น.51 วันที่ ๑๑ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๔๕ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษา พระพุทธศักราช ๒๕๑๒. วันนี้จะได้กล่าวถึงธรรมะ ในฐานะเป็นเครื่องมือ คือ อิทธิบาท ข้อที่ ๒ เป็นลำดับไป. ในวันที่แล้วมา ได้พูดถึง อิทธิบาทข้อแรก ที่มีชื่อว่า ฉันทะ ซึ่งแปลว่า ความพอใจ เป็นเหตุให้เกิดความสำเร็จ อย่างยิ่ง จนถึง กับกล่าวว่า ถ้ามีความพอใจก็เท่ากับมีความสำเร็จ ตั้งครึ่ง หนึ่งแล้วเป็นอย่างน้อย เพราะฉันทะเป็นกำลังอะไรอันหนึ่ง อย่างที่บอกไม่ถูก. ๑๙
น.52 ลำดับต่อมาได้ชี้ให้สังเกต ดูถึงตัวจริงของธรรมะ ข้อนี้ ที่เรียกว่าฉันทะ คือ ความพอใจ; เพราะว่าคำพูดคำหนึ่ง ๆ ที่เป็นชื่อของธรรมะนี้ ในบางกรณีมีความหมาย กว้างมาก คนที่สะเพร่าหรือว่าอวดดี ย่อมไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดนั้น ; เช่นคำว่า ฉันทะ คือความพอใจ เมื่อสอนก็มักจะสอนกันเพียงเท่านี้เอง. ที่ว่าให้ดูที่ตัวจริงของมัน ก็คืออย่าฟังแต่ชื่อ หรือตัวหนังสือ; แม้ว่ามันจะเป็นความรู้ทางจิตวิทยาไปบ้าง มันก็ ยังเป็นเรื่องของธรรมะอยู่นั่นเอง จึงบอกให้ดูถึงตัวจริงของมัน. การที่จะมีฉันทะ ความพอใจได้ จะต้องมีความรู้ คือ รู้จัก แล้วก็มี ความ เชื่อ, แล้วก็ต้อง มีความแน่ใจ อะไรอย่างนี้ เป็นต้นด้วย : เมื่อพูดถึงฉันทะ คือ พอใจแล้ว ต้องมีความรู้จักสิ่งนั้นดีมันจึงจะพอใจ; แล้วต้องมีความไว้ใจในสิ่งนั้นจึงจะ ใช้ได้, จึงจะเกิดเป็นความเชื่อ หรือศรัทธา หรือความแน่ใจ อธิษฐานจิต, มีสัจจะ อะไรขึ้นมา. คนสะเพร่าหรือคนอวดดีก็มองแต่ว่าพอใจนิดหน่อยแล้วก็พอใจ ; นี้ก็พอใจ แต่ปาก กำลังของความพอใจ ยังไม่พอ ยังเป็นของเด็กเล่น ; ถ้าเป็นอย่างนี้ธรรมะ อิทธิบาทข้อถัดไปก็เลยล้มละลาย ไปตาม ๆ กัน. นี่คือข้อที่เราทำอะไรไม่สำเร็จ และโดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการปฏิบัติธรรม. ขอให้เข้าใจให้ดีว่า คำพูดคำหนึ่งที่ใช้เป็นชื่อของ ธรรมอย่างหนึ่ง นั้น โดย พฤตินัยย่อมกินความ หรือ รวบรวมเอาคุณสมบัติของธรรมชื่ออื่น ๆ เข้าไว้มาก. ถ้าเป็นนักค้านก็ควรจะค้าน แล้วก็อาจจะรู้ได้จากการค้าน ว่าเอาศรัทธา ไปไว้ที่ไหน ? เราเคยได้ยินว่า ศรัทธา ก็เป็นธรรมะสำคัญ, เดี๋ยวนี้มัน ก็อยู่ในคำว่า
น.53 "ฉันทะ" นั้นเอง สัจจะอธิษฐาน มันก็ รวมอยู่ในฉันทะ ทั้งนั้น ; แต่มันอาจจะ กระจายไปอยู่ในชื่ออื่น : เช่นคำว่า ปัญญา นี้มันก็ต้องมีก่อน แล้วมันก็ไป มีมากในส่วน ที่เรียกว่าวิมังสาข้อที่ ๔. ความปักใจมั่นก็ไปมีในข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า จิตตะ, การกระทำลง ไปจริง ๆ เป็นหัวข้อที่ ๒ คือวิริยะ. วันนี้เราจะพูดถึง อิทธิบาทข้อที่ ๒ คือวิริยะ : - สำหรับคำว่า วิริยะ ควรจะได้พิจารณากันในแง่ของคำหรือคำพูดกันสักหน่อย ด้วยเหมือนกัน ; เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า วิริยะคือความเพียร และเราก็ไม่ควรจะแปลเป็น ภาษาไทย. มันอาจจะแปลกประหลาด ที่ว่าคำที่เกี่ยวกับความเพียร เป็นคำที่ใช้ตาม ภาษาบาลีอยู่ตามเดิม ; เช่นเดียวกับคำว่าธรรมะ เราไม่แปล ใช้คำว่าธรรมะไปตามเดิม. คำว่าวิริยะนี้ก็เหมือนกัน เราใช้คำว่า "วิริยะ" ไปตามเดิม ; ที่แปลว่าความเพียรนั้น ก็ไม่ได้แปล, เพียงแต่เอารูปคำไปเปลี่ยนเป็นภาษาที่ถนัดสำหรับคนไทย. คำว่า "เพียร" ก็คือคำว่า วิริยะ นั้นเอง. อย่าเข้าใจว่าคำไทยนี้เป็น ความเพียรคือคำว่าวิริยะ, หรืออุตสาหะคือความพยายาม อย่างนี้ไม่ใช่ : คำว่าพยายาม เป็นภาษาบาลีตรงตัว, คำว่าอุตสาหะก็เหมือนกัน. นี่เป็นการแสดง วัฒนธรรมไทยทางภาษา ซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่อินเดีย เป็น colony ทางวิญญาณทางภาษาแก่อินเดีย ใช้ภาษาอินเดีย. ที่เป็นภาษาไทยแท้ ๆ ก็เช่น คำว่า บากบั่น นี้เป็นไทยแท้ ๆ, ความขยัน ความบากบั่น แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้โดยตรง ; มักใช้คำว่า วิริยะ พยายาม อุตสาหะ ; ซึ่งเป็นคำบาลี.
น.54 ถ้าเราดูตามคำตามศัพท์ จะได้ความหมายของคำว่า วิริยะมีหลายแขนง อาจจะครบทุกแขนง. มันมีไปถึงคำว่า ปัคคหะ เป็นอันเดียวกันกับความเพียร, ปรักกมะ ก็เป็นความเพียร, อทิติ ก็ความเพียร ; คำว่า ความเพียรมีไวพจน์ มากมาย แสดงความหมายอยู่ในตัว. สำหรับคำว่าวิริยะซึ่งเป็นคำหลัก มีความสำคัญเป็นพิเศษ มีความหมายลึกดี, แล้วจะเอาความหมายตามตัวหนังสือ หรือความหมายทั่วไปก็ได้. คำว่าวิริยะ หมายถึง การใช้กำลังให้หมดไป; คุณควรจะสังเกตข้อเท็จจริงข้อนี้ไว้ เป็นความรู้. แม้ใน ภาษาไทย คำว่าวิริยะ ที่เราแปลว่าความเพียร หรืออะไรก็ตาม มันหมายถึงการใช้กำลังให้ หมดไป; เช่นในการเผาไหม้เชื้อเพลิงของกำลังให้หมดไป มันก็รวมถึงการเผากำลัง นี้ด้วย ; เมื่อเราเผาเชื้อเพลิงให้เกิดกำลังเผาไหม้ เชื้อเพลิงก็หมดไป กำลังก็หมดไป พร้อม ๆ กันไป. ฉะนั้น คำว่า วิริยะ แปลว่า การเผากำลังนี้ ให้มันหมด ๆ ไป คือ การใช้มันนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ควรจะนึกถึงคำ ๆ นี้ ซึ่งมีความหมายบัญญัติเฉพาะทาง จิตวิทยาของพวกโยคี ที่เคยพูดให้ฟังแล้วครั้งหนึ่งว่า วิริยะนี้ หมายถึงการใช้กำลัง ของชีวิตไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย, คือการใช้กำลังไปในทางกิเลส มีความกำหนัดใน ความรู้สึกทางกามารมณ์ จนกระทั่งเกิดความร้อนในร่างกาย ; เมื่อรู้สึกร้อนในร่างกาย นั่นคือมันเผาสิ่งซึ่งเป็นเชื้อเพลิงของกำลัง. พวกโยคีเขาว่า เยื่อกระดูกเป็นที่สะสมกำลังของชีวิต เหมือนกับ เชื้อเพลิง พอเกิดความรู้สึกกำหนัดทางเพศ จึงถูกเผาให้ละลายเป็นน้ำไปสะสมในต่อม prostate. อาการที่ถูกเผาอย่างนี้เขาเรียกว่าวิริยะ. ต่อเมื่อไม่ถูกเผา เก็บไว้
น.55 หล่อเลี้ยงร่างกาย หล่อเลี้ยงมันสมอง เขาจะ เรียกว่าโอชะ, โอชะของชีวิตของร่างกาย ได้ถูกใช้ไปด้วย ถูกใช้เป็นของราคะ เขาเรียกว่าวิริยะ มันก็เป็นการเผา ; เขามีความ หมายอย่างนี้. ฉะนั้น คำว่า "วิริยะ" ในแง่อย่างนี้ก็ดี ในแง่ทั่ว ๆ ไปก็ดี หมายถึงการ เผาไหม้ combustion ที่ทำให้เกิดกำลัง, แล้วกำลังนั้นก็ถูกเผาไปด้วย, เชื้อเพลิงก็ ถูกเผา, กำลังที่เกิดขึ้นก็ถูกเผา หมดพร้อมกันไป. ความหมายของคำว่า วิริยะในส่วนภาษา และ ในส่วนจิตวิทยา เราไม่ต้อง รู้มาก หรือไม่ต้องรู้จักกันมากถึงอย่างนี้; ให้รู้แต่ว่า ความเพียรคือการลงมือ ทำ การใช้กำลังให้หมดไป เพื่อผลงานอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น. ทีนี้ก็รู้ต่อไปว่าการใช้กำลังนี้ ก็มีหลายแง่ กำลังทางกาย, กำลังทางจิต, กำลังทางวิญญาณ. ผมพูดตามวิธีพูดของผม แยกเป็นสามอย่าง อย่างนี้เสมอ : เรื่อง กาย เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ ; เมื่อทำให้กำลังอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้หมดไป ก็เรียกว่าวิริยะ, ในที่นี้เราเล็งถึงกันแต่ในทางกายเป็นส่วนใหญ่. การใช้กำลังกายนี้เรียกว่าวิริยะ แต่ก็ไม่พ้นการใช้กำลังทางจิตหรือทาง วิญญาณ ไปได้ มันเนื่องกันหรือมันรวมกันอยู่ในตัว ; เมื่อเราจะใช้กำลังกายทำอะไร ลงไป เราต้องมีกำลังจิตคือสมาธิที่จะทำ แล้วก็ต้องมี กำลังของปัญญาที่เรียกว่าวิญญาณ ทางวิญญาณ. กำลังของปัญญาเป็นสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ด้วยความรู้ความรอบรู้ ใน ขณะที่เราใช้กำลัง ; ไม่เช่นนั้น มันใช้ไม่สำเร็จ ใช้ผิดได้ ; นี่ก็จะต้องใช้กำลัง ที่สัมพันธ์กันอยู่ถึงอย่างนี้. คนธรรมดาก็ดูจะไม่ได้คิดไม่ได้นึก ไม่ได้ระวังมากในเรื่องกำลังจิต ถึง อย่างนี้ สักว่าออกแรงไป ; อย่างเช่นผ่าฟืนนี้เหงื่อไหลก็สูญกำลังแคลอรี่ไปทางร่างกาย.
น.56 เราไม่เคยนึกถึงว่ามันมีกำลังจิต หรือสมาธิอะไรรวมอยู่ด้วย, หรือว่ามันต้องมีความฉลาด มีกำลังของปัญญารวมอยู่ด้วย จึงจะผ่าฟืนได้ดี, นี่วิริยะในการผ่าฟืนก็ยังต้องการกำลัง ถึงอย่างนี้แล้ว ทำไมวิริยะในทางธรรมะจึงไม่ต้องการมากกว่านี้ หรือดีกว่านี้ เพราะมัน เป็นเรื่องที่ยากกว่า หรือดีกว่า. ในเรื่องทำความเพียร อยากจะขอร้องว่า อย่าประมาท จึงจะเป็นวิริยะ ; ถ้าเกิดความประมาทแล้วไม่ใช่วิริยะ มันเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ อะไรอย่างหนึ่ง. นึกได้ ว่าพวกฝรั่งแปลคำว่าไม่ประมาทนี้เป็น diligent ซึ่งตามธรรมดาก็คือความขยันขันแข็ง ; เขาไม่รู้จะแปลคำว่า "ความประมาท" ว่าอะไร ทีแรกแปลว่า diligent อย่างนี้ เพราะมี ผลเหมือนกัน : ความขยันขันแข็งเพราะความไม่อวดดีไม่ประมาท, มีความไม่ประมาท ก็มีขยันขันแข็ง. เมื่อเรา พูดถึงวิริยะ ๆ มันก็ ต้องรวมถึงความไม่ประมาทด้วย เพราะว่าถ้า เป็นคนประมาทเสียแล้ว ก็จะขี้เกียจเหลวไหล เหลาะแหละไม่จริง มันก็มีวิริยะไม่ได้ ; มีวิริยะอย่างบ้าบิ่น ก็ยิ่งไม่ใช่วิริยะ. เราก็ได้เห็นกันอยู่บ่อยๆ บางคนเอาจริงเอาจัง บากบั่นขันแข็ง แต่มันบ้าบิ่น ; ความพากเพียรความเอาจริงเอาจัง ที่มันบ้าบิ่นนั้นไม่ ใช่วิริยะที่เป็นอิทธิบาทนี้ แต่กลับจะเป็นเรื่องขาดทุนเสียหายอะไรมากกว่า. ฉะนั้นเขา ลงทุนลงแรง กระทั่งกำลังกายกำลังทรัพย์ ผลาญเงินเผาเงิน ไปในทางที่จะสร้าง ประโยชน์ มันก็เหลวหมด เพราะทำผิด. นี่พูดละเอียดไปหน่อย ก็เพราะว่าเวลามีพอ. อยากจะพูดให้เข้าใจกันไว้ คือว่า ถึงอย่างไร ๆ มนุษย์เราก็ต้องมีวิริยะ ต้องใช้วิริยะ จึงจะตลอดรอดฝั่งไป ได้ กระทั่งพระพุทธภาษิตนี้ก็มีว่า วิริเยน ทุกขมจฺเจติ - คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความ
น.57 เพียร ; นี้ขอให้ดูว่า ระบุความเพียรหรือวิริยะ ว่า ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร, นี้เป็น หลักทั่วไป. ทีนี้ เมื่อเราแต่งกระทู้ เมื่อแรกเรียนธรรมะ แต่งกระทู้เรื่องล่วงทุกข์ได้ด้วย ความเพียร ถ้ามานึกดูเดี๋ยวนี้ก็น่าหัวเราะ น่าสงสารตัวเอง ที่พูดดิวไปแต่เรื่องความ เพียรทางร่างกายทางอะไร ; ไม่ได้รู้เลยว่า คำว่า "ความเพียร" หมายถึง ปัญญา หมาย ถึง ความเชื่อ หมายถึง ความไม่ประมาท อะไร รวมอยู่ในนั้นเสร็จ. เราแรกเรียน ธรรมะอย่างนักธรรมชั้นตรีนี้ มันก็รู้ หรือไม่รู้ แล้วพูดไปตามตัวหนังสือโดยไม่ต้องรู้ ครั้นมาเรียนธรรมะ หลายๆ อย่าง หลาย ๆ ชื่อเข้าพร้อม ๆ กัน มันจึง ค่อยรู้ - รู้ - รู้, แล้วจึงมารู้ความที่มันสัมพันธ์กัน เนื่องกันแทบจะแยกกันไม่ออก ; เช่น พูดถึงความเพียร ก็เนื่องถึงความไม่ประมาท อย่างนี้เป็นต้น นี้มันไปไกลมาก. การใช้กำลังด้วยความประมาท ก็ไม่ใช่ความเพียร หรือด้วยความโง่ ก็ ไม่ใช่ความเพียร, ด้วยความบ้าบิ่นนี้ก็ไม่ใช่ความเพียร ; มีแรงกระตุ้นที่ไม่ประกอบ ไปด้วยธรรม ก็ไม่เรียกว่าวิริยะ ในที่นี้, ไม่ใช่วิริยะในทางธรรม. เมื่อมีแรงกระตุ้น ที่เขาเรียกว่ากำลังใจ หรืออะไรก็ตาม ถ้าไม่ประกอบไปด้วยธรรมะแล้วก็ไม่ใช่วิริยะ ในที่นี้ แต่จะเป็นการอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมันก็มีได้เหมือนกันไม่ใช่มีไม่ได้ ; เช่นอยากจะอวดเพศตรงกันข้าม มันก็ขยันขันแข็งอะไรทำนองนี้ นี่ก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้ประกอบอยู่ด้วยกำลังปัญญา, มันประกอบอยู่ด้วยกำลังกายและกำลังจิต หลงไปด้วย ความรักความอะไร ความเพียรมันก็มีได้ แต่มันปราศจากความไม่ประมาท, ปราศจาก ปัญญาที่ถูกต้อง. นี่มันสัมพันธ์กันยุ่งกับคำว่าวิริยะ. เท่าที่พูดมานี้ก็พอให้เห็นได้ว่า คำพูดคำหนึ่งมันสัมพันธ์กันกับความหมายของ คำพูดคำอื่น ; ฉะนั้น สิ่งใด มีความหมายออกหน้า เขาก็เอาส่วนที่มีความหมายออกหน้า
น.58 ส่วนนั้นมาเป็นเจ้าของชื่อ. อย่างเดี๋ยวนี้ เราเรียกว่าวิริยะ ก็แปลว่าการเผากำลัง ให้สิ้นไป, หมายถึงการเคลื่อนไหว, กำลังงานที่ทำให้เคลื่อนไหว. ทีนี้ ก็ พิจารณาส่วนที่เนื่องมาจากฉันทะ : ข้อที่ ๑ คือฉันทะ ข้อที่ ๒ คือวิริยะ นี้ก็เห็นได้อยู่ในตัวว่า เมื่อมีฉันทะจริงมันก็มีการเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง นั้น เพราะภายในมันได้เคลื่อนไหวแล้ว ภายนอกมันก็เคลื่อนไหวตาม. การใช้กำลังก็เกิดขึ้น คือการเคลื่อนไหว ก็ต้องใช้กำลัง หรือเป็นการใช้กำลัง ปัญญาที่ทำให้พอใจมันมีแล้ว ทำหน้าที่ของมันแล้ว มันก็ยังคงอยู่ในการที่ จะใช้กำลังต่อไป, เป็นปัญญาควบคุมอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่าสัมปชัญญะ สติหรือสัมปชัญญะ ก็รวมอยู่ในนี้. แม้ว่าจะไม่ได้พูดถึง สติและสัมปชัญญะ ; แต่มันก็มีอยู่เต็มตัว เลย ในอิทธิบาท ข้อ ฉันทะ และ วิริยะ นี้ เป็นอัตโนมัติไปหมด ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันไม่ใช่อิทธิบาทที่จะให้สำเร็จประโยชน์ในทางธรรมะ. ที่จะเข้าใจวิริยะ ต้องดูจากคำพูด ที่เป็นชื่อของความเพียรนั้น ซึ่งมีอยู่หลาย ๆ อย่าง : คำว่าปรักกมะ, ปฺรากฺรม สันสกฤต คำนี้แปลว่า ก้าวไปข้างหน้า. ก้าวไปข้างหรือปรักกมะ, คำว่า อทิติ แปลว่า ไม่หยุด เป็นเรื่องของความเพียร. คำว่า วายามะ : วายามะ ภาษาบาลี หรือเป็น ยามะที่เป็นภาษาสันสกฤต มาเป็น พยายาม ก็แปลว่าไป, ไปข้างหน้า ไปไม่หยุด, คำว่า ปัคคหะ ตัวหนังสือเขาแปลว่าประคับ ประคอง ถือเอาได้สำเร็จ นี้ก็เป็นชื่อของความเพียร. เมื่อเราดูจากคำต่าง ๆ ที่เป็นไวพจน์ ของความเพียร ก็มองเห็นความหมายของความเพียรชัด : ไม่หยุด ก้าวไปข้างหน้า แล้วก็รักษาไว้ คือรักษาความไปข้างหน้านี้ไว้.
น.59 เหมือนกับว่าเมื่อรถมันวิ่ง รถม้าก็ได้ไม่ต้องเป็นรถยนต์ ; เมื่อรถม้ามันวิ่ง ไป, ดูให้ดีมันมีความ ไม่หยุด, มีความ ก้าวไปข้างหน้า, แล้วก็มีการ ประคับประคอง การเคลื่อนไหว ไปข้างหน้านี้ไว้อย่างสม่ำเสมอ รวมหมดนั้นจึงจะเป็นวิริยะ ; แล้ว ยังมีความหมายปลีกย่อยเบ็ดเตล็ดอย่างอื่น ๆ อีก เพราะว่าการที่จะประคับประคองอะไร ไว้ได้นั้นต้องมีปัญญา. สารถีถือเชือกเฉย ๆ หมายความว่าสิ่งต่าง ๆ มันลงรูปแล้ว จึงถือเชือกอยู่เฉย ๆ. ม้าก็พารถวิ่งไปได้ ถนนนั้นก็ดี ม้ามันก็ดี รถมันก็ดี เหตุการณ์ ต่าง ๆ มันก็ดี คนขับรถก็ถือเชือกไว้เฉยๆ ม้าก็วิ่งไปได้ ; นั้นคือตัววิริยะ. ถ้ามัน ยังทำตึงตัง ๆ จะลงคูอยู่เรื่อย หรืออะไรอยู่; อย่างนี้มันก็ยังไม่ใช่วิริยะ. การไม่หยุด การไปข้างหน้า แล้วการประคับประคองไว้ ได้ตลอดไป รวม กันเรียกว่าวิริยะ ; นี้ก็ รวมความหมายของคำว่าอุเบกขาในสัมโพชฌงค์เข้าไว้ด้วย เมื่อสิ่งต่าง ๆ เข้ารูปดีแล้วเรานั่งอยู่นิ่ง ๆ รถก็ไป ; เหมือนกับสารถีถือเชือกอยู่เฉย ๆ รถมันก็ไป รถยนต์หรือรถอะไรก็เหมือนกัน เมื่อทุกอย่างได้ที่แล้ว อยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ รถก็แล่น ก็ไป. ทำไมเราไม่จัดให้ชีวิตของเราเป็นอย่างนี้, ทำไมยังมีปัญหาปวด หัวอยู่เป็นประจำวัน ? มันน่าสงสาร. ถ้า ใครยังมีปัญหา ที่ปวดหัวอยู่เป็นประจำวัน ควรจะสงสารตัวเอง ; มันใช้ไม่ได้หมด ทั้งม้า ทั้งรถ ทั้งคน ; แล้วก็เที่ยวไปโทษคนนั้นคนนี้ โทษนั่น โทษนี่ โทษผีโทษสาง โทษเทวดา โทษโชค โทษลาง โทษเคราะห์ โทษอะไร มันก็ยิ่งโง่ใหญ่ ห่างไกลจากคำว่าวิริยะ ออกไปทุกที ๆ. เราต้องจัดเสียใหม่ให้ถูก ว่าเรากำลังไม่มีวิริยะ ชีวิตนี้กำลังไม่มีวิริยะ มีแต่ วิริยะบ้า ๆ บอ ๆ ซึ่งไม่ใช่วิริยะ ; ถ้าชีวิตไม่ก้าวหน้าไปตามหนทางที่ถูกต้องแล้ว ถึงจะ "บากบั่นกันสักเท่าไร มันก็ไม่ประสบความสำเร็จนั้น เรียกว่าเดินผิดทาง แล้วก็เสียเปล่า.
น.60 เราต้องมองดูในแง่ที่ว่า ชีวิตจิตใจ ร่างกาย รวม ๆ กันเรียกว่าชีวิตนี้ เป็น การเดินทาง, ชีวิตคือการเดินทางทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณรวมกัน ; มันเป็นการเดินทางอยู่เรื่อย ๆ กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง. ถ้าเราไม่รู้ จัดไม่ถูก ก็ไม่มีการเดินทาง ; มันกลายเป็นการหยุด เป็นการถอยหลัง เป็นการกระจัดกระจาย ไปหมดได้ ; นี่เพราะขาดคุณสมบัติ ที่เรียกว่าวิริยะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เดี๋ยวนี้วันหนึ่ง ๆ เราทำให้รถลงคูไปตั้งหลาย ๆ ครั้ง, รถวิ่งลงคูไปตั้ง หลาย ๆ ครั้ง นั้นคือความประมาท. ความประมาทนี้เรียก ภาษาธรรมดา ๆ ว่าอวดดี ; คนเป็นโรคอวดดีกันเป็นส่วนใหญ่หรือมาก. รถลงดูในทางจิตทางใจ คืออวดดีนี้ อวดอยู่นิ่ง ๆ ไม่มีใครรู้ก็ได้, แล้วก็ลงคูอยู่นิ่ง ๆ อยู่ภายในโดยไม่มีใครรู้เรื่องของคนนั้น ลงคูอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีใครรู้ นี้เป็นเรื่องทางจิตใจทางภายใน ; เพราะฉะนั้น หยุดลงคูก็คือหยุดอวดดี. รถวิ่งเหมือนกัน แต่วิ่งลงคู ยิ่งจมลึกลงไปในหล่มในเลน นี้ไม่เป็นการ ก้าวหน้า ไม่เป็น ปรกฺกโม ไม่ใช่วิริโย ; ฉะนั้นน่าสงสารตัวเองที่ว่าวันหนึ่ง ๆ ไม่เป็น วิริโย ไม่เป็นการก้าวหน้า มัวแต่ชะงักงัน หรือว่าลงคูไป กว่าจะรื้อถอนขึ้นมาได้อีก จะวิ่งต่อไปได้อีก มันก็ทุลักทุเล, หลาย ๆ ครั้งเข้ามันก็เบื่อ ก็ชินในทางเหลวไหล. นี้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จทันแก่เวลา ก็เพราะเหตุนี้. นี่เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ? สวดมนต์บทปัจจเวกขณ์ควรจะสวดอยู่ทุกวัน ๆ ว่า กถมภูตสฺส เม รฺตตินฺทิวา วีติปตฺนตีติ นี้ - วันคืนล่วงไปเรากำลังเป็นอย่างไร. นี้เป็นการเตือนที่ดีในเรื่องเกี่ยวกับวิริยะ.
น.61 ผู้ที่บวชสามเดือนนี่ก็รู้ว่า เดี๋ยวนี้ พรรษาก็ล่วงมาถึงครึ่งพรรษาแล้ว ; คุณ ไม่ได้นับมันดูหรือ เดี๋ยวนี้เวลาล่วงมาถึงวันที่ ๔๕ ของพรรษาแล้ว มาถึงครึ่งพรรษา แผล็บเดียวมันมาถึงครึ่งพรรษาแล้ว, อีกครึ่งหนึ่งก็จะครบกำหนดลาสิกขาสำหรับคนบวช สามเดือน. ดูซิว่า อะไรมันเป็นอย่างไร เวลาและ ชีวิตเป็นอย่างไร วิ่งไปอย่างไร เหลวไหลอย่างไร หรือว่ามัน ถูกต้องสมบูรณ์อย่างไร. ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องวิริยะ คือ การใช้กำลังการเผาเชื้อเพลิงของกำลังให้หมดสิ้นไป, จะได้ผลคุ้มกันหรือเปล่า ? เรื่องที่เกี่ยวกับรายละเอียดของวิริยะ หรือของความเพียรนี้ เราก็ จะได้พูดกันเมื่อถึงสัมมัปปธาน ๔ เรื่อง. สัมมัปปธาน ๔ เป็นเรื่องของ ความเพียรอย่างละเอียด อีกทีหนึ่ง. ที่พูดมาแล้วนี้เป็นเพียงเรื่องวิริยะเป็นองค์ประกอบอันหนึ่ง ของอิทธิบาท ๔ เพื่อจะดูในแง่ที่ว่า ความเพียรนี้มาสัมพันธ์กันอยู่กับธรรมะชื่ออื่น แล้วประกอบกันเป็น อิทธิบาท ๔. เมื่อตะกี้ก็ได้บอกแล้วว่าวิริยะอิทธิบาทนี้ เราเพ่งถึงการใช้กำลังกายเป็น ส่วน ใหญ่ คือเรี่ยวแรงทางกาย นี้เป็นส่วนใหญ่ ; แต่มันก็ไม่พ้นที่จะใช้กำลังทางจิตหรือปัญญา. ที่ใช้กำลังทางจิตอย่างรุนแรงกันก็มีในอิทธิบาทข้อที่ ๓ คือจิตตะเอาใจใส่ , ใช้กำลังทางปัญญาอย่างรุนแรง ในข้อที่ ๔ คือวิมังสา. ใช้กำลังของความพอใจ ของความหวัง ของความประสงค์กว้าง ๆ ในข้อที่ ๑ คือฉันทะ - กำลังของความพอใจ ก็เป็นเหตุให้ใช้กำลังกาย คือวิริยะข้อที่ ๒ แล้วต้องใช้กำลังจิต คือจิตตะข้อที่ ๓, ใช้กำลัง ปัญญา คือวิมังสาข้อที่ ๔. ผมเชื่อว่าธรรมะหมวดนี้เป็นผลแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ เหมือนกับหลักธรรมบางหมวดบางหมู่อย่างอื่น ซึ่งเขามีอยู่ก่อนแล้ว. พระพุทธเจ้า
น.62 ทรงยอมรับมา, เลยเอาเข้ามาในพุทธศาสนา แล้วก็ว่าไปตามนั้น ตามเดิมได้ ก็มี อยู่เหมือนกัน. แต่ หมวดธรรมเช่นอิทธิบาทนี้ เข้าใจว่าเป็นผลแห่งการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้าล้วน ๆ ; แล้วก็ตรัสออกมาเป็นเรื่องอริยสัจจ์ ๔ : เป็นผลแห่งการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าล้วน ๆ. เรื่องอิทธิบาทก็เหมือนกัน เพราะว่า อิทธิบาทนี้เป็นความมุ่งหมายที่จะ ให้บรรลุอริยสัจจ์ ๔, มีชื่อเต็มไปในทางที่จะบรรลุอริยสัจจ์ ๔. ฉะนั้น ควรจะได้ รับความสนใจมากเป็นพิเศษ สำหรับทุกคนที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จึงได้เอามา พิจารณากันอย่างละเอียดลออ ; แม้ว่าจะเกินไปบ้าง คือพระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสในแง่ของ ภาษา หรืออักษรศาสตร์ หรือจิตวิทยาที่ไกลออกไป, ท่านจะตรัสหรือระบุถึงแต่ส่วน ที่มันเป็น practical คือปฏิบัติได้จริง ๆ ในขณะนั้นโดยตรง ว่ามันเนื่องกันอยู่อย่างไร, ทำพร้อม ๆ กันอยู่อย่างไร กับธรรมะเหล่าอื่น. การศึกษาข้อธรรมะโดยละเอียด อย่างนี้มันก็ เป็นความรู้ทางจิตวิทยา เหมือนกัน แต่ เท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ เพื่อว่าจะทำให้ได้ ทำให้มี ทำให้ครบถ้วน ; แต่แล้วอาจารย์ชั้นหลังที่หนักไปในทางอักษรศาสตร์ หรือจิตวิทยา ชี้ให้เห็นกว้างออกไป กว้างออกไป ๆ ในรูปปรัชญา รูปจิตวิทยา รูปอักษรศาสตร์, ความรู้ที่เรียกว่าอภิธรรม ก็เกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้ เป็นอภิธรรมเฟ้อ คือเพื่อทางอักษรศาสตร์ทางจิตวิทยา. ถ้า อภิธรรมจริงก็หมายถึงธรรมะทำให้สำเร็จประโยชน์นั้น ทำได้สำเร็จประโยชน์ คือรู้จัก ปล่อยวางไม่ยึดมั่น ถือมั่น ว่านั่นเป็นอภิธรรมสูงสุด อภิธรรมจริง อภิธรรมแท้ส่วนที่ ขยายความออกไปทางภาษา ทางอักษรศาสตร์ ทางจิตวิทยา ไกลออกไปไกลออกไป นี้เป็นอภิธรรมเฟ้อ.
น.63 สมัยนี้เขาก็ชอบอภิธรรมเพื่อแบบนี้ เพราะมันสนุกดี มันลึกซึ้งเป็นอาหาร ของมันสมองดี ; ถ้ามีเวลาก็พอจะเรียนได้, ถ้ายังหนุ่มอยู่ก็พอจะเรียนได้, แต่ถ้า อายุมากแล้วมันก็ไม่ทันกัน หรือถ้ายังมีความทุกข์อยู่ มันก็เสียเวลา มันไม่ดับทุกข์. ต้องเรียนในส่วนที่ดับทุกข์กันเสียก่อน แล้วจึงค่อยไปดูในแง่ของพิเศษ เช่นทาง อักษรศาสตร์ ทางจิตวิทยาทีหลัง ; แต่ว่ากันตามข้อเท็จจริง มันก็ไม่อยากดูเสียอีก เพราะเมื่อมันหมดปัญหา เรื่องความดับทุกข์แล้ว ก็ไม่อยากจะรู้อะไรให้มันเพื่อออกไป : นี่มันไขว้กันอยู่อย่างนี้. คนสมัยนี้ตั้งต้นด้วยการชอบเพื่อ ; อย่างนี้ก็ไม่รู้ธรรมะจริง ควรต้อง ปรับปรุงกันเสียบ้าง ลดราวาศอกอย่างนั้นเสียบ้าง หมุนมาให้ถูกตัวจริงของมัน นี่ก็ เป็นอาการหนึ่งที่ทำให้วิริยะก้าวไปได้. ที่นี้เราไปสร้างอุปสรรคขวางทางของวิริยะ ; ไป หลงในวิชาส่วนเฟ้อ แล้วสร้างเครื่องกีดขวางหนทางของรถ ของม้าที่จะวิ่ง. ฉะนั้น เพื่อจะให้สำเร็จประโยชน์ เราก็ต้องมองออกไป ถึงการที่จะรื้อสิ่งกีดขวางถนนหนทาง. เดี๋ยวนี้ เราผิดพลาดมากไป ไม่ใช่เพียงแต่ว่าไม่เดินไปตามถนนหนทาง ที่มีอยู่แล้ว มันกลับกลายเป็นสร้าง หรือเพิ่มสิ่งกีดขวางหนทางขึ้นมาเสียเองมากขึ้นอีก, คือความเนิ่นช้า ภาษาบาลีเขาเรียก ปปัญจา, ปปญฺจ - สิ่งกีดขวางที่ทำให้เนิ่นช้า เรา มักจะไปหลง หรือ หลงไม่รู้ตัว ไปสร้างเครื่องกีดขวางที่ทำให้เนิ่นช้า เป็นอุปสรรค ขวางทางขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว มันก็ยิ่งน่าหวัวน่าสงสาร. ขอให้ระวังให้ดีทุก ๆ คน อย่าเผลอไปสนใจ หรือบูชา สิ่งซึ่งมันจะ เป็นเครื่องกีดขวางเพิ่มขึ้นมาใหม่ ; ก่อนนี้ไม่เคยมี. ทีนี้เราไปหลงวิชาเฟ้อ ; วิชาเพื่อทั้งหมดก็เป็นเครื่องกีดขวางหนทางขึ้นมา ทำให้เนิ่นช้า ; แต่บางทีก็แก้ตัวว่า
น.64 ทำให้เดินได้ดีขึ้น เดินได้สวยสดงดงามขึ้น ; นี่ก็ไม่ถูกอีกเหมือนกัน. ถ้าช้านักมันก็ ไม่ไหว ; แต่เพียงให้เดินได้สวยสดงดงามขึ้นบ้างมันก็ดีเหมือนกัน ; แต่อย่าให้ มันมากจนช้า จนไม่ทันแก่เวลา มันจะตายเสียก่อน. ฉะนั้นพูดถึงวิริยะเครื่องมือแห่ง ความสำเร็จของชีวิตแล้ว มันก็กินความกว้างไปถึงแผนการของชีวิตที่ถูกต้อง ; ถ้าไม่มี แผนการของชีวิตที่ถูกต้อง วิริยะมันก็ต้องเป็นหมัน, เป็นหมันเกินกว่าที่จะเป็นหมัน คุณจะทำอะไร เท่าไร อย่างไร ในชีวิตในตัวชีวิต ตลอดชีวิต นี่ ควรจะรู้ ที่เรียกว่ามีแผนการหรือมีหลักการ; ถ้าไม่อย่างนั้นวิริยะมันจะ เป็นหมัน หรือมันไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่อาจจะวิ่งไปได้ สำหรับ คนที่จะสึก ต้องเรียนธรรมะ เพื่อแก้ปัญหาข้อนี้ คือเพื่อจะไปใช้ ชีวิตในอนาคตให้มันถึงจุดประสงค์ได้, สำหรับ คนที่อยู่ต่อไป ก็ต้องมีหลักการ อย่างเดียวกัน เพียงแต่ว่าทำไปในทางที่เป็นเรื่องของบรรพชิต ซึ่งเบากว่าสบายกว่า ไปได้จนถึงนิพพานได้ เร็วกว่าสบายกว่า. ฆราวาส ต้องไปเหมือนกัน แต่ไปด้วยการหาบคอนที่หนัก ; แม้แบกอะไร ไปอย่างหนัก ก็ไปเหมือนกัน. ฉะนั้นก็ยิ่งมีความจำเป็นที่ต้องมีแผนการที่ดีกว่า เพราะ จะไปอย่างหนัก อย่างพะรุงพะรัง. ส่วน บรรพชิต นั้น ไปอย่างเบาสบาย เหมือนนก มีแต่ปีกเป็นภาระ จะพะรุงพะรังก็มีแต่ปีกเท่านั้น ในเมื่อปีกนั้นมันเป็นเครื่องช่วยให้บิน ไปได้. ส่วนฆราวาสมีอะไรบ้าง ก็รู้กันดีอยู่แล้ว เห็นกันดีอยู่แล้ว มันมีอะไรมาก แล้วก็แทบจะไม่มีปีกเสียด้วยซ้ำ. ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าวิริยะมันมีอยู่อย่างนี้ จะไปไหวหรือไม่ไหวก็ ขึ้นอยู่ที่นี่ ; ฉะนั้น เมื่อมี ฉันทะ แล้ว ก็ต้องปรับปรุงสะสางเรื่องอันเกี่ยวกับวิริยะ
น.65 ให้มันสมคล้อยกันกับฉันทะ ให้ฉันทะมันทำหน้าที่ของมันต่อไปได้. ต้องเพิกถอนสิ่งที่ เป็นอุปสรรคเครื่องกีดขวาง หรือของพะรุงพะรังออกไปเสียเท่าที่จะทำได้ เป็นเบื้องต้น, แล้วก็พยายามสร้างกำลังให้มากพอที่จะหอบหิ้วสิ่งเหล่านั้นไป ให้บรรลุจุดประสงค์มุ่งหมาย มันเป็นเรื่องโดยอ้อม แต่มันก็ไปเหมือนกัน ถึงเหมือนกัน. ฆราวาสจะต้องมีทรัพย์สมบัติ จะต้องมีเกียรติยศชื่อเสียง จะต้องมีการสังคม ตามแบบของฆราวาส ; แต่บรรพชิตไม่ต้องการอย่างนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีอย่างนั้น นี่คือข้อที่ต่างกัน. ฉะนั้น ฆราวาสจะต้องใช้วิริยะมากเท่าไร, มากกว่ากันเท่าไร, ก็รู้ตัวไว้ จะได้ต่อสู้ให้มันเหมาะสมเพียงพอกัน. ถ้าไม่อย่างนั้นจะเป็นคนหลับตาตลอด เวลา มันจะกวัดแกว่ง เดี๋ยวก็จะมาโทษธรรมะ หรือโทษศาสนาว่าช่วยอะไรไม่ได้เข้า เท่านั้นเอง นี้ผมพูดถึงวิริยะในแง่ที่กว้างหรือลึก และเกี่ยวกันอยู่กับตัวชีวิตจิตใจอย่างไร, แล้วเป็นเรื่องประจำวันในหน้าที่การงานทุกอย่างอย่างไร, ถ้าจัดถูกต้อง ก็จะประสบ ความสำเร็จ. ความสำคัญมีอยู่ในการที่เราจะต้องจัดให้ถูกต้อง ; ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี่อย่าทำเล่น มีอยู่ในหนังสือนวโกวาท เป็นหญ้าปากคอกสำหรับการเรียน นักธรรม แต่แล้วมันก็เป็นหมัน ไม่ถูกนำมาใช้ หรือแม้แต่ไม่มีการศึกษาที่เข้าใจได้ถูก ต้องเพียงพอ เป็นเรื่องท่องไปหมด. หวังว่า ผู้ที่บวชเข้ามานี้อย่าให้มันเป็นอย่างนั้น ; ให้ทุกอย่างเป็นการ สอนธรรมะอยู่ทุกระเบียดนิ้ว, การกิน การนอน การเดิน การยืน ทำอะไรทุกอย่าง ที่เราเป็นอยู่เวลานี้ ให้เป็นการสอนธรรมะทุกกระเบียดนิ้ว. ให้มองเห็นว่า มันเป็น การเดินของชีวิต วิญญาณอะไร, หรือจะเป็นตัวตน อันสมมุติว่าเป็นตัวตนของเรานี้ ทำให้เป็นการเดินไป, ปีหนึ่ง ๆ แต่ละปี ให้เป็นการเดิน.
น.66 สำหรับ ผู้ที่เข้ามาบวชชั่วคราวนี้ ต้องถือว่ามาศึกษาวิชาสำหรับเดินโดย เฉพาะ. เมื่อทดลองแล้ว ก็พิสูจน์ทุกแง่ทุกมุม ว่าอย่างที่มาบวชนี้ได้สละอะไรมา ? ก็ สละเรื่องเกี่ยวกับบ้าน หรือฆราวาส, แล้วก็มาอยู่อย่างไม่มีตัวกู - ของกู, หัดเป็น อยู่อย่างไม่มีตัวกู - ของกู. แม้ว่าจะยังไม่หมดกิเลส ไม่หมดตัวกู ก็ต้องหัดเป็นอยู่อย่าง ไม่มีตัวกู - ของกู, "กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู่" นี้ก็เพื่อจะทำลายตัวกู - ของกู อยู่ทุกวัน ๆ ๆ ฝึกฝนความไม่มีตัวกู - ของกู เพื่อการทำอะไรชนิดที่ไม่หวังผล กลับมาเพื่อตัวกู - ของกู. การทำความเพียรนี้ ทำถูกวิธี จะเป็นวิริยะอย่างยิ่ง เหมือนกับวิ่งทีเดียว, เหมือนกับรถที่วิ่งอย่างเร็ว แล้วถูกต้อง แล้วดี แล้วเรียบร้อย. ถ้าสึกไปแล้วยังทำได้ ก็ขอให้ทำบทเรียนอันนี้ ; เมื่ออยู่เป็นบรรพชิตนี้ต้องทำแน่ ๆ ต้องทำอย่างเต็มที่ ทำอะไร ด้วยกำลังชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เพื่อไม่ใช่ตัวกู - ของกู คือเพื่อผู้อื่น หรือสิ่งอื่น ไม่เพื่อตัวกู - ของกู. นี่คือวิริยะอย่างยิ่ง : เป็นวิริยะทางวิญญาณ, เป็นการก้าวหน้า เป็นปรักกมะอย่างยิ่งในทางวิญญาณ, ใกล้ต่อจุดที่จบของชีวิตที่จะถึงจุดหมายปลายทาง. เพราะฉะนั้นจึงต้องเต็มไปด้วยความอดกลั้นอดทน เหมือนที่ได้พูดมาแล้วหมวดที่ ๑ ว่า สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ อย่าลืมเสีย. ให้เวลาทุกวัน ๆ นี้ ต้องได้ใช้ไปในการขยี้บด ขยี้ให้แหลกซึ่ง ตัวกู - ของกู จึงจะเป็นวิริยะ. ถ้าไม่มีการขยี้ตัวกู - ของกู แล้วไม่เป็นวิริยะ เพราะไม่ได้ใช้กำลังไปในทางที่ถูกต้อง มันเผากำลังสูญเปล่าเสียไปเป็นความ ประมาท. ทีนี้เราก็ต้องไม่ประมาท จุดหมายปลายทางอยู่ที่หมดความเห็นแก่ตัว วิริยะ ก็คือบากบั่นวิ่งจี๋ไปด้วยการทำลายความเห็นแก่ตัว ; ส่วนปัญหาที่ว่าคนเขาไม่ชอบ เขา
น.67 อยากจะเห็นแก่ตัวอยู่ ก็ตามใจเขา ผมไม่มีหน้าที่พูดส่วนนั้น ; ผมมีหน้าที่พูดหรืออธิบาย แต่ส่วนที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว เพื่อบุคคลกลุ่มที่ต้องการจะทำลายความเห็นแก่ตัว แล้ว นี่คือ ริยะที่แท้จริง. ให้ พยายาม ดิ้นรนไปทุกกระเบียดนิ้ว ตลอดทุกวัน ๆ เพื่อบดขยี้ตัวกู - ของภู คือความเห็นแก่ตัวนี้ อัน เป็นยอดสุดของวิริยะ ; ช่วยจำไว้ว่ามันเป็นยอดสุด ของวิริยะ หรือเป็น ตัววิริยะชั้นที่มีค่าที่สุด คือความไม่ประมาท. ความขี้เกียจ มันก็ตรงกันข้ามวิริยะ ความเหลวไหลสรวลเสเฮฮา เหลาะแหละ หัวเราะเรื่อย นี้ ตรงกันข้ามกับวิริยะ, นี่คืออุปสรรค เครื่องกีดขวาง ซึ่งคุณช่วยกันสร้างขึ้นมา เสียเรื่อย แล้ววันหนึ่ง ๆ มันก็ล่วงไป ๆ, เดือนหนึ่งก็ล่วงไป ๆ, สามเดือนก็จะล่วงไป จนกระทั่งปี ๆ มันก็จะล่วงไป หนทางของวิริยะยังไม่ราบรื่น. เราพูดถึงคำว่า "วิริยะ" กันโดยความหมาย โดยเจตนารมณ์ของคำ ๆ นี้ว่า เป็นอย่างนี้. หวังว่าทุกคนจะเอาไปตรวจตัวเอง ไปสอบตัวเองดู ว่ามีกี่มากน้อย เหลวไหลกี่มากน้อย ? ชีวิตเป็นวิริยะกี่มากน้อย ? เป็นความเหลวไหลเป็นความเนิ่นช้า กี่มากน้อย ? นั่นแหละวิเศษที่สุด เรียกว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท วันคืนล่วงไป ด้วยความไม่ประมาท สมบูรณ์อยู่ด้วย อิทธิบาทข้อที่ ๒ วิริยาธิปจฺจย์ ที่เขาสวดอภิธรรม. เมื่อมีศพอยู่บนเรือน กลางคืนมีสวดอภิธรรม ; ถ้าเขาสวดเต็มรูป เขา จะต้องสวดข้อนี้ด้วย ในฐานะ เป็นธรรมที่เป็นฝ่ายกุศล. จำไว้หน่อย อาจจะไปได้ยิน คำสวดว่า :- ฉนทาธิปจฺจยํ วิริยาธิปจฺจย์ จิตฺตาธิปจฺจยํ วิมํสาธิปจจยํ ; สวด ซ้ำ ๆ อยู่ตั้ง ๔ เที่ยว นี่คืออิทธิบาท ; แล้วมียักไปเรียกว่าอธิปไตย : ฉันทาธิปไตย วิริยาธิปไตย จิตตาธิปไตย วิมังสาธิปไตย ; มันเป็นอธิปไตยทางธรรม เป็นอธิปไตย เพื่อความสำเร็จของชีวิต.
น.68 เราเรียกว่าธัมมาธิปไตย ไม่ใช่อธิปไตยทางการเมือง แต่เป็นอธิปไตยทาง ธรรม ซึ่งก็ต้องมีฉันทาธิปไตย วิริยาธิปไตย ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้. เมื่อทำได้สำเร็จ ตามนี้ก็เป็นผู้ที่มีฉันทาธิปไตย วิริยาธิปไตย, สำเร็จได้ด้วยวิริยาธิปไตยนี้แหละ. ของ ที่เป็นของใหญ่เป็นของยิ่งนั้น ก็คือวิริยะทั้งนั้น : ถ้ามีวิริยาธิปไตยก็ประสบความ สำเร็จแน่ในฐานะที่เป็นอิทธิบาทก็ได้ ในฐานะที่เป็นอธิปไตยก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่อง เดียวกัน ให้ประสบความสำเร็จที่เป็นอธิปไตยก็เพื่อความสำเร็จ, อิทธิบาทก็เพื่อความ สำเร็จ. ขอให้ทุกคนรู้จักวิริยะไว้ในลักษณะที่กล่าวมานี้. เวลาของเราก็หมดลง
Buddhadasa