น.337 วันนี้เป็นวันที่ ๒๙ สิงหาคม เป็นวันที่ ๓๒ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษาพุทธศักราช ๒๕๑๒ เกี่ยวกับเวลาของ ผู้บวชใหม่หรือบวชเก่าก็ตาม จะต้องนึกถึงข้อที่พรรษาได้ ล่วงมาเกิน ๑ ใน ๓ แล้ว. เราก็ควรจะทำอะไรให้มันเสร็จ ทันเวลา หรือรีบทำอะไรให้มันคุ้ม ๆ กับเวลา. ในวันนี้จะ ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ รู้จักความตายให้ถูกต้อง" เพิ่ม ขึ้นอีกสักครั้งหนึ่ง. ขอให้ทบทวน ถึงเรื่องที่ได้พูดกันแล้วเมื่อวาน แล้วก็สรุปความให้ได้ว่า คำว่าความตายมี ๒ ความหมาย อย่างที่เรียกว่าตรงกันข้าม ในทำนองที่เราบัญญัติกันว่า เป็น ภาษาคนหรือภาษาธรรม , เป็นความกำกวมของคำพูดในภาษาที่เราใช้พูดกันอยู่. ถ้าจะไม่ให้กำกวม ก็ต้องรู้ความที่เป็นภาษาคน หรือภาษาธรรมกันแน่ ; แล้วเรายังจะพบต่อไปอีกว่า ปัญหาของภาษาคน แก้ ได้ด้วยความหมายในทางภาษา ๓๐๘
น.338 ธรรม . ความรู้ทางภาษาคนนี้มีไม่พอ และมันเป็นไปเพื่อความทุกข์ ; ความรู้ทาง ภาษาธรรม มันลึกหรือจริงและสูงขึ้นไป พอที่จะแก้ปัญหาของความไม่รู้ที่เป็นภาษาคน ; จึงถือได้ว่าความหมายทางภาษาธรรมนี่จะช่วยได้ในการที่จะแก้ปัญหาของภาษาคน. ความตายของภาษาคน แก้ได้ด้วยความตายทางภาษาธรรม. นี้เข้ารูปที่สมมุติกันว่าหนามยอก ก็เอาหนามบ่งก็ได้ ; แต่ไม่ใช่หนาม อันเดียวกัน มันเป็นหนามคนละอัน. แม้เป็นหนามชนิดเดียวกัน จากต้นไม้ต้นเดียวกัน ; แต่มันเกิดเป็นคนละอย่างไปเสียแล้ว, คือหนามอันหนึ่งทำหน้าที่ยอก, หนามอีกอัน หนึ่งทำหน้าที่บ่ง. โดยรูปร่างและเรียกชื่อเหมือนกัน แต่ความหมายมันต่างกันลิบ : อันหนึ่งไม่ใช่ตัวหนาม แต่เป็นผู้บ่งหนาม. ความตายทางภาษาคนนั้นเหมือนกับ หนาม ความตายทางภาษาธรรม คือเครื่องบ่งหนาม; อย่างที่เราเรียกว่า ตายให้ เสร็จเสียตั้งแต่บัดนี้. ความตายในภาษาธรรมชนิดนี้ มันจะบ่งหนาม คือกำจัดความ ตายในทางภาษาคน. ถ้าเรา ตายเสร็จสิ้นในตัวแต่หัวที ได้จริง ความตายอื่น ๆ ก็หมด, ความ ตายทางภาษาคน คือตายทางร่างกายนี้แล้วเข้าโลง นั้นจะไม่มี; ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกิริยา เช่นนั้น ; แต่มันหมดความหมาย, ไม่มีความหมายเป็นความตายสำหรับขู่คน ให้กลัว มันเป็นเพียงความสลายของเปลือกที่ไร้ค่าไร้ความหมาย เสียแล้วเท่านั้น. ผู้ที่มีปัญญาเห็นธรรมะแล้ว จึงไม่เห็นมีความตาย, เห็นเป็นเพียง ความเปลี่ยนแปลงของเหตุของปัจจัยเท่านั้นเอง, ไม่ใช่ความเกิดไม่ใช่ความตายอะไร ทำนองนี้. ที่ชื่อว่า ตายในทางภาษาธรรม คือตายของความโง่ ตายของความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู - ว่าของกู ให้ความโง่มันตายไปเสีย ให้ความยึดมั่นถือมั่นมันตายไปเสีย ตัวกูตายไปเสีย; ทีนี้ก็ไม่มีอะไรจะต้องตายอีก แต่ว่ายังสมมติเรียกว่าความตาย
น.339 อยู่ดี ; เพราะว่าคนยังโง่ ก็พูดว่าพระอรหันต์ตายบ้างอะไรบ้าง ซึ่งเป็นคำพูดที่น่าขัน, เป็นคำพูดที่บ้าบอที่สุดที่จะพูดว่าพระอรหันต์ตาย พระพุทธเจ้าตาย. เรามาดูกันอีกทีเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ใครตาย หรืออะไรคือความตาย ; เพราะมันเป็นปัญหาหนักสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเรื่องนี้, ไม่รู้จักสิ่งนี้ให้เพียงพอ ; ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์มันรวมอยู่ที่นี่. ขอให้ไปสังเกตดูให้ดี ซิกมันด์ฟรอยด์ได้พูดว่า ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์ รวมอยู่ที่กามารมณ์ มันก็ถูก เพราะมองไปแง่หนึ่ง ก็ถูกไปแง่หนึ่งเหมือนกัน. แต่เรา พุทธบริษัทจะพูดว่าปัญหาทั้งหมดมันรวมอยู่ที่ความทุกข์, และมีความหมาย สำคัญที่สุดอยู่ที่ความตาย หรือความกลัวตาย. แกะสลักกิตติ ปัญหาทั้งหมด มันก็ รวมที่ความทุกข์ ซึ่งมีมูลอยู่ที่ความกลัวตาย ; จะพูดให้ ไถลออกไปอีกว่า ความกลัวตายมีมูลมาจากกามารมณ์ คือไม่อยากจะสูญเสียกามารมณ์ อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ; แต่เราจะเอาปัญหาที่มันใกล้ชิดที่สุด รบกวนที่สุดอยู่อันหนึ่งก็คือ ความกลัวตาย.เมื่อนึกถึงสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีชีวิต สัญชาตญาณอันที่นำหน้า ที่สุดอยู่อันหนึ่ง ก็คือความอยากอยู่, ความไม่อยากตาย. สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดทุกประเภท มีความรู้สึกกลัวตาย แม้แต่ ต้นไม้มันก็กลัวตาย. ไปศึกษาเอาเอง สังเกตดูเอาเอง ; ถ้าสนใจเรื่องธรรมชาติกันบ้างจะเข้าใจ เรื่องอย่างนี้ได้. ทีนี้มัวโง่ ไม่สนใจธรรมชาติอะไรเลย, ไม่สนใจสิ่งข้างเคียง อะไรเลย, จึงมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ตามที่ควรจะมองเห็น : ว่าบรรดา สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ ความรู้สึกละก็ ต้องกลัวตายทั้งนั้น, สัตว์ก็กลัวตาย คนก็กลัวตาย เพราะมันเป็น
น.340 ปัญหาที่ละเอียดลงไป ถึงกับว่ามันก็ไม่แสดงชัด ; ไปแสดงในรูปกลัวอย่างอื่นเสีย. มันสลับซับซ้อนกันอยู่หลายเรื่องด้วยกัน แล้วมันแสดงอาการออกมาอย่างหนึ่งเป็นปัญหา ขึ้นมา. การมาทำวิปัสสนา อยากจะดับทุกข์ อยากจะไปนิพพาน ทำกัมมัฏฐาน อะไรนี้ ดูให้ดี ก็เพราะ กลัวตายขึ้นหน้า ; แต่มันหลอกตัวเอง มันปกปิด มันซับซ้อนอยู่ เป็นว่าอยากได้อะไร อยากพ้นอะไร อยากเป็นอะไรไปทางนี้. แต่โดย เนื้อแท้ก็คือกลัวที่จะไม่ได้อยู่ ; เพราะว่าสิ่งนี้มันรู้สึกได้เองโดยไม่ต้องมีเจตนา เป็น ความรู้สึกประเภทไร้สำนึก เราก็เลยมองไม่เห็นว่า อ้าว ! นี่เอง ; แล้วมันรู้สึกได้ โดยไร้สำนึกมันจึงไปมองกันเสียที่อื่น. การที่หาอาหาร เยียวยารักษาโรค หรือการขวนขวาย เพื่อการเป็นอยู่ นุ่งห่มใช้สอยอะไรก็ตาม มันเพื่อป้องกันภาวะที่ไม่ต้องการอย่างหนึ่ง คือความตาย ; กลัวความตาย กลัวที่จะมิได้มีอยู่ ถึงแม้จะมิได้เจ็บปวดก็กลัวกิริยาอาการตาย, และมัน กลัวลึกไปกว่านั้นคือ กลัวจะไม่ได้อยู่ ; นี่คือกลัวตาย. เมื่อนิมิตของความตาย แสดงออกมา มันก็สะดุ้งเองโดยไม่ต้องเจตนา ; เช่นว่าตาเห็นรูปซึ่งเป็นนิมิตของความ ตายมันก็สะดุ้ง, หูได้ยินเสียงนิมิตของความตาย ก็สะดุ้ง, หรือได้ยินนิมิตทางอื่น ก็เหมือนกัน ก็สะดุ้งโดยไม่ต้องมีเจตนา, มีอะไรกระโตกกระตากขึ้นมา มันก็สะดุ้ง, สะดุ้ง ได้เองโดยไม่เจตนา : เพราะทุนสำรองความกลัวตายมีอยู่เป็นพื้นฐาน ; อันนี้เป็นสัญชาตญาณอันใหญ่. ส่วนที่ว่าเมื่อไม่ตายอยู่นี้ มันก็ได้กามารมณ์บ้างอะไร บ้างนี้ มันก็ช่วยประกอบ แล้วก็สัมพันธ์กัน จนเราไม่รู้ว่าจะเรียกต้นเหตุอันแท้จริง ว่าอะไรดี. ที่จริงตามสัญชาตญาณของสัตว์อยากมีชีวิตอยู่นี้ ก็ไม่ได้เพื่อกามารมณ์โดย ตรง, หรือว่าสัตว์ที่มีจิตใจอยู่เหนือกามารมณ์แล้วเช่นพวกระดับที่เป็นพรหม ก็ยังกลัว
น.341 ตายอย่างยิ่ง. กลม ในบาลีมีกล่าวไว้ชัดว่า : เมื่อพูดถึงการละสักกายทิฏฐิคือ ละตัวกู - ของกู : พวกพรหมเป็นพวกที่กลัวอย่างยิ่ง, กลัวตายอย่างยิ่ง ยิ่งกว่า มนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานเสียอีก ; เพราะว่ากำลังมีความสุขความสบายใจอย่างยิ่งใน ความเป็นพรหม. ยิ่งมีความเป็นอยู่เป็นสุขมีความพอใจมากเท่าไรก็ยิ่งมีความ กลัวตายอย่างยิ่งแม้ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. พวกพรหมหมายถึงพรหมโลกที่ไหนก็ไม่รู้ก็ได้ ตามใจ มันมีความหมาย อย่างเดียวกัน ; มีความหมายตรงที่ว่าจิตใจอยู่เหนือกามารมณ์ มีตัวกู - ของกูชนิดหนึ่ง ซึ่งความหมายโลก ๆ ก็ว่า สะอาดดีมีความสุขเยือกเย็น. แต่ถ้าเราจะหมายถึง พรหมที่ เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ ว่าระดับของจิตใจที่พ้นจากกามารมณ์แล้ว, สบายดีอยู่. คุณต้อง นึกถึงเวลาบางเวลา ที่กามารมณ์ไม่รบกวนเลย คือกำลังเพลิดเพลินอยู่ด้วยอะไรก็ได้, อยู่ในฌานในสมาธิรส ของความสุขที่เกิดจากฌาน จากสมาธิ นี้เรียกว่าเป็นพรหม. บางเวลาคนเราก็เป็นพรหม บางเวลาก็เป็นกามาวจร คือตกอยู่ใต้อำนาจกาม, บางเวลา ก็อยู่เหนือความรบกวนของกาม ก็สบาย ; แล้ว ก็ยิ่งกลัวตาย, ยิ่งสบายเท่าไรก็ยิ่ง กลัวตายเท่านั้น. นี้อยากจะสรุปว่าปัญหาต่าง ๆ ของสัตว์มีชีวิต อยู่ที่ไม่อยากตาย แล้วก็ กลัวตาย, ไม่อยากตายก็คือกลัวตาย. เพราะฉะนั้น เกี่ยวกับความกลัวตายนี้ มันเนื่องกันอยู่ทั้งสามตัณหา หรือตัณหา ๓ ประการ : อยากได้กามารมณ์ ก็กลัวตาย เพราะกามตัณหา ทำให้กลัวตาย, คนที่บ้ากามก็กลัวตายเพราะกลัวสูญเสียกาม. คนที่ได้เป็นนั่นเป็นนี่ ก็ ไม่อยากตาย เพราะอยากเป็นนั้นเป็นนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ ; อย่างนี้เรียกว่า ภวตัณหา ทำให้กลัวตาย. วิภวตัณหา อยากไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ทำให้กลัวตาย, อยากไม่ให้ตาย. บางทีมันเกิดความคิดสับสนกันว่าตายดีกว่า เพราะบ้าขึ้นมาพักหนึ่ง มันอยากจะตายก็มี ; นี่มันวิภวตัณหาเหมือนกัน. ความคิด มันสับสนจนอยากตาย, อยากไม่อยู่ มันก็เป็นวิภวตัณหา.
น.342 ตัณหาทั้ง ๓ ความอยาก, อยากด้วยความโง่ ทำให้กลัวตาย. ตัณหา ต้องมาจากอวิชชา ; ความอยากที่มาจากอวิชชาเรียกว่าตัณหา. ถ้าความต้องการ ที่มาจากสติปัญญาที่ถูกต้องเขาไม่เรียกว่าตัณหา. จงเข้าใจให้ดี, พวกอื่นเขาสอนอย่างอื่น ; แต่ผมบอกอย่างนี้ บอกให้ สังเกตให้ดี : พวกอาจารย์ชุดนับเม็ดมะขาม เขาสอนว่า : ความอยากความต้อง การเป็นตัณหาไปหมด ไม่ยกเว้นอะไร. จริงหรือไม่จริงจะถูกหรือผิด ไม่ต้อง เถียงกัน ; แต่มันอยู่ที่ว่า อย่างไหนมันมีประโยชน์ปและปฏิบัติได้. ความคิดความรู้ หรือหลักเกณฑ์ก็ตาม อย่างไหนมีประโยชน์ก็เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน, จะถูกหรือ ผิดจริงไม่จริง มันเถียงกันได้ไม่รู้จักจบ. เรื่องความอยากหรือตัณหา ๓ ชนิดนี้มาจากอวิชชา แล้วก็มี ปัญหาทำให้กลัวตาย. กลัวตาย โดยรู้สึก ด้วยอำนาจของความคิดก็มี, โดยไม่ต้องคิด หรือคิด ไม่ได้โดยไม่รู้สึกก็มี. มันอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึก เราจึงกลัวตาย ทั้งที่โดยรู้สึกและ โดยไม่รู้สึก ; ที่ไม่รู้สึกก็หลอกตัวเองให้เข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้ไป : เช่นมาวัดเพื่อ ทำบุญให้ทาน เพื่อนั้นเพื่อนี่ เพื่อสวรรค์วิมาน ; ที่แท้ก็คือกลัวตายในส่วนลึก, กลัวตัวกูจะไม่ได้อยู่ ตัวกู - ของกูมันกลัวว่าตัวกูจะไม่ได้อยู่ จะไม่มีอยู่ มันก็อุตส่าห์ ทำนั่นทำนี่ทำโน่นเพื่อจะแก้ไขให้ได้ยังอยู่. นี่ก็เป็นมูลเหตุให้เกิดการค้นคว้าทางวัตถุ ทางวิทยาการทางแพทย์ ทางหมออะไรอย่างใหญ่หลวง เพื่อจะไม่ต้องตาย ; มันไม่ ต้องการจะตาย จนเลยขอบเขต จนทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำนี่ก็มี ; เลยเป็นความทุกข์ อันอื่นเกิดขึ้นมา.
น.343 อยากจะพูดว่า ความกลัวทุกชนิดมาจากกลัวจะไม่ได้อยู่ คือกลัวตาย, ลองไปคิดดูเอาเองว่ากลัวอะไรบ้าง ที่มนุษย์เรากลัวกันอยู่ : กลัวเจ็บกลัวไข้นั้น คนที่ มีสำนวนโวหารดีก็ว่ากลัวเจ็บไม่ใช่กลัวตาย. ถ้าพูดว่ากลัวตายมันละอาย. ที่จริง ก็กลัวเจ็บ, ไม่อยากเจ็บนี้ใคร ๆ ก็กลัว ; แต่ว่ากลัวตายมันซ่อนอยู่ใต้นั้น. คนเอากลัวเจ็บออกมาข้างหน้าสำหรับแก้อาย ; แต่ส่วนลึกมันกลัวตาย. ความทรมาน มันอยู่ที่ความเจ็บมากกว่า อยากจะพ้นการทรมานก่อน แล้วไปเรียกว่ากลัวเจ็บ ; แต่แล้วมันก็มีมูลมาจากกลัวจะไม่ได้อยู่. การเจ็บมันเป็นนิมิตของความตาย เรื่องกลัว เจ็บไข้มันก็เป็นเรื่องผล ที่แสดงออกมาจากความกลัวตาย, กลัวจะไม่ได้อยู่. ที่นี้กลัว สิ่งที่จะทำให้เจ็บ ซึ่งก็กลัวกันนัก : เช่นกลัวอาวุธกลัวเครื่องที่จะทำให้เจ็บ ก็คือ กลัวตาย ; กระทั่งกลัวผีกลัวสาง กลัวสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นความคิดฝันเอาก็มี กลัว อะไรก็มาจากกลัวตายทั้งนั้น : - กลัวผี - มันก็มาจากกลัวที่เราจะต้องตาย, กลัวเสือหรือกลัวอะไรทำนอง เดียวกันนั้น มันก็เป็นนิมิตของความตาย. - กลัวสิ่งที่ไม่รู้จักแต่มันดูน่ากลัว อย่างนี้มันก็เพราะกลัวตาย มันจึงได้ กลัวสิ่งนั้น. บางทีสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้ตาย แต่มันดูน่ากลัว มันก็กลัวอีกเหมือนกัน. ย้อนเข้ามาดูในจิต : กลัวจน กลัวความยากจน กลัวความลำบากไม่มี อะไรจะกิน ; แต่ ส่วนลึกมันคือกลัวตาย เพราะความยากจนนำไปสู่ความลำบากจนตาย, ความกลัวตายซ่อนอยู่หลังฉากเสมอ. - กลัวเสียชื่อเสียเกียรติ ; มีคำพูดที่ว่ายอมตาย ไม่ยอมเสียชื่อ ยอมพลี ชีวิตเพื่อเอาเกียรติไว้ ไม่ให้เสียเกียรติ ; ที่แท้ก็คือกลัวตายที่ซ่อนอยู่ลึกมาก. เพราะว่ามีเกียรติ อยู่ได้ด้วยความเป็นอยู่มีอยู่. ถ้าตัวกูไม่มีอยู่แล้วเกียรติจะอยู่ที่ ไหนได้ ; มันก็เลยกลัวตาย ที่ซ่อนอยู่หลายซ้อน.
น.344 กลัวจะสูญเสียประเทศชาติ ต้องสู้รบเอาประเทศชาติไว้ นี้ก็คือ กลัวตาย, กลัวตายของตัวเองก็พูดว่าเพื่อชาติเพื่อประเทศ คนธรรมดาสามัญจะเป็นอย่างนี้; เว้นแต่คนที่มีจิตใจสูงเหนือคนธรรมดา สามัญ เมื่อจะไม่มีมูลมาจากความกลัวตายของตัว ก็คือ เมื่อเข้าถึงธรรมแล้วจริงๆ ; ทำอะไรเพื่อธรรมจริง ๆ แล้ว ก็ไม่กลัวตาย, หรือว่าไม่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อธรรมะ. แต่คนธรรมดาไม่มี เป็นไปโดยสัญชาตญาณนั้นไม่มี ; ต้องไปศึกษาฝึกฝน มามาก ทีเดียว จึงจะมีธรรมะ - เข้ามาแทนตัวกู. . ทำอะไร ทำเพื่อธรรมะ เช่นรบรา ฆ่าฟันต่อข้าศึกศัตรู ก็เพื่อความมีอยู่แห่งธรรมะอย่างนี้. ขอให้คิดดูดีๆ ว่า ความกลัวตายนี้มันซ่อนอยู่หลายชั้น : กลัวว่าจะเสีย ของรักของใคร่นี้มันแสดงอาการอยู่ที่ของรักของใคร่, กลัวจะเสียของรักของใคร่. แต่ ความจริงนั้นของรักของใคร่นั้นมันเพื่อตัวกู - ของกูจะได้มีอยู่ อย่างที่มองไม่เห็น. มีลูก มีหลาน บุตร ภรรยา สามีก็เพื่อความมีอยู่ของตัวกู, มีความสุข - สบายของตัวกู, ความรู้สึกเป็นสุขของตัวกู : แต่แล้วก็ไปพูดว่าเพื่อสิ่งที่ตัวรักตัวใคร่. ปัญหาของความกลัวตาย, ปัญหาที่เกิดมาจากความกลัวตายนี้เป็นปัญหา ทั้งหมด ; เป็นปัญหาซับซ้อน และก็ เป็นต้นเหตุที่ดี ที่ทำให้ค้นหาความไม่ต้องตาย. มันเป็นมูลเหตุให้ค้นพบนิพพาน แต่ว่าน้อยนักหนาที่คนธรรมดาสามัญจะค้นหานิพพาน พบ ; มันไปมัวกลัวตายอยู่อย่างนั้น, มันไม่ค้นวิธีที่จะพ้นจากความกลัวตาย. ถึงแม้ว่า ต้องการ จะแก้ปัญหาของความตาย มันก็ไปแก้ปัญหาชนิดที่แก้ไม่ได้ คือเป็นความ โง่เขลาอย่างอื่น, ไปกลบเกลื่อนกันอย่างอื่น ; เพราะรู้จักแต่ความตายทางเนื้อหนัง ความตายทางภาษาคน ; ก็ขวนขวายจะแก้กันทางเนื้อหนังหรือทางวัตถุ ทางฟิสิกส์นี้ เรื่อยไป. ที่จะแก้ความตายด้วยความรู้ทางธรรม ให้หมดความรู้สึกว่าตาย นี้ไม่เคย
น.345 คิดกัน, โลกนี้ไม่เคยคิดกัน. ความรู้ทางฟิสิกส์ไม่มีที่จะแก้ความรู้สึกทางจิตใจในข้อนี้. ฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่แก้ไม่รู้จักจบ แก้ไม่รู้จักสิ้น, จนกว่าจะ หันไปหาธรรมะมา แก้ทางวิญญาณ ให้เกิดเข้าใจถูกต้องเสียว่า มันไม่ใช่ความตาย หรือมันไม่ใช่ สิ่งที่น่ากลัว ; มันก็เลยหมดปัญหาที่ทรมานมนุษย์อันเกี่ยวกับความตาย. ความตายในทางภาษาธรรม หมายถึงมีความรู้จนฆ่าความโง่ตาย. มีวิชชา เกิดขึ้นจน ฆ่าอวิชชาให้ตายไปเสีย ; เรียกว่ามีความตายทางภาษา ธรรม. ถ้ามีความตายชนิดนี้เกิดขึ้นแล้ว ความตายทางภาษาคนก็หมดความหมาย คือ ไม่มีความตายอีกต่อไป. แต่ระวังให้ดี อย่าเอาไปปนกับความไม่กลัวตายของ อันธพาล ของจิตอันธพาล. อันธพาลไม่กลัวตาย คือมันมีอัสมิมานะจัด มีตัวกู - ของกูจัด, คือความกลัวตาย ของมันเดือดขึ้นมาอีกรูปหนึ่ง จัดมากจนไม่กลัวตาย. ที่แท้มันก็คือกลัวตาย เพื่อต่อสู้ด้วยความบ้าบิ่น มุมานะจัด ; เช่นว่าคนเลือดเข้าตา อย่างนี้ มันก็ไม่กลัวตาย. แต่นั่นคือความกลัวตายอย่างยิ่งที่มันซับซ้อน ทับถมกันอยู่ อย่างยิ่ง แล้วมันเดือดขึ้นมา เป็นเลือดเข้าตา สู้กันไม่กลัวตาย ; โจรอันธพาลไม่ กลัวตาย สัตว์บางชนิดที่มันมีอัสมิมานะจัดมันสู้กัน ไม่กลัวตาย. 3ความไม่กลัวตาย อย่างนี้มันเป็นแบบอันธพาล ไม่ใช่แบบของพระอรหันต์ผู้หมดตัณหาอุปาทาน. พระอรหันต์ไม่กลัวตาย เพราะหมดตัณหาอุปาทาน ; ส่วนพวกอันธพาล ไม่กลัวตายเพราะตัณหาอุปาทานเดือดจัด !!! ระวังอย่าเอาไปปนกัน มันคนละอย่าง. ความกลัวตายเป็นปัญหาทั้งหมด, เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหมด. ปัญหามันมาจาก ความโง่ ไม่รู้จักความตาย แล้วมันก็กลัวตาย, เจนจะพูดได้ว่า ที่คุณมาบวชกันนี้ ก็มีความกลัวตาย ที่ซับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลัง.
น.346 พูดเรื่องบวชมันก็เวียนหัวอีก เพราะมันมีมากมายหลายสิบอย่างหลายร้อย อย่าง, บวช ๗ วัน ๑๕ วัน, บวชแก้บน นี้ก็เรื่องกลัวตาย, กลัวตายของตัวเอง เป็นส่วนมาก. แม้ว่าจะบวชให้คนอื่น แก้บน มัน ก็เนื่องมาจากกลัวตาย, บวช หน้าศพ หน้าไฟ ก็มาจากกลัวตาย ที่ซับซ้อน, ทำเป็นเรื่องว่ากตัญญูกตเวที นี้ก็มาจาก กลัวตาย, กลัวจะไม่ได้อะไรชนิดใดชนิดหนึ่งที่ทำให้ไม่ต้องตาย. แม้ว่าจะเป็นเรื่อง บวชเพื่อลาภสักการะอย่างอื่น มันก็มีอยู่ที่กลัวตาย, บวชเพื่อนิพพานของคนธรรมดา สามัญก็ยิ่งอยู่ที่กลัวตาย, เพราะยังไม่รู้จักนิพพาน. บวชเพราะเขาพูดกันว่านิพพานแล้ว ไม่ตาย ก็มาบวชโดยความกลัวตาย. เราต้องคิดดูให้ดีว่าปัญหาใหญ่มันอยู่ที่นี่ ; เราจะต้องแก้ปัญหาอันนี้ มัน จึงจะพบกับความสุข ความสงบสุขที่แท้จริง. มองดูกันที่ความกลัวตายกันเสียก่อน ในสองแง่สองมุม. ความกลัวตายอย่างโลก ๆ ความกลัวตายที่ตรงตามคำพูด ของชาวโลกภาษาโลกภาษาคน, ความกลัวตายชนิดนี้ นำไปสู่ความเสื่อมเสียศีลธรรม. ความกลัวตายที่ถูกต้องของสติปัญญา เป็นความกลัวตายในภาษาธรรมนี้ มันนำไปสู่ ความมีศีลธรรม กระทั่งถึงยอดสุดของศีลธรรมคือโลกุตตรธรรม. คนที่กลัวตายตามภาษาปุถุชนคนโง่ กลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก ; นี้ต้อง อาศัยความเห็นแก่ตัวเป็นต้นทุน, แล้วมันก็ ทำอะไรด้วยความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ ตัวเขยิบออกไป ๆ จนเสื่อมเสียศีลธรรม. มันกลัวจน มันก็ขโมย, หรือว่ากลัวนั่น กลัวนี่ มันก็หาวิธีลัด. ภาษาสมัยนี้พูดกันว่าเรียนลัด, ให้เรียนลัดก็คือทุจริต ; วิธีลัดของคนสมัยนี้ คืออาศัยความทุจริตอย่างใดอย่างหนึ่ง แง่ใดแง่หนึ่งมาแก้ปัญหา. ความเป็นอันธพาลมันมีมากจนว่า เอาตัวกูไว้ก่อน คนอื่นช่างหัวมัน. นี่ ความกลัวตาย ทำให้เกิดความเสื่อมเสียศีลธรรม.
น.347 เสียศีลธรรม แม้ที่สุดในเรื่องตะกละในการกินอาหาร. มีความตะกละในการกินอาหาร นั้นคิดว่าเป็นอะไร ? ผมคิดว่ามันก็เป็นปฏิกิริยาแสดงออกมาของการกลัวตาย. คนโง่กินอาหารเพราะว่ามันกลัวตาย, ว่าอาหารช่วยให้ไม่ตาย. ความหิว ความลำบาก มันเป็นนิมิตของความตาย กินอาหารเพื่อกำจัดไปเสีย. ทีนี้เมื่ออาหาร มันมีประโยชน์อย่างนั้น มันก็อยากจะกินให้มาก, มันก็กินกันจนมีอาการตะกละ ; เพราะฉะนั้น การตะกละกินอาหารมันก็มีมูลมาจากความกลัวตาย, อะไรทุกอย่างมัน ก็มีมูลมาจากความกลัวชนิดนี้ ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ. มันต้องควบคุมให้ความกลัวตาย นี้ให้อยู่ในร่องในรอย เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ ; แก้ปัญหานี้ด้วยวิธีที่มันจะแก้ ได้จริง หนามยอกเอาหนามบ่ง. ความกลัวตายชนิดนี้เกิดขึ้น เอาความกลัวตายชนิด อื่นมาบ่งมาทำลาย. ความกลัวตายอย่างโง่เขลาเกิดขึ้น ก็เอาความกลัวตายอย่าง สติปัญญามาแก้ไขลบล้าง. มรณัสสติ ก็คือความกลัวตาย เหมือนกัน ; แต่มันกลัวตายของผู้มีปัญญา มองเห็นความตายในลักษณะที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็ทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อจะไม่ให้เกิด ปัญหาอันนี้. นิ่ม รณัสสติ ซึ่งจำเป็นจะ ต้องเจริญอยู่ทุกวัน ระลึกนึกถึงความตาย ให้เกิดความไม่ประมาท แล้วก็ทำสิ่งที่ควรจะทำ. นี้เป็นไปเพื่อศีลธรรมอันดี เรื่อย ๆ ไปจนถึงยอดสุด คือไม่ต้องตาย, ไม่มีปัญหาเรื่องความตาย. นี่สรุปความว่า เดี๋ยวนี้เรากำลังมองจากอีกทางหนึ่ง หรือจากอีกแง่หนึ่ง เราก็ พบว่าปัญหาต่าง ๆ มันอยู่ที่ความตาย มาจากความตาย เป็นเหตุให้เกิดกลัวตาย. ถ้ากลัวตายผิดวิธี มันก็นำไปสู่ความเสื่อมเสียศีลธรรม ; ถ้ากลัวตายถูกวิธีมัน ก็นำเราสู่ความมีศีลธรรม. เราพูดกันถึงความตายตามภาษาคนภาษาชาวโลก ที่กำลัง เป็นอยู่ในโลก ที่ทำโลกนี้ให้เป็นนรก ไม่น่าอยู่ ; ก็เพราะว่ากลัวตายไม่ถูกวิธี. ถ้า กลัวตายให้ถูกวิธี โลกนี้จะไม่เป็นอย่างนี้ อย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้.
น.348 ส่วนตัวบุคคลแต่ละคน คือเราคนหนึ่ง ๆ ที่นี่ก็เหมือนกัน ; จงระวังให้มี สติปัญญาที่ถูกต้อง ให้กลัวตายที่ถูกวิธี. เมื่อยังมีกิเลสอยู่ มันยังกลัวตายช่วยไม่ได้ แน่; ข้อนี้มันช่วยไม่ได้. ยังมีกิเลสอยู่ มันต้องกลัวตาย ; ขอแต่ว่ากลัวตายให้ ถูกวิธี, อย่าให้มากเกินจนผิดวิธี จนผิดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ขอให้ระวังให้ดี ทุกเวลานาทีของการเป็นอยู่ อย่าให้เสียสติสัมปชัญญะ ทำอะไรโง่ ๆ ลงไปด้วยความกลัวตาย ที่เป็น subconscious - คือไร้สำนึก แล้วก็จะ ไม่ต้องเสียใจ, มันจะไม่มีอะไรผิดพลาดจนต้องเสียใจ. ความกลัวตายมันมีแรงมาก มันบังคับหรือผลักดันไปโดยไม่รู้สึกตัว ; ตั้งใจว่าจะทำให้ดี มันกลายเป็นยิ่งทำให้ผิด คือใช้ไม่ได้อย่างนี้ก็ได้ เรามองดูความตายกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจมันให้ดียิ่งขึ้น ไปอีกสักนิดหนึ่ง. อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูลวก ๆ เข้าใจผิด, เป็นคน ประมาทไปเสียอีก. เวลาของเราก็หมดลงพอดี.
น.349 รู้จักความตายให้ถูกต้อง (ต่อ) ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๒ วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๒ เป็นวันที่ ๓๓ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ ในวันนี้จะได้กล่าว ซ้ำโดยหัวข้อที่ว่า รู้จักความตายให้ถูกต้อง กันต่อไปอีก สักครั้งหนึ่ง. ในครั้งที่แล้วมาได้พูดถึงเรื่องความตาย ซึ่งมีความลึกลับซับซ้อนอะไรบางอย่าง. ขอให้สังเกตในฐานะที่ ความกลัวตาย เป็นที่มาของปัญหาทุกอย่าง และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาอื่น ๆ ทั้งหมด. ความรู้ของคนเราในโลกที่ เรียกว่า กำลังเจริญอยู่ในเวลานี้ เราไม่ได้หยิบเอาเรื่องความตาย หรืออะไรทำนองนี้ ขึ้นพูดกัน หรือเอามาคิดค้นกัน ; แม้ในแง่ของจิตวิทยาอย่างที่ว่ามาแล้วว่า ซิกมัน- ฟรอยด์ก็มองไปในทิศทางอื่น : มองเห็นกามารมณ์เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด. พุทธบริษัทเรามองตามวิธีของตน กลับจะมองเห็นปัญหาของความตายเป็น ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ; เพราะมันยังมีปัญหาของบุคคลประเภทที่ไม่มีกามารมณ์ หรือ ๓๒๒
Buddhadasa