Buddhadasa.org

การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.400 อยู่กับความรู้สึกตามธรรมดา, เป็นเรื่องปฏิเสธสิ่งที่คนธรรมดาสามัญต้องการ หรือพูดถึง. ฉะนั้นการที่จะตีความปริศนาอะไรที่ลึก ๆ ของคนโบราณแล้วละก็ รู้ไว้เสียก่อนว่าเขาพูด อยู่ในรูป negative เราต้องกลับเป็น positive แล้วจะเล็งหาความหมายของมัน ได้ง่าย. คำว่า "ตายเสียก่อนตาย" เป็นโวหาร negative เหมือน โวหารที่พระพุทธเจ้า ทรงใช้อยู่มากที่สุด ที่เกี่ยวกับนิพพาน เช่นพุทธภาษิตที่มีชื่อมากเป็น อตฺถิ ภิกขเว ตทายตนํ .. เป็นพุทธภาษิตยืดยาวแล้วก็ล้วนแต่มีคำว่า ไม่-ไม่-ไม่-ไม่-ไม่ ทั้งนั้น ไม่หมดเลย. ในบรรดาที่มนุษย์รู้จักกันอยู่แล้วนี้ ทรงปฏิเสธหมดว่า ไม่ ไม่ ไม่ ; แล้วก็ทิ้งไว้ให้หาเอาเองว่าคืออะไร. เมื่อไม่ ๆๆ ทุกอย่างตามที่มนุษย์รู้จักและทำกัน อยู่นี้ ; ถ้าปฏิเสธออกไปได้หมดจริง ๆ มันก็จะ เหลืออยู่แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการจะพูด แล้วให้พบสิ่งนั้นโดยวิธีที่บัดทุกสิ่งออกไปเสียก่อน ; นี่ก็เป็นวิธีเป็นหลักการหรือ เป็นวิธีการที่พูดเรื่องนิพพาน ; เพราะฉะนั้นคำว่านิพพานจึงชี้ไปยังความหมายที่อยู่ ในรูปของ negative เป็นประจำ. คำว่านิพพานเขาพูดว่าคือที่สุดแห่งความทุกข์ พูดว่าดับสนิทไม่มีอะไรเหลือ, พูดว่าไปหมดจากโลก หรือเหนือโลก ไม่เกี่ยวกับโลก ไม่ใช่ตัวตน ว่างเปล่า ; ซึ่งเป็น รูป negative หมดดังนี้ ผู้ฟังก็มาหาเอาเองว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะได้อะไร มันก็มีผล ; ไม่ใช่ว่างไปเฉย ๆ. หลังจากการเข้าถึงสิ่งนี้แล้วมันจะมีผลตกแก่จิตใจอย่างไร ? ผลนี่ เป็น positive เพราะมันเป็นเรื่องได้ เป็นเรื่องกลับมา เป็นเรื่องเอาได้ เป็นผลได้. ตายให้เสร็จเสียก่อนตายนี้ คือการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. คุณลองตายเสียก่อนตาย ตายอยู่ตลอดเวลา นั่นคือการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. "ตาย" คือไม่มีตัวกู - ของกู เรียกว่าจิตไม่ได้ยึดถืออะไรอยู่ เรียกว่าจิตว่าง ; แล้วขอย้ำขอเตือนเสมอว่า อย่าเอา ไปปนกับว่างอันธพาลของพวกอันธพาล ซึ่งมีอยู่หลายแขนง. ต้องว่างตามแบบ ของพระพุทธเจ้า หรือตามแบบของพระพุทธศาสนา ที่มีหลักว่า " เธอจงมีสติมอง

น.401 ห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่ทุกเมื่อเถิด" ; เห็นโลกทั้งหมดโดยความเป็น ของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด นี้จิตไม่ไปมั่นหมายอะไร มันก็ว่างจากความมั่นหมายจากความมี ความได้ ความเป็น ด้วยความมั่นหมาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. คำว่าเป็นอยู่ นี้คือมีชีวิต ฉะนั้นพูดอีกทีก็ว่า มีชีวิตด้วยจิตว่าง, ให้ทุกคน มีชีวิตด้วยจิตว่าง ; นี่เป็นคำพูดที่คนพวกอันธพาลฟังไม่ถูกก็เลยมี concept ของตัวเอง ขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องจิตว่างอย่างอันธพาล. ทีนี้เห็นว่ามันขัดกันกับที่เขาพูดอยู่ก่อน ก็เลยถือเอาเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้าน ต้องแย้ง หรือต้องล้อเลียน เพื่อประโยชน์ของตัว. ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า จะพูดว่าตายเสียก่อนตายก็ได้ หรือพูดว่า มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างก็ได้ ผลมันเท่ากัน ; นี้เป็นการทำให้ negative และ positive เป็นอันเดียวกัน. พูดว่าตายเสียก่อนตายเป็น negative , พูดว่ามีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง มันก็เป็น positive ได้ ; เพราะว่ายังมีว่างจะแปลเป็น negative ก็ได้ จะแปลเป็น positive ก็ได้ แต่ว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ไม่ใช่ความตาย แล้วก็คนบัญญัติกัน ว่าเป็น positive ชีวิต อยู่แบบหนึ่ง นี่เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. แต่แล้วก็อย่าลืมว่า พุทธศาสนาหรือหลักของ พระพุทธศาสนา หรือปรัชญาของพุทธศาสนาอะไรก็ตาม มีภาวะเป็นอยู่เหนือความเป็น positive และ negative ดังนั้นในบางคราวจึงพูดอย่างวิธี negative แต่บางคราวจึง พูดอย่าง positive แล้วแต่อยากจะพูดกับใคร ที่ไหน เวลาอะไร ด้วยเรื่องอะไร ที่เหมาะสมแก่ผู้พูด ; การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจะแปลเป็น positive ก็ได้ จะแปลเป็น negative ก็ได้ แต่ถ้าว่ามีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ความตายแล้ว คนก็บัญญัติว่าเป็น positive . ทีนี้จะพูดไปในรูปของ positive สำหรับคำว่า "เป็นอยู่ มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง" เสียบ้าง ซึ่งมีวิธีพูด หรือมีคำที่จะใช้พูดมากอยู่เหมือนกัน ; เช่น แทนที่จะพูดว่าเป็น อยู่ด้วยจิตว่าง หรือเป็นอยู่เหมือนตายแล้วนี้; เรา พูดได้ ใหม่ว่า เป็นอยู่ด้วยสติ หรือความรู้สึกตัว. "เป็นอยู่ด้วยสติ" นี้ก็พูดได้ แต่มันสำคัญอยู่ตรงที่ สิ่งที่

น.402 เรียกว่าสตินั้นอีกเหมือนกัน. คนธรรมดาก็พูดถึงว่าสติคือว่าไม่เผลอไม่ลืม มันก็เท่า นั้นเอง ; แต่คำว่า สติ ในพระพุทธศาสนาหมายถึง รู้ตลอด แล้วก็มีความรู้นั้น อยู่กับตัว. เช่นพูดว่ามีสติมองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ นี่คือ มีสติที่แท้จริง. คำว่า "สติ" ในพระพุทธศาสนา นั้นไปไกล มีความหมายกว้าง รู้สึกตัว ในความถูกต้อง ของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เสมอ ; เช่นรู้ว่าไม่มีอะไรควรยึดมั่นถือมั่น, ความรู้ นี้มีอยู่เสมอรู้สึกตัวอยู่เสมอ เรียกว่า " เป็นอยู่ด้วยสติ" . ถ้าเป็นอยู่แบบนี้ นั่นก็คือเป็นอยู่ด้วยจิตว่างอีกนั้นเอง. แล้วสติที่รู้ที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์อยู่เสมอนั้น มันรู้ ในข้อที่ไม่มีอะไรที่ควรไปยึดมั่นถือมั่น และมันก็ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า ; มันก็คือ มีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นจากตัวกู - ของกู นั่นเอง. ถ้าจะพูดว่า "มีชีวิตอยู่ ด้วยสติ" หรือ "เป็นอยู่ด้วยสติ" นี้ก็ถูกต้องที่สุด เป็นพุทธศาสนาที่สุด. ขอให้ใช้คำว่า "สติ"ให้ถูกต้อง จะใช้รวมกันว่าสติสัมปชัญญะ ก็ได้ จะใช้คำว่าสติคำเดียวก็ได้. ถ้าพูดเต็มที่ก็ใช้คำว่า "สติสัมปชัญญะ" สัมปชัญญะเล็งไปถึงความรู้ : สํ - แปลว่าพร้อม, ดูคำพูดที่มันมีความหมาย ; สัมปชัญญะนี้ หรือ สัง สัมนี้แปลว่า พร้อม, ป - นี่ก็แปลว่า ทั่ว, ชัญญะ แปลว่า รู้, สัมปชัญญะ แปลว่า รู้สึกตัวทั่วและ พร้อม แล้วก็ต้องถึงที่สุดด้วย, ความรู้ที่ถึงที่สุดคือรู้ว่า ไม่มีอะไรควรยึดมั่นถือมั่น. สัมปชัญญะรู้ อย่างนี้ แล้ว สติ นี่ คุมความรู้ อันนี้ไว้ได้, หรือว่าระลึกถึงความรู้อันนี้ ไว้ได้ทันทีทุกเหตุการณ์. อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะอย่างนี้ เรียกว่ามีสติ เป็นอยู่ ด้วยสติ มีชีวิตอยู่ด้วยสติ อย่างนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน มันก็มีผลอย่างเดียวกัน คือว่างจาก การยึดมั่นถือมั่นอะไร ; และเราก็เลยพูดได้ว่าเป็นอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น.

น.403 หากพูดเป็นสำนวนธรรมดาสามัญ ก็แทนที่จะพูดว่า "เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง" ก็พูดว่า "เป็นอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น’ พอเป็นอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตมันก็ว่างอีก, ว่างจากความที่ไปยึดมั่นถือมั่น หรือไปมีไปเอาไปเป็นอะไรเข้า. ทีนี้ จะพูดว่าเป็นอยู่ด้วยจิตที่สะอาดสว่างสงบ ซึ่งเป็นความ หมายของคำว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ได้เหมือนกัน, หรือ ยิ่งได้ไปอีกเพราะมันกว้าง เป็นอยู่ด้วยจิตที่ สะอาด สว่าง สงบ นี้เป็นใจความ หรือเป็นสัญญลักษณ์ หรือเป็นอะไรทั้งหมดของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : เป็นอยู่ด้วยจิตสะอาด คือ จิตบริสุทธิ์ เมื่อ สะอาดก็ต้องปราศจากกิเลส คือไม่ไปโง่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นอะไร ; หรือถ้าจะพูดว่าเป็นอยู่ด้วยจิตสว่างก็ต้องเป็นสว่างจริง ๆ. พลอย ท่านผู้รู้บางท่านชอบคำนี้ ผมพูดว่าจิตว่างทุกคำ ; เขาเอาไปเขียนเป็นจิตสว่างทุกคำเหมือนกัน เอาไปออกรายการ วิทยุก็มี. เขาคงชอบคำนี้มาก อยากให้ผมเปลี่ยนคำว่าจิตว่างเป็นจิตสว่าง ผมไม่เปลี่ยน ; เพราะว่ามันไม่เต็ม หรือไม่ตรงตามที่ผมต้องการ. ทีนี้ เป็นอยู่ด้วยความสงบ มันก็ได้อีกเหมือนกัน ; อยู่ด้วยจิตที่สงบไม่ วุ่นวายไม่เร่าร้อน ไม่กระเสือกกระสนไปที่ไหน ก็สงบ ; แต่ต้องมีความหมายที่ถูก ต้องอีกเหมือนกัน ไม่ใช่สงบตาย สงบไม่มีอะไรคิดนึก. แม้แต่คำว่า "สงบ" ก็ฟังดูให้ดี มันมีความหมายที่พลิกแพลงได้ กลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องตื้น ๆ ไปก็ได้ ; เหมือนนอน สงบอยู่ในโลงก็ได้. คนสมัยนี้ที่ว่ากันว่าฉลาด ๆ นั้น มักจะหมายความว่าความสงบคือลง ไปนอนอยู่ในโลงทั้งนั้น เนื่องจากแปลผิดในคำที่พระสวดเวลามีศพ ที่ว่า เตสิวูปสโม สุโข ; เอาไปล้อเป็น อุปสโมสุโข แปลว่านอนอยู่ในโลง และมักจะพูดแต่เมื่อมีโลง ศพวางอยู่ตรงหน้า แล้วก็สวดคาถานี้ : อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปาทวยธมฺมิโน

น.404 อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํวูปสโมสุโข เลยเอาไปเป็นคำล้อ ; อุปสโมสุโข ไป หมายถึงนอนอยู่ในโลง. คำนี้หมายถึงนิพพาน : อุปสม หมายถึงนิพพาน , แล้วก็เป็นสุขอย่างยิ่ง ; แต่เอาไปล้อเป็นว่านอนอยู่ในโลงนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง. ความหมายของคำว่าสงบ มันก็ดิ้น ได้มากอย่างนี้ มันไม่ได้เสียเปรียบได้เปรียบอะไรกัน ; จะพูดว่า สะอาด สว่าง สงบ หรือพูดว่า ว่าง มันก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรกัน ; นอกจากว่า คำว่า ว่าง นี้ มัน น่ากลัว มันอยู่ในรูป negative ส่วนคำว่า สะอาดสว่างสงบ นี้มัน น่ารัก หรือพอจะเล่น ด้วยได้ ; เพราะมันอยู่ในรูป positive . นี่ตัวอย่างที่จะพูดได้ มีหลายอย่างอย่างนี้ คือว่า เป็นอยู่ด้วยสติ ก็ได้, เป็น อยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ได้, เป็นอยู่ด้วยจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ก็ได้ ; หรือ อาจจะสรุปขึ้นมาได้อีกสักคำหนึ่งว่า เป็นอยู่ด้วยปัญญา. มีพระพุทธภาษิตอยู่มาก เหมือนกันที่ยกย่องปัญญา สรุปอะไรลงไปในปัญญา ให้ปัญญาเป็นยอดของทั้งหมด, แล้วอย่างอื่นก็จะถูกลากมาเอง. ถ้าเป็นอยู่ด้วยปัญญาก็ต้องให้เป็นปัญญาชนิดแท้จริง อย่าเป็นปัญญาเฉโก อย่างที่เคยว่า ; ถ้าเป็น ปัญญาแท้จริงมันก็เป็นปัญญาที่เห็นอันนี้อีก รู้อันนี้ คือความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละจึงจะเป็นปัญญาที่แท้จริง ; ซึ่งก็เป็นอันเดียวกันกับความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือความสะอาดสว่างสงบ. ถ้าใครชอบคำว่าปัญญาก็จงเป็นอยู่ ด้วยปัญญา, แล้วขอให้เป็นปัญญาจริง อย่าเป็นปัญญาของความหลอกลวงคือความ ไม่รู้เท่า แล้วตัวเองคิดว่าปัญญา เลยเป็นปัญญาที่เป็นทาสของกิเลส, ฉลาดที่สุดในการ ที่จะทำไปตามความต้องการของกิเลสเหมือนคนสมัยนี้; ปัญญาอย่างนี้ใช้ไม่ได้.

น.405 มื่อจะพูดว่าอะไรสักคำหนึ่ง ให้สั้นที่สุด ให้กระทัดรัดที่สุด ให้ลึกซึ้งที่สุด ก็อยากจะพูดว่า เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ; ใช้คำว่า "จิตว่าง" จึงได้พูดคำนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ว่า พูดเอาตามความพอใจ หรือตามสะดวกใจของตัวเอง พูดจากบทสรุปทั้งหมดของ พระพุทธศาสนาเรื่องสุญญตา คือเรื่องความว่าง. แม้จะมีคำสอนที่ชัดอยู่ว่า พุทธ- ศาสนาสอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็มีการสรุปอยู่ในคำว่าสุญญตาคือความว่าง ว่างคือปราศจากความยึดมั่นถือมั่น แล้วยังปราศจากอะไรทุกอย่างอีก, โดยเฉพาะก็ คือปราศจากผู้ยึดมั่นถือมั่น ปราศจากตัวสัตว์ตัวบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่น และที่จะถูกยึดมั่น ถือมั่น แล้วมันเป็นคำ ๆ เดียว พยางค์เดียวว่า "ว่าง" ก็ดูขลังหรือว่าศักดิ์สิทธิ์ดีและ เป็นพยางค์เดียว. ตอนนี้อยากจะแนะถึงคำว่าพยางค์เดียว : คนโบราณในอินเดีย เขาชอบอะไร ๆ พยางค์เดียว เพราะว่าเขามีวิธีการอย่างนั้น โดยเหตุที่มันง่ายแก่การจำ การคิด การพูด การกระทำ. แม้กระทำพิธีรีตอง หรือแม้แต่จะตวาดตัวเอง หรือ จะตวาดภูตผีปีศาจมารร้ายอะไรที่ไหนก็ได้ ด้วยคำพูดเพียงพยางค์เดียว. คำพยางค์เดียวที่แพร่หลายที่สุด ที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือคำพูดว่า "โอม" คำพูดว่า "โอม" นี้ ให้ร้องมาอย่างกับว่าช้างร้องหรือฟ้าผ่า คือแผดเสียงว่า "โอม!" ; นี้ สำหรับตะเพิดเสนียดจัญไรทุกอย่าง ภูตผีปีศาจทุกอย่าง กระทั่งตะเพิดตัวเอง ที่จะบ้า จะโง่จะหลงขึ้นมา ก็ใช้คำว่า "โอม ", นี้ เป็นคำพูดพยางค์เดียวสำหรับเริ่มต้นพิธี รีตองเริ่มอะไรทุกอย่างด้วย. คำว่า "โอม". มีหมายความต่าง ๆ กัน ตามลัทธิศาสนานั้น ๆ เดิมเป็น ของฝ่ายพราหมณ์ฝ่ายฮินดู รวมพระเจ้าทั้งหมดไว้ในคำว่า "โอม" : พระพรหมผู้สร้าง พระนารายณ์ผู้รักษา พระอิศวรผู้ทำลายล้าง อะไรก็ตาม รวมพระเจ้าทั้งหมดนี้ไว้ใน

น.406 คำว่า " โอม " จากการเปล่งเสียงที่สำคัญที่สุดคือ สระ อะ สระ อุ แล้วก็ อังหรือมะ จึงเป็นโอม ออกมา. ทีนี้ฝ่ายพุทธศาสนา พุทธบริษัทเดินตามก้นพวกนี้; ขอพูดใช้คำหยาบ ๆ กับตัวเองสักหน่อย. พวกพุทธเอาคำว่าโอมในฝ่ายศาสนาพราหมณ์มาใช้เหมือนกัน. โอม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมา ; บทสวดที่แต่งขึ้นใหม่ เรื่องนโม ๘ บทนั่นมี อะ อุ มะ : อะ หมายถึงพระพุทธเจ้า คืออรห์, อุ หมายถึง พระธรรม คือ อุตตโม, มะ หมายถึง มหาสังโฆ คือพระสงฆ์. นี้แกล้งว่าเพื่อให้มี โอมกับเขาขึ้นมา ในฝ่ายพุทธศาสนานี้. คล้ายกับย้อนหลังเข้าคลอง ไปหาศาสนา ฮินดู โดยเหตุที่อยากจะมีพยางค์ศักดิ์สิทธิ์สักพยางค์หนึ่งในพุทธศาสนา สำหรับใช้ทำพิธี รีตองตวาดเสนียดจัญไร ตวาดภูตผีปีศาจ ตวาดกิเลสว่า "โอม" ขึ้นมาบ้าง. นี่พูด คำว่า "โอม" เสียยืดยาว เพราะมนุษย์จะต้องมีอาวุธ เหมือนกับสายฟ้าฟาด สำหรับ ฟาดพวกภูตผีปีศาจ จึงมีคำว่า "โอม" ขึ้นมา. ทีนี้ เมื่อ เขาจะใช้คำว่า "โอม" หรืออะไรกันก็ตาม ผมใช้คำว่า "ว่าง" สำหรับเป็นสายฟ้าฟาดทำลายภูตผีปีศาจ ทำลายกิเลสของตัว ตวาดตัวกู - ของกูให้มัน หายหัวไป, แล้วก็ไม่ใช่เป็นผลิตผลอะไรของผมหรอก เป็นของพระพุทธเจ้าคือ คำว่า สุญญตา หรือสุญโญ - ว่างเปล่าจากตัวตน. เลือกเอาคำนี้ขึ้นมาใช้ในลักษณะ ที่เขาใช้คำว่า "โอม" กัน เพื่อให้เห็นว่าคำพูดพยางค์เดียวนั้นมันสำคัญอย่างนี้, มนุษย์ ต้องการอย่างนี้ ; แล้ว เราจะมีกับเขาบ้าง ก็จงใช้คำว่า "ว่าง" นี้เถิด สำหรับ การปราบปรามข้าศึก ศัตรูคือกิเลส, หรือแม้จะเริ่มต้นพิธีรีตองอะไรของพุทธศาสนา. เมื่อเขาใช้คำว่า " โอม " กัน เราใช้คำว่า " ว่าง " ; เพราะฉะนั้น คำว่า "จิตว่าง" นี้ มันจึงมีรากฐาน มีที่มา มีเหตุผลที่จะพูดว่าจิตว่าง สำหรับเราผู้เป็นพุทธบริษัท.

น.407 การเป็นอยู่ด้วยความถูกต้องชนิดไหนก็ตาม กี่สิบชนิดก็ตาม ขอสรุปไว้ ในคำว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง, เป็นอยู่ด้วยจิตที่กำลังว่างจากความเดือดพล่านของตัวกู- ของกู ความคิดปรุงแต่งที่เรียกว่า concept ที่เป็นตัวกู - ของกูไม่มี มีแต่จิตว่าง. ทีนี้ก็อยากจะพูดต่อไปตามความตั้งใจที่จะพูด โดยหัวข้อว่าการเป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง เพื่อให้เข้าใจดีออกไปอีก. อยากจะตั้งหัวข้อตามวิธีของพวกเราพุทธบริษัท ตามวิธีในพุทธศาสนาที่ว่า มีตรรก logic อะไรกับเขาด้วยเหมือนกัน. เมื่อจะตั้งหัวข้อขึ้นศึกษาอะไร ปฏิบัติ อะไร ก็ใช้หัวข้อที่มี logic ตาม รูปของอริยสัจจ์ ๔ ประการ คือ หัวข้อว่า คืออะไร ? แล้วก็ เพราะเหตุใด ? แล้วก็ เพื่ออะไร? แล้วก็ สำเร็จได้โดยวิธีใด ? ลองจำเอาไป ใช้คงจะง่ายหรือไม่เสียหลาย หรือก็ไม่แพ้ logic รูปอื่นหรืออาจจะดีกว่า logic รูปอื่น คือ มันไม่เพ้อ มันไม่มากเกินไป. ถ้าเรารู้ว่าคืออะไร, แล้วก็เพราะเหตุใด, เพื่ออะไร, แล้วโดยวิธีใด, ก็เรียกว่าพอดีไม่มากไม่น้อย. คืออะไร ? ก็ ดูลักษณะ ดูอะไรของมัน พร้อมทั้งอะไรที่มันมีรวมอยู่ในนั้นว่า มันคืออะไร. ที่ว่า เพราะเหตุใดนี้ เท่ากับมาจากอะไร มันมาจากอะไร. ถ้า เพราะ เหตุใด คือเพราะเหตุใดจึงต้องทำมัน ก็ไปพ้องกับข้อที่ ๓ ที่ว่าเพื่ออะไรนี้มันไม่พ้องกัน. คืออะไร แล้วก็มาจากอะไร แล้วก็เพื่อประโยชน์อะไรต่อไป แล้วก็จะสำเร็จตามนั้นได้โดย วิธีใด. ถ้าจะถือว่าเป็นคำสั้น ๆ จำง่ายก็ว่า คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด. เรื่องจิตว่างของเรานี้ ก็มีหัวข้อที่จะตั้งขึ้น สำหรับทำความเข้าใจกันได้โดย วิธีนี้ ถ้าถามว่า จิตว่างคืออะไร คุณก็อาจจะสรุปเอาได้เองจากที่พูด ๆ มาแล้ว จิตว่าง นี้ก็คือจิตที่เป็นอิสระที่สุด มีสมรรถภาพที่สุด แล้วแคล่วคล่องว่องไวต่อหน้าที่การงาน ที่สุด เอาอย่างนี้.

น.408 หรือจะใช้ หลักของสมาธิ ทั่วๆ ไป : หลักของคำว่าสมาธิทั่ว ๆ ไป คือว่า จิตสะอาด แล้วก็ จิตมั่นคง แล้วก็ จิตว่องไว ในการงานหรือในหน้าที่. จิตสะอาด ก็ชัดอยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งสกปรกเศร้าหมองอะไรรบกวนนี้ก็คือจิตสะอาด, จิตมั่นคง คือมี อะไรมาเปลี่ยนรูปของมันยาก คือจะมีอะไรมากระทบกระแทกให้เปลี่ยนรูปนั้นมันยาก มันมั่นคง มั่นคงเป็นจิตแน่วแน่ บึกบึน, จิตว่องไว ในหน้าที่ รวดเร็วว่องไวในการ ทำหน้าที่ของมัน. สามอย่างนี้เป็นความหมายของคำที่ว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว, แล้วทุกคน ก็ต้องการลักษณะอย่างนี้ในชีวิตประจำวัน จะเอาลักษณะอย่างนี้มาใช้ก็ได้. แต่ผมอยากจะพูดว่าเป็นจิตที่เป็นอิสระก่อน แล้วจึงเป็นจิตที่มีสมรรถนะ คือ มีกำลังมาก และก็ มั่นคง ด้วย แล้วก็เป็นจิตที่ ไวที่สุดในหน้าที่การงาน ของมัน พร้อมเสมอ เหมาะสมเสมอในหน้าที่การงานของมัน; นี่คือจิตว่าง มีอิสระ มี สมรรถนะ มีความไวในหน้าที่, ถ้าไปทำได้อย่างนี้เรียกว่า มีจิตว่าง อยู่ ในชีวิตประจำวัน ถ้าถามว่าจิตว่างคืออะไร ? ก็จำกัดความลงไปว่าเป็นจิตที่มีความอิสระ มีสมรรถนะ และมีความไวใน หน้าที่การงานของมัน ; ก ฉะนั้นมันจึงไกลกันลิบห่าง กันลิบจากจิตว่างอันธพาล ไม่คิดไม่นึกอะไร หรือว่าคิดนึกอะไร ก็แต่ในทางที่เป็นความ ต้องการของกิเลสตามความพอใจของตัว ไม่มองหน้าใครไม่รับผิดชอบอะไร นี่มันเป็น อย่างอันธพาล หรือว่าว่างไปในชนิดที่เรียกว่า ไม่มีความหมายอะไรเลย เพื่อหาทางออก เพื่ออะไรง่าย ๆ ลุ่น ๆ ไปตามลักษณะของผู้เอาเปรียบ. ทีนี้ จิตจะเป็นอิสระอย่างไร ? ได้อย่างไร ? จะมีสมรรถนะหรือมีความ ไวได้อย่างไร ? นี้เราก็พูดกันมามากแล้ว ; แล้วก็จะไปพูดกันในหัวข้อที่ ๔ ว่า ทำโดย วิธีใดจึงจะเกิดอย่างนี้ขึ้นมา สำหรับในระยะแรกนี้เราจะระบุแต่เพียงลักษณะหรือว่าภาวะ ของมันเท่านั้นว่าเป็นอย่างไร.

น.409 นื่องจากอะไร ? ก็ตอบได้หลายอย่าง เพราะมัน ไม่ว่าง เพราะว่า มีความ ยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าว่างก็เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. และผมอยากจะตอบว่า เนื่องจาก หรือเพราะเหตุที่อะไร ๆ ทุก ๆ สิ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือสิ่งที่เรียกว่าจิต ; นี้ก็เป็นหลักหรือเป็นหัวข้อพุทธศาสนาอันหนึ่งซึ่งคุณจะต้องจำไว้หรือควรจะจำไว้ : คือ คำพูดที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าอะไรหมดขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต, พูดให้ กระทัดรัดก็ว่า ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับจิตเพียงสิ่งเดียว ; ฉะนั้นเรา ต้องเอาคำว่าจิตนี้มาเป็น หลักก่อน แล้วจึงระบุไปถึงคุณสมบัติที่เราต้องการสำหรับจิตนั้น ; ดังนั้นเรา จึงใช้ คำว่าจิตว่าง, จิตว่าง ; ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต นี้ก็ต้องอธิบายกันมาก และยืดยาวเหมือนกัน และก็เคยอธิบายแล้ว อาจจะหาอ่านได้จากคำอธิบายที่พิมพ์ ๆ ไป แล้วก็มี. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ให้มองเห็นให้ชัดลงไปว่า อะไร ๆ มันสำเร็จอยู่ที่ จิตจริง ๆ ขึ้นอยู่ที่จิตจริง ๆ. ถ้าปราศจากจิตสิ่งเดียวแล้ว ทั้งหมดมันก็เท่ากับไม่มี ; และที่สำคัญที่สุด มันก็คือความรู้สึกของจิตชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความต้องการ ; เช่นว่า โลกนี้ทั้งโลกมีความหมายขึ้นมา ก็เพราะว่า มีความรู้สึกแก่จิต ในทางดีก็ตามในทาง ร้ายก็ตาม มันมีความรู้สึกแก่สิ่ง ๆ เดียวคือจิต. ฉะนั้นจึงมีความหมายของคำว่า "โลก" ขึ้นมา ; แล้วที่จิตมันต้องการ ก็คือการบำรุงบำเรอแก่จิตนั่นเอง ฉะนั้นจึงต้องการ ความสุขไม่ต้องการความทุกข์. ทุกอย่างจึงไปสรุปอยู่แค่สุขเวทนา หรือเวทนาอัน เป็นสุข. เรื่องทำมาหากิน เรื่องบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง อะไรก็ตามทุกเรื่องไปสำเร็จอยู่ตรงคำ ๆ เดียวว่า เวทนาอันเป็นสุข แล้วมันก็ไปขึ้นอยู่ กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต. ถ้าจิตมันรู้สึกแล้ว มันก็มีความหมายขึ้นมาทันที, ถ้าไม่มีจิตสำหรับรู้สึก มันก็ไม่มีความหมาย ; ฉะนั้นจิตมันจึงเป็นตัวการใหญ่. แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า

น.410 สุขเวทนานั้นมันจะเหมือนกัน สำหรับทุกคน มันอาจจะต่างกัน ตรงกันข้ามก็ได้ : คนพวกนี้หรือว่าชนิดนี้ต้องการสุขเวทนาไปอย่างหนึ่ง คนพวกอื่นต้องการสุขเวทนา ไปอีก อย่างหนึ่ง คือตรงกันข้ามก็ได้. แต่แล้ว มันเหมือนกัน ตรงที่มันพอใจอยู่ในใจใน จิตนั้น เป็นสุขสำหรับผู้นั้น ; แต่แล้วสำหรับคำว่าจิต มันก็ไม่จำเป็นที่ต้องไปรู้จัก หรือไปค้นหา ตามวิธีอันไม่รู้จักจบของนักจิตวิทยาหรือปรัชญามันจะตายเสียก่อน. จิตเป็นสิ่งที่เร้นลับ ลึกลับซับซ้อน ลึกลับจนไปค้นให้รู้จักมัน โดยสมบูรณ์นั้นไม่ได้ ไม่ไหวแน่. รู้จักจิตแต่ในแง่ที่จำเป็น ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเราก็แล้วกัน อย่าไปตั้งปัญหา ทางจิตวิทยาหรือค้นไป ๆ ๆ เท่าไร, ตายแล้วกี่ชาติก็ไม่รู้จักจบ ; อย่าไปค้นอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้นิยมค้นกันเสียอย่างนั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชาแล้วก็มุ่งหมายอย่างนั้น อย่างนี้ มันใช้ไม่ได้ ไม่ถูก ; ไม่ต้องเอามาใช้กับเรื่องนี้. เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตเพียงเท่าที่ มันเกี่ยวข้องอยู่กับปัญหาหรือความทุกข์ก็พอ ; นอกจากนั้นมันจะเป็นอะไรก็ชั่งหัวมัน. เรื่องนี้ก็เคยบอกเคยเตือนอยู่เสมอ ว่าอย่าไปทำให้มันเกินขอบเขต มันจะเป็นบ้า แล้วก็ ตายเปล่า ๆ. เดี๋ยวนี้มนุษย์เราก็มีหลักการอย่างนี้ มีวิธีการอย่างนี้จึงสำเร็จประโยชน์อยู่. ยกตัวอย่างเรื่องไฟฟ้าที่เรากำลังใช้อยู่เวลานี้ เราไม่รู้, ไม่ได้รู้หมดว่ามัน คืออะไร .. แต่เรารู้เท่าที่เราจะต้องรู้ว่า เอามันมาใช้ได้อย่างไร. นี้เรารู้จนเราเอามา ใช้ได้เป็นแสงสว่าง เป็นพลังงานเป็นอะไรต่างๆ เป็นความสะดวกสบาย แต่โดยที่เรา ไม่รู้ว่าตัวจริง แท้จริงของมันคืออะไร จนถึงที่สุด ; ขืนไปค้นส่วนนี้ ก็เป็นบ้า ตายก่อน. ควรรู้เท่าที่จำเป็นจะต้องรู้, แล้วก็จำกัดความลงไปอย่างนั้น อย่างนั้น ๆ มีคำจำกัดความที่ไพเราะลงไปอย่างนั้น ๆ แต่แล้วมันไม่หมด ว่าไฟฟ้านั้นคืออะไร.

น.411 รื่องจิต ก็เหมือนกัน ไม่ต้องรู้หมด ว่าจิตนั้นมันคืออะไร ในทำนองนี้ ; แต่รู้ว่าจิต นั้นคืออะไรในวงจำกัด รู้เท่าที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ ได้ , หรือเท่าที่จะทำให้ มันว่างได้ ; และมันมีความวิเศษอยู่ตรงที่ว่ามันคอยจะว่างเองอยู่ตามธรรมชาติแล้ว. เราคอยผสมโรงกับมันให้ดี ๆ มัน จะวุ่นต่อเมื่อ รูป เสียง กลิ่น รส เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น แล้วเผลอไม่มีสติ นิดเดียวมันก็ วุ่นเป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมา. เรารู้เท่าที่เราจะป้องกัน จะแก้ไข ในทำนองนี้เท่านั้น เหมือนกับเรารู้ทำ ไดนาโมขึ้นปั้นเป็นกระแสไฟฟ้าใช้แสงสว่างอยู่เดี๋ยวนี้; รู้เท่านี้มันก็สำเร็จประโยชน์ ส่วนนี้, ไม่ต้องรู้ว่าตัวไฟฟ้าจริง ๆ อยู่ที่ไหน คืออะไร อะไรขึ้นมานี้ มันรู้ไม่ได้ มัน เป็นธรรมชาติที่ยังลึกลับอยู่. จิตนี้ก็มีความเป็นอย่างนี้ ส่วนที่มันลึกลับเกินไปก็อย่าไป ยุ่งกับมันเอาแต่ที่ว่าจะทำให้มันไม่มีความทุกข์ได้อย่างไร, สบายเป็นที่พอใจได้อย่างไรนี้. รู้จักสิ่ง ๆ เดียวคือจิตเพียงเท่านี้ก็พอ แล้วเรียกว่าเป็นพุทธศาสนา, เป็นวิธีการใน พุทธศาสนา, เป็นจิตในพุทธศาสนา ไม่ใช่จิตวิทยาเพ้อเจ้อไม่รู้จักจบ. นี้เรียกว่า เนื่องจากอะไร เรื่องจิตว่างนี้มีขึ้นมาเนื่องจากอะไร ก็เนื่องมาจากว่า ทุกๆ สิ่ง มันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือจิต. ถ้าถามว่า เพื่ออะไร ? ต่อไปเป็นปัญหาข้อที่ ๓ นี้ ก็ตอบได้มากมาย แล้ว ก็สรุปได้เพียง ๒ ความหมาย ประโยชน์จากสิ่งนี้จากวิชาความรู้อันนี้ จากการปฏิบัติ อันนี้ ก็เพื่อประโยชน์เพียง ๒ อย่างพอ คือ เพื่อไม่รู้จักทุกข์ เพื่อเป็นทุกข์กับเขา ไม่เป็น เพื่อไม่รู้จักกับความทุกข์, แล้วก็เพื่อหน้าที่การงานสมบูรณ์ ; ผมว่า เท่านี้พอแล้ว คุณจะเอาอย่างไรอีก ก็ลองว่ามา. มันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ขืนต้อง การมากกว่านี้ผมถือว่าบ้า. เพื่อเป็นอยู่อย่างมีความทุกข์กับใคร ๆ ไม่เป็น อย่างหนึ่ง แล้วก็เพื่อ หน้าที่การงานที่จะต้องทำสมบูรณ์ก็แล้วกัน ; นี่ความหมายของชีวิตมันมีอยู่เท่านี้

น.412 ชีวิตนี้คือการงาน การงานคือชีวิต นี้อย่าลืม มันต้องการความสมบูรณ์ ชีวิตสมบูรณ์ การงานสมบูรณ์ เป็นสิ่งเดียวกัน.ผมตบ ระบบเรื่องจิตว่างนี้ก็เพื่อประโยชน์อันนี้ แล้วที่ จำเป็นก่อนด่วนจี๋ที่สุดก็คือว่าไม่รู้จักทุกข์, ต้องไม่ทุกข์กันเสียก่อน ; แล้วเหลือ จากนั้น เมื่อไม่ทุกข์แล้วทำอะไร ก็คือทำการงาน เพื่อการงานนั้นสมบูรณ์ ซึ่งต้องทำด้วยจิตว่าง คือจิตที่เป็นอิสระ คือจิตที่มีสมรรถนะ คือจิตที่ว่องไวในการงาน เพราะฉะนั้นจิตว่างก็ช่วยให้การงานสมบูรณ์เป็นอันดับที่ ๒. อันดับที่ ๑ คือทุกข์ไม่เป็น ไม่รู้จักกับความทุกข์เลย อย่างที่เรียกว่า ตัดบทออกไป ตายเสียก่อนตาย ตายแล้วในตัวแต่หัวที่; นี้หมายความว่าตัดบทความ ทุกข์ออกไปหมดเลย ; เหลือชีวิตอยู่นี้เป็นกำลังงานที่เหลืออยู่ของร่างกายและจิตใจอัน บริสุทธิ์ นี้ก็คือการงานที่จะต้องทำ แล้วแต่ว่าใครควรทำอะไร. พระพุทธเจ้าท่านก็ ทำการงานคือช่วยเหลือสัตว์โลก, เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าก็มีหน้าที่การงานที่จะ ต้องทำทุกอย่างเพื่อเรา และเพื่อเพื่อนมนุษย์ของเรา ได้มีความสุขสมบูรณ์อย่าง เดียวกันอีก ; ไป ๆ มา ๆ ก็เพื่อช่วยให้เพื่อนมนุษย์มีจิตว่างอีก. อันดับที่ ๒ เรามีจิตว่างเสร็จเรื่องของเราแล้ว ก็มีหน้าที่การงาน คือทำ ให้ทุกคนมีความสุข หรือสรุปแล้วก็คือว่าทำให้ทุกคนมีจิตว่างอย่างเราเสียก่อน แล้วก็ สามารถทำอะไรได้ตามที่ต้องการโดยมีความสุขด้วย. ฉะนั้นหน้าที่ของมนุษย์ที่เหลืออยู่ ก็คือว่าช่วยกันสร้างสันติภาพอันแท้จริงขึ้นในโลก ; อย่าเห็นแก่ตัว แก่ตัวกู - ของกู ครอบครัวของตัวอะไรของตัวเพียงเท่านั้น. ให้รู้ว่ามีหน้าที่ที่จะช่วยกันสร้างสันติภาพ อันแท้จริงและถาวรขึ้นมาในโลก ; นี่คือการงาน. เราไม่เป็นทุกข์ด้วย เราจะสร้าง สันติภาพขึ้นในโลกได้ด้วย ; นี่คือผลที่หวังเรียกว่า goal หรืออะไร อยู่ข้างหน้านั้น. นี่ตัวคำตอบของคำถามที่ว่าจิตว่างนี้เพื่ออะไร.

น.413 ส่วนที่ว่ามัน จะสำเร็จได้ โดยวิธีใด ? นี้ต้องการเวลามาก พูดวันนี้ ไม่พอ ไว้พูดในคราวต่อไป ; นั้นคือการปฏิบัติเพื่อจิตว่าง ตามหลักของพระพุทธ- ศาสนา ก็คือเป็นอยู่อย่างถูกต้อง นั่นเอง. เราก็ไว้พูดกันในเวลาที่เพียงพอคราวหลัง ; ในวันนี้ พูดแต่เพียงสามหัวข้อแรกว่า จิตว่างคืออะไร คือจิตที่เป็นอิสระมีสมรรถนะว่องไว ต่อการงาน, ทำไมต้องไปยุ่งกับเรื่องนี้ ก็เพราะว่าทุก ๆ อย่างขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียวคือ จิต, แล้วก็ผลของการไปยุ่งกับเรื่องจิตว่างนี้คืออะไร ? ก็คือเพื่อจะมีความไม่ทุกข์ แล้วก็ ความสมบูรณ์ของการงานในหน้าที่. เวลาก็หมดลงพอดี.

น.414 การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จะสำเร็จประโยชน์ได้โดยวิธีใด ๕ กันยายน ๒๕๑๒ วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๑๒ เป็นวันที่ ๓๙ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒. วันนี้จะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างนั้น จะทำให้สำเร็จได้ โดยวิธีใด ในครั้งที่แล้ว ๆ มา เราได้กล่าวถึงเรื่องนี้ โดยหัวข้อว่า คืออะไร จากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร มาพอสมควรแล้ว ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า จะทำให้ สำเร็จได้โดยวิธีใด. คำพูดที่เราใช้พูดกัน อยู่นั้น จะพูดสรุปให้เหลือเพียงคำเดียว สองคำ ไม่กี่คำก็ได้ ; หรือจะพูดให้ละเอียดลออยืดยาวอย่างไรก็ได้. สำหรับ คำอธิบายใน วันนี้จะได้กล่าวโดยเค้าโครง, เพื่อให้เห็นเค้าโครงทั่ว ๆ ไป เป็นเหมือนกับแนวทาง หรือแผนที่ หรืออะไรทำนองนั้น ; แล้วจะใช้เวลาวันหลัง ๆ พูดโดยรายละเอียดเฉพาะ เรื่อง พอสมควรที่จะเข้าใจได้. ในการพูดเป็นแนวนี้ เราหมายถึงว่าจะมองดู ๓๘๙

น.415 โดยรอบ ๆ ตัว แล้วก็จะเจอะอะไรบ้าง เช่นว่าจะเจอะปัญหาหรืออุปสรรค, หรือว่าจะ เจอะความราบรื่นไม่มีอุปสรรค, หรือจะพบข้อเท็จจริงอย่างอื่น เกี่ยวกับมนุษย์นั่นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับธรรมะมากมายนักก็มี. วิธีปฏิบัติที่จะให้เกิดการเป็นอยู่ด้วยจิตว่างนี้ ก็คือตัวพุทธ- ศาสนาทั้งหมด นั่นเอง. ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่พูดเอาเปรียบ หรือว่าพูดอาศัยเป็นเครื่องบังหน้า, จะยกย่องการเป็นอยู่ด้วยจิตว่างให้มากมายอะไรไปก็หามิได้. มันเป็นความจริงที่ว่า ตัวพุทธศาสนาทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องการทำเพื่อให้เรามีการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ในลักษณะอย่างที่ว่ามาแล้ว. ธรรมะในพุทธศาสนาทั้งหมด พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเรียกด้วยคำ ๆ เดียวว่า "หนทาง" ก็มี พรหมจรรย์ ก็มี ธรรมวินัย ก็มี, อะไรก็มีหลายคำ ; แต่คำว่า “ พรหมจรรย์ " และคำว่า " หนทาง " นี้ ท่านตรัสเรียกมากที่สุด คล้าย ๆ กับว่ายอม รับว่า เป็นคำที่เหมาะสม ที่จะทรงใช้. คำว่า พรหมจรรย์ กับคำว่า มรรค นี้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยพระพุทธเจ้า เองได้ตรัสว่า อริยมรรคมีองค์แปดนั้นแหละคือพรหมจรรย์ อย่างนี้โดยตรง, เป็น การตรัสไว้โดยตรงอย่างนี้ ... คำว่า "อริยมรรคมีองค์แปด" ก็ เรียกได้สั้น ๆ เพียง คำเดียวว่า " ทาง " หรือ หนทาง ; ทีนี้การประพฤติไปตามทาง เดินไปตามทาง อยู่ใน ทาง ก็เรียกว่าพรหมจรรย์. สำหรับคำว่าทางนี้เกือบจะไม่ต้องอธิบายความหมายอีกแล้ว เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า " ทาง " นี้มีไว้สำหรับเดิน: ทาง นี้เป็นทางสำหรับจิตใจเดิน หรือว่าเดิน

น.416 จะสำเร็จประโยชน์ได้โดยวิธีใด ๓๙๑ ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ. แต่ส่วนใหญ่ก็ หมายถึงหนทางในทางจิตใจ หรือ ทางวิญญาณ สำหรับความก้าวหน้าทางวิญญาณ. บางที พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสในฐานะที่เป็นผล ว่าเหมือนกับสระน้ำ สำหรับดื่มแก้ความร้อนความหิวกระหาย ; นี่เล็งถึงมรรค ผล นิพพาน ทางมันก็เดินไปที่นั่น เดินไปที่สระน้ำ. แต่แล้วทั้งหนทางและทั้งสระน้ำนี้ มันมีปัญหาอยู่มาก ตรงที่ว่าไม่มีใครจะเดินหรือไม่มีใครจะดื่มน้ำในสระนั้น. ทีนี้ เราก็มองดูพวกเราเอง ตัวเราเองด้วย ในสมัยนี้ คนไม่อยาก เดินทางนี้ หรือไม่อยากจะดื่มน้ำนี้ ; ไปถึงแล้วก็ไม่ดื่ม เพราะว่าไม่ รู้จักทั้งหนทาง ไม่รู้จักทั้งสระน้ำ. เรื่องเดินทางนี้เป็นเรื่องของยุคของสมัยก็มี, แล้วก็เป็นเรื่องของบุคคล โดยเฉพาะส่วนตัวเขาก็มี.ที่ว่าเป็นยุคสมัยนั้นก็อย่างสมัยวัตถุนิยมที่เคยพูดกัน มาแล้ว คือ สมัยนี้ คนเป็นทาสของวัตถุ หรือลุ่มหลงวัตถุอย่างวัตถุเข้าตา ก็เรียกว่า เป็นยุค เป็นสมัยที่คนไม่อยากจะเดินทางนี้ หรือไม่ดื่มน้ำนี้กันเป็นส่วนมาก ที่เรียกว่า เป็นยุควัตถุนิยม. แต่ถึงแม้ในยุคที่ไม่เป็นอย่างนี้ คือไม่ใช่ยุควัตถุนิยมนี้ แม้ใน ครั้งพุทธกาล ในประเทศอินเดียนี้ ซึ่งไม่ใช่ยุควัตถุนิยมเหมือนสมัยนี้ ก็ยังมีคนส่วน หนึ่งจำนวนหนึ่ง หรือบางทีจะเป็น ส่วนมากเหมือนกัน ที่ไม่ยอมเดินทางนี้ หรือ ไม่ยอมดื่มน้ำนี้; แม้ว่าจะมีคนบรรลุมรรคผลมาก ตามที่พูดกัน หรือที่ปรากฏอยู่ ในพระคัมภีร์ แต่ก็ดูยังมีคนอีกมาก ที่ทำตัวเป็นข้าศึกแก่พระพุทธเจ้าหรือแก่ธรรมะ ; ดูจะมากกว่าผู้ที่รู้จักเข้าใจ หรือยอมดื่มนี้มากมายหลายเท่า. นี้เรียกว่ายุคที่คนนิยมทาง จิตใจ แล้วก็ยังมีคนที่ไม่ยอมเดินไม่ยอมดื่ม ; ยิ่งมาถึงสมัยหรือยุคที่โลกกำลังนิยมวัตถุ ก็ยิ่งเป็นมากขึ้น. ปัญหามีขึ้นมาว่า เพราะเหตุใด? เพราะความยาก ความ งมง่าย หรือเพราะอะไร ?

น.417 ถ้าจะ มองกันให้ลึก เรื่องความยากความง่ายนี้ ก็มีความหมายพิเศษอยู่ อย่างหนึ่ง ซึ่งคนเรามักจะไม่ค่อยมองกัน. แต่คนโบราณเขามองกันมาก เขาจึง พูดว่ายาก ก็เพราะไม่อยากจะทำ ที่มันยากนั้นก็เพราะไม่อยากจะทำ เพราะมันผืน ความรู้สึก มันก็ไม่อยากจะทำ โดยเนื้อแท้แล้วมันไม่ยาก. นี่ขอให้เอา ไปคิดดู กันบ้าง พวกที่บอกว่ายาก ปฏิเสธว่ายาก; เช่นปฏิบัติ ธรรมะนี้เป็นของยาก การไปนิพพานเป็นของยาก ; นี่ก็รวมอยู่ในคำพูดนี้ ที่ว่ายาก เพราะไม่อยากจะทำ. ที่ไม่อยากจะทำนี้มันก็มีอยู่ ๒ นัย : คือว่า ไม่อยากจะทำ เพราะว่ากำลังหลงอะไรอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอร่อยแก่ความรู้สึกของเขา พอหัน มาทางนี้มันก็กลายเป็นของยาก ; อีกอย่างหนึ่ง ก็ยากเพราะไม่รู้, เพราะความรู้ ไม่พอ หรือเพราะไม่รู้ เพราะโง่. อยากเพราะไปหลงกินอะไรอยู่ก็มี อยากเพราะโง่ ไม่รู้จักสิ่งนี้ก็มี แต่รวมความแล้วมันก็ เป็นเรื่องอวิชชาด้วยกัน คือความไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร. ในเรื่องทั่ว ๆ ไป ก็ควรจะพิจารณากันอย่างนี้ว่า ความยากนี้มันอยู่ที่ ไม่ อยากจะทำ ไม่สนใจจะทำ มันก็เบื่อล่วงหน้า มันก็ยาก ; ถ้าอยากจะทำ ถ้าสนใจ จะทำแล้ว ก็ง่ายขึ้นมาเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์. ท่านจึงให้ปลูกความรู้ ความอยากจะ ทำนี้กันเสียก่อน ซึ่งเราจะต้องสนใจด้วยเหมือนกัน. สำหรับ ความยาก หรือความง่ายนี้ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัด; เพราะว่า คนไม่เหมือนกัน แล้วก็จะเหลือเพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคนเราอยากจะทำ มันก็ง่ายไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์, ที่เหลือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็เกี่ยวกับสติปัญญาความสามารถของคน ; แต่แล้วก็ไม่เหลือวิสัย เพราะว่าอย่างน้อยก็ต้องเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับความที่จะ เป็นไปได้ เพราะพออยากทำ ก็มี ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว. ทีนี้พอมีสติปัญญาอยู่อีกบ้าง มันก็ต้องเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นก็ควรจะเป็นไปได้ ในการทำในสิ่งที่ว่ายาก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต