น.105 วันที่ ๒๐ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๕๔ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ ในวันนี้จะได้พูดกันถึง โดยหัวข้อว่าธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมืออีกตามเคย ส่วน เรื่องที่จะพูดนั้นคือ สติปัฏฐาน ๔. ธรรมะในฐานะเป็น เครื่องมือหรือเป็นฝักฝ่ายแห่งโพธินี้ พูดกันมาตามลำดับ ตั้งแต่ฆราวาสธรรม ๔ อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ ; วันนี้ ก็มาถึง สติปัฏฐาน ๔. ดูกันในฐานะเป็นเครื่องมือทั้ง นั้น ; แล้วมีชื่อต่างกัน ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ต่างกัน, เหมือน เครื่องมือที่เรามี ๆ กันอยู่ในบ้านในเรือน เมื่อเรียกชื่อต่าง กันตามปกติก็ใช้ในความมุ่งหมายที่ต่างกัน. ๗๓
น.106 ทบทวนดูบ้างก็ได้ ว่าสัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ใช้อย่างไร ? ที่ใช้เป็น สารพัดนึก ในขั้นพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ; ดังเช่นมีดอย่างเดียวใช้ได้มาก ใช้เป็นอาวุธก็ยังได้ ใช้เป็นเครื่องมือธรรมดาสามัญก็ได้. แม้เป็นเครื่องมือธรรมดาสามัญก็ยังใช้ได้หลายอย่าง : ตัดนั่นตัดนี่ กระทั่งตัดไม้ทำเรือนก็ได้ หั่นผักแกงก็ได้ เรียกว่าเป็นพื้นฐานทั่วไปหรือ สารพัดนึก. อิทธิบาท ๔ นี้ก็สูงขึ้นไปและมุ่ง เฉพาะความสำเร็จสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจ จะทำ ก็คือกล่าวให้รัดกุมเข้ามานั่นเอง เฉพาะสิ่งที่ตั้งใจจะทำ แล้วก็วางไว้กว้าง ๆ ว่า เลือกไปใช้สิ่งใดก็ยังได้. อธิบายให้ละเอียดออกไปตรงที่ว่า จะต้องทำอย่างไร เป็น ความพอใจ เป็นการใช้กำลังกาย ใช้กำลังจิต ใช้กำลังปัญญา ; ระวังให้ดีคำว่า "ใช้กำลังกาย ใช้กำลังจิต ใช้กำลังปัญญา" ; เราพูดถึงใช้กำลังจิต หรือกำลังสติปัญญา โดยเฉพาะกันเป็นพิเศษในคราวนี้. ความเพียร ๔ หรือสัมมัปปธาน ๔ นั้นก็มุ่งหมายจะ ระบุไปยังลักษณะ ของความพยายาม เป็นส่วนใหญ่. ทีนี้ก็มาถึง สติปัฏฐาน ๔ ที่กำลังจะพูด สำหรับคนที่ยังไม่ทราบเรื่อง เสียเลย หรือทราบแต่น้อย ก็ยังไม่ได้สนใจว่า คำว่าสติปัฏฐานนี้แปลว่าอะไร. สติปัฏฐาน ว่ากันตามตัวหนังสือแท้ ๆ ก็แปลว่า "การตั้งสติไว้เฉพาะ" หรืออย่างทั่วถึง ; สติ ก็แปลว่า สติ, ปัฏฐาน ก็แปลว่า เฉพาะ ก็ได้ แปลว่า ทั่วถึง ก็ได้ ภาษาบาลีก็เหมือนกับภาษาอื่น ๆ จะแปลคำอะไรลงไป หรือแปลอุปสรรคคำใดคำหนึ่ง ออกไป ก็ต้องแล้วแต่ว่า ข้อความแวดล้อมมันเป็นอย่างไร.
น.107 ภาษาบาลี ปะ นี้ธรรมดาแปลว่า ทั่ว แต่ในทางบางกรณีถือว่าเป็น ปฏิคือ เฉพาะ. สำหรับคำว่า สติปัฏฐาน จึงแปลกันอยู่ ๒ อย่างว่า ตั้งสติไว้เฉพาะ เรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง, ตั้งสติไว้พร้อม ก็หมายความว่า ในเรื่องนั้นมันครบถ้วนทั่วถึง. ทีนี้ก็ เลยบวกเอาเสียทั้งสองอย่างเลยดีกว่า ว่า ตั้งสติ ไว้พร้อมเฉพาะ ทั้ง พร้อม ทั้ง เฉพาะ. สติปัฏฐาน แปลว่า การตั้งสติไว้พร้อม เฉพาะ ; พร้อม คือ ครบถ้วน, เฉพาะ คือ เฉพาะ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง. เช่นที่ได้จำแนกไว้เป็น ๔ อย่างคือ กาย เวทนา จิต และธรรม รวม ๔ อย่าง ตั้งเข้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ตั้งไว้อย่างพร้อม คือครบถ้วนทั่วถึง. ทีนี้ เราจะพูดถึง คำว่า สติ โดยเฉพาะอีกทีหนึ่งว่า ทำไมจึงพูดว่า ตั้งสติ ใช้คำว่าสติ ? แล้วทำไมบางครั้งจึงพูดว่า ตั้งจิต ? นี่คือความที่ ภาษามันยืดหยุ่น หรือกำกวมได้ เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม นี้ ตั้งจิตก็ได้ ตั้งสติก็ได้ มันเหมือนกัน เพราะคำว่าจิตนั้นมันกว้าง ในที่อย่างนี้ก็คือ ตั้งสติ หรือตั้งจิต ก็เหมือนกัน. เช่นว่าผูกจิตใจไว้กับอารมณ์ คือลมหายใจเป็นต้น ผูกจิตไว้กับอารมณ์ก็เหมือนกับผูกสติ ตั้งสติ ไว้กับอารมณ์ นั่นเอง. ในกรณีอย่างนี้คำว่า "จิต" นั้น หมายความกว้างไปหมด, ไม่ใช่หมาย เฉพาะตัวจิตเอง หมายถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับจิต. ถ้าแยกออกไปให้ละเอียดอีกเป็น เทคนิคของภาษา มันก็กลายเป็นว่าตั้งจิต หรือผูกจิตด้วยสติ ; ถ้าใช้เป็นความรัดกุม ทางภาษา จะพูดอย่างรัดกุมทางภาษา ก็ว่าผูกจิตหรือตั้งจิตกับอารมณ์ ด้วยอาศัยสติเป็น เครื่องมือ แต่ที่แท้ทั้งสติทั้งจิตนี้แหละคือสติ ถ้าต้องการจะรู้เรื่องนี้ละเอียด ต้องไปศึกษาเกี่ยวกับภาษา โดยเฉพาะ แยกให้ละเอียดออกไป. สติปัญญา เป็นพวกเจตสิก คือคุณสมบัติของจิต, จิตนั้น
น.108 หมายถึงตัวจิต ; แต่จิตเกิดตามลำพังไม่ได้ ถ้าไม่มีเจตสิกรวมอยู่ด้วย. ฉะนั้น เมื่อเราไปกำหนดเข้าที่อะไรด้วยจิตนั่น ในนั้นจะมีจิตที่ประกอบอยู่ด้วยเจตสิก คือสติ มันจึงกำหนดอะไรได้ แม้แต่คิดนึกอะไรก็ได้. จิตล้วน ๆ มันทำอะไรไม่ได้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งของมัน มาประกอบด้วย โดยการเกิดขึ้นพร้อมกันดับพร้อมกัน ; คุณสมบัติ อันนั้น เดี๋ยวนี้เรา เรียกว่า สติ. การตั้งไว้ซึ่งสติ คือ จิตประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ชื่อสติ แล้วก็ไป กำหนดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วแต่ต้องการ. สติปัฏฐาน ก็คือ ใช้จิตที่ประกอบอยู่ ด้วยสติ, เรียกสั้น ๆ ว่าสติ กำหนดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นว่าตั้งสติไว้พร้อมหรือเฉพาะ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่าสติปัฏฐาน. บางถิ่นในสมัยโบราณเขาเรียกว่า ทำสติ อย่างนี้ การปฏิบัติของภิกษุนี้เขา เรียกว่า ทำสติ, ไปทำสติ นั้นคือไปทำกรรมฐาน หรือไปทำวิปัสสนา เรียกว่า ไปทำสติ อย่างนี้ก็มี. เขาใช้คำเต็มรูปของภาษา เรียกว่าสติปัฏฐาน กำหนดตั้งไว้ พร้อมเฉพาะซึ่งสติ. ทีนี้ ก็ จะพูดถึงการตั้งสติหรือกำหนดสติต่อไป. ในสติปัฏฐาน ๔ ก็ยกเอากาย เวทนา จิต ธรรม มาเป็นหัวข้อ ; การตั้ง สติก็เลย ตั้งที่กาย อย่างหนึ่ง, ตั้งที่เวทนา อย่างหนึ่ง, ตั้งที่จิตตัวจิตเอง อย่างหนึ่ง, แล้วก็ ตั้งที่ธรรม อย่างหนึ่ง, เป็น ๔ อย่าง จึงได้เรียกว่าสติปัฏฐาน ๔ ; โดยจำแนกไปตามสิ่งที่เอามาใช้ให้จิตกำหนด นั้นเอง. เดี๋ยวนี้เราเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ เพราะแยกกันให้เป็น ๔, ระบบนี้ เรียกว่าสติปัฏฐาน ๔ เพราะแยกกันเป็น ๔. แต่ถ้าเอามาปฏิบัติให้เนื่องเป็นสายเดียวกัน
น.109 โดยไม่แยก ก็คือระบบที่เรียกว่า อานาปานสติ ๑๖ ขั้น ซึ่งมีสติปัฏฐาน ๔ ซ่อนอยู่ใน นั้นครบถ้วน. ฉะนั้นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงปฏิบัติทีละอย่าง แล้วก็แยกกัน เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ล้วนแต่ว่าแยกกัน จึงเรียกว่าสติปัฏฐาน ๔. แต่ถ้ามาปฏิบัติ ด้วยระบบวิธีที่วางไว้เฉพาะอย่างยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญว่า เหมาะสมสะดวกที่สุด ก็กลายเป็นอานาปานสติ ๔ หมวด ๆ ละ ๔ ขั้น เป็น ๑๖ ขั้น เหมือนที่เราพูดกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งจะได้พูดกันโดยละเอียดเฉพาะเรื่องนั้น ; อย่างนี้ก็เรียกว่าอานาปานสติภาวนา และ เป็นอานาปานสติเฉพาะแบบนี้ คือที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นอย่างนี้. ทีนี้เราก็จะดูว่า ตั้งสติ หรือกำหนดสติ นี้ตั้งอย่างไร ? การกำหนดสติ ตั้งสติ โดยส่วนใหญ่ โดยหลักใหญ่ ๆ ก็มีอยู่สอง เรียกเป็น ภาษาธรรมว่าตั้งสติอย่างสมถะคือ อย่างให้สงบ นี่อย่างหนึ่ง, ตั้งสติอย่างปัญญา หรือ วิปัสสนานี้อย่างหนึ่ง คือตั้งเพื่อให้รู้.ถ้าเรา ตั้งสติไปในทางให้สงบ นี้ก็เพื่อจะ แก้ความฟุ้งซ่าน, ตั้งสติไปในทางสมถะทำให้สงบเพื่อแก้ความฟุ้งซ่าน. ตั้งสติไป ในทางปัญญาวิปัสสนา นั้นแก้โง่. ปัญหาทางจิตก็มีอยู่ ๒ ข้อ คือมัน ฟุ้งซ่านเดือดร้อนรำคาญ ไม่เป็น ผาสุกทางจิต อย่างหนึ่ง เรา ตั้งสติอย่างสมถะ เพื่อแก้ส่วนนี้. ถ้าปัญหามีว่า มัน โง่ ไปหลงรักนั่นรักนี้ ยึดนั่นยึดนี่อย่างนี้ ก็ต้องตั้งสติอย่างปัญญา เพื่อแก้โง่ หรือ ทำให้หายโง่. ตั้งอย่างสมถะก็แก้โรคทางจิตโดยเฉพาะ, ตั้งทางวิปัสสนาหรือทาง ปัญญาก็แก้โรคทางวิญญาณ ; ดังได้ขอร้องไว้หลายครั้งหลายหนเมื่อก่อนนี้ว่า ให้จำไว้ ๓ อย่าง ว่า โรคทางกาย โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ. โรคทางกายไปหาหมอ ที่ โรงพยาบาล, โรคทางจิตทางวิญญาณ ต้องมาหาธรรมะในพุทธศาสนา; นี้ก็
น.110 คือตั้งจิต หรือปฏิบัติจิตอย่างสติปัฏฐานนี้เอง. ถ้าตั้งอย่างสมถะทำให้สงบ เพื่อแก้โรค ทางจิตแก้ปัญหาทางจิต, ถ้าตั้งอย่างวิปัสสนาหรือปัญญา มันก็แก้โง่ หายโรคหรือหมด ปัญหาในทางวิญญาณอย่างนี้. สติปัฏฐานมีวิธีเจริญ สองแบบหรือสองชั้นสองระดับ คือระดับสมถะอย่าง หนึ่ง ระดับปัญญาอย่างหนึ่ง. ถ้าพูดอย่างระบบอานาปานสติ ๑๖ ขั้น มันไปพร้อม กันไปตามลำดับ ตั้งแต่สมถะ ถึงปัญญา มรรค ผล นิพพาน ; อานาปานสติ ๑๖ ขั้นกว้าง อย่างนี้. แต่ถ้า พูดอย่างสติปัฏฐาน ๔ ที่พูดกันอยู่ทั่วไป ๆ ก็พูดถึง ตั้งจิตสองระบบ นี้: ระบบสมถะทำอย่างหนึ่ง, ระบบปัญญาทำอย่างหนึ่ง แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดถึง มรรค ผล นิพพาน พูดแต่การตั้งจิต. ต่อไปนี้ เราดูกัน ให้เห็นชัดในสติปัฏฐาน ๔ นั้นทีละอย่าง โดย หัวข้อและโดยหลักใหญ่ ๆ ; ได้พูดแล้วว่า สติปัฏฐาน ๔ นั้น คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ๔ อย่าง. เรื่องแรกคือกาย, กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอากายมาเป็นอารมณ์ เป็นวัตถุสำหรับตั้งสติ : - ในที่นี้เราจะเอากายตามความหมายธรรมดา คือเนื้อหนังร่างกายนี้; เอา เนื้อหนังร่างกายมากำหนด ไม่ใช่พิจารณามาตั้งสติลงไปที่กาย. แต่กำหนดความเป็น อย่างไรของกาย : ความไม่สวยไม่งามไม่อะไร เพื่อให้จิตหยุดสงบ ; ยังไม่พิจารณา เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่กาย ; อย่างนี้ก็เป็นสมถะ. ดูรูปร่างของร่างกาย
น.111 เอาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นวัตถุเป็นนิมิต ดูแต่ เพียงให้มันหยุดฟุ้งซ่าน หยุด กำหนัดอย่างหยาบ ๆ เป็นเรื่องของสมถะ เป็นกายคตาสติ ส่วนสมถะ. คำว่า กาย นี้ ยัง หมายถึงลมหายใจด้วย เพราะว่าลมหายใจนั้นเนื่องอยู่ กับกาย แล้วปรุงแต่งกาย หรือเป็นตัวชีวิตนั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า กาย เป็นชื่อ ๆ หนึ่งของลมหายใจ ลมหายใจนี้มันปรุงแต่งกาย กายขาดเครื่องปรุงแต่ง เมื่อไร ก็สลายเมื่อนั้น ; ดังนั้น ลมหายใจจึงถูกเรียกว่ากายด้วย. ตั้งสติอย่างที่ ๑ คือ ถ้าเอากายลมหายใจมากำหนด เหมือน กำหนดอานา- ปานสติขั้นแรก ๆ : หายใจยาว รู้ว่าหายใจยาว, หายใจสั้นรู้ว่าหายใจสั้น กำหนด กายเพียงเท่านี้ อย่างนี้ เป็นสมถะ มีผลทำให้หยุดความฟุ้งซ่านกระวนกระวาย. แม้จะทำไปได้มากจนถึงเป็นฌาน เป็นสมาบัติสูงสุด มันก็อยู่แค่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ ไม่เป็นทุกข์ ; แต่ยังไม่หายโง่. นี่กำหนดที่ร่างกายนี้ก็ดี กำหนดที่ลมหายใจก็ดี เพียงประโยชน์แค่ความสงบ หยุดฟุ้งซ่าน นี้อย่างหนึ่ง เรียกว่า ตั้งสติไว้อย่างสมถะ. อย่างที่ ๒ ตั้งสติอย่างวิปัสสนา หรือ ปัญญา. ตอนนี้เมื่อใจคอปกติดีแล้ว ก็พิจารณากายว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา : กายเนื้อนี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, ลมหายใจนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ชาวบ้านเรียกว่า ยกพระไตรลักษณ์เข้ามาจับ หรือว่า ยกอารมณ์ขึ้นไปสู่พระไตรลักษณ์ ก็ได้เหมือน กัน, ยกพระไตรลักษณ์มาใส่ หรือว่ายกอารมณ์นี้ไปหาพระไตรลักษณ์ก็เหมือนกัน ; ให้มาพบกันกับพระไตรลักษณ์ คือ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็แล้วกัน. ถ้าเพ่ง อย่างนี้ เพ่งกายนั่นแหละ แต่ เพ่งอย่างนี้ ก็เรียกว่า ตั้งสติอย่างปัญญา หรืออย่าง วิปัสสนา.
น.112 เรื่อง "ความเพ่ง" นี้ก็ได้พูดให้ฟังกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ; คำว่า เพ่ง คือฌานะ แปลว่าเพ่ง ฌาน นี้แปลว่า เพ่ง. ถ้าเพ่งอย่างกำหนดอารมณ์ก็ เป็นสมถะ ถ้าเพ่งลักษณะให้รู้ความจริงก็เป็นปัญญาหรือวิปัสสนา ; มันมีอยู่สองเพ่ง. คำว่า "เพ่ง" ใช้สับสนปนเปกันไปหมดจนลำบาก พวกที่แปลเป็นภาษาฝรั่งก็ใช้ผิด ๆ จนฝรั่งอ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่ได้เรื่องที่แท้จริง มันปนกันหมดระหว่างคำว่า meditate, concentrate, speculate, อะไรนี้ปนกันยุ่งไปหมด. ถ้าจะเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ meditate นี้เป็นเพ่ง เฉย ๆ เพ่งอย่างไรก็ได้, ถ้า meditate ลงไปในวัตถุนั้น ก็เป็น concentrate คือรวบรวมจิต กระแสจิตทั้งหมดมา จดจ่ออยู่ที่สิ่งนี้สิ่งเดียวเป็น concentrate. ถ้าเพ่งรายละเอียดหาข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็กลายเป็น speculate ก็รู้ข้อเท็จจริงอันละเอียดลึกซึ้งออกไป. เดี๋ยวนี้เอาคำว่า concentrate กับ meditate มาใช้ปนกันยุ่ง ในหนังสือหนังหาที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศ มันก็ลำบาก ; แม้แต่ในภาษาไทยนี้ก็ยังลำบาก. ต้องไปหาหลักที่ถูกต้องและแน่นอนว่า คำว่า ฌานะ แปลว่า เพ่ง ถ้าเพ่ง อารมณ์ก็เพ่งให้จิตหยุดอยู่ที่นั่น แล้ว เป็นสมถะ, ถ้าเพ่งหาความจริงอย่างลึกซึ้งก็ เป็นปัญญา หรือเป็นวิปัสสนา. คำว่า สติปัฏฐานคำเดียวนี้มีความหมาย ๒ อย่าง : แยกไปในทางสมถะก็ได้, แยกไปทางวิปัสสนาก็ได้, เหมือนที่ได้พูดแล้ว สำหรับกาย ว่าทำอย่างไร ; เพ่งให้จิตหยุดอยู่ที่นั่น คือ เพ่งกายให้จิตหยุดอยู่ที่นั่น ก็เป็นสมละ. เพ่งกายให้รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปัญญา. เรื่องที่สองเวทนา ' - เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอาเวทนามาเพ่ง เป็นอารมณ์ : -
น.113 ถ้าเพ่งเพียงให้รู้สึกว่าเป็นอย่างไร ? เวทนาเป็นอย่างไร ? กำลังมีเวทนา อะไร ? เท่านี้ ก็เป็นสมถะ ต่อเมื่อไปเพ่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเวทนา มันจึง จะเป็นปัญญา อย่างที่เรียกกันว่า "เจ็บหนอ ๆ" นี้เพ่งแต่ว่าเจ็บเท่านั้นเป็นสมถะ เพ่งจนหายเจ็บ. ตรงนี้อยากขอแทรกพิเศษหน่อยว่า ถ้าเกิดเจ็บขึ้นมา เจ็บปวดที่เนื้อที่หนัง นี้ หรือ แม้แต่ที่ใจ เช่นความเหนื่อย ไม่สบายนี้ ก็ เพ่งมันเข้าไปที่นั่น ที่เจ็บนั้น เดี๋ยวมัน จะหายเจ็บ, เพ่งเข้าไปที่เหนื่อย เดี๋ยวมันจะหายเหนื่อย. ทีนี้ ไปเอะอะ โวยวายเสีย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; ถ้าเจ็บแล้วลองเพ่งว่า เจ็บหนอ, เจ็บหนอ, ลึกลงไปที่เจ็บ เดี๋ยวมันก็หายเจ็บ, หรือว่าเราเหนื่อย เดินทางมาเหนื่อย อยากจะหาย เหนื่อยเร็ว ๆ ก็อย่าไปเพ่งที่อื่น ; สำรวมสติให้ดี ให้นึ่งให้ดี แล้วเพ่งที่ความเหนื่อย เดี๋ยวความเหนื่อยก็จะละลายสูญไปสิ้น เร็วกว่าอย่างอื่น หายสนิทกว่าอย่างอื่น เอาเวทนาเป็นอารมณ์สำหรับจิตหยุดอยู่ที่นั่น อย่างนี้ก็เรียกว่าเพ่งเป็น สมถะ. ถ้ายังไม่หายโง่ ไม่หายฟุ้งซ่านรำคาญ อยากจะหายโง่ต้องเพ่งเวทนานี้ ว่ามัน เป็นอะไรบ้าง ; ที่จริงมันก็คือตัวการอันร้ายกาจที่สุด ที่ทำเรื่องราวให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์. ปัญหาต่าง ๆ เกิดมาจากเวทนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ สุขเวทนา อันเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น ไม่เป็นสุขส่วนตัว ก็เพราะว่า หลงอยู่ในเวทนา ทะเลาะวิวาทกับคนอื่น ก็เพราะมีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้นเหตุ คือสุขเวทนา. อยากมีบ้านเรือนที่ดิน มีอะไรต่าง ๆ ก็เพื่อความสุขเวทนานี้ ; เมื่อไม่ได้อย่างใจก็ทะเลาะ วิวาท เป็นความกันอะไรกัน. นี่เรื่องโลก ๆ เห็นได้อย่างง่ายๆ เป็นอย่างนี้; ทาง ธรรมะก็เหมือนกัน.
น.114 สุขเวทนา ตัวเวทนานี้ทำให้รัก หรือทำให้โกรธ , ยินดี ก็เพราะเวทนา ยินร้ายก็เพราะเวทนา ; นี่ส่วนบุคคล. ในส่วนลึก ส่วนธรรมะมันก็มีเวทนานั่นแหละ เป็นปัญหา ; ส่วนชาวบ้านหรือเรื่องโลก ที่รบกันทั่วโลกเวลานี้ ก็เพราะว่ามีมูลอยู่ที่ เวทนาที่ต้องการคือสุขเวทนา : นายทุนก็ต้องการสุขเวทนา กรรมกรก็ต้องการสุขเวทนา มันก็รบกันได้อย่างสลับซับซ้อน เป็นมหาสงครามในโลกนี้. ที่ไปโลกพระจันทร์ โดย หวังว่าในที่สุดจะแสวงหาสุขเวทนาปริยายใดปริยายหนึ่งมาได้ อุตส่าห์ไปถึงโลกพระ- จันทร์ เพราะไม่รู้ว่า อะไร ๆ มีอยู่ในร่างกายนี้ทั้งหมด จะต้องแสวงหากันที่ร่างกาย ภายในร่างกายนี้. ในทางธรรมะ มีระบบสติปัฏฐาน ให้ตั้งจิตหรือสติให้ถูกต้อง แล้วก็ จะพบทางออก ทางหลุดรอดออกไปจากความทุกข์ : ให้รู้จักเวทนา แล้วก็รู้จักทำตน ให้เป็นนายเหนือเวทนา. ดังนั้น เอาเวทนามาเพ่งดูว่าเป็นอย่างไร, เวทนานี้เป็นอย่างไร ; นี้เป็นสมถะ. ทีนี้ก็ดูข้อเท็จจริงของมันว่า เวทนานี้เองเป็นตัวการหลอกมนุษย์ จึงจะต้อง ทำลายมันด้วยอาวุธคือปัญญา ไม่ให้มันมาปรุงแต่ง หลอกลวงเราได้อีก คือ เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาใส่เข้าไป ที่เวทนา เหมือนกับที่เอาไปใส่เข้าที่กาย. พิจารณากาย อันดับสุดท้ายก็ เกิดปัญญา เห็นว่ากายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. พอมาถึง เวทนา อันดับสุดท้าย ก็เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใส่เข้าไปที่เวทนา ให้มันหมดฤทธิ์ หมดอำนาจ. เรื่องที่สาม คือ จิต : กำหนดลักษณะจิตเป็นอย่างไร กำลังเป็น อยู่อย่างไร กำลังโกรธ หรือกำลังรัก หรือกำลังอะไรก็ตาม : อย่างนี้มันเป็นสมละ เอาจิตเป็นอารมณ์ พอกำหนดจิตอีกอันหนึ่ง คือเพ่งเข้าไปที่นั่น นี้เป็นสมถะ
น.115 ทีนี้ก็ดูต่อไปดูจิต เพ่งต่อไปถึง ว่า จิตนี้คือเป็นสักว่าธาตุ วิญญาณธาตุ ประกอบอยู่ด้วยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาใส่ เข้าไปที่จิต ไม่ให้เป็นตัวตน ไม่ให้เป็นตัวกู - ของกู ไม่ให้เป็นตัวตนของตน อย่างนี้ ก็เป็นปัญญา เป็นวิปัสสนา. พิจารณาจิตก็มี ๒ อย่าง : เพียงรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร กำหนดเท่านี้ก็เป็นสมถะ, กำหนดเพียงภาวะว่า จิตของเรากำลังเป็นอย่างไรเท่านั้นเป็น สมถะ ; ถ้าว่ากำหนดข้อเท็จจริงของมันเป็นอย่างไร ที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างไร ; นี่เรียกว่าเป็นปัญญาเป็นวิปัสสนา. เรื่องที่ ๔. ไปถึงหมวดที่ว่า พิจารณาธรรม ธัมมานุปัสสนา สติ ปัฏฐาน ; ธรรม นี้แปลว่าสิ่งทั้งปวง หรือข้อเท็จจริงของสิ่งทั้งปวง ที่เรียกว่ารูปธรรม นามธรรม. รูปกายเอาไปไว้ที่กายแล้ว ที่เรียกธรรมในที่นี้ ก็เหลือแต่พวกนามธรรม, พิจารณาเฉพาะนามธรรม. สิ่งที่เป็น นามธรรมมีมากมายหลายอย่าง นับตั้งแต่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนกระทั่งธรรมะที่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการปฏิบัติ เป็นผลของการ ปฏิบัติ นี่เรียกว่าธรรมทั้งนั้น เอานามธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมากำหนดพิจารณาอยู่ แล้วก็เรียกว่าพิจารณาธรรม หรือ ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน. ที่เป็นสมถะ เช่น เอาคุณของพระพุทธเจ้ามากำหนดอยู่ในใจ, เอาคุณ ของพระธรรมมากำหนดอยู่ในใจ เอาคุณของพระสงฆ์มากำหนดอยู่ในใจ, เอาคุณ ของทานของศีล ของอะไรมากำหนดอยู่ในใจ ฯลฯ กระทั่งเอาเรื่องธรรมที่ทำคนให้เป็น เทวดามากำหนดอยู่ในใจ เรียกว่าเทวตานุสสติ เหล่านี้มันเป็นสมถะไปหมด คือจิตหยุด อยู่ที่นั่น แล้วก็สบายดี.
น.116 พิจารณาพุทธคุณ ว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ฯลฯ อะไรอยู่อย่างนี้, ธรรมคุณ ก็ว่า สวากขาโต ภควตาธัมโม ฯลฯ อะไรอยู่อย่างนี้, สังฆคุณ ว่า สุปฏิปันโน ญายปฏิปันโน ฯลฯ อย่างนี้เป็นสมถะทั้งนั้น เรียกว่า เอานามธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมา ; หรือแม้ว่าเราจะเอาธรรมจริง ๆ เช่นศีล สมาธิ ปัญญา มากำหนดพิจารณาอยู่ก็เพียงแต่ กำหนดว่าเป็นอย่างไร นี้มันเป็นอย่างไร, คือว่ากำลังรู้สึกอยู่อย่างไร, ไม่พิจารณา ในแง่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่า สมถะ. ต่อไปก็พิจารณาอันนั้นว่าทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้แต่มรรค ผล นิพพาน ก็เป็นอนัตตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา : สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา หรือว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย, มองดูสิ่งทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไรเลยในฐานะเป็น อนัตตา ก็เรียกว่าพิจารณาธรรมในส่วนปัญญา ในชั้นปัญญา. ทีนี้คุณก็พอจะสังเกตเห็นได้เอง จับหลักได้เอง ว่าสมถะนั้นจะ พิจารณากาย หรือ เวทนา หรือ จิต หรือ ธรรม อะไรก็ตาม เพื่อจิตหยุดสงบอยู่ที่นั่นในสิ่งนั้น แล้ว ก็หยุดความกระวนกระวายได้. ส่วนการกำหนดสติในชั้นปัญญา หรือวิปัสสนานั้นมัน รูดกราวเดียวหมดไปเลย ด้วยเรื่องอนัตตา. พิจารณากายว่ากายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา. บท ท่องของเราก็ต้องมีอยู่อย่างนี้ บทสูตรสำหรับท่อง, มีอยู่อย่างนี้ ว่ากายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา. เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเรา เขา. จิตนี้ก็สักว่าจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ; ธรรมก็สักว่าธรรม ไม่ใช่ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา. ไปดู การพิจารณาทั้ง ๔ อย่างนี้ ใช้สูตรเหมือนกันหมด ว่าไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา. ฉะนั้น สติปัฏฐานนี้ก็กลายเป็นปัญญา ขึ้นมา เต็มรูปอย่างนี้.
น.117 เราเคยเรียนที่แรกในเบื้องต้นว่า สตินั้นเป็นพวกสมาธิ นั่นเป็น ในเบื้อง- ต้น ; เช่น สัมมาสติ มีตรัสไว้ในสมาธิขันธ์ อย่างนี้เป็นเบื้องต้น คือพิจารณาอย่าง ทีแรก ที่ว่าพิจารณาเป็นสมถะ เป็นสมาธิ ก็เป็นสมาธิไป; แต่ว่ามาถึง ตอนนี้สติ กลายเป็นปัญญาขันธ์ไป โดยไปพิจารณาในฐานะที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อานาปานสติหมวดที่ ๔ คือ อนิจจานุบัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ; นั่นแหละเป็นปัญญา และเป็นหน้าที่การงานของ ปัญญา ตัดกิเลสเป็น มรรค ผล นิพพาน ไปเลย, รวม มรรค ผล นิพพาน เข้าไว้ใน หมวดนี้ด้วย. ถ้าดูตาม สติปัฏฐาน ๔ จะแยกกำหนดเป็นอย่าง ๆ : กาย เวทนา จิต แล้วก็ ธรรม, แล้วก็จบอยู่ที่รู้อนัตตา. ฉะนั้น จะเป็นปัญญาจริง เป็นปัญญาถึงที่สุดจริง ไปสุดอยู่ที่อนัตตา หรือสุญญตา ; ความหมายเดียวกันคือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วก็ว่าง จากตัวจากตน เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. กายนี้ก็ประกอบอยู่ด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ, เรียกว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เวทนา และจิต นี้ เป็นวิญญาณธาตุ เป็นธาตุฝ่ายวิญญาณ. ธรรม- ทั้งปวงถ้าไม่แยกเราก็เรียกว่าธรรมธาตุไปหมด, เป็นธาตุตามธรรมชาติไปหมด. . ถ้าไป แยกเข้ามันก็เป็นกาย เป็นจิต เป็นเวทนา ไปอีก ; แต่แล้วก็รวมความได้อย่างเดียวกันว่า ทั้งหมดนี้สักว่าธาตุ: ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุวิญญาณ ธาตุอากาส, เรียกว่าธาตุทั้ง ๖, มีแต่ธาตุทั้งหก ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ที่ไหน. แกล สติปัฏฐานตั้งต้นด้วยสมถะ แล้วไปจบด้วยวิปัสสนาหรือปัญญา ใน ลักษณะอย่างนี้, แล้วปัญญาก็ไปสรุปอยู่ที่อนัตตา หรือสุญญตา ไม่มีอะไรนอกจากนั้น
น.118 การดับทุกข์โดยสิ้นเชิงมีได้ ก็ต้องเอาอนัตตา สุญญตา เข้ามา, ถ้าไม่อย่างนั้น ดับทุกข์ ชั่วคราวเท่านั้น. มีนิทานเปรียบปริศนาธรรม เขียนในสมุดข่อย ที่น่าสนใจ เขียน ไว้ในรูปอุปมา ดังนี้ : - การจะฆ่ายักษ์ให้ตาย ฆ่าพญามาร จอมมารอะไรให้ตาย ต้องไปเอาอาวุธ วิเศษมา คือคันศรที่ทำขึ้นด้วยเขากระต่าย, สายศรที่ทำขึ้นด้วยหนวดเต่า, ลูกศรที่ ทำขึ้นด้วยนอของกบ, เขา หรือ นอ อันเดียว เขาเรียกว่า "นอ" ; ถ้ามีสองอัน เรียกว่า เขา. จะต้องไปเอาเขากระต่ายมาทำคันศร : เอามาสองเขามาต่อกันเข้า ตรงกลางก็โค้งเป็นคันศร ไปเอาหนวดของเต่ามาฟื้นเป็นสายศร, แล้วก็ไปเอานอ กบมาทำเป็นลูกศร, แล้วก็ยิงไปที่ยอดปราสาทของเมืองยักษ์ ประตูเมืองก็เปิดเอง เข้าไปได้ ยักษ์ตายเรียบเลย. อุปมานี้เล็งถึงคุณค่าของ อนัตตา สุญญตา คือมันไม่ได้มีตัวตน. ถ้ารู้ ความไม่มีตัวตนเมื่อไร ก็เป็นอันว่าถึงที่สุด, ฉลาดถึงที่สุด กำจัดความโง่ได้ทั้งหมด. ความโง่ทั้งหมด มันอยู่ที่ว่ามีตัวมีตน มีของตน ที่เราเรียกกันภาษาธรรมดา สามัญว่าตัวกู - ของกู. ตัวกู - ของกูนี้ต้องหายไปไม่มีเหลือ ด้วยความรู้เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา. สติปัฏฐานก็มาจบอยู่ที่นี่ มาสุดยอดอยู่ที่นี่ โดยสูตรว่า สักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตน เราเขา. จงจำสูตรอันนี้ให้ดีว่า "สักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ" นี่คือลูกศร, เป็นลูกศรที่จะ เสียบแทงทะลุตลอดไป ไม่มี อะไรรอหน้าอยู่ได้. นี่เป็นเรื่องอันดับสุดท้ายของสิ่งที่เรียกว่าสติปัฏฐาน หายโรคทาง วิญญาณ คือหายโง่.
น.119 เอาละ, เรา สรุปสติปัฏฐานโดยวิธีปฏิบัติ : ส่วนแรกเป็นสมถะ หรือ สมาธิ, ส่วนที่สองก็เป็นปัญญา หรือวิปัสสนา. สิ่งที่เป็นอารมณ์จะ เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานก็ได้ทั้งนั้น ไม่ ยกเว้นอะไร ; แม้จะเอาความชั่ว ความเลว เอากามารมณ์อะไรมาเป็นอารมณ์ก็ยังได้ แต่ว่าไม่แนะนำ ; เพราะถ้ามันไม่เหมาะสม หรือเป็นอันตราย หรือเสียเวลามากไปก็ ไม่แนะนำ, จะแนะนำแต่ส่วนที่เหมาะสมเป็นไปได้รวดเร็ว จึงแนะนำที่ กาย ที่จิต ที่เวทนา ที่ธรรม. ในคำว่า เวทนา นั้น ก็รวมไปหมดในเรื่องสุขเวทนา แม้ที่เป็น กามารมณ์ จะเอามามองดูเล่นก็ได้ ; แต่จะให้มองไปในทางถูกต้อง จนเกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด แล้วเอาลูกศรสุญญตานี้ยิงเข้าไป ให้แหลกละเอียดกลายเป็นความ ว่างไป. เราพูดได้เลยว่า อะไรก็ได้ เอามาเป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน; แต่เรา ไม่ต้องไปเสียเวลาค้นคว้า หรือว่าทดลองให้มันมากเกินจำเป็น. เอา ๔ อย่าง หรือ ๔ กลุ่ม ที่ท่านวางไว้ดีแล้วนี้ สอนไว้ดีแล้วนี้ คือ กาย เวทนา จิต ธัมมารมณ์ นี้มาเป็นวัตถุ สำหรับพิจารณา เริ่มแรกด้วยการพิจารณา. คือให้จิตสงบก่อน ไม่ต้องใช้หลายเรื่อง หลายราว ; ใช้กายนั่นเอง ใช้จิตอย่างเดียว กายอย่างเดียว ก็เป็นอารมณ์ได้ทั้งสมถะและ วิปัสสนา. ดูความเป็นปฏิกูลเพียงให้จิตหยุดความหลงใหลในกาย มันก็เป็นสมาธิ หรือสมถะขึ้นมา หรือ เอากายคือลมหายใจมากำหนดพิจารณา เพียงให้จิตหยุดอยู่ ที่นั่น มันก็เป็นสมถะหรือสมาธิขึ้นมา ; ฉะนั้น ผลของมันก็คือมีสมาธิ คำว่า "สมาธิ" นี้ มีความหมายกว้าง อย่างที่พูดให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ว่า ความบริสุทธิ์ของจิตในขณะนั้น, ความตั้งมั่นของจิตในขณะนั้น, ความว่องไว
น.120 ในหน้าที่ของมันในขณะนั้น, เรียกว่า ปริสุทฺโธ - บริสุทธิ์, สมาหิโต - ตั้งมั่น, กมฺมนีโย - ว่องไวในหน้าที่การงาน. นี่ผลของสมถะเป็นเพียงเท่านี้ .. ถ้าว่า พิจารณา ต่อไปในทางปัญญา วิปัสสนา ก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, สรุปเหลือเพียง อนัตตาคำเดียวพอ. ) ผลของมันก็คือบรรลุมรรค ผล นิพพาน ขึ้นมา เห็นอนิจจัง อนัตตา สุญญตา เต็มที่ แล้วก็ มีวิราคะ คือหน่ายจางออกมาจากความยึดมั่นถือมั่น , แล้วก็ดับลงไปแห่งความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็มีมรรค ผล นิพพาน ขึ้นมา. ถ้าเขาถามว่า สติปัฏฐานจะมีผลอย่างไร ? นักเรียนในโรงเรียนก็จะ พูดแต่เพียงว่าเป็นสมาธิ, สัมมาสติเป็นสมาธิขันธ์ เพียงเท่านี้ยังถูกไม่หมด. มันต้อง พูดไว้ให้หมดทั้งสองอย่าง คือว่าเป็น สมาธิ มีผลอย่างนั้น แล้วก็เป็น วิปัสสนา หรือ ปัญญา มีผลอย่างนี้ ก็เรียกว่าหมดเลย สติปัฏฐานจึงเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นจนปลายได้. ทีนี้ จะชี้ให้เห็นต่อไป เรียกว่าเป็นส่วนพิเศษก็ไม่ใช่ แต่ จะมองไปในแง่ ส่วนพิเศษ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าเราตั้งสติเป็นสติปัฏฐานอยู่ เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งปัญญา อย่างนี้ ก็ไม่ค่อยจะเห็นกันเสียแล้ว มักจะเห็นว่าเป็นเพียงสมถะ หรือสมาธิ; เขาสอนกันมาเพียงเท่านั้น. ผมอยากจะพูดเลยไปว่า เมื่อมีสติปัฏฐาน หรือทำสติปัฏฐานอยู่นั้น มัน มีทั้งศีล สมาธิ และปัญญา. ขอร้องว่าจงทำสติปัฏฐานไปเถิด จะมีครบอยู่ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา. เรื่องนี้เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาทั้ง หมดนั้น ต้องครบศีล สมาธิ ปัญญา ไม่เช่นนั้นมันไม่ครบ ; ถ้าไม่ครบศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งสามอย่างแล้ว พูดตัดบทได้เลยว่า ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ และไม่ดับ ทุกข์ ได้.
น.121 เดี๋ยวนี้ทำไมจึงมาพูดกันแต่สมาธิและปัญญา ? เช่น เจริญสติปัฏฐาน นี้ ตามที่คนอื่นพูด หรือครูบาอาจารย์สอนในโรงเรียน ว่าเป็นสมาธิ เป็นสมาธิขันธ์. ผมเลยบอกว่าไม่ถูก ; ที่ถูกเป็นทั้งสมาธิและปัญญา และผมยังบอกต่อไปอีกว่า เป็นทั้ง ศีล ด้วย ทั้งที่ในคำพูดเหล่านั้นไม่เอ่ยถึงศีลเลย. ในธรรมหมวดแรกที่สุด สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ก็ไม่ได้พูดถึงคำว่าศีล, คำว่าศีลไม่ถูกเอามาเอ่ย. ใน หมวดอิทธิบาท ก็มีแต่คำว่าฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คำว่า ศีลก็ไม่ได้เอามาเอ่ยถึงเลย. ธรรม หมวดส้มมัปปธาน : เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา ก็ล้วนแต่คำว่า ปธาน - ปธาน - ปธาน ไปทั้งนั้นไม่พูดถึงศีลเลย แล้วศีลมันหายไปไหนเสีย, ทำให้เข้าใจผิดว่าไม่ได้พูดถึงศีลเลย. ที่จริงนั้นพูดถึงศีล อยู่ตลอดเวลา โดยชื่ออื่น มันแฝงอยู่อย่างเร้นลับ ไม่ได้ชื่อได้เสียงกับเขา แต่ที่จริง มันก็มีอยู่อย่างสมบูรณ์. มองกันดูที่สติปัฏฐานนี้ใหม่ว่า จะ เจริญสติปัฏฐานนั้น ต้องตั้งความ พยายาม ในการที่จะสำรวมระวังจิต อย่าให้จิตหนีไปจากอารมณ์, คืออย่าให้ เสียสติ อย่าให้สติขาดตอน อย่าให้จิตหนีไปเสียจากอารมณ์, ต้องมีความตั้งอกตั้งใจ แล้ว มีการสำรวมอย่างยิ่ง ; การสำรวมจิตนั้นมีอย่างยิ่ง. คุณต้องมองให้เห็นว่า ขณะนั้น จะต้องมีการสำรวมสติสำรวมจิตอย่างยิ่ง ตั้งสติ คือการสำรวมจิตอย่างยิ่ง, สำรวมสติ สัมปชัญญะอะไรกันหมดเลย. ทีนี้ ก็ แยกเอามาเฉพาะการสำรวม ; คำว่าสำรวม ระวังนี้แหละคือศีล ; ฉะนั้น ศีล ซ่อนอยู่ ในสิ่งที่เป็นความสำรวมระวังทุกชนิด แม้แต่ระวังจิต. เราต้องคุมสติ ต้องสำรวมระวัง ให้สติอยู่ที่ลมหายใจเข้า หายใจออก หายใจยาว หายใจสั้น, หายใจเข้าหายใจออกตลอดเวลานี้ มีการสำรวม บังคับตัวเอง ให้สำรวม ; หมายความว่ามี ทมะ - การบังคับตัวเอง นี่ก็คือศีล.
น.122 คำว่า วิริยะ สำรวมอยู่ด้วยวิริยะ ความสำรวมพากเพียรอยู่นี้ก็เป็นศีล. ส่วนที่เพียรละความชั่ว ความไม่ดี เพียรละความชั่ว นี้ก็เป็นศีล. ศีลมีอยู่ในธรรมะชื่ออื่น รวมอยู่เต็มที่ แต่ว่าอยู่ในชื่ออื่นที่เรียกอย่างอื่น รู้จักศีลชนิดนี้กันเสียบ้าง ว่านี้คือศีลจริง และมีจริง ; ส่วนศีลที่รับด้วยปาก ว่าปาณา- ติปาตา ฯ เป็นศีลลม ๆ แล้ง ๆ ทั้งนั้น. เมื่อมิได้มีการสำรวมจริง เป็นศีลชนิดที่ว่าแต่ ปากหรือยังไม่จริง ยังเป็นการตั้งต้นเกินไป ยังไม่มีศีล ; แต่พอไปสำรวมจิต หรือ สำรวมสติสัมปชัญญะ ให้ทำจริงอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ในการเจริญสติปัฏฐานเป็นต้นนี้ ; การสำรวมนั้นเป็นของจริง มีจริง มีอย่างยิ่งในการสำรวม. เพราะฉะนั้น ศีลมีอยู่จริง สมบูรณ์และเป็นอัตโนมัติ แม้จะเป็นอัตโนมัติมันก็เป็นศีลจริง ไม่ใช่ศีลนกแก้ว นกขุนทอง ว่าปาณาติปาตาเวรมณี แล้วก็มีศีล. การที่จะมีศีล นี่ ต้องสำรวมระวังเต็ม ที่ เริ่มแต่ข้อปาณาติปาตา ฯ ที่จะ ไม่เบียดเบียนชีวิตและร่างกายผู้อื่น, และสำรวมอย่างยิ่ง ที่จะไม่ถือโอกาส ถืออะไรเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว, สำรวมอย่างยิ่ง ไม่ล่วงเกินของรัก ของใคร่ของผู้อื่น,สำรวมอย่างยิ่งที่จะไม่พูดหรือจะไม่ใช้สื่ออันใด ๆ ให้เขาเข้า ใจผิด ให้เขาเชื่อผิด เข้าใจผิด เสียประโยชน์ให้แก่เรา แล้วก็ สำรวมที่จะไม่ดื่มของเมา นั้นจึงจะเป็นศีล การมีศีลนั้นอยู่ที่การสำรวม มีสำรวมที่ไหนเป็นศีลที่นั่น ; ถ้าไม่เช่นนั้น เป็นศีลที่ลม ๆ แล้ง ๆ คือไม่ใช่ศีล ; เหมือนกับที่สมาทานศีลจนตายก็ไม่รู้จักมีศีลสักที เพราะเป็นนกแก้วนกขุนทองอยู่เรื่อย ๆ.
น.123 คนบางคนไม่เคยรู้เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้รับ คำสั่งสอนเรื่อง สุญญตา เรื่อง อนัตตา มีจิตแจ่มแจ้งแทงตลอดเข้าใจในเรื่องนี้ ปฏิบัติอยู่แม้ในขณะนั้น ก็ กลายเป็นว่ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ครบถ้วนทั้งที่พระ- พุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนเรื่องศีล. เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีการสำรวมระวังอยู่เป็นพื้นฐาน แล้วสำรวมระวังชั้นดีนั้น สำรวมด้วยสติปัญญา ไม่ใช่สำรวมด้วยการบังคับของจิต หรือ ของกำลังกาย ; สติปัญญาเรื่องอนัตตานั้นจึงเป็นหมดทุกอย่าง เพราะว่า เมื่อสำรวม ระวังอยู่ อย่างนี้, สำรวมระวังกำหนดลมหายใจอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม หรือล่วงศีลข้อไหนได้เลย จึง เป็นศีลอยู่ ได้ เพราะเหตุนี้. เมื่อรู้ว่าทุกอย่างโดยเฉพาะเวทนานี้ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่ สิ่งที่น่ารักน่าพอใจน่ายึดมั่นถือมั่น ; ถ้ามีปัญญาอย่างนี้อยู่ มันก็ตัดหนทาง ที่จะไปฆ่า, ไปลักขโมยเขา, ไม่ล่วงเกินของรักของเขาอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางจะประพฤติผิดใน กามแก่ใคร, ไม่พูดเท็จดื่มน้ำเมาอะไรที่ไหนได้ ด้วยอำนาจของปัญญาที่เห็นอนัตตา หรือสุญญตา ; ฉะนั้น จึงมีศีลอย่างลึกซึ้ง อย่างถูกต้อง อย่างสมบูรณ์ อย่างอะไร อยู่ในความรู้เรื่องอนัตตานั่นเอง. คนสมัยโน้นบรรลุพระอรหันต์ที่ตรงหน้าพระพุทธเจ้าได้ โดยที่ไม่ได้พูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา อะไร แต่มี ศีล สมาธิ ปัญญา ครบหมด สมบูรณ์หมดอยู่ในนั้น แล้วบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ที่ตรงนั้น ขณะที่พูดกันเพียงไม่กี่นาที. ฉะนั้น จงรู้จัก สิ่งที่เรียกว่าศีล, ศีลที่แท้จริงแฝงอยู่กับสมาธิ และปัญญา. เมื่อตั้งความสำรวมระวังเพื่อเป็นสมาธิ ก็มีศีลอยู่ที่นั่น, เมื่อพิจารณาให้ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็มีศีลซ่อนอยู่ในนั้น เหมือนกับพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วไป ; แต่
น.124 ว่าเราไม่มองมัน เราไม่ค่อยมองอะไรถึงพื้นฐานทั่วไป เรามักจะมองตรงที่ทำอะไรอยู่ หรือแสดงผลอยู่เท่านั้น. เหมือนเราเห็นรถยนต์วิ่ง เราก็เห็นรถยนต์มันวิ่ง แล้วเห็นประโยชน์ที่ เรานั่งรถยนต์ไป มากกว่าที่จะเห็นว่าในรถยนต์มันมีอะไร. เครื่องจักรในรถยนต์ นั้นมันมีอะไร ตัวเครื่องจักรหรือตัวกำลังของเครื่องจักร เราไม่ได้สนใจ. เราสนใจ เพียงที่รถยนต์มันวิ่งไป แล้วเราไปถึงได้สบายตามที่เราต้องการ นี้เรามักจะสนใจ กันอย่างนี้ สนใจที่ตัวรถยนต์วิ่งไป แล้วก็การถึงของเรา ไม่ได้สนใจเรื่องพื้นฐาน ของเครื่องจักรหรืออะไรต่างๆ. นี้ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่มนุษย์จะมองอะไร ก็แต่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทั้งนั้น. ทีนี้ในกรณีอย่างที่ว่ามานี้ ก็เหมือนกับว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลนั้น ที่เป็นพื้นฐาน นั้นไม่ถูกมอง เว้นแต่จะเป็นผู้มีปัญญาศึกษามาอย่างเพียงพอ จึงจะเห็นว่า มัน มีทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ครบกันอยู่ เรียกว่าอริยมรรคหรืออัฏฐังคิกมรรค. อริยมรรค คำเดียวพอ มีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา. สรุปว่าวันนี้เรากำลังพูดกันถึง สติปัฏฐาน ๔ แล้วก็เลยพูดแต่เรื่องสติ เรื่องอะไร เรื่องสมถะหรือปัญญาไปจนหมด ว่าไม่มองกันลึกลงไปว่าในนั้นมีศีลเป็นพื้นฐาน รองรับอยู่, มีการควบคุมสติตั้งสติให้อยู่ในร่องในรอยที่ไหน ก็มีศีลที่นั่น, แล้วก็มี สมาธิที่นั่น, แล้วถ้าไปพิจารณาเข้าก็เป็นปัญญา ไปด้วยกัน. ในขณะที่เราพิจารณาอยู่ว่า นี้สักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ก็มีศีล สมาธิ ปัญญาครบอยู่ในสูตรนั้น. เพ่งพิจารณาด้วยกำลังจิต
น.125 ทั้งหมดให้เห็นว่า นี้สักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ; นี่คือ สติปัฏฐานสมบูรณ์ แล้วมันก็มีศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์อยู่ในสติปัฏฐานนั้น. วันนี้เรา พูดกันแต่เพียงหลักคร่าว ๆ ทั่วไปเกี่ยวกับสติปัฏฐาน จะพูด โดยรายละเอียดในวันเดียวนี้ไม่ได้ เอาไว้พูดกันวันอื่น จะพูดสติปัฏฐานในรูปของ อานาปานสติภาวนา เหมาะกว่า. สรุปความ ในวันนี้แต่เพียงว่า สติปัฏฐาน ๔ พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ในฐานะเป็นเครื่องมือให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน : จัดเป็นโพธิปักษิย- ธรรม ด้วย, คือเป็นธรรมะที่เป็นฝักฝ่ายของโพธิ ที่เป็นเครื่องมือให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน เรียกว่าสติปัฏฐาน ๔, เรียกสั้นๆ ว่ามีสติ หรือทำสติ. เรา ทำสด แล้วเราก็มีสติ ชนิดนี้ มีสติ ก็คือมีศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์, แล้วผลคือมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องตามมาโดยไม่ต้องสงสัย ; ไม่ต้องตั้งปรารถนา แต่ ทำให้ถูกต้องอยู่ก็มีมา ไม่ต้องอธิษฐานว่าขอให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน แต่ให้ทำถูก ต้องอยู่ด้วยสติปัฏฐานนี้ มรรค ผล นิพพาน ก็มีมา. ฉะนั้น อย่าไปมัวเชื้อเชิญ อ้อนวอนอธิษฐานกันให้เป็นพิธีรีตองมากไป มันเป็นเรื่องน่าสงสาร. เวลาของเราก็หมด
Buddhadasa