น.69 วันที่ ๑๕ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๔๙ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ วันนี้จะได้พูด กันถึงธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือต่อไป เรื่องอิทธิบาท ข้อที่ ๓ -๔ ในฐานะที่มันเนื่องกัน หรือว่าสะดวกที่จะพูด คราวเดียวกัน. ในคราวที่แล้วมาได้พูดถึงอิทธิบาท ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ ฉันทะ กับวิริยะ และยังเหลือ ข้อที่ ๓ ข้อที่ ๔ อยู่ คือ จิตตะ และ วิมังสา. เรื่องอิทธิบาทนี้ตามตัวหนังสือที่แปลออกมา หรือสอนกันอยู่ นั้นมันกำกวม ให้ความกระจ่างไม่ค่อยชัด ; อยากจะแนะถึงความหมาย ที่ชัดเจนไม่กำกวม. ๓๗
น.70 ที่นักเรียนท่องกันอยู่ทั่วไป : ฉันทะ - ความพอใจ, วิริยะ - ความเพียร จิตตะ - ความเอาใจใส่, ฝักใฝ่ วิมังสา - ความสอดส่อง. ที่ว่า กำกวม นั้นมัน เกือบ จะแทนกันได้ คือเป็นเรื่องทางจิต หรือเป็นสมาธิ เป็นจำพวกสมาธิด้วยกันเป็นส่วนมาก ; เช่นความเพียร ความเอาใจใส่ หรือแม้แต่ความพอใจ, ถ้าจัดก็ต้องจัดเป็นพวกสมาธิ, วิมังสาเป็นพวกปัญญา. ถ้าว่ามีความเพียร มันก็มีความเอาใจใส่อยู่แล้ว; นี่มักจะมองกันไปในแง่นี้ ใครมีความเอาใจใส่ก็คือมีความเพียร นี้คือความกำกวม. ทีนี้ เพื่อไม่ให้กำกวม ก็ระบุลงไปให้ชัดว่า ฉันทะนั้นคือความพอใจ รักที่จะทำ, วิริยะคือใช้กำลังทางกาย , จิตตะ ใช้กำลังจิต, วิมังสา ใช้กำลังปัญญา. เมื่อเรามีความพอใจจะทำสิ่งใด เรา ก็ใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ; นี่มันจึงมาด้วยกัน. พอใจทำ แล้วก็ ทำด้วย กำลังกาย ทำด้วยกำลังจิต ทำด้วยกำลังปัญญา ; อย่างนี้จะไม่กำกวม. ข้อแรกที่ จะพูดให้รู้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า ธรรมะนี้ดูเป็นเรื่องที่ พูดง่าย จนเด็ก ๆ ก็จะพูดได้ แล้วก็เกิดความไม่สนใจ ไม่เอาจริงเอาจัง. เมื่อพูดขึ้นว่า เอ้า, เมื่ออยากทำก็ทำ. แล้วก็ใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ; คนสมัยนี้อาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ไม่วิเศษวิโสอะไรที่ไหน นี่คือข้อที่เขาลืม ไปว่า มันยากอยู่ที่ทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะพูด. เกี่ยวกับข้อนี้อยากจะให้นึกถึงอุปมา หรือว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามใจ ที่เป็น ภาพล้อที่เขียนไว้ในโรงมหรสพทางวิญญาณมีภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพนิทานของพวกเซ็น เล่าถึงเรื่องพระเซ็นรูปหนึ่ง มีชื่อเสียงมากทั้งในทางสติปัญญา ความรู้ การปฏิบัติ, เล่าลือ กระฉ่อนไปทั้งบ้านทั้งเมืองหรือทั้งประเทศ. ทีนี้ เทศา ฯ หรือข้าหลวงประจำมลฑล เขา
น.71 จะนิมนต์ไปที่บ้าน พระองค์นี้ไม่รับนิมนต์, หรือนิมนต์แล้วก็ไม่ไป ข้าหลวง ฯ ต้อง มาหาเอง. ทีนี้พระองค์นี้ นั่งอยู่บนต้นไม้ บนกิ่งไม้ที่พอจะนั่งได้ ; นั่งทำสมาธิ นั่งคิด นั่งนึกอะไรอยู่บนค่าคบไม้ ไม่ใช่ยอดสุด เป็นยอดในกิ่งที่อยู่สูง ที่พอจะนั่งได้สบาย. ฝ่ายข้าหลวง มาถึง เห็นอย่างนี้เข้า เขาก็แสดงภูมิทักท้วงว่า "ท่านทำอย่าง นั้นไม่ถูก เป็นอันตราย จะตกลงมาตาย" ท่านอาจารย์องค์นี้ก็บอกว่า "การเป็น ข้าหลวง ฯ นั้นแหละเป็นอันตราย และเป็นอันตรายอย่างน้อยก็อันตรายกว่า" ท่านข้าหลวง ฯ ก็ชะงักนิ่งอึ้งไป เพราะเป็นคนฉลาด พอพูดเท่านี้ ก็เข้าใจได้ ว่าความหมายถึงอะไร ; ข้าหลวง ฯ ก็เลยถือโอกาสถามว่า ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี จะปฏิบัติอย่างไรดี จึงจะพ้นจากความเป็นอันตราย. พระองค์นั้นก็ตอบว่า "อย่าทำ ความชั่วทำแต่ความดีก็แล้วกัน" ตอนนี้ ข้าหลวง ฯ ผู้ฉลาด ก็ กลายเป็นคนโง่ถนัดใจ ไปทีเดียว พูดว่า “โฮ้ย! พูดอย่างนี้เด็กอายุ ๓ - ๔ ขวบมันก็พูดได้ อย่าทำชั่ว ทำดีนี้. พระองค์นั้น ก็ตอบว่า "เด็กสามขวบพูดได้ แต่คนหัวหงอกอายุ ๘๐ ก็ปฏิบัติไม่ได้" ข้าหลวง ฯ ก็เข้าใจอีกครั้งหนึ่ง. มันมีแง่คิด หรือแง่ที่ต้องมองให้เห็นว่า ข้าหลวง ฯ คนนี้เป็นคน ฉลาดมาก จึงได้เป็นเทศา ฯ หรือข้าหลวง ฯ ; พอพูดคำเดียวว่า การเป็นข้าหลวง ฯ นั่นอันตราย, ไม่ใช่นั่งบนยอดไม้เป็นอันตราย เขาพังรู้ นับว่าฉลาดมาก. เพราะว่า เป็นข้าหลวง ฯ นี่อันตรายจริง คือภายนอกก็มีคนคิดทำลาย ภายในก็มีเรื่องยุ่งใจมาก มีจิตใจที่เป็นกิเลสมาก นี้ก็เป็นอันตรายจริง ; แต่พอบอกว่าให้เว้นทำชั่ว ให้ทำแต่ดีนี้ ก็กลายเป็นคนโง่ขึ้นมาถึงกับพูดว่า "เด็ก ๆ มันก็พูดได้" .
น.72 นี่ ขอให้ทุกคน ๆ ระวัง พอได้ยินคำพูดหรือคำสอน คำเตือนอะไร ที่ออก มาง่าย ๆ อย่างนี้ ความประมาท ก็เกิดขึ้นทันที ขีดบังประโยชน์ที่จะได้จากคำพูด ที่ตัวเข้าใจว่ามันง่าย ๆ แล้วบางทีอาจจะเข้าใจว่าเป็นคำพูดโง่ ๆ ไปเสียเลย. ดังเช่นเรื่องอิทธิบาท ๔ นี้ ต้องคิดดูว่าพระพุทธเจ้าตรัส ก็มีแต่เพียงว่า เอ้า, พอใจ ใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา คนที่เจริญสมัยนี้ แม้พวกฝรั่ง ก็พูดง่ายๆ โง่ ๆ ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฟัง ; คล้าย ๆ กับว่าเด็ก ๆ มันก็พูดได้ ที่จะ พูดว่าพอใจแล้วก็ใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา. คำพูดนั้นกลายเป็นคำพูดที่ง่าย พูดง่ายหรือเป็นคำพูดของคนโง่ กำปั้นทุบดินไม่มีผิดเลย. ทีนี้ กลัวว่าคำสอนอื่น ๆ ก็เหมือนกัน พอได้ยิน ก็เกิดความรู้สึก ชนิดที่ เห็นว่าเป็นคำพูดที่ง่าย ที่โง่ ก็ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้สนใจ ไม่ได้เอาใจใส่อย่าง แท้จริง. แม้พุทธบริษัทนั่นเอง ก็เอาใจใส่ในคำตรัสคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่าง ผิวเผินไปเสียทั้งนั้น ; คงจะเนื่องมาตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ไม่เอาใจใส่ในคำสอนคำเตือน ของบิดามารดา ครูบาอาจารย์มาอย่างแท้จริง, เอาใจใส่อย่างผิวเผิน. เมื่อยังเป็นเด็ก มีความรู้สึกประสาเด็ก ฟังอะไรออกเท่าไร ก็คิดว่าหมด เท่านั้นโว้ย ; ความหมายหรือความลึกซึ้งมันหมดเท่านั้นเอง. ถ้าแถมมีสิ่งอื่นที่สนุก สนานยั่วยวนเข้ามาแทรกแซงด้วย มันก็ยิ่งฟังไม่ได้ดี, ฟังคำตักเตือนสั่งสอนนั้นไม่ดี ไม่จริง ไม่ลึก. ครั้นฟังอย่างผิวเผิน แล้วก็ว่า "เท่านั้นเองแหละโว้ย" นี่เด็ก ๆ จะเป็น เสียอย่างนี้โดยมาก จนโตขึ้นชินเป็นนิสัย ที่นั่งอะไรด้วยความทะนงใจเชื่อตัวเอง : "เท่านั้นแหละ, เท่านั้นแหละ".
น.73 ความหมายที่ว่า "เท่านั้นแหละ ๆ" นี่ก็เป็นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ มาบวชเป็นเณร เป็นพระ ได้ทั้งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีผู้นำมาสอน ก็เห็นเป็นเรื่อง ‘เด็กก็พูดได้" อย่างในนิทานตัวอย่างนั้น ; ถึงแม้จะเอาใจใส่บ้าง รู้สึกเป็นของแปลก บ้าง มันก็นิด ๆ เดียวไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป. นี่เพราะ ไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริง ของคำสั่งสอนเหล่านั้น อย่างเพียงพอ หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ; ฉะนั้นความสนใจก็มีน้อย, ที่เรียกว่า ฉันทะก็มีน้อย. ทีนี้ อื่น ๆ ก็พลอยน้อยไปหมด : วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็พลอย น้อยไปหมด, อิทธิบาทก็ไม่มีโดยไม่รู้สึกตัว, วันคืนล่วงไปๆ โดยมี อิทธิบาทน้อยไม่พอใช้ แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว. ขอให้ ไปคิดไปนึกกันเสียใหม่, ตั้งต้นคิดนึกกันเสียใหม่ ทบทวนมาว่า ตั้งแต่เป็นเด็ก ที่มีความสนใจหรือฝั่งอะไรเพียงผิวเผิน. ความประมาทเป็นกิเลส เป็นอุปสรรค หรือเป็นศัตรู เป็นคนละฝ่ายกับโพธิหรือปัญญา. คนหนึ่ง ๆ นี่ มักจะเป็นฝักฝ่ายของกิเลสเสียมากกว่า, แล้วก็เป็นเรื่อย ๆ มาจนเป็นนิสัย ; ส่วนที่เป็นฝ่ายโพธิคือความไม่ประมาทอย่างนี้มีน้อยมาก, มีน้อยมาก แล้วยังอวดดีเป็นเจ้าเรือน. ฉะนั้น คนที่ฉลาดมักจะโง่มากเพราะข้อนี้ คน ฉลาดนั้นอวดดีมาก ก็โง่มาก ; เพราะว่า คนฉลาดนี้พูดอะไร ก็มีแง่ที่คนอื่น เขาจะนับถือว่าเป็นคนฉลาด. ตัวเองก็ภาคภูมิใจในการที่จะพูด ก็มัวพูดบ้าน้ำลายเสีย ความโง่ของคนฉลาดมันอยู่ที่นี่ ; ความฉลาดก็กลายเป็นความโง่ไปทันที. ความหมายที่สำคัญในเรื่องนี้ ก็คือจะขอร้องให้ทุกคนหยุดความเป็นอย่างนั้น ; หยุดชะงัก แล้วก็มาคิดดู มามองดู ว่าเรากำลังเป็นลูกน้องของข้าหลวง ฯ คนที่ว่าอยู่เรื่อย : เป็นคนฉลาด ไม่ใช่คนโง่ โดยพื้นฐาน เป็นคนฉลาดอย่างยิ่ง แต่แล้วก็ กลายเป็น
น.74 คนโง่อย่างยิ่ง เท่ากับความมากของความฉลาด. เพราะฉะนั้น คน ฉลาดจึงได้โง่มาก กว่าคนโง่. ให้ระวังความฉลาดของตัวให้ดี ๆ ความทะนงความอะไรนั้น ๆ ระวังให้ดี ๆ ; พูดภาษาธรรมดาคือความอวดดี ยิ่งอวดดีเท่าไรก็ยิ่งหมดดี; เพราะว่าเอาไป อวดเสียหมด มันเลยหมดดี. คำว่า "อวดดี" นี้ต้องตัดออกไปเลย คือหย่าขาด กันเลย อย่าให้มี ; แต่แล้วมันก็ทำยากที่สุด ที่จะไม่อวดดี เพราะชินเป็นนิสัย. รบกับความอวดดีนี้ให้ชนะ เรื่องต่าง ๆ ก็จะดีขึ้นมาจริง ๆ อวดดีคือโง่ ทั้งนั้นเลย. อวดดีก็คืออวดความโง่; ของดีนั้นไม่จำเป็นจะต้องอวด เพราะพอเอาไปอวดเข้า มันกลายเป็นความโง่. ที่พูดนี้เป็นการพูดให้เห็นว่า การที่จะมีอิทธิบาทได้ จะต้องหมด ความประมาท ความสะเพร่า ความอวดดี ความมองอะไรอย่างผิวเผิน ฟังอะไรอย่างผิวเผินนั่นเอง. การที่ จะมีอิทธิบาทต้องใช้ทั้งกำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา อย่าง ถูกต้อง แล้วก็อย่างเพียงพอ ; ถูกต้องนิดเดียวก็ใช้ไม่ได้ มันต้องมากพอด้วย, ความถูกต้องจะต้องมากพอด้วย แล้วคนอวดดีจะเอามาแต่ไหน. ลองคิดดู การกระทำ ที่ถูกต้องและเพียงพอนั้นจะเอามาแต่ไหน ? เดี๋ยวนี้ก็ทำอะไรได้ไม่ถึงครึ่งที่ควรจะทำได้ อยู่นั่นแหละ ; แต่แล้วก็คิดว่าทำได้หมด ทำได้ดี ทำได้มาก ทำได้เกินคนอื่นๆ. ทีนี้สิ่งที่ เรียกว่าอิทธิบาทก็เกิดขึ้นไม่ได้ ; มันก็ล้มเหลวอยู่ในตัวมันเอง ในความคิดนึกของผู้ที่ มีความคิดนึกรู้สึกอย่างนี้.
น.75 นี่คือเรื่องที่อยากจะพูดแทรกแซงเข้ามาตรงนี้ ตรงที่เราฟังอะไรผิวเผินกำกวม, แล้วก็สอนกันไปได้ทั้งที่มันเป็นคำพูดที่กำกวม, ก็เลยท่องกันไว้อย่างนกแก้วนกขุนทอง ในคำพูดที่กำกวม. มันไม่ชัดลงไปได้ ว่าฉันทะคืออะไร วิริยะคืออะไร จิตตะคืออะไร วิมังสาคืออะไร. ขอให้มี จิตตะ - เอาใจใส่ คือ สอดส่องอยู่ ; แล้ว นั่นก็คือวิริยะ ความพากเพียรอยู่แล้ว ต้องเข้าใจอย่างนี้. เพื่อไม่ให้กำกวม พัวพันกันจนเลือนไปหมดนี้ ก็อยากจะให้แยกออกไป ให้ชัดเลยว่า ฉันทะความพอใจ, วิริยะใช้กำลังกาย, จิตตะใช้กำลังจิต, วิมังสาใช้ กำลังปัญญา, เหมาะที่จะไปเขียนติดไว้ข้างฝา ให้เตือนใจอยู่เสมอ. แล้วก็ให้ระวัง ให้ดี จะต้องทำให้ได้ เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นคำพูดง่าย ๆ ของคนโง่ ๆ ไปเสียอีก ; พูดกำปั้นทุบดินไม่มีผิด. ฉันทะ - ความพอใจ ก็รู้สึกว่าจะมีกันอยู่ทุกคน ตัวเองก็รู้สึกว่าตัวเองมี ฉันทะ - พอใจที่จะทำ แต่ไม่รู้ว่ามันมีอย่างผิวเผิน อย่างประเดี๋ยวประด๋าว อย่าง ผิวเผินอยู่เรื่อยไป หรือมีหลายฉันทะนัก นั่นก็จะเอา นี่ก็จะเอา หรือมีเรื่องเพลิดเพลิน หลายเรื่องนัก ; ฉันทะมันก็เลยผิวเผิน ไม่รู้ว่าตัวจะต้องทำอะไร. คนที่ไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นอะไร ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร ก็ปล่อยไปตาม อารมณ์ ; เพราะว่า เมื่อพูดว่าฉันทะ ก็ต้องมีปัญหาว่า ฉันทะในอะไร กันแน่ ? เพราะธรรมะเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรกันแน่ ; ต้องมีจุดมุ่งหมาย ที่แน่นอน ว่าจะทำอะไรกันแน่ แล้วจึงจะใช้เครื่องมือนั้นได้ แล้วก็มีเครื่องมือนั้นให้พอ. ถ้ามีเรื่องจำเป็นหลายเรื่อง ก็ต้องยกเอาเรื่องสำคัญขึ้นมาพูด ; ถ้ามี หลายเรื่องพัวพันกัน ก็ต้องรู้จักที่จะค้นหาให้พบต้นเหตุ ว่าข้อบกพร่องเหล่านี้
น.76 หลายเรื่องหลายราว หลายฝ่ายหลายแขนงนี้ จะไปรวมอยู่ที่อะไรได้บ้าง, แล้วก็จัด การกับเรื่องนั้น หรือที่ตรงนั้น ก็จะแก้ปัญหาหลาย ๆ เรื่องพร้อมกันไปได้ ระวังให้ดีว่า คนที่เวียนหัวหรือเป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็นบ้าตาย ก็เพราะไม่ฉลาดในข้อนี้; คือโง่ไปทำเรื่องให้มากเรื่อง และถ้าลงโง่ขนาดนี้แล้ว เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็เป็นเรื่องขึ้นมา เรื่องที่เล็กนิดเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่โตได้ เป็น ปัญหาขึ้นมาทันที. ที่จริงไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่ปัญหา มันเล็กเกินไปกว่าที่จะเป็นปัญหา แต่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ขนาดรบกวนจิตใจ รบกวนเส้นประสาทขึ้นมาได้. นี่คือ ความโง่อย่างลึกซึ้ง อย่างเข้าใจยาก อย่างถอนได้ยาก. ขอให้สำรวจดูด้วย ว่าเราโง่ถึงขนาดที่มีความรู้สึกหวั่นไหวมาก ในเรื่องที่เรียกว่าเรื่องขี้ปะติ๋วจริง ๆ ; ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ ให้ถือว่าเป็นโชคร้าย หรือ อาการหนักมาก เหมือนกะว่าเป็นฆราวาสมีเรื่องมาก. เขาพูดว่า ฆราวาสมีเรื่องมาก รู้สึกกันทั่วไป หรือว่าทางศาสนา ก็ยอมรับ ว่าฆราวาสมีเรื่องมาก ; นั้นฟังดูให้ดี ว่าจะเป็นความโง่หรือความฉลาด. ต้องรู้ จัดทำเรื่องมาก ๆ ให้เป็นเรื่องน้อย หรือกลายเป็นเรื่องเดียว แล้วแก้ปัญหาให้ได้ ; นี่คือการปฏิบัติธรรม. การที่ไปแยกออกเป็นเรื่องการงานที่ออฟฟิศบ้าง การสังคมบ้าง การครอบ ครัวบ้าง การเศรษฐกิจบ้าง เรื่องส่วนตัวจิปาถะ การบังคับตัวไม่ได้ จะเอาแต่สนุก สนานเอร็ดอร่อยบ้าง ; อย่างนี้ก็ทำให้มากเรื่องจริงเหมือนกัน. แต่ว่า ความยุ่งยาก ทั้งหมด นั้น อาจจะมาจากต้นเหตุเพียงอย่างเดียวก็ได้ คือว่าเราอาจจะขมวดเข้าด้วยกัน
น.77 ให้ เป็นเรื่องที่จะแก้ไขไปได้ในคราวเดียวกันก็ได้ พูดภาษาผมที่ถูกค่าอยู่เสมอ ก็จะต้องพูดว่า แก้ ได้ด้วย "จิตว่าง" อย่างเดียว. ถ้ารู้จักทำให้ จิตว่าง ได้อย่างเดียวเท่านั้นก็จะแก้ปัญหาเหล่านั้นกี่ร้อย กี่พันเรื่องได้หมด ; เพราะคำว่าจิตว่าง เราหมายถึงจิตที่เป็นอิสระ ไม่ก้มหัวลงไป เป็นทาสของสิ่งใด. ทีนี้คน มักมีจิตที่ไม่ว่าง คอยจะก้มหัวลงไปเป็นทาสหลาย ๆ สิ่ง หรือของทุก ๆ สิ่ง ; ถ้ามีจิตว่าง ถูกต้องตามความหมาย ของคำ ๆ นี้แล้ว นั่นก็คือ มีอิทธิบาทนั้นเอง สามารถที่จะใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ในทุกปัญหาทุก กรณีที่จำเป็น. จิตที่เป็นอิสระนี้รู้จักเลือก ที่จะพอใจอะไรที่ควรจะพอใจ, ไม่พอใจพร่ำ เพรื่อ หรือตีกันยุ่งไปหมด. ธรรมะทั้งหมดสรุปได้ในคำ ๆ เดียวว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว". การประพฤติธรรมทั้งหมด กี่อย่างกี่ร้อยอย่าง สรุปในลำ ๆ เดียวได้ว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว", ความชั่ว ความเลว อุปสรรคต่าง ๆ ก็สรุปอยู่ในคำ ๆ เดียวว่า "ความเห็นแก่ตัว". ความเห็นแก่ตัวทำให้เกิดอะไรขึ้นมาได้ร้อยอย่าง พันอย่าง : ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเกลียด ความอิจฉาริษยา ความหม่นหมอง แม้แต่กระทั่ง ความสะเพร่า ความอวดดี ก็ล้วนแต่ มาจากความเห็นแก่ตัว ทั้งนั้น. คำพูดว่า “เห็นแก่ตัว" ลึกมาก จนคนทั่วไปไม่เข้าใจอีก ; เขารู้จัก เข้าใจกันแต่เพียงว่า ความขี้เหนียว ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อย่างนี้, เป็นความ เห็นแก่ตัวเพียงเท่านี้. ที่จริงมันมากกว่านั้นหลายสิบเท่า คน เราหัวเสียก็เพราะความ เห็นแก่ตัว เพราะว่าไม่ได้ตามที่ตัวต้องการ มันก็หัวเสีย, ลูกน้องไม่ทำตามคำสั่งก็หัวเสีย ;
น.78 แล้วก็ไม่ได้คิดว่า นี่มาจากความที่เราเห็นแก่ตัวอย่างลึกซึ้ง มันก็แก้ไม่ได้. เราจะ ไปแก้ข้างนอกอยู่เรื่อย ไม่แก้ข้างใน มันก็เลยไม่เป็นการแก้, ไม่มีการแก้ที่ถูกต้อง. ทำจิตให้เป็นอิสระจากความเห็นแก่ตัวเสียก่อน ให้มากเข้าไป ลึกเข้าไป จิตนี้จะได้ฉลาดจริง ว่องไวในหน้าที่ของมันจริง ๆ. เดี๋ยวนี้ คนไปเป็นทาสของสิ่งที่ตัวรักหรือพอใจ หรือเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น ; จิตนี้มันโง่ จิตนี้ไม่เป็นอิสระ ไม่ว่องไว ไม่แจ่มใส ไม่โปร่ง ไม่อะไรหมด แล้วจะ เอากำลังจิตที่ไหนมาใช้ ที่เรียกว่า จิตตะ ในที่นี้ ซึ่งหมายถึงกำลังจิต มันก็ไม่มี เมื่อท่องก็ท่องได้ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, ท่องได้ แต่แล้วไม่มีของจริงที่ ท่องนั้นเลย. ฉันทะ ก็มีอย่างผิวเผิน, วิริยะ ก็ว่าบ้าบิ่นไปเลย ใช้กำลังกายอย่างบ้าบิ่น ไปเลย, จิตตะนี้ก็มีไม่ได้ เพราะว่าจิตกำลังเป็นทาสของอะไรเสียอย่างหนึ่งแล้ว ก็ใช้อย่าง บ้าบิ่นไปอีก, กำลังปัญญาก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน ยิ่งไม่มี เพราะเป็นความโง่ไปเสียแล้ว. นี่เราจงมองให้เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องพูดได้ง่าย แล้วก็ทำได้ง่าย; "เด็ก ๆ ก็พูดได้ แต่เด็กทำไม่ได้, คนแก่หัวหงอกก็ทำไม่ได้". ในการที่จะมีกำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา อย่างถูกต้องนี้ เด็ก ๆ ก็พูดได้ แต่คนแก่หัวหงอกแล้วก็ยังทำไม่ได้ ; คนหนุ่ม ๆ อย่างคุณดูจะยิ่งยังทำไม่ได้ ในเมื่อคนแก่หัวหงอกแล้วก็ยังไม่เคยทำได้ ทีนี้ พูด เรื่องอิทธิบาท โดยตรงกันเสียทีว่า ฉันทะข้อที่ ๑ พูดมาแล้ว, วิริยะข้อที่ ๒ พูดมาแล้ว, ก็มาถึง จิตตะข้อที่ ๓ และ วิมังสาข้อที่ ๔ ซึ่งเรา จะต้องพูดพร้อม ๆ กันไปสะดวกกว่า.
น.79 เรื่องจิตตะ หรือกำลังจิต นี้คือกำลังของสมาธิ วิมังสา นี้เป็น เรื่องกำลังของปัญญา ; กำลังของจิตกับ กำลังของปัญญา นี้ ไม่ใช่อันเดียว กันเลย. คนที่ไม่เคยเรียนเรื่องทางศาสนา ก็เหมาดื้อ ๆ ว่าเป็นเรื่องทางจิตทั้งนั้น, แล้วก็ว่าปัญญานั้นต้องคิดด้วยจิต ก็เลยเป็นเรื่องทางกายทางจิตไปหมด. คำว่า "จิต" นี้ เป็นคำที่ทำความสับสน ให้เกิดขึ้น. สำหรับคำว่า "จิต" ในภาษาบาลีนี้มันก็ยุ่ง เป็น เรื่องของภาษา พันเผื่อไปในทางของภาษา รู้ไว้บ้างก็ดีว่า คำว่า "จิต" นี้ ในภาษา บาลีมีความหมายดังที่พูดจากทางต่ำก่อน : - ความหมายที่ ๑. แปลว่า วิจิตร คืองาม. ที่เราพูดกันว่า วิจิตร ๆ สวย งามนี้ ในภาษาบาลีมีแต่คำว่าจิตเท่านั้น, แล้วก็แปลว่าสวยงาม ; ในภาษาสันสกฤตมี แต่คำว่าจิตรอย่างเดียว จิตรนี้ แปลว่าสวยงาม. เช่นเราใช้คำเป็นภาษาไทยว่า จิตรกรรม ก็หมายถึงศิลปที่สวยงาม จิตตะ หรือ จิตร นี้แปลว่า งาม. บางทีก็เติมเข้ามาว่าวิจิตร, หมายความว่างามยิ่งขึ้นไป. นี่ความหมายที่ ๑ แปลว่างาม. ความหมายที่ ๒ ถัดขึ้นมาก็แปลว่า คิด คำว่า จิตนี้แปลว่าคิด คือเมื่อจิต ทำงาน นั่นคือคิด, แล้วก็เรียกว่าจิต คือการคิด จิตแปลว่า ตัวจิตก็ได้, แปลว่า การคิด ของจิตก็ได้ มันสับสนกันอยู่อย่างนี้. ความหมายที่ ๓ แปลว่า ก่อสร้าง เหมือนกับปลวกมันก่อจอมปลวก ที่ มันก่อขึ้นมา ทีละนิด ทีละนิด; ในการก่อขึ้น ก็เรียกว่าจิตเหมือนกัน แต่เป็นเรื่อง ทางวัตถุ. ถ้าเป็นเรื่องทางจิตก็คือว่าก่อ ก่ออะไรขึ้นมา สร้างสรรค์อะไรขึ้นมา : ก่อสร้าง คือไม่มี ทำให้มี, สร้างขึ้นมา ก็ใช้คำว่าจิตนี้เหมือนกัน.
น.80 คำแปลของจิตมีมากพอที่จะปนกันยุ่ง แปลว่า งาม ก็ได้ แปลว่า ตัวจิต นั้นเองก็ได้ แปลว่า การคิดของจิต นั้นก็ได้ ก่ออะไรขึ้นมาก็ได้. นักเลงภาษาก็เล่น ไปตามวิธีของภาษา เขาอธิบายให้มันเป็นอันเดียวกันก็ได้; เพราะจิตนั้นคือตัวผู้คิด. ตัวผู้คิดถ้ายังไม่มีความคิด มันจะเป็นผู้คิดได้อย่างไร ; ในขณะที่เป็นผู้คิด ก็หมายความว่า มันมีความคิดอยู่แล้วในผู้คิด. ถ้าขึ้นชื่อว่าความคิดแล้วก็ต้องก่อเสมอ คือก่ออะไร ขึ้นใหม่ ๆ เสมอ มันก็คือก่อขึ้นมา, แล้วทั้งหมดนั้นคืองาม หรืออย่างน้อยที่สุดมันงาม ก็เพราะว่ามีอะไรขึ้นมาใหม่ ๆ แปลก ๆ จากเดิม มันจึงงาม. คำว่า "จิต" นี้มันตีกันยุ่ง หรือพัวพันกันยุ่ง อย่างนี้. คำว่า “จิต" ในเรื่องของอิทธิบาท หมายถึงกำลังจิต กำลังสมาธิ หรือ คุณภาพของจิต ; คุณภาพส่วนที่พึงปรารถนาของจิต เรียกว่ากำลังจิต หรือกำลังสมาธิ ซึ่งเลยเพ่งเล็งไปแต่ส่วนที่อบรมดีแล้ว คือจิตที่อบรมดีแล้ว เดินมาถูกทางแล้ว จึงจะมี คุณสมบัติอันนี้ แล้วก็มีกำลังมหาศาลของมัน. คุณมองให้ดี กำลังของจิตไม่ใช่เรื่องของปัญญา ซึ่งก็เป็นจิตด้วยเหมือน กัน; เรื่องของวิมังสาหรือปัญญาจะมาอีกทีหนึ่ง ทีหลัง. เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึงแต่ เรื่องฝ่ายจิตล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับปัญญา เราต้องการคุณสมบัติของจิตที่อบรมแล้วอย่างเต็มที่ cultivate หรือ develop อะไรกันแล้วอย่างถูกวิธี ทุกวิถีทาง จนเป็นจิตที่มีสมรรถภาพ เต็มที่ อย่างนี้เราเรียกกำลังจิต. เมื่อกำลังจิตมี ยังมีปัญหาว่า จะใช้หรือยัง ? มีกำลังเยอะแยะไม่ใช้มัน จะมีประโยชน์อะไร ? เอาละใช้แล้ว, ครั้นใช้แล้ว ก็ยังมีปัญหาว่า ใช้ถูกหรือใช้ผิด ? ถ้าใช้มุทะลุดุดันไปตามกำลังของฉันทะบ้า ๆ บอ ๆ มันก็ผิดกันหมด ; เพราะฉะนั้นมันก็
น.81 ต้องมีเรื่องของปัญญาของอะไร นำหน้ามาก่อนแล้วทั้งนั้น จึงจะใช้กำลังจิตถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เราจะต้องมีจิตที่อบรมดีแล้ว มีกำลังมากพอ มาใช้เป็นเครื่องมือข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า จิตตะอิทธิบาทนี้. ทีนี้ จะอบรมจิตให้มีกำลังอย่างไร ไว้พูดกันในเรื่องการอบรม จิตโดยเฉพาะคือ อานาปานสติภาวนา. ขณะนี้เราจะพูดกันแต่ในฐานะ จิตตะที่เป็นอิทธิบาท คือ เอามาใช้เป็น เครื่องมือสำหรับให้สำเร็จประโยชน์ ก็เลยพูดถึงจิตที่อบรมแล้ว ที่เอามาใช้เป็นเครื่อง มือในการมีกำลังทางจิต คือว่าจิตที่เป็นสมาธิแล้วนั้น. คำว่า จิต ในที่นี้ หมายถึงจิตที่เป็นสมาธิแล้ว และถูกใช้อยู่ เรียกว่า จิตตะ ในที่นี้ คือข้อที่ ๓ ของอิทธิบาท ผู้ที่เป็นนักเรียนนักธรรม หรือครูบาอาจารย์สอน นักธรรม ก็ควรสังเกตไว้สักอย่างหนึ่งว่า คำว่า "สมาธิ" กับคำว่า "จิต" นั้นใช้แทน กันได้ในกรณีอย่างนี้ ; เช่นสิกขา ๓ : ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา. สมาธิสิกขานั้นเราไม่ค่อยพูดกัน เราใช้คำว่า จิตตศึกษา ; ใครเคยเป็นนักเรียน นักธรรม เคยสอนนักธรรมก็ไปสังเกตดู เคยพูดมาเองแล้วทั้งนั้น : ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ; ไม่ได้พูดว่าศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา. เพราะว่าไม่มีใครพูด นั่นแหละ แต่ที่แท้มันก็คืออันเดียวกัน, สมาธิสิกขา กับจิตตสิกขาเป็นอันเดียวกัน สิ่ง เดียวกัน. จิตในที่นี้หมายถึงสมาธิ, หมายถึงกำลังสมาธิ แต่คำแปลในบทเรียนก็แปล ว่า ความเอาใจใส่. "ความเอาใจใส่" นี้ผมเห็นว่ามัน ยังน้อยไป จึงให้จำกัดความกัน เสียใหม่ว่า การใช้กำลังจิต ; วิริยะใช้กำลังกาย, จิตตะใช้กำลังจิต, วิมังสาใช้กำลัง ปัญญา ; จิตที่จะมาใช้ในกรณีนี้ต้องเป็นจิตที่เป็นสมาธิ
น.82 ทีนี้ ความหมายของคำว่า สมาธิ นี้ ก็ได้พูดให้ฟังหลายครั้งหลายหนแล้ว ย้ำ หรือระบุออกไปอีก ก็ว่าได้แก่ จิตที่บริสุทธิ์ คือไม่เจืออยู่ด้วยกิเลส เป็น จิตที่มั่นคง จิตที่ไวต่อหน้าที่ของมัน ; สามอย่างนี้เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ, บาลีก็ว่า ปริสุทโธ -บริสุทธิ์, สมาหิโต - มั่นคง, กัมมนีโย - เหมาะสมแก่การงานหน้าที่. ถ้าไม่ครบ คุณสมบัติอย่างนี้ ก็อย่าเรียกว่าสมาธิเลย, ไม่ครบคุณสมบัติ ๓ อย่างนี้แล้ว ก็อย่า เรียกว่ามีจิตตะในที่นี้เลย ในกรณีของอิทธิบาทนี้. คำว่า “จิตตะ" ในกรณีของอิทธิบาทนี้ จะต้องเป็นจิตที่เป็นสมาธิ มี กำลังแรงประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ๓ อย่างดังที่กล่าวมาแล้ว. เอ้า, "เด็ก ๆ อมมือพูด ได้ เด็กสามขวบพูดได้ แก่หัวหงอกปฏิบัติไม่ได้" มันก็ปรากฏออกมาให้เห็น. พูด ว่าใช้ "กำลังจิต" มันก็พูดได้ ; แต่ว่าจะใช้มันได้หรือไม่ เอามาแต่ไหนมาใช้ มันก็มี ปัญหา เป็นการล้มเหลวกันที่ตรงนี้. ฉะนั้นไปฝึกจิต ให้สามารถที่จะเอามาใช้ได้ มีกำลังเอามาใช้ได้ จึงจะชื่อว่ามีจิตตะ ; มีจิตตะในที่นี้ไม่เพียงแต่เอาใจใส่ในความ หมายธรรมดา. คำว่า "เอาใจใส่" ในความหมายธรรมดา มันมีจุดสนใจที่จะเอาใจใส่ ; ถ้ามี ฉันทะก็ต้องเอาใจใส่เป็นอัตโนมัติ คือเมื่อรักอะไร ก็เอาใจใส่ในสิ่งนั้น ; นี้เป็นสัญ- ชาตญาณ. ฉะนั้น คำว่า จิตตะ ในที่นี้ จะเป็นแต่เพียงเอาใจใส่ตามธรรมดา นี้เป็น ไปไม่ได้; มันต้องมากถึงขนาดที่ใช้กำลังจิตทั้งหมด. นี่พูดถึงแต่หัวข้อว่า จิตที่เป็นสมาธิ มีกำลังเต็มที่แล้ว จะมีได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง, มันเป็นเรื่องการปฏิบัติในสมณภาวนา มีรายละเอียดของมันต่างหาก ยืดยาว.
น.83 ที่นี้ก็เลยพูดไปถึงข้อที่ ๔ คือ วิมังสา นี่เป็นเรื่องของปัญญาแท้. วิมังสา ก็คือ การพิจารณา ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง : เป็นภาษาวิทยาศาสตร์ สมัยนี้ ก็พูดว่าค้นคว้าพิสูจน์ทดลองที่เรียกว่าวิจัย อะไรกันนี้ ซึ่งหมายความถึงวิมังสาในที่นี้. การค้นมา แล้วก็ พิสูจน์พบ แล้วก็ ทดลอง นี่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ, เป็น ปัญญาทางฝ่ายวัตถุ เหมือนที่ใช้กันอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน. แต่ที่เป็นเรื่องของ พุทธศาสนา ก็ใช้หลักอันนั้นแหละ ค้นคว้า เอามาพิสูจน์ แล้วก็ ทดลอง : แต่วัตถุที่ ถูกกระทำนั้นไม่ใช่วัตถุ เป็นเรื่องของนามธรรม, เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิเลสและโพธิ ไม่ใช่วัตถุที่จะสร้างจรวด หรือสร้างปรมาณู, มัน เป็นเรื่องทางนามธรรม แล้วยังเป็น เรื่อง ทางสติปัญญา ไม่ใช่เรื่องสมาธิ. สมาธิเป็นเพียงกำลังงาน ไม่เกี่ยวกับความรู้ ; ส่วนวิมังสา นี้ เป็นเรื่องของความรู้ แล้วมันก็เลย เป็นกำลัง ขึ้นมา อีกชนิดหนึ่ง คือ เป็นกำลังปัญญา. เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณจำคำไว้อีกชุดหนึ่ง ๓ คำว่า กาย จิต ทิฏฐิ เป็นหลัก ที่ใช้พูดทั่วไปในพุทธศาสนา. คำว่ากาย คำว่าจิต คำว่าทิฏฐิ, เราทำผิดทำถูกกันอยู่ ใน ๓ อย่างนี้เท่านั้นแหละ ไม่มีมากกว่านี้. ในเรื่อง กาย ก็ คือกาย หรือวัตถุนี้, เรื่อง จิต ก็ คือจิตล้วน ๆ ที่ว่าเรื่อง ทิฏฐินี้ เป็น ความคิดเห็น ไม่ใช่ตัวจิตหรือตัวสมาธิ แต่เป็นความคิดเห็นของจิต. เราต้องมี กำลังกายที่ถูกต้อง แล้วก็มี กำลังจิตที่ถูกต้อง, คือมีกำลังใจ กำลังแรงของใจที่ถูกต้อง, แล้วก็มี กำลังทิฏฐิความคิดเห็นที่ถูกต้อง. ถ้าเราทำผิด เราก็ทำผิดทางกาย แล้วก็ไม่มีกำลังจิต แล้วมีความคิดเห็นผิด นี่ความป่วยจะเกิดขึ้น
น.84 เพราะเหตุนี้, หรือหลักที่เราพูดกันบ่อย ๆ เมื่อก่อนนี้ว่าป่วยทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ นั่นแหละ ทาง physical, mental, spiritual สามทางนี้ ก็คือทางกาย ทางจิต ทางทิฏฐิ. ถ้าเรามีกายดี มีสุขภาพดี แต่เรายังโง่ อย่างนี้เรียกว่าเราเสียไปในส่วนทิฏฐิ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมีร่างกายสบายดี มีจิตเข้มแข็งปกติดี ; แต่เราเสียไปในทาง ทิฏฐิ คือความผิดในทางความคิดเห็นของสติปัญญา. วิมังสาที่เป็นเรื่องทิฏฐิที่ถูกต้อง คือ เป็นสติปัญญา เป็นปัญญา ถ้าไม่ อย่างนั้นไม่เรียกว่าวิมังสาของอิทธิบาท แม้ว่าจะพิจารณาจะสอดส่องอยู่อย่างไร ; แต่ถ้า มันผิดแล้วก็ใช้ไม่ได้ มันยังไม่เป็นวิมังสาขึ้นมา. วิมังสา แปลว่า ความสอดส่องจริง และเป็นการสอดส่องที่ถูกต้องจึงจะ เรียกว่า วิมังสา. ถ้ากำลังโง่ กำลังผิดอยู่ด้วยความคิดความเห็นแล้ว มันก็ไม่ใช่วิมังสา ; จะเรียกว่า วิมังสาไม่ได้, ต้องเรียกว่า มิจฉาวิมังสาไปเลย. แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ ; เพราะคำว่าวิมังสานี้เขาสงวนไว้ใช้แต่ในทางถูกต้อง. / ฉะนั้น ต้องเป็นเรื่องของปัญญา ปัญญาจริงมันผิดไม่ได้, เราจึงไม่มีคำพูดว่า มิจฉาปัญญา ; แต่เรามีคำพูดว่ามิจฉาทิฏฐิ - มีความเห็นผิด, ถ้ามีปัญญาแล้วมันผิดไม่ได้, แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงว่ามีปัญญาผิด. วิมังสานี้ก็เหมือนกัน ความถูกต้องทางทิฏฐิและปัญญาเรียกว่า วิมังสา จะได้มาอย่างไร ? มันก็ ต้องได้มาด้วยการพยายาม ทำการสอด ส่องพิจารณาด้วยปัญญาอยู่เสมอ. ฉะนั้นวิมังสา จึงหมายถึงการพิจารณาสอดส่อง อยู่เสมอ นั่นแหละ คือการใช้กำลังปัญญา.
น.85 จะเอาอะไรมาสอดส่องปัญญา ? มันก็ต้องเอาปัญญา ; เพราะฉะนั้นมัน ก็ต้องมีปัญญาที่จะใช้เป็นกำลังปัญญา. ถ้าเรามีการใช้กำลังปัญญาอยู่อย่างถูกต้องเสมอ มันก็เป็นอันดับสุดท้ายของความสำเร็จของอิทธิบาท. ในข้อที่มีชื่อเรื่องว่า จิตตะ หรือว่า วิมังสา อะไรก็ตาม เรา ต้องเอาความ หมายที่ชัดลงไป ว่า กำลังจิต หรือ กำลังปัญญา. ทีนี้ ก็อยากจะแนะนิดเดียวในข้อที่ว่า ชีวิตประจำวันของแต่ละคนนี่ ไม่ กระจ่าง ไม่อยู่ในรูปที่กระจ่างหรือชัดเจนอย่างนี้ ว่าฉันทะเป็นอย่างไร วิริยะ เป็นอย่างไร จิตตะเป็นอย่างไร วิมังสาเป็นอย่างไร, ปล่อยไปตามความคิดนึก สามัญสำนึกชั่วขณะ ไม่มีการทำให้ดี ให้ถูก เฉพาะเรื่องทุกๆ เรื่องไป; เพราะเราไม่ได้ รับการสั่งสอน ไม่ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ แล้วคิดนึกอะไรด้วยสามัญสำนึก ชั่วขณะ ที่ผ่านๆ ไป ตามอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วันหนึ่ง ๆ นี้ อิทธิบาท ไม่เคยมีเลย ไม่ถึงขั้นไม่ถึงความหมายของคำว่าอิทธิบาทเลย ; มันเป็นอิทธิบาท อย่างเด็กที่อยู่ในครรภ์ " แล้วก็ตายอยู่ในครรภ์แล้ว ๆ เล่าๆ ไม่คลอดออกมาเป็นคน เป็นผู้ใหญ่เลย. การที่คนบางคนประสบความสำเร็จในการงาน ในเงิน ในเกียรติ ในชื่อ เสียงนั้น ๆ ก็ดูเป็นเรื่องฟลุก เป็นความเหมาะสมของคน ๆ นั้น หรือประเภทนั้นมากกว่า ; เพราะไม่ได้เคยรับการสั่งสอนที่ชัดเจนอย่างนี้ หรือว่ามันฟลุกไปถูกเข้าโดยบังเอิญ แล้ว มาก ๆ คน มันก็ต้องมีฟลุก มีถูกโดยบังเอิญอย่างนี้ หรือว่าเรื่องที่ประสบความสำเร็จ เรื่องเงิน เรื่องเกียรติ เรื่องอะไรนี้ อย่าเอามาเป็นประมาณ เพราะว่าเป็นฝ่ายผิด ฝ่าย อันธพาล ฝ่ายบาป มันก็มีได้ เราเลยไม่พูดถึงอิทธิบาทอย่างนี้.
น.86 เมื่อเรา ได้บวชได้เรียนในพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว ก็ลอง เอาไปใช้ให้ลูก ต้อง ในการที่จะมีฉันทะพอใจ ใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ให้ถูกต้อง ให้ประสบความสำเร็จ อย่างที่เรียกว่าเราจัดเราทำเป็น system ที่ดี เป็นการพัฒนาขึ้น มาโดยแท้จริง ลืมตาเห็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร. นี่จึงจะเรียกว่ามีอิทธิบาท. วันนี้เราก็พูด กันได้แต่เพียงเค้าเงื่อนของอิทธิบาทสองข้อสุดท้ายอย่างนี้ .. เวลาของเราก็หมด
Buddhadasa