะดุ้งกระโดดโหยงเหยง โวยวายไปหมด ; เป็นพระเป็นเณรแล้วก็ยังมี ; นี้เรียกว่าดิบเท่าไร. มันยังเป็นของ ดิบคือไม่สุกมากเท่าไร, คือไม่มีคุณธรรมอย่างพระอย่างเณรเลย. ผมเคยเห็นอยู่ บ่อย ๆ ผมพูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่อวดดี แต่พยายามที่จะทำ ที่จะไม่ให้มันเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอะอะโวยวาย กระโดดโลดเต้นโหยง ๆ เหยง ๆ มันจะได้ เป็นการทดสอบดู. ถ้างูมันจะเลื้อยไปบนหลังเท้าบ้าง ก็ลองดูจะดีกว่า ที่จะไปกระโดด โลดเต้นโหยง ๆ เหยง ๆ เป็นคนดิบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เป็นพระเป็นเณรแล้ว. นี่ยกตัวอย่างเรื่องอย่างนี้ มาเป็นตัวอย่าง เพราะง่ายดี มันเห็น ๆ กันอยู่, แล้วมันก็ยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่อง ที่จะ เป็นเรื่องทดสอบ เรื่องกลัวตายก็มี, เรื่อง
น.332 รักเรื่องกำหนัดก็มี เรื่องความโลภก็มี เรื่องความโกรธบันดาลโทสะก็มี เรื่องความ อิจฉาริษยามากมายหลายอย่าง มีทางที่จะทดสอบได้. แต่ถ้า เป็นเรื่องในใจล้วน ๆ มันมองไม่เห็น ของใครก็ของใคร, อะไรเป็นของใคร ๆ มองไม่เห็น. แต่ถ้าเป็น เรื่องที่แสดงออกมาทางกาย นี้มันแสดงออกมามองเห็นว่าดิบสักเท่าไร, ว่ายังเป็นคนดิบ อยู่สักเท่าไร. การบวชการเรียนนี้ยังไม่มีผลเลย ยังไม่ได้บ่มให้สุกเลย แต่สุนัขมันรู้ : ถึงจะนอนตายอยู่แล้ว สุนัขมันก็รู้ ว่า นี่เป็นซากศพของคนที่ไม่มีอะไรดีที่จะกินได้เลย. อย่าทำเล่นกับความจริง : ธรรมหรือความจริงนี่ ไม่เข้าใครออกใคร, มีอะไรเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น. มนุษย์นั้นเล่นตลกหลอกกันได้ แต่ ธรรมมะหรือ ธรรมชาติ มันไม่มีทางเล่นตลกได้. เขาเอามาเปรียบด้วยเรื่องเป็นสุนัขที่มันรู้ว่า มนุษย์นี้เป็นอะไร ; หรือจะเรียกว่าเทวดาผีสางก็ได้ แล้วแต่จะเรียก ; ว่ามันมีอะไร อยู่อันหนึ่ง ซึ่งใครหลอกไม่ได้. ผมเรียกว่า ธรรมมะหรือพระธรรม ไม่มีทางที่ ใคร จะหลอกเล่นได้ มันตรงเผงไปตามกฎตามเกณฑ์ของพระธรรม : มีความทุกข์ก็ต้อง มีความทุกข์, ไม่มีทุกข์ก็ต้องไม่มีทุกข์. จงเลือกเอาข้างที่ ไม่มีทุกข์ พยายามที่จะทำตามอย่างพระอริยเจ้าพระ- อรหันต์ คือตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที หรือว่านิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย, พยายามที่จะกำจัดความรู้สึกที่มีการยึดมั่นถือมั่นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ; ไม่ต้องกลัว ตายมาก เหมือนคนธรรมดา, ไม่ต้องโลภมาก เหมือนคนธรรมดา, ไม่ต้องมี โทสะ กลุ้มกลัดขัดเคืองมาก เหมือนคนธรรมดา, ไม่ห่วง ไม่หวัง ไม่อิจฉาริษยา ไม่ทะเยอ ทะยาน อะไรมากเหมือนคนธรรมดา. นี่เป็นวิธีที่ถูก เป็นแนวเดียว สายเดียว เส้นเดียว ตรงไปยังนิพพาน. พยายามให้เป็นแม้แต่เด็ก ๆ ลูกเล็ก ๆ ก็มีความเข้าใจอย่างนี้ ที่จะบรรเทา ความยึดมั่นถือมั่น ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. อย่าไปมีความคิดเห็นเป็นอันธพาล
น.333 แบ่งแยกที่ว่า : จะอยู่ในโลกนั้น เอามันเข้าไป, สกปรกลามกอนาจารอย่างไร ก็หาทางจนได้ เพราะเรามันอยากอยู่ในโลกอันสกปรก ; เขาสอนกันอย่างนี้ก็มี. ส่วนที่พูดว่าอยากจะพ้นโลก เหนือโลก โลกุตตระจึงปฏิบัติอย่างโน้น ; สอนกันอยู่ อย่างนี้. โดยเขาคิดไปว่า เพื่อให้คนเหล่านั้นมีกิเลสตัณหา มีมานะทิฏฐิถือพวกถือพ้อง แล้วก็จะได้รักพวกรักพ้องรักประเทศชาติ ทำลายข้าศึกศัตรู. คิดอย่างนี้มันชวนกัน ตกนรกหมกไหม้ทั้งโขยง, เป็นคนตายโหงทั้งโขยง. อย่าได้ไปคิดอย่างนั้นเลย. ให้ฝึกคิดว่า : “ไม่มีตัวกู - ของกูไว้เรื่อย ให้เหลือแต่ธรรมไว้เรื่อยไป. ถ้าจะไปรบกับข้าศึกจะได้มีจิตใจบริสุทธิ์เห็นแก่ธรรมะรบเพื่อธรรมะ เพื่อรักษาธรรมะ เอาไว้ ; ไม่ใช่เพื่อตัวกู - ของกู, ไม่ใช่เพื่อรักษาชีวิตของกู. การรบราฆ่าฟัน กันนี้มันมี ๒ ความหมาย อย่างนี้ : ถ้ารบเพื่อตัวกู - ของกู มันก็ตายโหง มันก็ บาปกรรมและตายโหง ; ถ้ารบเพื่อสติสัมปชัญญะ เบญจขันธ์ที่ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ไม่มีตัวกู - ของกู ยิงปืนออกไปเพื่อรักษาความเป็นธรรม ผดุงความเป็นธรรมของโลก, ไม่เพื่อตัวกู - ของกูนี้ อย่างนี้ไม่บาปและไม่ตายโหง. แม้จะอยู่ในโลก ต้องรบราฆ่าฟัน กันอยู่ ก็ยังต้องศึกษาอย่างนี้ ยังต้องปฏิบัติอย่างนี้ ยังต้องยึดหลักอย่างนี้ มันจึงจะ ไม่มีบาปไม่มีกรรม ไม่มีการตายโหง. มันก็เรื่อง "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" หมายความว่า สะอาดบริสุทธิ์อยู่ ในเบญจขันธ์นั้นเรื่อยไป คือ มีธรรมะเป็นตัวตน เรื่อยไป. อย่ามีตัวกู - ของกูเป็นตัวตน, อย่ามีกิเลสตัณหา อันธพาลอย่างนั้นมีความคิด เป็นตัวตน ; พวกจิตว่างอันธพาล มีความคิดอย่างนั้นทั้งนั้น ก็มีตัวตนอย่างอันธพาลนั้น. พวกที่มีจิตว่างตามแบบพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็ไม่มีความเป็นอันธพาล, ทำมาหากินก็ได้ รักษาทรัพย์สมบัติก็ได้ แม้แต่จะต้องไปรบพุ่งทำสงครามก็ทำได้ ด้วยจิตที่ไม่มีตัวกู ; มีแต่ธรรมะ เห็นแก่ธรรมะ เพื่อธรรมะ. ให้เนื้อให้ตัวมันเป็นธรรมะเสียแล้ว มันก็ไม่
น.334 มีบาปไม่มีกรรม ; ก็ไม่ต้องตายโหง.นี่มันโยงถึงกันหมดแล้ว ว่า ทำงานด้วย จิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ตายเสร็จแล้วในตัว ตลอดเวลา ; เป็นศิลปหรือว่าเป็นเคล็ดที่สำคัญอันหนึ่ง ซึ่งกลั่นกรองออกมา จากพุทธศาสนาทั้งหมด มาเป็นหัวใจของพุทธศาสนา, ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็น น้ำอมฤตสำหรับทุกคนจะต้องดื่มต้องกิน เพื่อจะไม่มีความทุกข์ ไม่มีความตายอีก ต่อไป. ตายเสร็จแล้ว แล้วจะได้ไม่ต้องตายอีกต่อไป, พวกกิเลสตัณหา พวก ความยึดมั่นถือมั่นตายไปหมดแล้ว, แล้วไม่เหลืออะไรที่จะต้องตายอีกต่อไป. มัน แฝดกันได้อย่างนี้; ในความตายชนิดนี้มีความไม่ตายตลอดกาล. นี่ขอให้พยายามศึกษาให้เข้าใจจนปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าใครจะ เป็นอะไร ; จะเป็นฆราวาสหรือจะเป็นบรรพชิต เป็นฆราวาสชนิดไหน แม้แต่ ฆราวาสที่จะไปรบราฆ่าฟันในสนามรบ หรือว่าเป็นลูกเล็กเด็กแดงออกมา ลืมตาขึ้นมา ในโลก มันก็ต้องถือหลักอย่างนี้ คือ อย่าเห็นแก่ตัว, อย่ายึดมั่นถือมั่นแต่ฝ่ายข้างตัว มันจะพอกพูนกิเลสมากเข้ามันก็ตกนรกทั้งเป็น. เราควร สอนให้เด็ก ๆ มีความเข้าใจในเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษ เป็น เด็กดีเป็นคนดี. ถ้าสอนถูกก็ต้องสอนอย่างนี้ : สอนอย่าให้เห็นแก่ตัว ; ถ้าสอน ในทางให้เห็นแก่ตัวก็ต้องเกิดเรื่องแน่, ในอนาคตมันจะถูกหลอกถูกหลอนไปด้วยปีศาจ ของกิเลส เหมือนที่เห็น ๆ กันอยู่ ที่เขาดึงไปสู่ความต่ำของจิตใจ. มีเรื่องกระโปรงสั้น เป็นตัวอย่างสำหรับผู้หญิง, ไอ มีเรื่องสำมะเลเทเมาสำหรับผู้ชายมีมากขึ้น ๆ ; เป็นเรื่อง ไม่รู้จักตายเป็นเรื่องไม่ยอมตาย, เป็นเรื่องพอกพูนตัวกูของกู พอกพูนชีวิตของกิเลส หรือความเป็นอันธพาล ; มันตรงกันข้ามกับที่เรากำลังพูด.
น.335 ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่ มันเป็นเรื่องลดลงไปสู่ความ สงบราบคาบ เรียบร้อยเย็นสนิท. "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่" นี้มีความหมายว่าเป็นอยู่ด้วยชีวิตที่เย็น สนิท. ถ้าตรงกันข้ามจากนี้ มันก็คือความร้อน, ร้อนเป็นไฟ เผาอยู่ตลอดเวลา, เป็นการทำบาปอยู่ตลอดเวลา ในตัวมันเอง ; มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใดหมด. การที่เป็นบาปอยู่ตลอดเวลาในตัวมันเอง น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว. ไปลองคิดดู ; เป็นบาปร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ในตัวตลอดเวลา. ที่เป็นอยู่ด้วยกิเลสตัณหานั้น เป็นอยู่ อย่างนี้ ; ถ้าว่ามันขจัดออกไปเสียได้ ให้มีกายและใจที่บริสุทธิ์อยู่เท่าที่เราจะทำได้ มันก็ ตรงกันข้าม, มีความเย็นอยู่ตลอดเวลา ; เอาไปเปรียบดูก็แล้วกัน. เราคนเดียวกันนี่บางโอกาสมันก็ร้อนเป็นไฟ บางโอกาสมันก็เย็น เป็นน้ำ ; ทีนี้ก็ เลือกเอาสภาพที่มันเย็นเป็นน้ำ, ให้มันยังคงเย็นอยู่ตลอดไป ๆๆ จนมันเกิดความตายตัวลงไป ในการที่จะเย็นอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ร้อนแม้ด้วยกรณี ใด ๆ : และ ร้อนที่น่ากลัวที่สุดนั้นคือร้อนด้วยความโง่ ร้อนด้วยราคะ ความ กำหนัดทางเพศ, ทางอะไรก็ยังไม่ร้อนเท่าความโง่ แต่คนก็ไม่รู้จัก ;คิดว่าร้อน ราคะมันร้อนเหลือเกิน, ร้อนด้วยโทสะ ความโกรธ ร้อนเหลือเกิน ; เพราะไปดู อย่างผิวเผินคือเท่าที่มันปรากฏแก่คนโง่ คนธรรมดา. ถ้าคน มีสติปัญญาแล้วจะรู้ว่า โมหะที่ไม่แสดงอะไรออกมา นั้นมันร้อนกว่า ร้อนลึก. การรักษาโรค หมอแผนโบราณ ก็มีคำว่า "ร้อนใน ร้อนนอก" ; ไปคลำ ที่ตัวร้อน เขาว่าไม่เท่าไร ถ้าข้างในมันไม่ร้อน, แล้วต้องสังเกตดู ถ้าข้างในมันร้อน ละก็น่ากลัว หรือมีอันตราย หรือคนไข้จะตาย ที่เรียกว่า "ร้อนใน" แบบของหมอแผน โบราณ. คนธรรมดาไม่รู้สึกว่าร้อน, คลำตัวก็ไม่ร้อน. ต้องมีความรู้ชนิดหนึ่ง
น.336 จึงจะรู้ว่ามันร้อนอย่างยิ่ง, ร้อนข้างใน แล้วมันก็ตายทั้งที่ตัวมันไม่ร้อน. นี่วิธีของหมอ แผนโบราณเป็นอย่างนี้. กิเลสนี้ก็เหมือนกัน กิเลสที่เผาข้างในมันร้ายกาจกว่ากิเลส ที่แสดงออกมาข้างนอก. ราคะแสดงออกมาข้างนอก โทสะแสดงออกมาข้างนอก ; แต่โมหะมันร้อนลึกอยู่ข้างใน, แล้วมันจะเป็นเชื้อส่งราคะ ส่งโทสะออกมาไม่รู้จัก สิ้นสุดเรื่อย ; เพราะฉะนั้นมันน่ากลัวกว่า น่าอันตรายกว่า. ไฟที่เปียกเย็นนั่นแหละระวังให้ดี มันร้อนลึกกว่าไฟที่ลุกโพลงอยู่. ตัวกู - ของกูนั้นแหละคือไฟที่เย็นที่เปียกที่ลึกอยู่ข้างใน, ร้อนใน. ต้องขจัด ออกไปให้มันตาย, หรือทำให้มันตายอยู่เสมอ ทุกวันทุกคืนทุกชั่วโมง. ทำงาน ด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ให้ถูกต้องให้ถูกวิธี อยู่เสมอ มันจะแก้ร้อนใน; แล้วร้อนนอกมันก็จะหายไป ได้เอง. ที่เราพูดกันถึงเรื่องตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่ มันดีอย่างนี้ ; มันแก้ ตายโหง มันแก้ร้อนใน แก้อะไรสารพัดอย่าง ที่ไม่พึงปรารถนา. จึงหวังว่าให้ทุกคน เอาไปคิดให้ดีๆ ให้เข้าใจกันจนได้, แล้วปฏิบัติให้ได้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใน ฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เป็นอมตะธรรม เป็นอมฤตธรรมในพระพุทธศาสนา. เวลาของเรา ๑ ชั่วโมงก็หมดลง.
Buddhadasa