น.382 หรือคำพูด จึงเกิดขึ้นใหม่ ๆ แปลกๆ ในรูปของภาษาธรรม คือภาษาที่ไม่ใช่ภาษา ธรรมดา เกิดขึ้นมากมาย, เป็นคำพูดทางธรรมทางภาษาธรรม ซึ่งเป็นสำนวนโวหาร อันลึกซึ้งทางฝ่ายภาษาธรรม. ผมจึงเห็นว่าควรจะรู้เรื่องนี้กันเสียบ้างตามควร จึงได้ให้หัวข้อเรื่องที่พูด ว่า สำนวนโวหารอันลึกซึ้งทางฝ่ายภาษาธรรม พร้อม ๆ กันไปกับการพูดถึงความเป็น ปึกแผ่นในการศึกษาค้นคว้าในทางธรรมทั่วชมพูทวีป ; ก็เลยมีเรื่องที่จะต้องเอามาเล่า เกี่ยวกับ ที่มาของเรื่องสุญญตาหรือความว่าง อีกเรื่องหนึ่งเพื่อเป็นตัวอย่าง ; เรื่อง มีมากเล่าไม่ไหว ต้องเล่าแต่เพียงบางเรื่องพอเป็นตัวอย่าง. เรื่องนั้นมีว่า คนที่อยู่ไกลแสนไกลหรือใต้สุด คือทางใต้ของอินเดีย เดินทาง ด้วยเท้า ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงภาคเหนือของประเทศอินเดีย เพื่อทูลถามปัญหา อย่างเช่น เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด คือเรื่องโสฬสปัญหา. ในพระไตรปิฎกของเรา ก็มีเรื่องเขียน ไว้ชัดว่าผู้ที่ไปทูลถาม ทำให้เกิด เรื่องโสฬสปัญหาขึ้นในพระคัมภีร์นี้ ไปจากตอนใต้ของ ประเทศอินเดีย อยู่ที่แถวแม่น้ำโคธาวารี. ไปเปิดดูแผนที่ประเทศอินเดียเสียบ้าง จะเห็นว่าแม่น้ำโคธาวารีอยู่ที่ตรงไหน. เขาเดินด้วยเท้าเปล่า ไม่มีรถไฟ ไม่มีอะไร เดินขึ้นไปจนถึงประเทศโกศลทางทิศเหนือ ของประเทศอินเดีย เพื่อถามปัญหา. คือ การเดินทางก็ไกลมาก อย่างน้อยก็ขนาดสงขลา ไปเชียงใหม่ ประมาณพันกว่าไมล์, หรือไกลกว่าสงขลาไปเชียงใหม่ จนอาจารย์ที่มี อายุมากเดินไปไม่ไหว เตรียมปัญหาให้ลูกศิษย์ที่ฉลาด ๆ ไปแทน เพื่อไปทูลถาม พระพุทธเจ้าถึง ๑๖ คน แต่ละคนก็ไปทูลถาม จึงเกิดเป็นเรื่องโสฬสปัญหาขึ้น. โสฬสปัญหาคือปัญหา ๑๖ เรื่อง, ๑๖ คนเกิดเป็นปัญหา ๑๖ เรื่องขึ้นมา เรียกว่าโสฬสปัญหา แล้ว ปัญหาที่มีชื่อเสียงที่สุด เป็นที่รู้จักคนมากที่สุด ก็คือปัญหา
น.383 ของลูกศิษย์คนที่ชื่อว่าโมฆะราชะ, เรียกกันสั้นๆ ว่า โมฆราช, เป็นศิษย์ที่ ฉลาดที่สุด ใน ๑๖ คนนั้น. พระพุทธเจ้าเห็นท่าทางคนนี้ฉลาด ทรงแกล้งกักตัว แกล้งถ่วงเวลา ไม่ตอบคำถามของคนที่ฉลาดที่สุดคนนี้ ถามก่อนก็ไม่ตอบ จนกระทั่ง ถึงวาระ ในลำดับใกล้คนสุดท้ายจึงทรงตอบ. ตอนนี้อยากจะขอบอกนิด ๆ หน่อย ๆ ว่า มีธรรมเนียมหรือมรรยาทอะไร ก็ตาม ที่ดีที่เขาใช้กันอยู่อย่างเคร่งครัดในพุทธกาล : จะถามอะไรกับใครก็ต้องขอ โอกาสก่อน ขออนุญาตที่จะถามก่อน ; เมื่อได้อนุญาตแล้วจึงจะถาม. แล้วนี่ จึงเป็นโอกาสที่พระพุทธเจ้าจะทรงกักตัวใครไว้ ยังไม่ให้ถาม ; อย่างนี้นับว่าเป็นมรรยาท ที่ดีของสุภาพบุรุษ ที่เขาจะต้องขอโอกาสถามเสียก่อน ได้อนุญาตแล้วจึงจะถาม. เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยมีมรรยาทชนิดนี้เสียแล้ว. การขอโอกาสถามไม่ใช่เพียงแต่มรรยาทดี, ยังเป็นวิธีการที่ดี คือทำอย่าง เป็นกิจลักษณะ. การทำอย่างเป็นกิจลักษณะนี้ทำให้เลือกเฟ้น ๆ เรื่องที่จะถาม ทบทวนใคร่ครวญกันอย่างดีที่สุดก่อน แล้วจึงจะถาม ; ไม่เหมือนคนสมัยนี้พูด พล่ามบ้าน้ำลาย ด้วยคำถาม, ถามเสียเรื่อย ถามเสียตะพึด ถามจนเคยชินเป็นนิสัย อยากจะถามเท่านั้น ; ไม่ใช่อยากจะฟัง อะไรนิดหนึ่งก็ถาม ไม่เคยยั้งคิดเป็นอย่าง ยิ่งเสียก่อนแล้วจึงถาม ; ลักษณะอาการเช่นนี้มันก็ยังเป็นอยู่มากมายแม้ในวัดเรานี้เวลานี้. คุณไปคิดเทียบกันดูว่า ที่เขาจะถามอะไรนั้นเขาต้องคิดมาก ; แล้วก็ต้องมีระเบียบควบคุม มรรยาท มันจึงมีผลดีกว่า ที่อะไรก็จะถามเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ถามเรื่อย ถามจนตอบ ไม่ทัน คนโต ๆ แล้ว เป็นนักธรรมะด้วย ไปทำอย่างนั้นไม่สมควร. เรื่อง มาณพ ๑๖ คน ที่ไปทูลถามพระพุทธเจ้านั้น ไปขอโอกาสพระพุทธเจ้า ก่อน ทรงเปิดโอกาสให้ถามไปตามลำดับบุคคลที่เห็นสมควร และก็ทรงกักตัวบัณฑิตหนุ่ม คนนี้ไว้จนเกือบถึงคนสุดท้าย จึงได้ถาม และ คำถามที่ว่าสำคัญที่สุด มีชื่อเสียงที่สุด
น.384 ก็คือคำถามที่ อยู่ในรูปของคาถา คือคำกลอนว่า สุญฺญโตโลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ; นี่เป็น คำตอบของพระพุทธเจ้า เรียกคำตอบนี้ว่าคาถา โมฆราช. เขาได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า :“ เราจะทำอย่างไร ความตายจึงจะไม่ พบกับเรา ? คำถามเป็นอย่างนี้. พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นคำพูดที่ร้อยกรองขึ้นไว้ว่า สุญฺญโต โลกํ อเวก- บสฺสุ โมฆราช สมา สโต - ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ เห็นโลกโดยความเป็น ของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด, อตฺตานุทิฏฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา - ถอนทิฏฐิว่า ตัวตนออกเสียให้หมดแล้ว ก็จะเป็นผู้อยู่เหนือมัจจุราช ; แกเอวํ โลกํ อเวกุขนฺติ มจจุราชาน ปฺสติ - เมื่อเห็นโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชย่อมไม่เห็นเธอ : เมื่อเธอ เห็นโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชย่อมไม่เห็นเธอ, หรือจะพูดเป็นกรรตุวาจก ก็ว่ามัจจุราช จะไม่มองเห็นเธอผู้เห็นโลกอยู่อย่างนี้. ลองสรุปใจความดูให้ดีว่ามีใจความอย่างไร; แล้วมีโวหาร อันลึกซึ้งอยู่ที่ตรงไหน ? เราไม่สนใจเรื่องอย่างนี้ เราจึงไม่เข้าใจกว้างขวางแตกฉาน จนจะพูดให้เป็น สำนวนโวหารที่ลึกซึ้งอะไรได้. ถ้าถามปัญหาว่าทำอย่างไร เราจึงจะไม่พบกันกับ ความตาย ? คุณคิดดูซิ มันเป็นโวหารเท่าไร มันเป็นโวหารที่ลึก ที่ผิดธรรมดาเท่าไร ? "ทำอย่างไรเราจึงจะไม่พบกันกับความตาย ?" เป็นโวหารอย่างยิ่ง แล้วก็ยังเป็นโวหารที่ ไพเราะ ; นี่คือเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าโวหาร. ทีนี้เราก็ดูต้นตอที่มาของคำถาม : ทำไมจึงถามปัญหาในรูปที่ว่า จะไม่ พบกับความตายได้อย่างไร ? ก็เพราะว่าเขาไม่ต้องการความตาย, ความตายเป็น
น.385 ภัยคุกคามอันใหญ่หลวง เป็นปัญหาทั้งหมดของชีวิต อย่างที่เราได้พูดกันมาแล้วใน วันก่อน ๆ. คนธรรมดาสามัญรู้จัก ความตายในแง่โลก แง่ธรรมดาสามัญ และ เต็มไป ด้วยความกลัว ; แม้ว่าไม่กลัวก็มีปัญหายุ่งยากในจิตใจ เป็นความกลัวอีกชนิดหนึ่ง คือ รู้สึกว่าความตายนี่รบกวน ทั้งที่ว่าไม่กลัว, เมื่อต้องการจะมีจิตใจชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีปัญหาชนิดนี้ ไม่มีการรบกวนชนิดนี้ จึงค้นเรื่องที่จะชนะความตาย ; ก็เป็น อันว่าค้นกันตั้งแต่เหนือจดใต้ เพราะคนอยู่ทางใต้ของอินเดีย ขึ้นไปทูลถามพระพุทธเจ้า ที่กำลังเสด็จอยู่ทางเหนือสุดของอินเดียที่แคว้นโกศล. นี่ก็แปลว่า คนมีปัญญาในยุคนั้น เขาค้นหาคำตอบเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความตายกัน ตั้งแต่เหนือจดใต้ ; อย่าง ประเทศไทยก็ต้องตั้งแต่สุไหงโกลคจดเชียงราย.๒ค้นกันแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่เหนือ ความตาย จึงได้เกิดเรื่องชนิดนี้ขึ้นมา เรียกว่าการค้นหาอมตธรรม. คนออกบวชส่วนใหญ่ก็ออกค้นหาอมตธรรม คือหาสิ่งสูงสุด อันหมายถึง ความไม่ตาย หรือสิ่งที่ไม่ตายหรือวิธีที่จะทำให้ไม่ตาย เรียกว่า "อมตธรรม" ; ถ้าหาได้แล้ว มีแล้วก็ไม่ต้องตาย จนพูดว่าบ้าที่จะไม่ตายกันเป็นการใหญ่, ดิ้นรน ขวนขวายทุกอย่างทุกทาง. พวกที่มีความคิดเลว ๆ ต่ำ ๆ ก็ทำอย่างคนโง่ คือบูชายัญ หรือทำบุญทำทานทำนองนั้น เพื่อตัวจะไม่ต้องตาย. พากันทำมากจนถึงกับฆ่าสัตว์ตัด ชีวิตเป็นการใหญ่ กระทั่งใช้คนบูชายัญ ใช้สัตว์ วัว ควาย ช้าง ม้า อะไรเป็นร้อย ๆ ; รายที่มีอำนาจมากก็ถึงกับใช้คนอีกนับร้อย เข้าไปอีก สำหรับฆ่าบูชายัญ. เรื่องบูชายัญนี้มีปรากฏอยู่ในเรื่องราวนั้น ๆ มากแห่ง ล้วนแต่เป็นความ ประสงค์ที่ตัวเองจะไม่ตาย และมักทำได้แต่ที่เป็นพระราชามหากษัตริย์ หรือผู้ที่มีอำนาจ มากจริง ๆ ที่จะเอาคนมาฆ่าบูชายัญได้ ตามคำแนะนำของเจ้าลัทธิ หรืออาจารย์ลัทธิ นั้น ๆ ; นี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับไม่อยากตาย.
น.386 แต่เรื่องของพระศาสดา ที่เป็นนักคิด มีสติปัญญา อย่างพระพุทธเจ้า หรือ อย่างสำนักที่ว่านี้ เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์บูชายัญ เขาใช้เรื่องทางธรรม อย่างที่เรียกว่า ทางปรัชญา ทางอะไรโก้ ๆ นี้ ; รวมความแล้วก็เป็นเรื่องทางจิตใจ เพื่อจะให้อยู่ เหนือความตาย ซึ่งเป็นชั้นสูง เป็นระดับสูง และยังมีลัทธิสอนขึ้นมา เป็นเรื่องตัวตน ที่บริสุทธิ์ ตัวตนที่ถาวร อยู่เป็นอนันตกาล. . พวกหนึ่งสอนอย่างนั้น ฝ่ายพระพุทธเจ้า ท่านสอนว่าทำลายความรู้สึกเรื่องตัวตนเสีย ก็จะอยู่เหนือความตาย. การค้นคว้า เดินไปคนละทางอย่างนี้ แต่ด้วยความหวังอย่างเดียวกันเลย คือเพื่อจะไม่ตาย. ทีนี้ก็สังเกตดูสำนวน โวหารของผู้ถาม ที่ว่าทำอย่างไรจะไม่พบกับความ ตาย? แล้วก็ดูสำนวน โวหารของผู้ตอบ : " ก็โดยเห็นโลกเป็นของว่าง" ; บรรทัดแรก เห็นโลกเป็นของว่าง, บรรทัดถัดมาก็ว่า " ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความสำคัญว่าตัวตนนี้ ออกเสียให้หมด" มีเท่านี้. เจน มันเป็นเรื่องเดียวกัน "เห็นโลกเป็นของว่าง" ก็ถอน ความคิดว่าตัวตนออกไปเสีย ; ถ้าความคิดว่าตัวตนมีอยู่ คือตัวตนมีอยู่ โลกนี้ก็ไม่ว่าง คือมีตัวตนอยู่. ถ้าจะมองโลกในแง่ที่เป็นของว่าง ก็คือมองให้เห็นชัดว่ามันไม่มี ตัวตน ; เลยด้วยเหตุนี้อรรถกถาต่าง ๆ จึงบัญญัติคำไว้ชัด, แม้ที่เป็นบาลีที่ไม่ใช่ อรรถกถา ที่เป็นบาลีเช่นปฏิสัมภิทามัคค์, andที่เป็นบาลีอยู่ในตัวพระไตรปิฎกเอง ก็อธิบายคำว่า "ว่าง" ไว้ชัดว่า " โลกนี้ว่างเพราะว่างจากตัวตน โลกว่างเพราะ ว่างจากสิ่งที่เป็นตัวตน" นี่เป็นคำบัญญัติ เป็นสูตรที่บัญญัติลงไป "โลกที่ว่าว่าง ก็เพราะว่างจากตัวตน". คำที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ที่เขาสรุปไว้ว่า "ดูโลกเป็นของว่าง, ถอน อัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นว่าตัวตนออกเสีย" ทำพร้อมกันไป ; แล้ว มีสติอย่างนั้นอยู่ ตลอดเวลา มีคำกำชับว่า "ตลอดเวลา" ด้วย.แม เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ ตลอดเวลา นั่นคือถอนอัตตานุทิฏฐิเสียได้, แล้วก็เป็นผู้อยู่เหนือความตาย. มจฺจุตฺตโร -
น.387 อยู่เหนือมัจจุคือเหนือความตาย ; อุตตระหรืออุดร ภาษาไทยว่าอุดร ภาษาบาลีว่า อุตตระ แปลว่ายิ่งหรือเหนือคือพ้น, มจฺจุตฺตโร ก็แปลว่า เหนือความตาย ; นี่เป็น สำนวนโวหาร. อยากจะขอร้องว่า อย่าไปดูถูกสำนวนโวหาร หรือการใช้สำนวนโวหาร ว่ามันเสียเวลา หรือเป็นเรื่องของคนพูดเพ้อเจ้อยืดยาว มันไม่ใช่อย่างนั้น ; เขาต้อง การให้โวหารนี้เป็นเครื่องประทับใจ และรักษาความรู้ รักษาอะไรไว้; ที่ดีกว่านั้น คือต้องคิด. สิ่งที่เรียกว่า โวหาร คือเป็นปริศนา อยู่ในตัวมันเอง ต้องคิด; ถ้าไม่ตี โวหารนั้นให้แตก คนนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไร. ฉะนั้นจึงต้องตีปริศนาหรือโวหารนั้นให้ แตกออกไปจึงจะรู้ว่ามันว่าอะไร, และจะอยู่เหนือความตายได้อย่างไร. เหนือความ ตาย หรือความตายหาเราไม่พบ มองไม่เห็นเรา, หรือ เมื่อความตายไม่เห็นเรา มัจจุราชจึงจะมองไม่เห็นเรา ; โวหารมันออกมาโดยลำดับจนเป็นเรื่องทาง บุคคลา- ธิษฐาน คือเรียกความตายว่าพญามัจจุราช เหมือนกับเป็นบุคคล เหมือนกับคนเรานี้ แล้วเที่ยวตามหาเรา ; แล้วเรามีวิชชาอันหนึ่ง ที่ทำให้มัจจุราชก็ตามหาเราไม่พบ ; นี่โวหารที่ออกมาจะเป็นเรื่องทางวัตถุ หรือทางกายหรือทางบุคคล แต่เนื้อแท้นั้นเป็น เรื่องทางจิตใจ. เราจะมีความรู้อย่างไร จึงจะไม่มีปัญหาเรื่องความตาย ไม่มี ความยุ่งยากลำบากเกี่ยวกับความตายอีกต่อไป ? เดี๋ยวนี้ความตาย เป็นปัญหามากมายหลายอย่าง หลายด้าน รบกวนจิตใจ ของเรา เราจะทำอย่างไร มันจึงจะไม่รบกวนจิตใจของเรา ? นี่คือยอดสุด จุดยอดของ
น.388 ปัญหาทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิต ที่ต้องการ survival คือว่า "อยู่", ความอยู่. ปัญหา ของมนุษย์ว่าทำไมจึงจะอยู่ คือไม่ตาย ? คำตอบมีว่าอย่างนี้ ต้องมีจิตใจอย่างนี้ จึงจะมี ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมว่าอยู่หรือไม่ตาย. อยู่ของอะไร ? อยู่ของธรรมะ หรืออยู่ของ อะไรอย่างหนึ่ง ; ไม่ใช่อยู่ของตัวกู - ของกู ในความรู้สึกที่เป็นตัวตน ตามความ รู้สึกนั้น ๆ ; ซึ่งเป็นความโง่ความเข้าใจผิดโดยไม่รู้สึกตัว และไม่อาจจะรู้สึกของมนุษย์ ธรรมดาสามัญ เขาจึงเรียกมันว่า อวิชชา คือความไม่รู้ที่เราไม่รู้อีกทีหนึ่ง. ความโง่ที่เราไม่รู้ จักคืออวิชชา ทำให้เราคิดว่ามีตัวเรามีตัวกู อยู่เพื่อ กามารมณ์ อยู่เพื่อของรักของชอบใจทุกชนิด ; อยู่เพื่ออย่างนี้ความตายเกิดเป็นปัญหา ขึ้นมารบกวนจิตใจ. ถ้าถอนอัตตานุทิฏฐิชนิดนี้เสียได้ ถอนความสำคัญรู้สึกคิดนึกว่า ตัวกูเสียได้ ก็เรียกว่าถอนรากฐานของความตาย ความตายไม่มีที่ตั้งที่อาศัย หรือไม่มาสู่ ห้วงนึก ห้วงคิด ที่จะรบกวนอีกต่อไป จึงจะหมดปัญหาเรื่องความตาย. หมดความ ยุ่งยากเกี่ยวกับความรู้สึกเรื่องความตาย เราก็สบายไปจนวินาทีสุดท้าย ที่เปลือกนี้ จะแตกดับไป; เปลือกนี้คือร่างกาย มันก็ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา ไม่เรียกว่า ความตาย. คนที่มีอวิชชาความไม่รู้ ไปเอาความตายที่ร่างกาย การแตกสลายของร่างกาย ว่าเป็นความตาย นั้นมันมีปัญหามาก แล้วมันทำพิษล่วงหน้า ; ถ้าเรามองเห็นตัวเราไม่มี เสียก่อน ความตายมันก็ ไม่มี. ถ้าจะพูดว่าตายโดยโวหารอีกอย่างหนึ่ง ก็ตายแห่งตัวกู เสียแต่บัดนี้ ทำลายหรือฆ่า ทำลายอัตตานุทิฏฐิ ความรู้สึกว่าตัวกูเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ให้ตัวกู มันถูกฆ่าตายเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ นี้เป็นสำนวนโวหารที่เตลิดเปิดเปิงไปอีกทางหนึ่ง. ตัวกู อวิชชานั้นถูกฆ่า ถูกทำให้ตายเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีอะไรตายอีก ต่อไป ชีวิตก็จะมีอยู่อย่างบริสุทธิ์ มีเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์, อยู่เป็นสุขจนกว่าเปลือกมัน
น.389 จะเน่า แล้วก็เลิกกัน. ตัวกูมันหมดแล้วตั้งแต่ขณะที่หมดกิเลส เหลือแต่เปลือกที่ บริสุทธิ์ คือร่างกายและจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความเป็นอยู่อย่างมีความรู้สึกสดชื่นไม่มีความ ทุกข์อยู่เสมอนี้ไปจนถึงวาระที่มันจะต้องเน่า. เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่มีปัญหาเรื่องความตาย หัวเราะเยาะความตาย แล้วก็ตายอย่างปิดสวิตช์ไฟฟ้า เหมือนที่เล่าให้ฟังเมื่อวันก่อน. คนที่ตายอย่างนั้นได้ ก็เพราะไม่กลัวความตาย ชนะความตาย ; จะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็นพระอรหันต์เขาก็พยายามที่จะตายอย่างนั้น เป็นการตายของเปลือกนี้; จะจัด ให้เปลือกคือร่างกาย หรือจิตใจที่ยังเหลืออยู่ ให้ดับไปโดยวิธีง่าย ๆ เหมือนปิดสวิตช์ไฟ. นี่ไปลองคิดดูซิ ว่ามันเป็นเรื่องสูงสุดของมนุษย์หรือไม่ ? จะเป็นเรื่องที่มี ประโยชน์หรือไม่ ? น่าสนใจหรือไม่ ? ลองไปคิดดู. สำหรับผมนี้ยอมบูชาว่าเป็นเรื่อง สูงสุดของมนุษย์ที่น่าสนใจที่สุด ที่มีความรู้ความคิดชนิดที่จิตใจมันทุกข์ไม่ได้ ทุกข์ไม่ เป็น มีความทุกข์ไม่เป็น ไม่รู้จักความทุกข์ ; ต่อจากนั้น เหลือจากนั้นเราจึงจะไป สร้างสันติภาพสันติสุขแก่เพื่อนมนุษย์ในโลก ได้โดยง่าย. ถ้าทุกคนมีความต้องการ อย่างนี้ โลกจะมีสันติภาพทันทีในตัวมันเอง. เดี๋ยวนี้โลกยิ่งไม่มีสันติภาพ ยิ่งไม่มีสันติภาพยิ่งขึ้นไปทุกที ก็เพราะว่าคน ในโลกไม่สนใจเรื่องนี้และไม่ต้องการตายอย่าง "ตัวกูตาย", ต้องการแต่จะเป็นทาสของ กามารมณ์หนักขึ้นไป ๆ ให้มีตัวกูมากขึ้นไป ๆ; เขาก็ทำไปด้วยความกลัวตาย อย่างที่ สรุปให้ฟังว่า " พวกกรรมกรก็กลัวตาย พวกนายทุนก็กลัวตาย ; ฉะนั้นกรรมกรกับ นายทุนจะต้องรบกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อตัวจะไม่ต้องตาย เพื่อที่จะชนะ. ถ้ามามองความตายกันเสียในรูปใหม่ รูปอื่น โดยสำนวนโวหารที่ถูกต้องนั้น จิตใจก็จะหยุดทันที จะหยุดบ้าคลั่งในการที่จะทำลายล้างกัน หรือว่าพูดกันรู้เรื่อง ; ตัวเองก็อาจจะปลีกตัวออกมาหาความสงบได้เป็นรายบุคคลไปเลย. เดี๋ยวนี้เขาคิดไปใน ทำนองที่ว่า จะกวาดต้อนเอาของน่ารัก น่าพอใจในโลกทั้งหมดมาเป็นของเรา, หรือ
น.390 มาเป็นพวกเรา, หรือว่า เราจะครองโลกเพื่อจะได้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด. ความมุ่งหมาย มันไปอย่างนี้ ๆ ความตายมันก็ยิ่งเป็นตัวใหญ่เต็มโลก ปัญหามันก็ขยายออกไปอีก, ขยายออกไปได้ ตามความต้องการของมนุษย์. มนุษย์มี ความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกูใหญ่ ออกไปเท่าไร ความตายมันก็ใหญ่ออกไปเท่านั้น จึงมีปัญหาชนิดที่มหึมา เป็น ปริมาณที่มากมาย จนไม่รู้จะใช้คำว่าอย่างไร ; โลกจึงไม่ประสบสันติภาพ. มาศึกษาเรื่องความตายชนิดนี้ในภาษาธรรมกันเถิด. เราจะเอาชนะความตายให้ได้ตามวิธี ”“ เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง" จากสิ่งที่น่ารักน่าเอาน่าเป็น, แล้วก็ทำไปเท่าที่มนุษย์จะเป็นอยู่ได้ในทางร่างกาย แล้ว ก็มีจิตใจที่เป็นความสงบสุขเยือกเย็นถึงที่สุดที่ดีกว่า. ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ไปละโมบใน เรื่องทางกายเป็นที่ตั้งของตัวกู มันก็ขยายปัญหาของความตายออกไปเท่ากัน ก็เลยเป็น เรื่องที่เรียกว่าบานปลายออกไปไม่สิ้นสุด ; ปัญหาของความทุกข์จะบานปลายออกไป ไม่มีที่สิ้นสุด. ให้รู้วิธีอยู่เหนือโลก เหนือความตาย ตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกัน เสียบ้าง : มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ถอนความเห็นว่าตัวตนออกเสีย ก็อยู่ไปตามธรรมชาติ พอเหมาะกับธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมชาติ จิตใจก็สบาย ; จิตใจสบายร่างกายก็ต้องสบาย ความตายก็ไม่มีความหมาย ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีปัญหา ; โดยเค้าใหญ่ ๆ มันเป็นอย่างนี้. หัวใจของพุทธศาสนาก็กล่าวไว้ในรูปของสำนวนโวหารอย่างนี้ ; คำกล่าว นี้มีความสำคัญอยู่ที่คำว่า ว่าง ได้แก่คำว่า สุญฺญฺโต - โดยความเป็นของว่าง. คำว่า " ว่าง" สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ไม่ว่าอย่างเถรวาทหรืออย่างมหายาน. ที่เรากำลังเอามาพูดอยู่นี้เป็นอย่างเถรวาท เป็นนิกายฝ่ายเราในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท
น.391 ไม่ใช่ฝ่ายมหายาน ; ประโยคนี้ หรือเรื่องที่เรียกว่าโสฬสปัญหานี้จะมีในฝ่ายมหายาน ไม่ได้ก็เป็นได้. ผมกล้าพูด ทั้งที่ไม่ได้ไปสำรวจพระไตรปิฎกทั้งหมดของฝ่ายมหายาน. เรื่องโสฬสปัญหานี้เป็นของฝ่ายเถรวาทแท้ ; แต่ว่าฝ่ายมหายานนั้นเขา มีหลักการ ที่จะเอาพระไตรปิฎกของเถรวาท ที่เป็นภาษาบาลีนั้น เอาไปแปลเป็นภาษา จีนโดยเฉพาะแล้ว เขาอาจเอาไปสมทบรวมอยู่ในตู้พระไตรปิฎกของฝ่ายมหายาน. คัมภีร์ฝ่ายเถรวาทเราส่วนมากหรือแทบทั้งหมดนี้ ที่มีอยู่อย่างนี้ไปมีอยู่เป็นภาษาจีน และรวมอยู่ในตู้พระไตรปิฎกฝ่ายมหายานก็ได้ ; เรื่องโสฬสปัญหาถ้าจะพลัดเข้าไป ก็ เข้าไปในลักษณะอย่างนี้. ที่เป็นฝ่ายมหายานแท้ ๆ ที่เขาแต่งร้อยกรองกันขึ้นสมัยเกิด มหายาน นั้นไม่มีเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เกิดในสมัยพุทธกาล ; คัมภีร์มหายานร้อยกรอง กันขึ้นใน พ.ศ. ตั้งเกือบพันหรือพันปีแล้ว. พุทธศาสนาอย่างเถรวาทหรือที่ถือกันว่าเดิมแท้นี้ ก็มีจุดสำคัญอยู่ที่เรื่อง ความว่าง : ความว่างนี้ก็เพื่อความไม่ตาย, ความไม่ตายนั่นคือนิพพานในความ หมายที่ว่าเป็นที่ตั้งอยู่ มีอยู่ เป็นที่ดับแห่งสังขารหรือความทุกข์หรือโลก. ที่นี้ อะไร ๆ ที่มันวุ่นวายเขาเรียก "สังขาร" หรือ " โลก "; พอไปถึงนิพพานก็เป็น จุดจบของมัน. นิพพาน ธรรมชาติมีไว้สำหรับ เป็นที่ดับที่หยุดที่จบของสังขาร ; สังขารคือของปรุงแต่ง การปรุงแต่ง ต้องปรุงแต่งด้วยความโง่ ปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว อย่างนั้นอย่างนี้ หลายซับหลายซ้อนจนได้มีความทุกข์เรื่อย ๆ ไป แล้วก็จะไปพบจุดจบที่ นิพพาน ที่ความรู้เรื่องความว่าง ว่างจากตัวตน. พอจิตเดินไปถึงความรู้ เรื่องความว่างจากตัวตน เรื่องต่าง ๆ ของจิตมัน ก็จบ ไม่ปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกู เป็นโลภะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสนานาชนิดขึ้น มาได้เลย ; เรื่องความว่างจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเราจะได้พูดกันต่อไปเรื่อย ๆ
น.392 ตามความเหมาะสม. แต่เดี๋ยวนี้ ให้รู้เสียทีว่ามันเป็นโวหารพูดที่ลึกซึ้ง สำหรับพูด เรื่องที่มันลึกซึ้ง เป็นของดีวิเศษที่สุดซึ่งต้องใส่ภาชนะที่สมควรกัน ; อย่างวัตถุ เช่น เพชรมีค่ามากที่สุด ก็ต้องมีภาชนะที่เป็นทองเป็นเงินเป็นอะไรรองรับให้มันเหมาะสมกัน. เรื่องหัวใจของพุทธศาสนาคือเรื่องความว่าง นี้ก็ ใส่ไว้ในภาชนะคือ โวหารพูดที่ลึกซึ้งที่สุด เช่นว่าคนเราจะอยู่เหนือความตาย หรือความตายจะหาเรา ไม่พบ ; เพราะว่า "เรา" มันไม่มี เพราะว่าเราได้ทำ "ตัวเรา" ให้กลายเป็นความ ว่างไป, ไม่มีตัวเราเสียแล้ว. ยังมีโวหารที่จะต้องรู้ไว้ จะต้องไม่ลืมเสียด้วยอีกอย่างหนึ่ง คือคำว่าโลก. จงดูโลก โดยความเป็นของว่าง ; คำว่า "ดูโลก" นี้ คนทั่วไปในสมัยนี้ ก็จะเข้าใจเอาทันทีว่า "ดูโลก" ดูโลก ก้อนโลกนี้ the globe โลกนี้หรือว่าโลกอื่นคือโลก พระจันทร์ โลกพระอาทิตย์ โลกพระอังคาร อะไรก็ตาม, ดูโลกนี้โดยความเป็น ของว่าง. เขาคงจนปัญญาที่จะดูให้มันว่าง แล้วก็เลยไม่สนใจ เห็นเป็นเรื่องครึกระบ้าบอ ของคนสองพันกว่าปีมาแล้ว เลยไม่สนใจก็ได้. คำว่า " โลกนี้" หมายอย่างนั้นด้วย ก็ได้ คือหมายถึงตัวโลกแผ่นดิน คอนกรีตของแข็งทั้งหมดนี้ก็ได้ ; แต่ยัง หมายถึงผล หรือปฏิกิริยาอะไรของมัน ที่เป็น เรื่องทางนามธรรม ทางจิตใจด้วยก็ได้ ; นั่นแหละคือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ในโลก โลกที่มีมนุษย์นี่ แล้วก็มีปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ ปัญหาทั้งหมดนั้นเรียกว่าโลกก็ได้. แล้วปัญหาทั้งหมดของมนุษย์นั้นไปรวมอยู่ที่คำพูดพยางค์เดียวว่า "ทุกข์". ทุกข์ คือความทุกข์ จึงมีพระพุทธภาษิตว่า โลกคือสิ่งเดียวกับความทุกข์. ในบางคราว ตรัสว่า ความทุกข์ บางคราวตรัสว่า โลก เป็นไวพจน์ เป็น synonym แก่กัน โดยตรง.
น.393 บางคราวตรัสเรื่องอริยสัจจ์ว่าโลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี การดับสนิท ของโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายนี้ที่ยาว วาหนึ่ง ซึ่งยังเป็น ๆ มีชีวิตอยู่. คุณไปคิดดูว่าฝรั่งจะเข้าใจว่าอย่างไร ? เขาก็คง เข้าใจว่าพูด nonsense , พูดบ้า ๆ บอ ๆ ว่า โลกนี้ทั้งหมดและเหตุให้เกิดโลกนั้นด้วย แล้วก็ความดับสนิทของโลกด้วย ทางให้ถึงความดับสนิทนั้นด้วย อยู่ในร่างกายซึ่ง ยาวเพียงวาเดียว, "จะมาเทียบกับโลกที่มันยาวกี่พันล้านว่า. ในที่นี้หมายถึงปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมดของ โลก มันสรุปอยู่ในคนที่ยาวเพียงวาเดียว เรียกเสียใหม่อีกอย่างหนึ่งว่า ความทุกข์. ทีนี้ ถ้าจะดูโลกเป็นของว่าง ก็ต้องดูหมดทั้งตัวโลก : แผ่นดินนี้ก็ว่าง ตัวโลกมนุษย์เป็นคนเป็นสัตว์นั้นก็ว่าง แล้วปัญหาทั้งหมดของชีวิตของทั้งหมดก็ว่าง แล้วยอดสุดของปัญหาทั้งหมดคือความทุกข์ก็ต้องเป็นของว่าง ; แม้แต่ตัวความทุกข์เอง มันก็เป็นของว่าง. อย่างที่เราพูดกันวันก่อนโน้นว่าใช้ spiritual judo วิธีลัดสั้นที่สุด ก็ดูกิเลสความทุกข์นั้นให้เป็นของว่างเสียได้ ปัญหาก็หมดลงทันที ; ถ้าความทุกข์เป็น ของว่างไปได้, ปัญหามันก็หมดลงทันที. ใช้วิธีที่ดีที่สุดของการต่อสู้คือมวยยูโดนี้ ทำความทุกข์ ให้เป็นความว่างเสีย ทำกิเลสให้เป็นความว่าง ไม่ต้องตั้งพิธีรีตอง ที่จะดับทุกข์ หรือละกิเลสให้มัน มากมายยืดเยื้อ ; เหมือนกับไม่รู้ว่า อีกกี่ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ ตั้งอธิษฐานไว้ว่า จะค่อย ๆ ดับทุกข์ ; นี้เป็นเรื่องของความโง่กี่มากน้อยก็ไปคิดดูเอาเอง. เพราะฉะนั้น ให้สรุปคำว่าโลกลงไปได้ในคำว่า "ทุกข์" หรือ ทุกข์ ในภาษาบาลี, ภาษาไทยว่าความ ทุกข์หรือทุกข์เพียงพยางค์เดียว.ศบ ต.คำพูดคำเดียวเท่านั้น คือทั้งหมดที่เป็นปัญหาของ มนุษย์ รวมทั้งตัวมนุษย์ด้วย ; พระพุทธเจ้าท่านมีหลัก มีวิธีพูด มี โวหารพูดอย่างนี้.
น.394 ทีนี้มีเรื่องน่าหวัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งนิทานของฝ่ายจีนที่เคย เล่ามาแล้ว แต่บางคนอาจไม่เคยฟังว่า : มีจักรพรรดิ์ที่มีอำนาจองค์หนึ่ง ให้ประชุม บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งประเทศมาสู่ราชสำนัก ให้เขียนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ให้ถูก ต้องและสมบูรณ์ที่สุด. นักปราชญ์หลายร้อยคนก็มาประชุมกันแล้ว ประชุมกันอีกเป็นปี ๆ พระจักร - พรรดิ์ถามว่า เสร็จหรือยัง ยังไม่เสร็จ ผัดเพี้ยนต่อไปอีก ; เสร็จหรือยัง ยังไม่เสร็จ เป็นปี ๆ กี่ปีก็ไม่รู้ ; ถึงวาระสุดท้ายที่ทำงานเสร็จ ก็มาเสนอเป็นข้อความ มี ๖ คำ พูด ว่า คนเกิด คนทุกข์ คนตาย, ๖ พยางค์เป็นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ตลอดกาล. นี่พอที่จะเรียกว่านักปราชญ์จริง ไม่ไปเก็บเรื่องขี้หมูขี้หมา สารพัดอย่าง มาเขียน ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นหน้ากระดาษ อย่างที่เราเรียนประวัติศาสตร์กันอยู่เดี๋ยวนี้. คุณอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เป็นหอบเป็นตู้แล้วก็จับใจความไม่ได้ ว่ามันมี แต่เรื่อง คนเกิดมาในโลก แล้ว ทุกข์ ทรมานอยู่ กว่าจะตายลงไป มันมีเท่านี้ ; จะไปอ่านประวัติศาสตร์ชนิดไหนตั้งแต่ยุคหินมาจนยุคกลาง ถึงยุคปัจจุบันนี้ก็มีอยู่เท่านี้ ; นี่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในทางฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างนี้. ถ้ารู้ประวัติศาสตร์อย่างนี้ แล้วจะช่วยให้โลกมีสันติภาพเร็วที่สุด. ถ้าไปเรียนประวัติศาสตร์อย่างที่เรียนกันเดี๋ยวนี้ เรื่องความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่มีโอกาสที่จะทำโลกนี้ ให้มีสันติภาพ. วิชาประวัติศาสตร์ ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วโลกเวลานี้ ก็นำไปสู่ความไม่ สิ้นสุดของความทุกข์ ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ ; แล้วเขาก็พูดอย่างโง่ ๆ ว่า วิชาปรัชญา วิชาประวัติศาสตร์ เรียนแล้วเป็นดุษฎีบัณฑิต เพื่อทำโลกให้มีสันติภาพ. ผมว่านั่นเป็น คำพูดที่บ้าบอที่สุด เพราะไปรู้ปรัชญาหรือประวัติศาสตร์ในรูปนี้ มันก็ต่อความยาว
น.395 สาวความยืดออกไปนอกลู่นอกทาง จนไม่พบกับสันติภาพแน่ กล้าท้าไว้อย่างนี้. ลองไป เรียนประวัติศาสตร์ของนักปราชญ์จีนชุดนั้น ที่เขียนไว้เพียงหกพยางค์ ; แล้วก็ไปสรุป อยู่เป็นคำพูดคำเดียวของพระพุทธเจ้าว่า โลกคือทุกข์ ทุกข์คือโลก นี่ก็หมดเรื่อง จบเรื่อง, ทำโลกนี้ให้มีสันติภาพได้. นี่โวหารของคำพูดเป็นอย่างไร ? แล้วโดย เฉพาะคำพูดในทางพุทธศาสนาที่ใช้พูดแก่เรื่องที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา มีสำนวน โวหารอย่างไร ? วันนี้ก็เสียเวลากันทั้งชั่วโมงเพื่อพูดถึงความหมายของคำพูดว่า สำนวนโวหาร เพียงคำเดียว เวลาของเราก็หมด.
น.396 การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ๒ กันยายน ๒๕๑๒ วันนี้ที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นวันที่ ๓๖ ของ ระยะกาลเข้าพรรษา. การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ซึ่งเป็นการรวบยอดของการ บรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มาหลายครั้งด้วยกัน. เราได้พูดกันถึง การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง การยกผลงานให้ ความว่างทุกอย่างสิ้น การกินอาหารจากคลังของ ความว่าง การรู้จักตายให้เสร็จเสียในตัวแต่หัวที่. ได้พูดมากที่สุดถึงเรื่อง ความตาย กับสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ ความไม่ตาย แล้วก็ ความปนกันยุง โดยโวหาร ที่ใช้พูดจาอยู่ในโลกนี้ และโดยเฉพาะในวงของ พุทธบริษัท ซึ่งบางคราวหรือบางพวกก็พูดอย่างโวหารชาวบ้านในภาษาคน, บางคราว ก็พูดโวหารพระอริยเจ้าหรือผู้รู้โดยภาษาธรรม มันจึงเกิดการสับสน แก่ผู้ที่ไม่เคยรู้เรื่อง มาก่อน แล้วมาฟังคราวเดียวพร้อม ๆ กัน ; หรือว่าผู้พูด ๆ ด้วยภาษาธรรม ผู้ฟัง ๆ ด้วยภาษาคน และบางทีก็พูดด้วยภาษาทั้งสองนั้น. ๓๗๑
น.397 แม้แต่ในพระพุทธภาษิตเอง บางคราวพระพุทธเจ้าก็ตรัสด้วยภาษาธรรมดา สามัญ, บางคราวก็ตรัสด้วยภาษาสำนวนโวหาร ตามวิธีพูด ซึ่งอยากจะพูดชนิดนั้น ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ; เช่นเพื่อสะดุดใจ เพื่อเร้าความสนใจ เพื่อจำง่ายก็มี ; แม้ที่สุดแต่เพื่อตอบคำถาม ที่เขาถามมาด้วยโวหารชนิดนั้นก็มีอยู่มาก. เหมือนเรื่อง เมื่อวานนี้ ที่ว่าด้วย การอยู่เหนืออำนาจของความตาย เป็นปัญหาที่มีผู้มาถาม ; เดี๋ยวนี้เราอยากจะตัดบท หรือว่าอยากจะรวบเอาใจความทั้งหมด มาพูดเป็นคำ ๆ เดียว หรือเป็นเรื่องเดียว. คำว่า "เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง" นี้ก็ เป็นสำนวนโวหาร ประเภท negative. เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง คือไม่มีอะไร หรือไม่เอาอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เป็น อะไร ตรงกับบรรทัดสุดท้ายของคำกลอนสี่บรรทัดนั้นว่า "ตายเสียก่อนตาย". ถ้าเข้าใจดีเรื่องตายเสียก่อนตาย จะเข้าใจได้ทันทีเรื่องเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง และมัน เนื่องจากเป็นคำพูดของชาวบ้าน พูดกันสืบ ๆ กันมา สอน ๆ สืบกันมา เรียกว่า เป็นสมบัติของชาวบ้านนอกด้วยเหมือนกัน. คนแก่แต่ โบราณภาคใต้นี้ รู้จักพูด ประโยคนี้ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจที่สุด ; ถ้าพูด อย่างชาตินิยมก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดของมนุษย์บ้านนอกแถบนี้ถิ่นนี้ ที่รู้จักพูดว่า ความงามมีอยู่ที่ซากผี ความดีอยู่ที่การสละ ความเป็นพระอยู่ที่ความจริง นิพพาน อยู่ที่ความตายเสียก่อนตาย. บรรทัดสุดท้าย ว่า นิพพานคือตายเสียก่อนตาย เป็นคำที่สำคัญที่สุด และเป็นของคนบ้านนอกภาคใต้ ต้องใช้คำว่า “ภาคใต้" ดูจะดีกว่า พูดด้วยสรุปข้อความทั้งหมดในพระพุทธศาสนาออกมาได้อย่างนี้. เมื่อฟังดูถึงคำที่พูด ก็ดูคล้ายกับว่าอุตริพูด พูดอย่างอุตริ พูดอย่างเล่นลิ้น ; ยิ่งคนสมัยนี้ฟังแล้วด้วย จะยิ่งมีความรู้สึกว่าพูดอย่างเล่นลิ้น พูดอย่างอวดดี อวดรู้อะไร
น.398 การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ๓๗๓ ทำนองนั้น. แอก แต่ถ้าเป็นอย่าง สมัยโบราณ แล้ว ก็ เป็นการพูดที่ดีที่สุภาพที่ธรรมดา สามัญ ไม่ใช่เล่นลิ้น ; เพราะคนผิดกันระหว่างคนสมัยนี้เดี๋ยวนี้ ที่มีการศึกษาอย่างนี้ กับคนสมัยโน้นที่มีการศึกษาอย่างโน้น เป็นอยู่อย่างโน้น. ไหน ๆ ได้พูดแล้วก็ขอพูดอีกหน่อยให้ตลอดว่า การที่พูดว่า " ความงามอยู่ ที่ซากผี” นี้ไม่ใช่เล่นลิ้น หรือประชดใครสักคนหนึ่ง ; แต่ เป็นการสรุปคำแนะนำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชนิดที่ ให้ดูอะไร ให้ลึก มีความหมายลึก. " งามอยู่ที่ซากผี" นี้มันก็ตรงข้ามกับ งามอยู่ที่เขียว ๆ แดง ๆ สวยๆ อย่างที่เขางาม ๆ กัน ; เพื่อจะท้าว่า นี้มันงามกว่า, ที่ซากผีนี้มันมีงามกว่า มันจริง มันมีประโยชน์, หรือมันน่าดูกว่า ; ไม่หลอกลวงเหมือนความงามที่มนุษย์กำลังหลงบูชากันด้วยการประดับตกแต่งฉาบย้อม. ที่พูดว่า ดีอยู่ที่เสียสละ อยู่ที่สละนี้ เป็นคำพูดที่ถูกที่สุด แต่มันไม่ตรง เหมือนกับที่ คนเดี๋ยวนี้เขาถือกันว่าดี หรืออยากจะดี คือเอาหรือได้; คนเดี๋ยวนี้ เขาถือว่า ได้คือดี, พวกโน้นพูดว่าดีอยู่ที่ ไม่เอา ไม่รับเข้ามาหรือเสียสละออกไป. พระอยู่ที่จริง ก็หมายว่า อย่าเอาพระที่คนนุ่งห่มเหลืองโกนหัวอยู่ตามวัด ; ให้เอาพระอยู่ที่จริง คือพูดจริงทำจริง อะไรก็จริงไปหมด พระอยู่ที่จริงเป็นอย่างนี้. นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย เมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ หรือใครก็ได้ ถ้าสามารถที่จะตายเสียก่อนตาย. นี้ก็เป็นปัญหา หรือว่าเป็นคำตอบพร้อมกันอยู่ในตัว ในคำพูดนั้น, คือจะทำอย่างไรได้ก็ทำ ทำให้มันเหมือนกับตายแล้วตั้งแต่ก่อนเข้าโลง ก่อนแต่จะถูกจับใส่โลง ; หมายความว่า ที่นี่เดี๋ยวนี้เวลานี้ตายแล้ว. กบ นี้เป็นภาษา ที่ประหลาดที่สุดลึกซึ้งที่สุด หรือว่าน่าสนใจที่สุด เพราะเขายืนยันอยู่ว่า ตายเสียก่อน ตายนี้ หมายความว่ามีชีวิตอยู่ คือต้องอยู่เพื่อประโยชน์แก่การเสวยความสุขของ นิพพาน.
น.399 ก็อาจจะมีคนบางคนที่โง่เกินไป จนคิดว่าให้ฆ่าตัวตายเสียก่อนแต่จะถึงเวลา ตายจริง แต่แล้วก็ไม่มีใครกล้าทำ. เมื่อเขาไม่เข้าใจอย่างถูกต้องก็เกิดความคิดว่า ใครเป็นคนสอนอย่างนี้ ; แล้วประณามคนที่ว่าเป็นคนบ้า แล้วก็ไม่สนใจคำพูดของคนบ้า ก็ไม่ต้องถึงกับไปฆ่าตัวตาย. ที่แม้ว่าจะมีคนหัวอ่อนเชื่อง่ายศรัทธาจริง ๆ ฟังผิดความ หมายแล้วคิดจะฆ่าตัวตาย ; อย่างนี้มันก็คงหายาก ถ้ามีก็เป็นคนบ้าอีกเหมือนกัน. ฉะนั้น ต้องคิดตีปริศนา, เขาเรียกว่าตีปริศนา ไขปริศนา แก้ปริศนาเหมือนกับคิดลายแทง ว่าตายเสียก่อนตายนี้ทำอย่างไรกัน ; ก็คิดอยู่เรื่อยไป ในที่สุดก็พอจะเข้าใจได้. นี่ขอให้มองเห็นสักอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เราถิ่นหนึ่ง ๆ ก็มีอะไรของตัวเป็น แบบฉบับของตัว ในการคิด การพูด การทำ หรือการสอน. สำหรับภาคนี้ก็มีอยู่อย่างนี้ ที่ได้ยินคนโบราณพูดมา, ภาคอื่นก็มีอยู่อย่างอื่น ; แม้ภาคอีสานก็มีอย่างสูงสุด ที่มี ทัน ๆ กับคำพูดชนิดนี้ ในเรื่องประจำถิ่นของเขา ซึ่งเคยเอามาพูดกัน อธิบายอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน ; เราเรียกว่าชุด "เสียวสวาท" คือคนพูดจาซักถามกัน. ทีนี้ เราอยากจะพูดกันเรื่อง "ตายเสียก่อนตาย" ซึ่งเป็นสมบัติของมนุษย์ ภาคใต้ สร้างขึ้น ประดิษฐ์ขึ้น เป็น ที่สรุปรวมของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ว่า สอน ให้ตายเสียก่อนตาย ให้รู้จักตายเสียก่อนตายเท่านั้นเอง ไม่ต้องอธิบายอะไรอีก. ถ้าทำได้มันก็จะให้ผล แล้วก็รู้จักประโยชน์ของมันทันที ว่าคนที่เป็นอยู่อย่างตายแล้วนี้ จะเป็นอย่างไร, จะมีประโยชน์อย่างไร ; นี่เป็นสำนวนโวหาร. ขอให้จับหลักให้ได้สักอย่างหนึ่งว่า ถ้าพูดเป็นสำนวนโวหารแบบนี้ แล้วละก็ จะอยู่ในรูป negative เสมอ เพราะถ้าพูดอย่าง positive มันเป็นเรื่องตรง ไปตรงมา มันก็ไม่เป็นปริศนา ไม่เป็นสำนวนโวหาร ; ถ้าจะพูดอะไรให้เป็นปริศนาเป็น สำนวนโวหารลึก มันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะพูดในรูป negative คือกลับตรงกันข้ามกัน
Buddhadasa