น.126 วันที่ ๒๑ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๕๕ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒, วันนี้จะได้ พูดกันถึงเรื่องธรรมะ ในฐานะเป็นเครื่องมือต่อไปอีกถึง หมวดที่ว่าด้วย อินทรีย์ ๕ อย่าง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พละ ๕ อย่าง แล้วก็เป็นธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ เหมือนกับที่เคยพูดมาแล้ว. เพื่อความเข้าใจดี ต้องทบทวนมาตั้งแต่ทีแรก หมวดแรกที่สุดเราได้พูด ถึง สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ในฐานะเป็น เครื่องมือสารพัดนึก, ได้พูดถึง อิทธิบาท ๔ - เครื่องมือให้ทำความสำเร็จ, แล้วพูดถึง สัมมัปปธาน - ความเพียรที่จำแนกออกไป เป็น ๔ อย่าง, และพูดถึง สติปัฏฐาน. ๙๕
น.127 ทีนี้ ก็มาถึง หมวดธรรมะ ที่ชื่อว่า อินทรีย์ หรือ พละมีอยู่ ๕ อย่าง คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา : ขอให้สังเกต ดูว่า สิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา เพิ่งพูดถึงกันวันนี้ เพิ่งเอ่ยถึง วันนี้; ก่อนหน้านี้เราไม่ได้พูดกันถึงสิ่งนี้, แล้วเท่าที่เอามาพูดนี้ ก็เป็นเครื่องเทียบ สัดส่วนว่าพูดถึงอะไรมาก, พูดถึงธรรมะข้อไหนมากที่สุด. ศรัทธาก็เพิ่งจะมีมาครั้งเดียว ครั้งนี้ ส่วน วิริยะ สมาธิ สติ ปัญญา นี้พูดถึงเรื่อย. ในวันนี้ก็มีศรัทธาซึ่ง เป็นเรื่องเพิ่งจะพูด ; ส่วน วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นั้น พูดถึงอยู่ทุกวัน อยู่ในหมวด อื่น ๆ ฉะนั้น เราก็ไม่ต้องพูดถึง วิริยะ สติ สมาธิ หรือ ปัญญา อะไรกันให้ มากมายนัก เพราะเหมือนที่แล้ว ๆ มา. วันนี้ จะพูดถึง ศรัทธา มากเป็นพิเศษ ให้เข้าใจ; แต่ว่าเราจะพูดถึง ความหมายของชื่อธรรมะหมวดนี้กันเสียก่อน. คำว่า อินทรีย์ เมื่อเป็นอินทรีย์แล้ว ก็มีคำว่า อินทรีย์ต่อท้ายหมด : ศรัทธาอินทรีย์เรียกว่า สัทธินทรีย์, วิริยะอินทรีย์ก็เรียกว่า วิริยินทรีย์, สติอินทรีย์ก็เรียกว่า สตินทรีย์, สมาธิอินทรีย์ก็เรียก สมาธินทรีย์ ปัญญาอินทรีย์ ก็เรียก ปัญญินทรีย์, มีอินทรีย์ต่อท้าย. สำหรับคำว่า "อินทรีย์" อินทรียะ แปลว่า เป็นใหญ่ หรือ สำคัญ หรือ ออกหน้า. เราต้องรู้กันว่าคำ ๆ นี้มันแปลว่า เป็นใหญ่ หรือ สำคัญ หรือ ออกหน้า แม้แต่เป็นชื่อนกก็เรียกว่านกอินทรีย์ ; นี่ก็ดูมันจะหมายความถึงข้อที่มันใหญ่ หรือ มันสำคัญ หรือมันเด่นหรือมันอะไรทำนองนี้. แต่เดี๋ยวนี้ มันเป็นชื่อธรรมะ หมายถึง ธรรมะที่เด่นที่ออกหน้า.
น.128 แต่โดยเหตุที่ธรรมะหมวดมี ๕ อย่างนี้ นอกจากจะเรียกว่าอินทรีย์แล้วยัง เรียกว่าพละด้วย, พละ - กำลัง. คำว่า พ - ล หรือ พละ นี้ แปลว่า กำลัง ซึ่งมี ความหมายไปในทางรากฐาน หรือพื้นฐาน. ฉะนั้น ธรรมะทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นทั้ง อินทรีย์ เป็นทั้งพละ ; ก็คล้ายกับว่ามันเป็นทั้งหัวและเป็นทั้งเท้า หรือว่ามันจะเป็น ทั้งหงอน และเป็นทั้งเท้า สำหรับสัตว์. หงอนหรืออะไรที่มีลักษณะคล้ายกัน หงอนนั้น มันเป็นเครื่องเชิดชู ออกหน้าออกตา แต่แล้วพร้อมกันนี้มันก็เป็นเท้าด้วย คือเป็น กำลังที่เป็นพื้นฐานเป็นรากฐานด้วย ถ้าเป็นสัตว์ก็ดูจะคล้าย ๆ อย่างนี้ ถ้าเป็นคนก็เป็น ทั้งหัว และเป็นทั้งตีน ; หัวก็คือหัวสมองหรือว่าศีรษะที่เป็นเครื่องเชิดชูเด่นของคน และ พร้อมกันนั้นมันก็เป็นตีน สำหรับเดินหรือสำหรับทำอะไรได้ด้วย เป็นมือเป็นเท้าอะไร ได้ด้วย. เดี๋ยวนี้เราก็ดูกันว่ามัน เป็นได้อย่างไร คือเป็น ทั้งอินทรีย์ และเป็นทั้งพละ. ทีนี้ก็จะได้ดูกันทีละอย่างเป็นอย่าง ๆ ไป :- สำหรับคำว่า ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ แต่ว่าภาษามันกำกวม หรือมัน กว้าง เชื่อผิดก็ศรัทธาผิด เชื่อถูกก็ศรัทธาถูก ; ฉะนั้นเราต้องมีศรัทธาชนิดที่ถูก จึง จะเรียกว่าศรัทธาในที่นี้. ถ้าเชื่อผิด ก็มีชื่อเรียกอย่างอื่น ไม่เรียกว่าศรัทธา, ขืนเรียกว่าศรัทธาก็ต้องใส่ลงไปว่าศรัทธาผิด เป็นมิจฉาศรัทธาจึงจะได้ ; ถ้าพูดว่า ศรัทธาเฉย ๆ ก็ต้องหมายความว่ามันถูก. ทีนี้ ศรัทธาถูก ศรัทธาผิด นี่ก็ยังตีกันยุ่งไปหมด ในลัทธิอื่น ในศาสนาอื่น เขามีศรัทธาของเขาอย่างนั้น ซึ่งไม่ตรงกับในพุทธศาสนา เขาก็ต้องเรียกว่าศรัทธา ของเขาถูก, ในพุทธศาสนายังไม่ถูกก็ได้. ถ้าหากว่าจะมีลัทธิ หรือศาสนาก็ตาม ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ซึ่งเขาให้เชื่ออย่างหลับหูหลับตา มันก็เป็นศรัทธาที่ถูกต้องในลัทธิ นั้น ๆ ไม่เป็นศรัทธาในพุทธศาสนา ; เพราะว่า ศรัทธาในพุทธศาสนา ระบุไปยัง
น.129 ความเชื่อที่ถูกต้องเสมอ เพราะว่า มีพุทธภาษิตโดยเฉพาะ คือ กาลามสูตร ระบุไว้ ชัดในเรื่องนี้ ดังนี้ : - - อย่าได้เชื่อเพราะเหตุที่ได้ยินได้ฟังตาม ๆ กันมา. - อย่าได้เชื่อเพราะเหตุที่เราตื่นข่าว ได้ยินเขาว่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง. - อย่าได้เชื่อเพราะเหตุแม้แต่เพียงว่า เป็นของเก่า เขาทำกันอยู่ปฏิบัติกันอยู่ สืบ ๆ กันมาทั้งบ้านทั้งเมือง นี้ก็อย่าได้เชื่อ - อย่าไปเชื่อด้วยเหตุที่ว่าคำนึงคำนวณเดาเอาด้วยเหตุผลตามความตรึก คือที่ เดี๋ยวนี้เรียกว่า logic คือตรรก แม้ถูกต้องเหตุผลตาม logic ก็ยังไม่เชื่อ ฝากไว้ที่ก่อน. - อย่าได้เชื่อโดยใช้การคาดคะเน. ข้อนี้มีอยู่สองแขนงคือ ตรรกอย่างหนึ่ง นัยะอย่างหนึ่งก็เป็น logic ด้วยกันทั้งนั้น. - อย่าได้เชื่อ แม้ว่าคำพูดที่พูดนี้มันมีอยู่ในพระไตรปิฎก ในปิฎกคือในตำรา. - อย่าได้เชื่อโดยตรึกเอาตามอาการ. - อย่าได้เชื่อโดยชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน. - อย่าได้เชื่อด้วยเหตุที่ว่าผู้พูดนั้นเป็นครูบาอาจารย์ของเรา. - อย่าได้เชื่อโดยถือว่า ผู้พูดควรเชื่อได้. เหล่านี้คุณลองคำนวณดูเองว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงวางหลักแห่งความเชื่อ ไว้อย่างไร. ที่นี้ก็มี ปัญหาว่าจะไปเชื่อเมื่อไรกัน ? จะไปเชื่อต่อเมื่อไร ?
น.130 คำตอบสรุปรวบยอดว่า ให้เชื่อต่อเมื่อมองเห็นด้วยตนเอง รู้สึกด้วยตน เอง ว่าเป็นอย่างนั้นจริง คือให้เอาความรู้สึกในใจของตัวที่ได้ผ่านมาแล้วจริงเป็นหลัก ว่า เชื่อได้แล้วโว้ย, ถ้าไม่อย่างนั้นก็พังไว้ก่อน ฝากไว้ก่อน. ถ้าจะเชื่อก็เชื่อเพียงว่า เอามาทดลองดูเท่านั้น ยังไม่เชื่อทั้งหมด แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีอยู่ในพระไตรปิฎก, หรือ ครูบาอาจารย์พูด, คนทั้งหลายเขาก็เชื่อและทำกันอยู่ ฯลฯ. เราต้องเอามาลองพิสูจน์ดู โดยจับกันเข้า หรือ เปรียบกันเข้ากับสิ่งที่ เรารู้สึกอยู่แล้ว ; เช่นพูดว่าโลภะ โทสะ โมหะ ไม่ดี เป็นกิเลส เราก็ยังไม่จำเป็น จะต้องเชื่อ จนกว่าจะได้ดูที่โลภะ โทสะ โมหะ ของเราเองก่อน ว่าโลภะ โทสะ โมหะ ของเราเองเกิดขึ้นอยู่ในใจเป็นอย่างไร, กำลังเป็นอย่างไร, จนเห็นชัด ว่ามัน เป็นไฟเผาลนบ้าง มันเป็นความทุกข์ ทำให้เกิดความทุกข์โดยตรงบ้าง แล้วจึงเชื่อว่าที่ เขาพูดนั้นจริง ที่เขียนไว้ในพระไตรปิฎกนั้นจริง ที่พระพุทธเจ้าตรัสก็จริง แล้วจึงเชื่อ ต้องมีประสพการณ์จากชีวิตของเรา มันจึงจะเป็นเรื่องของความจริงที่รู้สึกอยู่จริง ซึ่งอยู่ เหนือเหตุผล คือสูงไปกว่าเหตุผล หรือเหนือไปกว่าเหตุผล ทีนี้ ก็คงเกิดปัญหายุ่งยากลำบากขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือไม่ เคยรู้สึกอันนี้มาก่อน ; ดังนั้นเราจึงเลิกพูดชนิดที่เพียงแต่สักว่าชื่อ ต้องเอาเรื่องจริงมา พูดกันให้เข้าใจ จนจับกันได้กับเรื่องจริง ๆ ที่เราเคยผ่านมาแล้ว. เพราะฉะนั้น เราอาจ จะพูดได้ว่า ความเชื่อในพระพุทธศาสนาจะต้องตั้งรากฐานอยู่บนสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว คือ experience ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นทางวิญญาณ spiritual experience ในทางความรู้สึก ความคิดนึกสติปัญญา ที่ผ่านมาแล้ว โดนมาแล้ว อะไรมาแล้ว นั่นแหละเป็นรากฐานของความเชื่อ
น.131 อย่าไปเอาเหตุผล คำนึงคำนวณไปตามวิธีคิดวิธีนึก หรือว่าคิดไปตามหลัก ฐานพยานอย่างอื่น ; อย่างเช่นที่คนเขาปฏิบัติกันมาก ๆ ก็ไม่เอาสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐาน ของความเชื่อ เราเอาสิ่งที่ประจักษ์อยู่แล้วในใจจริงแล้ว มาจับกันเข้ากับสิ่งนี้ดู แล้ว จึงเชื่อ . สมมุติว่าเป็น ยาที่เขาเอามาให้กิน ก็ยังไม่เชื่อ ; ต้องหลังจากที่ได้ลองกิน ดูก่อน. การที่จะไปลองกินนั้นก็เหมือนกัน ต้องมีอะไรชนิดที่พอจะเชื่อได้ว่าน่าลอง ความเชื่อจริง ๆ จะเชื่อต่อเมื่อหลังจากที่ได้ปรากฏผลแล้ว ทั้งนั้น. ยานี้ก็เหมือน กับธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องบำบัดทุกข์ด้วยกัน พระพุทธเจ้าท่านสอน ไว้อย่างนี้ แต่พวกเราก็ไม่ปฏิบัติตามท่านในข้อนี้ คือเราปฏิบัติไปในทางที่ว่า ต้องเชื่อกันก่อน แล้วจึงจะฟัง แล้วจึงจะทำตาม นี่ดูจะดื้อดึง หรือว่าทำผิดคำที่พระพุทธเจ้าท่านสอน จนบางครั้งพระพุทธเจ้าท่านต้องตรัสว่า แม้ ตถาคตพูดก็อย่าเพ่อเชื่อ พระสารีบุตรเป็นคนกล้าหาญที่กล้าพูดว่า ข้าพระองค์ก็มิได้เชื่อ เมื่อพระผู้ มีพระภาคเจ้าตรัสออกมา ข้าพระองค์ก็มิได้เชื่อ จนกว่าจะได้รู้สึกด้วยจิตใจ โดย อาศัยเหตุผลที่เป็น experience คือเป็นความรู้สึกโดยตรง อย่างที่ว่ามาแล้ว : ไม่ใช่ เหตุผลคำนึงคำนวณไปตามเหตุผลข้างนอก แต่เป็นเหตุผลที่ตั้งอยู่บนความรู้สึกที่ได้ผ่าน ไปแล้วคือ เชื่อตนเอง. พูดง่าย ๆ เชื่อตัวเอง แล้วจึงเชื่อคำที่เขาพูดไว้เป็นหลัก เรียกว่า รับเอามาเชื่อ ยอมรับเชื่อ พระพุทธเจ้าท่านเบ็ดโอกาส ไว้เต็มที่ คือให้อิสระภาพในการเชื่อ ให้เสรี ภาพในความเชื่ออย่างเต็มที่. แต่พวกเราก็ไม่ได้ทำตามนั้น, สมัครที่จะเชื่อ ; พอใคร
น.132 เชื่อเราก็เชื่อ ดังที่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็เพราะคนอื่นเขาเชื่อกัน ปู่ย่าตายายเขาเชื่อกัน เขาสอนให้เชื่อกัน. เรื่องมันไขว้กันอยู่อย่างนี้ ; เพราะฉะนั้น เลยเกิดผลขึ้นคนละอย่าง เป็นคนละอย่าง นี่คือความสับสน หรือว่าความที่มันจะตกไปแต่ในทางที่งมงาย แล้วก็ติดตัง อยู่ที่ความงมงายนั้นนานมาก. ฉะนั้น ถ้าอย่ากระโดดลงไปสู่ความงมงายตั้งแต่ทีแรก ก็คงจะไม่ติดตังมากเหมือนทุกวันนี้ เดี๋ยวนี้ ; นี่คือข้อที่ว่าทำอะไรตาม ๆ กันไปหรือสัก แต่ว่าได้ยินได้ฟังมาเป็นอย่างนี้. ความเชื่อในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรง กำชับไว้ ว่าต้องเป็นอย่างนั้น ๆ, ข้อสุดท้ายก็ทรงปฏิเสธพระองค์เอง ว่าอย่าเชื่อด้วย เหตุที่ว่าผู้พูดนี้ หรือสมณะนี้เป็นครูของเรา. ท่านปฏิเสธพระองค์เองอย่างนี้ เหมือน กับท่านปฏิเสธพระไตรปิฎก มา ติปีฎก สมฺปทาเนน - อย่าเชื่อไปเพราะว่ามันมีอยู่ ในปีฎกอย่างนี้เป็นต้น. คุณลองคำนวณดูเองว่า ความเชื่อในพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ? เหมือน กับลัทธิอื่น ศาสนาอื่นหรือไม่ ? ศาสนาบางศาสนาบอกให้เชื่อคำเดียว ไม่เชื่อก็เลิกกัน เท่านั้น ไม่เชื่อก็ไปเถอะอย่ามายุ่ง ; ต่างกันอย่างนี้. ที่แท้มันอาจจะเป็นคำพูดทำพิษ มากกว่า เราเอาคำพูดมาปนกันยุ่ง มันมีคำว่า ภักติ หรือ ภักดี อะไรอีกคำหนึ่ง ซึ่ง เป็นที่ตั้งของความเชื่ออย่างงมงาย ความรัก ความภักดีอะไรนี้. ถ้ามีเสียแล้ว มันก็ เชื่อตะพึดอย่างงมงาย. นี่เราเอาคำว่า "ภักดี" กับคำว่า ศรัทธา นี้มาปนกันยุ่ง จนไม่ รู้ว่าอย่างไรกันแน่. เราต้อง ทำความเข้าใจคำว่าศรัทธา กันเสียให้ดีๆ ให้เป็นไปตามหลัก ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าอย่างไร, โดยเฉพาะที่เรียกว่ากาลามสูตรดังที่กล่าวมาแล้ว.
น.133 ปัญหาก็คงจะเกิดขึ้นเหมือนกัน คือว่าคนโง่ ๆ จะเชื่อได้อย่างไร, คนเรียนน้อยจะรู้ จักเลือกได้อย่างไร ? ที่พูดอย่างนั้นมันก็ยังโง่อยู่มากเหมือนกัน คือไม่เข้าใจที่พระพุทธเจ้า ต้องการให้เชื่อ ต่อเมื่อประจักษ์ด้วยตนเอง. ยกตัวอย่างเช่นไฟร้อน เขาบอกว่าไฟร้อน เรายังไม่เชื่อ แม้ว่าจะเห็นไฟ กำลังเผาไหม้อะไรอยู่ หรือว่าใครถูกเข้าแล้วมันก็พองอย่างนี้ เราก็ยังไม่เชื่อ จนกว่า เรา ไปถูกไฟเข้าเอง แล้วจึงจะเชื่อว่าไฟร้อน และร้อนแล้วมันเป็นอย่างไร. เรื่องไฟนี้ยังเห็นง่ายกว่าเรื่องกิเลสข้างใน ไฟธรรมดาก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่ ถึงอย่างไรก็ตาม เด็กตัวเล็ก ๆ ยังไม่รู้จักไฟได้ดี จนกว่าจะได้ไปถูกไฟเข้าจริง ๆ จึงมี experience ในไฟ, แล้วก็รู้ว่าไฟเป็นอย่างไร ; ไฟร้อนแล้วเด็กก็เชื่อ. เพียงแต่ แม่บอกว่าไฟร้อนนะอย่าไปจับ เด็กก็จะเชื่อสักนิดเดียว หรือไม่เชื่อก็ได้. หรือเมื่อ ไฟไหม้อะไรอยู่ เด็ก ๆ ก็คิดว่าน่าจะร้อนแน่นอนแล้วโว้ย มันก็เชื่อบ้าง; แต่จะเชื่อ จริงต่อไปถูกเข้าเอง. ฉะนั้นให้เอาเรื่องที่ไป ถูกเข้าเอง นี้ เรียกว่าประจักษ์ นี้เป็น หลักในความเชื่อ. ทีนี้เรื่องของเราก็คือเรื่องความมีกิเลสมีทุกข์, เรื่องกิเลสหรือทุกข์นี้มัน เผาแสนจะเผา ยิ่งกว่าไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ; แต่คนไม่สนใจมอง ว่ากิเลสเป็น อย่างไร และเผาอยู่อย่างไร. เดี๋ยวนี้ก็มาตั้งต้นมองกิเลสหรือไฟที่กำลังเผาอยู่นี้ให้ถูก ต้องกันเสียก่อน ให้เห็นว่ามันร้อนแสนจะร้อนจริงๆ อย่างไร แล้วก็จะเชื่อตามพระพุทธเจ้า ว่า ราคะเป็นของร้อน, โทสะเป็นของร้อน, โมหะเป็นของร้อน, ก็เชื่อได้เต็มที่. แต่ถ้า เรายังโง่มากถึงขนาดที่ไม่เห็นว่า ความโลภ ความกำหนัด เป็นของร้อน, โทสะความ โกรธเป็นของร้อน, มันก็ยังป่วยการ. ความเชื่อนั้นยังไม่มีรากฐาน ยังไม่เป็นความ เชื่อขึ้นมาได้ ก็ปฏิบัติธรรมะไม่ได้อยู่นั่นแหละ ; เพราะมันไม่มีทั้งหัวไม่มีทั้งเท้า.
น.134 ทีนี้จงมาดู ให้รู้จากข้างในโดยตรงเสียก่อน ว่ากิเลสเป็นอย่างไร โดย ไม่ต้องคิดคาดคะเน คำนึงคำนวณอะไร เพราะ มันปรากฏอยู่ในใจ มันเผาอยู่ในใจ อยู่แล้ว : แต่เราก็ยังไม่รู้จัก. บัดนี้ให้มารู้จักเสีย ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร. อย่ามอง กันเผิน ๆ ; คนที่เป็นทุกข์อยู่ทุกวันทุกคืนนี้ ไม่รู้จักความทุกข์ก็ได้. พูดแล้วก็พึ่งยาก พูดอย่างนี้ก็ฟังยาก ที่ว่า เป็นทุกข์อยู่แท้ ๆ ก็ยังไม่รู้จักความทุกข์ ร้องไห้อยู่แท้ ๆ ก็ยังไม่รู้จักตัวความทุกข์. ไปรู้จักแต่ในแง่อื่น, ไม่รู้จักในแง่ที่พระพุทธเจ้าท่าน ต้องการให้รู้จัก. ไปรู้จักในแง่ที่จะต้องร้องไห้ ซึ่งไม่ได้ทำให้ฉลาดขึ้นเลย. ควรต้องศึกษาให้รู้จักในแง่ที่จะต้องทำให้ฉลาดขึ้นมา จะไปมัวแต่นั่งร้องไห้ อยู่ทำไม ; เพื่อจะได้แก้ไขมัน รู้ลักษณะที่จะได้แก้ไขมัน หรือหัวเราะเยาะมันก็ยังดี ไม่ใช่มานั่งร้องไห้อยู่. ฉะนั้น จึง ตั้งต้นด้วยการดูกิเลส ดูความทุกข์ให้รู้จักกันเสีย ก่อน ถ้ารู้จักดีอยู่แล้วก็นับว่าดีมาก มีโชคดีมาก. ถ้าใครยังไม่รู้จักแม้แต่กิเลสและ ความทุกข์ ก็ดูมันเสียก่อนให้รู้จัก แล้วก็จะได้เชื่อคำสั่งสอนอันนี้ ที่ว่าเป็นไปเพื่อ ดับกิเลส และ ดับทุกข์ ทุกข์หรือกิเลสเป็นสิ่งที่ควรดับ ; นี่ความเชื่อที่แท้จริงเป็นอย่างนี้. ความเชื่อนั้นก็คือปัญญาแขนงหนึ่งนั้นเอง ; การที่เอาความเชื่อกับปัญญา ไปแยกกันไว้นั้น มันเป็นไปไม่ได้มันผิดหมด. แต่คนก็ยังพูดแยกกันอยู่ ; ความเชื่อ กับปัญญา ถ้าเกิดแยกกันเมื่อไร ก็กลายไปเป็นความเชื่ออย่างงมงายในลัทธิอื่น ไม่ใช่ พุทธศาสนา. ความเชื่อของพุทธศาสนานั้น ต้องเคียงคู่กันอยู่กับปัญญา. ที่แท้ ศรัทธาก็คือปัญญาแขนงหนึ่ง เป็นปัญญาในขั้นริเริ่ม ; แต่แล้ว เราก็แยกกัน โดยที่เราพูดว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ; ปัญญาไปอยู่สุดท้าย อันที่ ๕, ส่วนศรัทธาอยู่อันที่ ๑. ฉะนั้น ศรัทธาในที่นี้ก็คือปัญญาในรูปอื่น รูปหนึ่ง ซึ่งจะต้องมาก่อน เรียกว่าหัวก็เป็นปัญญา ข้างท้ายก็เป็นปัญญา ; อย่างนี้ก็ปลอดภัย.
น.135 ถ้าหัวคือความงมงาย แล้วมันก็หมดกัน ต้องล้มละลายหมด ข้างท้ายจะเป็น ปัญญา ก็เป็นไม่ได้ ; ฉะนั้น ศรัทธานี้จะต้องเป็นความถูกต้องด้วย, เป็นศรัทธา ที่ถูกต้องด้วยจึงจะเรียกว่า เป็นศรัทธาในพุทธศาสนา. ถ้าถูกต้องก็เรียกว่า มีปัญญา แต่เป็นปัญญาในขั้นริเริ่มหรือขั้นที่ ๑. ทีนี้ เรามามองดูตัวพุทธศาสนา ที่กล่าวไว้ในรูปอื่น คืออริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา เรื่อยไปจนครบ ๘ ซึ่งเรื่องนี้จะได้พูดกัน วันหลัง. ในที่นี้จะขอชี้ให้ดูว่า ทั้ง ๘ นี้ มีสัมมาทิฏฐิอยู่ข้างต้น ; ทิฏฐิ ก็คือ ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ หรือ ความเชื่อ นั่นเอง. สัมมาทิฏฐิ - มีความคิดเห็นถูกต้อง ก็คือ ความเชื่อที่ถูกต้อง ในมรรคมีองค์ ๘ ; นี้ก็เอาศรัทธามารวมไว้ในสัมมาทิฏฐิ องค์ที่ ๑. ซึ่งเป็นปัญญาครอบคลุมทั้งหมด รวมทั้งขั้นริเริ่ม ทั้งขั้นอื่นตลอดไปถึงสุดท้าย. มรรคมีองค์ ๘ นี้ ต้องทำให้ครบ ๘ องค์ไปเรื่อย ขาดองค์หนึ่งก็ไม่ได้ ; นี่ก็เป็นตลอดสายตลอดกาล ถูกต้องเรื่อย. ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาที่เป็นปัญหาจริง ๆ ว่า เรามีหลักกันว่า ให้มีศรัทธา ในพระพุทธ ศรัทธาในพระธรรม ศรัทธาในพระสงฆ์ ก็เริ่ม ชักชวน กันมาวัด. ที่ว่าให้มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มีลักษณะงมงายก่อน เป็นธรรมดา, เรียกว่า เป็นศรัทธาดึงเข้ามาเท่านั้น ถูกหรือผิดมันยังไม่รู้กัน ยังไม่แน่ ; แต่อาศัยว่าคนมาก ๆ เขาทำกันแล้ว เราก็ทำด้วย อย่างนี้ก็จะเรียกว่าศรัทธาอย่างงมงายก็ได้ ยังไม่ถึงขั้น จนกว่าจะมารู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กันเสียก่อน จริง ๆ
น.136 แล้วจึงมีศรัทธาลงไปจริง ๆ ถูกต้องและเต็มที่. นี้คนละศรัทธากันกับศรัทธาทีแรก ; เป็นโชคดีที่ว่า เขาทำกันอยู่ดี ทำกันอยู่ถูกต้อง เราเข้ามาก็พลอยถูกต้องกับเขาด้วยเป็น ศรัทธาทีแรก ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคำกำกับว่า "ศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว" ศรัทธาที่ยังหวั่นไหวได้นี่ยังใช้ไม่ได้ ยังไม่ใช่ศรัทธาแท้, แรกเข้ามาวัด ตามศรัทธานี้ ศรัทธานี้ยังหวั่นไหวได้. ต่อเมื่อเข้าใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มากพอถึงขนาดจริงๆ คือมีคุณธรรมอย่างเดียวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ ในใจเรา จนมา รู้จักความสะอาด สว่าง สงบ ชนิดนี้ได้ ด้วยตนเอง อย่างนี้ ศรัทธา จึงจะไม่หวั่นไหว เรียกว่า อจลสัทธา ; อจล แปลว่า ไม่หวั่นไหว. ถ้าศรัทธา ไม่หวั่นไหวถึงขนาดนี้แล้ว จึงจะเข้าร่องเข้ารอยของพุทธศาสนาอย่างแน่นอน อย่างไม่ ถอยกลับ อย่างไม่เปลี่ยนเป็นอื่น. คนที่มีศรัทธาชนิดนี้ คือศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวนี้ กลายเป็นพระ - โสดาบันไป ; บัญญัติ พระโสดาบัน ไว้เพียงว่า มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ , มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระธรรม, มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์, แล้วก็มีศีลเป็น ที่พอใจของพระอริยเจ้า. นี้เป็นพระโสดาบัน มีศรัทธาไม่หวั่นไหว ; พูดถึงแต่ศรัทธา กับศีลเท่านั้น แต่ความหมายมันไกลกว่านั้นมาก. คนที่แรกเข้าวัดก็มีศรัทธา แต่มันยังเป็นศรัทธาที่หวั่นไหวได้ ทั้งที่เขาไม่ หวั่นไหว ; มันเป็นกำลังของอะไรอันหนึ่ง ; ถึงแม้จะรุนแรงหนักแน่นอย่างไรใน เวลานี้ แต่ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้หวั่นไหวได้. บางคนมีศรัทธาจนขายที่นา ขายที่ดิน บ้าน เรือน เอามาให้วัดหมด จนไม่มีอะไรเป็นสมบัติสักชิ้นหนึ่ง เรียกว่าสิ้นเนื้อประดาตัว คนก็ยังคิดว่า "นี้ก็เป็นศรัทธาจริงโว้ย ศรัทธาไม่หวั่นไหวโว้ย" ; นี้ผิดทั้งนั้น
น.137 ศรัทธาอย่างนี้ยังเปลี่ยนแปลงได้ เพราะยังไม่ได้เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างเพียงพอที่จะไม่ให้หวั่นไหว. เรื่องจะเป็นอย่างไรก็ตาม ความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่นแฟ้น อย่างไม่หวั่นไหว จึงจะเป็นศรัทธาจริง. ทีนี้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะถึงได้ก็แต่ด้วยจิตใจเป็นไปอย่างนั้น ไม่ถึงได้ด้วยเพียงแต่ได้ยิน ได้พึ่ง หรือว่าได้เห็นตัวเท่านั้น. คนอินเดียในครั้งพุทธกาลมีโอกาสเห็นองค์พระพุทธเจ้า ด้วยตาตนเอง มากมายก่ายกอง ; แต่ก็มีคนเป็นอันมากไม่ศรัทธาในพระพุทธเจ้า, แล้วก็มีคนไม่น้อย ที่ทำตนเป็นศัตรูทำลายล้าง หรือคิดฆ่าพระพุทธเจ้าในสมัยนั้นก็มีอยู่ในเรื่องราวนั้น ๆ ; ยังมีผู้แข่งขันเป็นฝ่ายค้านฝ่ายทำลายเต็มไปหมดเหมือนกัน. นี่มิใช่มีศรัทธาได้เพราะ เหตุเพียงสักว่าเห็นองค์พระพุทธเจ้า ; แม้พระธรรมพระสงฆ์ก็เหมือนกันหมด. ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะมีได้ต่อเมื่อมีความเข้าใจ, และยิ่งกว่าเข้าใจก็คือรู้สึกในคุณธรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เรา ได้พยายามทำให้มีขึ้นในใจของเรา ; เช่นปฏิบัติธรรมรู้แจ้ง ใจก็จะสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด อย่างไม่เคยพบมาก่อน. อย่างนี้เรียกว่าเดี๋ยวนี้ก็มีหัวใจเหมือน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม้ขณะหนึ่งก็ยังดี, ไม่เด็ดขาดตายตัวลงไป แต่ว่าขณะ หนึ่งก็ยังดีที่เข้าใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เต็มที่ เข้าไปได้ถึงแค่นั้นแล้วไม่ถอย กลับอีก ; แม้ยังไม่ใช่ทั้งหมดแต่ว่าจะไม่มีการถอยกลับอีก. นี่เรียกว่าศรัทธาไม่หวั่นไหว เป็นอจลศรัทธาแล้ว.
น.138 พุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ไม่ใช่ตัวคน ไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่อะไรทำนองนั้น แต่เป็นคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลที่เราเรียกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือว่าในพระธรรมนั้น. ศรัทธาในพุทธศาสนานั้นตั้งต้นมาได้ แม้ด้วยความงมงาย ตามเขาว่า ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านยังไม่รับรองนี้ แล้วมันก็ดีขึ้น ดีขึ้น ๆ จนเป็นศรัทธาที่แท้จริง ทำอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้, แล้วพอถึงตอนนี้จึงเข้าเขตของความเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระโสดาบันขึ้นมา. ถ้าศรัทธามีถึงขนาดนี้ ศรัทธาจริงถึงขนาดนี้แล้วอื่น ๆ ก็จะมีตามสัดตามส่วน ; เช่นศีลก็จะมีศีลบริสุทธิ์อยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ จนว่าเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า. ศีล ตามธรรมดาที่เราถือ ๆ กันอยู่นี้ แม้ตัวเองก็พอใจไม่ได้ คือถือศีลแต่ปาก ถือศีลแต่ต่อ หน้าคน ถือศีลแต่เมื่อจะได้ประโยชน์, มันเป็นศีลที่ไม่ใช่ศีล ตัวเองก็ยังไม่พอใจในศีล ของตน พระอริยเจ้าก็ไม่พอใจในศีลของคนชนิดนี้. ถ้าคนมีศรัทธาจริงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างที่ว่ามาแล้ว ศีล ของผู้นั้นก็จะอยู่ในสภาพอันเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า ; ฉะนั้น จึงได้เอามากล่าวรวมไว้ ด้วย ในฐานะเป็นเครื่องวัด กำกับลงไป ว่าศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่หวั่นไหว, แล้วก็ มีศีลเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า, ผู้นั้นจะเป็นพระโสดาบัน คือ ขั้นเริ่มแรกแห่งกระแสของนิพพาน แล้วก็ไปต่อไปโดยอัตโนมัติได้ เพราะว่าแน่นอน แล้ว ทีนี้ไม่มีถอยหลังแล้ว ; นี้เราเรียกว่าศรัทธา. ทีนี้ ก็มา จำแนกศรัทธาออกไปตามธรรมะ ตามข้อเท็จจริงที่จะ ต้องเชื้อ.
น.139 ศรัทธาประเภทแรก ก็ยกเอา ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาก่อน ในฐานะ เป็นแสงสว่าง เป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นก็ต้องรวม บิดามารดา ครูบาอาจารย์ อะไรเข้าไปไว้ในนั้นด้วย ที่เราจะต้องเชื่อให้ถูก หรือให้มีการเชื่อที่ถูก จะโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม : นับตั้งแต่เชื่อพ่อแม่ และก็เชื่อครูที่โรงเรียน แล้วก็ เชื่ออะไรที่ควรเชื่อพร้อมทั้งเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องเชื่อข้างนอก ต่อวัตถุข้างนอกไปก่อน จนกว่าจะมาเชื่อข้างใน. บิดามารดาพูดเรายังไม่เชื่อ พอไปถูกเข้าจริง ก็สมน้ำหน้าที่ไม่เชื่อ แล้วก็เลย เชื่อ ; นี่มาในรูปนี้กันทั้งนั้น จึงเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้จริง. นี่เป็น ความเชื่ออย่างหนึ่ง. ถ้าจะรวบรัดให้สั้นเข้ามา ก็เรียกว่าเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ; เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นี่ก็คือเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระธรรม เชื่อ พระสงฆ์. เราเชื่อพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้, เราเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วเราเชื่อพระธรรม ในฐานะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเราเชื่อพระสงฆ์ในฐานะ เป็นผู้ปฏิบัติตาม ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ; ฉะนั้น เชื่อทั้งสามอย่างนี้ก็รวมเหลืออย่าง เดียวว่า เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า. ทีนี้เรา ไปสอบตัวเอง ดู ว่าเราถึงขนาดนั้น ๆ หรือยัง ? ที่เรียกว่าความเชื่อได้ ด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่มันเป็นความเชื่อชนิดไหน และในระดับไหน. ที่อุตส่าห์ มาบวชทั้งทีนี้ก็เพราะความเชื่อ แต่เป็นความเชื่อในระดับไหน ในชั้นไหน นี้ประเภทนี้ เรียกว่าเชื่อข้างนอก. ศรัทธาประเภทที่ ๒. เชื่อข้างใน หลังจากนี้จะเชื่อแน่นแฟ้น มันเป็น เชื่อข้างใน คือว่าเชื่อกรรม เชื่อกรรมนี้พูดสั้นๆ คำเดียวว่า "เชื่อกรรม" แต่ก็มี
น.140 ความหมายเป็นแขนง ๆ ไป เชื่อว่ากรรมเป็นของจริง เป็นของเด็ดขาด ถ้ามองเห็นแล้วก็ จะเห็นว่า ในฐานะที่เป็นธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ แล้วก็เชื่อว่า คนผู้ทำกรรมนั้นแหละจะต้องได้รับผลของกรรม ไม่ใช่ใครอื่น จึงเชื่อว่า "ทุกคน มีกรรมเป็นของตัว รวมทั้งตัวเราเองด้วย" ทำดี - ดี ทำชั่ว-ชั่ว; นี้เป็นเรื่องเชื่อ กรรม. อันนี้เป็นเหตุให้แน่นแฟ้นมั่นคงในการที่จะปฏิบัติพระศาสนา : เชื่อว่าเรามี กรรมเป็นของตัว ทำกรรมใดไว้จะเป็นไปตามกรรมนั้น, แล้วกรรมนี้เป็นของแน่นอน เด็ดขาด พระพุทธเจ้าก็ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้. เรื่องกรรมนี้ยังเป็นเรื่องที่ยืดยาวออกไป เราต้องพูดกันวันอื่น ว่าเรา ทำกรรมผิด ๆ ชั่ว ๆ ไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรม แต่เราก็มีทางที่จะทำกรรมที่ดี ให้ ท่วมทันกรรมที่ชั่วนั้นก็ได้ หรือจนกระทั่งว่าเราจะทำกรรมชั้นวิเศษสูงสุดที่พระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ จนเพิกถอนตัวกู - ของกู ถอนตัวตนของตนออกไปเสีย ให้พ้นจากกรรม ทั้งดีและทั้งชั่ว อย่างนี้ก็ได้. นี้อยู่ในเรื่องกรรม และเชื่อกรรม, ไม่ใช่เชื่อคน, ไม่ใช่เชื่อบุคคล แต่ไปเชื่อกฎเกณฑ์อะไร อันหนึ่งเรียกว่ากรรม. ถ้าจะสงเคราะห์ก็ สงเคราะห์ลงในคำว่าพระธรรม, กฎความจริงเรื่องกรรมนี้อาจจะสงเคราะห์ลงได้ในคำ ว่าพระธรรม แต่เราจะแยกออกมาได้ว่าเป็นเชื่อกรรม. ศรัทธาประเภทที่ ๓. ความเชื่อที่สำคัญอันหนึ่งก็คือเชื่อตัวเอง ในที่สุด เราเชื่อความสามารถของตัวเอง มีศรัทธาในตัวเอง นั่นแหละคือตอนที่จะสำเร็จประโยชน์. ความเชื่อข้างนอกจะเชื่อไปอย่างไร ๆ ก็ตาม ถ้าไม่เชื่อตัวเอง ไม่ทำเองไม่อะไรเอง มันก็ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร. เราจะต้องมีความแน่ใจในตัวเอง ในความรู้ของตัวเอง ในสิ่งที่ ตัวเองจะต้องประพฤติกระทำ เรียกว่าเชื่อตัวเอง ; มาถึงขั้นสมบูรณ์ของศรัทธาแล้ว ฉะนั้น จึงเต็มไปด้วยกำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา มีความแน่ใจถึงที่สุด มีความ
น.141 พอใจในสิ่งที่จะทำนั้นถึงที่สุด ที่เรียกว่าฉันทะ - ความพอใจ เหมือนที่เราพูดถึงมาแล้ว ก็ได้เหมือนกัน. ถ้าเชื่อแน่แล้วก็พอใจ ก็รักที่จะทำ, ถ้าลงเชื่อถึงอย่างนี้แล้ว ความเพียร ความพยายามไม่รู้ว่ามาจากไหน มาเต็มไปหมด สมัครที่จะทำ พยายามที่จะทำ ; มันก็ เลยเป็นอันว่า มีความเชื่อที่ถูกต้องทุกระดับ แม้ว่าจะตั้งต้นขึ้นมาด้วยความเชื่องมงายแต่ เป็นโชคดี เผอิญว่าเป็นความงมงายที่ถูกต้อง. เช่นที่ตาม ๆ เขามาวัดอย่างนี้ ก็เป็นความ เชื่อที่ถูกต้องในขั้นแรก อย่างขั้นเด็กอมมือ, แล้วก็มาทำให้ถูกต้องต่อไปอีก : มาวัด นั่นคืออะไร เพื่ออะไร ให้ถูกต้องต่อไปอีก เดี๋ยวก็ถูกไปตามลำดับ ๆ จนถึงที่ถูกที่จริงได้. คุณเองบวชเข้ามาอย่างงมงาย ผมก็บวชเข้ามาอย่างงมงาย เพราะเมื่อบวชนี้ ไม่รู้อะไรในเรื่องธรรมะ บวชอย่างงมงาย ; แม้ว่าจะบวชเพราะบิดามารดาต้องการ ให้บวช อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าบวชเข้ามาอย่างงมงายทั้งนั้น. พวกเราก็อยู่ในสภาพอย่างนี้ ด้วยกันทั้งนั้น ผมเองด้วย ก็เรียกว่าเป็นความเชื่อขั้น ก ข.ก กา ของเด็กอมมือ เข้ามา อย่างงมงาย ; แต่พอเข้ามาแล้ว ก็ ค่อย ๆ มีโชคดี เดินมาถูกทาง จนมาเป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่ามีความเชื่อจริงและสมบูรณ์ ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็หมดปัญหาไปที่ในเรื่องศรัทธา. ธรรมะหมวดนี้คือหมวดอินทรีย์ ยกเอาศรัทธาหรือ สัทธินทรีย์ ขึ้นมาไว้ เป็น ข้อที่ ๑. เมื่อปัญหาอันนี้หมดไปแล้ว ก็มาถึง อินทรีย์ที่ ๒ วิริยะ คือ ความพากเพียร ไปตามศรัทธานั้น. เมื่อศรัทธาถูกต้องแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร มันเรียกความเพียรมาเอง. ไปสังเกตดูในแง่ของจิตวิทยา จะเห็นได้ว่า ลงเรารักพอใจเชื่อ แล้วมันก็สมัครทำ โดยไม่ทันรู้ตัว, สมัครจะทำสิ่งนั้นแล้วโดยไม่รู้ตัว. ที่นี้แยกออกไปเป็นความพยายาม กระทำไป กว่ามันจะสำเร็จ ในสิ่งที่มีศรัทธา.
น.142 เรื่องวิริยะนี้ก็พูดกันตั้งแต่วันแรก ๆ ในเรื่องอิทธิบาท ๔ วิริยะในอิทธิบาท แล้วก็พูดกันถัดมาเรื่องสัมมัปปธาน ๔ ก็คือวิริยะทั้งนั้น. ถ้าคุณยังจำได้ก็อันนั้น ; เราจะไม่พูดถึงวิริยะอะไรให้มากมาย. จะพูดเพียงว่า ลงมีศรัทธาแล้วก็ต้องมีวิริยะ ใน ๓ ความหมาย : วิริยะ คือ ความพากเพียรพยายาม, วิริยะคือความกล้าหาญ, วิริยะ คือความเสียสละอะไร ก็รวมอยู่ในความหมายเดียวกันหมด. การที่จะทำอะไรลงไปก็ต้อง กล้าหาญ แล้วก็ต้องเสียสละ ต้องเหน็ดเหนื่อย. ทีนี้เขาแยกออกมาในฐานะเป็นอีกอันหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญเท่ากัน ศรัทธามีความสำคัญอย่างไร วิริยะก็มีความสำคัญอย่างนั้น. อินทรีย์ที่ ๓. ถัดจากวิริยะ คือ สตินทรีย์ นี้เนื่องในข้อที่ว่า สำหรับผู้ที่ มีศรัทธายังไม่จริง ยังไม่ถึงขั้นที่รับประกันได้ ; มีความพากเพียรมาก แต่สติก็ยังจำ เป็น อยู่มาก เพื่อจะควบคุมศรัทธา ควบคุมความเพียร. ถ้าปราศจากสติแล้วมัน เฉไปไหนหมด แม้ว่าจะถูกมาแล้วแต่ทีแรก ตั้งต้นถูก ถ้าปราศจากการควบคุมที่ดีของสติ แล้วมันก็เฉไปไหนก็ได้; ฉะนั้น สติก็คือผู้คุม เป็น director หรือเป็นอะไร เป็น ผู้คุมศรัทธา คุมความเพียรที่ยังไม่ถึงที่สุด ก็เลยถูกยกขึ้นมาในฐานะเป็นสิ่งสำคัญ คือ เป็นอินทรีย์ขึ้นมาอีกเป็นอันที่สาม. เรื่องสติเราก็พูดกันมากแล้วในวันที่อธิบายถึงสติปัฏฐาน ๔ แต่ใจความ ของสติ ก็คือว่า ความรู้ที่มาทันท่วงที ; บทนิยามอย่างนี้พอเพียง, ความรู้ที่มาทันท่วงที ในกรณีนั้น ๆ ไม่มาสาย ไม่มาช้านอกเวลา. คนเรา “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" ปัญญาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ก็เพราะว่าขาดสติ, สติมาไม่ทันท่วงที หรือว่าไม่มาเสีย ด้วยซ้ำไป ; มันเป็นปัญญาอยู่ในสมุด หรือเป็นปัญญาอยู่ในพูดคุยโว ไม่มีปัญญาจริง มาช่วยทันท่วงทีได้. ฉะนั้น สติก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากปัญญา หรือ ความรู้ เท่าที่จำเป็นแก่กรณีนั้น ๆ และมาทันท่วงที ก็เลยควบคุมให้สิ่งต่าง ๆ ไม่ผิดได้.
น.143 ปัญญาจะมีความรู้ก็ต่อเมื่อมีสติทั้งนั้น ; ถ้าไม่อย่างนั้นปัญญาไปนอนอยู่ เสียที่ไหนมากมายก่ายกองก็ไม่มีประโยชน์อะไร. พอวิ่งมาทันท่วงทีปัญญาก็กลายเป็นสติ ; ฉะนั้น เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีสติ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้. สติของเด็ก ๆ ก็คือความ ระลึกได้ ความนึกได้ หรือความจำ นี้เรียกว่าสติ. เช่นเด็ก ๆ เรียนหนังสือ พอถึง คราวสอบไล่เกิดระลึกได้ ตอบถูก อย่างนี้ก็เรียกว่ามีความจำ มีสติ, เอาปัญญาที่มีอยู่นั้น มาใช้ได้ เอาความรู้ที่มีอยู่มาใช้ได้. ในทางธรรมะ สติไปไกลมากกว่าเด็ก ๆ, ไกลกว่านั้น คือ สติที่จะมาทันควัน แก่การที่กิเลสจะเกิดขึ้น นี้ไม่ใช่เล็กน้อย. เมื่อตาเห็นรูปเท่านั้นแหละ สติแทบจะ ทำไม่ทันแล้ว มันจะเป็นกิเลสเป็นความทุกข์แล้ว ; สติจะต้องไวมาก ที่จะมาให้ทัน อย่าให้เกิดความคิดโง่ ๆ เขลา ๆ ไปในทางกิเลส ให้เกิดสติปัญญาที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้น ๆ. เมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูได้ฟังเสียง เมื่อจมูกได้กลิ่น เมื่อลิ้นได้รส เมื่อกายได้ สัมผัสทางผิวหนัง สติต้องมาพัน ไม่อย่างนั้นผิด คือจะไปตามอำนาจของกิเลส หมด. สติมาทันก็จะดึงไว้ในทางของปัญญา ของโพธิ ของความถูกต้อง ของความ ไม่มีทุกข์ ; สติก็เลยเป็นตัวการสำคัญขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง ไม่ใช่ของเล่น ๆ. นี่มีสติเป็น อินทรีย์ที่ ๓. อินทรีย์ที่ ๔. คือสมาธินทรีย์ คือกำลังใจทั้งหมด กำลังจิตทั้งหมด เราก็ เคยพูดเรื่องสมาธิเป็นอย่างไรกันมามากมาย. ทีนี้ก็เพื่อให้กำลังมันหนัก ให้กำลังมีเต็มที่ กำลังมีสมบูรณ์ ให้สมกับศรัทธา วิริยะ ; สติมาขนาดหนัก แล้วเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มี สมาธิ ที่เป็นกำลังของจิตมากพอ ; สติเอาไว้ได้ไม่พอ ก็เลย ต้องมีสมาธิ คือ จิตที่ ประกอบไปด้วยกำลังเต็มที่. กำลังจิตทั้งหมดถูกรวบรวมกันเข้าเป็นจุดเดียว เป็น
น.144 สมาธิ ที่กล่าวมาแล้วว่า จิตบริสุทธิ์ มีจิตตั้งมั่น มีจิตควรแก่การงาน ที่จะต้องทำนั้น เรียกว่าสมาธิ อินทรีย์ที่ ๔. เป็นปัญญาตามเคย ปัญญินทรีย์ มาเป็นอันที่ ๕ นี้เป็น ความรู้ที่ถูกต้องตลอดกาล แล้วขึ้นสุดยอด ถูกทำให้เจริญขึ้นไป ; แล้วมันเจริญขึ้นไป เท่าไร ก็หล่อเลี้ยงหรือว่าดึงธรรมะต้น ๆ นั้นตามขึ้นไปด้วย. มันเลยเจริญในทางปัญญา จนถึงกับว่าดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ดับกิเลสได้สิ้นเชิง บริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา. นี่มองดูธรรมะ ๕ อย่างนี้ในฐานะเป็นอินทรีย์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความ เด่นอย่างยิ่ง เราเรียกกันว่าอินทรีย์สำหรับธรรมะ ๕ ข้อนั้น. ทีนี้ ธรรมะ ๕ ข้อนี้ ยักไปมองกันในแง่อื่น ว่าทั้งหมดนี้เป็น กำลัง หรือพละ. ศรัทธาก็เป็นกำลัง วิริยะก็เป็นกำลัง สติก็เป็นกำลัง สมาธิก็เป็นกำลัง ปัญญาก็เป็นกำลัง เลยเรียกมันว่า กำลัง ๕ อย่าง ไปเสียก็มี แทนที่จะเรียกว่าอินทรีย์ ๕ อย่าง เพราะมองดูในอีกมุมหนึ่ง. แต่ว่าโดยทั่วไปแล้ว มองกันในแง่ที่เป็นอินทรีย์ คือเป็นตัวการสำคัญ : สำคัญในแง่ที่เป็นกำลังก็ได้ สำคัญในแง่ที่ว่ามันขาดไม่ได้, แล้ว สำคัญในแง่ที่ว่ามันเด่นมันงดงามก็ได้ แต่รวมความแล้วคำว่า อินทรีย์ แปลว่า "ตัวการ สำคัญ" จำไว้ ว่าเป็นตัวการสำคัญในทางที่จะให้สำเร็จประโยชน์ ทีนี้ ยังมีตัวการสำคัญในทางที่จะทำให้ฉิบหาย อย่างนี้เราไม่พูดถึง แต่ก็เรียกว่าอินทรีย์เหมือนกัน : -
น.145 จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ; หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างนี้ก็เรียกว่าอินทรีย์เหมือนกัน อินทรีย์ในทาง ที่จะทำให้เกิดเรื่องเกิดกิเลส เป็นอินทรีย์ที่ต้องฆ่าเสียให้ตาย ; เปรียบเหมือนนกอินทรีย์ที่ ร้ายกาจที่มันจะจิกจะเกาะจะกินมนุษย์นี้ จะต้องฆ่ามันเสียให้ตาย คือว่าปราบให้อยู่ในอำนาจ คุมให้อยู่ในอำนาจ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นอินทรีย์ที่จะต้องคุมให้อยู่ในอำนาจ มิฉะนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันจะกัดเอาจะกินเอา คือ ทำให้เกิดความทุกข์. อินทรีย์แบบนี้ เป็นตัวการสำคัญฝ่ายที่ทำให้เกิดความทุกข์ ก็ต้องฆ่ามันเท่านั้นเอง. ส่วนอินทรีย์อย่างที่กล่าวว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี้เป็นตัว การสำคัญฝ่ายที่จะดับทุกข์ คือนิพพาน และเป็นอินทรีย์ฝ่ายที่จะฆ่าอินทรีย์ : อินทรีย์ ฝ่ายนี้จะฆ่าอินทรีย์ฝ่ายโน้น เพื่อจะฆ่าความเป็นอันธพาลของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะก่อให้เกิดกิเลสตัณหา อย่าให้เป็นของร้อนขึ้นมา ให้ตาเป็นของเย็น ให้หูเป็นของเย็น ให้จมูกเป็นของเย็น ให้ลิ้นเป็นของเย็น ให้กายเป็นของเย็น ให้ใจเป็นของเย็น ; แล้วก็นิพพานอยู่ที่นั่น การฆ่าความร้อน ดับความร้อนเสียได้ เขาพูดเป็นอุปมาว่า เป็นนกอินทรีย์ ที่จะต้องฆ่าเสียให้ตาย. นิทานหรือภาพอุทาหรณ์เขาเขียนเป็นนกอินทรียย์ ๕ - ๖ ตัว ที่จะ ต้องเอาลูกศรยิงเสียให้ตาย ก็คืออินทรีย์ฝ่ายที่เรากำลังพูดนี้. เอาศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไปยิงนกอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ให้หมดโอกาส หมดหนทางที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา. พอ ตาเห็นรูป สติวิ่งมาทัน ที่จะควบคุมไม่ ให้มีความคิดปรุงไปในทาง เกิดตัวกู - ของกู เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง. ถ้าสติมาแล้วไม่ต้องสงสัย อะไร ๆ
น.146 ก็มา ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา อะไรมันก็มา เพราะรวมอยู่ในนั้น. หรือว่า เมื่อเรา ปฏิบัติในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อยู่เป็นประจำนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็หือไม่ขึ้น คือหือไปในทางที่จะเป็นกิเลสไม่ได้ ก็เรียกว่ามันฆ่า หรือมันปราบกัน อยู่ในตัว. นี่เอาอินทรีย์ปราบอินทรีย์ แต่ว่าคนละอย่าง เราก็สนใจศึกษาอย่างที่จะ เป็นที่พึ่งแก่เรา ; ในที่สุดก็เป็นเรื่องในภายในทั้งนั้น, "ในภายในตัวคนคนหนึ่ง มีทั้งสองอินทรีย์. คน นั้นถ้าโชคดีมีแต่อินทรีย์ฝ่ายที่จะช่วยได้ ก็ปลอดภัย เพราะอะไร ๆ มารวม อยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนั้น : ความทุกข์ก็ดี เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี ความดับทุกข์ก็ดี ทางที่จะดับทุกข์ได้ก็ดี เราบัญญัติว่าอยู่ใน ร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ; ก็เป็นอันว่าอินทรีย์ทั้งสองฝูง อยู่ในร่างกายที่ ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ; แล้วฝูงที่จะ เป็นที่พึ่งได้ก็คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ ที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้. ธรรมะในฐานะที่เป็น เครื่องมือหมวดนี้เรียกว่าอินทรีย์ ๕ หรือพละ ๕ ก็ได้. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa