น.147 วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นวันอันดับ ที่ ๕๖ แห่งระยะกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ วันนี้ จะได้กล่าวถึง ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือต่อไปอีก โดย หัวข้อคือ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘. ธรรมะใน ฐานะเป็นเครื่องมือมีมาตามลำดับ หลายหมวดด้วยกัน, แล้วก็อีกหลายสิบชื่อขึ้นมาแล้ว ผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็ต้องเริ่มพ้น เพื่อนหรือเวียนหัวในที่สุด คือดูว่ามันมาก แล้วเมื่อไม่เข้าใจ ก็ดูสับสน แต่ถ้าเข้าใจก็ไม่มีอะไรมาก ไม่สับสน. ฉะนั้น จึงต้องพูดในลักษณะที่ป้องกันความสับสน. ๑๑๗
น.148 ที่กล่าวมาแล้ว ธรรมะสารพัดนึก คือสัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ, ธรรมะ ให้สำเร็จ คืออิทธิบาท : ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, ธรรมะที่เป็นความเพียร ที่เป็นเครื่องมือล่วงความทุกข์โดยตรงเรียกว่าความเพียร : เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา แล้วธรรมที่ออกหน้า, มองดูกันในลักษณะที่เป็นการออกหน้าออกตา หรือมีกำลัง สำคัญก็คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. ทีนี้ก็มาถึง โพชฌงค์ ๗ และ มรรคมีองค์ ๔. ทั้งหมดนี้ เว้นหมวดแรก ที่เรียกว่าธรรมะสารพัดนึกเสียแล้ว ก็ จะมี จำนวนถึง ๓๗ ชื่อ หรือรายการ, ๓๗ ชื่อนี้เรียกว่า โพธิปักษิยธรรม. โพธิปักบิยธรรม ธรรมเป็นฝักฝ่ายของโพธิ ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนมากมาย อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน มีใจความสำคัญ อย่างเดียวกัน หรือเป็นธรรมะตัวเดียวกัน. แต่มองกันในมุมต่างๆ ในแง่มุมต่างๆ. สรุปแล้วก็เหลือ เป็นเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา รวม ๓ อย่าง. ศีล สมาธิ ปัญญา อาจจะมองกันในเพียงแง่ที่เป็นการทำลายความยึดมั่นถือมั่น อย่างเดียวเท่านั้น. แต่ทีนี้เรามองกันหลายมุม เพราะมันมีต้น มีปลาย มีตรงกลาง มีแยกเป็นอย่าง ๆ เมื่อมีการสัมพันธ์กัน เราจึงได้ธรรมะหลายหมวดหรือหลายสิบชื่อ ตั้ง ๓๗ หัวข้อสำหรับชื่อธรรมะ. ที่จะพูดในวันนี้ หมวดสุดท้ายอีกสองหมวดคือ โพชฌงค์ ๗ กับมรรคมีองค์ ๘ นี้ จะต้องพูดถึงพร้อมกันไปเลย เพื่อจะให้เห็นชัดใน ข้อที่ว่ามันสัมพันธ์กัน หรือว่ามันเป็นอันเดียวกันอย่างไร. โพชฌงค์ แปลว่าองค์ของการตรัสรู้ ; โพ - ช ในที่นี้ คือ โพธิ นั่นเอง, รูปศัพท์นี่เปลี่ยนได้ แต่เนื้อความ หรือใจความอันเดียวกันคงเดิม : โพชฌงค์ - องค์แห่ง
น.149 การตรัสรู้. สังเกตคำว่า องค์ ให้ดี ๆ มรรคมี องค์ ๘ - อัฏฐังคิกมรรค, มรรค ที่ประกอบอยู่ด้วย องค์ ๘ ; ทั้งสองหมวดนี้ หมายถึง องค์. คำว่า องค์ ในที่นี้ที่ เป็นภาษาบาลีอย่างนี้ หมายถึง ส่วนประกอบ คือไม่ใช่ทั้งหมด ตรงกับคำว่า factor, portion อะไรทำนองนี้. หมวดหนึ่งมีองค์ ๗, หมวดหนึ่งมีองค์ ๘. ที่เรียกว่า "องค์" นี้ยังต่างกัน : อันหนึ่งเป็น องค์ประกอบของมรรค, อันหนึ่งเป็น องค์ประกอบของการเดินทาง. ฉะนั้น เราดูหนทางหรือการเดินทาง หรือผู้เดินทาง หรือการไป หรือการถึง ให้ดีๆ ว่ามันไม่ใช่อย่างเดียวกัน จำไว้ง่าย ๆ ด้วยการเปรียบเทียบด้วยอุทาหรณ์ :- เหมือนอย่างว่าใน การเดินทาง เรื่องของคำว่า "ทาง" หรือ การเดินทางนี้ จะต้องมีอะไรที่จะต้องรู้จักให้ดีอยู่หลาย ๆ อย่าง หรือหลาย ๆ ตอน เช่นจะต้องมีถนน แล้วก็มีรถ มีคนขับรถ มีการแล่นไปได้ มีการถึง. อย่างน้อยก็ต้องดูกันตั้งใน ๕ แง่ หรือ ๕ มุม อยู่แล้ว: มีถนน มีรถ มีคนขับรถ มีการไป มีการถึงในที่สุด, ๕ อย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าเรามองกันเป็นแง่ ๆ มุม ๆ ไป ; แต่พูดสั้น ๆ ว่าการเดิน ทาง นี้คำเดียวพอ มันกินความถึงทั้ง ๕ อย่างนั้น. ทีนี้ในคำว่า "การเดินทาง" นั้น ดูที่ถนน เรื่องของถนนมันก็มีมาก ; ถ้าสมมุติว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นถนน ก็เป็นถนนที่ประกอบอยู่ด้วยองค์ประกอบตั้ง ๘ อย่าง เป็นตัวถนน, แล้วยังต้องมีรถเป็นเครื่องไป คือยานหรือยนต์ เป็นเครื่องไป. ถ้าเราไม่มี รถเราเดินด้วยเท้า ส่วนที่เป็นเท้าก็คือยนต์ หรือยานโดยเท้าก็มี. ถ้าไปโดยรถ รถนั้น ก็เป็นยนต์หรือยาน.
น.150 การเดินทาง ก็เลย จะต้องมีเครื่องมือ อะไรขึ้นมา ที่จะเดินไปบนถนน ต้อง มีคนขับรถ, แล้วก็มีอะไร ๆ สักอันหนึ่งอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ขามันก้าวเดินไป หรือที่จะ ขับรถให้รถมันแล่นไป ; มันก็กลายเป็นธรรมะอีกพวกหนึ่ง, ชื่อธรรมะอีกพวกหนึ่ง. เมื่อเดินทางไป ๆ ไปอยู่เรื่อย นี้จะเป็นตัวการเดินทางที่เป็นความหมายสำคัญ, แล้วส่วน สุดท้ายของการเดินทาง ก็คือการถึง. เพราะเหตุนี้ หรือในลักษณะอย่างนี้เขาจึงแบ่ง ธรรมะออกเป็นพวก ๆ หรือเป็นหมวด ๆ, เป็นโพชฌงค์ และเป็นมรรค. มรรค ก็แปลว่า หนทาง ในที่นี้มันไม่ได้หมายความแต่เพียงหนทางเฉย ๆ แต่ หมายถึง หนทางที่มีการเดินทางอยู่ด้วย คือว่าเราดูกันในแง่ที่ว่า เครื่องมือที่อยู่เฉย ๆ นี้ ควรจะเรียกว่าเครื่องมือไหม ? เครื่องมือที่กำลังใช้งานได้ใช้งานอยู่ นี่ควรจะเรียกว่าเครื่อง มือไหม ? เดี๋ยวนี้เรามีเครื่องมือแยะ ซื้อมาไว้เต็มบ้าน ซื้อเครื่องมือมาไว้เต็มบ้าน แล้วก็ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร ก็เห็นกันอยู่โดยมาก ; คนมีหนังสือตั้งหลาย ๆ ตู้ กลายเป็น คนโง่ที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสืออะไร แล้วเข้าใจอะไรได้. เมื่อมีสตางค์ก็ซื้อ มาได้เป็นตู้ ๆ แล้วก็ต้องใช้มันได้ หรือกำลังใช้มันอยู่ แล้วก็สำเร็จประโยชน์ในการใช้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีเครื่องมือ. เราดูให้ดีว่า เครื่องมือมันก็เป็นเครื่องมือ ตัวเครื่องมือล้วน ๆ อยู่นึ่ง ๆ เขาก็ เรียกว่าเครื่องมือ, แล้ว มีการใช้มัน คือ เครื่องมือไม่ได้อยู่นึ่ง มีการใช้มัน. และใน การใช้นี้ดูให้ดี ยังมีอะไรอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นแง่หรือเป็นเคล็ดลับอยู่ คือการสัมพันธ์ ระหว่างเครื่องมือ หรือหน้าที่ของเครื่องมือ มันมีลักษณะเป็น team work มันทำ อันเดียว คนเดียวไม่ได้. เครื่องมือทุกชิ้นจะต้องสัมพันธ์กันอยู่ตามหน้าที่ เมื่อขณะที่ใช้อยู่ ไปดูช่าง ไม้คนหนึ่งกำลังทำงานช่างไม้อยู่ มีเครื่องมือหลายอย่าง ; เครื่องมือเหล่านั้นสัมพันธ์กัน
น.151 มันต้องใช้อันนี้แล้วถึงจะใช้อันนั้นได้, ต้องใช้อันนี้ถึงจะใช้อันโน้นได้, มันสัมพันธ์ กันอยู่ ถ้าไม่ให้มันสัมพันธ์กันอย่างนี้ มันก็ต้องเลยตายด้านกันหมด. ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน มีเป็นหัวข้อๆ เป็นเรื่อง ๆ ข้อ ๆ ไป แล้วไม่ได้เอา มาใช้เหมือนที่รู้กัน โดยมากรู้กันมากมาย. รู้พระไตรปิฎกด้วย ก็ยังถูกเรียก ว่าเป็นโมฆะบุรุษ หรือเป็นคนกำมือเปล่า ไม่มีอะไร. ที่ว่า รู้พระไตรปิฎก แตกฉานพระไตรปิฎกแล้ว เป็นโมฆะบุรุษ นี่เพราะ เหตุที่ไม่ได้ใช้ธรรมะ และที่ใช้ก็มักจะ ใช้ไม่ถูกวิธี คือไม่สัมพันธ์กัน คือ ใช้อย่าง พิธีรีตอง คือโง่หรืองมงาย ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโพชฌงค์นี้มีเรื่องน่าหวัวมาก : นิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์ให้คนเจ็บฝั่งจะได้หาย ; นี่ กลายเป็นเรื่องงมงายไปทั้งที่แท้ มันเป็นเรื่องที่จริงอย่างนั้น. ในบาลี ใน พระไตรที่ถูก ก็มีพูดถึง ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประชวร ก็ ให้พระองค์ใดองค์หนึ่งสาธยาย คือ บรรยายออกชื่อโพชฌงค์ สาธยายโพชฌงค์ ทำให้หายประชวร. เมื่อพระองค์ใดองค์หนึ่งไม่สบายเจ็บไข้ พระพุทธเจ้าก็ให้ภิกษุ องค์ใดองค์หนึ่งสาธยายโพชฌงค์ ภิกษุนั้นก็หายเจ็บไข้. ที่เราได้ยินเรื่องนี้กัน ก็ทำ ไปในทางเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์, เอาโพชฌงค์มาสวดให้คนเจ็บฟัง บางทีก็ตายเลย. นี่คนละอย่างคนละเรื่อง อยู่ตรงที่ว่างมงายหรือไม่งมงาย. ที่พระพุทธเจ้าท่านได้หายประชวร หรือว่าพระอรหันต์บางองค์ได้หาย เจ็บไข้ เพราะได้ยินการสาธยายโพชฌงค์นั้น เป็นเรื่องของผู้รู้จักสิ่งนั้นดี เพราะผ่าน มาแล้วอย่างทั่วถึง สำเร็จผ่านมาทางนี้แล้วอย่างทั่วถึง พอได้ยินถึงสิ่งนี้ก็เข้าใจยิ่งกว่า
น.152 เข้าใจ . แม้เพียงเข้าใจยังไม่ได้ไม่พอ ยังต้อง realize คือรู้สึกอยู่เต็มใจทีเดียว จึงมีกำลัง พอที่จะให้กลบเกลื่อนความเจ็บไข้. โพชฌงค์เป็นของวิเศษประเสริฐที่สุด ในการที่จะย่ำยีกิเลส สำเร็จเป็น โพธิ หรือเป็นการตรัสรู้ขึ้นมา, ท่านซึมซาบอยู่แก่ใจ. ส่วนพวกเราสมัยนี้แม้เข้าใจ ก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จักโพชฌงค์ตัวจริง, รู้จักแต่ชื่อก็เอามาท่องอย่างงมงาย และจะให้คน หายไข้ แล้วคนไข้นั้นก็เป็นคนที่ไม่รู้ว่าโพชฌงค์นั้นคืออะไร ไม่ใช่คนที่ได้เล่าได้เรียน ถ้าเป็นคนที่ได้เล่าได้เรียนมาจนเข้าใจโพชฌงค์ ก็มีหวังว่าจะมีผลบ้างไม่มากก็น้อย คือรู้ ความประเสริฐวิเศษของโพชฌงค์ ก็มีปีติปราโมทย์อิ่มใจขึ้นมา ก็ครอบงำความเจ็บไข้ ได้บ้าง. ถ้าคนฟังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าอะไรคือโพชฌงค์นี้, แล้วพระที่มาสวดนี้ก็ไม่รู้ว่า โพชฌงค์นี้คืออะไร, สวดอย่างนกแก้วนกขุนทอง, คนที่นั่งอยู่ทั้งหมดก็ไม่รู้ว่าโพชฌงค์ นี้คืออะไร. บางคนที่นั่งฟังนั้น สวดเองก็ได้ ไม่ต้องนิมนต์พระมาสวดก็ได้ ; แต่ ทั้งหมดนั้นก็เป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าอะไร มันก็เลยเป็นเรื่องงมงาย. เรื่องที่เกี่ยวกับโพชฌงค์ มันมีมากอย่างนี้ ถึงกับเอามากลายเป็นพิธีหรือของขลังของอะไรศักดิ์สิทธิ์ไป น่าเศร้าก็ น่าเศร้า, น่าหวัวก็น่าหวัว. แม้กระทั่งที่สอนในโรงเรียนนักธรรมก็สอนไปอย่างนั้น ออกชื่อมาบรรยาย ลักษณะให้ฟังตามความจำ นักเรียนก็จำ ครูก็สอนตามความจำ ; มันก็อยู่กันแต่อย่างนี้ ไม่เป็นเครื่องมือ ไม่มีลักษณะเป็นเครื่องมือโดยตรงขึ้นมาได้เลย, เป็นเพียงการพูดหรือ การท่อง หรือการพร่ำพูดกันถึงเรื่องเครื่องมือ ไม่เป็นเครื่องมือขึ้นมาได้เลย ไม่สำเร็จ ประโยชน์ในฐานะที่ว่าเป็นโพชฌงค์ หรือเป็นมรรค.
น.153 พอพูดถึงเครื่องมือ ก็เป็นเครื่องมือที่ลม ๆ เป็นลมพูด เป็นลมปากที่พูด ไม่ใช่ตัวเครื่องมือจริง ; แม้ เป็นเครื่องมือจริง ก็ยังไม่พอ ต้องมีการใช้. ถ้าเพียง แต่ใช้อย่างไม่ถูก มันไม่สัมพันธ์กัน มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ นี่เป็นอยู่อย่างนี้, ไม่ว่า เรื่องอะไรมันมีลักษณะอยู่อย่างนี้ เกี่ยวกับความสำเร็จ มีลักษณะอย่างนี้ เราจะพูดกันถึง โพชฌงค์ กันอีกที ทั้งที่ได้พูดไปแล้วเมื่อครั้งที่แล้ว ๆ มาไม่นานนี้ แล้วก็เคยพูดอยู่เสมอ ; แต่มันเป็นเรื่องที่ควรจะพูดอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เพื่อให้เข้าใจเครื่องมืออันนี้ให้จนได้ แล้วก็จะได้ทำให้มันมีขึ้นมา. ที่นี้จะพูดอีกทีหนึ่งก็ต้องพูดอย่างที่แล้วมาว่า โพชฌงค์แม้จะมีชื่อเรียกเหมือน กับธรรมะหมวดอื่นแต่ก็เล็งถึงความสัมพันธ์ของธรรมะในระหว่างธรรมะ,ด้วยกันมากกว่า เมื่อพูดถึงโพชฌงค์ก็ต้องพูดถึง สติ ธัมมวิยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา. นี่ก็ดูเถิดมันก็ต้องพูดถึงชื่อธรรมะเหล่านี้ ซึ่งมันเหมือนกันในหมวดอื่น เช่นคำว่าสติ. เราพูดถึง สติ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้พูดถึงสติเฉย ๆ พูดถึงสติเมื่อกำลังเป็นโพชฌงค์ เมื่อกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเป็นโพชฌงค์ คือสัมพันธ์กับธรรมะอื่น ๆ อย่างไร. พูดถึงธัมมวิยะ ก็คือพูดถึงปัญญา นั่นเอง, พูดถึงสิ่งที่เรียกว่าปัญญา แต่มาเรียกชื่อใหม่ว่าธัมมวิยะ ธรรมวิจัย คือ ปัญญาที่กำลังสอดส่องธรรม เลือกเฟ้น ธรรม พิจารณาธรรม ; กำลังทำหน้าที่อยู่อย่างนี้ และสัมพันธ์กับสติอย่างไร สัมพันธ์ กับสิ่งถัดไปคือวิริยะอย่างไร.
น.154 เมื่อเราพูดถึง วิริยะ ; สติ แล้วธัมมวิจยะ แล้ววิริยะ ก็คือวิริยะที่ชื่อเดียว กันกับในหมวดธรรมอื่น ๆ แต่เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงแง่ ที่มันสัมพันธ์กันกับธัมมวิขยะ อย่างไร และจะสัมพันธ์กับปีติข้างหน้าต่อไปอย่างไร. พอพูดถึง ปีติ มันก็เป็นองค์ฌาน, โดยทั่วไปเป็นองค์ฌาน คือความอิ่มใจ แต่ในที่นี้ไม่ใช่องค์ฌาน เป็นในเรื่องความอิ่มใจที่นำมาใช้งานอยู่ เกี่ยวกับวิริยะ คือ ความพากเพียร ในฐานะที่เป็นกำลังของการสนับสนุนความพากเพียร ซึ่งก็เป็นกำลัง อยู่แล้ว มันก็จะสัมพันธ์ต่อไปกับบัสสิทธิ คือความเข้ารูปเข้ารอยของธรรมะ พูดถึง ปัสสัทธิ และสมาธิ ก็มี ชื่ออย่างเดียวกับสมาธิ ในที่อื่น แต่เรา พูดถึงหน้าที่ ซึ่งกำลังทำหน้าที่ และกำลังสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่าอุเบกขา. สมาธิ นี้ก็หมายถึงสมาธิที่กำลังทำงานอยู่อย่างตัวเป็นเกลียว ไม่ใช่สมาธินิ่ง ๆ หรือว่าสมาธิสงบ, เป็นสมาธิที่มันกำลังทำหน้าที่ตรงเต็มที่ของสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ นี้มัน สัมพันธ์กันอยู่กับบัสสิทธิและอุเบกขา. คำว่า อุเบกขา ก็มี หลายความหมาย : อุเบกขาเฉย ๆ อุเบกขาเวทนา อุเบกขาองค์ฌาน อุเบกขาอะไรอื่น ๆ อีก ; แต่อุเบกขาในที่นี้เป็น อุเบกขาโพชฌงค์ เป็นอุเบกษาของความถูกต้อง ที่มีความถูกต้องมาดีแล้ว ก็ปล่อยให้มันเฉยไป ให้เป็น ความถูกต้องที่กำลังไปอย่างแน่วแน่ เขาเรียกว่าอุเบกขา. พูดถึงรถอีกทีหนึ่งก็ได้ เมื่อถนนดี รถดี คนขับรถดี อะไรดีหมด สารถีก็ ถือเชือกเฉย ๆ ถือบังเหียนม้าเฉยๆ ม้าก็พาไปได้; รถไปได้อย่างดี คนไม่ต้อง
น.155 พยายามอะไรไม่ต้องกระดุกกระดิกอะไร รถก็ไปได้ดี . รถม้ายังดีกว่ารถยนต์เสียอีก ถนนดี รถดี ม้าดีอะไรดี ม้าก็พาคนไปถึงบ้านได้ แม้คนขับจะหลับไป ; แต่รถยนต์ มันคงไปลงคูตายหมด. อุเบกขาอย่างนี้ที่มันมีความถูกต้องของถนนดี ม้าดี รถดี คน ขับรถดี ก็ปล่อยไปเฉยๆ. นี่ก็เลยมีความหมายพิเศษ คำว่า อุเบกขานี้ มันเป็นความ เฉยของความถูกต้อง, ความถูกต้องมันก็เป็นไปได้ในตัวมันเอง. นี่เราจะจัดจะทำกันอย่างไร จนให้กาย วาจา ใจ มีลักษณะอย่างนี้ หรือให้ ชีวิตมีลักษณะอย่างนี้; นั่นแหละคือความหมายของคำว่า โพชฌงค์ ที่ว่า เครื่องมือทุกอย่างมีพร้อม เครื่องมือทุกอย่างกำลังถูกใช้ เครื่องมือแต่ละอันที่ กำลังใช้อยู่นั้นสัมพันธ์กันดีเป็น team work ที่หาที่ติไม่ได้ ความสำเร็จมันก็เกิด. โพชฌงค์มีความหมายอย่างนี้ มันมุ่งหมายจะชี้ในข้อนี้. ทีนี้ เราไปเทียบกับหมวดอื่นดู เช่นหมวดอิทธิบาท หมวดความเพียร หมวด สัมมัปปธาน หมวดอินทรีย์ พละอะไร มันก็มุ่งหมายจะชี้ไปในส่วนอื่น ชี้ความหมายไป ในส่วนหนึ่งทั้งที่คำ ๆ พูดนั้นมันคำเดียวกัน เช่นคำว่า วิริยะ นี้ มีในอิทธิบาท มีในสัมมัป- ปธาน มีในอินทรีย์ มีในพละ มามีในโพชฌงค์อีก และก็มีในมรรคมีองค์ ๘ อีก. วิริยะคำพูดคำเดียวกัน แต่กำลังมีความหมายในการทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน มันทำหน้าที่ตรงตามชื่อของมัน แต่มีความสัมพันธ์ต่างกันก็มี หรือว่ามีการทำหน้าที่ตรง ตามชื่อของมัน แต่ในระดับต่าง ๆ ในเวลาต่าง ๆ กันก็มี ; เพราะฉะนั้นความถูกต้องเกี่ยว กับเวลาเกี่ยวกับหน้าที่ นี้มีอยู่. ถ้าทำไม่ถูกต้องในเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่เป็นโพชฌงค์ขึ้นมาได้ มันเป็นเครื่องมือที่วางอยู่เฉย ๆ เหมือนที่เราพูดถึงกันแต่ปาก เป็นเครื่องมือที่วางอยู่เฉย ๆ บางทีก็ยังไม่ใช่ตัวเครื่องมือแท้ ๆ, เป็นแต่เพียงการพูดถึงเครื่องมือ
น.156 ถ้าเป็นแต่เพียงการพูดถึงเครื่องมือ ก็ยังไกลต่อความสำเร็จ, ไกลจาก ความสำเร็จถึงขนาด นี้ลองมองดูเถิด. ฉะนั้น อย่าได้นอนใจที่ว่าบวชแล้ว เรียนแล้ว เป็นนักธรรมเอกแล้ว เปรียญเอกแล้ว อะไรแล้วทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ยังไม่มีเครื่องมือ ที่กำลังใช้อยู่อย่างถูกต้อง. ผมยอมรับว่า ปริยัติ หรือ การเล่าเรียนนี้ ก็เป็นเครื่องมือ เหมือนกัน เรียนนักธรรม เรียนบาลีนี้ก็เป็นเครื่องมือเหมือนกัน ; แต่ว่ายัง เป็นเครื่องมือเบื้องต้น เกินไป ยังห่างไกลจากตัวเครื่องมือจริง ๆ เกินไป. เราเรียนให้รู้เรื่องของปริยัติ แล้วจะ ต้องไปปฏิบัติให้เกิดผลขึ้น. แต่เราก็มักจะเรียน ๆ เข้าไว้ ไม่เคยปฏิบัติให้เกิดผลขึ้นมา มันก็เป็นเครื่องมือที่ไกลออกไปอีก แล้วไปนอนเป็นหมันอยู่ ในฐานะที่จะเป็นเครื่องมือ, แห่งการตรัสรู้. ทางที่จะเขวก็ยังมี คือมันกลายเป็นเครื่องสำหรับที่จะหาลาภยศชื่อเสียง เอา มาทำตัวเองให้โง่มากขึ้นไปอีก กว่าเดิม, มันก็เลยลำบากมากขึ้นไปอีก; เพราะว่า ถ้าไปหลงในกิเลสในเหยื่อของกิเลสมากไปกว่าเดิม มันก็ยิ่งร้ายไปกว่าเดิม; ฉะนั้น จึง มีคำพูดว่า อลคัททูปมะ : พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปริยัตินี้กลายเป็นงูพิษไป. การศึกษาเล่าเรียนของผู้เรียนทางการศึกษาปริยัตินี้มันกลายเป็นงูพิษไป คือ กัดคนนั้นตายไปเลยจากพรหมจรรย์นี้ ; เช่นพอ เห็นช่องทางพอจะสึกออกไปได้ หาเงินได้ หาอะไรได้ ก็สึกออกไปเลย. นี่เครื่องมือนี้มันเป็นเครื่องมืออะไร ? มัน เป็นเครื่องมือเชือดคอเจ้าของ. เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึง เครื่องมือจริงๆ ที่จะเป็นไปเพื่อโพธิจริงๆ แล้วเป็น เครื่องมือที่สมกับความหมายของมัน คือกำลังใช้มันอยู่ ถ้าไม่ใช้มัน ก็ไม่มีค่าไม่มีความ
น.157 หมาย จึง ต้องใช้มันอยู่อย่างถูกต้อง นี่หมวดธรรมที่ระบุการใช้มันอยู่อย่างถูกต้อง หรือ สัมพันธ์กันอยู่ ก็คือโพชฌงค์. ทีนี้ เราเคยได้ยินคำว่าสติ คำว่าวิริยะ คำว่าสมาธิ ฯลฯ ในเรื่องของโพชฌงค์ นั้น เราก็รู้ว่า เขาชี้ในแง่ที่สิ่งเหล่านี้ ที่สัมพันธ์กันอยู่กับสิ่งอื่นอย่างไร ไม่ได้ชี้ใน แง่ที่ว่ามันอยู่เฉย ๆ หรือมันทำหน้าที่อย่างอื่น.เมื่อดูกันในแง่นี้ก็จะ เข้าใจในคำว่า โพชฌงค์ ซึ่งแปลว่า องค์แห่งโพธิ คือองค์แห่งการตรัสรู้. ถ้าเราเรียนมาจนเข้าใจถึง ขนาดนี้ หากไม่สบายมีใครมาสวดให้นั่ง ก็จะมีมติอิ่มใจ พอจะสบาย รู้สึกสบาย ขึ้นมาได้บ้าง หรือมากทีเดียว คือเขาเอาสิ่งที่ดีเลิศประเสริฐมาพูดให้ได้ยิน ให้คนเรา สบายใจ. เรื่องนี้ ทำนองเดียวกับว่าคนที่พลัดผัวพลัดเมีย ไปไกลเสียนาน พอมีคนบอก ข่าวว่า "มาแล้วโว้ย มาถึงแค่นั้นแค่นี้แล้วโว้ย" ผัวหรือเมียที่นอนเจ็บอยู่ก็สบายขึ้นมามาก, อาจจะหายไข้ก็ได้ ถ้าเป็นโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ. กำลังใจชนิดนี้เป็นกำลังใจอย่างเดียวกับ ที่ว่า เอาโพชฌงค์มาสวดให้คนเจ็บฟัง รู้สึกหายบรรเทาจากความเจ็บ ; เพราะมัน พอใจมาก ขนาดไม่มีอะไรเปรียบ เหมือนเรื่องผัวเมียที่ว่านั้น. เดี๋ยวนี้เข้าใจธรรมะกันถึงขนาดนี้หรือยัง ? โดยเฉพาะโพชฌงค์. ผมจึงคิดว่า การที่พูดถึงเรื่องโพชฌงค์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ กันบ้าง ก็คงจะไม่เสียหลาย แล้วคงจะพูดไม่สำเร็จได้ในเวลาหนึ่งชั่วโมง จะต้องพูดกันเรื่อย ๆ ไป ว่าโพชฌงค์ นั้น คือ เรื่องที่พูดถึงความสำเร็จที่อยู่ในเอื้อมมือ ที่จะคว้าถึงได้แน่นอน. .. ถ้าพูด ถึงเครื่องมือ มันก็เป็นเครื่องมือที่ใกล้ความสำเร็จ, หรือเครื่องมือที่มีหวังในความสำเร็จ,
น.158 เป็นเครื่องมือขั้นที่ทำความสำเร็จ. ฉะนั้น จึงได้พูดไว้ในอันดับสุดท้ายตอนปลาย ๆ อย่างในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ที่คุณสวดกันอยู่ทุกวัน. คุณไปนึกดูบ้างที่สวดว่า อานาปานสตินี้เมื่อเจริญทำให้มากดีแล้ว สติ ปัฏฐาน ๔ ก็สมบูรณ์, สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์แล้ว โพชฌงค์ก็สมบูรณ์ โพชฌงค์ สมบูรณ์แล้ว วิชชาและวิมุตติก็สมบูรณ์ ; วิชชาและวิมุตติคือความดับทุกข์ที่เป็น ความมุ่งหมาย. เรามีหน้าที่ โดยตรงที่จะรู้จักโพชฌงค์ และทำให้มันมีขึ้นมา ทำให้มัน เดินเคลื่อนไป คือให้มันเป็นการปฏิบัติไป ; อย่าให้มันมีอยู่เฉย ๆ แล้วมันก็ก้าวหน้าไป ก็ถึงโพชฌงค์ ซึ่งหมายถึงตอนนี้ ตอนที่เครื่องมือถูกใช้ก้าวหน้าไปจนสำเร็จ. ถ้า เป็นการเดินทางมันก็เป็นการเดินทางที่แน่นอนแล้ว คนขับหลับ ม้าก็พาวิ่งไปถึงบ้านได้ : อันสุดท้ายคืออุเบกขา นั่งอยู่เฉยๆ หรือว่านั่งหลับ ม้าก็พาวิ่งไปถึงบ้านแล้ว เพราะม้าดี รถดี ถนนดี อะไรดีครบหมดทั้ง ๗ อย่าง. ทีนี้ มองกันอีกด้านหนึ่ง คนพวกหนึ่งก็ยกมือขึ้นท่วมหัวว่า โพชฌงค์อยู่ใน ฐานะสูงสุดไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย. พอผมพูดว่าโพชฌงค์ นี้เป็นธรรมะสูงสุด เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพานนี้ เอาหลักการนี้มาใช้กับการทำไร่ ทำนา ค้าขายอะไรก็ได้ เขาไม่เชื่อ เขาค้าน หรือเขาด่าเลย ว่าผมเป็นผู้ทำลายธรรมะของพระพุทธเจ้าให้เสียเกียรติ ให้ต่ำเกียรติไป. ที่จริง เป็นความโง่อย่างลืมตาของนักปราชญ์ และผู้พูดคนนั้นเอง. ผมพยายามจะพูดให้คุณทุกองค์เข้าใจว่า ธรรมะที่เรียกว่าโพชฌงค์นั้นเป็นองค์แห่ง ความสำเร็จ เหมือนกัน ; สำเร็จสุดท้ายคือบรรลุโพธิ สำเร็จทั่วไปก็ได้ทั้งนั้น, มันเป็นหลักการอันเดียวกันที่เอามาใช้ได้ทุกแขนงของความสำเร็จ.
น.159 เราจะดูกันว่า ในอะไร ๆ มันก็มีโพชฌงค์ ในการปฏิบัติชุดไหนก็ตามมี โพชฌงค์ ถ้าเป็นความสำเร็จ. การปฏิบัติทั้งหมดสรุปให้เหลือสาม ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา : ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา นอนตายติกอยู่เป็นอย่าง ๆ มันก็ไม่มีประโยชน์ เป็นเรื่องพูดเรื่องท่องจำไป อีกเหมือนกัน. แต่ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา กำลังเป็นไป กำลังทำหน้าที่อยู่อย่างตัวเป็น เกลียว คือเป็นไปตามหน้าที่ของมันแล้ว โพชฌงค์ก็มีอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ในการที่จะ มีศีลจริง สมาธิจริง ปัญญาจริง ต้องมีองค์ของโพชฌงค์ครบ หรือองค์ของโพชฌงค์ทั้ง ๗ องค์นี้ เราจะมองดูในแง่ของศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้. ทีนี้ก็ได้บอกให้รู้แล้วว่า ในขณะที่มีการทำสมาธิ ปัญญา อยู่นั้น ศีลซ่อนอยู่ ใต้นั้น ; เพราะว่าศีลคือความตั้งใจที่จะสำรวมระวังอะไรอยู่ นั่นคือเป็นส่วนศีล คือ ส่วนบังคับตัวเอง. ฉะนั้นทำสมาธิหรือทำปัญญาวิปัสสนาก็ตาม ต้องมีการสำรวมจิต, ให้ทำการสำรวมจิตนั้นแหละคือศีล หรือว่าเมื่อเราอยู่อย่างผู้บำเพ็ญสมาธิหรือปัญญา มันไม่มีทางจะขาดศีล มันมีศีลสมบูรณ์อยู่ในตัวเองโดยอัตโนมัติ. ไม่ต้องรักษาศีลก็ยิ่ง มีศีลถึงที่สุดเพราะข้อนี้ ไม่เจตนาจะรักษาศีล เจตนาทำสมาธิวิปัสสนา แต่กลับมีศีล. ความสัมพันธ์กันอย่างนี้เป็นลักษณะของโพชฌงค์. ยกตัวอย่างเราจะมองดูความสัมพันธ์กันว่า เมื่อเรามีศีล ตั้งเจตนาที่จะรักษา ศีล ก็มีสมาธิปัญญาประคับประคองอยู่ ; คนรักษาศีลจะต้องมีสติสัมโพชฌงค์ คือ มีสติรู้สึกตัว โดยทั่วถึง เกี่ยวกับศีล เกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ ความชั่ว ที่จะต้องละเสีย ให้ได้ด้วยศีล นี้ก็มีสติอย่างนี้.
น.160 คนรักษาศีล มีก็ธัมมวิยะสัมโพชฌงค์ คือการเลือกเฟ้นดีแล้วด้วยปัญญา เกี่ยวกับศีล เขาจึงรักษาศีลได้ดี คนรักษาศีลก็มีธัมมวิยะสัมโพชฌงค์กิส คนรักษาศีล ต้องบากบั่นพากเพียร ที่จะต่อสู้อดกลั้นอดทนต่าง ๆ นานา เพื่อให้ศีลมันมีอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่า วิริยะสัมโพชฌงค์ คนรักษาศีล นั้นจะไม่หมดกำลังใจเสียได้ง่าย ๆ ก็ต้อง มีปีติสัมโพชฌงค์ หล่อเลี้ยงไว้ คือยินดีพอใจในการที่ตัวมีศีล มีความอิ่มใจในการที่ตัวศีลนี้ หล่อเลี้ยงไว้ อิ่มใจในความสำเร็จของการรักษาศีล เรียกว่าปีติสัมโพชฌงค์. คนรักษาศีล จนเข้ารูปเข้ารอย ก็มีปัสลัทธิสัมโพชฌงค์ มีศีลอยู่ได้จริง ไม่ ต้องลำบากมากมายเหมือนตอนแรก กิเลสหยาบ ๆ มันระงับลงไปเป็นบัสสิทธิ ก็เข้ารูป เข้ารอย ที่จะทำให้ศีลปรากฏออกมาแสดงตัวออกมา. คนรักษาศีล ก็มีความปักใจมั่นเป็น สมาธิสัมโพชฌงค์ ในการรักษาศีล แล้ว ต้องมีศีลด้วยกำลังใจ แม้ศีลจะเป็นเรื่องบังคับกายวาจาก็จริง แต่ว่าการรักษาศีลจะต้อง ทำด้วยกำลังใจ ก็เป็นสมาธิ พอศีลเข้ารูปเข้ารอยดีแล้ว เราก็ปล่อยมันได้ มันไม่มีทางขาดศีล คนที่มี ศีล เป็นนิสัย หรือว่ามีสมบัติผู้ดีเป็นนิสัย อย่างนี้ก็ไม่มีทางขาดศีล นี่เป็น อุเบกขา- สัมโพชฌงค์ ปล่อยไปเฉย ๆ ก็ไม่มีการขาดศีล ในเมื่อศีลเข้ารูปเข้ารอยดีแล้ว. นี่ก็จะเห็นได้ว่าการรักษาศีล หรือเกี่ยวกับศีลอย่างเดียว มันก็ต้อง อาศัยองค์ ประกอบของสัมโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน ; และอาการอย่างนี้จะเป็นเรื่อย ๆ
น.161 สูงขึ้นไป ๆ สูงขึ้นไป จนถึงเรื่องตัดกิเลส เรื่องปัญญา เรื่องวิปัสสนา เรื่องตัด กิเลส เรื่องบรรลุมรรค ผล โดยตรง. เรื่องศีลเป็นอย่างไร, เรื่องศีลจะต้องประกอบ ไปด้วยอาการของสัมโพชฌงค์อย่างไร อาการของโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้อย่างไร ; เรื่อง สมาธิก็อย่างนั้น เรื่องปัญญาก็อย่างนั้น เพียงแต่สูง ๆ ขึ้นไป เท่านั้นเอง, ทีนี้ เราจะมองกันไปอีกด้านหนึ่ง คือมองไปที่ความเพียร เรา บำเพ็ญ ความเพียร บำเพ็ญสัมมัปปธาน ๔ อยู่ เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษาในเรื่อง ธรรมะนี้อยู่ ต้องอาศัยหลักเกณฑ์ ๗ อย่างนี้ จึงจะเพียรไปได้ดีที่สุดเร็วที่สุด : มีสติใน การที่จะพากเพียร มีธัมมวิยะ ในการที่จะพากเพียร มีวิริยะ ในการที่จะพากเพียร มีบีติ ในการที่จะพากเพียร มีบัสสิทธิ ในการที่จะพากเพียร มีสมาธิ ในการพากเพียร มี อุเบกขา ในการพากเพียร ; สัมมัปปธาน ๔ นี้ก็สมบูรณ์ขึ้นมา ก็อาศัยวิธีการของ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้. ผมยกตัวอย่างอย่างนี้กี่ชั่วโมงก็ไม่หมด จึงยกมาพอเป็นตัวอย่างให้คุณไปหาวิธี ยกตัวอย่างเอาได้เอง เมื่อเข้าใจแล้ว มันก็เข้าใจเองได้. นี่เรียกว่าโพชฌงค์องค์แห่ง โพธิ ; โพธิหมายถึงโพธิสุดท้ายคือ บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้, หรือโพธิในขั้นต้น ๆ โพธิในขั้นแรก ๆ เริ่มแรกเป็นหน่ออ่อนของโพธิก็ยังได้อยู่นั่นเอง ก็ใช้โพชฌงค์ คือองค์แห่งโพธิอยู่นั่นเอง. ลดลงมาถึงเรื่องสติปัญญาอย่างโลก ๆ โพธิอย่างโลกๆ คือทำมาหากินทำไร่ ทำนา ค้าขาย ก็ลองเอาไปใช้ดู ใน ๗ อย่างนี้, หรือทำงานฝีมือเป็นศิลปิน เป็น หมอ เป็นทนายความเป็นอะไรก็ตาม ก็ลองใช้ ๗ อย่างนี้ดู จะประสบความสำเร็จได้. โพชฌงค์กินความกว้างขวาง อย่างนี้ เมื่อเกี่ยวกับโพธิ เกี่ยวกับปัญญา แล้วก็ต้อง อาศัยหลักการอันนี้ โพธิโลกๆ โพธิธรรมะชั้นสูงสุด โพธิอะไร ก็ต้องใช้หลักการอันนี้.
น.162 นี่คุณคงจะเบาใจบ้าง หรือเป็นที่พอใจบ้าง ถ้าว่าทุกคนเริ่มรู้จักโพชฌงค์กัน ในลักษณะอย่างนี้ ก่อนนี้มันมืดตื้อไปหมด, อีกอย่างหนึ่ง ก่อนนี้ยกไว้สูงจนไม่มา เกี่ยวกับเราเลย เอาไว้สำหรับจะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ไม่มาเกี่ยวกับเราเลยอย่างนี้ ; แล้วจะเรียนไปทำไม, จะเรียนธรรมะจะศึกษาธรรมเหล่านี้ไปทำไม, ก็ไม่มีประโยชน์ อะไร. ที่ถูกโพชฌงค์ต้องมาอยู่กับเรา เกี่ยวข้องกับเราทุกระยะทุกตอน ทุก กระเบียดนิ้ว. นี่เรียกว่าโพชฌงค์นั้นก็อยู่ที่เนื้อที่ตัวของผู้ที่มีสติปัญญาจริง ไม่ว่าใน ระดับไหน ที่เนื้อที่ตัว ที่กายที่วาจา ที่จิตใจนี้. ถ้าพูดสั้น ๆ สมัยใหม่ก็พูดว่า อยู่ที่ ชีวิต อะไร ๆ ก็ใช้คำว่าชีวิต ; โพชฌงค์ต้องมีอยู่ในตัวชีวิต ทีนี้ มันอาจจะน่าหวัวอย่างยิ่ง ที่แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าชีวิตก็ไม่รู้จัก ทั้งที่ตัวเอง ก็มีชีวิต ; เหมือนสุนัขและแมว มันก็มีชีวิต แต่แล้วมันก็ไม่รู้จักคำ ว่า "ชีวิต" นี่คือ อะไร. คนโดยมาก ก็เหมือนกับสุนัขและแมว มีชีวิตแต่ไม่รู้จักว่าชีวิตนั้นคืออะไร ก็มี. อย่างดีก็รู้เพียงว่า เอ้า, กินเข้าไป - กินเข้าไป มันจะได้มีชีวิตอยู่ รู้จักชีวิตแต่ใน ลักษณะอย่างนี้, หรือจะหาความเพลิดเพลินจากการที่มีชีวิตอยู่ โดยไม่ถึงค่าของมัน. เพราะฉะนั้นเรามองดูชีวิตในแง่ที่มันสูงสุดกันบ้าง : ชีวิตในทางกายคือยังไม่ตาย ร่างกาย ยังดี ๆ อยู่ยังไม่ตายนี้, ชีวิตในทางกาย ต้นไม้ก็มีชีวิต, สุนัขและแมวก็มีชีวิต, คนก็มี ชีวิตทั้งทางร่างกาย ทางฟิสิคส์ ; เมื่อเซลล์เหล่านั้นยังไม่ตาย ยังเจริญอยู่ได้ ก็เรียกว่า มีชีวิต. ชีวิตทางจิตใจ หรือ ทางจิต ก็คือรู้สึกคิดนึกได้ นี้ก็เป็นชีวิตที่สูงขึ้นมา หน่อยหนึ่ง รู้สึกคิดนึกได้ มีชีวิต. ถ้าชีวิตทางวิญญาณก็หมายถึงทางสติปัญญา คือ มีความเข้าใจถูกต้อง และกำลังประสบผลที่เป็นที่มุ่งหมายของการที่มีชีวิต.
น.163 มีชีวิตทำไมกัน? หมายความว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วกำลังได้สิ่งนั้นอยู่ นั้นแหละคือชีวิต ที่ควรจะมองดูกันให้ลึกถึงด้านวิญญาณอย่าง นี้บ้าง. อย่ามองแต่ในด้านวัตถุ หรือด้านจิตที่เกี่ยวอยู่กับวัตถุ, ต้องมองถึงด้าน ที่ผม เรียกว่าด้านวิญญาณ ที่เป็นเรื่องของสติปัญญาโดยตรง กำลังอิ่มเอิบสดชื่นอยู่ด้วยสิ่งดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ กระทั่งรู้อมตธรรมคือความไม่ตาย ของผู้มีสติปัญญานั้น ; แล้ว อมตธรรมนั้นแหละคือชีวิต อย่างนี้ผมเรียกว่าชีวิต ในความหมายสูงสุด ในทางวิญญาณ ไม่ใช่ทางร่างกาย หรือทางจิตใจล้วนๆ แต่ในทางวิญญาณ. มีปัญหาว่า เราเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างนี้ ควรจะมองชีวิตในด้านสูงสุด นั้นหรือไม่ ? ผมว่าควรมองอย่างยิ่ง แล้วเอามาให้สัมพันธ์กันได้กับความเป็นอยู่ประจำ วัน แล้วมองกันในแง่ลึก แง่สติปัญญา แง่วิญญาณเรื่อย ก็จะพบคำว่าชีวิตนี้ในความหมาย ที่ลึกซึ้งที่สุด ประเสริฐที่สุด สูงที่สุด. ชีวิตคือการเดินทาง, เดินทางคือ เดินไปตามมรรคมีองค์ ๔ โดยอาการ ของโพชฌงค์ ๗. ชีวิตคือการเดินทางนี่แน่นอนที่สุดเลย. การที่มีชีวิตอยู่คือที่กำลังเดินทาง ไป กำลังเดินทางไป โดยหลักมรรคมีองค์ ๘ ประการ ตามหลักการของโพชฌงค์ ๗ ประการ นี้ชีวิตคือการเดินทาง. ถ้ามองดู อีกมุมหนึ่ง ในขณะนั้น ในเรื่องเดียวกันนั้นแหละ ชีวิตคือการรบ พุ่ง หรือการทำสงคราม; เพราะว่าตลอดเวลาที่เป็นอยู่อย่างนั้น มันรบกับกิเลส รบกับข้าศึกอันร้ายกาจคือกิเลส ตลอดเวลาที่เราเดินตามมรรคมีองค์ ๘ หรือมีโพชฌงค์ ๗ ประการอยู่ ต้องรบราฆ่าฟันกันกับกิเลสเรื่อยไป. มองดูในแง่นี้ ชีวิตก็คือการทำ
น.164 สงครามอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออกของการปฏิบัติธรรม เรียกชีวิตนี้คือการทำ สงครามกับกิเลส. มองดูในแง่ negative อย่างนี้มันเศร้า. มองดูในแง่ positive บ้าง ชีวิตก็คือการทำนา ได้ผลมา ได้ข้าวเปลือกมาเป็น อมตะธรรม อมตผลา, - มือมตะเป็นผล การทำนาของเขามีอมตะเป็นผล. พระพุทธเจ้า ท่านเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนทำนา พระพุทธเจ้าตรัส ว่า สุทธา พีชํ ฯลฯ ท่านบอก พราหมณ์คนหนึ่งว่าฉันก็ทำนา มีศรัทธาเป็นข้าวพืชสำหรับเพาะปลูก มีความเพียร เป็นน้ำฝน มีหิริเป็นงอนไถ มีจิตเป็นเชือกชักไถ ฯลฯ ว่าไปตามเรื่องของท่าน. เมื่อ เดินอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ ตามหลักการของโพชฌงค์ ๗ แล้ว ชีวิตคือการทำนา ที่มีอมตะ เป็นผล คือข้าวเปลือก. ดูกันอย่างคนละโมบโลภลาภ อย่างคนสมัยนี้ ชีวิตก็คือการค้าขายทาง วิญญาณ ชีวิตที่เดินไปตามทางมรรคมีองค์ ๘ ประการ มีโพชฌงค์ ๗ เป็นหลักการ นี้คือการค้าขายทางวิญญาณ ได้กำไรสุดยอดเป็นพระนิพพานมา. เราลงทุนด้วยการ ปฏิบัติ เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย เหนื่อยในการปฏิบัติธรรม ทั้งทางกาย ทาง วาจา ทางใจ เหมือนกับลงทุนค้าขาย ในที่สุดได้กำไรมาเป็นมรรค ผล นิพพาน. เราจะถือชีวิตเป็นการค้าขายก็ได้ ถ้ามีหัวค้าขาย, ถ้ามีหัวทาง ทำนา ก็ดู ชีวิตในฐานะเป็นการทำนา, ถ้า เป็นพวกชอบรบราฆ่าฟัน ก็ดูชีวิตในการทำสงคราม ; ดูกันได้ทุกแง่ทุกมุม แต่ไม่พ้นจากการที่จะต้องใช้มรรคมีองค์ ๘ โดยหลักการของ โพชฌงค์ ๗ ขอให้เข้าใจอย่างนี้เป็นราย ๆ ไป ว่ามีความสัมพันธ์กันโดยวิธีการของโพชฌงค์ นี่เราพูดกันโดยคร่าว ๆ อย่างนี้ เป็นวงกว้าง ๆ ไว้ที่ก่อน. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa