Buddhadasa.org

การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จะสำเร็จประโยชน์ได้โดยวิธีใด (ต่อ)

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.434 การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจะสำเร็จประโยชน์โดยวิธีใด (ต่อ) ๔๐๙ การเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ที่เป็นการเดินนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ เป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง ; เพราะถ้าหากจิตไม่ว่าง มีจิตวุ่นแล้ว จะทำอะไรผิดหมด ไม่มีอะไร ถูกต้องเลย. พอจิตวุ่นแล้วไม่มีอะไรที่ถูกต้องเลย, พอจิตวุ่นวายแล้วก็สูญเสียหมด ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความมุ่งหมายที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การงานที่ถูกต้อง เลี้ยงชีวิตที่ถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง ; เหล่านี้จะสูญเสียไปหมด ในขณะที่มีจิตวุ่นไปด้วย ตัวกู - ของกู ด้วยความยึดมั่นถือมั่น. พอ จิตว่างจากตัวกู - ของกู เท่านั้น ความคิดจะถูกของมันเอง ในตัวมันเอง โดยตัวมันเอง, ความใฝ่ฝันก็กลายเป็นการถูกต้องขึ้นมาทันที คือใฝ่ฝันอยู่ด้วยความว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น. ความเห็นถูกต้องขึ้นมาทันที คือทิฏฐิก็ เป็นสัมมาทิฏฐิ ขึ้นมา ทันที เพราะเหตุมีจิตว่าง, ความใฝ่ฝัน ต้องการก็ไปตามนั้นมันก็ ถูกต้อง, พูดจา อะไร มันก็พลอย ถูกต้อง ไปหมดด้วย, การงาน ก็เคลื่อนไหวไปแต่ในทางที่ ถูกต้อง ทั้งนั้น ; ถ้าเมื่อมีจิตว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว มันเป็นอัตโนมัติอย่างนี้. เราพูดได้เลยว่า มรรคหรือพรหมจรรย์ทั้งหมดนั้น ก็คือการเป็น อยู่ด้วยจิตว่าง การเป็นอยู่ที่กำลังเป็นอยู่ หรือเป็นไปด้วยจิตที่ปราศจากความ ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู - ของกู. เรากล่าวได้ว่า มรรคนี้ไม่ต้องเดิน คือไม่ต้องก้าวขา นั่งอยู่นิ่ง ๆ ก็ถึง ทันที ; มีปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า จะถึงเด็ดขาดลงไป ไม่กลับวุ่นวายอีกหรือไม่เท่านั้น, สำหรับคนธรรมดามันก็ถึงคือถูก เดี๋ยวก็กลับผิดคือไม่ถึง ; กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ ; ถ้าสำหรับพระอริยะเจ้าก็คือแน่วแน่ไปเลย นานเข้า ๆๆ นานเข้าจนตายตัว ก็เด็ดขาด ตายตัวลงไป; ต่างกันอยู่อย่างนี้. ไม่ต้องแยกเป็นของพวกที่จะเดินจมลงไปในโลก หรือว่าพวกที่จะเดินไปเหนือโลก. ทุกคนต้องเดินไปเหนือโลก หรือเป็นอยู่ในลักษณะ ที่เป็นการเดินอยู่ในตัวเอง มีจิตใจสูงอยู่เหนือความครอบงำของโลก.

น.435 นี่เป็นการดู พูดโดยสำนวนโวหารอีกอย่างหนึ่งว่า “มรรคนี้ ไม่ต้องเดิน" หนทางนี้ไม่ต้องเดิน. ถนนของคนตามธรรมดาใช้รถ ใช้เรือ ก็ต้องเดินต้องวิ่งเคลื่อนไป ; ส่วนหนทางทางนี้ ทำตัวให้ว่างเสีย นั่นแหละเป็นการเดิน. คำว่า “ว่างจากตัวตน" นี้ ไม่ใช่หยุด อย่าเข้าใจเป็นว่าหยุด หยุดนั้นยิ่งร้าย. หยุดคือยิ่งยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, เดินก็เดินไปหา สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่กำลังยึดมั่นถือมั่น ไป มา หยุด นี้ใช้ไม่ได้. ในกรณีที่พูดอย่างนี้ จะใช้ได้แต่ คำว่า ว่าง คือ ไม่มีตัวผู้เดิน ไม่มีตัวผู้ทำอะไร ไม่มีการยึดมั่นอะไรเป็นตัวกู - ของกู. นั่นแหละคือการเดิน มีความเป็นอยู่ที่ว่างจากตัวกู - ของกู นั้นคือมีการเดิน ฉะนั้นการ เดินอยู่ตรงที่การนั่งนิ่ง ๆ ด้วยจิตที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ของกู การไปนั่งทำวิปัสสนา ทำกรรมฐานทำอะไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า นั่งอยู่ที่ โคนไม้หรือนั่งอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ถ้าจะลุกขึ้นเดินก็เพียงแก้เมื่อย หรือว่าเพื่อให้ความ คิดมันยังคงแจ่มใสอยู่ .. นี่เราเรียกว่า เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง โดยตรง จะแยกออกเป็นมรรค มีองค์ ๘ หรือจะแยกออกเป็นไตรสิกขา หรือจะแยกออกเป็นอะไร ก็อยู่ในพวกที่มีชีวิต อยู่อย่างถูกต้อง โดยมีจิตที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวกู - ของกู ทั้งในเวลาที่นั่งทำกรรมฐาน หรือในเวลาที่ออกจากกรรมฐาน, หรือเวลาที่ทำกิจการงาน แม้ที่บ้าน แม้ออฟฟิศ ก็ต้อง มีจิตใจที่ควบคุมไว้ได้ ในลักษณะอย่างนี้ มันก็เป็นการ เดินไปหมด คือเป็นอยู่อย่างมีความถูกต้องอยู่ที่ไหน ก็มีการเดินทางวิญญาณอยู่ที่นั่น ฉะนั้นจึงพูดว่าการเดินที่ไม่ต้องเดินด้วยเท้าด้วยขา ไม่ต้องมีการก้าวขา. ที่จะพูดให้น่าตกใจอีกหน่อยก็ว่า หนทางที่ไม่ต้องเดิน ; ถ้าพูดตาม โวหารธรรมดา สามัญก็ว่า ต้องเดิน แม้อริยมรรคนี้ก็ต้องปฏิบัติ คือต้องเดิน ต้องรีบ

น.436 เดินไปสู่นิพพานนั้น ; นี่พูดภาษาคน. ถ้าพูดภาษาธรรมแล้ว มันก็ ทำลายตัวกู- ของกูเสีย มันว่างไปแล้ว ก็ เป็นการเดิน. ขอให้ระวังคำพูด ภาษาคน กับ ภาษาธรรม ที่ตีกันยุ่งอยู่เสมอ. ที่จริงก็ ไม่ได้ตีกันยุ่ง มันเป็นของที่แยกกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ; แต่ คนธรรมดาสามัญ ไม่รู้ เอามาปนกัน มันเลยตีกันยุ่งในความคิดของเขา ไม่ใช่ธรรมะปนกันยุ่ง แต่ในหัว ของคนโง่นั้นมันปนกันยุ่ง. ต้องเลิกเป็นอย่างนั้นเสีย ; มีความเข้าใจถูกต้องเสีย ธรรมะก็จะไม่มีอะไรที่ขัดขวางกัน หรือปนกันยุ่ง. พูดอย่างนี้พึ่งไม่ถูก พูดอย่างโน้น ก็ฟังไม่ถูก : หรือว่าพูดอย่างนี้ก็ถูก พูดอย่างโน้นก็ถูก อะไรมันปนกันยุ่งอย่างนี้. เราเรียก ตัวการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง หรือธรรมะจริงที่เราประสงค์เป็นอย่างนี้ คือมรรค หรืออริยมรรคนี่. ทีนี้จะได้พูดต่อไปถึง ธรรมมะหมวดที่เป็นเครื่องมือ ในวันนี้จะได้ พูดคร่าว ๆ ให้หมดทุกประเภทเพื่อความเข้าใจง่าย แล้วจะได้พูดกันโดยรายละเอียดใน วันต่อไป เป็นอย่าง ๆ ไป ; ซึ่งจะพูดถึงธรรมะกลุ่มที่เป็นเครื่องมือ ระบุไว้ชัดตาม ที่นิยมกัน ก็คืออิทธิบาท ๔ หรือว่าสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ พวกนี้เป็นพวกเครื่องมือ. ธรรมหมวดที่เป็นเครื่องมือชื่ออิทธิบาท ๔ อิทธิบาท ๔ นี้ดูเหมือนเด็ก ๆ เคยเรียนเคยท่องกันมาในโรงเรียนว่า อิทธิ บาท ๔ เป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จ ความสำเร็จของเดิมของเขาในพระบาลี ใน พระไตรปิฎก สำเร็จนั้นคือบรรลุมรรค ผล นิพพาน. อิทธิบาทนี้ ไม่ใช่ของชาวบ้าน แต่เอามาใช้ได้กับชาวบ้านที่จะทำไร่ ทำนา ค้าขาย จะทำงานอะไรของชาวบ้าน, แม้แต่ โจรจะปล้นคน ถ้าใช้อิทธิบาท ๔ ก็มีความสำเร็จเหมือนกัน.ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ธรรมะสำหรับไปนิพพานนั้นแหละ เอามาใช้ได้แม้แก่ชาวบ้าน.

น.437 อิทธิบาทนี้เป็นธรรมสโมธาน หรือว่า เป็นโพธิปักษิยธรรม คือธรรมที่ เป็นฝักใฝ่เพื่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; เมื่อเอามาใช้ในการทำมาหากิน ทำไร่ ทำนา ก็ใช้ได้และเข้ารูปกันได้ คือมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา. ฉะนั้น คนที่พูด ว่าธรรมะชั้นสูง ชั้นหลุดพ้นนั้น อย่าเอามาใช้กับชาวบ้านนั้น เป็นคนโง่ที่ลืมตาพูด ; เพราะความรู้มีมากเกินไปในทางผิด ; หรือถ้าพูดให้ดี ก็คือหลับตาพูด ไม่ดูอะไรให้ดี เพราะความรู้มันมากจนท่วมหัว จนยุ่งไปหมด ก็กลายเป็นหลับตาทั้งที่ลืมตาอยู่. ฉันทะ คือ ความพอใจ ในสิ่งที่ตัวจะทำ. วิริยะ คือ ความพากเพียร ใน สิ่งที่ตัวจะทำ. จิตตะ คือเอาใจใส่อยู่เสมอ. วิมังสา คือใคร่ครวญวิจัยอะไรอยู่เสมอ. ๔ อย่างนี้ ทำให้เกิดความสำเร็จแก่การบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการบรรลุมรรค ผล นิพพาน เช่นการเป็นอยู่ตั้งกัปป์ หนึ่ง มีชีวิตอยู่ตั้งกัปป์หนึ่ง ; เช่นว่าถ้าพระพุทธเจ้าหรือผู้ใด ประสงค์จะมีชีวิตอยู่ สักกัปป์หนึ่ง ก็ทำได้ ถ้าทำอิทธิบาทนี้สำเร็จ. นี่เป็นเรื่อง อิทธิปาฏิหาริย์ ก็ต้อง ใช้อิทธิบาท. เรื่องการทำงานของชาวบ้าน ก็เห็นชัดว่า แม้แต่เราจะทำอะไร แม้จะทำนา ก็ ต้องมีความรักที่จะทำ มีความเพียร ที่จะทำ มีความเอาใจใส่ ในสิ่งที่จะทำ ทำการ ค้นคว้าวิจัย อยู่เสมอในสิ่งนั้น ก็ทำนาสำเร็จ. จะค้าขาย หรือจะทำงานอะไร กระทั่งจะไป รบราฆ่าฟันในสงคราม หรือจะเป็นโจรปล้นเขา มันก็สำเร็จทั้งนั้น. นี่ธรรมะประเภทเครื่องมือ ไม่ได้ระบุไปว่า ทำอะไรโดยตรง เป็นเครื่องมือ กลาง ๆ ที่จะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ แล้วก็สำเร็จตามที่ต้องการ. เมื่อต้องการจะเป็นอยู่ ที่ถูกต้อง หรือเป็นอยู่ด้วยจิตว่างก็ตาม ต้องมีอิทธิบาท. ธรรมะ ๔ ประการนี้ช่วย

น.438 ก็สำเร็จได้. "อิทธิ" แปลว่า ความ สำเร็จ ; "บาท" แปลว่า ฐาน หรือ ที่ตั้ง ; อิทธิบาท แปลว่า รากฐานของความสำเร็จ ที่ตั้งของความสำเร็จ. กล่าวโดยย่อ ๆ ว่า อิทธิบาทเป็นธรรมสำหรับให้เกิดความสำเร็จ อยู่ในฐานะเป็นพวกเครื่องมือ ธรรมหมวดที่เป็นเครื่องมือ ชื่อ สติปัฏฐาน ๔ ดูต่อไปอีกถึง สติปัฏฐาน ๔ ; การเจริญ สติปัฏฐาน ๔ ถ้าเล็งถึงตัวการ ปฏิบัติทั้งหมดก็เป็น ตัวธรรมะ เช่นเดียวกับมรรคมีองค์ ๘ ; แมโบ ถ้าเล็งถึงตัวกิริยา อาการที่กระทำคือตัวสติแล้ว ก็เป็นเครื่องมือ. สติปัฏฐาน แปลว่า การตั้งไว้ซึ่งสติ เฉพาะเรื่อง เฉพาะราว ; ฉะนั้นสติปัฏฐานในลักษณะอย่างนี้ เป็นเครื่องมือ. การที่เราจะ เจริญ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา ก็เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เกิดวิราคะ เกิดนิโรธขึ้นมา มองดูอย่างนี้ เป็นเครื่องมือ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ ; แต่ ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่ง คือระบบสติปัฏฐานทั้งหมดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คืออานาปานสตินี้แล้ว มัน หมาย ตลอดไปถึงขณะที่บรรลุมรรค ผล นิพพาน ด้วยเลย มีสติในการบรรลุผลสำเร็จด้วย. สติ ปัฏฐานที่สอนกันอยู่ ในโรงเรียนนักธรรม หรือที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค จะพูดถึงเพียงหมวดแรก ๔ อย่างนี้ : หายใจยาว หายใจสั้น รู้กายทั้งปวง แล้วก็ทำ กายสังขารให้สงบระงับ มีเท่านี้; เป็นเครื่องมือเต็มตัว. แม้ที่กล่าวไว้ละเอียดยืดยาว ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ก็มีลักษณะเป็น เครื่องมือทั้งนั้น ; แต่ก็กล่าวไปให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วย. .. อย่างในอานาปานสติ หมวดที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อันกล่าวถึงอนิจจานุบัสสี คือเห็นอนิจจัง, กล่าว ถึงวิราคานุปัสสี คือคลายกำหนัด, กล่าวถึงนิโรธานุปัสสี คือนิโรธความดับ, กล่าวถึง

น.439 ปฏินิสสัคคานุปัสสี คือความสลัดคืน ; นี้กล่าวถึงผลของการมีสติด้วย มีสติในการ บรรลุมรรคผลนั่นเอง. ฉะนั้นขอให้สรุปไว้ว่าสติปัฏฐานทั่วๆ ไป หรือสติปัฏฐานใน กลุ่มโพธิบักขิยธรรมนั้นเป็นเครื่องมือ. ธรรมหมวดที่เป็นเครื่องมือชื่อสัมมัปปธาน ๔ หมวดธรรมะ ชื่อสัมมัปปธาน แปลว่า ความเพียร ๔ รายละเอียดก็ เหมือนกับที่สวดอยู่ในบทสัมมาวายาโม เพียรระวัง ไม่ให้บาป อกุศลเกิดขึ้น, เพียรละ บาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรทำให้กุศลเกิดขึ้น, เพียรรักษากุศลที่เกิด ขึ้นแล้ว. นี้เป็นเรื่องความเพียรมีลักษณะอย่างนี้; ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นเครื่องมือ สำหรับจะละอกุศล หรือว่าประคับประคองกุศลเอาไว้ ; อยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ อย่างนี้. ธรรมหมวดนี้ ใช้ ได้หมดไม่ว่ากิจการชนิดไหน ต้องมีความพากเพียร อย่างนี้ทั้งนั้น : ไปนิพพาน หรือว่าจะมีฤทธิ์มีเดช หรือว่าจะทำการงานที่บ้าน ทำเรือกสวนไร่นา อะไรก็เป็นความจำเป็นที่จะต้องมีความพากเพียร ในลักษณะอย่างนี้ ละความชั่ว หรืออุปสรรคเสีย แล้วรักษาความถูกต้อง หรือความสำเร็จไว้ให้คงมีต่อไป ก็เป็นสิ่งที่ ต้องใช้เช่นเดียวกับสติ. สติชนิดไหนก็เรียกว่า สติ ; แม้แต่จะเปิบข้าว เข้าปาก ก็ต้องมีสติ ไม่ต้องพูดกันถึงเรื่องบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ธรรมเหล่านี้ ใช้ได้ในฐานะเป็นเครื่องมือทั่วไปหมด. ธรรมหมวดที่เป็นเครื่องมือชื่อพละ หรืออินทรีย์ ๕ ถัดจากสัมมัปปธานก็คือพละ ๕ หรืออินทรีย์ ๕ ซึ่งเล็งถึง อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมี ความเชื่อ แล้วก็มี ความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา. ธรรมหมวดนี้กับหมวดอิทธิบาทคล้าย ๆ กัน คือตั้งอยู่ในฐานะที่

น.440 เป็นเครื่องมือ. มีศรัทธาเป็นเครื่องมือ ให้เชื่อ หรือ ให้รัก ; ข้อนี้มีลักษณะตรง กับฉันทะซึ่งเป็นอิทธิบาทอันหนึ่ง, วิริยะ ความพากเพียรก็เป็นอิทธิบาทอันหนึ่ง อยู่ตรงตัว, สติ คือจิตตะในอิทธิบาทก็ได้ เอาใจใส่อยู่เสมอ, สมาธิ ก็เป็นจิตตะเหมือน กันคือ เป็นความเอาใจใส่แน่วแน่อยู่เสมอ, ปัญญา ก็เหมือนกันอีก ก็คือวิมังสาใน อิทธิบาท. ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ในที่นี้ หมายถึงขณะที่กำลังทำหน้าที่ มีรูปร่างเป็นเครื่องมือ ถ้าเรียกว่าพละก็ได้ ก็หมายถึงว่า เป็นตัวกำลัง มีกำลังแรง ; ถ้าเรียก ว่าอินทรีย์ ก็หมายถึงความสำคัญ ความที่เป็นสิ่งสำคัญ หรือเป็นใหญ่หรือออกหน้า. ที่จริงธรรมะชื่อเดียวกัน ๕ อย่างนี้มีชื่อเหมือนกัน; ถ้ามองในแง่ที่มันเป็นตัวกำลัง เรียกว่าพละ, ถ้ามองในแง่เป็นใหญ่เป็นเด่น ออกหน้า เรียกว่า อินทรีย์ คือขาดไม่ได้. นี่คือตัวอย่างของธรรมะหมวดที่เป็นเครื่องมือ ; ส่วนหมวดที่ ๑ หมายถึงตัวผลที่เราต้องการ อย่าให้ปนกัน ต้องการให้มีขึ้นมา. เป็นอยู่ด้วย จิตว่างนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการ เป็นตัววัตถุประสงค์ที่เราต้องการ. เราก็มีธรรมะหมวด ที่เป็นเครื่องมืออย่างนี้ เพื่อจะให้สำเร็จได้ตามนั้น คือทำอริยมรรคให้มีขึ้นมา เพื่อมี การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. หมวดเครื่องมือพูดเพียงเท่านี้ พอเป็นตัวอย่าง. หมวดถัดไปอีกที่แสดงความเกี่ยวพันสัมพันธ์กันระหว่างเครื่องมือ ขอระบุหมวดที่มีชื่อว่าโพชฌงค์ นี่ก็อยู่ในหลักสูตรนักธรรมตรีเรียกว่าเป็น พวกหญ้าปากคอก : คือพระสวดมนต์ทำบุญบ้าน สวดมนต์เย็น สวดมนต์ทำบุญเรือน ก็สวดบทนี้ด้วย ในฐานะเป็นธรรมะประเสริฐที่สุด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีคน เจ็บไข้ก็ให้สวดธรรมหมวดนี้ ที่เรียกว่าโพชฌงค์ ๗. แม้ว่าเป็นการทำอย่างหลับตา

น.441 งมงาย โดยความเชื่อ ก็ยังมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อยู่ตามเดิม ว่า ให้สนใจธรรมะ หมวดนี้. เรื่องในพระไตรปิฎก มีว่า เมื่อพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าเอง ท่าน เจ็บไข้ขึ้นมา ก็ให้คนเอ่ยชื่อธรรมะหมวดนี้ขึ้นให้ได้ยินในขณะนั้น เพื่อข่มความเจ็บ ข่มทุกขเวทนา; เพราะธรรมหมวดนี้เป็นธรรมที่ประเสริฐวิเศษที่สุด พอสักว่าได้ยิน ใครเอ่ยถึงเท่านั้น ก็เกิดกำลังใจอันอื่นขึ้นมา สำหรับครอบงำความเจ็บได้. แต่แล้ว ก็น่าประหลาดที่ว่าธรรมะหมวดนี้ ๗ อย่างนี้แสดงความสัมพันธ์กัน ระหว่างธรรมะที่ เป็นเครื่องมือ จนเกิดความสำเร็จ. พูดโดยใจความก็คือว่า พอได้ฟังเรื่องที่มีหวัง หรือ เรื่องที่เป็นที่ตั้งแห่งความหวัง หรือความสำเร็จ เราก็สบายใจ มีปีติปราโมทย์เกิดขึ้น มันก็ครอบงำอารมณ์ร้าย หรือความเจ็บไข้ หรือทุกขเวทนาได้. ธรรมะหมวดนี้เป็นทั้งเครื่องมือ และเป็นทั้ง เครื่องแสดงให้เป็นความ สัมพันธ์ ในการทำงานของเครื่องมือ. แต่ผมไม่จัดไว้ในฐานะเป็นเครื่องมือโดยตรง ได้จัดไว้ในฐานะที่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของเครื่องมือ. ถ้าเราเห็นความ สัมพันธ์ของเครื่องมือก็คือเห็นเครื่องมืออยู่ในตัวแล้ว ; นำมาพูดอะไรกัน ก็จงพยายาม ให้เป็นความสัมพันธ์ของการทำงานในระหว่างเครื่องมือทั้งหลายนี้. พูดสำหรับ คนที่ ไม่เคยเรียน ให้ฟังง่ายๆ ว่าโพชฌงค์ นี้แปลว่า factors ของการตรัสรู้; หรือเป็นองค์ประกอบ ส่วนประกอบ ของการตรัสรู้ มีอยู่ ๗ อย่าง ด้วยกัน ซึ่งต้องมีความสัมพันธ์อย่างน้อยต้อง ๖ ห่วงหรือ ๖ link ระหว่างอันที่ ๑ จนกว่า จะถึงอันที่ ๗ นี้จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันไป. องค์แรก มาก่อนคือ สติ หมายถึง ความรู้สึกคิดนึกที่สมบูรณ์ ที่รอบคอบ คือรู้สึกตัวถูกต้องทั่วถึง อยู่เสมอ นี้เรียกว่าสติ ต้องมาก่อนอะไรหมด ไม่พูดถึงความเชื่อ

น.442 ไม่เอาความเชื่อมาก่อน ; เพราะความเชื่อนี้เลิกกันที ถ้ามาถึงขั้นนี้แล้วต้องการความรู้ ; ถ้ามีความรู้จริงมันก็มีความเชื่ออยู่ในตัว. คุณต้องรู้จักสังเกตว่าถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจ ความแน่ใจอะไรถูกต้องแล้ว ก็ย่อมมีความเชื่ออยู่ในนั้น. ถ้าเรามีความรู้จนเราเชื่อ ตัวเอง ศรัทธาก็มีรวมอยู่ในนี้; ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึง. พูดถึงความรอบรู้ทั่วถึงแล้ว มีสติในการที่จะใช้ความรู้นี้ดีกว่า เพราะฉะนั้นจึงเอาสติมาก่อน เราระลึกได้รอบคอบ ทั่วถึงเป็นเครื่องมืออันแรก, แล้วธัมมวิยะองค์ที่ ๒ ก็มีมา. องค์ที่ ๒ ธัมมวิยะ หรือธรรมวิจัยนี้ก็คือ การสอดส่องธรรม การใคร่ ครวญธรรม ; มีหลายความหมาย คือว่าให้ถูกตัวธรรมะ หรือว่าให้เป็นธรรมะคือ ถูกต้อง ให้เป็นไปตามคลองของธรรมะ ; นี้จึงเรียกว่าใคร่ครวญธรรมหรือสอดส่อง ธรรม. เราเลย แปลกันสั้น ๆ ว่าเลือกให้ถูกต้อง ; หลังจากที่ได้มองเห็นอะไร รอบด้านแล้ว มีสติแล้ว เราก็ต้องมีการเลือกให้ถูกต้อง เรียกว่าธัมมวิยะ ; มือซึ่ง หมายถึงเลือกโครงการ วางโครงการ เลือกวิธีปฏิบัติอะไรถูกต้องไปหมด เป็นธรรม ประกอบด้วยธรรม ถูกตัวธรรมไปหมด แล้วก็เรียกว่าธัมมวิยะได้. องค์ที่ ๓ ถัดไปก็ต้องมี วิริยะ คือ ความระดม ทุ่มเทกำลังลงไปในสิ่งที่ จะต้องทำ ที่เลือกแล้วนั้น. แล้วเราต้องอาศัยสิ่งถัดไปคือปีติองค์ที่ ๔. องค์ที่ ๔ ปีติ หมายความอีมอกอิ่มใจ พอใจ อิ่มใจ เรียกเป็นภาษาอังกฤษ กันอย่างขอไปทีว่า contentment ที่จริงยังไปไกลกว่านั้น แต่ไม่มีคำจะเรียกมันก็เรียก อย่างนั้น อย่างน้อยที่สุดก็มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องอิ่มใจอยู่ตลอดเวลาที่เหน็ด เหนื่อยนั้น. วิริยะต้องหมายถึงการเหน็ดเหนื่อย แล้ว มีความอิ่มใจ คือปีตินี้ผสมอยู่ เพื่อหล่อเลี้ยงวิริยะ ให้มันวิริยะไปได้ตลอดต้นตลอดปลายไม่ทอดทิ้ง ไม่เบื่อหน่าย

น.443 ไม่ถอยหลัง. เพราะฉะนั้นต้องมีอุบายที่สำคัญ ที่จะสร้างปีติ คือความอิ่มใจ หรือพอใจ ในสิ่งที่กำลังเหน็ดเหนื่อยอยู่. เมื่อทำไปได้อย่างนี้ก็ไปถึงองค์ที่ ๕ ที่เรียกว่าบัสสิทธิ องค์ที่ ๕ ปัสสัทธิ แปลว่าความวุ่นวายสิ้นสุดลง เป็นความรำงับ. ผมแปลสั้น ๆ ว่าความ เข้ารูปหรือลงรูป เข้ารูปเข้ารอย ; ก่อนนี้โกลาหลวุ่นวายชุลมุน เพราะเป็นการต่อสู้ เป็นการปะทะในระยะเริ่มแรกนี้. เมื่อทำไปอย่างถูกต้อง มันเข้า รูปลงรูป เริ่มลงรูป อย่างนี้เรียกว่า บัสสิทธิ ตัวหนังสือแปลว่าสงบลง ๆ สงบลง ๆ. วิธีจำง่าย ๆ ในข้อนี้เปรียบดุจอุทาหรณ์ ก็เช่นว่าเราไปจับสัตว์ป่ามาฝึก ก็ต้องยุ่งมากทีเดียว เพราะสัตว์ป่ามันดุร้าย มันอันตราย ไปจับมันมาด้วยเชือกด้วยบ่วง ด้วยเครื่องมืออะไรก็ตาม มันยุ่งมันโกลาหลกันพักหนึ่ง จนกว่าสัตว์ป่านั้นมันจะค่อย ๆ ยอม ยอมลง ๆ ยอมลง มันจึงจะนึ่ง ; ระยะที่มันยอมนึ่งนี้ คือระยะของบัสสัทธิ จิตใจ ของคนธรรมดาสามัญ ปุถุชนก็ เหมือนกับสัตว์ป่า ; พอธรรมะไปแตะเข้ามัน ก็ดิ้น ด้นไปจนกว่าจะลงรูปเป็นบัสสิทธิ. องค์ที่ ๖ ถัดไปก็คือ สมาธิ เป็นลักษณะของความมั่นคง ความถูกต้องที่ มั่นคง ว่องไวอย่างที่ได้เคยกล่าวมาแล้วบ่อย ๆ ว่าสมาธิในพุทธศาสนานั้นหมายถึงจิตที่ มั่นคง ประกอบอยู่ลักษณะ ๓ ประการ : สะอาดดี แน่วแน่ แล้วก็ ว่องไว. มีความสะอาด ที่ปราศจากของสกปรก รบกวน เช่นปราศจากกิเลสรบกวนอย่างหนึ่ง, แล้วก็แน่วแน่มั่นคงตั้งมั่นอย่างหนึ่ง, แล้วก็ว่องไวในหน้าที่ ที่เราชอบพูดถึงกันว่า active ในที่นี้หมายถึงมี activeness นี้ความเป็น active ไวต่อหน้าที่ของมัน ก็เรียกว่า มีสมาธิ หมายความว่ามันพร้อมหรือได้ที่พร้อม หรือได้ที่เต็มที่ หลังจากบัสสิทธิคือเข้า รูปแล้ว ก็คือพร้อม หรือได้ที่เต็มที่แล้ว ; หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว นอกจาก ปล่อยมันไปตามนั้นเรียกว่าอุเบกขา.

น.444 องค์ที่ ๗ อุเบกขา อุเบกขา ในสัมโพชฌงค์ มีความหมายผิดจากอุเบกขา ในที่อื่นหลาย ๆ อย่าง. อุเบกขา คือปล่อยไปตามนั้น มีอาการเฉยอยู่ นิ่งอยู่ แต่ มันก็เป็นไปในตัวมันเอง. ตรงนี้เปรียบได้กับรถม้าที่ว่าถนนก็ดีแล้ว ตรงแน่วไปแล้ว ม้าก็ฝึกดีแล้ว คนก็มีสติสัมปชัญญะดีแล้ว ก็เพียงแต่ถือเชือกบังเหียนเฉย ๆ ไม่ต้องทำ อะไร ไม่ต้องกระดุกกระดิกมันก็ไปของมันเรื่อย. ความเฉยนี่หมายความอย่างนี้ ไม่ได้เฉยหลับหูหลับตา หรือเฉยอะไรอย่างที่เข้าใจกัน. เมื่อมันเข้ารูปแล้วได้ที่แล้ว ก็ ปล่อยไปของมันเอง อย่างนี้เรียกว่าอุเบกขาในที่นี้. คุณ จงสังเกตดู ธรรมะ ๗ อย่างหมวดนี้ว่าแสดงถึงความสัมพันธ์ กันอย่างไร ทำหน้าที่ของตน และสัมพันธ์กันกับธรรมะข้ออื่นอย่างไร สติ ทำให้เกิดธรรมวิจัยได้. ธรรมวิจัย ต้องอาศัย วิริยะ - การใช้กำลังทำไป ตามนั้น. แล้วก็ต้องใช้ บีติ - ความอิ่มใจหล่อเลี้ยงมันอยู่เสมอ ขาดไม่ได้ เหมือนกับ น้ำมันหล่อลื่นที่จะหยอดให้รถหรือเครื่องยนต์มันลื่นและหมุนไปได้ แล้วก็ต้องมีความ เข้ารูปเรียบร้อย เข้ารูปคือ ปัสลัทธิ, แล้วก็ได้ที่จิตมีลักษณะประกอบอยู่ด้วยความมั่นคง, สะอาด, ว่องไว, เป็น สมาธิ , แล้วนึ่งอยู่จนไม่ทำอะไร ยืนดูอยู่เฉยๆ ; เครื่องยนต์ ก็หมุนไปได้เป็น อุเบกขา . ธรรมะหมวดนี้ ไม่ได้ระบุถึงตัวมรรค ผล นิพพาน แต่ระบุถึงเครื่องมือที่ กำลังอยู่ในหน้าที่ ไม่ใช่เครื่องมือที่วางอยู่เฉย ๆ เป็นชิ้น ๆ แล้ววางอยู่เฉย ๆ. เครื่องมือ ที่ดีที่สุดเป็นชิ้น ๆ แต่ยังวางอยู่เฉย ๆ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร จะมีมากเท่าไรก็รกรุงรัง เปล่า ๆ; เหมือนความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด มันก็ต้องมีการกระทำ ที่กำลังกระทำ หน้าที่ของมันอยู่อย่างถูกต้อง. ตัวอย่าง เช่นว่า เครื่องยนต์ สักเครื่องหนึ่ง ก็จะต้องมีความร้อนถูกต้อง. มีการหล่อเลี้ยงความเย็นถูกต้อง, หล่อเลี้ยงความลื่นถูกต้อง, อะไรถูกต้องครบไปหมด

น.445 มันจึงจะหมุนไปได้เรียบ. จิตใจนี้ก็เหมือนกัน มีลักษณะเหมือนกับเครื่องยนต์อะไร อันหนึ่ง ; ยันตะคือหมุนไป เลื่อนไป. มีอะไรครบให้มันถูกต้อง มันก็หมุนไป ; แล้วเราก็ยืนดูอยู่เฉย ๆ แล้วก็ถึงที่สุดได้. ความสัมพันธ์ของธรรมะ ประเภทนี้เป็นเครื่องมือ ส่วนที่ ๓ ซึ่งนับว่า พอกันแล้วสำหรับที่จะมองดูทิวทัศน์ หรือปริทรรศน์ของสิ่งเหล่านี้. ส่วนที่ ๑ นั้นเป็นส่วนที่เราประสงค์ คืออริยมรรค คือการเป็นอยู่อย่าง ถูกต้อง, หรือเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง, หรือมีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างเรื่อยไป นั่งอยู่นิ่ง ๆ มันก็เป็นการเดิน นี่เป็นตัววัตถุประสงค์. ส่วนที่ ๒ ถัดมาก็คือว่า ส่วนที่เป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยให้สำเร็จตามนั้น, เราระบุอิทธิบาท สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน พละหรืออินทรีย์โพชฌงค์ อย่างที่ว่ามาแล้ว ; นับว่ามีส่วนที่เป็นเครื่องมือ. ส่วนที่ ๓ ที่เรียกว่าโพชฌงค์เป็นเครื่องมือสำหรับทำงาน ที่จะทำได้อย่างไร ; แสดงลักษณะให้เห็นได้ง่าย. โพชฌงค์ นี้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน โดยตรง แต่เอามาใช้กับชาวบ้านทำไร่ทำนาก็ได้ ผมยังคงยืนยันอยู่อย่างนี้เสมอไป. นักปราชญ์ที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดลืมตาโง่ พากันคัดค้านว่า โลกุตตรธรรม หรือวิธีปฏิบัติเพื่อโลกุตตรธรรม นั้นเอามาใช้กับชาวบ้านไม่ได้. ผมขอยืนยันอยู่เสมอว่า เป็นการ สมควรอย่างยิ่งที่จะเอามาใช้ เช่นเดียว กับเราเอาอิทธิบาท ๔ มาใช้ เอาสัมมัปปธานความเพียรมาใช้นี้. ในที่นี้เราเอา โพชฌงค์นั้นมาใช้ ในเมื่อเราจะทำไร่ทำนาค้าขายทำงานอะไร แม้จะไปรบราฆ่าฟัน ทำงานอะไรก็ตามใจ ก็ เอาโพชฌงค์มาใช้ได้.

น.446 อันแรกต้อง มีสติ คือความระลึกรอบคอบ,เต่าถัดมาก็ เลือกความถูกต้อง ของสิ่งที่จะต้องใช้ หรือจะต้องทำ, ถัดมา ก็ระดมกำลังลง ไปคือวิริยะ, แล้วก็มี ความแน่ใจ เชื่อใจ พอใจ อิ่มใจ ในวิธีการกระทำนี้อยู่เสมอ เป็นปีติ, จนมัน เข้ารูปลงรูป เป็นบัสสัทธิ, แล้วมันก็แน่วแน่ได้ที่ เป็น สมาธิ, แล้วก็ปล่อยไป ตามนั้น เป็นอุเบกขา ในที่สุด ; นี่ก็สำเร็จ. ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะเป็นบ้าตาย เป็นโรคเส้นประสาทตาย. เหมือนกับชาวนาเมื่อได้ทำทุกอย่างไถหว่าน ปักดำ ใส่ปุ๋ย ทำอะไรเสร็จแล้ว ก็ต้องยืนดูอยู่เฉย ๆ กว่าข้าวมันจะเจริญงอกงามออกรวงมา. ถึงตรงนี้เราจะทำอะไร มันไม่ได้ นั่งดูอยู่เฉยตาปริบ ๆ อยู่ก็ตามใจ ข้าวจะเจริญไปจนกว่าจะออกรวงเรียกว่า อุเบกขา. นี้เรียกว่า โพชฌงค์สูงสุดเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพานนั้น จะเอาไปใช้ ในการทำนาก็ได้. ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่จำกัด อะไร ในลักษณะอย่างนี้ เอาไปใช้ให้ ถูกต้องตามระดับ ตามสัดส่วนได้ ; เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้วว่า อิทธิบาท นั้น เป็นเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพานโดยตรง แต่ไปใช้กับ กิจการของชาวบ้าน หรือของเด็ก ๆ ที่เรียนหนังสือ หรืออะไรก็ได้ ทั้งนั้น. โพชฌงค์ ก็เหมือนกัน ได้แสดง ให้เห็นชัดตรงความสัมพันธ์ที่มันต้องสัมพันธ์กันในระหว่างเครื่องมือ. เป็นอันว่า วันนี้เราได้พูดกันถึง การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จะสำเร็จได้โดย วิธีใด โดยชี้ ให้เห็นถึงตัว ภาวะของความเป็นอยู่ด้วยจิตว่างว่ามันต้องการเครื่อง มืออะไร แล้วเราจะใช้เครื่องมือนั้นให้ทำงานได้อย่างไร. เวลาของเราก็หมดลง.

น.447 ธรรมะในฐานะเป็น เครื่องมือพื้นฐานทั่วๆ ไป ๗ กันยายน ๒๕๑๒ วันที่ ๗ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๔๑ ของระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒. ในวันนี้จะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า ธรรมมะในฐานะเป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่วไป. ในวันที่แล้วมา ได้แสดงให้เห็นเป็นเค้าทั่ว ๆ ไป ว่าธรรมะ มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ; ลง แม้ว่ามันจะมีอยู่หลาย ประเภท และทำหน้าที่ต่าง ๆ กันเป็นเหตุก็มี เป็นผลก็มี ก็คงเรียกว่าธรรมะ เสมอกันไปหมด. นี้ขอให้ทบทวน ความรู้สึกข้อนี้ไว้ด้วย แม้จะพ้นเผื่อ ก็ไม่มีอะไรที่ไม่ เรียกว่าธรรมะ. คำว่า ธรรมะ เป็นคำที่ประหลาดที่สุดในโลก หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้น อะไร ทั้งที่เป็นรูปธรรมหรือเป็นนามธรรม ; สูงสุดตั้งแต่พระเจ้า หรือนิพพาน ลงมาถึง ขี้ฝุ่นสักเม็ดหนึ่ง อะไรก็ตามล้วนแต่เรียกว่า "ธมฺม” โดยภาษาบาลีเสมออย่างเดียวกันหมด. ๔๒๒

น.448 ธรรมมะในฐานะเป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ๔๒๓ ธรรม หรือธรรมชาติต่างๆ เหล่านี้ ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน : ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นเครื่องมือ ให้เกิดสิ่งอื่น, หรือให้สำเร็จประโยชน์ ในการมีสิ่งอื่นขึ้นมา ; จึงกล่าว ได้ว่าธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือของธรรมะอีกนั่นเอง เป็นเครื่องมือของอะไร ก็เป็น เครื่องมือของธรรมะ มันเป็นเครื่องมือกันได้ต่อ ๆ ไปอย่างน่าสังเกต. เหมือนกับเครื่องมือธรรมดานั้นเอง เราก็ลองคิดดู : เรามีเครื่องใช้ ไม้สอยที่เป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์ เกิดบางสิ่งขึ้นมา แล้วบางสิ่งนั้นมันก็เป็น เครื่องมือต่อไปอีก. เช่นมีเครื่องมือ ทำให้มีบ้านเรือนอยู่, มีบ้านเรือนอยู่ก็เป็น เครื่องมือ ทำให้มีความสุขสบาย ; แล้วอาจจะพูดตีกลับได้อีกว่า ความสุขสบายก็เป็น เครื่องมือ ให้เราแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ซึ่งหมายถึงต้นเหตุ เครื่องมือหมายถึงปัจจัย หรือ ต้นเหตุ. ความอยากได้ความสุขสบาย หรือความสุขสบายนี้แหละเป็นเหตุให้อยากมี สิ่งเหล่านี้ จึงย้อนมาหา หรือสร้างสมสิ่งเหล่านี้. ในทางธรรมะก็เหมือนกัน ธรรมะ ประเภทหนึ่งก็เป็นเครื่องมือ ซึ่งทำให้ได้มาซึ่งธรรมะอีกประเภทหนึ่ง ; อย่างนี้เรื่อยไป จนกระทั่งมีธรรมะสูงสุด หรือบรมธรรมกล่าวคือนิพพาน. อย่างที่มีพระพุทธภาษิตว่า นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทธา - พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวนิพพานว่าเป็นบรมธรรม คือเป็นธรรมชั้นสูงสุด ซึ่งได้มาจากธรรมะอื่น ๆ ที่เป็นเครื่องมือ. บรมธรรมนี้ ก็ ทำให้ เรา ผู้ปฏิบัติ บรรลุถึงนั้น มีความผาสุกทางวิญญาณ แล้วก็เป็นเครื่องมือให้ค้นหาธรรมะเหล่านี้ อันเป็นธรรมมะที่เป็นกุศลยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่า จะพบผลสุดท้ายของสิ่งที่เรียกว่ากุศล. เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เราออกบวช นี้แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล".

น.449 คำว่า “กุศล" ในฐานะที่เป็นเหตุ ก็เป็นเครื่องมือให้ ได้มาซึ่งกุศล ในฐานะที่เป็นความสุข ; สิ่งซึ่งเป็นกุศลอันสุดท้าย ก็คือยอดสุดของ ความสุข ขอให้มองเห็นทิวทัศน์ทั่ว ๆ ไปอย่างนี้ว่า ธรรมะเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ ได้มาซึ่งธรรมะ. ถ้าจำประโยคนี้ไว้ได้ ก็จะรับประกันความฟันเผื่อ ประโยคว่า “ ธรรมะเป็นเครื่องมือ ให้ได้มาซึ่งธรรมะ" และ ธรรมะสูงสุด นั้นคือ บรมธรรม หรือนิพพาน, ก็ยังย้อนกลับมาเป็นเครื่องมือ แต่ว่าในฐานะที่เป็นอดีตเสียแล้ว หรือว่าเป็นปัจจุบันก็คือ ของบุคคลที่ยังไม่ได้ไม่ถึง. ความอยากบรรลุบรมธรรมนี้ก็เป็นเหตุให้มีธรรมะตั้งแต่เบื้องต้นขึ้นไป. เหมือนคนทั่วไปเขามีเงิน ก็ใช้เงินเพื่อหาเงิน; ใช้เงินที่ได้มาเป็นเครื่องมือเพื่อหาเงิน ; ใช้ทรัพย์ที่ได้มา เป็นเครื่องมือสำหรับหาทรัพย์ต่อไปอีก ก็เรียกว่า มีเครื่องมืออยู่ หลายชั้น. สำหรับวันนี้ เรา จะได้กล่าวถึงเครื่องมือชั้นพื้นฐานทั่วไป อันเป็น ธรรมะประเภทเครื่องมือชั้นพื้นฐานทั่วไป. ควรจะหลับตา มองเห็นภาพ ด้วยตนเองทุกคนว่า ในทางวัตถุเราก็มีเครื่องมือ นานาชนิด : นับตั้งแต่เรามีจอบมีเสียมอยู่ตามใต้ถุนบ้าน, มีไม้กวาด มีเครื่องใช้ ไม้สอยอยู่บนเรือน, มีอาวุธสำหรับป้องกันตัว, กระทั่งมีเครื่องจักรเครื่องกล ขนาดใหญ่ ; เหมือนกับสมัยนี้ ก็จะมีเครื่องมือสำหรับจะไปโลกพระจันทร์ได้อะไร ทำนองนี้ ล้วนแต่เป็นเครื่องมือ. ในเครื่องมือทั้งหมดนั้น เรา จะต้องมองหาเครื่องมือที่เป็นพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ที่ทุกคนควรจะต้องมี ; นั้นก็ต่างกันมาก. อะไรควรจะเป็นเครื่องมือพื้นฐาน นี่ก็มอง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต