น.87 วันที่ ๑๖ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๕๐ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒, ในวันนี้ จะได้ พูดกันถึงธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือต่อไป ว่าด้วย สัม- มัปปธาน - ความเพียร ๔ อย่าง. ในครั้งที่แล้วมา ขอให้ทบทวนดูว่า ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมด นั้นคืออะไร ? หรือเพื่ออะไร? แล้วในที่สุด จะออกมาเป็นรูปของสัมมัปปธานได้อย่างไร ? และยิ่งกว่า นั้นอีก ก็คือสังเกตให้เห็นพร้อมกันมาในตัว ว่าธรรมะ เหล่านี้ทั้งหมด ใช้สำหรับฆราวาสได้โดยเท่ากันกับ บรรพชิตอย่างไร ? ๕๕
น.88 เรื่อง ธรรมะทั้งหมดใช้ได้ทั้งแก่ฆราวาสและบรรพชิต นี้กำลัง เป็นปัญหาสำคัญ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงปัญหา แต่เป็นอุปสรรคที่ทำให้คนไม่มีธรรมะ หรือมีธรรมไม่พอ; ความเข้าใจผิด ทำให้แบ่งธรรมะบางพวกสำหรับฆราวาส ธรรมะ บางพวกสำหรับบรรพชิตไปเสียอย่างนี้ มีอยู่ทั่วไป; นี้เป็นตัวอุปสรรคจะต้องมองให้ เห็นว่า ตัวธรรมะเองมันไม่เป็นฆราวาสหรือไม่เป็นบรรพชิต, ธรรมะนี้ไม่เป็นของชาติ ไหนภาษาไหน และยังไม่ใช่เป็นตัวผู้หรือตัวเมีย มันจึงใช้ได้ทั่วไป และก็ในฐานะเป็น เครื่องมือ. ดังที่กล่าวมาแล้วได้แก่ : - ฆราวาสธรรม ๔ สัจจะ หมะ ขันติ จาคะ นี้ก็ลองคิดดูว่า ใช้เป็น เครื่องมือสำหรับฆราวาสทำมาหากินก็ได้ ใช้เป็นเครื่องมือประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุ นิพพานก็ได้. อิทธิบาท ๔ ก็เห็นชัดอยู่ ว่ามีความพอใจ ใช้กำลังกาย ใช้กำลังจิต ใช้กำลังปัญญา ลงไป; นี้ก็ใช้ได้ แม้แก่ฆราวาสที่ทำมาหากิน หรือแม้แต่จะขอทาน ก็ใช้ได้ และก็ใช้ได้สำหรับบรรพชิต ที่จะประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุนิพพาน. และแม้ที่สุด ผลสุดท้าย คือ นิพพาน ก็ต้อง มีได้ หรือ ใช้ได้ แม้แก่ ฆราวาส ; ชีวิตฆราวาสเป็นประจำวัน ที่บ้านที่เรือนก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่านิพพานหล่อ เลี้ยงอยู่เสมอในระดับหนึ่ง มิฉะนั้นจะเป็นโรคเส้นประสาทเป็นบ้าตาย. นิพพาน ที่ แปลว่าความเย็น มีอยู่หลาย ๆ ระดับ ที่เคยพูดกันมาแล้ว และจะต้องพูดกันต่อไปอีก และดูให้ดีว่า แม้แต่ผลสุดท้ายที่ว่าเรียกนิพพานนี้ ก็ยังจะมองดู ในฐานะเป็นเครื่องมือได้อีก คือเครื่องมือให้เกิดความเย็น แม้ในชีวิตฆราวาส เป็น เครื่องมือให้เกิดความสุขสบายทั่วไป, ทั้งฆราวาสทั้งบรรพชิต.
น.89 ผู้ที่ได้รับนิพพานแท้จริง นิพพานสมุจเฉทปหาน เด็ดขาดลงไป ก็ได้รับ ความสุขสมบูรณ์ และเด็ดขาดลงไป. ผู้ที่ได้รับวิกขัมภนนิพพาน - นิพพานเพียงชั่วคราว หรือสันทิฏฐิกนิพพาน, หรือ ตทังคนิพพาน เป็นต้น ก็ได้รับความสุขตามสมควรแก่ ฐานะและโอกาส. นี่นิพพานเป็นเหตุให้ได้รับความสุข เพราะว่าเป็นผลสุดท้าย ที่ให้เกิดความสุข ; ฉะนั้น ผลชนิดนี้ เราจะเรียกว่าเหตุ หรือเครื่องมือก็ได้เหมือนกัน หากแต่ว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องใช้ไม่ต้องทำ ไม่ต้องหยิบมาใช้มาทำ ก็ทำให้เกิดความสุข ได้โดยอัตโนมัติในตัวมันเอง เราจึงไม่ค่อยมองในฐานะเป็นเครื่องมือ. ความสับสนเกี่ยวกับคำพูด ชนิดนี้ มี ตัวอย่าง ที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่น "เงิน" มองแง่หนึ่ง มันก็ เป็นผลที่แสวงหาได้ มาเป็นผลสุดท้าย. ถ้ามองกันแค่นั้นมัน ก็เป็นผล แต่มองต่อไป ต้อง เอาเงินไปใช้ อีกทีหนึ่ง จึงจะได้อะไรมา. ฉะนั้น เงินก็กลายเป็นเครื่องมือ มีเครื่องมือเยอะแยะ ที่เราใช้ในการหาเงิน ได้เงินมาเป็นผล แต่แล้วเงินต้องถูกใช้อีกครั้งหนึ่ง ในฐานะเป็นเครื่องมือหรือเป็นอำนาจ ซื้ออะไร ต่าง ๆ ที่จะได้สิ่งที่ต้องการมา นี่มันก็ต้องใช้เงินนี้ไปในการซื้ออาหาร ซื้อเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรคที่เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญก็เป็นเครื่องมืออีก ให้ได้มาซึ่งความ สะดวกสบายอีก ผลสุดท้าย ก็จะไปอยู่ที่ความสบายหรือความพอใจ. นี่พูดอย่างเล่นตลกอีกครั้งหนึ่งว่า ความสบาย หรือ ความพอใจ เป็น เหตุให้หาเงิน มันก็เลยกลายเป็นเครื่องมือได้อีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้. นี้ใคร จะเรียกอะไรส่วนไหน ว่าเป็นเครื่องมือ หรือเป็นผลของเครื่องมือ ก็ระวังให้ดี ; เพราะ ว่าโดยที่แท้แล้ว มันเป็นได้ทั้งสองอย่างเสมอไป. แม้เราจะพูดว่านิพพาน นี่แหละเป็น เหตุให้เรามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็กลายเป็นเครื่องมือให้เรามาบวชในพระพุทธ- ศาสนา ; ฉะนั้นการที่จะพูดว่าอะไรเป็นเหตุ หรืออะไรเป็นผลลงไปชัด ๆ นั้น เป็นคำพูด ที่ไม่ถูก.
น.90 ความเป็นเหตุ หรือ ความเป็นผล นี้ จำกัดอยู่ชั่วระยะกาล ระยะเวลา หรือชั่วที่มันทำหน้าที่อะไร ; มันจึงเป็นได้ทั้งเหตุและทั้งผลเรื่อยไป ๆๆ ๆ วนเวียนกันอยู่ ในสังสารวัฏฏ์ ในการปรุงแต่งนี้: ได้เงินมาเป็นผล แล้วก็ใช้เงินนั้น ทำให้เป็นเหตุ สำหรับหาอะไรมาต่อไปอีก, ได้อะไรมา ก็ใช้อันนั้นให้เป็นเหตุ สำหรับหาอะไรต่อไปอีก มีอยู่อย่างนี้. ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ นี่ก็เป็นเหตุและเป็นผล, แล้วก็ เป็นเหตุ แล้วก็เป็นผลเรื่อย ๆ มาตามลำดับ จนกว่าจะได้รับความพอใจอันสุดท้าย. เครื่องมืออันหนึ่งก็เป็นเหตุให้สร้างเครื่องมืออีกอันหนึ่งขึ้นมา ; เครื่องมืออันนั้นก็สร้าง เครื่องมืออันอื่นขึ้นมา. เราจะเห็นได้ว่า เครื่องมือที่ประณีตนั้น จะต้องประกอบอยู่ด้วย อะไร ๆ เริ่มแต่เป็นเครื่องมือหยาบ ๆ อะไรหลายๆ อย่าง สร้างขึ้นมา; ฉะนั้นจงดูให้ เห็นความเป็นเหตุและเป็นผลของกันและกัน อันไม่รู้จักสิ้นสุด. ข้อนี้ก็สำคัญมาก เพราะเป็นเหตุให้มองเห็นความเป็นอนัตตาหรือสุญญตาได้โดยง่าย. ถ้าเรามองเห็นว่า ไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล ปรุงแต่งกันไปเรื่อย ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไป นี้ก็จะมองเห็นอนัตตา หรือ สุญญตา ได้ง่าย; ฉะนั้น จึงไม่เสียที ที่จะมองทุกสิ่งในฐานะเป็นเหตุและเป็นผล และเป็นเครื่องมือนำมาซึ่งผล แล้วก็กลายเป็นเครื่องมือนำมาซึ่งผลอื่นต่อไปอีก ฉะนั้น ถ้าเข้าใจอันนี้ดี ก็จะเข้าใจธรรมะที่จะกล่าวต่อไปได้ง่าย. ขอให้เรามองกลับไปดูถึงธรรมะสารพัดนึก ที่เขาเรียกกันว่า ฆราวาสธรรม ; แต่ผมเรียกว่า ธรรมะสารพัดนึก คือ เป็นแก้วสารพัดนึก ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ; นี้เป็นแก้วสารพัดนึก ใช้ได้ตั้งแต่ฆราวาสไปจนถึงเรื่องไปนิพพาน. ให้มีสัจจะ
น.91 ๕๙ ธรรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ มีทมะ มีขันติ มีจาคะ กระทำพร้อมกันอยู่ ๔ อย่าง อย่างนี้ ; ถ้าเราไปแยกมันเป็น ชื่อ ๆ มันก็เป็นชื่อ ๆ สิ่ง ๆ ไป แต่ดูที่มัน ทำงานร่วมกันแล้ว นั่นก็คือความพยายาม อยู่ อย่างตัวเป็นเกลียว ; มีสัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ให้ครบถ้วน ก็มีความเพียรหรือมีความ พยายามอยู่อย่างตัวเป็นเกลียว ; แต่เราไม่ได้ออกชื่อความเพียรเลย. สัจจะ ไม่ใช่ความเพียร ทมะ ก็ไม่ใช่ความเพียร ขันตี ก็ไม่ใช่ความเพียร จาคะ ก็ไม่ใช่ความเพียร, โดยชื่อไม่ใช่ความเพียร ; แต่เมื่อไปทำเข้าครบถ้วน ตามนั้น มันกลายเป็นความเพียร ความเพียรอย่างยิ่ง ความเพียรอย่างสูงสุดตัวเป็นเกลียว อยู่ตลอดวันตลอดคืน. มันกลายเป็นความเพียรไปได้ ; แต่ที่ชื่อเรียกไม่ได้เนื่องกับ ความเพียร. เราจะมองดูในแง่ของความเพียรก็มีให้มองมาก ในการที่จะใช้สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ไปในการกระทำอะไร ? ก็ในการทำความเพียร. ทีนี้ มองดูที่อิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ๔ อย่างนี้ มี ชื่อว่าความเพียรอยู่คำหนึ่ง คือ วิริยะ ในการใช้กำลังกาย. แต่ว่าทั้งหมดนั่นแหละ ก็คือความเพียร ; ทั้ง ๔ อย่างนั้นทำอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีฉันทะพอใจที่จะทำ แล้วก็ใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา อยู่รวมกันหมด ; นี่ก็คือความเพียร สั้น ๆ คำเดียวเท่านั้น ดูอะไรที่มันแฝงอยู่ในการพูดจา ในการเรียกร้องพูดจา มันแฝงอยู่อย่างนี้ ลองไปปฏิบัติธรรมะสารพัดนึก ๔ อย่างเข้าก็ตาม ปฏิบัติอิทธิบาท ๔ อย่างเข้าก็ตาม มันก็กลายเป็นการทำความเพียร ; ฉะนั้น ชาวบ้านเขามีคำพูดมา แต่เดิมนานแล้ว เมื่อผมจำความได้มา ก็ได้ยินเขาใช้คำนี้คือ "ทำความเพียร". ภิกษุ
น.92 ออกไปอยู่ป่าปฏิบัติกรรมฐานภาวนา อยู่อย่างเต็มที่ นี่เขาเรียกว่า "ทำความเพียร". ไปไหน ? ไป "ทำความเพียร" , เรียกการปฏิบัติธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นว่าทำความเพียร, ทำความเพียรอยู่ในบ่า. คำว่า "ความเพียร" มีความหมายของมันกว้าง แต่คนเดี๋ยวนี้ถือ เป็นเรื่องสั้น ๆ แคบ ๆ เล็กๆ อะไรเรื่องหนึ่ง ที่จริงมัน เป็นทั้งหมดของตัวพรหม- จรรย์ แล้วพรหมจรรย์นี้มันก็ต้องพยายามกระทำอยู่อย่างไม่ขาดสาย มันกลายเป็นความเพียรไปเพราะเหตุนี้. วันนี้เราจะได้พูดกันถึง สิ่งที่เรียกว่า "ความเพียร" โดยชื่อในภาษาบาลี ที่มีอยู่ว่า สัมมัปปธาน ๔. สิ่งที่เรียกว่า ความเพียรมีมากชื่อ ได้เคยพูดมาแล้ว: เรารู้จักกันในชื่อว่า วิริยะ - ความเพียรนั้น มากกว่าที่จะรู้จักในชื่อว่า "ปธาน" แม้ว่าในมรรคมี องค์ ๘ จะได้เรียกว่า วายามะ คือ สัมมาวายาโม นี้ ก็เป็นอันเดียวกัน. ในมรรคมี องค์ ๘ เรียกว่า สัมมาวายาโม นั้นคือ ความเพียร ; วายาโม คือ ความพยายาม ; ฉะนั้น เป็นอันว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ได้ ตามความหมายเฉพาะกิจ ๆ กิจหนึ่ง. วายามะ คือพยายามไม่หยุด, วิริยะ คือการใช้กำลังอย่างกล้าหาญ. ธรรมะหมวดนี้เราเรียกว่า ปธาน แปลว่า ตั้งมั่น คือว่ามี กำลังใจที่ตั้งมั่นลง ไปก็เรียกว่าปธาน ; สัมมัปปธาน หรือ สมปธาน นี้ก็คือ อย่างสม่ำเสมอ ความเพียร อย่างสม่ำเสมอตลอดกาลไม่ขาดสาย เรียกว่า สัมมัปปธาน. ทีนี้ สม่ำเสมอ ตลอดกาลไม่ขาดสาย นี้ก็ยังแบ่งออกได้เป็นส่วน ๆ หรือมองได้เป็นแง่ ๆ มุม ๆ ไปเลย.
น.93 สิ่งที่เรียกว่า ปธานหรือสัมมัปปธาน จึงถูกแบ่งแยกออกไป เป็นแง่ ๆ มุม ๆ ตามหน้าที่ ที่กำลังกระทำ หรือกำลังใช้ความเพียรอยู่ :- ข้อแรก จึงมาเป็น สังวรปธาน คือ เพียรระวัง ข้อที่สอง ปหานปธาน - เพียรละ ข้อที่สาม ภาวนาปธาน - เพียรสร้าง ข้อที่สี่ อนุรักขนาปธาน - เพียรรักษา จำไว้สั้น ๆ ว่า เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา. มองเห็นจริงแล้วจะสะดุ้ง คือเรากำลังเหลวไหลใช้ไม่ได้ มันจึงมีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นความเสียหาย ไม่รู้ว่าจะใช้ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ อย่างไร. เดี๋ยวนี้ก็ให้ รู้เสียว่า จะใช้ไปในการระวัง การละ การสร้าง และการรักษา มิฉะนั้น "ความ รู้จะท่วมหัวแล้วเอาตัวไม่รอด" ; ได้อะไรมาเป็นของปลอมทั้งนั้น มีเกียรติยศชื่อเสียง ก็เป็นของปลอม ใช้คุ้มตัวไม่ได้, มีความผิด มีความชั่ว มีความเสียหายไป ทั้งๆ ที่มี ความรู้มาก, อยู่ในฐานะเป็นผู้มีเกียรติ เป็นหัวหน้าเป็นผู้บังคับบัญชา อะไรอย่างนี้ก็ เพราะไม่มีความเพียร ๔ อย่างนี้; มีแต่ความรู้ชนิดที่ไม่มีประโยชน์อะไร คือไม่ ได้เอามาใช้ด้วยความเพียร. ขอให้รู้ไว้ แล้วไปบอกเพื่อนฝูงกันว่า เดี๋ยวนี้ เรามันกำลังขาดสิ่งที่ เรียกว่าความเพียรนี้ ทั้ง ๆ ที่เรารู้สึกว่าเรามีความเพียรอยู่ แทบสายตัวจะขาด ; แต่มันเป็นความเพียรคนละเรื่อง เป็นความเพียรที่จะเป็นทาสของกิเลสไปเสีย เป็นส่วนใหญ่.
น.94 ความเพียรที่มีแทบสายตัวขาดอยู่เป็นประจำวันทุกวันนั้น เพียรเพื่อจะเป็น ทาสของกิเลส ไม่ใช่เพียรเพื่อจะเป็นคนของธรรมะ หรือผู้ปฏิบัติธรรม เราก็เลย พาลพาโลว่าความเพียรในพุทธศาสนานี้มันพึ่งอะไรไม่ได้ ทั้งที่มีความพากเพียรอยู่ มันก็ ยังเดือดร้อนอย่างนี้. นั่นเป็นเรื่องพาลพาโล แล้วก็มีความเพียรไม่ถูกต้อง คือไม่มี ความเพียรตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ให้ครบ ซึ่งได้แก่ : เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา. ทีนี้ เราดูกันทีละอย่าง : ข้อหนึ่ง เพียรระวัง เอามาไว้เป็น ข้อแรก นี้ก็น่าสนใจ, เพียรระวัง เอามาไว้เป็นข้อแรกเลย ; หมายความว่ามีความรู้ แล้วยังต้องระวังอีก มีความรู้เฉย ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องรู้ว่าอะไรเป็นภัย เป็นอันตราย ก็ระวัง ไว้ อย่าให้มันมา ใกล้ อย่าให้มันเข้ามาเกี่ยวข้อง. ถ้าพูดอย่างต่ำที่สุด อย่างของพวกชาวบ้าน พวกฆราวาสทั่วไปนี้ มันโง่มาก ในการที่เดินเข้าไปในเขตหรือในถิ่นที่เป็นอันตราย : เรื่อง อบายมุข ทั้งหลายก็รู้อยู่ ก็ยังเข้าไปหา ก็แปลว่า เปิดให้อันตรายเข้ามาหา หรือ เดินเข้าไปหาอันตราย เช่นไป กินเหล้า เข้าก่อน, กินเหล้าแล้วมันทำอะไรได้อีกบ้างเล่า ? มันก็ทำหมด. แล้วทำไม จึงไม่พยายามที่จะระวังในขั้นแรก คือมีความรู้และระวังที่จะไม่ไปใกล้กรายสิ่งเหล่านั้น, อย่าเข้าไปเป็นอันขาด, อย่าไปเกี่ยวข้องด้วย ในชั้นแรก. ข้อที่สอง คือ ละ ที่ไปเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ที่มันโง่ไปเกี่ยวข้องเข้าแล้วก็ ละเสีย. เช่นไปกินเหล้าเข้าแล้ว หรือไปกินอยู่เป็นประจำ มันก็ต้องละเท่านั้นเอง. ถ้าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะป้องกันได้ดีมาแต่ข้อหนึ่ง. ครั้นเผลอไปแล้ว หรือถึงขนาด ที่ทำอยู่เป็นประจำ ก็ต้องละ นี้เรียกว่า ฝ่ายชั่ว ฝ่ายไม่ดี ต้องระวังอย่างหนึ่ง แล้ว ต้องละอย่างหนึ่ง.
น.95 ข้อที่สาม คือ สร้าง, เป็นฝ่ายดี ต้องสร้าง. ข้อที่สี่ คือรักษาไว้ให้คง อยู่ตลอดไป. ทีนี้ ความดีที่ยังไม่มีก็ไม่สร้าง คือไม่ก้าวหน้านั่นเอง เราชอบก้าวหน้าก็ หมายความว่า เราชอบสร้างความดี หรือสิ่งที่ดีที่มีประโยชน์ ขึ้นมาใหม่ ๆ เรื่อย ๆ เป็นเรื่องสร้าง. สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้น มีความจำเป็นที่ต้องรักษา เพราะว่าธรรมชาติของ สังขารเป็นอย่างนั้นเอง มันอาศัยปัจจัยอยู่เรื่อยไป, ปัจจัยสร้างขึ้นมา, ปัจจัยสำหรับรักษา เอาไว้ แล้วเราก็รักษา. ตัวอย่าง เช่นเรามีสัจจะในการจะทำอะไรที่ดี เราก็ต้องอาศัยธรรมะอื่น ๆ ช่วย รักษาสัจจะนั้นเอาไว้ ให้ทำไปได้ตลอดไป. นี้ก็เห็นได้ง่าย ๆ ว่าทำไม่จริง : อ่านหนังสือ ไม่จบเล่ม หรือว่าอ่านแล้วก็ไม่อ่านอีก ไหว้พระสวดมนต์ นี้ทำได้สักสองสามวัน แล้วมันก็ขี้เกียจ เลิกลาไป; นั่นคือไม่รักษา ลงมือทำเข้าแล้ว ก็ไม่ทำต่อ ไม่รักษา ในระยะกาลที่ยาวนานพอสมควรกัน. อย่าลืมที่ว่าเตือนแล้วเตือนอีกว่า ต้องใช้เวลา คนโบราณเขาพูดไว้มาก เรื่องนี้เขาให้ใช้เวลา "ให้รอได้ ให้ทำไปเถอะ", ให้ทำไปเถอะ ; ใช้แต่อย่างนี้ เตือน แต่อย่างนี้ ให้ทำไปก่อนเถอะ, ให้ทำไปก่อนเถอะ ให้ทำไปอย่าหยุด. คนเดี๋ยวนี้พอลงมือทำแล้วก็จะเอาผล จะเอาผลทันตาทันใจ ยิ่งเด็ก ๆ สมัยนี้ด้วยแล้วยิ่งเป็นอย่างนี้มาก ; ฉะนั้นมันจึงปวดหัว เป็นโรคเส้นประสาท หรือ เป็นบ้ามาก. คนโบราณเขาเฉยในการทำไปเรื่อย ๆ รอได้ คอยได้ ทำไปอย่างสบาย
น.96 ยิ้มกริ่มอยู่ตั้งแต่แรกทำ ; เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ปวดหัว ไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่ เป็นอะไรเหมือนที่เด็ก ๆ สมัยนี้เป็นกัน. นี่จะเห็นได้ว่ามันผิดไปทั้งหมด ๔ อย่าง สิ่งที่ เรียกว่าปธาน หรือ สัมมัปปธาน ผิดไปหมดทั้ง ๔ อย่าง. มีสิ่งที่น่าหวัวมาก ๆ อย่างที่เขาเรียกว่า "น่าหวัวให้ฟันหัก น่าหวัวจนฟันหัก" คือพวกคนที่มาเที่ยวที่นี่ มาดูภาพบั้นที่โรงปั้นภาพ ดูการทำภาพ ออกปากแทบทุกคนว่า เก่งวิเศษ ว่าไม่มีที่ไหน อะไรทำนองนี้ . ผมก็นึกขันอยู่ในใจ ว่าทำไมจึงมีเก่งแต่ ที่นี่สองสามคน ? ถ้าเป็นกันเองมากพอ ก็บอกให้เลยว่า ขี้เกียจ มีจิตใจเร่าร้อน ไม่มีความอดทน. พวกที่เรียนศิลปากร เรียนอะไรมา ทำได้ทุกคน ถ้าเขาอยากทำ และมีความเพียรพอ. ทีนี้ใจมันร้อน ; ทำไม่ได้ จะทนทำ ทน ฝึกนาน ๆ ทำไม่ได้ยิ่ง ทำช้า ๆ อย่างที่เราทำแล้วยิ่งทำไม่ได้ใหญ่, เพราะจิตใจมันไม่ได้เป็นผู้ทำ จิตใจ มันจะเป็นผู้ที่จะบริโภค ทำเพื่อจะเอาเงินไปสนุกสนานเอร็ดอร่อย มันก็รอไม่ได้ ก็ทำลวก ๆ ก็ไม่ได้ดีเท่านั้น ไม่เหมือนคนที่ทนทำเป็นปี ๆ ไม่เคยเรียนที่ศิลปากรเลย แต่พอทนทำเป็นปี ๆ ๕ - ๖ ปีก็ทำได้ดี. คุณลองแยกส่วนที่เป็นความเพียรออกมาดู ว่ามันมีอย่างไร ? มีมากน้อยเท่าใด ? ที่ผมว่า "น่าหวัวให้ฟันหักนั้น" ก็คือคนโง่และขี้เกียจ มันมีเท่านั้นเอง เลิกโง่ ว่าทำไม่ได้เสียที ความโง่ว่าทำไม่ได้นั้นเลิกเสียที แล้วก็มีความเพียรทำไป ไม่เท่าไร ก็ทำได้, แล้วก็ไม่ใช่เป็นของแปลก. ถ้าดูให้ลึก ก็คือวิสัยธรรมดา ๆ ที่เราทำภาพบั้น อย่างนี้ได้, แล้วมีคนออกปากชมว่าที่อื่นทำไม่ได้ หรือเขาทำไม่ได้ เพราะว่าโง่และขี้เกียจ ทนไม่ได้ รอไม่ได้, ที่ทนทำไปไม่ได้ เพราะจะเอาเดี๋ยวนี้ ; ฉะนั้นจึงมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้มากมาย,
น.97 คำว่า ความเพียร นี้เป็นเครื่องมือ เป็นธรรมประเภทเครื่องมืออย่างยิ่ง จนมีพระพุทธภาษิตว่า วิริเยน ทุกขมจฺเจติ - คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร, ไม่ได้ พูดว่ามีความสุข พูดว่าล่วงทุกข์ ก้าวล่วงความทุกข์ไปได้ ด้วยอำนาจของ วิริยะคือความเพียร. แต่แล้ว คนเดี๋ยวนี้ก็ล่วงทุกข์ ไม่ได้ เพราะมีความเพียรผีสิง, ความเพียร ผีสิงคือความเพียรที่ทนไม่ได้ รอไม่ได้. พอลงมือทำก็ปวดหัว เดี๋ยวใจก็เป็นโรค ประสาท ; ความเพียรผีสิงมันให้ผลอย่างนั้น คือใน จิตใจมัน กลัดกลุ้มรอไม่ได้ ลอยไม่ได้ แต่ต้องทนทำ ผืนทำ เพราะความจำเป็นบังคับ มันก็ทำด้วยจิตใจที่ กระสับกระส่ายเหมือนผีสิง จะทำได้ก็หยาบกว่าเสมอไป. ที่ถูกคนควรจะรู้จักความ เพียรแบบของพระพุทธเจ้า ให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ แยกออกเป็น เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา เป็นความหมายที่กลางที่สุด ใช้ไปในรูปไหนก็ได้. เมื่อระวัง ต้องระวัง อย่าโง่, ระวังอย่าขี้เกียจ ; ละก็ละความโง่ ละความ ขี้เกียจ, สร้างก็สร้างความขยันความฉลาด, แล้วก็รักษาความขยันความฉลาด เอาไว้; เพียรอยู่อย่างนี้ ทุกคนจะทำอะไรได้เท่ากันหมด ผิดกันเพียงแต่ช้ากับเร็ว ตามสติปัญญามีมากมีน้อย. ถ้ามีปฏิภาณไหวพริบมาก ก็ทำได้เร็ว เรียนได้เร็ว ทำได้เร็ว ; แต่ถ้ามีความเพียร ย่อมทำได้ แม้จะทำช้า ๆ ก็ทำได้ ความฉลาดมีมาเอง, ที่เคยโง่ ก็ค่อยฉลาดขึ้นมาเอง มันก็เป็นไปได้. ทีนี้ ปัญหามันเลยไปมีอยู่ตอนท้ายที่ว่า ใช้ความเพียรในอะไร ? ใช้ความเพียรในการเป็นทาสของกิเลส หรือว่าใช้ความเพียรในการที่จะชนะกิเลส. ความพากเพียร พยายาม ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง ศึกษา ของวิทยาศาสตร์ สมัยนี้เพื่อเป็นทาสกิเลสทั้งนั้น รวมทั้งไปดวงจันทร์นี้ด้วย ก็อยู่ในความเพียรเพื่อเป็นทาส
น.98 ของกิเลส คือมันอยากอะไรประเภทกิเลส : อยากอวดบ้าง อยากข่มหมูผู้อื่นบ้างอะไรบ้าง อย่างนี้เป็นความเพียรเพื่อเป็นทาสของกิเลส. แม้ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสติปัญญา ค้นคว้า มาก แต่ก็ค้นคว้าไปในทางที่จะเป็นทาสของ ตัณหา - ความอยาก, อุปาทาน - ความ ยึดมั่นถือมั่น อะไรทำนองนี้ทั้งนั้น. ฉะนั้น มันจึงไม่สร้างสันติภาพ, ลงทุนมหาศาล แต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อสร้างสันติภาพ หรือสันติภาพก็ "สันติภาพในความฝันที่ไม่รู้จบ" ไม่มีจุดที่จะพบกันกับความสำเร็จ; เป็น "สันติภาพปากว่า" เรื่อยไป. อย่างนี้ต้อง สงเคราะห์รวมไว้ในพวกความเพียรเพื่อเป็นทาสของกิเลสทั้งนั้น. ในพุทธศาสนาเราระบุความเพียรไว้เพื่อฆ่ากิเลสเพื่อชนะกิเลส ปฏิบัติ ธรรมะประพฤติพรหมจรรย์ หรืออะไรเหล่านี้ ด้วยความพากเพียรเอาชีวิตเป็นเดิมพัน นี้ก็ เพื่อจะฆ่ากิเลสตัวเดียว ; เพราะว่ากิเลสมันเป็นต้นเหตุของความทุกข์, ต้นเหตุ ของความไม่มีสันติภาพ ทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม. ความยุ่งยากลำบากทนทรมาน อยู่ในโลกทั่วทั้งโลกเวลานี้ ก็มาจากกิเลสของมนุษย์ในโลก. ทีนี้ส่วนบุคคลแต่ละคน ๆ ก็นอนไม่หลับ นี้ก็กิเลสส่วนตัวบุคคล ; ฉะนั้น ความเพียรต้องถูกใช้ไปในทางที่จะฆ่ากิเลส. ทีนี้ก็มาถึง การปฏิบัติเป็นรายข้อ เรียงข้อไปตามลำดับ. ผมเชื่อว่าคุณจะเข้าใจได้เอง เพราะหัวข้อเหล่านี้ชัดมาก แล้วประสพการณ์ใน ชีวิตแต่หนหลังนี้ก็มีเป็นพยานอยู่ นั่นอาจจะเข้าใจได้ดีในคำว่า ระวัง แล้วก็ ละ มันเสีย สร้างมันขึ้นมา แล้วก็ รักษา มันไว้. ไปดูที่บ้านที่เรือน ที่ออฟฟิศของตัว แล้วไปจำแนกดูว่า เราบกพร่องอะไร บ้าง ; การงานที่ทำอยู่ทุกวัน : อย่างเป็นฆราวาสที่บ้าน ที่เรือน ที่ออฟฟิศ, อย่าง
น.99 บรรพชิตนี้ก็อยู่ที่นี่ ที่กุฏิอาศัย ที่วัด ที่การงานที่ทำอยู่ ; เราบกพร่องอะไรกี่มาก น้อย ในการที่จะระวัง หรือจะละ หรือจะสร้าง หรือจะรักษา ; ในที่สุดจะพบว่า มันยัง มีอีกมากที่ไม่ได้ทำ ไม่ได้สร้าง ไม่ได้รักษา แล้วก็ไม่ได้ละส่วนที่ควรละ แล้วก็ไปเปิด ช่องโหว่ไว้เสมอ สำหรับอะไรใหม่ ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคที่เป็นข้าศึกให้มันเข้ามา. คำว่า ระวัง คือป้องกันอย่าให้เกิดขึ้น, คำว่า ละ นี้คือ แก้ไขหรือรักษา; นี่เป็นหลักที่ถืออยู่ทั่วไป : ใช้คำว่า ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นมา, ถ้ามันเกิดขึ้นมา หรือ เกิดแล้ว ก็ต้องละหรือทำลายมัน ; นี่พูดกันอยู่อย่างนี้ทั้งนั้น. แต่แล้วก็พูดแต่ปาก. เรื่องสร้าง นี้ ก็ขี้เกียจ มองเห็นอยู่ว่าจะสร้างได้ มันก็ไม่ได้สร้าง เพราะขี้เกียจ. ทีนี้ พอมาถึงเรื่องรักษา ก็น่าเบื่อที่สุด เป็นสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด ที่จะให้รักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซ้ำ ๆ ซาก ๆ. การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ มันน่าเบื่อที่สุด จึงล้มละลาย, ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ล้มละลายไปหมด เพราะความน่าเบื่ออย่างนี้. ถ้ามีกำลัง มาก มีฉันทะ วิริยะ มีกำลังสามารถมาก มันก็ไม่เบื่อ, มีฉันทะแล้วทำให้ไม่เบื่อ. จงไปปลูกฉันทะ วิริยะ จิตตะ กันใหม่ และปลูกวิมังสากันใหม่ในการที่จะรักษา เพื่อทน รักษา ทนทำสิ่งที่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ และน่าเบื่อ. อย่างลานวัดนี้ที่สะอาดเรียบร้อยอยู่นี้ เพราะว่ากวาดกันอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ จน ไม่รู้ว่าจะซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างไร นั่นคือรักษา มันจึงอยู่ในสภาพอย่างนี้ได้ แล้วก็เป็น งานที่น่าเบื่อที่สุดกว่าข้อไหนหมด. คุณไปดูเอาเองดีกว่า แม้พูดอะไรได้ก็ไม่มากไปกว่าที่จะได้ไปดูเอง ในเรื่อง ที่เราเหลวไหลในเรื่องความเพียร ๔ อย่างนี้ ; ถ้าใครมีความเพียรได้ ก็ประสบ
น.100 ความสำเร็จกันไปทั้งนั้น. แม้เรื่องเป็นพระอรหันต์ ทำความเพียรเพื่อฆ่ากิเลสเป็น พระอรหันต์กันทั้งนั้น. เรื่องสนุกสนาน เอร็ดอร่อยแท้ ๆ ก็ยังหลอกตัวเอง ยังขี้เกียจ ; ทีนี้ เรื่องที่ไม่ยั่วยวนมากอย่างนั้น เป็นเรื่องปฏิบัติความเพียรเพื่อบรรลุผล มันไม่สนุก ก็ยิ่งเหลวไหล ยิ่งขี้เกียจ. นี่ใครจะเอาอย่างไร ใครจะอยู่ปฏิบัติธรรมต่อไป ก็ต้อง ใช้ความเพียรนี้, ใครจะสึกออกมาเป็นฆราวาส ก็ต้องใช้ความเพียรนี้. ทีนี้ เลิกพูดเรื่องการเป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิตกันเสียทีก็ได้ ; ให้รู้สึกแต่ว่า มีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ ก็ต้องมีความพากเพียรไป; ฉะนั้นเขาจึงกล่าว ความเพียรไว้ว่า "เป็นคนแล้วก็จงพากเพียรไปจนกว่าประโยชน์จะสำเร็จ". คำกล่าวเรื่องความเพียรนี้มีคำบาลี แต่อย่าหลงผิด คำนี้เขาว่า พูดเฉพาะ ผู้ชาย, ความโง่ทางภาษามันมีได้ ; เพราะพระพุทธภาษิต หรือธรรมภาษิตเหล่านั้น ระบุคำดังนี้ว่า : วายาเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปทา. ปุริโส แปลว่า บุรุษ ; บุรุษ พึงพยายามไป จนกว่าประโยชน์จะสำเร็จ. แต่ถ้าแปล ปุริโส ว่าบุรุษ นี้มันผิด โง่ในทางภาษา คำอย่างนี้เขาแปลว่า คนเท่านั้น ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ได้ ; เหมือนคำว่า man ในกรณีภาษาอังกฤษ คำว่า man นี้ในบางกรณีหมายถึงคนเท่านั้น หญิงก็ได้ชาย ก็ได้. ภาษาบาลีก็เหมือนกัน คำว่า บุรุษ - ปุริโส แปลว่าคนเท่านั้น ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ได้. เมื่อ เป็นคนแล้ว เป็น ฆราวาสก์ได้ เป็นบรรพชิตก็ได้ ไม่ต้องไปเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ให้ลำบากนัก, มีจุดหมายว่าจะได้อะไร จะเอาอะไร เรียกว่าประโยชน์, แล้วก็ พากเพียรไปจนกว่าประโยชน์จะสำเร็จ. ประโยชน์บางอย่างมันเหมือนกัน, ถ้ามองดูแล้วมันเหมือนกันระหว่างบรรพชิต กับคฤหัสถ์ ; นี่คือประโยชน์ที่จะอยู่ด้วย ความผาสุกสบายใจ ; ประโยชน์นี้มันเหมือนกัน.
น.101 ประโยชน์ย่อมเหมือนกัน ; ถ้าเข้าใจข้อนี้ได้ ก็จะดีหน่อย อย่าได้ไป แยกฆราวาสกับบรรพชิต ให้เป็นสัตว์คนละชนิดไปเสีย จะทำให้ร่วมใช้ธรรมะใน พระพุทธศาสนากันไม่ได้. เป็นคนคือมีชีวิต แล้วก็ต้องการความอยู่อย่างเยือกเย็น เป็นนิพพาน มันก็ต้องทำเหมือน ๆ กัน ใช้ธรรมะอย่างเดียวกัน ตามความเหมาะสม ตามระดับ ; ฉะนั้นความเพียรก็ย่อมใช้ได้หมด. นี่สังเกตดู ว่า ความเพียร นี้เขา กล่าวไว้เป็นกลาง ๆ, แม้จะระบุออกไปเป็น การระวัง การละ การสร้าง การรักษา ก็ยัง เป็นกลาง ๆ อยู่นั่นแหละ คือระวังอะไร ละอะไร สร้างอะไร รักษาอะไร ก็ต้องทำสัมพันธ์กันต่อไป คือทำประโยชน์ให้ถูกต้อง มุ่งหมายให้ถูกต้อง ฉันทะให้ถูกต้อง แล้วก็ระดมทุ่มเทกำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ลงไปให้เต็มที่; นี่คือความเพียร. พิจารณาดูจะเห็นได้ทันทีว่า มันผสมกลมกลืนกันไปหมด ไม่ว่า ธรรมะ บทไหน ชื่ออะไร ข้อไหน จะต้องเนื่องกันไปหมด หรือว่า รวมอยู่ในที่เดียวกันหมด ; นี่จะยิ่งเข้าใจ ยิ่งเห็นต่อไปข้างหน้า ว่า ธรรมะทั้งหมดนี่กี่สิบชื่อกี่ร้อยชื่อ จะสัมพันธ์ กันรวมกันอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนกับที่เราพูดมาเพียงเท่านี้ ก็มองเห็นได้ว่า มันรวมตัว อยู่ในที่เดียวกัน เมื่อ มีความเพียร แล้วก็กลายเป็น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือ กลายเป็นมี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ อยู่ในคำว่า ความเพียร ; มันแล้วแต่เราจะมอง ในแง่ไหน. ในการกระทำที่กำลังกระทำอยู่ประพฤติปฏิบัติอยู่ มองในแง่หนึ่งก็เป็น ความจริงใจ, มองในแง่หนึ่งนี้ก็ บังคับตัวเอง ให้ทำ, มองในแง่หนึ่งก็ กำลังอดทนอยู่ อย่างเต็มที่ อดทน ๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา, แล้วอีกอันหนึ่งก็คือสละ ๆ สละอยู่เรื่อย. ส่วน
น.102 ที่ไม่ควรจะมีอยู่หรือเก็บไว้ต้องสละออกไป ที่เรียกว่าจาคะ หรือที่เรียกว่าเพียรเพื่อละ ในบทปธาน. ปหานปธาน กับ จาคะ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ; ฉะนั้น หัดดูแรก ๆ เริ่ม เข้าใจ แล้วก็เริ่มหัดดูต่อไปได้แล้ว. เหมือนกับว่าดูต้นไม้สักต้นหนึ่ง ให้เข้าใจใน ความสัมพันธ์ของมัน ระหว่างราก เปลือก กะพี้ แก่น ใบ ดอกอะไรต่างๆ มีเยอะแยะ เป็นส่วนของต้นไม้ทั้งนั้น. ธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งหมด ก็เหมือนกับต้นไม้เหมือนกัน, คืออยู่ในฐานะเป็นราก เป็นเปลือก เป็นกะพี้ เป็นแก่น กระทั่งเป็นใบ, แล้วใบนั้นก็จะ ทำให้มีดอกออกมา เป็นผลไม้ในที่สุด ; นั่นคือมรรค ผล นิพพานอยู่ที่ใบที่ดอก. ส่วนข้อ ปฏิบัติต่าง ๆ มันก็เป็นกะพี้ เป็นเปลือก เป็นลำต้น เป็นรากเป็นอะไร เป็นแก่นไป. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงส่วนที่เป็นความเพียร, ความเพียรก็คือลำต้นหรือราก ; ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ จะนำมาซึ่งผลคือดอกและลูกในที่สุด. ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ คุณก็ไปเขียนรูปภาพต้นไม้ต้นหนึ่งได้ แล้วก็บรรจุชื่อธรรมะต่าง ๆ ที่ได้เล่าเรียน ได้ ยินได้ฟังมานี้ลงไปในรูปภาพนั้น. ธรรมะชื่อไรบรรจุลงไปที่ราก แล้วรากมันก็ยังมีราก รากแก้วหยั่งลึกลงไป แล้วก็มีรากข้าง ๆ, มีรากขนาดใหญ่, รากขนาดเล็กหลาย ๆ ชนิด .. ถ้าจะทดสอบตัวเองดูว่า เข้าใจธรรมะพอสมควรหรือยัง ก็ไปทำอย่างนี้ดู ; ตลอดเวลา ที่บวชมานี่ วันนี้เป็นวันที่ ๕๐ แล้วของ ๙๐ วันที่จะบวชอยู่ได้. จะเขียนรูปภาพนี้ได้ หรือยัง ทดสอบดู ; ถ้าเขียนได้ก็ใช้ได้ หรือควรจะพอใจ. ผมได้ พยายามจะชี้ให้เห็นถึงธรรมะที่สัมพันธ์กันอย่างนี้ แล้วก็เริ่มมา เรื่อย ๆ ด้วยธรรมในฐานะเป็นเครื่องมือ จาก ฆราวาสธรรม - ธรรมะสารพัดนึก มาถึง อิทธิบาท ๔, แล้วก็มาถึงความเพียร ๔ ; ต่อไปก็จะพูด ไปถึง สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕
น.103 พละ ๕ เรื่อยไป. เฉพาะที่จำเป็นที่เนื่องกันอยู่ในกลุ่มนี้. ถ้าฟังไม่เข้าใจจะรู้สึกว่ามาก มายน่าเวียนหัว. ถ้าฟังเข้าใจก็จะรู้ว่ามีเพียงข้อเดียว สิ่งเดียว อันเดียว คือธรรมะใน ฐานะเป็นเครื่องมือสร้างอะไรมาก็ล้วนแต่เป็นธรรมะอยู่เรื่อย : ธรรมะเพื่อธรรมะ, ธรรมะ เพื่อธรรมะ. ธรรมทุกข้อ จะสรุปได้อยู่ที่ว่า ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลาย ความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู อย่างเดียวเท่านั้น อะไร ๆ จะมีมาหมดเลย. ธรรมะ ทุกชื่อจะถูกเรียกมา ถูกประมวลมา ด้วยการกระทำเพียงอย่างเดียว คือ ทำลาย ความเห็นแก่ตัว. ทีนี้ เรามี ธรรมะสารพัดนึกก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, มีอิทธิบาทเพื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัว, มีความเพียร ๔ อย่างนี้ ก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, กระทั่ง จะมี สติปัฏฐาน ต่อไป ก็ นั่นแหละคือตัวการที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวโดยตรง. สำหรับความเพียรที่พูดในวันนี้ มันก็มีว่า ระวัง, ระวัง กันออกไป ป้องกัน ออกไป ในสิ่งที่มันจะทำให้มีความเห็นแก่ตัว, อะไรมันจะยั่วยวนหรือจะเปิดโอกาส ของความเห็นแก่ตัวก็กันไว้ ๆ กันไว้, ระวัง กันไว้ อย่าเกิดความเห็นแก่ตัว ; แล้วก็ ละ ละความเห็นแก่ตัวที่เกิดอยู่แล้ว, แล้วก็สร้าง สร้างทุกอย่างที่มันไม่เป็นความเห็นแก่ ตัวที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว บริจาคความเห็นแก่ตัว, สร้างขึ้นมา แล้วก็ รักษา การกระทำอันดีที่สุดนี้ไว้. นี่เป็นการสรุปยอดในการใช้เครื่องมือ ใช้เครื่องมือเพื่อเครื่องมือ, ใช้ เครื่องมือเพื่อเครื่องมือ จนถึงเครื่องมือคือ ทำลายความเห็นแก่ตัว แล้วก็
น.104 จะออกดอกออกผลเป็นมรรค ผล นิพพาน ขึ้นมา แม้ในเพศฆราวาสหรือบรรพชิต ได้ ก็เมื่อไรก็ได้. ธรรมะไม่มีฆราวาสไม่มีบรรพชิต คนมาว่าเอาเองทีหลัง ฉะนั้น การปฏิบัติ ธรรม เพื่อธรรม โดยสมควรแก่ธรรม ก็แล้วกัน ; อย่าเพื่อตัวกู - ของกู เป็นฆราวาส เป็นบรรพชิต. ถ้าเป็นอะไรนั้นมันก็จะย้อนถอยหลังไปหาความโง่ ; เปลี่ยนเป็นรุดหน้า ไปหาความจริง. ปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม คือภาวะหรือกรณี ที่เรากำลังเป็นอยู่ เราเป็นอยู่อย่างไร ที่ไหน ทำให้ถูกเหมาะสมแก่ภาวะอย่างนั้น พูดภาษาชาวบ้านก็ว่า "ให้มันถูกแก่เรื่อง". เรามีชีวิตอยู่เป็นอย่างไร มีเรื่องอย่างไร, ทำให้ถูกแก่เรื่อง ไม่ต้อง ไปกันออก เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยความระวังมากเกินไป, แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย มัวแต่พูด ; ฉะนั้น ดูแต่กิเลส แล้วก็ พยายามที่จะฆ่ากิเลส ลืมบรรพชิต ลืมฆราวาส ลืมอะไรทั้งนั้น ดูอยู่ว่า กิเลสมันอยู่ที่ตรงไหน แล้ว พยายามที่จะฆ่ามันที่ตรงนั้น แล้ว ก็ป้องกัน กิเลส แล้ว ละ กิเลส, สร้าง ที่มันตรงกันข้ามกับกิเลสคือโพธิ แล้ว รักษา โพธิ ไว้เรื่อยไป. เรื่องของความเพียงก็มีเท่านี้. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa