น.165 วันที่ ๒๓ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๕๗ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒, ในวันนี้ จะได้กล่าวถึงธรรมะในฐานะเป็นเครื่อง มือตอนสุดท้าย จะไม่กล่าวอะไรมากมายหรือแปลกออก ไป เพียงแต่จะซักซ้อมส่วนที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งมากเรื่อง ด้วยกัน แล้วก็ชวนให้ฟันเผื่อ. แต่ว่าความมุ่งหมาย สำคัญ อยู่ที่จะตอบปัญหาสักข้อหนึ่ง ที่เป็นปัญหาสำคัญ หรือว่ากำลังรบกวนจิตใจคนทั่วไปอย่างยิ่ง คือปัญหาที่ว่า จะปฏิบัติธรรมะกันให้ครบถ้วนได้อย่างไร ? ๑๓๕
น.166 คนทั่วไปจะรู้สึกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำสั่งสอนมากเหลือเกิน เดี๋ยวตรัส อย่างนั้นเดี๋ยวตรัสอย่างนี้ มากมายอย่างนี้ จะปฏิบัติกันให้หมดสิ้นได้อย่างไร, หรือพูด อย่างภาษาคนที่ไม่จริงหรือไม่ตรงอยู่แล้ว ก็จะพูดว่าจะปฏิบัติให้หวาดไหวได้อย่างไร. การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของธรรมะ และความเป็นอันเดียว กันหมดในความสัมพันธ์อันนั้น. เราจะสำรวจดู พระพุทธภาษิต ที่เป็นคำสั่งสอนที่สำคัญ ๆ จะเห็นว่ามี มาก แล้วถ้าดูผิวเผินแล้วต่างกันมาก และพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไปในทำนองยกย่อง อย่างยิ่งทุกอย่างแต่ละอย่าง. ถ้าสมมุติว่าเป็นพ่อค้าขายของอย่างสมัยนี้ ก็มีอาการเหมือน กับว่า นี่ของฉันก็ดี นั่นของฉันก็ดี, นี่ก็ดี โน้นก็ดี เอายกขึ้นมาชูให้เห็นว่าดีไปหมด จนคนซื้อก็จะงงไปก็ได้. แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น มันกลายเป็นแต่เพียงของสิ่ง เดียว ยกขึ้นมาพูดในนาม หรือ ในชื่อที่ต่าง ๆ กัน อย่างที่เรากล่าวมาแล้วว่า : - ธรรมะสารพัดนึก ๔ อย่างนี้ นั่นก็ตรัสไปในทำนองท้าทายว่า ไม่เชื่อไป ถามพวกอื่นดู มีอะไรที่ดีกว่านี้; นี่สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ สำหรับกับคนทั่วไป. อิทธิบาท นี่ก็ตรัสมากที่สุดจนเห็นว่า การตรัสรู้มีขึ้นมาเพราะอิทธิบาท ตอนสุดท้ายว่าถ้าอยากจะมีอายุยืนอยู่สักกัปป์หนึ่งก็ยังได้ ด้วยอาศัยอิทธิบาท. สัมมัปปธานความเพียร ก็เป็นสิ่งธรรมดาที่สุด ที่ใครจะต้องมองเห็นว่า มันสำคัญอย่างไร. จึงได้ตรัสว่า คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร. ทีนี้มาถึง สติปัฏฐาน ๔ ก็มีความสำคัญเช่นคำว่า เอกายโน ภิกฺขเว มคฺโค - ภิกษุทั้งหลาย, นี้เป็นหนทางอันเอก ซึ่งเราขยายความออกไปว่าเป็นหนทางสายเดียว
น.167 เท่านั้น สำหรับคน ๆ เดียว แต่ละคนละคนเดิน ไปสู่สิ่งที่เป็นสิ่งเดียวที่สุดคือนิพพาน. นั้นก็เรียกว่ายกย่องถึงที่สุด สำหรับสติปัฏฐานนี้. อินทรีย์ หรือ พละ นั้น ก็ยกย่องมากเช่นเดียวกัน ในการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า. ไปค้นดูก็มี ทรงย้ำมากเรื่องอินทรีย์ ๕ ในขณะที่จะมีการตรัสรู้นั้นทำได้ อย่างไร. โพชฌงค์ ๗ ก็มีเครดิตมาก อย่างที่พูดมาแล้วเมื่อวานนี้. เรื่อง มรรคมี องค์ ๘ นี้ไม่ต้องสงสัย ; คุณก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในฐานะว่า นี่คือตัวพรหมจรรย์, มรรคมีองค์ ๘ คือตัวพรหมจรรย์ทั้งหมด, ที่เรียกว่าเป็น เพื่อนที่ดีที่สุด เป็นสหายที่ดีที่สุด และโดยตรงก็คือว่า นี่คือทางที่จะดับทุกข์เสียได้. นี้เรา ก็ยังมีอื่น ๆ อีกมาก. ทีนี้ ก็มีอีกประเภทหนึ่ง ที่ตรัสไว้ในฐานะสั้นที่สุด จนคนเข้าใจไม่ได้ เช่น ว่า ให้ปฏิบัติในลักษณะที่สรุปได้ว่า เมื่อตาเห็นรูปก็ สักว่า เห็น หูได้ยินเสียงก็ สักว่า ได้ยิน จมูกได้กลิ่นก็ สักว่า ได้กลิ่น อย่างนี้เรื่อยไป. สักว่า หมายความว่าไม่ได้จริง จังอะไร มันไม่มีความหมายอะไรเลย. ให้ปฏิบัติอย่างนี้ ซึ่งคนธรรมดาสามัญฟังแล้ว ก็จะรู้สึกไปในทำนองว่าไม่ได้สอนให้ปฏิบัติอะไรเลย ; แต่มันกลับเป็นตัวการปฏิบัติ อย่างยิ่ง. นี่เป็นการพูดตรง ๆ แท้ๆ ก็ยังฟังยาก. ถ้าเป็นการพูดอย่างอุปมา เป็นปริศนา แล้วก็ ยิ่งฟังยาก ต่อไปอีก ; ตัวอย่าง เช่นว่า ฆ่าบิดามารดาเสียเป็นคนอกตัญญู แล้วก็จะดับทุกข์หมด เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น.
น.168 ทีนี้เรามาสังเกตดูว่า ทำไมมันจึงยุ่งไปหมดอย่างนี้ ? ก็เพราะว่าเรา ฟังไม่ออก ฟังไม่ถูก ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้. ธรรมะที่เป็นหลักทั่ว ๆ ไป เป็นหมวดเป็นหมู่นั้น ก็พูดถึงสิ่งเดียวกันหมด ตั้งมากมาย หรือปฏิบัติตามธรรมะหมวดใดหมวดหนึ่ง หมู่ใดหมู่หนึ่ง ก็จะมีหมู่อื่นรวมอยู่ ด้วยหมด ที่นำมากล่าวไว้อย่างข้อเดียวสั้น ๆ. เมื่อปฏิบัติแล้วข้อธรรมะก็กระจายออกไป เป็นธรรมะหลาย ๆ หมู่ แต่ละหมู่ ๆ ก็หลาย ๆ ชื่อ กระจายออกไปได้หมด แล้วแต่ว่าจะ ดูเข้าหรือจะดูออก คือจะพูดให้มันกระจายให้มากออกไป หรือจะพูดในลักษณะที่รวบรวม สงเคราะห์เข้ามาให้เหลือน้อยเข้า น้อยเข้าจนเหลือสิ่งเดียวคำเดียว. นี้เป็นวิธีพูด พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไป ตามความเหมาะสมแก่ผู้ฟัง แก่เหตุการณ์ ฉะนั้น จึงมีหลาย แบบหลายอย่าง : ตรัสอย่างจำแนกกันออกไปก็มี, ตรัสอย่างสงเคราะห์เข้ามาให้ เหลือเพียงสิ่งเดียวก็มี, แล้วแต่จะทรงเห็นว่าผู้ฟังนั้นมีปัญญาหรือมีอะไรเท่าไร ก็ตรัส แค่ระดับนั้น ๆ. อย่างเช่นตรัสแก่พระพาฬิยะ ที่ว่าฟังแล้วชวนฉงน เมื่อเธอเห็นรูปต้อง สักว่าเห็น, เมื่อหูได้ยินก็ สักว่าได้ยิน; รวมความว่า เมื่อรู้สึกอะไร ก็สักว่ารู้สึก เมื่อนั้นตัวเธอก็ไม่มี. เมื่อตัวเธอไม่มี มันก็ไม่มีการไปการมา การเกิดการดับ อะไร ; นั่นแหละคือที่สุดของความทุกข์. ในคำพูดว่า "ตาเห็นรูปสักว่าเห็น หรือว่ารู้สึกอะไร สักว่ารู้สึก" นี้ มันกิน ความหมดเลย เพราะการที่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการรวบเอาไว้ซึ่งความหมายของ ธรรมะทั้งหมด ; อย่างน้อยก็ในฐานะที่เป็นผล ของการปฏิบัติเบ็ดเตล็ดเรี่ยราดทั้งหมด นั้นเข้ามาไว้ คือเกิดประมวลเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. นี้เรื่องก็หมดกันเท่านั้นเอง.
น.169 บางคนฟังเท่านั้น ประพฤติเท่านั้นก็ทำได้เสียแล้ว ; แต่บางคนไม่ได้ ต้อง แจกแจงออกไปอย่างนั้นอย่างนี้ ตามสัดส่วนของความโง่ของเขา. ที่นี้ มาถึงพวกอาจารย์ ชั้นต่อ ๆ มารับเอาคำสอนต่อมา ชอบในการที่จะขยายออกในแง่นั้น แง่นี้ ขยายให้ละเอียด ลึก, ลึกไปจนเกินความจำเป็น เกิดพวกที่เรียกว่าอภิธรรมขึ้นมา ก็ยิ่งมากใหญ่ เป็น อภิธรรมส่วนเกิน คือธรรมะส่วนเกินสำหรับคนธรรมดา. มาถึงพวกเรา สมัยนี้ โดยเฉพาะ ก็ชอบขยายออกไป ชอบแจกออกไป ในทางที่ตัวถนัด เพื่อจะหาประโยชน์มากกว่าอย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติเพื่อดับ ทุกข์ โดยตรง อย่างนี้ก็มาก. คนสมัยปัจจุบันจึงตกอยู่ในฐานะที่เรียกว่าลำบากโชคร้าย ที่พบแต่ความมากมาย จนเวียนหัว จนพันเผื่อ. ทีนี้ จากการพิจารณาธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ. นี่จะเห็นได้ว่า เราไม่ จำเป็นที่จะต้องรู้สึกว่ามากมาย หรือเวียนหัว คือปฏิบัติธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ หมวดใดหมวดหนึ่ง แล้วจะเนื่องหมวดอื่น หรือเป็นอันเดียวกัน ที่สำคัญที่สุด : - ยกตัวอย่างเช่น สติปัฏฐาน ๔ จะปฏิบัติในรูปอานาปานสติ ๑๖ ขั้นก็ตาม หรือในรูปสติปัฏฐาน ๔ สี่หมวดแยกกันก็ตาม ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ก็จะมีอะไรครบหมด อยู่ในนั้น ; แม้ที่สุดแต่หมวดแรกที่สุด ที่เราจะกำหนดลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น รู้จักลมที่ปรุงแต่งร่างกาย และควบคุมลมหายใจให้รำงับอยู่. ทำอยู่อย่างนี้เท่านั้นแหละ คือว่านั่งกำหนดลมหายใจ เพื่อจะหาวิธีทำให้มันรำงับลง ๆ เท่านั้นแหละ มันก็มีอะไรหมด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดที่สำคัญที่สุดที่ท่านแนะให้ทำ ก็แนะให้ดูว่า ในเมื่อเรากำหนด ลมหายใจ ทำให้ระงับอยู่อย่างนี้ ก็เป็นโพชฌงค์ครบทั้ง ๗ ได้อย่างไร : -
น.170 ข้อหนึ่ง เมื่อนั่ง กำหนดลมหายใจอยู่ อย่างนั้น ก็ลองคิดดูเอง ; มัน เป็น สติข้อที่ ๑ ของสัมโพชฌงค์ เพราะต้องทำด้วยสติ ต้องมีสติถึงขนาด จึงจะกำหนด ลมหายใจได้, และกำหนดได้เท่าไร รู้สึกอยู่อย่างไร ก็มีสติที่จะรู้ว่า มันเป็นอยู่อย่างไร ด้วย. กำหนดอยู่เสมอตลอดเวลา ก็เรียกว่ามีสติอยู่ในขณะที่ฝึกปฏิบัติการกำหนด ลมหายใจนั้นเอง. ข้อสอง ธัมมวิยะ หรือธรรมวิจัย โพชองส์ข้อที่ ๒ ก็มีอยู่ ในการที่ เราคอยสังเกตอย่างละเอียดลออเกี่ยวกับลมนั้น ; จะกล่าวให้หมดก็ว่า นับตั้งแต่เราเลือก เอาวิธีนี้มาปฏิบัติ ก็เป็นธรรมวิจัยอยู่แล้ว. ทีนี้เมื่อปฏิบัติอยู่ มันต้องมีอาการที่ เรียกว่าวิจัย ๆ นี้อยู่ตลอดเวลา คือสังเกตกันอย่างละเอียดเกี่ยวกับลมนั้น, แล้วก็เนื่องออก ไปถึงมีผลอะไรเกิดขึ้น, มีอุปสรรคอย่างไร แก้ไขอย่างไร, นี้มันก็เป็นธัมมวิจัย สัมโพชฌงค์ข้อที่ ๒ อยู่เต็มตัว. ข้อสาม เราพยายามเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติอยู่ด้วยความพากเพียร นี้มันก็เป็น วิริยะสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๓ อยู่เต็มตัว. ข้อสี่ ครั้นเราพอใจในการปฏิบัตินี้ แน่ใจในการปฏิบัตินี้ก็ดี หรือว่าเมื่อ ประสพความสำเร็จแม้แต่นิดหนึ่งก็ดี ในขณะนั้นเราก็พอใจ เรียกว่ามี มิติสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๔ อยู่แล้ว ในฐานะเป็นเครื่องมือสำคัญที่หล่อเลี้ยงปฏิบัติเอาไว้ ให้ชุ่มชื่นไม่ เบื่อหน่าย. ข้อห้า เมื่อทำไป ๆ จนรำงับลง ลมหายใจรำงับลง กายรำงับไป, เรียก อีกอย่างหนึ่งว่าลมหายใจเข้ารูป มันจึงลดลง ; เมื่อถูกต้อง เข้ารูป ลดลง รำงับลง นี้ก็ เรียกว่ามี ปัสสันธิสัมโพชฌงค์ข้อที่ ๔ อยู่แล้ว.
น.171 ข้อหก ในการทำนั้นต้อง ทำด้วยสมาธิ แม้ที่สุดแต่ในขณะลงมือทำก็เรียก ว่า ปริกรรมสมาธิ เริ่มเพ่งจิตที่ลมหายใจนี้ ก็เรียกว่าเป็นปริกรรมสมาธิอยู่แล้ว. ที่นี้ ทำมาได้จวนจะเป็นสมาธิ ก็เรียกว่าอุปจารสมาธิอยู่แล้ว ทำเป็นสมาธิมากอยู่เหมือนกัน. ทีนี้เราทำได้ถึงขนาดว่าลมหายใจรำงับ เป็นเพียงขั้นปฐมฌาน ก็เป็นสมาธิเต็มตัว เรียกว่า เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ข้อที่ ๖ อย่างเต็มตัว. ข้อเจ็ด การที่รักษาสภาพอย่างนั้นไว้ได้สม่ำเสมอไป ก็เรียกว่า อุเบกษา สัมโพชฌงค์ อยู่แล้ว ; นี้ก็เป็นโพชฌงค์ครบทั้ง ๗ บริบูรณ์ อยู่ในการที่นั่งกำหนดลม หายใจเข้าออกอยู่เท่านั้น. นี่แล้วมันจะมากมายอะไร ในเมื่อทำอยู่อย่างเดียวอย่างนี้ คือเจริญสติปัฏฐาน ๔ แม้จะเพียงข้อที่ ๑ เท่านั้น ก็มีลักษณะอาการแห่งโพชฌงค์ทั้ง ๗ อยู่ครบถ้วนตามมาก ตามน้อย. หรือว่าจะมองดู่ในลักษณะของอานาปานสติ ๑๖ ขั้น, กลุ่มที่หนึ่ง ๔ ขั้น ที่เรียกกลุ่มกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน นั้นก็เป็นอย่างเดียวกัน เป็นสติปัฏฐานอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น สติอย่างเดียวเท่านั้น มันก็มีอะไรหมดอย่างนี้. ที่นี้จะมอง คู่ในแง่ของมรรคมีองค์ ๘ บ้าง เมื่อเราเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ ในรูปอานาปานสติอย่างนี้ ก็มีมรรคมีองค์ ๘ มีองค์แห่งมรรคครบทั้ง ๘ องค์ : - มรรคองค์ที่ ๑ เมื่อนั่งทำอยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ รู้อยู่อย่างนี้ ก็เรียกว่า มีสัมมาทิฏฐิ มรรคองค์ที่ ๑ แล้วสัมมาทิฏฐินั้นมีมาตั้งแต่แรก ที่ดึงมาให้ทำการ
น.172 ปฏิบัติเรื่องนี้ และเมื่อทำอยู่ เป็นคนมีสัมมาทิฏฐิอยู่. ถ้ายิ่งทำไป ทำอานาปานสติไปได้ ถึงกลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่ ๔ แล้วก็ไม่ต้องสงสัยอะไร คือความงอกงามของสัมมา- ทิฏฐิ ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ๆ. กลุ่มสุดท้ายจะมี อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสีนั้นแหละลือ ยอดสุดของสัมมาทิฏฐิ : เห็นความไม่เที่ยงอย่างสมบูรณ์. แม้ว่าในกลุ่มที่ ๑ ทีแรก ลงมือกำหนดลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น กำหนดลมทั้งปวง แล้วก็ทำให้รำงับอยู่ ; นี้คือสัมมาทิฏฐิ คือความฉลาดเฉลียวของคนที่ปฏิบัติ แล้วก็รู้มากขึ้น รู้จริงมากขึ้นทุกๆ นาที ที่มีการปฏิบัติ พอกพูนความฉลาดความรู้จริงมากขึ้น. . มรรคองค์ที่ ๒ สัมมาสังกัป โป - ความดำริชอบ หมายความถึงปรารถนา ชอบ ใฝ่ฝันชอบ หวังชอบ อะไรชอบ ; นี้ก็เกือบจะไม่ต้องบอก ว่าคนที่นั่งทำอยู่ อย่างนี้ พยายามอยู่อย่างนี้ จะไม่เรียกว่าดำริชอบ หรือใฝ่ฝันชอบได้อย่างไร ในเมื่อ ต้องการถูกต้องที่สุด และต้องการอยู่จริงๆ หวังความสำเร็จอยู่จริง ๆ. ถ้าว่าจะพูดให้มันสูงขึ้นไปว่า สัมมาทิฏฐิ นั้น เล็งถึงการเห็นหรือรู้ อริย- สัจจ์ ๔ ก็ในการพิจารณาลมหายใจ ทำให้รู้เห็นทุกข์ เห็นเหตุที่ให้เกิดทุกข์ ได้ใน ปริยายต่ำ ๆ หรือว่าสัมมาสังกัปโป จะหมายถึงดำริออกจากกาม ดำริในความไม่ พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน เหมือนที่ท่องจำกันอยู่ ก็ขอให้มองดูในแง่ที่ว่า ผู้ที่ปฏิบัติอานาปานสติอยู่นั้นย่อมมีความหวัง หรือมีความหวังที่สำเร็จแล้ว ในการออกมา เสียจากโลก จากกาม แล้วก็ไม่พยาบาทใครไม่เบียดเบียนใคร. ถ้ามัวพยาบาทใคร เบียดเบียนใครอยู่ย่อมทำไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงมีสัมมาสังกัปโป ในแง่ไหนก็ตามอยู่แล้ว ในตัวการเจริญอานาปานสติ. มรรคองค์ที่ ๓ - ๔ - ๕ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชี โว ก็ดูเอาเอง การพูดจาในเวลานั้นเป็นอย่างไรถ้าจะมีการพูดจา ; ถ้าจะนึ่งเสีย ก็ไป
น.173 มีผลของการพูดจาที่ถูกต้อง, เป็นผลเหมือนกับมีการพูดจาที่ถูกต้อง, ถ้าพูดมันก็พูด แต่วาจาที่ถูกต้อง. สัมมากัมมันโต - การงานชอบ นี้คือยอดสุดของการงาน การทำอยู่อย่างนี้ คือยอดสุดของการงาน ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่อะไร เหมือนตามที่ จำแนกไว้ แล้วก็ไม่ไปทำอะไรชนิดที่เป็นความทุกข์ เป็นความเสียหาย. สัมมาอาชีโว - เลี้ยงชีวิตชอบ ดูกันในแง่ไหนก็ได้ ; ดูในแง่ของการ เลี้ยงชีวิต หาเลี้ยงชีวิตก็ได้ คือว่าทำอยู่อย่างภิกษุนี้ เรียกว่าหาเลี้ยงชีพชอบตามวิธีของ สมณะ. . ถ้าสัมมาอาชีโว จะแปลว่า ดำรงชีวิตชอบ นั่นก็คือการดำรงชีวิตที่ชอบที่สุด ; จะมองในแง่ว่าหาเลี้ยงชีวิตก็ตาม จะมองในแง่ว่าดำรงชีวิตอยู่ก็ตาม มันเป็นเรื่องชอบ ทั้งนั้น. สำหรับผู้ที่นั่งทำอานาปานสติได้สำเร็จอยู่ในขณะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว; คนทั่วไปฟังแล้วจะรู้สึกว่าแกล้งพูดและเอาเปรียบมากไป เอาเปรียบจริงๆ ว่าอยู่นิ่ง ๆ ก็ให้มีอย่างนี้หมดครบถ้วน หรือปฏิบัติธรรมอยู่ ก็พาลถือ เอาว่ามีการเลี้ยงชีวิตชอบเสียแล้ว, ไม่เห็นว่าไปทำมาค้าขายอะไรที่ไหน. นั่นแหละ เขาไม่รู้จักเรื่องฝ่ายวิญญาณ รู้จักแต่เรื่องฝ่ายวัตถุ เรื่องทำมาค้าขาย. นี่เรื่องฝ่ายวัตถุ เลี้ยงชีวิตชอบ. เรื่องฝ่ายวิญญาณ นี้ก็คือว่า ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน เพื่อประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่นก็ตาม เขามีการทำอยู่อย่างนี้ แล้วก็ได้มาบริโภคด้วยการทำอยู่อย่างนี้ เรียกว่าอาชีพของบรรพชิต . พูดกลับกันอีกทีหนึ่งว่า มีกินใส่ปากอยู่ เมื่อทำอย่างนี้ ก็เรียกว่ามีกินใส่ปากอยู่ ก็ด้วยอาการที่ชอบ.
น.174 ที่ว่านี้ผมบอกเลยว่า ผมไม่ได้ว่าเอง คำอธิบายอย่างนี้ไม่ใช่ผมแกล้งว่าเอาเอง มันมีอยู่แล้วในพระคัมภีร์ เช่น คัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรค ที่อธิบายถึงการสโมธานธรรม ว่าเมื่อเราทำอยู่อย่างนี้นั้นมีธรรมะอะไรบ้างกี่อย่าง ที่อาจจะประมวลเอามาได้ สโมธาน มาได้. นี่คืออาการที่เรียกว่าธรรมสโมธาน. เมื่อเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้อย่างเดียวคือทำ อานาปานสติ มันก็ลากเอาธรรมะทุกหมวดทุกอย่างมาได้ มีสัมมาทิฏฐิอยู่ในนี้ มีสัมมา- สังกัปโปอยู่ในนี้; แล้วก็มีที่ไม่น่าจะมี หรือไม่น่าจะพูดก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว - เลี้ยงชีวิตชอบอยู่ในขณะนี้. เขามองกันลึกกว้าง. สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิไม่ต้องพูดถึง มันมีอยู่ชัด ๆ เต็มตัว. เมื่อทำอานาปานสติอยู่ก็มีสัมมาวายาโม - ความเพียรชอบ มีสัมมาสติ - สติชอบ มีสัมมา- สมาธิ - สมาธิชอบอยู่อย่างเต็มตัวโดยตรง, ตรงตามชื่อตามตัวอักษร. นี้ไม่ต้อง อธิบาย ; อธิบาย แต่ว่าในขณะนั้นมันมีความเห็นชอบ ดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ อย่างไร. ขอให้ไปดู ในส่วนนั้นให้มาก จนกระทั่งมองเห็นว่า อ้าว, นั่งอยู่ที่โคนไม้ เจริญอานาปานสติอยู่ ทำไมจึงมีโพชฌงค์ ๗ ครบ มีมรรคมีองค์ ๘ ครบ บริบูรณ์ นั่นแหละคือคำอธิบายที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติอยู่ ย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์, เมื่อมีสติปัฏฐาน ๔ อยู่ ก็มีโพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์, เมื่อโพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ก็มีวิชชาและวิมุตติ บริบูรณ์. นี่เขาให้เห็นว่า เมื่อปฏิบัติธรรมะชื่อใดชื่อหนึ่งอยู่ มันหมายถึงปฏิบัติธรรมะ ทุกชื่อได้อย่างไร จนมองเห็นว่ามันจริงอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่แกล้งว่าแกล้งพูดอย่างเอา เปรียบ.
น.175 ขอให้ถือว่าการพูดในวันนี้ พูดเพื่อการทดสอบที่พูด มาแล้ว ว่า เข้าใจหรือเปล่า ? อย่างเดียวกับการสอนในโรงเรียน เมื่อพูดกันมากพอแล้ว ก็ทดสอบ ถามนักเรียน ทดสอบดูว่าเข้าใจว่าอย่างไร ? ก็ถามนักเรียนคนนั้น ถามนักเรียนคนนี้ ถามนักเรียนคนโน้นดูว่าอย่างไร, อย่างไร, ให้นักเรียนตอบมาว่าถูกหรือไม่. เดี๋ยวนี้ เราไม่จำเป็นจะต้องทำถึงขนาดนั้น แต่เป็นการทดสอบเหมือนกันว่า ผู้ฟัง ๆ ไปแล้วเข้าใจ ว่าอย่างไร. ขอให้ไปทดสอบดูเอาเอง ; ฉะนั้น จึงว่าวันนี้ไม่พูดอะไรมาก นอกจากจะ พูดเพื่อเป็นการทดสอบ ยกเอาโพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ เป็นหลักสำหรับการทด สอบที่สำคัญที่สุด ว่า เมื่อปฏิบัติธรรมที่เป็นตัวพุทธศาสนา หรือ เป็นหัวใจพุทธ - ศาสนาชื่อใดชื่อหนึ่งอยู่ จะมีธรรมทั้งหมดในพุทธศาสนาได้อย่างไร. เมื่อมองกลับก็ว่า เมื่อปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนาทั้งหมดอยู่ มันรวมลง ไปได้ในคำพูดคำเดียว หรือชื่อเพียงชื่อเดียวว่าอย่างไร. เราปฏิบัติอานาปานสติ กลายเป็นมีโพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘; ทีนี้เราปฏิบัติโพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ ก็กลายมาเป็นอานาปานสติคำเดียว หรืออาจจะเป็นชื่ออื่น ธรรมะชื่ออื่นก็ได้. ในทำนอง เดียวกันนี้ก็ได้ แต่นี่เรายกตัวอย่างอานาปานสติ หรือสติปัฏฐาน ๔ ว่าปฏิบัติอานาปานสติ อยู่ ก็เป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติโพชฌงค์ ๗ ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้. ทำไมต้องพูดกันหลาย ๆ พวก หลาย ๆ หมวด หลาย ๆ หมู่อย่างนั้น ? เพราะว่าแต่ละหมู่นั้นเล็ง ถึงหน้าที่ อย่างหนึ่ง ๆ ก็มี, เล็งถึงความสัมพันธ์ระหว่าง หน้าที่ก็มี ; เล็งถึงความสำเร็จในขณะที่มีการปฏิบัติหน้าที่ไปตามลำดับ ๆ อย่างนี้ ก็มี.
น.176 ขอให้ย้อนไปนึกถึงที่พูดมาแล้วว่า เราจะต้องมีเครื่องมือ, มีการใช้เครื่องมือ, มีความถูกต้องในการใช้เครื่องมือ, มีการก้าวหน้าไปในการงานจนถึงความสำเร็จ. ถ้าเป็น การเดินทาง เราก็ต้องมีถนน ต้องมีรถมีคนขับรถ แล้วก็มีการไปอย่างเรียบร้อย แล้ว ก็มีการถึง ; มันแยกออกได้เป็นส่วน ๆ อย่างนี้ ; ในส่วนหนึ่งเขาเรียกเป็นธรรมหมู่หนึ่ง ธรรมะกลุ่มหนึ่ง แล้วมัน ยังสัมพันธ์กันหมดทุก ๆ ข้อและทุก ๆ หมู่ การนั่งพิจารณาทบทวนอย่างนี้เรียกว่านั่งสโมธานธรรม หรือทำธรรมสโมธาน นั่งกระทำ ธรรมสโมธาน คือ ประมวลมาซึ่งธรรมทั้งหลายจากรอบด้าน มาดู ; อย่าง น้อยที่สุด เป็นการหล่อเลี้ยงปีติ. ถ้าใครเป็นคนไม่ค่อยจะปีติกับเขาได้ ไม่รู้สึกปีติ ก็เอาอาการอย่างนี้มาใช้ มาปฏิบัติอยู่ พอจะมีบีติว่าเราพอจะมีอะไรเกิดขึ้น มีความสำเร็จแล้วก็พอใจได้. เพราะ- ฉะนั้น เขาจึงพูดถึงธรรมสโมธานนี้อยู่เสมอเรื่อย ๆ ไป เคียงคู่ขนานไปกับการปฏิบัติ ซึ่ง เป็นเหมือนกับการหล่อเลี้ยงความหวัง. ปีตินี้มันหล่อเลี้ยงความหวัง เหมือนเราขับรถ ม้าพารถวิ่งเรื่อยไปเรียบร้อย ราบรื่นแล้ว คนนั่งปีติอยู่ก็ได้, ถือเชือกบังคับม้าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรก็ไม่กระดุก กระดิกอะไรเลย แต่ในใจมันก็มีปีติได้. ถ้าจะดูกันในแง่ของถนนก็ดูได้มากแง่, ดูในแง่ของรถก็ดูได้มากแง่, ในแง่ คนขับรถก็ดูได้มากแง่, ดูการไปก็ดูได้มากแง่, ดูการถึง ก็ดูกันได้มากแง่, แล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากการถึง ก็ยิ่งมากมาย. ถ้ารู้จักดูหมดนี้ ก็เรียกว่าเป็นผู้มีธรรมสโมธาน เก่ง และสามารถที่จะสโมธานธรรมมาได้เก่ง ; เขาก็รู้สึกเป็นสุขพอใจตลอดเวลา.
น.177 นั่นแหละดูเถิดว่าจากการอย่างที่กล่าวมา เราจะดูกันเหลี่ยมไหนก็ได้ เหลี่ยมคูมันมีให้ดู มากมายไปหมดเลย. เราจะย้อนไปดูมาตั้งแต่ต้นว่า มีสัจจะ หมะ ขันตี จาคะ อยู่ในการกระทำ อย่างนี้อย่างไรบ้าง ? ก็จะดูเห็นว่า มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อย่างไรบ้าง ? ก็เห็นได้ว่า เครื่องมือพื้นฐาน เครื่องมือสารพัดนึก ก็มีการทำงานอยู่อย่างเต็มที่. ทีนี้ พวกเรามักจะอัดเข้าไป - อัดเข้าไป - อัดเข้าไป จนไม่รู้ว่าอะไร เพื่อ อะไร อย่างไร ก็ต้องเวียนหัวไม่ต้องสงสัย. ผมก็เคยเวียนหัวด้วย ความมากมายของ ธรรมะ และเมื่อ จับใจความไม่ได้ ก็รู้สึกว่ามันมาก มันพันเผื่อ วนเวียน และบางที ก็คัดค้านกันเองเสียด้วย : ธรรมะหมวดนี้คัดค้านกับธรรมะหมวดโน้น, ธรรมะหมวดนี้ ก็จะดึงไปทางนี้ ธรรมะหมวดโน้นก็จะดึงไปทางโน้น นี่เราโง่เอง อย่างน้อยที่สุด ก็โง่ในข้อที่แยกออกเป็น ธรรมะชาวบ้าน ธรรมะบรรพชิต หรือธรรมโลกิยะ ธรรม โลกุตตระ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูก. ขึ้นชื่อว่า ธรรมะ แล้วมันพาไปหาจุดหมายปลายทางเสมอ แม้ชาวบ้าน ประพฤติธรรมะก็พาไปสู่จุดนั้น, แม้บรรพชิตประพฤติ มันก็จะพาไปสู่จุดนั้น. ธรรมสูงสุดที่เรียกว่า โพชฌงค์ เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น " ก็ดึง เอามา ใช้สำหรับชาวบ้าน ฆราวาส ทำไร่ไถนา อยู่ตามบ้านตามสวนตามเรือนนี้ก็ได้เหมือนกัน เพราะเป็นหลักที่เป็นเครื่องมือ หรือความสัมพันธ์แห่งเครื่องมือ. ดูกันอีกทีหนึ่ง วันนี้ ไม่พูดอะไรมากแล้ว ; จะพูดแต่เรื่องทดสอบ หรือชี้ให้เห็นส่วนที่พูดมาแล้ว
น.178 ตัวอย่าง ชาวนาทำนา ตาสีตาสาโง่เง่า ไม่รู้หนังสือ ; เมื่อแกทำนาถูก ต้องตามวิธีการของการทำนา ซึ่งถ่ายทอดกันมาด้วยการเห็น, เห็นบรรพบุรุษทำ ไม่ได้ ศึกษาในวิทยาลัยที่ไหน ๆ มา ก็ยังมีโพชฌงค์ทั้ง ๗ อยู่ในตัวโดยไม่รู้สึก : - เริ่มด้วย มีสติ ไม่พันเพื่อน ไม่ใช่คนบ้า แล้วก็มีสติระลึกอะไรได้รอบคอบ ทั่วถึงดี ไม่ถึงกับว่าไปไถนาแล้วลืมเอาควายไปด้วย ซึ่งเป็นคำพูดใช้สำหรับด่า. ตาม ประเพณีของคนทางภาคใต้ เขาด่าว่า "ไปไถนาแต่ลืมควายไปด้วย" นั่นคือเพราะไม่ มีสติ. ทีนี้ ชาวนาคนนี้เขาเอาอะไรไปครบถ้วนถูกต้อง ก็เพราะ มีสติ ไม่ลืมควาย ไม่ลืมไถ ไม่ลืมอะไรที่จะต้องเอาไปใช้ที่นา ตลอดถึงเมื่อไถนาอยู่นั้น ก็มีสติ อยู่ อย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นจะไถนาเรียบร้อยไม่ได้, ในตัวความชำนาญนั้นเอง ก็มีสติหรือ เป็นสติอยู่แล้ว. สำหรับ ธัมมวิยะ คือ การวิจัยข้อเท็จจริงต่างๆ หรืออะไรต่างๆ นี้ มีอยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว คือการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี และยังไถนาได้ ; ฉะนั้น ตลอดเวลา จะต้องมีความฉลาด ที่เป็นธัมมวิจัยอยู่ในการไถนา ในการปักดำนา, หรือแม้แต่กิจการ ที่จะกำจัดโรคภัยของต้นข้าว อุปสรรคศัตรูของต้นข้าว ก็ต้องมีธัมมวิจัยที่สมบูรณ์อยู่ใน เรื่องของการทำนา ซึ่งเป็นโพชฌงค์ข้อที่ ๒. โพชฌงค์ข้อที่ ๓ คือวิริยะ ก็เห็นอยู่ชัด ชาวนาเหงื่อไหลอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็คือพากเพียรทุกอย่าง.
น.179 โพชฌงค์ข้อที่ ๔ คือปีติ นี่ ชาวนามาตราฐาน และบรรพบุรุษของเราก็ พอใจในการทำนา ไม่อยากไปเป็นนายกรัฐมนตรี. ลูกหลานสมัยนี้ ที่บ้าและโง่ ทะเยอทะยานที่จะเป็นอะไรไปมากกว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก. เมื่อผมเด็ก ๆ ก็ยังจำได้ มีบางคนพูดแสดงชัด ๆ ออกมาว่า ไม่ยอมเลิกการทำนา ให้ไปเป็นนายอำเภอก็ไม่เอา. คือว่าเขารักการทำนาเป็นชีวิตจิตใจ. ฉะนั้น เขามีปีติ ปราโมทย์ในการที่ได้เป็นชาวนา แล้วมีความสำเร็จในการทำนาเป็นลำดับไปทุกวัน ๆ และเมื่อจับคันไถอยู่มันสบายใจที่สุด. ชาวนาบางคนร้องเพลง มีความอิ่มใจที่เห็นว่าต้นข้าวขึ้นมา มีท้องแล้ว ฯลฯ ตลอดเวลา เขาจึงสบายอยู่ตลอดเวลา ไม่ตกนรกทั้งเป็นเหมือนชาวนาสมัยนี้. ชาวนา สมัยผมเป็นเด็ก ๆ กับชาวนาสมัยนี้ผิดกันมาก ; ความรู้สึกมันเปลี่ยน ความเจริญของแผน ใหม่มาครอบงำไม่อยากเป็นชาวนา. เมื่อเขามีปีติแล้ว ก็มีบัสลัทธิ - สงบระงับความกระวนกระวายใจได้ แล้วก็มี การเข้ารูป ลงรูป ที่ผมใช้คำพิเศษเฉพาะนี้เอาเองว่า "มีการเข้ารูปลงรูป" ทำให้ไม่ต้อง ดิ้นรนขวนขวายกระวนกระวาย เป็นบัสสิทธิเป็นความสงบระงับแห่งความทะเยอทะยาน ที่จะไม่ไปเป็นอะไรที่ไหนได้. ชาวนาก็ มีสมาธิ และต้องมีอุเบกขา อย่างยิ่ง เพราะว่าต้นข้าวไม่ได้ออก รวงในวันเดียว เมื่อการทำนาถูกต้องแล้วก็มานั่งดูเฉย ๆ สบายใจไปพลาง นั่งดูเฉย ๆ ไปพลาง ทนได้รอได้จนกว่าจะถึงวันที่จะเกี่ยวข้าว เก็บข้าวมาใส่ในยุ้งในฉาง ; ฉะนั้น ความครบของโพชฌงค์มีอยู่แม้ในการทำงานอย่างนี้.
น.180 ดูในแง่ของมรรคมีองค์ ๘ บ้าง : ทิฏฐิ ของชาวนาก็ชอบแล้ว ที่เลือก เอาอย่างนี้, ความใฝ่ฝัน ความหวังของแกก็ชอบแล้วที่เป็นอย่างนี้. เมื่อทำอย่างนี้อยู่ การพูด ก็ไม่เป็นพาล, การงาน ก็ไม่เป็นพาล, อาชีพ ก็ไม่เป็นพาล มันชอบไปหมด ; แล้วก็ มีความเพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ มีอยู่ตามสัดส่วน. เมื่อชาวนามีความ พากเพียรที่ถูกต้อง, มีสติควบคุมตัวที่ถูกต้อง, มีสมาธิปักใจมั่นในหน้าที่การงานของตน อย่างถูกต้อง, ก็มีมรรคมีองค์ ๘ ตามระดับของชาวนา หรือระดับของการงานในขั้นของ ชาวบ้านชาวโลกอย่างนี้ ครบมรรคมีองค์ ๘ ประการ. ที่เรียกว่า โลกิยธรรมนี้คือบุพภาค หรือ รากฐานอันแรกของ โลกุตตรธรรม. อย่าไปเข้าใจว่าโลกิยธรรมนี้ สำหรับชาวบ้าน ที่จะต้องโลภโมโทสัน, จะต้องสกปรกโสมมในเรื่องกามารมณ์, เรียกว่าเรื่องของชาวบ้าน ; นั่นเป็นข้อแก้ตัว สำหรับจะเป็นคนสกปรก ว่า "เราเอาเพียงโลกิยะโว้ย” แล้วก็ไปสกปรกสำมะเลเทเมา ; ฉะนั้น จึงแบ่งแยกกันเรียกว่าโลกิยมรรคหรือโลกุตตรมรรค. ถ้ามรรคมีองค์ ๘ ยังไม่ถึง ขนาดที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยสมบูรณ์ ก็ยังเรียกว่า โลกิยมรรคไปก่อน. คือว่ามันยังกลับได้. โลกิยะ หมายความว่ายังกลับหลังมาสู่ความเป็นปุถุชนนี้ได้ ก็เรียกว่า โลกิยะ คือจิตใจยังกลับทำผิดได้ เรียกว่า โลกิยะ. ถ้าจิตใจที่แน่ไม่มีการทำผิดอีกต่อไป มีแต่ก้าวไปทางถูก นี้เรียกว่าโลกุตตระ. เป็นอันว่าในการทำนานี้ ก็มีทั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้ มีโพชฌงค์ ๗ ก็ได้ มีอิทธิบาท ๔ ก็ได้ มีสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้ มีอินทรีย์ ๕ พละ ๕ ก็ได้ แล้วก็ต้องมี อย่างยิ่งก็คือธรรมะสารพัดนึก คือสัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ.
น.181 ทีนี้ คุณก็ไปพิจารณาดู ตามที่ผมอุปมาให้ฟังว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง, ชีวิตนี้เป็นการทำสงคราม, ชีวิตนี้เป็นการทำนา, ชีวิตนี้เป็นการค้าขาย, ทุกแง่ทุกมุม มุมไหนก็ตาม จะประกอบพร้อมอยู่ด้วยธรรมะเหล่านี้ : มรรคมีองค์ ๘ โพชฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ สติปัฏฐาน ๔ อิทธิบาท ๔ เรื่อยลงมา. คนค้าขายที่ถูกต้องก็มีลักษณะของธรรมะเหล่านี้ ครบหมดในฐานะเป็นเครื่อง มือ ก็ค้าขายได้ดี. แม้แต่แม่ครัวจะตำน้ำพริกแกงสักครกหนึ่งในครัว ก็ต้อง มีสติ ตำ มีธัมมวิจยะ มีความฉลาดรอบคอบไหวพริบทำ มีความพากเพียรทำ มีปีติ พอใจใน การตำเครื่องแกงนี้ แล้วก็มีการได้ที่ การถูกต้องสำเร็จไปตามลำดับ เขามี กำลังใจทำ มีอุเบกขา รอได้จนกว่ามันจะแหลกละเอียดจนไปใส่แกงได้. ตัวอย่างที่กล่าวมานี้มันมากหรือน้อยไปคุณไปคิดดู. คนที่เขาอยากจะแย้ง จะค้าน ตามวิสัยของเขาก็แย้งได้ ; แต่คนที่มองไปตามข้อเท็จจริงต่างๆ ในส่วนลึก ของธรรมะแล้ว ก็เห็นได้ว่า มันมีแม้แต่แม่ครัวโง่ ๆ ไม่รู้อะไรมากไปกว่าการทำครัว ก็มีธรรมะที่เป็นความฉลาดอย่างยิ่งอยู่ในตัว เรียกว่าเป็นของที่ต้องมีทั่วไปหมดในสิ่งที่ เรียกว่าชีวิต, ในสิ่งที่เรียกว่าชีวิตจะต้องมีธรรมะเหล่านี้ครบหมด. ธรรมะจะขยายรายชื่อออกไปเท่าไรก็ได้ สรุปให้เหลือเพียงชื่อเดียวคำเดียวก็ได้. นี้เรียกว่า ธรรมสโมธานแก่ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ มีลักษณะ มีชนิด มีหน้าที่การงาน มีความสัมพันธ์ในหน้าที่การงาน มีการก้าวหน้าไปในการงาน มีความสำเร็จในการงาน เรียกว่าธรรมสโมธาน. มอง ดูแล้วเห็นว่า มีธรรมอะไรบ้าง ในชีวิตนี้ แล้วจะไม่สับสนไม่ฟันเผื่อไม่เวียนหัว มันจึงจะมีความสุขได้จากธรรมะ หรือ จากศาสนา. เดี๋ยวนี้ขาดสิ่งนี้และกำลังเวียนหัวอยู่เป็นส่วนมาก ขอให้ไปคิดดูให้ดี. เวลาของเราก็หมด
Buddhadasa