Buddhadasa.org

ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่ว ๆ ไป

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.450 กันได้หลายแง่ : แกะ ถ้าเป็นสมัยโบราณยังไม่รู้จักอะไรกันมากนัก ยังไม่รู้จักการค้าขาย ยังไม่มีเงินตราใช้ คนก็ต้องมีเครื่องมือตามที่จำเป็นในการที่จะทำมาหากิน ต้องมีเครื่องมือ เพาะปลูก เครื่องมือทำอะไรในทำนองนี้. เดี๋ยวนี้มาถึงยุค ถึงสมัย ที่มีสื่อกลางของเครื่องมือ ทั้งหลาย คือเงิน. เขาก็ แสวงหาเงินมาเป็นเครื่องมือสำหรับมีนั่น มีนี่ มีโน่น ตามที่ตัวต้องการ จนเกิดคำพูด ขึ้นมาในสมัยนี้ว่า เงินนั้นเป็นแก้วสารพัดนึก ; แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ คนป่าสมัยหิน นั้นไม่รู้จัก และเขายังไม่มีเงินตราใช้. แล้วเครื่องมือของเขาคืออะไร ? ก็สำเร็จกันอยู่ที่ วัตถุปัจจัย สำหรับที่จะทำให้มีอาหารกิน ให้มีความปลอดภัยในชีวิต, แล้วก็มีเครื่องมือ ต่าง ๆ ปลีกย่อยออกไปอีกโดยไม่ต้องมีเงิน. ทีนี้ เราจะไม่พูดถึงเงิน เพราะว่าเงินนั้นจะต้องเอาไปใช้ซื้อหาอะไรๆ มาอีก ทีหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเป็น; เพราะว่าเงินมันกินเข้าไปไม่ได้ หรือจะใช้ทำอะไร อย่างเช่นจะใช้ขุดดินก็ไม่ได้. นี่ลองไป นึกดูเอาเอง มองดูเอาเองว่าตามบ้านเรือนทั่วไป อย่างน้อยจะต้อง มีอะไร ? มีเครื่องมือทำกิน ; ถ้าไม่มีเครื่องมือทำกิน ก็ไม่มีอะไรจะกิน, แล้วก็ ต้องมีเครื่องมือปลีกย่อย เช่น ถ้วย ชาม จาน สำหรับจะใส่อาหารกิน. ถ้าสมมุติว่า ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็จะต้องใช้ใส่ผ่ามือกิน ; ฝ่ามือก็จะกลายเป็นเครื่องมืออันสุดท้ายที่จะ ใส่อาหารกิน. นี้เรียกว่า เรามีชีวิตอยู่ โดยมีเครื่องมือพื้นฐาน คือเครื่องมือทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นข้อใหญ่, แล้วมีเครื่องให้เกิดความปลอดภัยเช่นเครื่องอาวุธ ต่าง ๆ และเครื่องมือให้เกิดความสะดวกสบายยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งเป็นของเหลือเพื่อ.

น.451 ทีนี้ มามองกันในส่วนธรรมะ ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ พื้นฐานนั้นคืออะไร. ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดถึง อิทธิบาท ๔ ในฐานะเป็นเครื่องมือทั่วไป ทั้งฆราวาสและบรรพชิต ออกชื่อ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ; เหล่านี้ ว่าเป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ทำให้ได้มาซึ่งธรรมะอื่น ; แล้วก็ระบุ โพชฌงค์ ๗ ในฐานะที่เป็นเครื่องมืออันสำคัญที่สุด ที่กำลังแสดงบทบาทให้เห็นว่ามัน ทำงานของมันอย่างไรในบรรดาเครื่องมือทั้งหลาย. แต่ธรรมะหลาย ๆ หมวดเหล่านี้ ในฐานะเป็นเครื่องมือ ผมก็ ยังไม่อยากจะ เรียกว่า เป็นเครื่องมือพื้นฐาน เหมือนกับจอบเสียมตามใต้ถุนบ้าน. อยากจะระบุ ธรรมะที่เป็นพื้นฐาน ยิ่งกว่าหมวดธรรมะที่ ได้ออกชื่อมาแล้ว ; เป็นธรรมะอีก หมวดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกยาก แต่ก็ได้ใช้ชื่อเรียกให้ลดต่ำลงมากระทั่งถึงพวกฆราวาส จึงได้เรียกว่า ฆราวาสธรรม’ - ธรรมะที่จำเป็นแก่ฆราวาส. นี่ควรจะเรียกว่า เครื่องมือพื้นฐานแท้ ๆ เหมือนกับจอบเสียม ที่ทิ้งไว้ตามใต้ถุนบ้าน, เป็นเครื่องมือ ที่จะจับฉวยได้ทันที ขุดดินก็ได้, เป็นอาวุธก็ได้ ทำอะไรก็ได้. ฆราวาสธรรม มีชื่อว่า ธรรมะที่จำเป็นแก่ฆราวาส นี้ก็หมายความว่ามันลดลงมา จนกระทั่งถึงฆราวาสชั้นต่ำสุด. แต่ว่า ธรรมะหมวดนี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่วไป แม้แก่บรรพชิต, และเป็นเครื่องมือแก่ ผู้ปฏิบัติทุกระดับ ทุกขั้น ทุกตอน จะต้องมีเครื่องมือเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา. เหมือนกับว่า บ้านเรือนชนิดไหนก็ตาม จะต้องมีเครื่องมือพื้นฐาน เช่น จอบ เช่นเสียม อะไรทำนองนี้ ที่ทำหน้าที่อย่างนี้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ; ผอใช้ได้ตั้งแต่ ฆราวาสไปถึงบรรพชิต ไปจนถึงผู้แสวงหาโลกุตตรธรรม. นี้ใช้ได้ไปจนถึงฆราวาส

น.452 ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุด ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ที่สุด และใช้ได้กระทั่งฝ่ายที่จะละเสีย และฝ่าย ที่จะหามา. ตรงนี้ ขอให้จำไว้ เสมอไปว่า ธรรมะนี้ยังแบ่งแยกกันอีกแบบหนึ่ง คือว่า เป็นธรรมะ หรือ สิ่งที่จะต้องละ เสีย, แล้ว เป็นธรรมะ หรือสิ่ง ที่จะต้องหามา คือ ทำให้มีขึ้น ทำให้เจริญขึ้น ธรรมที่เป็นอกุศล คือความชั่วนี้จะต้องละ, ธรรมที่เป็น กุศลหรือฝ่ายดี นี้จะต้องหามา. ธรรมพื้นฐานที่สุดนี้ย่อมจะใช้ ได้หมดเลย ใช้เพื่อละอะไร ก็ได้ เพื่อหาอะไรก็ได้. ในส่วนที่จะละ นั้น แม้จะละการดื่มสุรา ละการสูบบุหรี่ หรือละอะไรก็ตาม จะเล็กน้อยลงไปอย่างไรก็ตาม, หรือจะใหญ่โตยิ่งขึ้นไปเท่าไร ก็ต้องใช้ธรรมะ พื้นฐาน นี้ทั้งนั้น. จะหา เงิน หาเกียรติยศชื่อเสียง, หาความสุขชนิดไหน ก็ต้อง อาศัยธรรมะพื้นฐาน นี้ทั้งนั้น ; ฉะนั้นธรรมะพื้นฐานที่เรียกว่า ฆราวาสธรรมนี้จึง เป็นธรรมะพื้นฐานจริง ๆ จึงเอามาพูดก่อนกลุ่มอื่น. ธรรมะพื้นฐานที่ว่านี้ก็มีอยู่ ๔ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ธรรมหมวดนี้จำไม่ยาก สัจจะ หมะ ขันติ จาคะ ; ถ้าเป็นบาลีก็ว่า สจฺจํ ทโม ขนฺติ จาโค ; ถ้าเป็นคำพูดอย่างภาษาไทย ก็เป็นสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ. สัจจะ แปลว่าจริง. ท มะ แปลว่าบังคับ, บังคับตัว, ฝึกฝนตัว ; บังคับคือ ฝึกฝน. ขันติ คืออดกลั้นอดทน. จาคะ คือสละ, หรือการสละ. ตัวหนังสือ ก็มีอยู่อย่างนี้. ความจริง, การบังคับตน, ความอดทน, การสละ หรือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะนี่ให้ถือไว้อย่าง เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ เป็นมนต์ศักดิ์สิทธิ์ คล่องปากอยู่เสมอ ; แล้วให้รู้คำอธิบาย รู้ความหมาย แล้วก็รู้วิธีที่จะเอามาใช้.

น.453 พูดทีละอย่างก่อนว่า สัจจะนี้คือความจริง. คำว่า ความจริง นี้มันกว้าง คือขยายความออกไปได้เป็นว่า จริง พูดจริง ทำจริง อะไรจริง จนกระทั่งจริงต่อผู้อื่น จริงต่อหน้าที่การงาน : แต่สรุปแล้วก็จริง ต่อตัวเอง จะมีกี่ร้อยจริงพันจริงก็ตาม มันต้องสรุปอยู่ที่จริงต่อตัวเอง. ถ้าจริงต่อ ตัวเองได้แล้ว ย่อมจะเป็นเหตุให้จริงต่อทุกอย่าง ; ที่นี้คนเรามักไม่จริงต่อตัวเอง ไม่เคารพตัวเอง. ข้อที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงยกเอาข้อนี้มาเป็นข้อแรก คือ ความจริง ลงไปนี้ เป็นข้อแรก เรียกว่า สัจจะ . ถ้าตรงจริงต่อตัวเองได้ ก็จริงต่อการพูดจาต่อผู้อื่น, และจะจริงต่อหน้าที่การงานที่จะต้องทำ, และก็ตรงจริงต่ออุดมคติของการเกิดมาเป็น มนุษย์ ; มันจริงไปหมดอย่างนี้ ก็ใช้ได้เท่านั้น. คนเรามักจะขาดข้อนี้กันเป็น ข้อแรก คือขาดจริงต่อความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ; เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ไม่ทำ อย่างมนุษย์นี้นับว่าขาดความจริงข้อแรก ข้อสำคัญที่สุด คือจริงต่อตัวเอง. เราได้พูดกันมามากแล้วว่า เกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อทำอะไร ก็ต้องจริง ต่อหน้าที่อันนั้น. ทีนี้ คำว่า "จริง" นี้ มันรวมความหมายอื่น ๆ ไว้ด้วย ; แต่ว่า ยังมีความหมายแสดงเป็นความจริงอยู่เสมอ, แล้วจะมีความซื่อตรง ความบริสุทธิ์ใจ ความสะอาดอะไรอย่างนี้ ก็รวมความหมายแห่งความจริงอยู่นั่นแหละ. เฉพาะพระเรา ก็อย่าลืมคำกล่าวของปู่ย่าตายายที่กล่าวไว้ ได้เอามาพูดให้ฟังเสมอว่า "งามที่ซากผี ดีที่ การละ พระอยู่ที่จริง" ; พระอยู่ที่ความจริง ดีจริง อย่างอื่นนั้นไม่ใช่. จะเป็นพระก็ต้องเป็นอยู่ที่มีความจริง ฉะนั้นคำว่า "จริง" ในที่นี้ มีความ หมายมาก พูดกันกี่วันก็ได้. อะไร ๆ มันขึ้นอยู่ที่ความจริง แล้วก็จริงต่อตัวเองเป็น

น.454 ยอดสุด ; ถ้าจริงต่อตัวเองแล้ว ก็เป็นเหตุให้จริงต่อทุกอย่าง. คนพูดโกหก ผู้อื่นนั้น ก็คือไม่จริงต่อตัวเอง ตัวรู้อะไรอยู่ในใจอะไรเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่จริงต่อสิ่งนั้น พูดออกไปอย่างอื่น หลอกคนอื่น ; ไม่ตรงต่อหน้าที่การงาน หรือความรับผิดชอบนั้น ๆ นี้คือไม่จริงต่อตัวเอง. ฉะนั้นพยายามเคารพตัวเอง ; ให้มีความจริงต่อตัวเอง อื่น ๆ มันก็จะงอกงามออกไป กลายเป็นคนจริงไปได้ทุกอย่าง ทุกกระเบียดนิ้ว. ข้อที่ ๒ คือ ทมะ หมายถึงการควบคุมตัวเอง บังคับตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง ทรมานตัวเอง. เข้าใจว่า คำว่า ทรมาน นี้ก็มาจากคำว่า ทมะในภาษาบาลี ; เป็นทรมานในภาษาไทย เช่นทรมานคนๆ นี้ ทรมานสัตว์ตัวนี้ ให้มันหายพยศ. คำว่าทรมานนี้ก็จะต้องมาจากคำว่า ทมะ ในภาษาบาลี คือการฝึก การบังคับ การบีบ บังคับ. สัจจะหมายถึงการซื่อตรงต่อตัวเอง เคารพตัวเอง ; ทมะนี้หมายถึงการ ควบคุมตัวเอง บังคับตัวเอง ให้อยู่ในร่องรอยของสัจจะของความจริง. ความล้มเหลวอยู่ที่ ไม่บังคับตัวเอง, ความล้มเหลวในหน้าที่การงาน หรือในกิจธุระอะไรต่าง ๆ ทุก ๆ อย่างที่มีอยู่แก่หมู่มนุษย์, มาจากการบังคับตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามาจากความไม่รู้. ที่จริงมัน รู้เกินกว่าที่จะรู้ ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ที่ควรทำนั้นควรจะต้องทำอย่างไร ก็รู้ แต่แล้วมันก็ไม่เคยทำ หรือ ทำให้สำเร็จไม่ได้ เพราะไม่มีการบังคับตัวเอง. การบังคับตัวเองมีชื่อเรียกหลายอย่าง : สัญญีโมก็มี สังวโรก็มี มีชื่อ มาก ; แต่ว่า หมะ สำคัญอยู่ที่การบังคับตัวเอง. เพียงแต่รู้อยู่เฉยๆ ไม่กระทำ มันก็ไม่สำเร็จ; กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าสติ ก็มีอยู่เพื่อการบังคับตัวเองนี้ มีสติอยู่ตลอด เวลาจึงจะบังคับตัวเองได้. แล้วการบังคับตัวเองมันเรียกหาอะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง เรียกหาธรรมะอื่น ๆ มาอีกหลาย ๆ อย่าง ให้สำเร็จเป็นการบังคับตัวเองได้ก็แล้วกัน.

น.455 การบังคับตัวเองในที่นี้ ก็หมายถึงการบังคับจิต เพราะว่าส่วนสำคัญที่สุด ของคนเรา ก็คือจิต. ความหมายที่เป็นใจกลางของตัวตนก็คือจิต .. แต่ก็ไม่ต้องไป หลงในเรื่องตัวตนอะไรกันให้มากมายไป ; บังคับจิตก็แล้วกัน จะเป็นการบังคับ ทุกสิ่ง. จิตนี้ก็บังคับการพูด การกระทำอยู่แล้ว ; เมื่อบังคับจิตให้ถูกต้องอยู่ในร่อง รอยก็จะมีการพูดการกระทำที่ถูกต้อง. แต่จะมี ขั้นต้น ๆ แรกไปกว่านั้นอีกก็คือว่า บังคับให้กระทำ ; เดี๋ยวนี้ มันไม่กระทำ มันขี้เกียจ หรือมันเหลวไหล หรือมันไม่จริง. การ จะหาเงินเพื่อเป็นคน ร่ำรวยอยู่ในโลก หรือจะหามรรค ผล นิพพาน ก็ตาม อยู่ที่การบังคับตัวเองให้ได้ แล้วทำไปให้ได้ ; แล้วก็ ต้องทำเป็นระยะยาว ด้วย. การทำอะไรลงไปที่จะให้สำเร็จ ลงไป ไม่ใช่จะสำเร็จได้ทันที จะต้องทำในระยะยาวด้วย. ข้อที่ ๓ ขันติ - ความอดทน; เพราะว่า การบังคับตัวเองนี้ มันต้อง เจ็บปวด ทั้งทางกายและทางใจ, การบังคับจิต หรือบังคับตัวเองบางชนิดนี้มันจะ เกิดการเจ็บปวดร้อนเหมือนกับไฟเผา. เช่นบางคนอยากจะไปดูหนัง เพราะเป็นโรค เสพติด ต้องไปดูหนัง ; พอบังคับจิตไม่ให้ไปดูหนัง มันก็ร้อนเหมือนกับไฟเผา เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ; มันก็ล้มละลายกันอยู่ที่ตรงนี้ เกิดทนไม่ได้ ก็ต้องไป. ฉะนั้น การบังคับตัวเองนี้ต้องทำระยะยาว เมื่อทำระยะยาวมันก็ต้องอดทน ต้องมีความ อดทน ที่เรียกว่าขันติ. พอพูดถึง เรื่องขันติ ในโรงเรียน ก็มักจะสอนกันไปว่า อดทนหนาวร้อน อดทนความเจ็บไข้ทุกขเวทนา อดทนต่อคนด่าว่า สบประมาท ; นี่อดทนกันอยู่ อย่างนี้ อดทนต่อความลำบากในการทำการงาน ทนต่อความทุกข์ยากในการเจ็บไข้ ทนต่อความเจ็บใจเมื่อเขาด่าว่า ; สอนกันอยู่แต่เพียงเท่านี้.

น.456 ถ้าดูตามเรื่องราวทั้งหมด หรือ การกระทำของพระพุทธเจ้า ความ อดทน มารวมอยู่ที่อดทนต่อความบีบคั้นของกิเลส. ขันติที่ชั้นเลิศ ขันติที่ชั้นประเสริฐ คือความอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. มีอันนี้อันเดียว อันนี้อย่างเดียว ก็จะอดทนได้หมด. ความล้มเหลวต่อความไม่อดทน ต่อทุกอย่าง มาจากความอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลสไม่ได้. ตัวอย่างเช่น จะไปดูหนัง ; อย่างนี้มัน เป็นการบีบคั้นของกิเลส. ถ้าทนได้ กิเลสบีบคั้นไม่ได้ มันก็ไม่ไปดูหนัง. หรือเรื่องจะทิ้งบุหรี่ มีความจริงใจจะทิ้งบุหรี่ มีการบังคับตัวเองให้ทิ้งบุหรี่ ; แต่แล้วพอมาถึงความอดทน คือการบีบคั้นของความ เงี่ยนบุหรี่อย่างนี้ อดทนไม่ได้ ก็เลยล้มเหลวกันอยู่ที่ตรงนี้เอง. การที่จะละสิ่งชั่วต่าง ๆ : ละการดื่มของเมา ละการพนัน ละอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ : มันก็จะล้มเหลวกันอยู่ที่ตรงนี้เอง คือมันทนการบีบคั้นของกิเลสไม่ได้. บางที ก็ไปนั่งเล่นไพ่ที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย กิเลสมันก็ไสคอไปจนได้. การที่ไปนั่งเล่น ไพ่นั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากความเพลิดเพลินของกิเลส แล้วมันก็ต้อง บีบคั้นอยู่เรื่อยไป. นี่เรียกว่า พูดอย่างสมมุติ คนที่ต้องทนอย่าง ถูกกิเลสบีบคั้น ที่จริงก็คือถูก ธรรมะฝ่ายอกุศลมันบีบคั้น. ธรรมะฝ่ายกุศลมันมีไม่พอต่อต้านไม่ได้ เรียกว่าธรรมะ ที่เป็นเครื่องมือมันยังมีไม่พอ. ทีนี้ เมื่อการอดทนมันเป็นความเจ็บปวด มันก็ ต้องมีขอบเขตที่พอจะ ทนไหว ; ถ้าเลยขอบเขตมันก็ทนไม่ไหว. ฉะนั้นมันต้องมีการระบายออก อย่าให้ ต้องทนจนทนไม่ไหว มันจะตายเอา ; มันก็จะต้องมีการระบายออกมาเรื่อย ๆ ก็ต้อง มาถึงธรรมะข้อที่ ๔ จาคะคือการสละ.

น.457 ข้อที่ ๔ จาคะ นี้ ควรจะสังเกตไว้สักหน่อยว่า ในที่นี้ เรา ใช้คำว่า จาคะ ไม่ได้ใช้คำว่าทาน หรือการให้ทาน. แต่มันก็ใช้ได้เหมือนกัน ถ้าใช้ถูกวิธี ก็ใช้ ได้เหมือนกัน ใช้ปนกันยุ่ง ; แต่ดูเหมือนจะยุติกันไปโดยอัตโนมัติว่า ทาน หรือการ ให้ทานนี้มัน เนื่องด้วยสิ่งของ เสียมากกว่า คือการให้วัตถุสิ่งของภายนอกเสียมากกว่า, และเป็นโวหารพูดธรรมดา, จาคะนี้สงวนไว้สำหรับให้ทานภายใน คือสิ่งที่เป็น นามธรรม. เราใช้คำว่า จาคะในกรณีอย่างนี้ ก็เล็งถึงการให้ทาน หรือสละสิ่งที่เป็น นามธรรม คืออกุศล อันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน. ความรู้สึกคิดนึก หรืออะไรก็ตาม ที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนนี้จะต้องสละ ; รวมความก็คือการสละกิเลสที่เป็นตัวบีบคั้นมนุษย์นั้นเอง. ความเกียจคร้าน เป็นอันแรก ที่สุด เป็นกิเลสที่จะต้องละ, ความคิดไปในทางบาปอกุศล : โลภะ โทสะ โมหะ อะไรก็ตาม จะ ต้องละต้องระบายออกอยู่เสมอ. เมื่อกิเลสมันมีน้อย และมันถูกสละอยู่เสมอ มันก็บีบคั้นเราน้อย ; เมื่อ กิเลสบีบคั้นเราน้อย เราก็พอจะทนได้ ไม่ถึงกับทนไม่ไหว จนบ่อนแตก หรือขันแตก อะไรอย่างที่เรียกกัน. มันต้องมีการสละการให้ เป็นการระบายออกทางช่องระบายรู เป็น เหมือนลิ้น valve ที่ประกันการระเบิดอยู่เสมอ เราจึงต้องทำสิ่งที่เรียกว่าจาคะนี้อยู่เสมอ. ที่นี้ ก็ ต้องระวังต่อไปอีก ในการที่จะกระทำให้เป็นจาคะจริง ๆ คือเป็นการสละจริง ๆ. เดี๋ยวนี้ พูดกันแต่ปาก หรือว่าเล่นตลก หรือยิ่งกว่านั้นก็คือโกหกตัวเอง, ที่ว่าให้ทาน หรือ ให้สละเป็นการบริจาคนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องให้ทาน ; แต่มัน เป็นเรื่องลงทุนค้ากำไรเกินควร . เช่นว่า ทำบุญสักบาทหนึ่ง ก็หวังจะได้สวยได้รวย

น.458 ไปหลายชาติ ได้มีวิมานอยู่สบายหลายหลังไว้ในสวรรค์โน้น ; อย่างนี้เป็นการเสียสละ หรือไม่สละก็ลองคิดดู. มันเป็นการหวังที่ จะเอามากกว่าเดิม หลายเท่า หลายร้อยเท่า หลายพันเท่า แล้ว จะเรียกว่าเป็นการเสียสละได้อย่างไร ในเมื่อมันเพิ่มกิเลส เพิ่มความเห็นแก่ตัว เป็นการค้ากำไรเกินควรหลายร้อยเท่า; อย่างนี้ไม่เรียกว่าจาคะในที่นี้. จะเรียกว่า จาคะก็เรียกในที่อื่น เป็นของคนประเภทอื่น. การให้เพื่อจะเอาผลกำไรชนิดเดียวกัน ตอบแทนกลับมา หลายร้อยหลายพันเท่า ไม่เรียกว่าจาคะในที่นี้. จาคะในที่นี้ต้องสละออกไปจริง ๆ อย่าเอากลับมา ; ให้ทานไปบาทหนึ่ง ก็ขอให้หมดความขี้เหนียว หรือความเห็นแก่ตัวไปบาทหนึ่ง ; สละร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท ก็ขอให้เอาความเห็นแก่ตัวไปด้วยร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท เช่นเดียวกัน. นี่ถ้าสละเพื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัว โดยสละตัวกู - ของกูออกไปด้วย ; แก นั่นแหละ คือจาคะในที่นี้, จาคะในที่นี่หมายถึงการสละออกไปล้วน ๆ. เช่น คนติดบุหรี่ ก็ต้องสละรสอร่อยของบุหรี่, คนติดเหล้า ก็ต้องสละ รสอร่อยของเหล้า, คนติดดูหนัง ก็ต้องสละความเอร็ดอร่อยของการดูหนัง โดยไม่เอา อะไรกลับมา ; อย่างนี้เรียกว่า สละออกไปจริง ๆ. ถ้าจะมีอะไรกลับมา ก็คือ ผลที่ บริสุทธิ์ ที่ถูกต้อง คือความไม่เห็นแก่ตัว. ที่ยังเห็นแก่ความสุข ความสนุก นี้คือ ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่กิเลส มันจึงตกหลุมพรางของกิเลส ตกอยู่ในบ่ออยู่ในหลุมของ กิเลส. บางทีจะเป็นเพราะว่า คนไม่ ใคร่ยอมสละ โดยวิธีอย่างนี้ หรือเข้าใจไม่ได้ ; เขาเลยวาง system ใหม่ คือ ให้คนถือง่าย ๆ : ให้คนคิดว่า ทำบุญให้ทานบาทหนึ่งก็ ได้ไปสวรรค์, ทำบุญอะไรนิดหนึ่ง ก็ได้ไปสวรรค์ มีวิมานมีอะไร อย่างที่เขาพูดกัน

น.459 อยู่แล้ว รู้กันอยู่แล้ว. มันเป็นการสอน ก. ข. ก. กา ให้คนรู้จักบริจาค เป็นจาคะ ในขั้น ก. ข. ก. กา ไปก่อน จนกว่าจะถึงเวลารู้จักการบริจาคจริง. แต่แล้วมันก็น่า สังเวชตรงที่ว่า มาเรียน ก. ข. ก. กา กันไม่รู้จักจบ ไม่รู้หนังสือกันสักที ; มัวแต่ เรียน ก. ข. ก. กา อยู่นี่จนตายไปเลย คนหนึ่งตายไปแล้ว คนชั้นหลังก็ยังเป็นอย่าง นี้อีก ; ยังเป็นอย่างนี้อีก ก็ไม่ไหว มันเป็นเรื่องจมอยู่ในอาการอย่างนี้มากเกินไป. ควรจะได้เลื่อนขึ้นมา ถึงการที่จะรู้จักสละออกไป เพื่อความหมดความ เห็นแก่ตัว จะได้ไปสู่มรรค ผล นิพพานโน่น ; มันจะได้ไม่ไปหลงอยู่ในสวรรค์ ไม่ไปติดบ่วงอยู่ในสวรรค์ ซึ่งมีความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังยิ่งกว่า มนุษย์โลกหลายร้อยหลายพันเท่า, ซึ่งมันเป็นเรื่องผูกพันอย่างนี้ เป็นการเห็นแก่ตัว จัดมากขึ้น. ถ้าเรารู้จักจาคะให้ถูกวิธี ก็จะตรงไปยังมรรค ผล นิพพาน เหนือ สวรรค์ สูงกว่าสวรรค์ ไม่ผูกพันใคร ไม่เผาลนใคร ไม่หลอกลวงใครเหมือนสวรรค์. นี่คำว่าจาคะ นั้นมีความหมายกว้างอย่างนี้ ทีนี้ถ้าเราจะ มีชีวิตอยู่กันอย่างโลก ๆ ในภาษาโลก ในปัญหาโลก ๆ ก็หัด สละจริง ๆ อย่างนี้เสียบ้าง ; สละก็สละออกไป ทำลายความเห็นแก่ตัวออกไป สละ ให้ไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. ภาวนาว่าอย่าย้อนกลับมาหาเราในรูปนี้เลย สำหรับสิ่งที่ สละออกไปนี้ ; ให้เราได้แต่ความไม่เห็นแก่ตัวเถิด ; เราก็จะสบายยิ่งกว่าเจ้าอันนั้น มันกลับมา. ที่จริง การให้ อะไรออกไป แล้วมีผลสนอง ตอบแทนกลับเข้ามา จากมิตร สหายเพื่อนฝูงนั้นมันก็ดี ; ไม่ใช่ผิด มันก็ถูกอยู่แล้ว แต่มันยังต่ำเกินไป. ที่มี อยู่นั้นมันก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว ; แล้วมีแต่จะผูกพันกันอยู่อย่างนี้ มันก็จะพลอยเป็น

น.460 แต่ผูกพันกันอยู่อย่างนี้ทุกฝ่าย คือเห็นแก่ตัวจัดมากขึ้นทุกฝ่าย ร่ำรวยมากขึ้นทุกฝ่าย เห็นแก่ตัวจัดยิ่งขึ้นทุกฝ่าย. เดี๋ยวก็จะเป็นโลกที่เบียดเบียนกัน โลกนี้กำลังเบียดเบียน กันเพราะความเห็นแก่ตัว. ไปคิดเอาเอง ก็แล้วกัน ฝ่ายคอมมิวนิสต์ หรือฝ่ายประชาธิปไตยก็ เหมือนกัน ; รบกันได้ก็เพราะต้องอาศัยความเห็นแก่ตัว. ถ้ามีจาคะมีการให้อะไร มันก็เป็นการให้ เพื่อซื้อคนอื่นมาเป็นพวกของตัว, ช่วยเหลือคนอื่นเป็นเงินมหาศาล ก็มิใช่หวังอะไรอื่นนอกไปจากซื้อเขามาเป็นพวกเรา แล้วก็จะได้รบราฆ่าฟันพวกอื่น ให้มันง่าย ให้มันสะดวกขึ้นไป; อย่างนี้จะเรียกว่าจาคะหรือไม่ ลองไปคิดดู. เพียงแต่ ลงทุนซื้อสวรรค์ก็ ไม่เรียกว่าจาคะ ในที่อย่างนี้เสียแล้ว ; ที่นี้ ลงทุนเพื่อไปหาพวกมาฆ่ากันอีก ให้มากขึ้นไปอีก นี้มันยิ่งไม่ใช่จาคะอย่างยิ่ง. นี่โลก กำลังเดือดร้อน เพราะไม่มีจาคะอย่างนี้ ถ้าโลกมีจาคะถูกวิธีอย่างนี้ โลกก็มีสันติภาพ ทันควันทันทีเลย คือสละความเห็นแก่ตัวออกไปจริง ๆ ; ต่างคนต่างแข่งขันกันสละ ความเห็นแก่ตัว, ต่างฝ่ายต่างแข่งกันทำลายความเห็นแก่ตัว, โลกก็จะมีสันติภาพได้ ในพริบตาเดียว ไม่ต้องพูดกันมาก ไม่รู้จักจบ; เหมือนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีสันติภาพ เพราะว่าขาดจาคะในส่วนนี้. นี่เราจะเห็นได้เตลิดออกไปว่า โดยส่วน ตัวบุคคลก็ดี โดยส่วนรวม ทั้งโลก ก็ดี ต้องอาศัยธรรมะพื้นฐานนี้ทั้งนั้น คือ สัจจะ หมะ ขันติ จาคะ ข้อธรรมะเป็น พื้นฐานนี้ทั้งนั้น. คนทั้งโลกจะต้องมีสัจจะในการทำอย่างนี้, จะต้องมีการบังคับตัวเอง ในการทำอย่างนี้, ต้องมีความอดกลั้นอดทนในการทำอย่างนี้, แล้วก็มีจาคะสละจริง ๆ ในการทำอย่างนี้ ; อย่าสละเพื่อซ่องสุมพรรคพวกมารบกันให้ใหญ่ขึ้นไปอีก หรือทำ อะไร ๆ ที่เป็นการเห็นแก่ตัวอีก.

น.461 อให้ มองข้าศึกที่แท้จริง เถิด ว่ามัน อยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ; ไม่ใช่อยู่ที่ คนนั้นคนนี้ ประเทศนั้นประเทศนี้ ค่ายนั้นค่ายนี้ ; มันไม่ใช่ที่นั้น. มันอยู่ที่ความ เห็นแก่ตัว ; ข้าศึกที่แท้จริง มันอยู่ในตัวเรานั้นเอง คือความเห็นแก่ตัว ; ทำความวินาศให้โลกทั้งโลกได้ ก็เพราะความเห็นแก่ตัวนี้. นี่เรียกว่า มองดูกันอย่างกว้างที่สุด อย่างพื้นฐานที่สุดแล้ว ก็มีเครื่องมือ ; ธรรมะที่เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สุด คือ สัจจะ หมะ ขันติ จาคะ ; ไม่ว่าเรื่อง ส่วนตัวก็ดี เรื่องส่วนรวมก็ดี จะต้องอาศัยธรรมะเหล่านี้. ที่สำคัญที่สุด ที่เป็นปัญหายุ่งยาก แก่ผู้ที่ตั้งใจดีเวลานี้ ก็คือ เรื่องบังคับ ผู้อื่นไม่ได้. ปัญหาหนักของผู้ที่มีความรับผิดชอบการงานนั้น ปัญหาหนักมันอยู่ที่ บังคับผู้อื่นไม่ได้. มีหลายคนมาที่นี่ ฟังน้ำเสียงดูแล้วก็ต้องเชื่อว่าเป็นคนดี มาด้วย ความอ่อนระโหยเต็มที่ ; เพราะว่ามีความยุ่งยาก ลำบากใจที่บังคับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้. เราจะทำให้ดีให้จริงให้ถูก ให้ตรงไปตามระเบียบแบบแผน หรือโครงการ ; แต่ลูกน้องเต็มไปด้วยคอรัปชั่น มันทำไม่ได้. บางคนยิ่งไปกว่านั้นอีก มาแสดงความท้อแท้ว่า ผู้บังคับบัญชาข้างบนนั้น แหละ กลายเป็นคอรัปชั่น ; ฝ่ายเราจะทำให้ถูกต้องตามธรรม ตามระเบียบ ตาม หลักการ นั้นทำไปไม่ได้, อยากจะหนี ก็หนีไปไม่ได้, อยากจะฆ่าตัวตาย มันก็ทำไม่ได้ ; ก็เลยต้องทนทุกข์ เหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่, ต้องทำหน้าที่ ทั้งที่ทำไม่ได้ เพราะว่า ผู้บังคับบัญชาคอรัปชั่นอย่างนี้ก็มี. ส่วนมากส่วนใหญ่ ก็อยู่ที่ควบคุมลูกน้องไม่ได้ ควบคุมการคอรับชั่นของ ลูกน้องไม่ได้ หรือว่า ควบคุมความดื้อดึงของลูกน้องไม่ได้ ; แต่ นี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง

น.462 ธรรมในฐานะเป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ๔๓๗ กล่าวคือ ปัญหาของตัวเอง ก็มีอยู่ที่จะบังคับตัวเอง ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง : ปัญหาที่บังคับ ผู้อื่นไม่ได้ ก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ; นี้จะทำอย่างไร. ผมก็บอกว่า ไม่มีธรรมะอย่างอื่น ของพระพุทธเจ้า ก็มีแต่ธรรมะส่วนที่ เป็นพื้นฐาน อย่างที่ว่ามาแล้ว. ธรรมะพื้นฐานที่สุดก็คือ สัจจะ หมะ ขันติ จาคะ นี้ มันไม่มีทางที่จะหนีไปไหน ; และไม่มีทางที่จะต่อสู้ด้วยวิธีอย่างอื่นเลย นอกจาก ธรรมะนี้. จะบังคับผู้อื่นให้ได้ จะเอาชนะผู้อื่นให้ได้ ก็ต้องบังคับตัวเองให้ ได้เสีย ก่อน ชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน ; ที่เรียกว่า ทมะ คือการบังคับตัวนั่นแหละทำให้ได้ เสียก่อน. อาศัยสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บังคับตัวเองให้ได้เสียก่อน แล้วจะ บังคับผู้อื่นได้ ; ฉะนั้นอย่าไปทำผิดอย่างร้ายกาจที่สุด คือจะไปบังคับผู้อื่นโดย ไม่บังคับตัว นี่คือการทำผิดอย่างร้ายกาจที่สุด ; จะไปบังคับลูกน้องอย่างเดียว แต่ไม่ บังคับตัว นี้เป็นการทำผิดอย่างร้ายกาจที่สุด แล้วมีแต่จะยุ่งยากมากขึ้น. จะเกิดเรื่อง มากขึ้นกว่าเดิม. ถ้าบังคับตัวเองให้ได้เสียก่อน เรื่องมันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ๆ แล้วก็จะหายไป. การบังคับตัวในที่นี้ ข้อแรกที่สุดก็คืออย่าโกรธ อย่าโกรธ. ถ้านายจ้างก็โกรธหัวผัด หัวเหวี่ยง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงในเมื่ออะไรมันเกิดขึ้น, บิดาก็โกรธ หัวพัดหัวเหวี่ยง เมื่อบุตรธิดาไม่ทำอะไรตามที่แนะนำสั่งสอนให้กระทำตาม ก็โกรธ เสียแล้ว เพราะบังคับตัวเองไม่ได้ ; แล้วจะไปบังคับผู้อื่นท่าเดียวอย่างนี้ก็เป็นคนบ้า เพราะว่าสิ่งที่จะต้องทำก่อนนั้นไม่ได้ทำ. บางที พระพุทธเจ้าท่านตรัส แต่คำสั้น ๆ ว่า สจฺจํ ภเณ น กุชเฌยฺย - พูดจริงแล้วอย่าโกรธ เท่านี้เอง. พูดจริงแล้วอย่าโกรธ คุณลองใช้เครื่องมือ

น.463 พื้นฐานชั้นต่ำที่สุดนี้ดูซิ ; จริงเสมอไป รวมทั้งพูดจริงด้วย แล้วอย่าโกรธเป็นอันขาด ต่อผู้อื่น. จริงคืออยู่ในร่องในรอย คงเส้นคงวา พูดจริงทำจริง อะไรจริงอยู่เสมอ แล้ว อย่าโกรธเขาเป็นอันขาด เพราะว่า พอโกรธจะพูดผิด ทำผิด. ลูกน้องคอรัปชั่น นี้ จะแก้อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากบังคับตัวเองด้วย การพูดจริงแล้วอย่าโกรธ ; มันจะค่อย ๆ ชนะลูกน้องที่อันธพาลเหล่านั้นได้ พูดจริง ทำจริง แล้วก็อย่าโกรธ. ทีนี้ถ้าเราจะ ขยาย ให้มันเป็นรูปร่างที่ชัดเจน ให้ง่าย ขึ้นมาอีกหน่อย ก็ขยาย ออกมาในรูปนี้ได้ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นี้ เอาไปท่องไว้เป็นมนต์ แล้วเอา ไปปฏิบัติให้ได้. มีสัจจะ คือ จริง จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่อทุกคน จนกระทั่งจริง ต่อลูกน้องอันธพาล คือเมตตา กรุณาสงสารมัน. นี่มีความจริง มีสัจจะต่อลูกน้องที่ เป็นอันธพาล ; คงมีความเมตตากรุณา สงสารเขาอยู่เรื่อย เราจริงต่อหน้าที่ของเรา อย่างนี้ก่อน ; แล้วก็มี : - ทมะ บังคับตัวเอง อย่าโกรธ เป็นอันขาด ; อย่าบันดาลโทสะ อย่าเผลอ. เพราะถ้าเผลอ มันจะทำผิดทีเดียวล้มละลายเลย. โกรธจัดขึ้นมา แล้วมันก็ต้องทำผิด ชนิดที่เป็นการทำลายอะไรหมดเลย ; เพราะบังคับตัวเองไม่ได้ ก็ย่อมเกิดผล เกิดโทษร้ายอย่างนี้; แล้วก็อย่าพยายามหลบหลีกสิ่งที่เรียกว่าขันติ. มีขันติ คือต้อง อดทน ผู้ชนะต้องอดทนยิ่งกว่าผู้แพ้, นายต้องอดทน ยิ่งกว่าบ่าว จึงจะเป็นนายที่ดีได้ ; ไม่เช่นนั้นจะฆ่าตัวเองตาย. ถ้ามี ลูกน้องยังโง่ ยังเด็กยังเล็ก ยังเป็นอันธพาลอะไรอย่างนี้ หัวหน้าจะต้องอดทนมากยิ่งกว่าพวกนั้น

น.464 รวมกัน. เมื่อพวกนั้นไม่อดทน เราต้องอดทนแทนพวกนั้นรวมกัน .. เราใช้ให้ เขาทำงาน เขาต้องอดทนทางกายเหนื่อยยากลำบากทางกาย. ส่วนเราต้องอดทนทาง จิตใจ ทางวิญญาณ คือความไม่โกรธ ความไม่หัวเสีย ความไม่มีพื้นเสีย จิตใจเสีย. ฉะนั้นเราต้องมีความอดทนอยู่ตลอดเวลา ; และความอดทนนี้กินความไปถึงความสงบ เสงี่ยม หรือยิ้มแย้มแจ่มใส; อย่าหน้าบึ้ง. ต่อไปก็ถึงข้อสุดท้ายคือจาคะ. จาคะ นี้คือ เราเองก็ ต้องสละ สละความโทโสโมโหอะไรอยู่เรื่อย; แล้วก็ พยายามที่จะให้ลูกน้องเหล่านั้น มีการสละโดยไม่รู้สึกตัว คือมีการยอมแพ้โดยไม่รู้สึกตัว. เรา เอาความดีชนะความชั่ว ตามแบบของพระพุทธเจ้า : ชนะคนเลวด้วยความดี, ชนะความเลวด้วยความดี, ชนะความชั่วด้วยความดี ; อย่าเปลี่ยนเป็นหลักอย่างอื่น. เดี๋ยวนี้ ในโลก นี้ เขา ไม่ถือกันอย่างนี้ ; เขาถือฟันต่อฟัน ตาต่อตา. เขาตบเราต้องตบเขาที่หนึ่งอย่างน้อยหรือตบตอบหลายที่ก็ได้ ; นี่ฟันต่อฟัน ตาต่อตา อย่างนี้. ลูกศิษย์พระเยซู ก็ไม่ปฏิบัติตามพระเยซู ที่สอนว่า ถ้าเขาตบแก้มซ้าย ก็ให้ เขาตบแก้มขวาด้วย, เขาขโมยเสื้อไปแล้ว ให้เอาผ้าห่มคลุมตามไปให้เขาด้วย ; ไม่มี ใครปฏิบัติตามพระเยซูสอน. พวกที่ถือศาสนาคริสเตียน พวกฝรั่งนี้ก็ไม่ปฏิบัติตาม พระเยซูสอน. ไปปฏิบัติตามพวกยิวโบราณ ที่พูดไว้ผิด ๆ ว่า ฟันต่อฟัน ตาต่อตา โน้น ; มันก็มีการแก้แค้นกันหนักขึ้น ๆ ในโลกนี้ ; ไม่เท่าไรก็เป็นยุคที่เรียกว่ายุควินาศ ยุคไฟบรรลัยกัลป์อะไรล้างโลกขึ้นมาได้. ถ้าทุกคนยึดหลักชนะตัวเอง ชนะความชั่วด้วยความดี, ยึดหลักความดี ตามคำที่ศาสดาในโลกทุก ๆ องค์สอน, มันก็หมดปัญหา. บังคับตัวเองได้ ก็คือสละความโกรธอะไรออกไปได้, "สละความ " อาฆาตจองเวรได้, สละทุกอย่างที่ต้องสละออกไปจากจิตใจ ; ความเหลวไหลทุกชนิด

น.465 ไม่มี. อย่างนี้ก็จะบังคับคนชั่วได้ด้วยความดี, บังคับลูกน้องอันธพาลได้ด้วยความดี ซึ่งเรียกว่า ใช้ธรรมะทั้ง ๔ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ก็ได้เหมือนกัน. หรือจะให้ เหลือเพียงสัก ๒ อย่างว่า พูดจริงแล้วไม่โกรธ เท่านี้ก็ยังได้; เพราะว่าไม่โกรธ นั่นแหละคือการชนะตัวเอง ; แล้วพูดจริง ทำจริง อะไรจริง มันเป็นแบบฉบับที่ คงเส้นคงวาให้เขาคอยเห็นอยู่ เขาก็จะค่อย ๆ รักใคร่นับถือ. การที่เรา ไม่โกรธเขา นั่นแหละ เขาจะชอบใจเรา แล้วจะค่อยๆ เปลี่ยน ทีละนิด ๆ ; แม้เขาจะไม่ยอมเปลี่ยนทันที เขาก็จะต้องยอมแพ้อยู่ในจิตใจ. เขาไม่ แสดงออกมาว่ายอมแพ้ แต่ในทางจิตใจนั้นยอมแพ้. ) ถ้าจิตใจยอมแพ้แล้ว มันจะค่อย เปลี่ยนมาเองทีละนิด ๆ โดยไม่รู้สึกตัว ก็จะเป็นคนดีได้พร้อม ๆ กันไป. เดี๋ยวนี้ ต่างก็โกรธกันเสีย เกลียดกันเสีย ระแวงกันเสีย ; ต่างคน ต่างรักษาตัวกู - ของกู, เห็นแก่ตัวกู - ของกูจัดขึ้น ๆ ปรี่เข้าใส่กัน. แม้ผู้บังคับบัญชา ต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จนกระทั่งว่าลูกหลานเกิดมาจากท้องไส้ของตัวเองแท้ๆ ก็กลาย เป็นอันธพาลขึ้นมาได้ เพราะมีสิ่งที่ย้วย และมีการกระทำผิดของบิดามารดานั้น ก็เลย เป็นการล้มละลายอย่างยิ่ง ; เมื่อไม่มีสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ แล้วมันเป็นอย่างนี้. ขอให้ทุกคนนึกถึงพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสธรรมะหมวดนี้ไว้ในฐานะเป็น พื้นฐาน ๔ ประการ : ความจริง, การบังคับตัวเอง ความอดกลั้นอดทน, แล้วก็ระบายสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในใจให้ออกไปเรื่อย ; มันสัมพันธ์กันทั้ง ๔ อย่างนี้ แยกกันไม่ออก ; ถ้าแยกกันออกจาก ๔ นี้ มันก็ล้มละลายทั้งหมด. การที่เรา จะบริจาคความชั่วออกไปจากจิตใจ ก็ต้องมีความจริง มีการ บังคับตัวเอง มีความอดทน ; การที่เราจะมีความจริงได้ ก็ต้องมีการบังคับตัวเอง อดกลั้นอดทน แล้วก็ สละอยู่เสมอ : มันสัมพันธ์กันอยู่ แยกกันไม่ออก. ๔ อย่าง

น.466 นี่รวมอยู่เป็นอย่างเดียว ถ้าทำแล้วก็จะมีการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง, เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จากตัวกู - ของกุ, มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวกู - ของกู, ไม่เห็นแก่ตัวกู - ของกู, ไม่เห็นแก่กิเลส แต่เห็นแก่ธรรมะ. พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ ได้ตรัสถึง ธรรมะนี้อย่างท้าทายว่า : อิงฺฆ อญฺเฌปี ปุจฺฉสฺสุ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชติ. มีความว่า : ขอเชิญให้ไปถามสมณพราหมณ์ ครูบาอาจารย์ที่ไหนทั้งหมด ไปถามดูให้รู้ว่า สำหรับฆราวาสนั้น ยังมีธรรมะอะไรที่ไหนอีก ที่ดีไปกว่า สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นี้. ฉะนั้น เราก็ควรจะสนใจให้มากเป็นพิเศษในการที่จะแก้ปัญหา ต่าง ๆ ด้วยการมีธรรมะ ชนิดที่เป็นเครื่องมืออย่างพื้นฐานทั่วไปในเบื้องต้น คือเป็น รากฐานทั้งหมด. ผมพูดในวันนี้ โดยเฉพาะธรรมในฐานะเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ; เป็น ประเภทเครื่องมือพื้นฐาน ที่จะรองรับธรรมะเครื่องมือที่สูงขึ้นไป ๆ ที่ได้ออกชื่อ ไว้แล้ว เช่นว่า อิทธิบาท สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อะไรต่อไปอีก. เวลาของเราก็หมด.

น.467 พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 ถนนบุญศิริ กรุงเทพฯ2 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2518 โทร. 212327

น.468 โปรดแก้คำผิดใน สุญญตาปริทรรศน์ ๑ ๙ (จากบน) ในอาสนะ บนอาสนะ ๑๕ ๔ (จากล่าง) ชีวิต ชีวภาพ ๑๙ ๑๑ (จากบน) เดิม เดิมของการบวชนั้น ๒๑ ๖ (จากล่าง) พก พัก ๓๕ ๖ (จากบน) ๙ ๑๐ ๓๙ ๙ ทาง : วิญญาณ ทางวิญญาณ ๔๖ ๑๑ เย็น อารมณ์เย็น ๕๔ ๒ วิญญาณ วิญญาณได้ ๕๕ ๓ กัน ให้ ๖๗ ๕ ความเคยชิน หมดความเคยชิน ๗๙ ๑๑ เขาะ เขา ๘๐ สุดท้าย ไขว้ ไขว้ ๘๗ ๔ (จากล่าง) น นั ๙๔ ๖ ว่า ว่า ๑๐๑ ๑ (จากบน) ตัวเอง ตัวมันเอง ๑๐๒ ๓ (จากบน) ไว้เรื่อง ไว้เรื่อย ๑๐๗ ๗ (จากบน) นิพพิทาน นิพพิทา ๑๑๘ ๔ (จากบน) ปัญหา ปัญญา ๑๑๘ ๔ (จากบน) บน เป็น ๑๑๙ ๑๐ (จากบน) ยง ยิ่ง ๑๑๙ ๕ (จากล่าง) เข้าที่ เข้าที ๑๒๒ ๖ และทุกแห่ง อัตโนมัติ อัตโนมัติ ๑๒๕ ๗ (จากบน) subcan subcon ๑๒๕ ๑๕ (จากบน) ความยึดมั่น ความไม่ยึดมั่น ๑๓๐ ๖ (จากล่าง) แรก แรกๆ ๑๓๐ ๔ วัตถุให้เห็น วัตถุ ได้ ๑๓๒ ๑๑ (จากบน) mythology methodology ๑๓๕ - ๑๔๓ ๑ การค้นคว้า (ทุกแห่ง) ผลการค้นคว้า ๑๓๖ ๔ (จากล่าง) เนื้อหนัง ร่างกาย เนื้อหนังร่างกาย ๑๓๖ สุดท้าย อ่านมา มา

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต