Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๒๗ — ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ (อิทธิบาทข้อที่ ๑ ฉันทะ)

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๑๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.35 วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๑๒ เป็นวันอันดับที่ ๔๒ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษา ; ในวันนี้จะได้กล่าวถึงธรรมะในฐานะ เป็นเครื่องมือต่อจากวันที่แล้วมา ซึ่งเราได้พูดกันถึงเรื่อง ธรรมะที่เป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่วไปอย่างยิ่ง คือ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ซึ่งจะเรียกว่าเครื่องมืออะไรก็ยาก จึงต้องเรียกว่า เครื่องมือทั่วไป และเป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่สุดจนถึงกับเรียกว่า ฆราวาสธรรม. ทีนี้จะได้ชี้ให้เห็น ความเป็นเครื่องมือทั่วไป หรือ ความเป็นเครื่องมือ พื้นฐานที่สุด.

น.36 เกี่ยวกับข้อนี้ จะต้องมองให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอยู่เสมอว่า เครื่อง มือมีหลายชั้น : เครื่องมือสร้างเครื่องมือ, เครื่องมือสร้างเครื่องมือ อะไร ๆ เรื่อยไป อีกหลายๆ ชั้น จนกว่าจะเป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้าย ที่จะทำให้เกิดผล ; แต่ก็ไม่วายที่จะ เป็นเครื่องมือ ในความหมายสุดท้ายอีกทีหนึ่ง คือทำให้เกิดความพอใจแก่บุคคล. เครื่องมืออันสุดท้ายนั้นมาทำให้คนผู้ปฏิบัติได้รับความพอใจ หรือแม้แต่ความพอใจนั้น มันก็ยังเป็นเครื่องมือให้คนหลงใหล ให้คนยึดมั่นถือมั่น หรือให้คนเป็นอะไรไปอีกก็ได้ ในเรื่องทั่ว ๆ ไป คือให้แสวงหาต่อไปอย่างไม่รู้จักจบก็ได้. ต้องระวังให้ดี ; อย่าใช้เครื่องมือให้มันเดินไปในทางที่ไม่รู้จักจบ; ถ้า เป็นเรื่องโลก ๆ มันก็เป็นอย่างนั้น มันจะเดินไปอย่างไม่รู้จักจบ คือเป็นเรื่องเข้าใจ ผิด เป็นเรื่องอวิชชา ความเป็นเครื่องมือนี้มันก็เลยให้ผลไปในทางที่ไม่รู้จักจบ. แต่ เดี๋ยวนี้ในทางธรรมะนี้ เราหมายถึงเครื่องมือที่จะทำให้รู้จักจบ ให้ถึงความสิ้นสุด ของการกระทำ ที่เรียกว่าการเวียนว่ายตายเกิด หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ให้สิ้นกรรม หมดกรรม. ความหมายของเครื่องมืออาจกำกวมก็ได้ คือสัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ เป็น เครื่องมือกลาง ๆ ใช้ไปในทางโลก เพื่อผลเป็นวัตถุ เป็นเหยื่อของกิเลสตามความ ปรารถนาก็ยังได้ ; อย่างนี้ไม่รู้จักจบ. แม้แต่พวกโจรที่จะเอาไปใช้เพื่อทำหน้าที่ ของโจรให้สำเร็จ มันก็ใช้ได้ เพราะเขาเป็นโจร ที่มีสัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ตาม วิธีของพวกโจรก็ได้ ; นี้เรียกว่าเอาเครื่องมือไปใช้ในทางตรงกันข้าม ; อีกอย่างหนึ่ง คือเอาเครื่องมือเหล่านี้ ไปใช้ในทางที่จะสิ้นสุดของความอยาก. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึง “การเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง" มองกันมาตั้งแต่ต้น จนตลอดแล้ว จนปลายแล้ว เห็นว่า เราต้องการจะมีความเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง.

น.37 คำว่า "จิตว่าง" นี้ เป็นความสิ้นสุดของความทุกข์ ; แม้แต่ยังไม่ว่าง จริง ว่างกลับไปกลับมา มันก็เป็นความสิ้นสุดของความทุกข์ ชนิดที่กลับไปกลับมาได้ เหมือนกัน. เมื่อไรว่าง เมื่อนั้นก็สิ้นสุดความทุกข์ ; นี่เราจะมองดูกันในแง่นี้โดยเฉพาะ ที่จะเอาไปใช้สร้างความไม่สิ้นสุด สร้างวัฏฏสงสารนั้น เป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ หรือไม่ ต้องพูดกันในที่นี้, เราจะพูดกันแต่ในเรื่องหยุดวัฏฏสงสาร หรือที่เรียกว่าทำลาย วัฏฏสงสาร. วัฏฏสงสารเป็นเรื่องของความวนเวียน : มีความอยาก - แล้วก็กระทำ ตามความอยาก - แล้วก็ได้ผลมาตรงตามความอยากบ้าง ไม่ตรงตามความอยากบ้าง. ถ้าตรงความอยาก· มันก็อยากอย่างอื่นงอกงามออกไปอีก แล้วก็ทำอีก แล้วเกิดผลต่อ ไปอีก ; ถ้าได้ผลไม่ตรงตามความอยาก มันก็ยังมีอยากอย่างอื่นอีก, อย่างน้อยก็อยาก : ที่จะทำให้ได้ตามความอยาก, แล้วก็ดิ้นรนเพื่อจะได้มาตามความอยาก, แม้ได้มาตามความ อยาก มันก็ไม่รู้จักหยุด ก็อยากต่อไปอีก. อาการเหล่านี้ทุกขั้นทุกตอน ล้วนแต่เป็น เรื่องความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเราเรียกว่ามีตัวกู - ของกู. ความยึดมั่นตัวกู ว่าเป็นผู้กระทำหรือผู้อยาก แล้วยัง ยึดมั่นของภู คือยึด ผลที่ได้มาเป็นของกู อย่างนี้แล้วมัน วุ่นเท่าไร ลองคำนวณดูก็แล้วกัน. ไม่มีอะไร จะวุ่นมากไปกว่าวัฏฏสงสาร อย่างนี้ : อยาก - แล้วทำ - ได้ผล, แล้วก็อยากอีก แล้วก็ทำอีก แล้วก็ได้ผล, แล้วก็ อยากอีก ก็ทำอีก ฯลฯ อยู่แต่อย่างนี้ในวันหนึ่ง ๆ ; เมื่อทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ซึ่ง มีมูลมาจากอวิชชาแล้ว มันก็ เป็นความทุกข์ แน่นอน. ทีนี้ คนเราอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องอยาก หรือต้องทำ ก็มีปัญหาแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะอยากหรือว่าทำได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ? ก็ต้องทำไป ด้วยจิตว่าง ต้องอยู่ด้วยจิตว่าง.

น.38 ถ้าอยากก็อยากโดยไม่ต้องมีตัวกู - ของกู "อยาก" ให้เป็นเรื่องสติปัญญา ต้องการ ; เรื่องนี้เคยพูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นใจความสำคัญสรุปได้อย่างนี้ อย่า ลืมเสีย ถ้าลืมแล้วมันก็ยุ่งในเรื่องความรู้ เรื่องความเข้าใจ. ความ อยากด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน นั้นมันเป็นเรื่องทุกข์, ความ ต้องการด้วยสติปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะ เหล่านี้มัน เป็นเรื่องที่จะดับทุกข์, พอ ต้องการ, สติปัญญามันก็ต้องทำไปตามสติปัญญา ด้วยสติปัญญาอย่าเป็นความยึดมั่น- ถือมั่น ; มันก็ได้ผลมาเหมือนกัน. ได้ผลมาตรงตามความพอใจ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง ไปยึดมั่นถือมั่น ; ต้องมองให้เห็นเป็นของธรรมชาติ ตามธรรมชาติธรรมดา ของ ธรรมชาติ อยู่เสมอ. เมื่อได้ผลมาก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น : มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็ทำไป อย่างนั้น, มันไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ไม่ต้องไปสนใจกับมัน. ผลที่ได้มานั้นก็กิน ก็ใช้ บริโภคอะไรได้ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ; แล้วจะต้องการต่อไปอีกหรือไม่ มันก็แล้ว แต่กรณี. ถ้าหากมีเรื่อง มีเหตุผล มีอะไรที่จะต้องการต่อไป ก็ต้องการต่อไปอีก โดยสติปัญญาต่อไปอีก. อย่าทำไป โดยความโง่ ความหลง ความยึดมั่นถือมั่นในผลที่ ได้มา ; แม้จะมีการวนเวียนอย่างนี้เขาก็ไม่เรียกว่าวัฏฏสงสาร เพราะไม่ได้เกี่ยวกับกิเลส แต่ว่าเกี่ยวกับสติปัญญา. คำมันคู่กันอยู่ คือ โพธิ หรือ ปัญญา นี้อย่างหนึ่ง, กิเลส หรือ อวิชชา นั้นอีกอย่างหนึ่ง ; เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า "โพธิ" หมายถึงฝ่ายปัญญา, เรียกว่า กิเลส ก็ต้อง ฝ่ายความโง่. ถ้าเป็นเรื่องของความโง่ หมุนไปตามความโง่ ก็เป็นเรื่อง วัฏฏสงสาร ; ถ้าเป็นเรื่องของปัญญา ของโพธิ ก็เป็นไปเพื่อนิพพาน.

น.39 เราใช้เครื่องมือที่วิเศษนี้ให้เป็นไปเพื่อโพธิ ให้เป็นไปเพื่อ นิพพาน; ดังนั้นเขาจึงมีคำพูดขึ้นมาอีกคำหนึ่ง เป็นชื่อรวม ๆ ของธรรมะเหล่านี้ คือคำว่า โพธิปักชิยธรรม : โพธิ + ปักษิย +ธรรม. คนรุ่นก่อน รุ่นปู่ย่าตายายฟังเทศน์มาก, คำเทศน์อย่างสมัยก่อนเขาจะมีคำ ชนิดนี้มาก. เพราะฉะนั้นคำว่า "โพธิปักษิยธรรม" จึงชินหู คุ้นกับหูของคนรุ่นก่อน ๆ ; มาเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยจะได้ยิน เพราะเทศน์กันโดยที่ไม่ใช้ชื่อๆ นี้ หรือบางทีถึงกับว่าโพธิ อะไรทำนองนี้ มันไกลเกินไป สูงเกินไป ก็ไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยเอามาพูด. ที่จริง คำนี้เป็นคำที่สำคัญมาก คือเป็นที่รวบรวมความหมายทั้งหมดนี้ไว้. สำหรับคำโพธิปักษียธรรม นี้ อย่าไปคิดเลยว่าจะเป็นพุทธภาษิต หรือไม่ เป็นพุทธภาษิต ; ใครจะพูดขึ้นมาก็ได้ ถ้ามีความหมายดี พระพุทธเจ้าท่านก็จะไม่ทรง ปฏิเสธ. ในหนังสือบางเล่มก็ว่าเป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสถึงชื่อ ๆ นี้ ; แต่พิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าจะไม่ได้ตรัสไม่ได้เรียกก็ได้ ; แต่ผู้กล่าว หรือผู้เรียกนั้น เรียกถูกต้องอย่างยิ่ง จนพระพุทธเจ้าก็ต้องทรงรับรอง. เอาเป็นว่า เป็นคำที่ดี ที่เราควรจะสนใจเหมือนกับคำอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่แม้จะใช้พูด ใช้เรียกกัน ในยุคหลัง ๆ. โพธิ แปลว่า ความรู้ หรือการ ตรัสรู้ อย่างที่รู้กันอยู่แล้ว, ปักขิยแปลว่า เป็นฝักฝ่าย, ธรรม ก็แปลว่า ธรรม อย่าแปลอย่างอื่น ; โพธิปักชิยธรรม ก็ต้อง แปลว่า ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายของโพธิ. ฉะนั้นจึงเป็นการแยกขาด ออกจากธรรม ที่เป็น ผักฝ่ายของกิเลส ; มันเลยแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเหมือนกัน. ธรรมะนี้มีการแบ่ง พรรคแบ่งพวกกันเหมือนกัน โดยคน ที่รู้ธรรมะหรือจะสอนธรรมะ แล้วก็เลยช่วยแบ่ง

น.40 เดี๋ยวนี้คนมุ่งกันแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ หรือความโลดโผน จึงมองฤทธิไป ในแง่ของเรื่องทางวัตถุ ทางโลดโผน เช่น เหาะได้หรือกระทำอะไรได้ในลักษณะ อย่างนั้น ว่าเป็นฤทธิ์ เป็นปาฏิหาริย์. นี้มองไปตามประสาโง่ หรือ อวิชชา ไปติด อยู่ที่ความแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์ ไม่มองที่ความสำเร็จ. ที่ถูก ต้องมองว่าที่ เหาะได้ หรือทำอะไรได้นั้น เพื่อผลอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะต้องการความสำเร็จ. แต่เดี๋ยวนี้ไปมองที่ความประหลาดน่าอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์เสียอย่างนี้ ฉะนั้น จึงมองไม่ ค่อยเห็น ว่า ฤทธิที่แท้จริง ปาฏิหาริย์ที่แท้จริง มันคืออะไร ? เป็นความสำเร็จของอะไร ? ฤทธิ์คือความสำเร็จของประโยชน์ที่ถูกต้อง จะเหาะได้หรือไม่เหาะได้ มันยังไม่ใช่เรื่องที่แน่นอน ; อย่างเดี๋ยวนี้ไปโลกพระจันทร์ได้ มันก็เป็นเรื่องเหมือนกับ เหาะได้, แต่มันอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรก็ได้. เพราะฉะนั้น ฤทธิ ปาฏิหาริย์ นั้น มันต้องมีประโยชน์ ที่มีประโยชน์ที่สุดก็คือละกิเลสได้ ; ที่ตรงไหนละกิเลสได้ ตรงนั้น เป็นฤทธิ์เป็นปาฏิหาริย์ที่สุด. ใน ทางพุทธศาสนา เรา จะระบุ ปาฏิหาริย์คือการกลับคนเลวให้เป็นคนดี, กลับความทุกข์ให้เป็นความสุข : นั่นแหละคือตัวปาฏิหาริย์ ถึงยอดสุดของปาฏิหาริย์ ด้วย : ไม่ต้องเหาะได้ ไม่ต้องอะไรก็ได้; เพราะว่าเหาะได้นั้น จะกลับคนชั่วให้ เป็นคนดีได้หรือไม่ก็ไม่รู้ มันไม่แน่ หรืออาจจะไม่กลับเลยก็ได้ แต่การที่พระพุทธเจ้า ตรัสกับใครเพียงสองสามคำ แล้วคนนั้นกลับตัวจากคนเลวเป็นคนดี จากปุถุชนเป็น พระอรหันต์ขึ้นมา ; อย่างนี้คือปาฏิหาริย์จริง ๆ. เครื่องมือ ที่เรียกว่าฤทธิ มันเป็นอย่างนี้, พูดตรง ๆ ก็ เป็นเครื่องมือฆ่ากิเลส ฆ่าความทุกข์ ; เพราะการฆ่ากิเลส ฆ่าความทุกข์นั้น เป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่ง เป็นฤทธิ์อย่างยิ่ง. แต่คนเขาไม่ค่อยชอบ เขาเอาฤทธิ เอาปาฏิหารย์ไปใช้ในเรื่อง

น.41 เหาะได้ ดำดินได้ เนรมิตอะไรได้, ล้วนแต่เป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น คือมันไม่จริง ตามนั้น ; เนรมิตข้าวสุกขึ้นมา กินก็ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น. การเนรมิตนั้นทำขึ้นมา ให้เห็นได้, เนรมิตปราสาทขึ้นมาให้เห็นได้, แต่มันอยู่ไม่ได้. คนผู้เนรมิตจะต้อง ไปตัดไม้มาทำกุฏิทำกระท่อมอยู่ ทำบ้านเรือนอยู่ ; เพราะมันเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ หลอกลวง. ในที่สุด ก็ต้องมาสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อจะมีวิมานอยู่ อย่างนี้จะบันดาล เอาด้วยฤทธิ์ของอวิชชา อย่างนั้นไม่ได้. เรื่อง ๒. ปาฏิหาริย์ ของเรา ก็อยู่ที่ฆ่ากิเลส ให้ราบเรียบไปเลย ; อย่างที่ พระพุทธเจ้าทรมานคนมิจฉาทิฏฐิ หรือคนเข้าใจผิด เช่นพระองค์คุลีมาล หรือมิจฉา ทิฏฐิที่หนาแน่นกว่านั้น ก็ได้ ทำได้. นี่คือปาฏิหาริย์ที่เป็นเครื่องมือเพื่อทำอย่างนี้ต่างหาก ที่เรียกว่าอิทธิ ฤทธิ์ หรือแม้แต่ปาฏิหาริย์. ในอรรถกถาก็เลยเขียนไว้ชัดว่า : อิทธิปาฏิหาริย์ ก็คือแสดงฤทธิเดชตามภาษาชาวโลก. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ก็คือสอนโดยใช้คำพูดที่น่าอัศจรรย์ที่สุด เรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์. แล้วก็มีการกลับ ใจคน การทรมานคน เปลี่ยนแปลงคน ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดเรียกว่า อาเทศปาฏิหาริย์ แยกกันไปเลย แยกกันไปจากฤทธิชนิดที่มันเป็นเรื่องหลอกลวงโกหก มาเป็นฤทธิที่ แท้จริง ใช้ประโยชน์ได้ถึงที่สุด ทำปุถุชนให้เป็นพระอรหันต์ ; หมายความว่าทำคน ที่มีความทุกข์ให้กลายเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ได้. คำว่าฤทธิ์เป็นอย่างนี้ เป็นเครื่องมือกี่มากน้อยก็ลองคิดดูเองก็แล้วกัน เป็นเครื่องมือที่วิเศษอย่างไร ก็คิดดูเองก็แล้วกัน. เมื่อพูดถึง อิทธิบาท ก็หมายถึงรากฐาน สิ่งที่เป็นรากฐาน หรือ เป็นเครื่อง มือชั้นรากฐานที่ให้เกิดฤทธิ เหล่านั้น.

น.42 ถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงประสงค์มีอายุยืนยาวอยู่สักกัปป์หนึ่ง ก็ใช้อิทธิบาทนี้ เหมือนกัน ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้. แต่ว่าเป็นเรื่องเกินความเหมาะสม ไม่ได้ขวนขวาย, แล้วก็ไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับการเปลี่ยนแปลงคน. ครั้นจะมีอายุยืนสัก กัปป์หนึ่ง ก็ไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับการเปลี่ยนคนสักคนหนึ่ง จากความเป็นปุถุชนให้เป็น พระอรหันต์ ; ฤทธิ์ที่แท้จริงมันอยู่ที่นี่. เราก็อยู่ในชุดนี้ อยู่ในกลุ่มนี้คือเป็นผู้มีความ ทุกข์แล้วก็อยาก หรือต้องการ . ที่จะไม่มีความทุกข์. เรื่องมีความทุกข์ก็รู้จักกันดี ทุกข์อย่างที่ต้องน้ำตาไหลนี้ก็รู้จักกันดีอยู่ ไม่ ต้องพูดอีก, ต่าง ต้องการจะขัดความทุกข์เหล่านี้ออกไป ก็ต้องมีฤทธิ์ ต้องเป็นคน มีฤทธิ์; เรื่องที่เคยร้องไห้น้ำตานองไปนั้น มันจะต้องมีฤทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มาแก้ไข. จะมีวิธีอะไรมาแก้ไขได้จริง ? ก็จะมีแต่ธรรมะอย่างเดียว ; ธรรมะนี้ก็ขยาย ตัวออกไปเป็นข้อ ๆ พวก ๆ ไป อย่างที่ว่ามาแล้ว. ถ้าบังคับจิตใจได้มันก็หยุดร้องไห้ได้; แต่ว่าต้นเหตุ ที่ทำให้ร้องไห้นั้น ไม่มีที่สิ้นสุด คือมันมีความผิดพลาดอย่างอื่น ; จำต้องแก้ไขความผิดพลาดเหล่านั้น ให้หมดไป. ความผิดพลาด คือ ทำความชั่ว หรือ อยากทำชั่ว หรือ บังคับตัวไม่ได้ ; มันก็ต้องแก้ไขด้วยการบังคับตัวให้ได้ นับตั้งแต่สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ขึ้นมา. ความ ทุกข์ต้องมาจากการทำผิดหรือทำชั่วเสมอ, การทำผิดทำชั่วก็มาจากการบังคับตัวไม่ได้ เสมอ ; ที่ว่าไม่รู้อะไรนั้นดูจะไม่มี มีแต่ว่ารู้แล้ว ทำไม่ได้ หรือไม่ทำ หรือ บังคับตัวไม่ได้, มันอยู่ที่การบังคับตัวไม่ได้. ทีนี้ก็เริ่มมีโครงการ มี แผนการที่จะบังคับตัวเองกันให้ได้จริงๆ แล้วก็ ในระยะยาว. อิทธิบาท นี้ก็มี หน้าที่เกิดขึ้น.

น.43 เราต้องเห็นว่าร้องไห้นี่ไม่ไหว ; แล้วก็ต้องอยากหรือประสงค์ที่จะไม่ร้องไห้ หวังที่จะไม่เป็นผู้ที่ร้องไห้อีกต่อไป. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าฉันทะ มันก็เกิดขึ้นในความไม่ต้อง ร้องไห้ ; นี่เรียกว่า ฉันทะ. เรื่องความทุกข์ ก็ต้องมีฉันทะในการที่จะไม่เป็นทุกข์ หรือถ้าเราเรียกว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่างไม่เป็นทุกข์ ก็ต้องมีฉันทะในการที่จะเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. พิจารณาคิดดูให้ดี มันก็จะได้มีฉันทะขึ้นมา คิดเป็นก็มีง่าย มีลึก มีแรง มี ฉันทะ อย่างลึกอย่างแรงอย่างจริงจัง ขึ้นมา ; นี่ก็สำเร็จไปตั้ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ; คนเราถ้าลงพอใจหรือแน่ใจอะไรลงไปแล้ว มันก็มีความสำเร็จอย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ "พอใจ" เป็นกำลังผลักดัน ให้ทำต่อไปโดยง่าย โดยสะดวก โดยสนุก. การที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกเอาฉันทะขึ้นมาเป็นข้อแรกนั้น เป็นเทคนิคทางจิตทางวิญญาณอย่างใหญ่หลวง. เดี๋ยวนี้คนโง่มาก จนไม่อยาก ไม่พอใจในสิ่งที่ควรจะอยาก ควรพอใจ, พอใจแต่ที่จะร้องไห้, กลายเป็นร้องไห้แล้วยิ่งสนุก ยิ่งสบาย ยิ่งอร่อย ก็เลยร้องไห้กัน ไปจนตลอดชีวิต, สมัครที่จะเป็นทุกข์อยู่ตลอดชีวิต สนุกไปเลย, ขึ้น ๆ ลง ๆ เปียก ๆ แห้ง ๆ อะไรอยู่อย่างนี้เรื่อยไปจนตลอดชีวิต, ไม่เคยมีฉันทะในพระนิพพาน. จงไปดูเสียใหม่ใน จุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุด คือฉันทะ ในพระนิพพาน คือใน ความดับทุกข์ ในความสะอาด สว่างสงบ ในความแห้งสนิท ก็ต้องอุตส่าห์ดู ขยันดูความทุกข์ ; แล้วดูให้เป็น. ถ้าร้องไห้ ก็ ดูให้เป็น ว่า ร้องไห้ นี้คืออะไร เพื่ออะไร จากอะไร ; อย่างนี้ไม่เท่าไรก็จะพบหนทางที่จะแก้ไข. เดี๋ยวนี้ดูไม่เป็น

น.44 ดูแต่จะร้องไห้ให้ดีกว่าเดิม เพื่อเป็นเรื่องกลบเกลื่อนความทุกข์ด้วยความทุกข์ ไม่รู้จัก สิ้นสุด. เราเห็นได้อยู่แล้ว ว่า ที่เข้ามาในวัด ในวานี้ เข้ามาด้วยอะไร ; คือว่าเดิน ละเมอเข้ามา หลับตาเดินละเมอเข้ามาตาม ๆ กันมา ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ว่า "เข้าวัดดีกว่าโว้ย" อย่างนี้เสียแหละมาก ; ไม่ได้เห็นว่านอกวัดนั้นมันเป็นทุกข์ เหมือนกับไฟไหม้ แล้วเราก็ไปหาที่ดับไฟ ไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น คิดนั้นอาจจะคิด แต่คิดไปตามเหตุผล ไม่ได้รู้สึกจริงๆ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็น เรื่องคิดตามเหตุผล. ที่ต่ำกว่านั้น ก็ละเมอตาม ๆ เขามา ไม่ได้คิดตามเหตุผล ด้วยซ้ำ; ถ้าเหตุผล ก็เป็นเหตุผลของเด็ก ๆ เมื่อเขาเฮไปทางไหน ก็เฮไปทางนั้นด้วย : "มันคงดีแน่ เพราะเขาเฮกันไปมาก ๆ มากคนอย่างนี้ นี้เหตุผลของเด็ก ๆ เป็นอย่างนี้. บางคนอาจจะ ไปไกลกว่านั้น คาดคะเนเห็นว่า มันคงจะดี เพราะเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี ; ล้วนแต่ คิดตามเหตุผลทั้งนั้น ไม่ได้รู้สึกความทุกข์จริง ๆ เลย. จะดับทุกข์นั้นจะดับกันได้ โดยวิธีที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่กล่าวมา ข้างต้น; ฉะนั้น วัดก็เกิดขึ้นเป็นสถาบันเพราะความหลงของคนก็ได้, เพราะความ จริงความถูกต้องของผู้มีสติปัญญาก็ได้. แต่พอเข้ามาถึงยุคนี้แล้ว ดูมันจะเป็นเรื่อง สถาบันของความหลง ความสมมติเอา เป็นความเห่อตาม ๆ กันไปเสียมากกว่า. บางที ที่วัดนั่นเองก็ไม่ได้มีระบบการดับทุกข์ หรือว่าทำความดับทุกข์ หรือว่าทำความดับทุกข์ อะไรก็มี ; แต่มีชื่อเสียงเลิศลอยเสียแล้ว ขึ้นชื่อว่าวัดละก็ต้องวิเศษ ก็ต้องดับทุกข์, กลาย เป็นสถาบันของความสมมติเท่านั้นเอง.

น.45 ดูให้ดีจะเห็นว่า ฉันทะที่ประกอบด้วยธรรม เพื่อจะดับทุกข์นี้นั้นยังไม่มี ยังไม่พอ ; มันมีมากแต่ฉันทะในทางกามารมณ์ ที่เรียกว่ากามฉันทะเป็นนิวรณ์นั้น กลุ้มอยู่ทั่ว ๆ ไป, เป็นฉันทะในเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรเช่นนี้ เป็นฉันทะที่แรงมาก แรงจนข่มขี่กันไม่ไหว. มันเป็นฉันทะไปทางฝ่ายโน้น ไม่ใช่ฉันทะมาทางฝ่ายโพธิปักขิยธรรม หรือนิพพาน, ไม่ใช่ฉันทะในอิทธิบาทของ โพธิปักษิยธรรม นี่คือจุดตั้งต้นจุดแรก จุดตั้งต้นที่จะต้องสะสาง. ถ้าเดินมาถูกแล้วก็ดี เป็นที่น่าอนุโมทนา ; ถ้ามีฉันทะถูกต้อง จึงมาวัด มาบวช มาปฏิบัติ ก็น่าอนุโมทนา. แต่ว่าอย่าเพ่อคิด หรือเหมาเอาว่าถูกต้อง ง่าย ๆ นัก ไปสอบไปตรวจดูให้ดีเสียก่อน ว่ามันถูกต้องจริงหรือเปล่า; เผื่อมันจะมี ส่วนที่ไม่ถูกต้องเพราะความไม่รู้เท่า, เพราะความไม่รู้นี้ก็มี. บางทีจะต้องมีแทรกอยู่ คือความเห่อ : การบวชเห่อ ๆ กันอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ฉันทะในอิทธิบาท, เข้าวัดเพราะเห่อ ตาม ๆ กันมา นี้ก็ไม่ใช่ฉันทะในอิทธิบาท. เมื่อรากฐานนี้ ไม่ถูกหรือไม่มีแล้ว มันจะทำต่อไปไม่ได้ ฉะนั้นจง ย้อนไปสำรวจดูที่รากที่เหง้า ที่จุดตั้งต้นอันแรกนี้กันเสียทุกคน ว่าฉันทะของ เราถูกต้องหรือเปล่า ? บริสุทธิหรือเปล่า ? มีมากพอหรือเปล่า ? ถ้ามันไม่ถูกต้อง และไม่มากพอก็จงขยับขยาย เรื่องฉันทะนี้ให้ถูกต้อง ให้มากพอเสีย, แล้วต่อไปมัน จะง่าย มันจะลื่นไปเอง ด้วยอำนาจของฉันทะนั้น. ถ้ามีฉันทะอย่างกำกวม ไขว้เขวเลือนลาง หรือ เป็นอย่างละเมอ ๆ มันก็ ไปไม่รอด ; จึงหวังว่าทุกคนจะได้ไปสำรวจดูความประสงค์ ความต้องการของสติ ปัญญา ที่จะมีความพอใจในฝักฝ่ายของโพธินี้ มีแล้ว ถูกต้องสมบูรณ์หรือเปล่า ?

น.46 นี้กลายเป็นว่า ผมจับตัวไปเรียน ก ข ก กา กันใหม่, หรือว่าไปตั้งแถว กันใหม่ ตั้งสอนเดินกันใหม่ ตั้งไข่กันใหม่; อย่างน้อยก็หัดสอนเดินกันมาใหม่ โดยวิธี ที่ถูกต้อง. เรามีความพอใจในอะไรจึงมาบวช หรือมาวัด? ที่แล้ว ๆ มา แม้แต่ ผมเองก็แย่ ไม่ได้มาบวชเพราะว่ามีฉันทะอันบริสุทธิ์ของอิทธิบาท; แต่บวชเพราะ ธรรมเนียมเพราะโยมประสงค์อย่างยิ่ง แล้วผมก็เป็นผู้ที่ชื่อว่า ยอมหมด หรือขึ้นอยู่กับโยม. ชีวิตของเราไม่มีความหมาย สุดแท้แต่ประสงค์ของโยมเป็นใหญ่. อย่างนี้ก็ดูเถิด มันก็ ไม่ได้บวช หรือเข้าวัดเพราะมีฉันทะของอิทธิบาทอะไรเลย ; เรื่องการบวชของพวกคุณ ก็น่าจะมีทำนองนี้อยู่บ้างเหมือนกัน. ทีนี้ ส่วนใหญ่ออกไปอีก เหตุผลในการบวช อาจจะเลยเถิดไปกว่าที่กล่าวมา นั้น : บวชแก้บน ก็มี, บวชเพราะกลัวอันตราย อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หนีอะไรมา ก็มี, หนีคดีมาก็มี, หนีความกลุ้มใจจนทำอะไรไม่ถูก มาลองบวชดู อย่างนี้ก็มี, มี ความร้อนอกร้อนใจกลุ้มใจอะไรมาบวชลองดู เผื่อมันจะหายก็มี, บวชเพื่อพักผ่อน ก็มี, บวชเอาเปรียบสังคมไม่อยากทำงาน แล้วก็มาบวชอาศัยผ้าเหลืองเลี้ยงชีวิตอย่างนี้ก็มี มันไกลกันสุดโต่งไป เป็นคนละโลกไปเลยกับเรื่องที่จะเป็นฉันทะตามแบบของอิทธิบาท ที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้มี ขอให้ทุกคนทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสกอุบาสิกา ลองสำรวจ จุดตั้งต้นจุดแรก คือฉันทะนีดูด้วยกันทุกคน ; ถ้าอันนี้ ไม่ถูกแล้วอย่าไป หวังเลยว่าอันอื่นจะถูก, ถ้าอันนี้มีกำลังไม่มากพอ อย่าไปหวังเลยว่ามันจะเป็นไปได้ ต่อไปข้างหน้า. ขอให้ไปดูว่า ธรรมฉันทะ หรือธรรมนันทินี้ มีพอหรือไม่ ? สำหรับคำพูดอันน่าตกใจที่ใช้คำว่า "ฉันทะ" เหมือนกับ ถามฉันทะ ใช้คำ ว่า "นันทิ" เหมือนกับที่เป็นชื่อของตัณหา - นนทิราคสหคตา นั้นเป็นคำเดียวกัน ; แต่นั่น

น.47 มันมีตัณหา มีนันทิไปในทางกามารมณ์ หรือทางกิเลส ; เดี๋ยวนี้มีฉันทะหรือนันทิใน ทางของธรรมะหรือนิพพาน คำที่เป็นพุทธภาษิตก็มีเรียกว่า "ธมฺมนนที" - มีนันทิใน ธรรม ; นี่คือนันทิ ที่จะมาฝ่ายนี้ฝ่ายนิพพาน, แล้วก็เป็นฉันทะอิทธิบาทอย่างยิ่ง. เรา จะต้องมีธรรมนันทิ หรือ ธรรมฉันทะ อะไรก็ตาม เป็นจุดตั้งต้นให้ บริสุทธิ์ผุดผ่องให้มากพอ ไว้ก่อน; แล้วจัดให้เป็นสังคมอันหนึ่ง ที่มีสิ่งนี้เป็นรากฐาน หรือเป็นมูลฐาน แล้วจึงจะไปรอด. แต่ถ้าเราจะทำกันอย่างเห่อ ๆ จะตั้งพุทธสมาคม ขึ้นมาด้วยความเห่อ นี้ก็ไปไม่รอด ; เพราะมันขาดตัวนี้ คือขาดฉันทะหรือขาดนันทิ ในธรรมะที่แท้จริง ; เป็นนันทิหรือฉันทะของกิเลส ตั้งพุทธสมาคมเอาหน้าเอาเกียรติ หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรืออะไรอื่นต่อไปอีก ; อย่างนั้นแล้วมันก็แยกกัน เดินกันคนละทางแน่. เรื่องที่พูดมานี่บางทีก็จะเป็นคำตอบของปัญหา ที่ว่า ทำไมพุทธสมาคมเกิด ขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง หรือจะทั่วโลกอยู่แล้ว มันก็ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ? ก็เพราะ เป็นพุทธสมาคมเก๊ ไม่มีธรรมฉันทะ ไม่มีธรรมนันทิ อย่างถูกต้อง และเพียงพอนั่นเอง ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดพุทธสมาคม. วัดก็เป็นสมาคม สำนักชีก็เป็นสมาคม หรืออะไรก็ เป็นสมาคม ; ล้วนเป็นพุทธสมาคม เป็นสมาคมของชาวพุทธ ; แล้วไปตรวจดูฉันทะ ไปสำรวจดูฉันทะเถิด อาจจะส่ายหน้าก็ได้ สั่นหัวก็ได้ เพราะ ไม่ตรงตามร่องรอยของ พระพุทธเจ้า แล้วจะไปหวังอิทธิบาทได้อย่างไรกัน. ลองคิดดูกันใหม่ของแต่ละคน ๆ ในลักษณะที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" เป็นของเฉพาะตนนี้ ต่างคนต่างแก้ไขตน จะช่วยกันได้ก็น้อยเต็มที, ที่ชี้แจงให้ไป แก้ไขของตน จะไปช่วยแก้ไขตนคงจะทำไม่ได้ ; แต่ว่าจะช่วยชี้แจงกันว่า ให้ไปแก้ไข

น.48 ของตน ๆ กันเอง ให้มันถูก เพราะความรู้สึกมีส่วนลึกของจิตใจของแต่ละคน เฉพาะ คน. ขออย่าทำอะไรด้วยความเห่อและละเมอ. เดี๋ยวนี้คนทำความดีด้วยการเห่อ ด้วยการละเมอ. นี่มิใช่ผมพูดด้วยความ เสียดสี หรือตั้งใจจะกระทบกระทั่งเสียดสี, ไม่ใช่ตั้งใจจะด่าใคร ; แต่ตั้งใจ จะชี้ข้อ เท็จจริงของอุปสรรคที่มีอยู่เท่านั้น, พูดไปตรง ๆ มันก็เป็นเรื่องเหมือนกับด่า หรือ เสียดสีอย่างนั้น. ขออย่าไปคิดในรูปนี้ ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องค่า เรื่องเสียดสี ก็ขอให้ คิดว่ามันเป็นเรื่องหวังดี. ให้มองเห็น ความเหลวไหลมาแต่จุดตั้งต้น, ความผิดพลาดโดยไม่รู้สึก ตัวมาตั้งแต่จุดตั้งต้น, ของการที่ไม่มีฉันทะที่บริสุทธิ์ในการที่เข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ; แล้วดูว่ามันเปลืองมาก ในการที่บวชนี้ก็เปลืองมาก, ที่จะมา บำเพ็ญชีวิตอยู่อย่าง นักบวชอย่างนี้ มันก็เปลืองมาก คือต้องเสียสละมาก ลงทุนมาก ; แล้ว มันได้อะไร ? การบวชควรจะต้องได้อะไรที่คุ้มค่ากัน ; แล้วมันไม่ได้เพราะ เหตุไร ? ก็เพราะเหตุที่มีฉันทะหรือสัจจะไม่พอ ; มันขาดเครื่องมือพื้นฐานเสียตั้งแต่ เบื้องต้นแล้ว, ไม่มี สัจจะ หมะ ขันตี จาคะ ที่ถูกต้อง และเพียงพอแล้ว, ไม่มี อิทธิบาทข้อแรกที่สุดที่เพียงพอแล้ว. นี้เป็นการสำรวจครั้งใหญ่ อย่างตรงไปตรงมา ลองไปสำรวจดูเผื่อว่า มันผิดพลาดมาเรื่อย ๆ มานานแล้ว ก็จะได้ชำระสะสางรื้อขึ้นมาชะล้างเสียให้มันถูกต้อง มาตั้งแต่จุดตั้งต้นของนิสัยสันดาน

น.49 นี่คือธรรมะที่ชื่อว่า อิทธิบาท ข้อที่ ๑ เรียกว่า ฉันทิทธิบาท, ปรารภ ความดับทุกข์ ปรารภโพธิ ; เรามาใช้ในทางเป็นโพธิ์เพื่อโพธิ์, แทนที่จะเอา ไปใช้อย่างเรื่องหลับตาหลงไปในโลก หรือว่าเอาไปใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ส่วนตัว อย่างคนพาลเอาไปใช้. อิทธิบาทข้อฉันทะนี้ เป็นที่แน่นอนแล้ว ว่าเราไม่ชอบ ไม่ต้องการจะ เป็นคนพาลหรือเป็นเรื่องเล่นตลก ทุจริตอะไรรูปนั้น ; แต่ทำด้วยความอยาก หวังที่ จะดี ที่จะดับทุกข์ มันก็ยังมีเงื่อนงำที่เรายังเข้าใจไม่ได้ หรือเข้าใจผิดอยู่บางส่วนบางอย่าง ไขว้กันอยู่ จึงขอร้องให้ไปตั้งต้นลงโรงกันใหม่ เพื่อให้รู้แน่เสียทีว่า มันถูกและดีแล้ว ตั้งแต่ต้น หรือมันยังผิดอยู่ที่ส่วนไหน ; แก้ไขปัจจัยสำคัญ ต้นเหตุรากเง่าอันนี้ คือสิ่ง ที่เรียกว่านันทิ หรือฉันทะในทางธรรม. พออันนี้ถูกต้องบริสุทธิ์แล้ว ทีนี้มันจะวิ่ง ไปที่เดียว จะวิ่งไปอย่างถูกต้องอย่างรวดเร็วและง่ายดาย. เราพูดกันวันนี้เฉพาะเรื่อง ฉันทะข้อเดียวก็หมดเวลาแล้ว. หวังว่าจะได้เอาไปคิดไปนึกอย่างมากเป็นพิเศษ ให้สมกับที่ ฉันทะเป็น เงื่อนต้นที่สำคัญที่สุด ; ตั้งต้นถูกต้องมันก็เป็นอันหวังความสำเร็จได้, ตั้งต้นผิดแล้วก็ อย่าไปหวังเลยในความสำเร็จ. ก็เลยเป็นเรื่องที่น่าหวัง ที่เข้าวัดมาเป็นสิบ ๆ ปี หรือ บวชกันมาหลาย ๆ ปี หลายสิบปีแล้ว มาขอร้องให้ย้อนหลังไปดูในลักษณะที่ตั้งต้นกัน ใหม่ ; ทั้งนี้ก็เพื่อ ปรับปรุงรากฐานนั้นให้ถูกต้องเสียที หรือถูกต้องยิ่งขึ้น แล้วแต่ กรณีของบุคคลเป็นคน ๆ ไป. ผมคิดว่า อุปสรรคมันติดอยู่ที่ฉันทะนี่ ; จะจริงหรือไม่ ก็ลองไปคิดไป ทบทวนดู. ไปสังเกตดู หรือไปรื้อขึ้นมาดูมาสอบดู ว่าจุดตั้งต้นของเราเป็นอย่างไร, เดินมาอย่างไร. เดี๋ยวนี้กำลังมี นันทิหรือฉันทะในอะไร ? กำลังละเมออยู่หรือเปล่า ?

น.50 บางทีเราจะกระโดดก้าวข้ามไปไกลเสียแล้วก็ได้, ไปหวังในอะไรที่เป็น เกียรติ เป็นบุญเป็นกุศล เป็นอะไรไปเสีย เตลิดเปิดเปิงไป. ฉะนั้น จึงขอร้อง ให้เป็นอยู่อย่างต่ำที่สุด : "กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู" ไปเรื่อย ๆ ตามอุดมคติ อันนี้ จะเป็นเครื่องประกันฉันทะไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง หรือเตลิดเปิดเปิง. ให้เป็นอยู่อย่างต่ำ, อย่างต่ำที่สุด จะประกันความเตลิดเปิดเปิง ; ฉันทะจะยังคงบริสุทธิ์อยู่ มีความพอใจที่จะฆ่ากิเลส แทนที่จะไปเป็นทาสของกิเลสโดยไม่รู้สึกตัว. เวลาของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต