น.418 การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจะสำเร็จประโยชน์ได้โดยวิธีใด ๓๙๓ ทีนี้ก็มาถึง เรื่องที่จะต้องดูให้ดีกันอีกอย่างหนึ่ง คือว่าเราอาจจะ โง่อย่างไม่รู้สึกตัวอยู่อีกบางอย่าง. เรามักจะเอาแต่ความรู้สึกในยุคปัจจุบันเป็นหลัก. เราก็ไม่ค่อยจะรู้ถึงสิ่งที่ ถอยหลังไกลออกไป คือไม่รู้ว่ามันมีอะไรที่ยากมาก ; แต่เขาคิดได้หรือทำได้เรื่อย ๆ มา สอนให้ทำตามกันเรื่อย ๆ มา จนมันกลายเป็นของง่าย. นี่ระวังให้ดี สิ่งที่คิดกันว่าเหลือวิสัย มันกลายเป็นของง่าย ไปเสียในที่สุด ก็มีอยู่มาก ในทางวัตถุนี้. ถ้าเราดูผลิตผลที่ก้าวหน้าของปัจจุบัน การประดิษฐ์เกี่ยวกับ สมัยนี้ เรื่องวิทยุ เรื่องโทรทัศน์ เรื่องอะไรที่กำลังมีอยู่นี้ เป็นของยากสุดวิสัยของคน เมื่อไม่กี่สิบปีหรือร้อยปีมาแล้ว ; เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นของธรรมดาสำหรับเด็ก ๆ มาเรียน มาทำ มาแก้ มาอะไรได้ง่ายไม่ยากเลย. วันหนึ่งผมนั่งดูต้นกระจูด ในกระถางเลี้ยงปลา ความคิดมันก็เกิดขึ้นมา. เห็นความรู้สึกของคนสมัยโบราณโน้น ที่ว่า ทำไมจึงรู้จัก เอาต้นกระจูดมาสานเป็นเสื่อ เป็นกระสอบ. คุณก็ลองคิดดูบ้างว่าคนสมัยหิน หรือถัดจากคนสมัยหินต่อกับสมัยหินนี้ รู้จักนุ่งผ้าอะไรขึ้นมาได้อย่างไร? เขาก็ รู้จักได้ โดยไม่ต้องมีใครสอน เพราะมัน ไม่มีตัวอย่าง. เดิมก็ที่นุ่งเปลือกไม้ นุ่งหนังสัตว์ แล้วก็นุ่งผ้าที่ทำขึ้นด้วยเส้นด้ายเส้นใย ต่าง ๆ เอาละเราคิดว่านุ่งหนังสัตว์มันก็คิดไม่ยาก เพราะว่าหนังสัตว์นั้นก็มีอยู่ทั่วไป ฆ่าแกงกินก็มี แต่ที่จะเปลี่ยนมาเป็นเส้นด้ายทอถักนี้มันก็ยาก คงเป็นของยากหรือวิเศษ แปลกประหลาด ก็เหมือนที่คนสมัยนี้จะเห็นว่าวิทยุโทรทัศน์ เหล่านี้เป็นของแปลก ประหลาด. การที่ เอาต้นกระจูดนั้นมาสานเป็นเสื่อเป็นกระสอบเสียอีก มันยากขึ้น เพราะไม่เคยมีตัวอย่าง. เพราะฉะนั้นความยากความลำบากหรือความก้าวหน้าของเขา ก็มากเท่าที่ว่าคนสมัยนี้กำลังมีความคิด หรือสามารถที่จะไปโลกพระจันทร์.
น.419 ขอให้คิดดู ว่าความยากลำบาก หรือความน่าชมเชยหรือความมีสมรรถภาพ อะไรก็ตามของคนป่า ยุคที่จะเอาต้นกระจูดมาสานกระสอบได้นี้ มันมีน้ำหนัก มีความ หมายเท่ากับที่คนสมัยนี้จะไปโลกพระจันทร์เท่ากันเลย ; แล้วต่อไปข้างหน้าการไป โลกพระจันทร์ ก็จะกลายเป็นของง่าย จนมีของอื่นมาแทนยากไปกว่า. ขอให้หัดพิจารณา อย่าให้กฎของความหลอกลวงนี้ มันหลอกลวงเรา ; relativity หรือความสัมพันธ์กันตามสัดส่วนเฉพาะสิ่งเฉพาะยุคเฉพาะสมัย นี้มันจะหลอก เราให้กลายเป็นคนโง่ ; สำหรับผมรู้สึกอย่างนี้. แล้วการที่คน ๆ แรกจะเอาต้นกกต้นกระจูดมาสานเป็นเสื่อเป็นกระสอบได้นั้น มีความยากลำบากเท่าที่คนสมัยนี้จะไปโลกพระจันทร์ ; จงดูส่วนของเรโชของ relativity อันนี้ให้ดีๆ; เราก็จะเกิดความเข้าใจขึ้นมา ถึงเรื่องความยากความง่าย ในการที่จะ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง หรือว่าจะไปนิพพานก็ตาม. เรื่องที่ว่ายากหรือใหญ่หลวงนั้นบางทีกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะ มากขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง. ที่มันน่า หัวเราะชั้นหนึ่ง แล้ว ก็คือว่ามันง่าย หรือว่ามันต้น หรือว่ามัน ไม่มีอะไร เท่ากับเรื่องที่เราคิดว่าเล็กน้อย ; อย่างคนสมัยนี้ไปเอาต้นกระจูดมาสานเสื่อ มันก็ง่ายจนรู้สึกว่าเด็ก ๆ อมมือก็ยังทำได้. แต่ว่าการไปโลกพระจันทร์นั้นเด็ก ๆ แม้แต่ จะนึกก็ยังนึกไม่ถึง นึกไปไม่ได้ ทั้งที่เห็นอยู่หรืออะไรอยู่นี้ ; ยิ่งสำหรับชาวบ้าน ชาวนาชาวไร่ ที่ไม่มีการศึกษาแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าจะไปโลกพระจันทร์ได้อย่างไร ; แม้ เดี๋ยวนี้ทั้งที่อ่าน หรือว่าเห็นภาพอะไรอยู่บ้าง. นี่ชั้นหนึ่งแล้ว ; อีกชั้นหนึ่ง ก็คือ ผลของมัน นี้อันไหนมันจะมีมากกว่ากัน.
น.420 ผมว่า รู้จัก เอากระจูดมา สานกระสอบ นี้มีประโยชน์มากกว่าไปโลก พระจันทร์ ตามที่มันเป็นจริงอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าได้ใช้สอยกันอยู่ทุกคน ทุกบ้าน ทุกเรือนทั่วทั้งโลก. การไปโลกพระจันทร์นี้ยังไม่มีประโยชน์ ยังไม่พิสูจน์ให้เห็น ประโยชน์อะไร ไปอยู่ก็ไม่ได้ จะเอาอะไรมาใช้ให้เป็นประโยชน์จากโลกพระจันทร์ ก็ไม่ได้ หรืออาจจะไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ก็ได้. นักวิทยาศาสตร์ หรือ นักค้นคว้าคนหนึ่งบอกว่า ไปค้นใต้ทะเลดีกว่า ; ใต้มหาสมุทรนี้ยังมีอะไรที่จะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ มากกว่าไปโลกพระจันทร์หลายร้อย เท่าหลายพันเท่าหลายแสนเท่า, อยู่ในวิสัยที่ทำได้ด้วยกันทั้งนั้น. เช่นจะเอาทองคำ ก็ไปเอาใต้มหาสมุทรดีกว่า ; แต่แล้วคนก็ไม่ทำ เพราะว่าการไปโลกพระจันทร์นั้นมัน เชิดชูตัวกู - ของกู มากกว่าที่จะไปค้นใต้ทะเล. นี่เรื่องมันกลับกันเสียอย่างนี้. พวกจีน ก็เคยคิด เรื่องนี้กันมาก. นิทานของจวงจื๊อก็เป็นเรื่องที่น่าเอามาคิด. จวงจื๊อนี้เป็นลูกศิษย์หลานศิษย์อะไรของเหลาจื๊อ เขาสอนโดยวิธีเล่านิทาน. นิทานตามแบบของจวงจื๊อ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องนกคุงปลาคุง. เรื่องมีว่า นกยักษ์ ตัวนั้น มันใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่อย่างที่มนุษย์จะคำนวณ พูดกันมาได้ ว่าปึกมันยาวตั้งเก้าหมื่นโยชน์หรืออะไรทำนองนั้น. ลองเทียบดูกับโลก นี่ซิ โลกเรานี้ นกตัวนี้พอมันขยับปีกไปทางทิศนี้ ไปทางทิศตะวันออก ปีกก็กางจาก ทิศตะวันตกไปตะวันออก แล้วก็จากทิศเหนือไปถึงทิศใต้ ด้วยการขยับปีกทีเดียว หรือ ขยับปีกสองสามทีมันก็บินจากทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ของโลก หรือจากทิศตะวันออกไปสู่ ทิศตะวันตกของโลก ตามประสาคนสมัยนั้นซึ่งถือว่าโลกแบน.
น.421 ปลาซิว ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง มันก็หัวเราะก๊าก ๆ ขึ้นมา. ว่าถ้าเราไปเป็น นกกระจิบตัวนิด ๆ แล้วก็ไปเที่ยวบินเล่นอยู่ตามระหว่างต้นไม้ในสวน ในอุทธยานอะไรนี้ ก็จะดีกว่า เป็นสุขกว่า มีประโยชน์กว่า อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้ กับนกตัวที่มันมีปีกตั้ง เก้าหมื่นโยชน์ พอกวักปีกทีเดียวก็ถึงสุดโลกฝ่ายนี้ ถึงสุดโลกฝ่ายโน้น มันจะมีประโยชน์ อะไร มันบ้า. คุณก็ คำนวณดูความยากง่าย หรือประโยชน์ของความยากง่าย การที่จะมีนก หรือว่าเป็นนกใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้มันก็ยาก. ประโยชน์ของมันคืออะไร ? ก็ดูจะ ไม่มีอะไร ; เพราะกวักบีกทีเดียวก็ถึงมุมโลกฝ่ายนี้ กวักปีกทีเดียวก็ถึงมุมโลกฝ่ายโน้น. ส่วนนกกระจิบตัวเล็ก ๆ นี้ มันมีที่เที่ยวมาก. เฉพาะในสวนโมกข์ของเรานี้ นกกระจิบ ตัวน้อย ๆ นี้ก็เที่ยวหาความสบายความเพลิดเพลินได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น ยังไม่ทั่วสวนโมกข์. มันก็ได้รับความสุขความสบายใจอะไรมากมาย และยังไม่หมด ; แล้ว ความยากลำบาก ก็ไม่มี เหมือนกับที่จะไปทำให้มีปีกยาวใหญ่ขนาดนั้น แล้วก็บินไปบินมาโดยไม่มี ประโยชน์อะไร. นี่ ความสัมพันธ์ ระหว่าง time กับ space คือเวลาและอวกาศ มันหลอก ได้มาก อย่างนี้; แล้วเราก็เป็นทาสของความหลอกลวงอันนี้, แล้วก็ไปหวังอะไรมาก เกินขอบเขต เหมือนกับนกตัวนั้น เลยไม่ได้อะไร. นกตัวนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไร นกอินทรีย์ยักษ์ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเป็นนกอินทรีย์ยักษ์ ; แต่ว่า นกกระจิบได้ อะไรมาก เกินกว่าที่จะเรียกว่ามาก. เรื่องธรรมะ นี้ก็เหมือนกัน ระวังอย่าให้กลายเป็นของยาก อย่างใหญ่หลวง ทำได้แล้วกลับไม่มีประโยชน์อะไร. ที่จริงธรรมะไม่ใช่เป็นของยากขนาดนั้น และก็มี ประโยชน์ มากกว่าความยากเล็กน้อยของมันมากมาย. ธรรมะมีประโยชน์มากกว่า
น.422 ความยากอันเล็กน้อยของมันเสมอ. แต่มนุษย์ก็มองไม่เห็น ไม่รู้จักปมอันนี้ ; แล้ว ก็ไปเที่ยวควานหาอะไรอีกก็ไม่รู้ เหมือนกับนกตัวนั้น มันยังอยากจะมีปีกยาวกว่านั้นอีก. ถ้ามันมีปีกยาวใหญ่กว่าโลกแล้วมันจะไปไหน ? มันจะไปโลกพระจันทร์เหมือนกับคน สมัยนี้หรืออย่างไร. มันเป็นเรื่องบ้ามากขึ้นไปอีกเท่านั้นเอง ขออภัยที่พูดหยาบ ๆ. สู้นกกระจิบตัวเล็กนั่นก็ไม่ได้. เราต้องรู้จักถือเอาประโยชน์จากพระศาสนา จากพระธรรมนี้ ให้ถูกต้องให้สบายอกสบายใจ เหมือนนกกระจิบตัวนั้น. อย่าไปบ้าตามพวกบ้า ซึ่งมันจะไม่มีอะไรจบ แล้วไม่ได้อะไรในที่สุด. ในพระสูตร ในพระไตรปิฎก ก็มีพูดคล้าย ๆ กับว่าด่าคนจำพวกนี้ไว้เหมือน กัน โดยเรียกว่า พวกแบกกระได มีวิชาความรู้ความเฉลียวฉลาดมาก คำนวณแล้ว ขนาดไปโลกพระจันทร์หรือโลกไหนก็ได้. นี่มีความรู้ขนาดนี้ ; แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะ ใช้ความรู้นั้นอย่างไร ก็เคว้งคว้างอยู่อย่างนี้ เขาเรียกว่าพวกแบกกระได. มันมีกระได เที่ยวแบกอยู่ ไม่รู้ว่าจะเอาไปจดเข้าที่ไหน ? และใช้ประโยชน์อะไร? ไปเที่ยวแบก กระไดอยู่ ตามท้องถนนเมืองนั้นเมืองนี้, ไปนั้นไปนี้ เที่ยวแบกกระได อวดกระได ; เหมือนคนไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ปริญญายาวเป็นหาง แล้วก็เที่ยวแบกกระไดอยู่ อย่างนั้น ไม่รู้จะไปจดเข้าที่ไหน ที่จะได้ประโยชน์น่าชมชื่นใจ ทันอกทันใจ. ในโลกนี้มีแต่คนแบกกระได หรือว่าคนที่เตรียมจะแบกกระไดอยู่เรื่อยไป ; อุตส่าห์เล่าเรียนจัดการศึกษาขึ้นมาในโลก นี้มันกลายเป็นเรื่องแบกกระได, หรือเตรียม ที่จะแบกกระไดกันอยู่เรื่อย. ไม่รู้ว่าจะใช้สติปัญญานี้อย่างไร ที่ไหน ; ใช้กับอะไร ที่ไหน อย่างไรนี้ไม่รู้ ; มีแต่กระไดทั้งนั้น. เด็กก็จะแบกกระไดอันเล็กๆ, โต ๆ ก็จะแบกกระไดใหญ่ ๆ ยาวๆ ; กระไดก็ยาวไปทุกที แล้วก็ ไม่รู้จะไปจดกันที่ไหน จะดับทุกข์ของโลกนี้ได้อย่างไร.
น.423 รื่องการแบกกระได นี่เรียกว่าเป็นของมนุษย์โดยส่วนรวม ดังว่าไปโลก พระจันทร์ได้แล้ว แต่ในโลกนี้ก็ยังไม่มีข้าวกิน ยังไม่รู้หนังสือ ยังฆ่ากันตายกันวันละ หลายหมื่นหลายพันอยู่อย่างนี้; นี่คือผลของการแบกกระได ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน อย่างไรเพื่อสันติภาพ. นี่ พูดเตลิดเปิดเปิงมาอย่างไม่เสียดายเวลา ถึงเรื่อง ความยากความง่าย ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่มนุษย์จะต้องทำ ; แล้วก็มีความเข้าใจผิดครอบงำอยู่อย่าง ไม่รู้สึกตัว รู้สึกว่ายากในการที่จะปฏิบัติธรรม ทั้ง ที่แท้ก็ไม่ได้ยากอะไร มากมาย ถึงขนาดนั้น ; แต่ไม่สนใจ. ส่วนเรื่องไปโลกพระจันทร์ ซึ่งดูจะไม่มีสาระหรือว่า ไม่ยากอะไร ; กลายเป็นเรื่องยาก แล้วก็มีสาระ แล้วก็ตื่นเหมือนกับตื่นตูมนี้ อย่าง ตื่นตูมกันทีเดียว ในเรื่องไปโลกพระจันทร์. แต่เรื่องธรรมะซึ่งมันมีประโยชน์กว่า หรือว่าถ้ายาก ก็ยากพอ ๆ กัน ไม่ยากกว่า ก็ไม่มีใครสนใจ; ศาสนาในโลกจึง เป็นหมัน. ธรรมะเป็นหมันอยู่เพราะความถูกมองไปในแง่ ที่ว่ายาก แล้วก็ ไม่มีประโยชน์คุ้มกัน ไม่มีประโยชน์อย่างคุ้มค่า. นี่ผมพูดอย่างนี้คนก็มักจะมองผม ว่าพูดเข้าข้างตัว เพราะว่ามีหน้าที่เผยแพร่ ธรรมะก็เข้าข้างตัว, พูดประณามวิชาความรู้ฝ่ายอื่น ; แต่ความจริงไม่ได้เป็นเรื่อง เข้าข้างตัว หรือประณามวิชาความรู้ฝ่ายอื่น. ต้องไปช่วยกันคิดให้ดี ๆ ต้องการที่จะชี้ข้อเท็จจริง หรือความจริงเกี่ยวกับ ความยากความง่าย ความที่มนุษย์จะต้องทำอะไรก่อน ; เรื่อง ความเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง นี้ก็ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก เหมือนที่เข้าใจกัน. ถ้ามันยากก็ยากอยู่ที่พระพุทธเจ้าผู้ทรง
น.424 ค้นพบเป็นคนแรก นั่นส่วนหนึ่ง, และอีกส่วนหนึ่งมันยากหรือง่าย อยู่ที่ อยากทำ หรือไม่อยากทำ สนใจหรือไม่สนใจ ต้องการหรือไม่ต้องการ. ในอินเดียครั้งกระโน้น การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ มีผู้บรรลุตามพระพุทธเจ้าได้ เป็นจำนวนมากมาย, และเป็นเรื่องที่ถูกฝาถูกตัว. เดี๋ยวนี้ มันยากตรงที่พยายามกันไปคนละทาง ไม่ถูกฝาถูกตัว ; เดินกันไปคนละทาง แยกทาง กันเดิน. นี่ เป็นอันว่ายุติ ได้ ในเรื่องความยาก หรือความง่าย อย่าเอามาเป็นข้อ แก้ตัวที่จะปฏิบัติธรรมหรือบรรลุธรรม; เอาเป็นว่าทุกคนสนใจและต้องการจะใช้กำลัง ความคิดสติปัญญาทั้งหมดของตนในเรื่องนี้. ทีนี้ก็มาถึง ตัวการปฏิบัติ หรือตัวธรรมะที่เป็นการปฏิบัติ มันก็มี อะไร ๆ อยู่ ที่จะต้องดูให้ดีต่อไปอีก. การดูให้ดี มองให้ดี สังเกตให้ดี นี้ ได้แก่ระบบธรรมะ ที่จัดไว้เป็นระบบ ๆ หลาย ๆ ประเภท. แต่ว่าธรรมะ ทุกระบบนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน มีไว้เพื่อส่งเสริม แก่กันและกัน ไม่ใช่เพื่อจะแยกคนให้เป็นพวก ๆ; ไม่ใช่ให้พวกหนึ่งเดินพวกหนึ่ง ไม่เดิน ให้พวกหนึ่งดื่มพวกหนึ่งไม่ดื่ม น้ำในสระนั้น ; แต่มุ่งหมายให้ทุกคนเดิน แล้วก็ ไปดื่มน้ำในสระนั้นด้วยกันทั้งนั้น. อย่าโง่ อย่าเขลาไปตาม นักปราชญ์ลืมตาโง่ สมัยนี้ ที่แยกโลกิยะหรือเรื่องโลกไว้ให้กับคนพวกหนึ่ง แยกโลกุตตระไว้ให้กับคนอีกพวกหนึ่ง ; อย่างนี้ผมเรียกว่านักปราชญ์ประเภทลืมตาโง่ ไม่ใช่หลับตาโง่แต่ลืมตาโง่. ที่ว่า ลืมตา นี้คือเรียนอะไรมาก แล้วก็พูดเก่ง นี่เรียกว่าคนลืมตา ; แล้วก็ ลืมตาโง่ เพราะแสงสว่างมันบังลูกตา แสงสว่างแห่งวิชาความรู้ของเขานั้น เป็นแสง
น.425 สว่างที่บังลูกตาเขา ทำให้โง่. แสงสว่างชนิดนี้บังลูกตา บังความจริง บังข้อเท็จจริง มันก็คือความโง่ทางวิญญาณ ; แสงสว่างชนิดนี้คือความโง่ทางวิญญาณ จึงลืมตาโง่. เขาแยกพวกกัน ทีเดียว ว่าพวกนี้จงไปอยู่ในโลก จงทำอย่างโลก จงจมอยู่ ในโลก จงดื่มกินเมามาย อยู่ในโลกด้วยกิเลสตัณหาไปก่อน ; ใช้คำว่า "ไปก่อน" ตามประสาของพวกนี้. ส่วนพวกที่จะไปอยู่ป่าอยู่เขาเป็นมุนีฤๅษีชีไพร ไปโลกุตตระ ก็ไปอีกพวกหนึ่ง แล้วก็ปฏิบัติกันคนละอย่าง แยกทางกันเดิน นี่นักปราชญ์ลืมตาโง่เป็น อย่างนี้. ที่แท้ทุกคนต้องเดินไปที่สระนั้น แล้วก็ไปดื่มน้ำนั้นตามมีตามได้ ตาม ที่จะกินได้ อาบได้ ดื่มได้ คือ พระธรรมนี่เป็นเหมือนน้ำ ที่ ไม่มีตม - ธมฺโม รหโท อกทฺทโม. พระพุทธเจ้าท่านเรียกของท่านอย่างนี้ ว่า ธรรมมะนี้เหมือนสระน้ำที่ไม่มีตม คือทั้งใส ทั้งสะอาด ทั้งเย็น ทั้งระงับความทุกข์อะไรได้. ให้ทุกคนไปที่สระนี้ แล้วก็ดื่มน้ำนี้ ; ส่วนคนที่ไม่ยอมไปนั้นเป็นคน อีกพวกหนึ่งไม่ใช่พุทธบริษัท. ฉะนั้นการที่ใครจะแยกตัวไปหมกจมอยู่ในโลกนั้นย่อม ไม่ใช่พุทธบริษัท ไม่ใช่วิสัยของความเป็นพุทธบริษัท เพราะแยกตัวออกไปเสียจาก ความเป็นพุทธบริษัท อย่าเอามารวมไว้ในนี้. ถ้าเป็นพุทธบริษัทต้องไม่แยกตัวเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ โลกิยะก็เป็นอยู่เต็มตัวแล้ว อย่าไปสมัครเพิ่มเข้าอีกเลย. ความเป็น ชาวโลกอย่างหลง อย่างมัวเมาอย่างหลงใหลมึนเมานี้เต็มที่แล้ว ; อย่าสมัครเป็นให้ มากกว่านั้นเลย. เราสมัครหันหน้าเดินไปทางที่เรียกว่าโลกุตตระ เพื่อจะไปดื่มกินน้ำ ในสระนั้น อาบน้ำในสระนั้นให้จนได้ นี้มีพวกเดียวเท่านั้น.
น.426 ถ้าจะกล่าวว่า โลกิยะคือว่ายังทำไม่ค่อยได้ ยังเหมือนเดิมอยู่ ก็อย่าให้ มากกว่าเดิม : เพียงแต่ยังวกกลับมาที่เดิมอยู่บ่อย ๆ เดินไปได้ครึ่งทาง วกกลับมาที่เดิม อยู่บ่อย ๆ ; เดินไปจวนถึงที่วกกลับมาที่เดิมบ่อยๆ หรือไปถึงสระแล้วก็ยังห่วงอะไร กลับมาที่เดิมอีกสักครั้งหนึ่งก่อน แล้วค่อยเดินกลับไปอีก. ถ้ายังไม่ถึง ยังกลับไป กลับมาอะไรอยู่อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นโลกิยะ ; ไม่ใช่หันหลังไปทิศทางอื่น ยิ่งจะจมหนัก เข้าไปอีก. โลกิยะในพุทธศาสนามีความหมายเพียงเท่านี้. ถ้ายัง เป็นโลก ๆ อย่างเดิม อยู่ ยังพยายามอยู่ ยังดิ้นรนอยู่ มีจิตสงบได้ บางครั้งแล้วมันก็กลับไปสู่ภาวะเดิมอีก อย่างนี้ เรียกว่าเป็นโลกิยะ. ถ้าจิตมันสงบลง ไปได้เลย ฝ่ายนั้นก็เป็นโลกุตตระ ; ไม่ได้สอนให้หันหลัง กลับไปหมกจมอยู่ หลงใหล มัวเมาอยู่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ในโลกสมัยนี้ มีวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลมากกว่ามาก. ฉะนั้นถ้ายิ่งไปสมัครใจเข้าไปอีกแล้ว มันก็ไปกันใหญ่ ; อย่างนี้ไม่มีหวังที่จะไป สนใจเรื่องโลกุตตระเรื่องมรรค ผล นิพพาน. คนพวกนี้จะรู้สึกว่ายาก ๆ ยากเหลือวิสัย, การปฏิบัติธรรมยากเหลือวิสัย ; แล้วยิ่งกว่านั้นก็ว่าเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวน่าขยะแขยง ไปเลย, ไม่ใช่ว่ายากอย่างเดียว จะเห็นว่าเรื่องปฏิบัติธรรมะนี้น่ากลัวน่าขยะแขยง. มีภิกษุองค์หนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะมาจากพวกเจ้านาย หรือเศรษฐี หรืออาจ เป็นพวกเจ้านายเป็นวรรณะกษัตริย์มากกว่า ท่านออกบวช แล้วก็ทูลพระพุทธเจ้าว่า การมาอยู่ในที่สงบสงัดในป่า พรหมจรรย์นี้ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนกับว่าตกลงไป ในเหวมืด ; เรียกว่าว้าเหว่เหมือนกับพลัดลงไปในเหวมืด. นี่มันทั้งยากและทั้งน่ากลัว น่าระอา น่ากลัวน่าเกลียดน่าชังอย่างนี้ เพราะว่าเขาเคยสบายในเรื่องทางวัตถุ. คนสมัยนี้ก็มีเรื่องให้สบายทางวัตถุยิ่งกว่าสมัยนั้น อีกมากมาย ก็เลยมอง ศาสนา หรือมองธรรมะเป็นเรื่องยาก และเป็นเรื่องน่าขยะแขยง น่าเกลียดน่ากลัว เขาจึงหันหลังให้ศาสนากันหมด, หลอกลวงตัวเอง หน้าไหว้หลังหลอก.
น.427 ขาทำพิธีทางศาสนากันทั่ว ๆ ไป แม้ในกองทัพที่กำลังรบกันอยู่ก็ทำพิธี ทางศาสนา มันก็เป็นเรื่อง หลอกลวงตัวเองทั้งนั้น ไม่ต้องการ ไม่รู้ไม่เข้าใจ โดยแท้ จริง. ไม่ต้องการไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่เพราะขี้ขลาดและโง่ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็เลยทำ พิธีทางศาสนาตามธรรมเนียม. ทำอะไรตามธรรมเนียม อ้อนวอนพระเจ้าให้เป็น อย่างนั้นอย่างนี้; และก็ผืนความต้องการหรือฝืนคำสั่งของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อย. นี่คุณ มองข้อนี้กันให้มากก็จะพบความจริงหรือข้อเท็จจริงของโลกสมัยนี้. เมื่อ พระเจ้าสอนว่าให้ให้อภัย เขาก็ยิ่งผูกอาฆาตพยาบาทหนักขึ้น ; แล้ว ก็ทำพิธีอ้อนวอนพระเจ้า แล้วจะช่วยกันอย่างไร. นี่มันเป็นเรื่องของคนสมัยนี้ ที่เป็น เหตุให้เห็นว่าเรื่องศาสนานี้มันยาก การบรรลุธรรมะในศาสนานั้นมันยาก; ก็มีพระเจ้า ไว้สำหรับพูดอย่างเดียว สำหรับทำพิธีอย่างเดียว สำหรับเป็นอุบายในทางหลอกลวงกัน ในทางการเมือง ในทางอะไรต่อไปอีก. แทนที่จะใช้ศาสนาเป็นทางเดินไปดื่มน้ำในสระนั้น เขากลับ ใช้ศาสนา สำหรับเป็นเครื่องตบตาหลอกลวง เอาเปรียบทางการเมือง ทางการรบราฆ่าฟัน ; นี้เรียกว่าลืมตาโง่ก็มี, หลับตาโง่ก็มี. แต่ไม่ร้ายเท่าลืมตาโง่ แยกตัวเองไว้ หาทาง ออกให้ตัวเองไว้ สำหรับไปกินน้ำสกปรกที่ในหนองที่เป็นโคลนเป็นตม ; ไม่เดินตาม ทางอันสะอาด ไปสู่สระน้ำอันสะอาดไม่มีตมของพระพุทธเจ้า. แล้วก็เป็นสุนัขจิ้งจอก หางด้วน สอนคนอื่นให้ตัดหางเสียอีก; ตัวเองนั้นหางด้วน คือไม่มีโอกาสจะไปกินน้ำ ในสระนั้น แล้วยังไปหลอกคนอื่น ว่าหางนี้รุงรังตัดเสียเถอะ ; ก็คือว่าอย่าไปที่โน่นเลย มาที่นี่เถิด, ทำตัวเองมีลักษณะเหมือนกับวัวดื้อไม่ยอมขึ้นจากโคลน. สัญญาสติก ลัทธิลืมตาโง่ได้เจริญแผ่กว้างไปในโลก ครอบงำโลกอยู่ ก็ เป็นการยาก ลำบากที่จะพอใจในการมีชีวิตด้วยจิตว่าง, หรือว่ามีการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. มันต้อง
น.428 การจะเป็นอยู่ด้วยจิตสกปรกมืดมัวเร่าร้อนอยู่เสมอ แล้วก็มีอะไรมาเป็นเครื่องบังหน้า เป็นเครื่องแก้ตัว เป็นเรื่องหาทางออก เพราะว่าตัวเองเกิดมาในเลือดในเนื้อของปู่ย่า ตายายที่เป็นพุทธบริษัท แล้วกบฏต่ออุดมคติอันนั้น มันก็หาทางออกแก้ตัว. หาคำพูด ที่แก้ตัว อย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น เพื่อจะทำไปตามกิเลสของตัว. ขอให้ระวังให้ดี ๆ เพราะว่าถ้าคุณผ่านปัญหาอันนี้มาไม่ได้แล้ว ไม่มีหวัง. ถ้าผ่านความเข้าใจผิดอันนี้มาไม่ได้ หรือไม่ผ่านความเข้าใจผิดอันนี้มาแล้ว มันก็ไม่มีหวัง มันก็เป็นเรื่องยากเหลือวิสัย เป็นเรื่องมองแล้วน่าเบื่อน่าระอาไปทั้งนั้น. เหมือนกับ ไปมองที่ปากเหว แล้วไม่อยากจะลงไป จะมีความเกลียด ความกลัว ความอะไรไป เท่านั้น. ทีนี้มันไม่ใช่เรื่องไปลงเหว ไม่ ใช่เป็นเรื่องของคนโง่ ; แต่เป็นเรื่องที่จะ เดินไปตามหนทางที่ดี ที่จะไปถึงสระน้ำที่กินแล้วไม่ตาย เป็นน้ำอมฤตที่กินแล้วไม่ตาย มีเท่านั้น มีความหมายอย่างนั้น . วันนี้ ผมพูดจนหมดเวลาแล้วถึงปัญหาต่าง ๆ ที่มันสกัดกั้นหนทาง ยังไม่ได้ พูดถึงตัวหนทาง หรือการเดินทางเลย ; พูดถึงแต่ปัญหาต่าง ๆ ที่มันสกัดกั้นหนทาง ที่จะเดินไปสู่ทางความเป็นผู้มีชีวิตด้วยจิตว่าง หรือ เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง นี้จน หมดเวลา. ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีความสำคัญมาก เหมือนกับการสอบคัดเลือก การสอบ ในเบื้องต้นที่เป็นการคัดเลือก : ถ้าสอบการคัดเลือกนี้ผ่านไปไม่ได้แล้วก็ไม่มีหวังที่จะ ไปเรียนอะไรให้ตลอดรอดฝั่งไปได้. การที่ จะมีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างนี้ ต้องชำระสะสางปัญหาเหล่านี้ก่อน จึงจะ เข้าไปในเขตแดนของเรื่องความว่าง. เดี๋ยวนี้ยังคั้นออกไปจากบ่วง หรือว่าจากตาข่าย ที่รัดรึงนี้ไม่ได้; เพราะเหตุที่เป็นตาข่ายแห่งความไม่รู้ แล้วก็คิดว่ารู้ จนลืมตาโง่ อยู่ทั่ว ๆ ไป ยกหูชูหางว่าเป็นคนฉลาดทั้งนั้น. ไม่มีใครเป็นคนโง่ ผมจึงใช้คำว่าลืมตาโง่
น.429 ละวิชาความรู้ของสมัยปัจจุบันนี้ ก็มีแต่ทำให้ฉลาดในทางที่จะไปฝ่ายข้างลืมตาโง่ เพราะมันเป็นวิชาความรู้ ที่มีวัตถุนิยมเป็นจุดหมายปลายทาง. คุณ ไปสำรวจดู วิชาความรู้แขนงไหน ๆ ก็มีความอร่อยทางวัตถุ เป็นจุด หมายปลายทางทั้งนั้น แม้แต่วิชาที่เขาเรียกว่าจิตวิทยา ปรัชญาอะไรก็ตาม มันไปเป็น ทาสของวัตถุหมด: ทีนี้จะเอาคนที่เป็นเช่นนั้นมาเรียนพุทธศาสนา นี้ก็ต้องถาก ต้อง เอาขวานถากกันอย่างแรง ผิด ถากเปลือกถากกระพี้ถากอะไรออกกันอย่างแรงเสียก่อน มันจึงจะหมุนเข้ามาได้. นี่มันจะมีโอกาสหรือไม่ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมสำหรับคนส่วน มากเหล่านั้น ; แต่สำหรับคนส่วนน้อยที่มีความรู้สึก หรือเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงอยู่นี้ ควรจะทำได้ โดยไม่ยากไม่ลำบาก แล้วก็มีประโยชน์คุ้มกันตั้งแต่ต้นมือ. ดูกันให้ดี ในส่วนนี้เสียทีหนึ่งก่อน แล้วมัน อยู่ที่ว่า จะเดินหรือไม่เดิน, จะดื่มหรือไม่ดื่ม ; เพราะความยากลำบากในเรื่องนี้มันอยู่ที่สมัคร หรือไม่สมัคร. ความสมัครหรือไม่สมัคร มันอยู่ที่ความรู้พอหรือไม่พอ, ความเข้าใจถูกหรือความ เข้าใจผิด. ถ้าเข้าใจถูกมันก็ไม่มีปัญหาอะไร มันก็กลายเป็นของง่ายไปตามลำดับ ; ไม่ต้องเป็นพวกที่ว่า ลืมตาโง่ ลืมตาคัดค้าน ลืมตาทำตัวเป็นอุปสรรคแก่ตัวเอง อยู่อย่างนี้. ในโอกาสต่อไปก็จะได้พูดถึงตัวการปฏิบัติโดยตรง วันนี้เราพูดกันถึงเรื่อง อุปสรรคของการที่จะมีการปฏิบัติกันจนหมดเวลา. เวลาของเราก็หมด.
น.430 "การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จะสำเร็จประโยชน์ โดย วิธีใด" (ต่อ) ๖ กันยายน ๒๕๑๒ วันที่ ๖ กันยายน เป็นวันที่ ๔๐ ของระยะกาล เข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อ เดียวกันกับวันที่แล้วมา เป็นการกล่าวต่อ ว่า การเป็นอยู่ ด้วยจิตว่างนั้นจะสำเร็จประโยชน์ ได้ โดยวิธี ใด. ในคราว ที่แล้วมาได้กล่าวถึงอุปสรรค และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยว เนื่องกันอยู่กับการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ในวันนี้จะได้กล่าวถึง หัวข้อธรรมหมวดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับการเป็นอยู่ด้วย จิตว่างนั่นเอง. ในตอนแรกนี้อยากจะให้มีความเข้าใจไว้เป็นหลักกว้าง ๆ ทั่วไปเสีย ก่อนว่า ธรรมะนั้นมีหลายประเภท. หมวดธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในรูปต่าง ๆ กัน นั้นมีอยู่หลาย ประเภท แม้ว่าทุกประเภท จะเป็นไปเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้นก็ตาม ; ๔๐๕
น.431 ต่ว่าหน้าที่มันต่างกัน หรือว่าฐานะหรือสถานะของหมวดธรรมนั้น ๆ มันตั้งอยู่ใน ลักษณะที่ต่างกัน คือว่าธรรม บางหมวด เป็นการ แสดงให้ทราบถึงตัวการปฏิบัติ หรือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ หรือสิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายโดยตรง. บางหมวดก็อยู่ ในรูปของเครื่องมือ ที่จะให้เกิดธรรมะนั้น ๆ อีกต่อหนึ่ง หรือในฐานะเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ธรรมะประเภทแรกเป็นไปโดยสะดวก ; เราจึงรวม เรียกธรรมะส่วนนี้ว่าเป็นเครื่องมือ. ธรรมะบางหมวดอยู่ในรูปที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า เครื่องมือนั้นทำการงานอย่างไร, ทำหน้าที่ของมันอย่างไร, หรือมันเนื่องกันกับผล สุดท้ายอย่างไร. เหมือนอย่างว่าเรา จะทำอะไร สักอย่างหนึ่ง เราก็ต้องมีสิ่งที่เราจะทำนั้น อยู่ในรูปที่เป็นความหวัง หรือความต้องการ หรือเป็นรูปโครงที่วางลงไปชัดเจนแล้ว ว่าจะต้องทำอย่างไร ; เราก็ ต้องมีสิ่งซึ่งเป็นเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่จะใช้ในการทำ ในเมื่อมีการทำนั้น. เครื่องมือเหล่านั้นมันสัมพันธ์กันอย่างไร ; เพราะว่ามีเครื่องมือ หลายชิ้นหลายอัน หลายชั้น หลายระดับ หลายหน้าที่ : ธรรมะทั้งพระไตรปิฎกก็อยู่ ในลักษณะอย่างนี้. ธรรมะบางชื่อ หรือบางหมวดนั้น ระบุตัวผลที่ต้องการคือความดับทุกข์ หรือรูปโครงของการดับทุกข์โดยสมบูรณ์, ธรรมะบางหมวดก็แสดงถึงเครื่องมือที่จะให้ สิ่งเหล่านั้น ๆ เกิดขึ้นมาได้, บางหมวดก็บอกความสัมพันธ์ความเกี่ยวโยงกันระหว่าง ธรรมะหลาย ๆ อย่างที่เป็นเครื่องมือ. ธรรมะเหล่านั้นโดยมากรวมอยู่เป็นหมวด ๆ. ทีนี้มาถึงเรื่องของเราที่ว่า จะเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง หรือมีชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยจิตว่างนี้เป็นตัวสิ่งที่เรา ต้องประสงค์ เพื่อจะดับความร้อนของชีวิต ในทุกการงาน ทุกเวลา ทุกสถานที่
น.432 โดยวิธีใด ( ต่อ) ๔๐๗ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง นี้เพื่อประโยชน์อะไร. ธรรมะ หมวดที่เป็นตัวการเป็นอยู่ด้วยจิตว่างนี้ ระบุลงไปตรง ๆ ได้เลยว่า ได้แก่ อริยมรรค หรือที่เรียกกันว่า "มรรค" เฉยๆ : ได้แก่ การที่มีความเห็นชอบ ดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พากเพียรชอบ มีสติชอบ มีสมาธิ ชอบ. การที่เรามีมรรคมีองค์แปดขึ้นมาได้นั้น ย่อมหมายความว่า มันมีผลเสร็จอยู่ ในตัว เพราะมรรคกับผลไม่แยกกันได้ มีมรรคที่ไหนก็มีผลที่นั่นทันที. คำว่า "มรรค" นี้แปลกอยู่หน่อยตรงที่ว่า พิจารณาดูแล้วคล้าย ๆ กับว่า เป็นเครื่องมือให้ถึง ; แต่ที่จริงในที่นี้ ไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ ; มีธรรม หมวดอื่น เช่นอิทธิบาทเป็นต้น เป็นเครื่องมือให้ถึง. ตัวมรรคนั้นเป็นการถึงอยู่ ในตัวเอง คุณจำคำว่า "ถึงอยู่ในตัวเอง" ; แม้ว่าจะเป็นการเดินทาง มันก็เป็นการ ถึงอยู่ในตัวมันเอง. การเดินทางด้วยเท้า ต้องเดินไปก้าวไป ๆ ๆ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ; นี้เป็นของธรรมดาที่เราเห็น ๆ กันอยู่. ส่วนเรื่อง มรรค นี้มันมีอะไรแปลกกว่านั้น มัน เป็นการนั่งแล้วก็ถึง ; ถ้าพูดให้เป็นสำนวนแปลกๆ หรือสะดุดใจ ก็ว่าไม่ต้องก้าวขา หรือไม่ต้องเดิน ไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไร นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็ถึง. นี้ขอจำไว้ด้วย ว่า การเดินทางที่ประหลาดคือนั่งอยู่นิ่ง ๆ แล้วก็ถึง ; นี่การ เดินทางจิตใจ และการเดินทางร่างกาย ต่างกันอยู่อย่างนี้. แล้วมันถึงเรื่อย มันถึง ตามลำดับ หรือถึงเรื่อย ไม่ใช่ว่าต้องรอจนกว่าจะเสร็จการเดินแล้วจึงถึง ถ้าว่าที่แท้ แล้วมันถึงอยู่เรื่อย จนพูดได้ว่าเดินไปเท่าไร มันก็ถึงเท่านั้นเรื่อยไป. นี่เป็น วิธีการ หรือเป็นเคล็ดที่ผมถือ เป็นแนวปฏิบัติหรือในการอยู่เพื่อ ไม่มีความกระหาย เพื่อไม่มีความทะเยอทะยานอยากอะไร ; เพราะมันถึงอยู่เรื่อย
น.433 มันได้อยู่เรื่อย : ทำอะไรวันนี้ก็เสร็จเท่านี้, ทำพรุ่งนี้ก็เสร็จเท่านั้น ทำวันต่อไป ก็เสร็จเท่านั้น ; มันมีแต่เสร็จเสียเรื่อย มันไม่มีที่ไม่เสร็จ หรือ ไม่สำเร็จ ที่ต้องอยาก ต้องกระหายต้องทะเยอทะยาน. ทีนี้จะพูดกันให้ดีอีกทีหนึ่งว่า นั่งแล้วก็ถึงนี้มันเป็นอย่างไร ไม่ต้อง เดินแล้วก็ถึง นี้เป็นอย่างไร ? ยิ่งเดินยิ่งไม่ถึง นี่เป็นสำนวน : ยิ่งเดินหมายความว่ายิ่งอยาก มันเดิน ด้วยความอยาก เดินด้วยความกระหาย ยิ่งเดินก็ยิ่งไม่ถึง. การเดินทางชนิดนี้ยิ่งเดิน ยิ่งไม่ถึง ; เพราะคำว่า "เดิน" หมายความว่า เคลื่อนไหวไปด้วยความอยาก ความผลักดันของความอยาก. ที่ นั่ง เสียก็ คือการเป็นอยู่ชอบ ๘ ประการ : มีความเข้าใจ ถูกต้อง นั่งอยู่เฉย ๆ แต่มีความเข้าใจถูกต้อง, มีความใฝ่ฝัน ถูกต้อง , มีการพูดจา ถูกต้อง , มีการกระทำการงาน ถูกต้อง , เลี้ยงชีวิต ถูกต้อง , พากเพียร ถูกต้อง , มีสติระลึก ถูกต้อง , มีสมาธิ จิตใจที่ตั้งมั่น ถูกต้อง . มันเป็น เรื่องถูกต้องอยู่ที่ตรงนั้น ที่นั่งอยู่นั้น. การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นี้ มันก็นั่งอยู่ แต่ ใจมันเดิน เดินอยู่ใน ความถูกต้องตลอดเวลา ; ถ้าไม่เดินก็หมายความว่า ไม่มีความถูกต้อง มันเผลอสติไป แล้วมันสูญเสียความถูกต้อง .. ถ้ามีความถูกต้องอยู่ในการปฏิบัติ ในการมีชีวิตประจำวัน นั้นก็เท่ากับเป็นการเดินอยู่เรื่อย. นี้จึงเห็นได้ว่า การเป็นอยู่ที่ถูกต้องนั้น เป็นการเดิน แล้วการ เป็นอยู่ที่ถูกต้องนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าเป็นอยู่ด้วย จิตว่าง.
Buddhadasa