Buddhadasa.org

ความหมายอันสับสนระหว่างความตายกับความอยู่

สุญญตาปริทรรศน์ —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.364 ความหมายของความไม่ได้อยู่. ถ้าได้อยู่ก็คืออยู่ ถ้าไม่ได้อยู่เราเรียกว่าตาย. ความ รู้สึก ๒ อย่างนี้เป็นต้นตอของความรู้สึกต่าง ๆ ที่เป็นคู่ ๆ ในทาง positive และ negative เรื่อยมา. มนุษย์มีปัญญามีความรู้บัญญัติคำขึ้นใช้ก็มีคำเกิดขึ้น ; แต่สำหรับสัตว์มัน ไม่มีภาษาพูด ไม่ได้บัญญัติคำ มันก็มีแต่ความรู้สึก, แต่ความรู้สึกของมันก็เหมือน ๆ กัน คือเป็น positive และ negative คือ ได้ กับไม่ ได้ ; ได้ก็คือความอยู่ ไม่ได้ก็คือ ความตาย. สัตว์รู้สึกในความอยู่และความตายได้เหมือนกัน มันจึงกลัวตายเหมือนกัน เพราะมีสัญชาตญาณดั้งเดิมอันสำคัญกล่าวคือ ความอยากอยู่, ความอยากจะยังคงอยู่ ความยังคงมีตัวเราอยู่, เป็นเรื่องสำคัญทั้งหมดของสัญชาตญาณ อย่างที่ได้พูดกัน วันก่อนแล้ว, ขอย้ำอยู่เสมอว่าให้นึกถึง ความอยากจะคงอยู่ ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของ ปัญหาทั้งหมด. เราไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะที่ซิกมันฟรอยด์หรือใครที่เขาพูดว่า : "กามารมณ์นี้มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าทั้งหมด เป็นที่มาของทุกเรื่อง" ; นี่เพราะพูดอย่าง ชาวบ้าน ไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาก็พูดไปในแนวของภาษาคน คนธรรมดา, ภาษาคน ที่ลึกไปกว่ากามารมณ์ คือความมีตัวฉันอยู่ ความอยากมีตัวฉันอยู่. กามารมณ์เป็น เรื่องที่แฝงอยู่กับความอยากมีตัวฉันอยู่. ปัญหาเรื่อง "ฉันอยู่" นี้จึงเป็นปัญหา ยิ่งกว่าเรื่องกามารมณ์, มีกำลังยิ่งกว่ากามารมณ์ ; เหมือนกับที่พูดว่าพวกพรหมก็ยิ่ง กลัวตาย เพราะยิ่งอยากอยู่ยิ่งกว่าพวกอื่น เพราะพบความสุขสบาย ชนิดที่ดีที่สุดก็อยาก อยู่ยิ่งกว่าพวกอื่น. ลองเปรียบเทียบกันดูอย่างนี้ก็ได้ว่า ความรู้สึกทางกามารมณ์ที่รุนแรงก็ ยังสู้ความรู้สึกที่เกี่ยวกับตัวกูไม่ได้ ; เช่นว่า พอเรื่องตัวกูมันถูกกระทบกระเทือน ตัวกู - ของกูมันถูกกระทบกระเทือน กามารมณ์ก็หายไป เช่นความละอายมันเกิดขึ้น ในขณะนั้น ความรู้สึกทางกามารมณ์ก็หายไป ; การประกอบกิจกรรมทางเพศทำไม่ได้

น.365 ในเมื่อมีคนมองดูอยู่ ผู้นั้นจะรู้สึกละอาย. อย่างสัตว์เดรัจฉาน มันไม่รู้สึกละอาย มันก็ ทำไปได้ ; แต่มนุษย์มีความรู้มีความคิด มีอะไรบัญญัติกันขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าเป็น สิ่งที่น่าละอาย ; เมื่อความละอายเกิดขึ้น ความรู้สึกทางกามารมณ์ก็หายไป. ความรู้สึกทางตัวกูมันแรงกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เช่นเกี่ยวกับ กามารมณ์ของผู้หญิงผู้ชายก็ตาม ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งถูกสบประมาท โดยเฉพาะสบประมาท ทางพ่อแม่พี่น้องอย่างนี้ความรักหรือกามารมณ์มันก็หายไป. อย่างเช่นคู่รักที่เป็นยอดสุด ชีวิตจิตใจอะไรกันก็ตามแต่ที่จะเรียกกัน ; พอเกิดดูถูกกันทางพ่อแม่ขึ้นมาเท่านั้น ความรู้สึกรักหรือรู้สึกทางกามารมณ์นั้นจะหายไป อาจจะตบหน้าคนรักที่เคยสุดสวาทขาด ใจได้ทันที. นี่ความรู้สึกทางอัสมิมานะ หรือทางตัวกูมันแรงกว่าความรู้สึกทางกามารมณ์ มันจึงมีเรื่องอย่างนี้. หรือพอเกิดกลัวตายขึ้นมาเท่านั้น ความรู้สึกทางกามารมณ์ก็หนี กระเจิดกระเจิงไปไหนก็ไม่รู้. มีนิทานเป็นจำพวกเกร็ดหรือปกิณณกะ เล่ากันอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า อโศก และน้องชาย หรือหลานชายของพระเจ้าอโศก ชื่ออะไรก็อย่าเอาเป็นสิ่งสำคัญ ชื่อวีตโศก หรืออะไรก็สุดแท้ ไม่สำคัญที่ชื่อ. คนนั้นเกิด สงสัย ขึ้นมาว่า พวกพระที่มี ชีวิตอยู่อย่างบรรพชิตนั้น จะละความรู้สึกทางเพศได้อย่างไร ? เพราะว่าตัวเขานั้น เพียงแต่เห็นสัตว์ประเภทเนื้อ กวาง ทราย กระทำกิจกรรมระหว่างเพศกันอยู่ในบ่า เขาก็ ยังมีความกำหนัด ; ส่วนพวกพระจะรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับความกำหนัด ที่พูดว่าจะหมด ความกำหนัดนั้นไม่อยากจะเชื่อ พระเจ้าอโศกผู้มีอำนาจจึงส่งเจ้าองค์นี้ ไปอยู่ ในคุกทรมาน ; ในสมัยนั้น ก็มีคุกทรมาน ซึ่งเหมือนกับนรกในภาพเขียนตามฝาผนังโบสถ์ทุกชนิด บางทีนรกตาม ฝาผนังโบสถ์คงมีมูลมาจากเรื่องนี้. คล้าย ๆ กับว่าจะเอาตัวไปลงโทษในคุกทรมาน

น.366 สักระยะเวลาหนึ่ง ; แล้วก็ไปเอาตัวกลับมา ถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง เมื่ออยู่ในคุก ทรมาน หรือกำลังจะต้องรับการทรมานเช่นนั้น ? ความรู้สึกทางกามารมณ์เป็นอย่างไร ? น้องชายคนนั้นเลยนึกได้หมด ว่า ความรู้สึกทางกามารมณ์เกิดไม่ไหว แม้ว่าจะมีการ เปลือยกายหรืออะไรในคุกทรมานนั้น ถูกกระทำอย่างทารุณมันก็ไม่รู้สึก เพราะว่าความ ตายมันมาชะเง้อมองอยู่. พระเจ้าอโศกก็บอกว่านั่นแหละ เหมือนกันกับ ภิกษุผู้ปฏิบัติ ในศาสนานี้ เมื่อมองเห็นความตายอย่างชัดแจ้ง มองเห็นความหมายของความตาย ; เห็นโทษ ทุกข์ของความตายอย่างชัดแจ้ง เหมือนกับมันมาชะเง้อมองอยู่ แล้วกามารมณ์จะ ครอบงำภิกษุเหล่านั้นได้อย่างไร. นี่คือคำตอบ ว่าทำไมภิกษุจึงไม่รู้สึกกำหนัดแม้ เมื่อเห็นเนื้อทรายประกอบกรรมระหว่างเพศอยู่ตามป่า ที่ภิกษุอาศัย. ตรงนี้ควรจะนึกถึง วิธีสอนธรรมะของคนฉลาด นี้ว่า เขาไม่ได้พูดกันแต่ปาก ; เขาส่งไปให้ประสบเข้ากับอะไร อย่างไรอย่างหนึ่ง แล้วมันรู้ขึ้นมาเอง ; เรามัวแต่ สอนกันแต่ปากจึงรู้กันลำบากอย่างนี้. เมื่อความตายคุกคามอยู่ ความรู้สึกทางกามารมณ์ ก็หนีกระเจิดกระเจิงไปเอง กระจัดกระจายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ; ความหมายของความตาย หรือเมื่อเกิดรู้สึกเป็นของโสโครกขึ้นมา ความรู้สึกระหว่างเพศก็หายไป, หรือรู้สึก เป็นเหมือนมีเชื้อโรคขึ้นมา ความรู้สึกทางเพศก็หายไป. สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เห็น ๆ กัน อยู่นั้นก็พอจะรู้สึกได้ ว่าความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวกู มันมากกว่าที่เห็นแก่กามารมณ์ ; พอรู้สึกว่าโสโครกหรือมีเชื้อโรคขึ้นมาเท่านั้น กามารมณ์มันก็หายไปได้. ความกลัวมันก็หมายถึงความไม่อยากตาย ; ? ฉะนั้น ความตายมีอำนาจ มีกำลัง มีปัญหา ยิ่งกว่ากามารมณ์ จึงอยากให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความตายให้มากออกไป ๆ ว่าเราอยู่ได้นั้นเพราะอำนาจของความอยากอยู่หรือไม่อยากตาย ; ไม่ใช่อำนาจของความ

น.367 หวังในกามารมณ์ ซึ่งมันเป็นเรื่องเล็ก. มองดูในแง่ของความตายมีอยู่ อย่างนี้มีลักษณะ เป็น negative , ความอยู่มันตรงกันข้ามจึงเป็น positive . ตลอดเวลาที่มันเป็น negative positive อยู่ ปัญหาก็ยังมีอยู่เรื่อย ; เพราะฉะนั้นจิตใจต้องสูงอยู่เหนือความหมายของ คำว่า "เกิด" กับ "ตาย" จึงจะเรียกว่าที่สิ้นสุดของความทุกข์. ถ้าไม่เช่นนั้น ยังไม่ใช่ ความดับทุกข์ที่สิ้นสุด มันเพียงแต่กลับไปกลับมา. มนุษย์มีความรู้สึกมากขึ้น ๆ ในเรื่อง negative positive นี้ แล้วก็แรงขึ้นจน รู้จักพูด รู้จักบัญญัติ เกี่ยวกับความหมายของคำ ๒ คำนี้; ส่วนสัตว์มีแต่ความรู้สึก ฉะนั้นปัญหามันก็ไม่มีมาก เพราะไม่ได้เป็นนักภาษาเหมือนมนุษย์ มันก็กลายเป็นเรื่อง ตามธรรมชาติธรรมดาสามัญ ผ่านไป ๆ ได้ตามธรรมชาติ ; สำหรับมนุษย์นี้ไม่เป็น อย่างนั้น มนุษย์มีสติปัญญามากก็เลยคิดมาก คิดมากจนเกินจำเป็น กลายเป็น นักคิด. ถ้าความคิดมันเป็นไปไม่ถูกทางมันก็เพ้อเจ้อ คิดจนตายแล้วตายอีก, ตายแล้ว ตายอีก มันก็ไม่พบจุดจบของความทุกข์ ; ฉะนั้นระวังให้ดี ผู้ที่ชอบคิดหรือเป็นนักคิด, ระวังให้ดี ; อย่าให้มันเดินหรือไหลไปในลักษณะที่ไม่รู้จักจบ ในทิศทางที่ไม่รู้จักจบ. เราต้องรู้จักสิ่งที่จะเอามาคิด วัตถุสำหรับคิด คือสิ่งที่จะเอามาคิด, แล้วก็ต้อง รู้จักวิธีที่จะคิด มันจึงจะไปสู่จุดจบของปัญหา หรือของความทุกข์. เดี๋ยวนี้เราไปเอาอะไร ไม่รู้มาคิด เพราะว่าตกอยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์ เป็นเรื่องของกามารมณ์ไปหมด ; หรือเอามาคิดก็ไม่ถูกวิธี จึงไม่นำไปสู่จุดจบของความทุกข์. เราคิดกันแต่ในทางที่ จะเอา จะได้ จะเป็น เพื่อจะได้เป็นทาสของมันให้มากขึ้น. อย่างเอาเรื่องกามารมณ์มาคิด นี่ก็ตกอยู่ใต้อำนาจกามารมณ์. แล้วเอาเรื่อง กามารมณ์มาคิด ก็คิดไปแต่ที่จะเป็นทาสกามารมณ์โดยไม่รู้สึกตัวอย่างยิ่งๆ มากขึ้นเท่านั้น, แล้วมันจะจบได้อย่างไร จนเป็นทาสของกามารมณ์ จนเป็นทาสของความคิด. คำว่า

น.368 " เป็นทาสของความคิด" อาจจะไม่มีในภาษาพูดธรรมดาของนักศึกษาในสมัยปัจจุบัน ; แต่ทางภาษาธรรมะทางภาษาศาสนามีมาก เขารู้จักกันดีและเขากลัวมัน, กลัวที่จะ ตกเป็นทาสของความคิด ซึ่งทำให้เสียเวลาหรือตายเปล่าก็ได้. ฉะนั้นเราต้องหยิบเรื่อง ที่จะมาคิดให้ถูกต้อง และคิดให้ถูกวิธี : มีความถูกต้องในการเอาเรื่องมาคิด แล้วคิด ให้ถูกต้องมีความถูกต้องในการคิดด้วย. สำหรับผู้ที่ไม่เคยพึ่งก็อยากจะพูดเสียเลยว่า คิดให้ถูกต้อง ได้แก่ (๑) มันคือ อะไร ? (๒) มันมาจากอะไร ? (๓) รสอร่อยหรือความเป็นเหยื่อล่อของมัน ความเป็น เหยื่อล่อมนุษย์ รสอร่อยของมันเป็นอย่างไร ? (๔) พิษร้ายอันตรายของมันคืออะไร จากสิ่งเดียวกันนั้น ? (๕) วิธีที่เราจะชนะมันคืออย่างไร ? คือวิธีที่เราจะพ้นจากอันตราย ของสิ่งนี้ หรือเรียกว่าวิธีที่เราจะชนะมันคืออย่างไร ? ทบทวนอีกทีหนึ่ง ว่ามันคืออะไร ? มันมาจากอะไร ? รสอร่อยของมันคือ อะไร ? และอันตรายของมันคืออะไร ? และวิธีที่เราจะชนะมันคืออะไร ? รวมเป็น ๕ เรื่องด้วยกัน. ข้อที่ ๑ มันคืออะไร ? ข้อแรกก็แทบไม่รู้แล้ว ยังตอบปัญหานี้ไม่ได้ ไม่ถูก เพราะมองไปในแง่ที่ไม่ถูกวิธี แล้วไปมองเตลิดลึกเข้าไปในทางที่จะไม่พบคำตอบ หรือคำตอบนั้นจะพบเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์. ข้อที่ ๒ พอมาถึงปัญหาที่ว่า มันมาจากอะไร ? อีกทีหนึ่งแล้ว มันยิ่ง ไปกันใหญ่ ยิ่งลึกลับเข้าไปในดงของความมืด มันคิดไม่ถูกวิธี คิดอย่างวิธีปรัชญาสมัยนี้ จะไปรู้ได้อย่างไรว่ามันมาจากอะไร ? มีเหตุผลอย่างไร ? มันก็ไปกันใหญ่ ไปกันจน ไม่รู้จุดจบ ; เพียงข้อ ๒ มันก็ไม่รู้จุดจบแล้ว ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง. เมื่อคิดจนตายก็ ไม่รู้ เพราะฉะนั้นนักคิด นักค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาแห่งยุคปัจจุบัน

น.369 ก็มาติดอยู่ที่นี่ : แทนที่จะพบว่ามันคืออะไร ? หรือจากอะไร ? มันก็ไปพบในแง่ที่ จะเอาไปเป็นเรื่องอร่อยคือข้อที่ ๓. ข้อที่ ๓ รสอร่อยของมันคืออะไร ? ก็หลงกันอยู่แต่ในอร่อย ๆ ๆ เรื่อยไป ไม่มีจุดจบอีกเหมือนกัน. ข้อที่ ๔ ส่วนที่เป็นอันตรายของมันคืออะไร ? เลยไม่ต้องพบกัน เพราะ เป็นเรื่องทางวิญญาณมากไป. ข้อที่ ๕ พอถึงข้อนี้ก็ไม่รู้ถึงวิธีที่ว่าจะเอาชนะมัน ก็เลยไม่พบใหญ่ เพราะ ไปจมอยู่เสียแต่ที่รสอร่อยของมัน พบแต่ในแง่ที่เป็นรสอร่อย เป็นความอร่อยทั้งนั้นเลย. การค้นคว้าทางวัตถุมันเดินไปในแนวนี้ แล้วไปติดตั้งอยู่ที่นี่ ไม่จบ ไปติดตั้ง อยู่ที่นี้คล้าย ๆ ว่าจบ มันติดตั้งอยู่ที่ความอร่อย นี้เรียกว่าการค้นคว้าอย่างวัตถุ อย่างโลก ปัจจุบัน นิยมกันอยู่แต่เรื่องวัตถุ เป็นอย่างนี้ จึงไม่ไปพบที่สุดที่จบของเรื่อง ทั้งหมดที่เกี่ยวกับชีวิตหรือความทุกข์. ทีนี้ก็มาถึงพวกเราที่อยากจะรู้ธรรมะ ที่บวชเข้ามานี้อยากจะรู้ธรรมะ อยาก จะศึกษาธรรม อยากจะปฏิบัติธรรมะ แล้วได้ผลสุดยอดของธรรมะ ซึ่งจะเป็นเรื่องทำนอง เดียวกันไม่ได้กับเรื่องทางวัตถุ ; มันต้องมีวิธีการเฉพาะของเรา. ฉะนั้นปัญหาหรือ วัตถุที่จะต้องคิดนั้นจึงต่างกัน ; และปัญหาที่จะต้องเอามาคิด ผมก็เห็นว่า เรื่องความ ตาย และ เรื่องความอยู่เป็นเรื่องที่ควรคิด เป็นเรื่องที่ควรจะเอามาเป็นวัตถุ เป็นตัว material . ข้อแรก ที่จะต้องคิด ก็ได้แก่ มันคืออะไร ? มีปัญหาเกี่ยว ข้องกันอย่างไร ?

น.370 แต่แล้วก็อย่างเดียวกันอีก คือจะต้องคิด หรือมีวิธีคิดที่ถูกวิธี ถ้าไม่ เช่นนั้นมันเตลิดเปิดเปิงไปเป็นเรื่องไม่รู้จักจบอีก; เป็นเรื่องไม่รู้จักจบ มันก็ไม่มี ประโยชน์อะไร. พริกสิบลิสการที่จะคิด หรือว่าจะพิจารณา หรือว่าจะมองอะไรก็ตาม วิธีของการ ศึกษาธรรมะ ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่มีความถูกต้อง อย่าให้มันเลยไป. ถ้าจะไม่ให้มันเลยไป มันก็จะต้องรู้ความหมายที่จำกัดอยู่ ที่มีอยู่เฉพาะ ๆ หรือถูกต้องสำหรับคำ ๆ นั้น. ที่นี้ เรารู้ไม่ได้ เพราะเราเป็นคนธรรมดา ซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดา เป็นชาวบ้านธรรมดา ย่อมรู้ความหมายทั้งหมดไม่ได้ เพราะไปรู้แต่ ในแง่ของชาวบ้านธรรมดา จึงเกิดการ สับสนขึ้นมา ตั้งแต่แรกคิด. อยู่ ๆ เราจะมาเริ่มคิด อย่างนี้ มันก็มีปัญหามาก เพราะว่าล้วนแต่เป็นสิ่งที่ เราไม่เคยรู้ไม่เคยคิด ; แล้วเราไปรับเอาความคิดของผู้ที่คิดได้แล้ว เอามาคิดตาม มันอยู่กันคนละระดับ : เราเป็นคนดิบไม่รู้อะไรเลย ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเช่นพระอรหันต์ ท่านมองเห็นสิ่งทั้งปวงครบถ้วนถูกต้อง แล้วท่าน พูดไว้ในภาษาธรรม คือภาษาของ ผู้ที่รู้และเห็นอย่างถูกต้อง. เราคนดิบ ๆ เป็นชาวบ้าน เป็นปุถุชนไปรับเอามาคิด มันผิดฝาผิดตัวกันอยู่ในปัจจุบันนี้. เราไม่ได้ตั้งต้นคิดจากจุดแรกที่สุด แต่มาคิดในปมที่เป็นขั้นกลาง ๆ หรือ ปมสุดท้ายของผู้ที่คิดออกแล้ว มันเลยสับสนกันใหญ่ เพราะความหมายไม่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นผมจึงมองเห็นว่า เป็นความสำคัญ อยู่ไม่น้อย ที่เราจะต้องรู้ความสับสนของ ความหมายของคำหนึ่ง ๆ และโดยเฉพาะความสับสนระหว่างคำที่มันเกี่ยวกันเป็นคู่กัน คือเป็น positive negative ต่อกันนี่ มันก็ยิ่งมีความยากลำบากมากขึ้น เช่นคำว่า ความ ตาย กับ ความอยู่.

น.371 ขอให้ทุกคนมองให้ดีเป็นพิเศษว่า วิธีของธรรมะ หรือวิธีคิดพิจารณา ธรรมะในทางศาสนา มันไม่เหมือนกันกับวิธีคิดค้นอย่างของชาวบ้าน ในทางโลก ๆ. การคิดค้นอย่างวิธีของชาวบ้านอย่างโลก ๆ ที่เจริญที่สุด แม้จะเจริญที่สุดใน สมัยนี้นั้น ก็คิดเป็นเรื่องอย่างที่เรียกว่า "คำนึงคำนวณตามเหตุผล" speculation อย่าง วิธีของตรรกหรือ logic , แล้วก็ไปเอาเรื่องวัตถุข้างนอกเป็นหลักเสียมากกว่า ; หรือว่า อย่างดีที่สุด ก็เอาสมมุติฐานคือ hypothesis ที่สมมติขึ้นมาว่า มันจะมีปัญหาอย่างไร, ที่เรียกกันว่าสมมติฐานหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก, ให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องสมมติขึ้นมา เพื่อตั้งปัญหาว่าเป็นอย่างไรเท่านั้น. เขา จะคิดเรื่องความตายหรือความอยู่ ก็ไม่รู้จักตัวความตายหรือความอยู่ ก็ต้องสร้างสมมติฐานนี้ขึ้นมา แล้วคิดลงบนนั้น ด้วยวิธีคำนึงคำนวณตามเหตุผล ; นี่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาสมัยปัจจุบัน.ส่วนทางศาสนา ทางธรรมะ ทาง ภาษาวิญญาณนี้ไม่ใช้สมมติฐานเป็นวัตถุสำหรับคิด จะต้องเอาความรู้สึกจริงในจิตใจ เป็นตัววัตถุสำหรับคิด ; ถ้าจะเรียกว่าเป็นสมมติฐานก็เรียกได้ แต่มันยังไม่ใช่ หรือ ไม่ถูก. มันไม่ใช่สมมติฐานที่ตั้งขึ้นด้วยเหตุผล แต่มันเป็นเรื่องที่รู้สึกอยู่จริง รู้สึก อยู่แล้ว รู้สึกมานานแล้ว ที่เรียกว่า experience ทางฝ่ายวิญญาณฝ่ายจิตใจซึ่งรู้สึกอยู่จริง ในจิตใจ. มันคนละอันกันกับ hypothesis ซึ่งสมมติขึ้นตามเหตุผล; ฉะนั้นการ ที่ลงมือคิดจึงตั้งต้นผิดกัน ตั้งจุดลงไปผิดกัน. การพิจารณาในทางธรรมะจะต้องเอา experience ทางจิตใจโดยเฉพาะ มาเป็นเงื่อนต้นแห่งวัตถุสำหรับคิด จึงจะสะดวก หรือทำได้ดี และเฉพาะผู้ที่ผ่านชีวิต มามากแล้วเท่านั้น. ฉะนั้นการบวชตามแนวเดิมของเขา จึงมีแต่เฉพาะผู้ที่ผ่านโลกมาจน

น.372 เอือมระอาแล้วจึงไปบวช แล้วก็ไปคิด. แม้จะคิดเรื่องความตายหรือความอยู่ ก็คิด ออกมาจากความจัดเจน ความรู้สึกที่เป็นอยู่จริง ๆ ในจิตใจที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง ตั้งแต่เกิดจนแก่กระทั่งบัดนี้ ; เขาจึงคิดลงไปบนตัวของของจริง คือความรู้สึกจริง ๆ. ถ้าเราจะให้นักเรียนในมหาวิทยาลัยสมัยนี้ คิดเรื่องนี้ ก็จะต้อง ตั้งสมมติ- ฐานขึ้นมา ว่าความเกิดคืออะไร ? ความตายคืออะไร ? ความอยู่คืออะไร ? ตาม วิธีคิดของเขา มัน คนละวิธีคนละเรื่อง ; ผลออกมามันจริงด้วยกัน แต่จริงไปคนละ ทาง. ถ้าเอาของสองอันนี้มาประสานกัน มันก็เกิด เป็นปัญหาขึ้นในครั้งแรก คือ ความขัดแย้ง หรือความสับสนปนกันยุ่งในคำพูดคำเดียวกันแต่ความหมายต่างกัน : ภาษาชาวบ้านกับภาษาธรรมะของผู้รู้ มันมีอยู่ต่างกัน. ปัญหาก็เกิดขึ้นอีก ว่าผู้รู้ธรรมะแล้วก็ยังพูดภาษาชาวบ้าน พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลายผู้รู้แล้ว ผู้หลุดพ้นแล้ว เวลาจะพูดไม่มีภาษาของตัวสำหรับพูด ; แต่มีความหมายของตัวโดยเฉพาะ แล้วไปพูดภาษาชาวบ้าน. ฉะนั้นภาษาชาวบ้านที่ พระอรหันต์พูด จึงมีความหมายอีกแบบหนึ่ง ตามแบบของพระอรหันต์ เหมือนที่เรา เคยอธิบายมาแล้วในเรื่องภาษาคนภาษาธรรม. ไปอ่านดูใหม่ก็ได้ในเรื่องภาษาคนภาษา ธรรม ผู้รู้ธรรม หรือผู้บรรลุธรรม ก็ต้องพูดภาษาคน แต่ความมุ่งหมายที่พูดนั้นต่างกัน ทีนี้เราก็มาถึง คำสำคัญ ๒ คำที่จะพูด คือความตาย หรือความอยู่ เพื่อ จับหลักใหญ่ ๆ ที่เป็นความสับสน ทำให้เข้าใจยาก. เราคนธรรมดาสามัญเกิด ขึ้นมาเจริญขึ้นมาตามลำดับ มีวิวัฒนาการมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติล้วน ๆ ที่เป็น สัญชาตญาณ จนกระทั่งเกิดความรู้สึกเป็น ความตาย หรือเป็น ความอยู่ ขึ้นมา เป็น negative คือตาย, เป็น positive คืออยู่ขึ้นมา ; เราก็มีความหมายแต่ตามแนวนี้ โดยเฉพาะ. พอพูดว่า ตาย หรือ ไม่ได้อยู่ หรือ ว่างไปเสียจากอยู่ ก็หวาดเสียว หรือ สะดุ้งเพราะกลัวตาย.

น.373 นี่ปัญหาคือความกลัวตายอย่างที่พูดกันแล้วโดยละเอียด ในครั้งที่แล้วมา ๒ - ๓ ครั้ง ปัญหาคือความกลัวตายเป็นอย่างไร ? ความตายตามความหมายของคน ธรรมดาเป็นอย่างไร ? ความอยู่ก็คือความไม่ตาย นี่คู่แรก คล้าย ๆ กันกับของสัตว์เดรัจฉาน ความตายกับความอยู่คู่แรกของมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน. ต่อมามนุษย์เขยิบขึ้นมาเป็นว่า ความไม่มีธรรมะ ไม่มีศีลธรรมนั่นแหละ คือความตาย : ทั้งที่มีชีวิตอยู่ ร่างกายยังไม่ตาย แต่ไม่มีศีลธรรมก็เท่ากับตายแล้ว .. อย่างนี้เอาคำว่า "ความตาย" มาใช้ในความหมายอื่นเสียแล้ว อย่างเช่นพระพุทธเจ้าตรัส ว่า ความประมาทคือความตาย คนที่ประมาทแล้วนั่นคือคนตายแล้ว ; มันเกิดภาษา อะไรขึ้นมา ลองคิดดู. ความประมาทคือความตาย อย่างนี้ ใช้แก่คนพวกเดียว ไม่ใช้แก่สัตว์ เพราะว่าสัตว์มันพังไม่ถูกในความหมายที่ลึกอย่างนี้ ; แต่อาจจะลดลงไปว่า พอประมาท เมื่อไร ก็มีหวังต้องตายเมื่อนั้น. หมายถึงเมื่อสัตว์เดรัจฉานมันประมาทเลินเล่อเมื่อไร ก็มีหวังว่าจะตายเมื่อนั้น มันก็มีค่าเท่ากับความตาย. แต่สำหรับมนุษย์ มันเล็งไปถึงข้อที่ว่า เพราะประมาทเท่านั้นก็มีค่าเท่ากับตายไปแล้ว, ตายเสร็จแล้ว ; ใช้คำว่า "ตายแล้ว" "คนประมาทคือคนตายแล้ว" ; นี่คนละระดับภาษา คนละภาษาไปเลย. ขอให้มองให้ถึงคำพูดที่เกิดพูดสรุปขึ้นมาว่า "ตายเสียก่อนตาย" หรือว่า อยู่เหมือนกับตายแล้ว , หรือ ตายเสียก่อนตาย, หรือ ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที ; นี้มันยิ่งหมาย ลึกขึ้นไปอีก ถึงกับว่าไม่มีตัวกูไม่มีของกู ซึ่งเป็นภาวะของความเป็น พระอรหันต์ คืออยู่โดยไม่มีความรู้สึกว่า มีตัวกู - ของกู. มี "ตาย" อย่างนี้มันเป็นภาษา

น.374 พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก คือว่างจากตัวกูไม่มีตัวกู ว่างจากตัวกู - ของกู. เมื่อไม่มีภาษา เฉพาะของตัวจะพูด ก็ต้องพูดภาษาชาวบ้าน ว่า "ตาย" ตายแห่งตัวกู ; หรือพูด ให้ดีหน่อย ไม่ลึกลับนักก็พูดว่า "ว่าง" , ว่างจากตัวกูไม่มีตัวกู. พอพูดว่าไม่มีตัวกู ชาวบ้านก็ต้องเรียกว่าตายเสมอ. นี่มันพูดกันยากระหว่าง ผู้รู้ กับ ผู้ไม่รู้ เพราะความสับสนแห่งภาษา อย่างนี้ ทำให้ชาวบ้านเกิดความสับสนถึงกับว่า เมื่อตะกี้บอกว่า "ตาย" นั้นไม่เอา จะเอา "อยู่" ; แต่ประเดี๋ยวก็บอกว่า “ เอาตายอีกแล้ว ไม่เอาอยู่". อยู่ของตัวกูนี้ ไม่ไหว เป็นนรกทั้งเป็น เอาตายจากตัวกูไม่มีตัวกูดีกว่า. มันก็มีความสับสน เพราะ ความจริงมันมีอยู่ว่า ดับเสีย หรือนิพพานเสีย, นิพพานตัวกูเสีย หรือทำตัวกูให้ นิพพานเสีย นั่นแหละมันคืออยู่. สูงขึ้นมากลายเป็นว่า "ตายเสียให้หมดแล้วนั่นแหละมันคืออยู่" ; แต่ ไม่ ใช่ตัวกูอยู่ มันธรรมะอยู่ เป็นความอยู่ของสิ่งที่อาจอยู่ได้ตลอดอนันตกาล คือความ ดับเสียซึ่งตัวกู ไม่มีตัวกูเสียก่อนคือว่างจากตัวกูเสียก่อนจึงจะเป็นการอยู่ ; อย่างนี้ จัดว่าเป็นภาษาธรรมะสูงสุด. ชาวบ้านนั้นฟังด้วยความรู้ หรือความรู้สึกตามเดิม ก็ฟังไม่ถูก แล้วก็หวาดเสียวต่อนิพพาน หรือความว่างไม่มีตัวกู, พวกพรหมถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ฟังคำว่าดับเสียซึ่งตัวกู. ถ้าใครอยากจะรู้ธรรมะ เข้าใจธรรมะ ก็ต้องสนใจ ความสับสนของถ้อยคำเหล่านี้ ; ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางจะเข้าใจ. ถ้ามาบวชนี้เพื่อเข้าใจธรรมะ ก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปคิด และคิดให้ถูกวิธี ; เพียงแต่คิดเท่านั้นก็ยังไม่พอ ต้องพิจารณาจนไม่ต้องใช้เหตุผล คือมองเห็นตัว ความเกิด ความตาย ความอะไรจริง ๆ แล้วก็มองเห็นมันทุกแบบทุกชนิด ที่เขาใช้ พูดกันอยู่ด้วยภาษานี้.

น.375 negative ทันที ; ซึ่งเป็นมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. แม้ว่าเขาไม่ได้ ใช้คำนี้อย่างคำ ในภาษาปัจจุบันอย่างนี้ เขาก็พูดไปในรูปนี้ พูดในรูปไม่มี เป็นรูป นตฺถิ - ไม่มี อะไรเหล่านี้. พวกฝรั่งที่มาสนใจในพุทธศาสนาอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ งู ๆ ปลา ๆ ก็จัด พุทธศาสนาเป็นพวกไม่มี, เป็น negative , จัดนิพพานเป็นยอดสุดของ negativism . นี่มันผิด ผิดเหลือที่จะผิด ; เลยไม่รู้พุทธศาสนาไม่เข้าถึงจุดพุทธศาสนา ที่ต้องการ จะอยู่เหนือความเป็น positive หรือ negative . ถ้าคุณกลัวจะลืมก็นึกถึงรูปวงกลม ๆ ที่เขียนอยู่ที่เพดานหน้ามุข ตึกมหรสพ ทางวิญญาณ : อันหนึ่งดำอันหนึ่งขาวสัมพันธ์กันอยู่ เกิดกำลังเวียนว่ายไป นั่นแหละ คือ positive กับ negative ส่วนอีกวงหนึ่งมันว่าง ไม่มีสีไม่มีรูปร่างไม่มีอะไร นั่น แหละเป็นว่าง ว่างจาก positive และ negative . นี่คือ จุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา ที่ต้องการจะไปจนพ้นเหนือความมีตัวกู - ของกู ไม่มี concept ว่าอะไร ว่าตัวกู - ของกู หรือ positive - negative หรือจะมีตัวกูที่เป็น negative ก็ไม่เอา, เป็น positive ก็ไม่เอา. ถ้าจับหลักอย่างนี้ได้ความสับสนก็จะมีน้อย จะเข้าใจพุทธศาสนาได้. ความ ตายหรือความอยู่นี้ ในที่สุดก็ไม่ ไหวทั้งนั้นแหละ มันเป็นของคู่ ของหลอก เป็น อาการที่หลอกลวงอยู่ที่ตัวกู - ของกู ตัวกูอยู่ ตัวกูตาย ; อย่างนี้เป็นอาการหลอก ๆ อะไรอันหนึ่ง ที่ฝากอยู่กับความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู - ว่าของกู. ถ้าต้องการจะ ไม่อยู่หรือไม่ตายทั้งสองอย่าง มันก็ต้องดับเสียซึ่งตัวกูเท่านั้นแหละ ; จะไปให้มีตัวกู บริสุทธิ์ ตัวกูอยู่อย่างบริสุทธิ์เป็นอนันตกาล เป็นพระพรหมไปเลยเหมือนฝ่ายฮินดูนั้น เรายอมรับไม่ได้ ; นี่คือข้อแตกต่างที่แตกต่างกันระหว่างเวทานตะกับพุทธศาสนา. เวทานตะ คือยอดสุดของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์มันกว้างเกินไป มีหลายแขนง, แขนงที่ดีที่สุดของเขาเรียกว่า เวทานตะ นี้ ต้องไปจบอยู่ที่มีตัวกู

น.376 ที่บริสุทธิ์ ที่ถาวรเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้าไปเลย. ตัวกูธรรมดาของคนหนึ่ง ๆ นี้เรียกว่า อาตมัน ตัวกูของ universal ทั้งหมดเรียกว่า ปรมาตมัน ; มนุษย์นี่มี อาตมันของตัวหนึ่ง ๆ individuality ก็อยู่ที่อาตมัน ทำให้มันสะอาดบริสุทธิ์จนไปอยู่ รวมกับปรมาตมัน แล้วก็จบ เป็นมีตัวกูถาวรอย่างบริสุทธิ์. ส่วน พุทธศาสนานี้อยากจะตัด concept ว่าตัวถูนี้ออกไป ไม่ให้มีส่วน เหลือเลย, แล้วก็เหนือเกิด เหนือตาย เหนืออยู่, เหนือความตาย หรือเหนือ ความอยู่. แต่ถ้าพูดกลับมาอีกทีหนึ่ง ก็ว่ามัน เป็นความอยู่ชนิดหนึ่งที่ ไม่รู้จักสิ้นสุด เหมือนกัน เป็นอนันตกาลเหมือนกัน. ความว่างจากตัวกูเป็นความอยู่ตลอดอนันตกาล, ส่วนความมีอยู่ของตัวกูนั้นเป็นเรื่องประเดี๋ยวประด๋าว. ฝ่ายศาสนาอื่นที่ตรงกันข้าม เขามี ตัวกูที่บริสุทธิ์ที่อยู่ตลอดอนันตกาล, เป็นตัวกูตลอดอนันตกาล ; ส่วนฝ่ายของเรานี้ เป็นว่างจากตัวกูตลอดอนันตกาล. ถ้านิพพานในความหมายว่าสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเป็นที่ดับแห่งตัวกู นิพพานอย่างนี้ เป็นอนันตกาล จะเรียกว่าความอยู่ก็ไม่ถูก จะเรียกความตายก็ไม่ถูก แต่มันก็ต้องเรียกว่า ความอยู่หรือความตายอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป; เพราะว่ามนุษย์อยากอยู่. ที่จริงมัน ไม่ได้อยู่หรือว่าตาย แต่ว่าสิ่งนี้มันก็มีอยู่ สิ่งที่เราอาจจะรู้จักได้นี้มันมีอยู่ ; คือนิพพาน นี้มันมีอยู่ ในฐานะเป็นนิพพาน ไม่ใช่เป็นตัวกูที่จะเกิดหรือตาย - เกิดหรือตาย - เกิดหรือตาย. ถ้าเราจะเถียงว่า พุทธศาสนาเป็น positive ก็ได้, หรือเป็น positive อย่างยิ่ง คือมีอยู่อย่างยิ่ง ตลอดอนันตกาล ก็ได้, ซึ่งจริงกว่าเสียด้วย เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่ทำความทรมานให้แก่ใคร. ถ้ามีตัวกู มันทรมานจิตใจทันที ; กลับ ถ้าไม่มีตัวกู มันก็ไม่ทรมานใคร. ความหมายของ positive มันควรจะไม่ทรมานใคร. ฉะนั้นเมื่อ พุทธศาสนาพูดว่า "ความมีอยู่เป็นอนันตกาล", เป็นชีวิตนิรันดร อะไรทำนองนี้ ขอให้เล็งถึงสิ่งนี้คือนิพพาน,

น.377 อย่าไปเป็นมีตัวกูเข้ามา มันผิด ผิดเหลือจะผิด ; ความมีอยู่แห่งธรรม อันบริสุทธิ์ เป็นที่ดับแห่งตัวกู - ของกูคือนิพพาน มีอยู่เป็นอนันตกาล แต่ว่าพูด ภาษาชาวบ้าน ว่านี้คือชีวิตจริง ชีวิตนิรันดร ชีวิตจริงอยู่ที่นี่. คำว่า "ชีวิต" ภาษา บ้าน ๆ เอามาใช้กับสิ่งสูงสุดนี้ มันเท่ากับเหนือโลกเหนือชีวิต ; และเพราะมันมีอยู่ ตลอดอนันตกาล เราจึงมีสิทธิที่จะใช้คำ ๆ นี้ เพราะว่าคำว่าชีวิตนี้มันแปลว่ามีอยู่ มันเลย มีอยู่ทาง spiritual ทางอะไรเลยเถิดนั่นขึ้นไปอีก มันก็ได้มีอยู่จริง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : มีอยู่ สิ่งนี้มีอยู่ - อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ; นี้เป็นภาษาบาลีมียืดยาว. "สิ่งนี้มันมีอยู่ แต่สิ่งนี้มันไม่ใช่นั่น ๆ สิ่งนั้นไม่ใช่นั้น ; สิ่งนั้นไม่ใช่นั่น ไม่ใช่ทุกสิ่งบรรดาที่มนุษย์รู้จัก" ตามวิธีปฏิเสธในภาษาอินเดียใน สมัยนั้น. เขาต้องปฏิเสธอย่างที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า มันไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ลมโว้ย, มันไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ, ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ, ไม่ใช่วิญญา- ณัญจายตนะ, ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โว้ย, ไม่ใช่การอยู่ ไม่ใช่การไป ไม่ใช่ การมาโว้ย ; นี่ปฏิเสธหมดเลย. ไม่ใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกอื่น, ไม่ใช่โลกไหนโว้ย, คือปฏิเสธทุกอย่างบรรดาที่มนุษย์รู้จัก ปฏิเสธในรูป negative ไปหมด ว่าไม่ใช่ ๆๆ ; แต่ว่าสิ่งนี้ก็มีอยู่ในลักษณะที่เป็นของมันเอง เป็นตัวมันเอง มีลักษณะของมันเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเล็งถึง สิ่งที่เรียกว่านิพพาน อันเป็นที่ดับของความทุกข์ทั้งปวง ; แต่ตรัสเป็น ภาษาธรรมดาว่า นี้คือที่สิ้นสุดของความทุกข์แล้ว. นี่ความสับสนระหว่างคำว่า เกิด กับ ตาย หรือคำว่า ตาย กับคำว่า อยู่ . คำว่า positive กับ negative ไม่รู้เป็นภาษาไทยเรียกว่าอะไร มันก็มีอยู่อย่างนี้. ทางที่จะสับสน หรือความที่สับสนที่มีอยู่แล้ว มันมีอยู่อย่างนี้. สรุปความว่าชาวบ้านพูดว่า "ตาย" พูดว่า "อยู่" เป็นภาษาชาวบ้านของ ตัวกู - ของกูทั้งนั้น ; ภาษาธรรมะไม่มีตายไม่มีอยู่ เป็นแต่ว่าเป็นสภาพ เป็นสภาวะ

น.378 อันหนึ่งที่มีอยู่ และยืมเอาคำว่า "อยู่" ของชาวบ้านไปใช้เป็นอยู่ก็ได้ หรือจะยืมคำว่า "ตาย" ไปใช้ว่าตายก็ได้. มัน เป็นเรื่องตายจากตัวกู - ของกู ตายเสร็จสิ้นแล้วใน ตัวแต่หัวที่ หรือว่า ตายเสียก่อนตาย ; คือ นิพพาน เป็นสภาพอันนั้นก็ได้ ; ยืมเอา คำว่าตายไปใช้ในสภาพอย่างนั้นก็ได้. ถ้าใครไม่ชอบคำว่า ตาย เอาคำว่า อยู่ ไปใช้ มีชีวิตอยู่นิรันดรนี้ก็ได้. ฉะนั้นมีเผื่อให้เลือกทั้ง ๒ อย่าง แล้วแต่คนมีหัวอย่างไร : เป็น negative จะใช้คำ ว่าตาย ตายหมดตายจากตัวกู - ของกู ดับกันเรื่อยไปจนว่างก็ได้ ; แต่ถ้าคนมัน มีหัวเป็น positive จะว่าอยู่เว้ย อยู่ๆ อยู่ตลอดอนันตกาลเลยก็ได้. นี่มันเป็นหนทางที่ ชนะความรู้สึกทั้งหมด ใครอยากเป็น positive ก็มีให้, ใครอยากเป็น negative ก็มีให้ ; แต่ว่าเรื่องจริงของจริงนั้น อยู่เหนือความเป็น positive หรือ negative ด้วยประการ ทั้งปวง. เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาเราจึงไม่ถูกกลืนเป็นฮินดู ซึ่งมีตัวตน มีอาตมัน บริสุทธิ์. การศึกษาจึงเหลืออยู่แต่ว่าคนในโลกสมัยนี้ ศึกษาให้ถูกต้องเข้าใจให้ถูกต้อง. อย่าได้ไปหลงเข้าใจผิด เกี่ยวกับความสับสนของภาษาที่ใช้พูด, และอย่าได้ไปหลงหนังสือ ใหม่ ๆ ที่จะต้องถูกพวกฝรั่งที่เริ่มเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาของเอเซียนี้ เข้าใจพุทธ- ศาสนาครึ่ง ๆ กลาง ๆ งู ๆ ปลา ๆ เอาไปปนกันยุ่งหมด. ถ้าคุณไปอ่านหนังสือชนิดนั้นเข้า ละก็ระวังให้ดี จะเข้าใจอะไรไม่ได้ จะปวดหัวในที่สุด. นี่พูดไปก็จะเป็นเรื่องค่าฝรั่งอีก ฝรั่งนี่เป็นคนที่ชาวเอเซียกำลังยกย่องบูชาอยู่, แต่ผมในฐานะที่เป็นชาวเอเซีย กำลังมอง ในแง่ที่ว่า เมื่อเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาของเอเซียนี้แล้ว มาทำสับสนปนเปยุ่งไปหมด. หนังสือที่ว่า Buddhism ที่พวกฝรั่งแต่ง ไปพูดถึง เรื่องการเกิดใหม่และ เรื่องกรรมนี้ผิดทั้งนั้นแหละ ปนกันระหว่างฮินดูกับพุทธยุ่งไปหมด ไปอ่านเข้าละก็ ระวังให้ดี ; แต่ถ้าคุณ มีหลัก ตามที่ผมอธิบายให้ฟังนี้ อย่างไม่สับสน แล้ว คุณจะไม่ ถูกหลอก หรือ จะไม่หลงเผลอไปเข้าใจผิดได้. เวลาของเราก็หมดแล้ว.

น.379 สูญญตาปริทรรศน์ - ๒๒ - โวหารพูด เกี่ยวกับความว่าง หรือความตายที่สำคัญที่สุด ๑ กันยายน ๒๕๑๒ วันที่ ๑ กันยายน เป็นวันที่ ๓๕ ของระยะกาล เข้าพรรษา พระพุทธศักราช ๒๕๑๒ ในวันนี้จะได้พูดกัน โดยหัวข้อว่า โวหารพูดเกี่ยวกับความตายที่สำคัญที่สุด. ขอให้สังเกตจากข้อความที่แล้ว ๆ มา ว่าเรา ได้พูดกันถึง เรื่องเกี่ยวกับความตายในหลายแง่หลายมุม ; ใจ ความสำคัญที่สุด มีอยู่ในข้อที่ว่า ความรู้สึกอยากจะอยู่ ไม่อยากจะตาย เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหลาย คือว่าเป็นต้น ตอของปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ เป็นต้นตอของความ รู้สึกทุกชนิดของมนุษย์. เรามีการพูดเป็นคำสรุปความว่า ความรู้สึกเพื่อจะอยู่รอดนี้ เป็น ต้นตอของความคิดนึก รู้สึกการกระทำ หรืออะไรทุกอย่างของมนุษย์. ๓๕๔

น.380 โวหารพูดเกี่ยวกับความว่าง หรือความตายที่สำคัญที่สุด ๓๕๕ เรา ไม่ได้พูดอย่างนักจิตวิทยา เช่นซิกมันฟรอยด์ เขาพูดไว้ในรูปปรัชญาว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกามารมณ์หรืออะไรทำนองนี้ ; เพราะนั่นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว ไม่ใช่ เรื่องทั้งหมดเหมือนกับที่เขาคิด หรือตั้งใจจะพูด. นี่เป็นใจความสำคัญที่จะ ต้องเอา ไปคิดนึกอยู่เสมอ ให้เข้าใจธรรมะด้วย แล้วรู้จักความคิดนึกของคนที่เป็นนักคิด ในสมัยปัจจุบัน ที่โลกเขานับถือความรู้ความคิดเห็นของเขาด้วย, รวมทั้งพวกเรา ที่จะไปยึดถือความคิดของพวกฝรั่งเหล่านั้นด้วย. เดี๋ยวนี้ เราพูดกันตามหลักของพุทธศาสนาอย่างพุทธบริษัท จากหลัก เกณฑ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ ; เราไม่ได้ค้นคว้าเฉพาะทางวัตถุ หรือที่ เกี่ยวกับวัตถุอย่าง ซิกมันฟรอยด์ แม้เขาจะค้นคว้าในทางจิตวิทยา ก็ค้นคว้าเฉพาะส่วนที่ มันเกี่ยวกับร่างกาย หรือวัตถุ เท่าที่ปรากฏแก่เขา หรือเท่าที่ปรากฏแก่ชาวโลกในยุค ปัจจุบันนี้ : ซึ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้ กับยุคทองของเรื่องทางวิญญาณในประเทศอินเดีย เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว. เราออกจะใช้ศัพท์แสงชนิดที่เขาใช้กันอยู่เวลานี้มากไปหน่อย เพราะไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรให้มันสั้น ๆ ประหยัดเวลา เช่นคำว่ายุคทองของอันนั้นอันนี้. ยุคทองของเรื่องทางจิตวิทยา ที่เป็นไปในทางจิตทางวิญญาณ ถึงที่สุดนั้น ก็คือประเทศอินเดีย ในยุคอุปนิษัทหรือยุคพุทธกาลนั่นเอง ; เขาคิดค้นกันแต่เรื่องนี้ทั่วไปทั้งชมพูทวีป. เมื่อพูดถึงชมพูทวีป ก็หมายถึงประเทศอินเดียทั้งหมด เป็นศูนย์กลางซึ่งมัน กว้างขวางมาก เป็นยุคทองของสติปัญญาทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ โดยที่คนเข้าระดม ทุ่มเทกำลังหรือเวลา ศึกษาค้นคว้ากันแต่เรื่องที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรได้รับ ; เมื่อศึกษาดู ในแง่ของภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ ในยุคพุทธกาลนั้น เป็นยุคที่ชาวอินเดียเป็นอยู่อย่าง ผาสุก แปลว่ากำลังมีความอุดมสมบูรณ์ ในเรื่องอาหารการกิน ดินฟ้าอากาศ ; ทั้งนี้ ศึกษาได้จากพระคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนา และอื่น ๆ. คอม สมัยนั้นผิดกันมากกับยุคปัจจุบัน

น.381 ซึ่งเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง เพราะป่าถูกทำลายมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ครั้งกระโน้น หลังจาก ครั้งพุทธกาล. เราอ่านเรื่องแม่น้ำเนรัญชราในพระคัมภีร์ แล้วไปดูแม่น้ำเนรัญชรา ตัวจริง ในเวลานี้ แล้วใจหาย มันผิดกันอย่างที่เทียบกันไม่ได้. ที่พูดอย่างนี้ก็มุ่งหมายว่า อย่าให้คุณเข้าใจผิดไป ว่าประเทศอินเดียในยุค พุทธกาลมีความแร้นแค้นเรื่องการครองชีพ ; แล้วคุณก็ จะคิดอย่างโง่ ๆ เหมือนพวก ฝรั่งคิด ว่าปรัชญาในอินเดียนั้นสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งความแร้นแค้นของชาวอินเดีย ในสมัยนั้น, เป็นปรัชญาที่เหมาะสำหรับคนยากจนแร้นแค้นในประเทศอินเดียเอง ในสมัยนั้น ; พวกฝรั่งคิดกันอย่างนี้ ขอให้เข้าใจให้ถูกว่าครั้งนั้นเป็นยุคที่มีความสุขสบายทางการเป็นอยู่ ทาง ร่างกาย แล้วมันยังเหลืออยู่แต่เรื่องทางจิต ฉะนั้นจึงมีการคิดนึกค้นคว้าในเรื่องทางจิต เป็นของสามัญเป็นของธรรมดาไปเลย จึงได้เรียกว่าเป็น ยุคอุปนิษัท เป็นยุคที่ทุกคน มีการคิดค้นทางจิต. พระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้นในยุคอุปนิษัทนี้ แล้วเราก็ให้ความเป็นธรรม ทั่วไปแก่ศาสนาอื่นด้วย คือมีลัทธิอื่นศาสนาอื่นเกิดขึ้นมากมาย ในเวลาเดียวกันนั้น, แล้วก็ไปไกลไปลึก แม้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ไปไกลไปลึก ลึกจนมีความเป็นปรัชญาเป็น อะไรของมันมากมายเหมือนกัน ; สมัยนั้นมีคนนับถือลัทธิต่างๆ นานา ศาสนาหลาย ๆ ศาสนาในยุคพุทธกาล เรียกว่า เป็นยุคที่เต็มไปด้วยสติปัญญา เป็นดินแดนที่เต็ม ไปด้วยสติปัญญา. ครั้งนั้น มีการค้นคว้าทางจิตทางวิญญาณ ของผู้มีสติปัญญาในยุคนั้นมาก ; ดังนั้น จึงเกิดความรู้ที่เป็นผลของการค้นคว้าขึ้นมามาก. และด้วยเหตุนี้เอง วิธีพูด

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต