น.183 วันที่ ๒๖ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๖๐ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒. บัดนี้เป็นเวลาของ พรรษาที่ล่วงไปแล้วสองในสามส่วน ซึ่งจะต้องนึกถึง สำหรับ ผู้ที่บวชหนึ่งพรรษา ว่าขณะนี้เวลาล่วงไปแล้วถึงสองส่วนใน สามส่วน มีอะไรที่จะต้องทำ จะต้องศึกษา ก็จะได้จัดให้ มันลงจังหวะกัน. สำหรับในวันนี้จะได้กล่าวถึง ธรรมะใน ฐานะที่เป็นตัวชีวิต เสียเอง เพื่อเข้าใจคำว่าธรรมะในฐานะ เป็นเครื่องมือยิ่งขึ้น. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ภาษาพูดของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำความยุ่งยาก ลำบาก ในระหว่างการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในทางธรรมะชั้นสูง. ๑๕๓
น.184 เขาพูดกันว่า ภาษานี้มันเป็นสื่อสำหรับทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ; พูด อย่างนี้มันถูกแต่ในเฉพาะเรื่องราวตามธรรมดาสามัญเท่านั้น, เป็นเรื่องของเด็ก ๆ หรือ คนธรรมดาสามัญ. แต่พอถึงเรื่องของธรรมะ หรือ ธรรมะชั้นสูง ขึ้นไปแล้ว ภาษา นี้ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว ; มัน มีเรื่องสับสน เพราะผิดแผกแตกต่างอะไรกันเข้ามา เพราะว่า เรื่องธรรมะนี้ เป็นเรื่องทางจิตใจ มากขึ้น. ความคิดความเห็นมองกันไป คนละทาง, และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ต่างคนต่างคิด หรือต่างพวกต่างคิด แล้วต่างยุค ต่างสมัย ซึ่งต่างกันมากเป็นร้อยปีพันปี จึงมีทางที่จะคิดหรือมองเห็นไปคนละอย่าง คนละแง่คนละมุม. ทีนี้เราจะลองเอาคำพูดทางธรรมะมาเปรียบเทียบกันดู; คำเดียวกันก็ต่างกัน ได้หลาย ๆ อย่าง เช่นอย่างคำว่า ความสุข หรือคำว่า นิพพาน นี้ต่างกัน เปลี่ยนกันมา เรื่อยโดยความหมาย ; ถึงแม้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่นั่นเอง เพราะความรู้สึก ของคนไม่เท่ากัน ; เช่นพูดว่าความสุข นี้ก็มองกันคนละแง่ ตามความแตกต่างของจิตใจ ระหว่างบุคคลแต่ละคน ที่มองความสุข หรือหวังความสุข กันคนละอย่าง ทั้งที่พูดว่า ความสุข ๆ เหมือนกัน. ความที่ภาษามันสับสนอยู่ในตัวนี้ หรือบางทีก็โดยไม่รู้สึก อย่างนี้มีมา นมนานแล้ว ; ฉะนั้น เราจึงมีปัญหาเกี่ยวกับภาษาพูดนี้มาก หรือ มีอุปสรรคเกี่ยวกับ ภาษาพูด นี้มาก, จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา และมองดูกันให้ดีเป็นพิเศษ ก็แก้ไขปัญหา เหล่านี้ได้บ้าง. เช่นว่า เรามองธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ นี้ก็มองไปอย่างหนึ่ง, มอง ธรรมะในฐานะที่เป็นผลของการใช้เครื่องมือ นั้นก็อย่างหนึ่ง ; แต่ว่าถ้ามองดูใน
น.185 ฐานะที่เป็นชีวิตโดยตรง คือเป็นทั้งเครื่องมือ, เป็นทั้งการใช้เครื่องมือ, และเป็นทั้งผล ของการที่จะได้รับจากการใช้เครื่องมือ พอมันเป็นอะไรได้หมดอย่างนี้ ก็จะเห็นว่า คำว่าธรรมะนี้มันก็สับสน จึงต้องแบ่งแยกเท่าที่จำเป็น สำหรับจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คำ ๆ นี้เป็นเรื่องเป็นราวไป. ที่ทำความสับสนมากก็ดูเหมือนจะมีอยู่คำสองคำ คือคำว่า "โลก" กับคำว่า "ธรรม" การแยก เรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องโลก กับเป็นเรื่องธรรมนี้มีมากมีทั่วไป แม้นอกพระพุทธศาสนาก็มีการแบ่งแยกอย่างนี้. การแยกเป็นเรื่องโลก ๆ ไม่เกี่ยวกับ ธรรม ไม่เกี่ยวกับศาสนา ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า ก็หมายความว่า ตรงกันข้าม; อย่างนั้น มันก็ไม่ถูก ในทางภาษาที่ลึกของทางธรรมะนี้. เรื่องโลกนั้นมันก็คือโลกและก็คือธรรม ด้วย ; ธรรมก็คือธรรม แม้แต่ตัวโลกก็คือธรรม การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ในโลก ก็คือธรรม. เดี๋ยวนี้เรามา แบ่งแยกกันเป็นสองเรื่อง : คือเป็นเรื่อง โลก กับเป็นเรื่อง ธรรม นี้โง่หรือฉลาด ก็ลองคิดดู บางทีมันจะเป็นเรื่องที่โง่ไปตามประสาคนโง่ คือคน ไม่รู้เรื่องธรรม ในการที่จะแบ่งแยกให้เป็นสองฝ่ายตรงกันข้าม เป็นเรื่องโลกกับเรื่องธรรม แล้วก็ยืนลังเลอยู่ตรงกลาง ไม่รู้ว่าจะไปข้างไหน. บางทีก็เป็นเรื่องที่น่าขัน ที่ว่าเดี๋ยว จะเอาโลกเดี๋ยวจะเอาธรรม, เดี๋ยวจะเอาโลกเดี๋ยวจะเอาธรรม ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน คล้าย ๆ คนบ้าชนิดหนึ่ง, ไม่รู้ว่าจะเอาโลกหรือจะเอาธรรม รักอย่างนั้นเสียดายอย่างนี้, เดี๋ยวมันรักอย่างนี้เสียดายอย่างนั้น เป็นความไม่แน่ใจ เพราะไปแบ่งแยกเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องธรรม. ผมก็เคยเข้าใจอย่างที่ว่ามานั้น ในเมื่อแรก ๆ ศึกษา หรือว่าแรกได้ยินได้ฟัง ไปตามเขาว่าหรือเขาสอนกันอยู่. ที่จริงถ้าไป แบ่งให้เป็นโลกกับเป็นธรรม แล้วแยก
น.186 กันเดินหันหลังให้กันอย่างนี้ ไม่มีใครทำได้ ขืนทำก็บ้าตาย, แล้วมันทำไม่ได้ มันขัด กันอยู่ในตัวโดยธรรมชาติ แล้วทำไมจึงไปเข้าใจกันอย่างนั้นทั้งโลก, คนทั้งโลก ก็เข้าใจอย่างนี้. ขออภัยว่าต้องพูดตรงๆ ว่าเพราะคนโง่ เป็นปุถุชนซึ่งแปลว่าคนหนาไปด้วย ฝุ่นธุลีในดวงตา นี้มันก็ต้องโง่ แล้ว มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือถูกต้อง หรือมันขัดขวางกันอย่างที่ว่ามานี้. นี่เมื่อมันเป็นอย่างนี้เสียแล้ว เขาจะ มองหรือเล็งถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้นในลักษณะไหนกัน, และชีวิตจะคืออะไร ที่ตรงไหน กันแน่. เดี๋ยวมันเป็นโลกเดี๋ยวมันเป็นธรรม, เดี๋ยวนี้เป็นอะไร. นี่มันก็คือสิ่งที่ไม่รู้ ว่าอะไร จะไปทางไหน; ฉะนั้น จึงยังไกลจากการที่จะมองว่าธรรมะนี้มันคืออะไร ชีวิตมันคืออะไร, ในเมื่อเกี่ยวกันกับธรรม. ขอให้มองกันในทางที่จะเป็นประโยชน์ ตามวิธีของพุทธบริษัท ว่าชีวิต ก็คือการเป็นอะไร ๆ ได้หลายอย่าง แล้วแต่เราจะเปรียบเทียบ หรืออุปมาสำหรับพูด ; แต่ตัวชีวิตแท้ ๆ ที่ไม่ต้องอุปมา, มันคือสิ่งที่เป็นไปตามความโง่ หรือความฉลาดของคน ที่เป็นเจ้าของชีวิตนั่นเอง. เพราะว่าบางทีเราก็เรียกว่าคน เราก็เรียกทั้งหมดนั้นว่าคน, บางทีเราก็แยกชีวิตของคน ; แต่เรามองเห็นได้ชัดว่า มันก็คือสิ่งที่กำลังเป็นไป, ตามเหตุ ตามปัจจัย. ทีนี้อะไรจะมาทำให้ชีวิตเป็นไปถูกต้อง เราก็ต้องเรียกว่า ธรรม ; ความ ถูกต้อง ธรรมจะมีพร้อมกันสองอย่าง อย่างตรงกันข้าม นี้เป็นไปไม่ได้; ฉะนั้น ชีวิตต้องเป็นไปตามทางธรรมเสมอ ถ้าเป็นไปตามทางโลกที่ตรงกันข้ามจากธรรม นี้เป็น ไปไม่ได้ ใครจะทำอะไรได้ ถ้าว่าเดินไปหน้าที่ถอยหลังมาที่ เดินไปหน้าที่ถอยหลังมาที่
น.187 นี้มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ; ถ้าจะเป็นไปได้ มันก็ต้องเดินหน้าไปเรื่อย หรือว่าถอยหลัง ไปเรื่อย. วิธีที่จะเดินให้ถูกต้องนี้ก็เรียกว่าธรรม, มันจึงมีแต่ความถูกต้อง อย่างเดียว ที่จะไปในทางถูก ซึ่งก็ต้องเดิน ๆ ไปทางข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง. เมื่อเป็นอย่างนี้ เรื่องโลกกับเรื่องธรรมต้องไม่ตรงกันข้าม ต้องช่วยกัน ไปข้างหน้าด้วยกัน, แล้วก็ไม่มีหนทาง หรือไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะไปแยกมันว่าเป็นโลก กับเป็นธรรม แล้วไปตรงกันข้าม. เดี๋ยวนี้มักจะสอนกันอย่างไปในทางที่ให้แยกกันเสมอ, แล้ว ยิ่งร้ายไปอีก ก็คือ สอนให้เป็นอยู่ในโลกนี้ เดินอย่างโลก ไม่เดินอย่างธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ ชาวโลกเขานิยมกัน ซึ่งเพ่งเล็งถึงความได้ตามใจของกิเลส ; หนักเข้า กลายเป็นเรื่อง ไม่ถูก กลายเป็นเรื่องสกปรก หรือกลายเป็นเรื่องลามกอนาจารอย่างที่เห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้. ที่นิยมกันอยู่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเรื่องลามกอนาจารว่าเป็นของถูกต้อง ; เพราะเมื่อถือว่า ไม่ใช่อย่างธรรมะ ก็เป็นเรื่องอย่างโลก ๆ และถือว่าเป็นของถูกต้อง. เหมือนดังที่เขียนคัดค้านพัดเหวี่ยงกันอยู่ไปมาในหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่อง กระโปรงสั้น มีหลายคนเป็นฝ่ายหนึ่งที่เขียนว่าถูกต้อง ควรสนับสนุน ไม่ใช่ควรเฉย ๆ คือควรยอมรับว่าเป็นการถูกต้อง. นี่เพราะว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่มีลูกตา หรือมีจิตใจ อีกแบบหนึ่งต่างหาก ; โดยที่เห็นว่าถ้าได้อย่างนั้น คืออย่างที่กิเลสต้องการนั่นแหละ ถูกต้องแล้วสำหรับคนอยู่ในโลก ไม่ใช่คนที่จะเป็นอริยบุคคล. เขาแยกกันให้เด็ดขาด ตรงกันข้ามอย่างนี้ มันก็ จะมีแต่ผลร้าย พวกหนึ่งก็จะเดินลงเหวลงนรกไปทีเดียว แล้วก็ว่าถูกต้องๆ นี่เรื่องโลกมันจะเป็นไปได้ถึงอย่างนี้.
น.188 แม้ที่สอนหรือที่เทศน์กันอยู่ตามวิทยุก็มีบ่อย ๆ เรื่องที่ แยกเป็นเรื่องโลก เรื่องธรรม ให้ถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม อย่างนี้ฟังยาก ; เมื่อฟังยากมันก็ เข้าใจไม่ได้. เขาขยายความออกไปว่า เรื่องโลกนี้ก็มีทั้งบุญและบาปเจือกันไป, มีบุญ มีบาปเจือกันไปเรียกว่าเรื่องโลก ๆ ส่วนเรื่องธรรมนั้นมีแต่บุญอย่างเดียว นี่เท่ากับ หลอกให้คนฟังงงไปหมด : เรื่องโลกมีทั้งบุญและบาป ทั้งผิดและถูก ทั้งสุขและทุกข์ อะไรก็ตามเจือกันไป. นี่ก็สอนให้นอนใจ หรือให้ตายใจ อะไรอย่างนั้น มันไม่ถูก ; แม้จะอยู่ในโลก จะเป็นอย่างชาวโลก ยังไม่เป็นพระอริยเจ้าอย่างนี้ก็จะต้องเลือกเอาแต่ ฝ่ายถูก ฝ่ายผิดอย่าไปทำเป็นอันขาด เรื่องบาปนี้อย่าไปเกี่ยวข้องเป็นอันขาด จะเป็นชาวนา ชาวสวน คนค้าขาย อะไรก็ตาม มีทางที่จะต้องไม่เป็นบาป พุทธศาสนาสอนให้เว้นจากบาปโดยประการทั้งปวง ถ้าเกิดไปแนะนำสั่งสอน ให้เอาพร้อมกันไป ทั้งบุญและบาป ตามมีตามได้อย่างนี้ ก็ถูกของเขาเหมือนกัน ; แต่ไม่ใช่พุทธศาสนาอย่างแน่นอน ไม่ใช่คำสอนของ พระพุทธเจ้า, ไม่เคยพบในพระไตรปิฎกที่ตรงไหนเลย ที่เราจะต้องเอาทั้งบุญและบาป คลุกเคล้ากันไป ตามวิสัยของชาวโลก. พระพุทธเจ้าท่านไม่แนะนำอย่างนั้น ไม่สั่งสอน อย่างนั้น ; แล้วก็ยังห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้น ให้เลือกเอาแต่ฝ่ายดี ฝ่ายถูก ฝ่ายบุญ นี้เรื่อยไปอย่างเดียว. เรื่องโลกมันก็มีแต่เรื่องทำให้ดีขึ้น, เรื่องธรรมมันก็ทำให้ดีขึ้น และก็ต้องเหมือนกัน เป็นเรื่องเดียวเท่านั้น อย่าแบ่งแยกเป็นสองเรื่อง. อย่าแบ่งแยกเป็นสองเรื่อง เรื่องบาปอย่ารับเข้ามา อย่าเปิดโอกาส เปิด ช่องว่างไว้สำหรับผู้ที่อยู่ในโลกละก็ว่าให้เอาทั้งบุญทั้งบาป ; อย่างนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา. แม้จะพูดว่าชีวิตอย่างโลก ๆ มันก็ต้องไม่มีเรื่องของบาปรวมอยู่ด้วย ; หมายความแต่ เพียงว่า ยังอยู่ในระดับตั้งต้น ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือจะ
น.189 เดินทางไปยังจุด ๆ เดียวกัน ; เพียงแต่ว่า เรื่องโลกนี้ยังอยู่ในขั้นตั้งต้น ยังทำไม่ได้มาก แม้จะมีการทำผิด ก็ต้องโดยไม่เจตนา. การสอนไม่ควรจะถือว่า ให้ทำบาป ; ต้องไม่เรียกว่าบาป หรือทำผิด สำหรับ ผู้ที่ไม่มีเจตนา ; เพราะเขาตั้งใจดีตั้งใจแต่จะเดินไปข้างหน้าที่ถูกเท่านั้น แต่เผอิญ เหลือวิสัย เขาไม่เข้าใจ เขาจึงทำผิด ; อย่างนี้ไม่ควรจะเรียกว่าบาป. แล้วมันต่าง กับคนที่สมัครใจทำบาป ; รู้อยู่ว่าบาปแล้วก็ยังทำ เพราะได้รับคำสั่งสอนว่า ปฏิบัติ อย่างชาวโลก, อย่างโลก ๆ, ต้องรับเอาทั้งบุญและบาป. ถ้าต้องทำทั้งบุญทั้งบาปก็จะโกหกตัวเอง หลอกลวงตัวเองอยู่เรื่อยไป ไม่มี ทางที่จะเจริญในทางจิตใจ หรือตามทางของธรรมะ ฉะนั้นจึงไม่ควรจะรับเอาลัทธิ ชนิดนั้น หรือคำพูดชนิดนั้นมา ; เพราะจะทำให้มีปัญหามากขึ้น มีความยุ่งยากสับสน เวียนหัวมากขึ้น. คำพูดที่ใช้พูดกันอยู่นั้น ทำความยุ่งยากลำบากอย่างที่กล่าวมานี้ ฉะนั้นต้อง ระวังให้ดี ๆ ; เรื่องโลกเรื่องธรรม คู่นี้ไม่มีเลยในภาษาทางพุทธศาสนา; แม้ จะมีคำว่าโลกิยธรรม โลกุตตรธรรม ก็เป็นเรื่องที่แบ่งแยกทีหลัง พระพุทธภาษิต โดยตรงไม่มีหลักอย่างนี้, มีแต่คำพูดที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง ในยุคที่ร้อยกรองอภิธรรม พูด เรื่องต่าง ๆ โดยการแบ่งแยกให้ชัดลงไป ทางภาษา ทาง logic ทางจิตวิทยา คำว่า โลกิยธรรม โลกุตตรธรรม ก็เกิดขึ้น อย่างที่เรียกว่า ชัดขึ้นมา : ก่อนนี้จะพูดถึงแต่ คำว่า ธรรม เฉย ๆ. คำว่า "ธรรม" ก็คือไปข้างหน้าเรื่อย ไปในทางที่ถูกและไปข้างหน้า เรื่อย ; ถ้ายังล้มลุกคลุกคลาน ก็เรียกโลกิยธรรม ; ถ้าแน่วแน่เด็ดขาดลงไปแล้ว
น.190 ไม่มีล้มลุกคลุกคลานอีกต่อไป ก็เรียกว่าโลกุตตรธรรมได้. คำว่า "ล้มลุกคลุกคลาน" นี้อย่าหมายความว่าสมัครใจทำบาป หรือยินดีถอยหลัง ; ก็เหมือนกับเด็ก ๆ วิ่งตาม พ่อแม่ไป ก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะเป็นเด็กเล็กๆ เดินไม่ค่อยทัน ก็หกล้ม แต่เป็น เรื่องที่ไม่ถอยหลังทั้งนั้น. นี่จะต้องถือว่า แม้ โลกิยธรรมนี้ก็ไม่ใช่เรื่องถอยหลัง ไม่ใช่เรื่องตรงกัน ข้าม ไม่ใช่เรื่องกลับมาหาบาปด้วยเจตนา. ถ้าทำได้อย่างนี้ ชีวิตเองก็จะเป็นธรรม เป็นตัวธรรมขึ้นมา ทำให้ชีวิตนี้เป็นการเดินทางเป็นการก้าวหน้า แล้วก็เป็นธรรมอยู่ ตลอดเวลา ; ถ้ายังไม่แน่วแน่ไม่มั่นคง ก็ยังเป็นโลกิยธรรม ล้มลุกคลุกคลาน แม้จะ มีอาการกลับไปกลับมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นบาป แต่เป็นเรื่องทำผิดโดยไม่รู้. เราต้องมี ความมั่นใจ แน่ใจ ปักใจลงไปอย่างนี้. เรื่องโลก เรื่องธรรม อย่าให้กลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม เหมือนที่ เข้าใจกันโดยมาก ; ให้เป็นเรื่องไปทางเดียวกัน ตามหลังกันไปเลย ก็จะเป็นเรื่องการ เดินทางอย่างเดียว ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างเดียว. ผมตัวธรรมะนั้นก็กลายเป็นชีวิต ชีวิตนั้นก็คือธรรมะ, ธรรมะนั้นก็คือชีวิต ชีวิตก็คือธรรมะ, อย่างนี้เรื่อยไป ไม่แยก เป็นเรื่องวกกลับมาหาสิ่งที่เป็นโลก คือธรรมฝ่ายผิดที่เรียกว่าบาป. การทำบาปโดยเจตนา กับ ทำบาปโดยไม่เจตนา นี้ผิดกันมากนัก ทำบาปเพราะว่าเกิดมายังไม่รู้ ทำบาปเข้าแล้ว บาปมันก็เผาลนให้ ก็เป็น การสอนที่ดี แล้วก็ไม่ทำอีกต่อไป; ทำบาปอย่างนี้ ไม่ควรได้รับการติเตียน. แต่ ถ้ารู้ว่าเป็นบาป เป็นสิ่งสกปรก เป็นสิ่งถอยหลัง แล้วยังไปทำ แล้วสอนกันว่าควรทำ ตามประสาคนอยู่ในโลก อย่างนี้ผิด และไม่ใช่พุทธศาสนา : นี่เป็นเรื่องทำ
น.191 บาปโดยเจตนา. ถ้าว่าจะมีการทำบาปบ้าง ในการเดินทางของชีวิตนั้น ก็เพราะว่าไม่รู้ ; ครั้นถูกเข้าแล้วก็เข็ดหลาบ อย่างนี้ก็ไม่ถอยหลัง ไม่มีหยุดอยู่เพื่ออะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่สมควร. ขอให้มองสิ่งที่เรียกว่าชีวิตในลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้ แล้วมองทิวทัศน์ของ ชีวิต ที่จะต้องเดินทางไปในลักษณะอย่างนี้ ก็จะเป็นผลดี คือเป็นพร้อมกันไปในตัวว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง แล้วก็มีเครื่องมือของการเดินทางด้วย เป็นการเดินทางด้วย เป็นการถึงด้วย เป็นการได้รับประโยชน์จากการถึงด้วย ให้กลมเกลียวกันไปอย่างนี้ ทุกวัน ๆ. เรามองดูธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือกันมามากแล้ว เพียงพอแล้ว, มามองดูในส่วนทั้งหมด : ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวชีวิต ที่เป็นอะไร รวมอยู่ทั้งหมดนั้นด้วย, แล้วก็มาถึงความสับสนของภาษาอีกตอนหนึ่ง ที่ว่าชีวิตนี้ เป็นเครื่องมือ, หรือว่าชีวิตนี้เป็นผลของเครื่องมือ ก็แล้วแต่จะมอง. บุคคลที่มีสายตาไกล ก็มองเห็นชีวิตเป็นเพียงเครื่องมือ เพราะเป็นการ เดินทางไปสู่จุดหมายอะไรอย่างหนึ่ง. บุคคลที่มีสายตาสั้น รู้จักโลกน้อย รู้จักแต่ เรื่องเอร็ดอร่อยสนุกสนาน ก็มองดูชีวิตในฐานะที่เป็นผล เป็นตัวกู - ของกู เรื่อย ; ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือเสียแล้ว, นี้ก็มีทางที่จะลุ่มหลงได้มาก ไม่ใช้อย่างเครื่องมือ ใช้อย่างของเอร็ดอร่อยสนุกสนานที่นี่เดี๋ยวนี้ ตรงนี้. เรื่องมันก็จบอยู่ที่นั่น สำหรับ คนชนิดนั้น. สำหรับคนที่รู้ว่าอันนี้ยังไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิต, หรือว่าของ ความเป็นมนุษย์ ; มนุษย์ยังมีอะไรที่จะต้องไปต่อไปอีก. เขาก็มองดูชีวิตเป็นการ
น.192 เดินทาง, เดินทาง ๆ ไปจนกว่าจะถึงที่สุดของมัน ที่เรียกว่านิพพาน นั้นคือความว่าง ไปจากชีวิตชนิดนี้ ; ไปมีชีวิตชนิดใหม่ เป็นชีวิตนิรันดร. สละชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ นี้เสียก็สิ้นสุดกัน, แล้วก็ไปมีชีวิตใหม่ เป็นชีวิตนิรันดร คืออมตะหรือนิพพาน. นี่จะมองเห็นได้ว่า ชีวิตตามความหมายของคนธรรมดาสามัญ นี้เป็นอะไร ได้ด้วยตนเอง มองเห็นได้ด้วยตนเอง; แต่ยังมีชีวิตอีกคำหนึ่งที่ว่าชีวิตนิรันดร ไม่มี เกิดไม่มีดับ หมายถึงนิพพาน นี้เป็นอีกอันหนึ่ง. เมื่อสละชีวิตนี้ก็ได้ชีวิตโน้น หรือ ว่าเปลี่ยนชีวิตชนิดนี้ให้กลายเป็นชีวิตชนิดโน้น ; ถ้าเป็นอย่างนี้ก็พูดได้ว่าชีวิตโน้นเป็น ชีวิตจริง เป็นวัตถุประสงค์ ดังที่บางพวกเขาว่าควรจะเรียกว่าตัวตน เรียกชีวิต ๆ นั้นว่า ตัวตน ว่าอาตมัน ว่าตัวตนก็ได้ ; ก็ถูกของเขา เพราะเป็นชีวิตที่จริงกว่าชนิดลม ๆ แล้ง ๆ นี้. ที่เรากำลังพูดว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง นี้เราจะหมายความว่าอย่างไร ! ก็หมายความว่า ชีวิตที่ไม่บ้า ๆ บอๆ แยกเอาความบ้า ๆ บอ ๆ ออกไปเสียให้หมด เหลือ แต่ชีวิตหรืออะไรก็ตามใจแล้วแต่จะเรียก ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม มันก็คือธรรม, ก็เจริญไป คือเดินไป ก้าวหน้าไป พัฒนาไป จนถึงยอดสุดปลายทาง เป็นชีวิตนิรันดร เป็นอมตะ ชีวิตที่ถูกต้อง ก็ต้องเป็นการเดินทางที่ถูกต้อง แล้วก็จบลงตรงที่ศูนย์ ตามความหมายของคำว่าชีวิตคือการเดินทาง ซึ่งอยู่กันอย่างสภาพธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ไม่ต้องเรียกว่าตัวเราอีกแล้ว ไม่ต้องเรียกว่าชีวิตอีกแล้วก็ได้. แต่คนยังหลงใหลในสิ่ง ที่เรียกว่าตัวเราหรือชีวิต ก็ไปสมมุติเป็นว่าชีวิตใหม่ ตัวตนที่แท้จริงอะไรขึ้นมา. ส่วน พระพุทธเจ้า ท่านไม่ตรัสอย่างนี้ คือว่าไม่ต้องการจะใช้คำชนิดนี้ จึงใช้คำว่า ว่าง หรือ นิพพาน หรือดับ ; แต่ทีนี้พวกชาวบ้าน ชาวโลก ทั่วไป เขายัง ชอบคำว่า
น.193 ชีวิต หรือคำว่า ตัวตน. ฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะตรัสเอาใจคนเหล่านี้ หรือ ว่าชักจูงคนเหล่านี้ ก็ยอมรับเอาคำเหล่านี้มาใช้อีก แต่ให้ความหมายอย่างอื่น. อะไร คืออมตะ ? ก็คือ สิ้นไปแห่งกิเลส อะไรคือสิ่งเที่ยงแท้นิรันดร? ก็คือ ความสิ้น ไปแห่งกิเลส. เพื่อจะจูงคนที่ยังติดแน่วแน่อยู่ในเรื่องคำ ว่า "ชีวิต" หรือว่า "ตัวตน" บางทีคำว่า "อัตตา" ของพระพุทธเจ้าที่ใช้อยู่ว่า "ตนพึ่งตน" หรืออะไรทำนองนี้ มันก็ต้องเพื่อคนชนิดนี้ มาเรียกโดยสมมติว่าตน. ที่แท้ตนก็คือธรรม คือธรรมะสูงสุด เรียกว่า ตน เอามาเป็นที่พึ่งแก่ตน, เอาตนที่แท้จริงมาเป็นที่พึ่งแก่ตนหลอก ๆ. เหลวไหล ตนที่ไม่จริง. เอาชีวิตจริงมาดึงดูดชีวิตเหลวไหลนี้ไปเสีย นี่เป็นเรื่องพูด โฆษณาชวนเชื่อ ที่ควรจะพูด ที่มันประกอบไปด้วยธรรม ไม่ใช่หลอกเขา ; แต่ถ้า ไม่เข้าใจก็คล้าย ๆ กับว่าถูกหลอก. ถึงแม้จะพูดจริง 'ถ้าไม่เข้าใจจริง มันก็คล้ายๆ กับ ถูกหลอกอยู่เหมือนกัน ; ฉะนั้น เราเรียกว่า ชีวิตคือธรรมะ ธรรมะคือชีวิต มีอยู่แต่ อย่างเดียว คือว่าอย่าไปแยกเป็นเรื่องโลกเรื่องธรรม. ทีนี้ ความตั้งใจที่จะพูดวันนี้ คือว่า ให้รู้จักมองสิ่งที่เรียกว่าชีวิต หรืออะไรก็ตาม, ในที่นี้เราเรียกกันว่าชีวิต. ให้รู้จักมองชีวิตให้ถูกต้อง ก็ต้องหมายความว่า ให้รู้จักมอง ให้เห็นธรรม ที่เป็นตัวชีวิต หรือ ที่มีอยู่ในชีวิต หรือที่เป็นเครื่องมือของชีวิต หรือว่ารวมกัน ทั้งหมดเรียกว่าชีวิต. ทีนี้ ชีวิตหมายถึงชีวิตในแง่ไหน ? ชีวิตคือ ธรรมะที่เป็นใน แง่ที่เป็นเครื่องมือ, ชีวิตคือธรรมะในแง่ที่เป็นการใช้เครื่องมือ, ชีวิตคือธรรมในแง่ที่ เป็นการใช้เครื่องมือได้ถูกต้องและสำเร็จ, แล้วชีวิตในฐานะที่เป็นผลเกิดมาจากการใช้ เครื่องมือให้ถูกต้องและสำเร็จ ; ทั้งหมดคือคำ ๆเดียว เรียกว่า "ชีวิต".
น.194 ที่พูดว่า "ชีวิต" อย่างนี้ เป็นภาษานักประพันธ์ เอาภาษานักประพันธ์ หรือวิธีของนักประพันธ์มาใช้ในทางธรรมะ ; นี้เป็นเรื่องที่เคอะเขินน่าบัดสีอยู่เหมือนกัน, แต่ในเมื่อคนเข้าใจคำอย่างนั้นอยู่ก่อนหรืออยู่มาก ก็ต้องพูดกันบ้าง. เมื่อควรจะพูดว่า ธรรมะกลายไปพูดถึงชีวิต เป็นภาษามีชีวิตชีวาตามแบบของคนสมัยนี้ ผมก็ไม่ใคร่ชอบ แต่ก็ยังต้องพูด เพื่อประหยัดเวลา หรือเพื่อทำความเข้าใจ หรือเพื่อดึงความสนใจเป็น อย่างน้อย. ให้รู้จักมองธรรมะที่มีอยู่ในชีวิต, หรือมองชีวิตในฐานะเป็นสิ่งที่เต็มอยู่ ด้วยธรรมนานาชนิด, หรือมองธรรมะนานาชนิดที่มีอยู่ในชีวิต ได้จริงจังทุกอย่าง แต่ละอย่างละอย่าง ; จะมองอย่าง induct หรือ deduct ก็แล้วแต่ คือมองเข้าหรือมอง ออกก็แล้วแต่. อย่างไรก็ดี ขอให้มองให้เห็น; เดี๋ยวนี้ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ไม่มองก่อน, แล้วก็มองไม่เป็นอีกด้วย ; ไม่มองก็เป็นอันว่าไม่เห็นเสียเลย ... ทีนี้ มองแล้วแต่ มองไม่เป็น มันก็ยังไม่เห็นอยู่นั่นแหละ ก็มีผลเท่ากับไม่มอง ; เพราะฉะนั้น พูดว่า ไม่มองดีกว่า ถ้ามองก็หมายความว่า ต้องมองเป็น และมองเห็นธรรมอยู่ในชีวิต ประจำวันทุกกระเบียดนิ้ว หรือทุกอนุภาคทุกอณูของชีวิต ให้เห็นเป็นธรรมะ ให้มีธรรมะ ให้เป็นธรรมะ ประกอบด้วยธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จะได้รู้จักกันเอาธรรมะผิด ๆ ออกไป เอาอกุศลธรรมออกไปๆ ให้เหลือแต่กุศลธรรม. เดี๋ยวนี้ คนยังเข้าใจผิดขนาดหนัก ถึงกับเอาธรรมไว้ที่วัด เอาตัวเองไว้ ที่บ้าน ตัวเองสมัครจะมาค้าขาย จะหาเงิน จะสำมะเลเทเมา ฯลฯ นี่เอาไว้ที่บ้าน ; ส่วน ธรรมะไว้ที่วัด ศาสนาไว้ที่วัด นาน ๆ พบกันที่, วันพระวันอะไรจึงพบกันที.
น.195 ถ้าสอนกันผิดอย่างนี้ก็ไม่ไหว ; มันเป็นความต้องการของคนที่ยังรักความ สำมะเลเทเมามากนัก. ฉะนั้น มันเป็นสิ่ง กีดกันเอาธรรมะเลว ๆ อันเป็นอกุศลธรรม ออกไปไม่ได้ ก็เลยเอาธรรมะอกุศลธรรมนี้มาเป็นตัวเองเข้าไป เป็นโลกเข้าไป; ผิด วิธีการ ที่จะถอนตนออกจากบาป หรือว่าถอนตนออกจากทุกข์ ไม่สามารถจะควบคุม ตัวเองได้. เพราะเหตุนั้นปัญหามันก็เกิดอยู่ที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้, ทำการ เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่นพร้อมกันไปในตัวหมด. สรุปความแล้ว เราต้องมองให้เห็นธรรมะ แม้ในฐานะที่เป็นเพียงเครื่องมือ ให้สำเร็จเรื่อยไป หรือเห็นธรรมในฐานะเป็นข้อเท็จจริงของชีวิตได้ก็ยิ่งดี เป็นตัวชีวิต ที่สมบูรณ์อยู่ด้วยธรรมะ. ชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ เราพูดกันเรื่องการมองให้เป็น; การมองให้เป็น หรือการมองที่เรียกว่า เป็นการมองของผู้ที่อยากจะมอง หรือสามารถจะมอง. ทีนี้ ต้องย้อนไปนึก ถึงเรื่องหรือคำที่พูดแล้ว ๆ มาแต่วันก่อน ๆ ว่า ธรรมนั้น ใช้ได้ มีได้ ในทุกกรณีของหน้าที่การงาน จนกระทั่งได้เอ่ยให้ฟังถึง แม้แต่ว่า แม่ครัวจะตำน้ำพริกแกงสักครกหนึ่งให้เสร็จไปได้ ก็สามารถที่จะมองให้เห็นได้ว่า มีธรรมะ ครบถ้วนของโพชฌงค์ ๗ ประการ. คือธรรมะที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ หรือโพธิ หรือ มรรคผล เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ สามารถที่จะเอามาใช้ แม้แต่การตำน้ำพริกแกงของ แม่ครัว. นี้เรียกว่าเป็นส่วนน้อยที่สุด ส่วนต่ำที่สุดแล้ว ที่เปรียบกับการตำน้ำพริกแกง สักครกหนึ่ง, มันเล็กมันน้อย มันแคบ กว่าที่จะพูดว่าทำนา ค้าขาย หรือเดินทางอะไร นั้นยังใหญ่ยังกว้างมาก.
น.196 ทีนี้ จะขอ เล่าเรื่องเป็นตัวอย่าง ที่ผมเคยประสบดีกว่า คุณบางคนอาจจะ เคยประสบ ; ผมยิ่งเคยประสบ เพราะว่าผมก็เคยเป็นแม่ครัว. เมื่อเป็นเด็ก ๆ ก็ถูกใช้ ถูกโยมใช้ตำน้ำพริกแกงอยู่เป็นประจำ ; กลับมาจากโรงเรียนก็ต้องช่วยโยมในครัว. ที่ถูก ใช้มากที่สุดก็คือขูดมะพร้าว หรือตำน้ำพริกแกง มันจึงรู้เรื่องนี้ดี ในขณะนั้น ; แล้ว พอมาเดี๋ยวนี้ มองย้อนหลังก็ยิ่งรู้ดี จนถึงกับอธิบายได้ว่า แม้แต่การตำน้ำพริกแกงสัก ครกหนึ่งนั้น ยังจะต้องมีธรรมะครบทุกอย่างในพุทธศาสนาก็ว่าได้ .. แต่ในสมัยเด็ก ๆ นั้นไม่รู้เลย แต่มันมี experience ในการทำนั้นมาก, แล้วมันก็เหลืออยู่สำหรับจะมองดูกัน เดี๋ยวนี้ จนถึงกับอธิบายได้ ว่าตำน้ำพริกแกงก็มีโพชฌงค์ครบทั้ง ๗ ; แต่แล้ว ใครเคยมองกันบ้าง, หรือว่าใครเชื่อบ้างว่ามันจะมีได้, ฉะนั้น เป็นสิ่งที่ต้องแยกให้ดู : - โพชฌงค์ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา เหล่านี้ ๗ อย่างนี้ต้องมีในการกระทำของเด็กเล็ก ๆ ที่ตำน้ำพริกแกง ได้อย่างไร. ถ้า · ใครมองเห็น ก็เป็นอันกล่าวได้แน่นอนว่าคนนั้นมีความสามารถในการมองธรรมะ ; ถ้ายัง มองไม่เห็น ก็ไม่มีความสามารถในการมองธรรม ยังอวดดี ยังสะเพร่า ยังมองอะไร ผิว ๆ เผิน ๆ. ฉะนั้น พระเณรก็ดี อุบาสกอุบาสิกาก็ดี ใครเคยมองเห็นโพชฌงค์ ๗ ประการในการตำน้ำพริกแกงบ้าง ? ก็วัดสอบตัวเองดู ในขณะมีการตำน้ำพริกแกง ดังนี้ : - ข้อที่ ๑. คือ สติ ถ้าไม่มีสติจะเป็นอย่างไร ? มันก็หกหมด หรือมันก็ ล้มไปเลย จะทำผิด ๆ ถูก ๆ; ฉะนั้น ต้องมีสติ นับตั้งแต่ที่ว่าจะเอาอะไรมาใส่ลงไป แล้วก็ตำให้ถูกต้องตามวิธี มันต้องทำด้วยสติ ; ไม่มีปัญหาข้อนี้ คงไม่มีใครค้าน. ข้อที่ ๒. ธัมมวิยะ ธัมมวิจัย คือการค้นคว้า การทดสอบ การสังเกต การสอบสวน มันก็มีอย่างยิ่ง ; เว้นไว้แต่เป็นเด็กโง่และไม่อยากจะทำ จำใจที่จะทำเพราะ
น.197 กลัวแม่ใช้ ไม่ทำไม่ได้จะถูกตีนี้ อย่างนี้ก็คงไม่มีธัมมวิยะ. แต่ผมไม่เคยเป็นอย่างนั้น ; ตาดูเรื่อย ถ้าเผลอน้ำพริกจะกระเด็นเข้าตา. ดูลงไปเรื่อย ที่ว่าสากมันตำลงไปที่ก้นครก นั้นมันเกิดผลอย่างไร ปฏิกิริยาอย่างไร.เคยถูกดุเพราะตำเม็ดพริกไม่ละเอียด เม็ดพริก ยังเป็นเม็ดอยู่ก็จริง จนที่สุดละลายน้ำดูเม็ดพริกมันก็จริง. ทีนี้ก็ตั้งเจตนาจะตำแต่เม็ดพริก เท่านั้น ตาดูอย่างดี เจตนาอย่างยิ่งจะทำให้ถูกแต่เม็ดพริกเท่านั้น. เม็ดพริกแหลก ละเอียดลงไปอย่างไร ยังจำได้ติดตาเหมือนกับอุดคหนิมิตที่ไม่รู้จักลืมเลือนจนกระทั่งบัดนี้. เหตุการณ์สมัยเมื่อเป็นเด็กเล็ก ๆ ยังติดตาอยู่จนกระทั่งบัดนี้ เหมือนกับ อุดคหนิมิต ว่าเม็ดพริกถูกตำแหลกลงไปเม็ดหนึ่งอยู่ในสภาพอย่างไร มันก็รู้ : รู้ก็คือมีสติ ปัญญาที่ตั้งใจจะตำแต่เม็ดพริกนี้ เพื่อตัดปัญหาการถูกคุ ; ทีนี้อื่น ๆ มันพลอยแหลกไป เองหมด, จะเป็นเส้นของตระไคร้หรืออะไรก็ตาม เมื่อตั้งใจจะทำอยู่แต่สิ่งนี้ มันก็ได้ผล เหมือนกัน มันพลอยแหลกกันไปหมด. แต่จะรับประกันเป็นที่รู้กันแน่นอนว่าเม็ดพริก ทุก ๆ เม็ดต้องแหลก มันก็มีวิธีพิเศษ ที่จะต้องสังเกตที่ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ได้ผลตามนั้น ก็บอกไม่ถูก ; มันมีมากแง่มากมุม ที่จะต้องสังเกต และทำให้เป็นอย่างนั้น. ฉะนั้น มันเป็นธัมมวิจัยเสียยิ่งกว่าธัมมวิจัย ในการตำให้ถูกเม็ดพริกจนกว่าจะมองไม่เห็น. เมื่อมอง ไม่เห็นเม็ดพริกแล้ว อื่น ๆ มันแหลกไปหมดเมื่อไรก็ไม่รู้, แหลกไปแล้วตั้งแต่เมื่อไรก็ ไม่รู้. มันแทนเข้ามา มันปนเข้ามา. ฉะนั้นคงจะไม่มีใครค้านว่านี่ก็คือธัมมวิจัย หรือ การสอดส่องข้อเท็จจริง การสอดส่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในนั้น. โพชฌงค์ที่ ๓. วิริยะ มันก็มีอยู่ คือต้องพยายามอยู่อย่างยิ่ง ใช้กำลังแรง กำลังกาย กำลังจิตอยู่อย่างยิ่งแล้ว. ทีนี้ก็มาถึง โพชฌงค์ที่ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ คุณไปลองทำดูก็ได้ ; เพราะ ว่าทำอะไรถูกตามที่ต้องการตามเป้าหมายแล้วก็บีติทุกที. . ฉะนั้นเมื่อตำถูกเม็ดพริกเม็ด
น.198 เดียวแหลกไปเท่านั้นแหละ ก็มีบีติทุกที : มีบีติพอใจทุกทีที่ทำได้ตามที่เราตั้งใจว่าจะทำ คือให้ถูกเม็ดพริกเม็ดเดียวนั้น. เมื่อมีเม็ดพริกมาก เราก็มีปีติมาก มีฉันทะ มีปีติที่จะ ทำ ไม่ต้องการจะไปเล่นที่ไหน เพราะว่าที่นี่ก็สนุกพอใช้ สนุกเหลือเกินที่เป็นคนเก่ง เป็นคนสามารถทำได้อย่างนี้ คือตำเม็ดพริกถูกทุกที ปีติสัมโพชฌงค์ก็มีเต็มที่ของมันใน เรื่องนี้. มาถึงโพชฌงค์ที่ ๕. บัสลัทธิ ต้องแปลคำนี้ว่าความเข้ารูปลงรูป เข้าร่อง เข้ารอย เป็นไปได้ดี, ความสงบรำงับลงแห่งความยุ่งยากต่าง ๆ ของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใน ครก หรือว่าของมือที่มันไม่แน่นอน มันไม่ฉลาด ; เดี๋ยวนี้มันแน่นอน มันฉลาด ทุกอย่าง เป็นไปดีมาก เป็นที่น่าพอใจเข้ารูปเข้ารอย หมดเรื่องกระวนกระวาย รำงับไปแห่งความ ยุ่งยากใจ หมดความกระวนกระวายแล้ว มันก็คือบัสสิทธิเต็มตัว. โพชฌงค์ที่ ๖. สมาธิ นี้ก็ไม่ต้องพูดถึง แม้แต่จะตำเม็ดพริกเม็ดหนึ่งให้ แหลกไป มันก็ต้องมีสมาธิอยู่แล้ว. โพชฌงค์ที่ ๗. อุเบกษา ก็คือตำเรื่อยไป ทำอย่างนี้เรื่อยไป ทำคล้าย ๆ กับว่าอัตโนมัติ เป็นเวลาเท่าไรก็ตามใจ จนกว่ามันจะแหลกจนเป็นที่พอใจ ก็เรียกว่า ครบอยู่ทั้ง ๗ โพชฌงค์ ในการทำงานเล็ก ๆ ของคนครัว คือตำน้ำพริกแกง. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คำนวณดูเถิดว่า เรื่องอื่น ๆ ที่มันยากกว่านี้ ใหญ่กว่านี้ สูงกว่านี้ มัน จะไม่ต้องใช้ธรรมเหล่านี้ได้อย่างไรกัน ; หรือว่าจะไม่มีธรรมะเหล่านี้ ครบอยู่ได้อย่างไรกัน ; เพราะว่าเรื่องอันนี้มันก็มี เรื่องเล็กขนาดนี้มันก็ยังมี แล้วเรื่อง สูงกว่านั้นมันก็ยิ่งต้องมี. แต่แล้วคนไม่มอง จึงเห็นว่าไม่มี, และเห็นว่ามันไม่เกี่ยวกัน.
น.199 เรื่องตำน้ำพริกแกง เรื่องโลกเรื่องชาวบ้าน ไม่เกี่ยวกันกับธรรมะเลย ไม่เอาธรรมเข้ามาใส่ ในเรื่องเหล่านี้เลย ; จัดเป็นเรื่องโลก กระเด็นไปทางหนึ่งเลย, แล้วก็เป็นโลกที่ตำน้ำพริก แกงอยู่อย่างนี้แหละ โดยไม่เจริญด้วยธรรมะ. ถ้าว่าให้ชีวิตเป็นการเดินทางจริง ๆ แล้ว ทุกอย่างมันต้องประกอบอยู่ด้วย ธรรมะ และมองเห็น ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง เป็น experience จริง ๆ ในทางวัตถุขึ้นมาก่อน คือเราจะทำสิ่งเหล่านี้จริง ประจักษ์อยู่แก่ความรู้สึก. ฉะนั้น ต้องมีการทำสำเร็จ. ถ้าทำไม่สำเร็จแล้ว ก็มีอุปสรรคแทรกแซง. มีหลายครั้งหลายหน ที่ว่าน้ำพริกแกงกระเด็นเข้าตา ร้องอู้ไปเลย ครั้งแรก ๆ มันจะเป็นอย่างไร ก็ลองดู จนกว่ามันจะรู้จักกัน. พริกแกงเข้าตานี้มันร้ายกว่าสบู่เข้าตา มันโกลาหลวุ่นวายพอใช้ ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร. เพราะฉะนั้น ความจัดเจน experience ที่เกิดจากน้ำพริกเข้าตานี้ก็ มีประโยชน์ที่สุด คือ ทำให้เราฉลาด ขึ้นมา จนไม่ให้มัน เข้าตาได้อีก, จนมันเข้าตาก็กลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คือแก้ไขได้ง่าย แก้ไขได้ดี โดยไม่ทรมานมากนัก. สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นธรรมะที่สอนอยู่ในชีวิต หรือในการงาน แล้วก็ไม่มีใครสนใจ แล้วก็ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีรากฐานที่ตั้ง ก็ไม่เป็นไปได้ นอกจากจะตำน้ำพริกแกงแล้ว ผมยังถูกใช้ให้หยิบพื้นขึ้นมาจากใต้ถุน เป็น ประจำวัน พื้นที่เขาทำเป็นซีก ๆ อยู่ใต้ถุน ก็จะต้องหยิบขึ้นมาข้างบนทางล่อง. การ หยิบพื้นนี้ได้ถูกแมลงบ่องตัวเล็ก ๆ ภาคใต้เราเรียกว่าตัว "ใยมัน" ต่อยมือบ่อย ๆ ครั้ง แรก ๆ มันก็เหมือนกับตกนรก เมื่อถูกตัวอย่างนี้ต่อยมือ มันก็เป็น experience ที่ดี ที่ว่า ได้ทดลองความเจ็บเป็นอย่างไร ? ความอดกลั้นอดทนเป็นอย่างไร ? ความโง่ ความฉลาดเป็นอย่างไร? ความละอายเป็นอย่างไร?
น.200 สมัยนั้นมียาชนิดหนึ่ง เดี๋ยวนี้ดูจะไม่มีขายแล้ว เขาเรียกยาปถวีพิการ ที่แท้ มารู้ทีหลังก็คือทิงเจอร์พริกขี้หนู Tincture of Capsicum ทิงเจอร์นี้ใส่เมื่อถูกแมลงป่องต่อย วิเศษที่สุด ถ้าเขาทำมาดีอย่างแรง ๆ จิ้มเข้าไปทีเดียวหายดีกว่ายาหม่องสมัยนี้; แล้วทำไม มันหายสูญไปเสียได้ก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทำไม่มีใครนิยมใช้. จะเห็นได้ว่า การที่เราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง จะตำพริกแกงก็ดี จะหยิบพืน จากกองใหญ่มาไว้ข้างเตาเล็ก ๆ นี้ก็ดี มันมีเรื่องที่จะต้องเป็นธรรมะ มีธรรมะ เต็มไปด้วย ธรรมะ. เรื่องมันเล็กมากถึงขนาดหยิบฟืนนี้มันก็ง่าย หรือเล็กกว่าเรื่องตำน้ำพริกแกง แต่ก็ยังต้องมีธรรมะอย่างเดียวกันอีก มันจึงจะปลอดภัย. รวมความแล้วก็ว่าอยู่ที่ไม่มองความมุ่งหมาย หรือปัญหาใหญ่ ก็ ขอให้ทุกคน หยุดอวดดีเสียที. ความอวดดีมากมายที่แล้วมาแต่หนหลัง หยุดกันเสียบ้าง หยุดกัน เสียที แล้วตั้งใจมองสิ่งเหล่านี้ ในฐานะเป็นสิ่งสำคัญ โดยหลักที่กล่าวนี้ ก็คือว่ามอง ให้เห็นโพชฌงค์ ๗ ประการในทุกสิ่งที่จะต้องทำ โดยยกตัวอย่างที่ต่ำที่สุดแล้วเรื่องการ ตำน้ำพริกแกง. ทีนี้ เรื่องอะไรก็ตาม เช่นคุณจะอาบน้ำ กว่าจะสำเร็จเรื่องการอาบน้ำ ; ถ้าทำได้ดีเต็มที่ก็ยังจะมีโพชฌงค์ ๗ นี้ เต็มปรี่อยู่ในการอาบครั้งหนึ่ง. เรียกว่าในกิจ ประจำวันแท้ ๆ จะอาบน้ำหรือจะแปรงฟัน หรือจะอะไรก็ตาม มันมีอยู่ในนั้นครบ แต่ ไม่มอง ไม่เคยมอง ; เพราะว่าไม่มองก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครมาทำอะไร แต่ต้องรู้ไว้ว่า การไม่มองอย่างนั้น เป็นการได้เปรียบของอวิชชาของพญามาร เป็นการเสียเปรียบของ เราของสัตว์ทั้งหลาย. ถ้าเราหัดมอง เราก็จะไม่ยอมให้เสียเปรียบ ไม่เป็นการได้เปรียบข้างพญามาร ไม่เท่าไรเราก็จะฆ่าพญามารได้ จึงหวังว่าทุกคนที่มีอายุล่วงมาถึงขนาดนี้แล้ว ; ควรจะ
น.201 หัดมองและมองได้ ในเมื่อเด็กเล็ก ๆ อายุ ๗ - ๘ ขวบมองไม่ได้ แต่มันมี experience เหลืออยู่ แล้วก็ย้อนไปมองได้ ก็เลยเป็นเรื่องมองได้หมด. ความผิดความถูกความอะไร มาตั้งแต่เล็กอย่างไร ก็มองได้หมด. ในที่สุดก็มองเห็นได้ว่าทุกกรณี ทุกเรื่อง ทุกอะไรก็ตาม ถ้าไม่ประกอบด้วย ธรรมะแล้ว เป็นล้มเหลว เป็นไม่ได้ผลดี ธรรมะอาจจะมีอยู่ได้แม้แต่ในเรื่องตำน้ำพริก แกง และนับประสาอะไรกับเรื่องเรียนหนังสือ เรื่องเล่นกีฬา เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่สูง ขึ้นมา ซึ่งมันจะต้องมีธรรมะเหล่านี้ คือโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้ครบถ้วน. ที่สูงขึ้นมาที่จะเป็นนักคิด เป็นศิลปิน เป็นอะไรผู้มีปัญญา ตอนหลังนี้มัน ก็ยิ่งต้องมีสิ่งเหล่านี้ เป็นครูบาอาจารย์ก็ยิ่งต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือมีธรรมะครบถ้วนอยู่จึงจะ ทำได้ ; แต่แล้วก็โง่ ไม่เคยมอง ไม่หัดมอง มันก็มีไม่ได้ สร้างขึ้นไม่ได้ หรือปรับปรุง ให้ดีขึ้นไม่ได้ ก็เลยเป็นครูบาอาจารย์ที่เลว เป็นศิลปินที่เลว เป็นคนงานที่เลว เป็น พ่อบ้านแม่เรือนที่เลว ; แล้วสมัครกระโจนไปทางโน้นโว้ย : ไปหาทางโลก ทาง สำมะเลเทเมา ไม่ต้องรับผิดชอบในทางธรรมเลย. นี้โทษของการที่ไม่มอง แล้วก็มอง ไม่เป็น แล้วก็มองไม่เห็น. ขอให้มองชีวิตอย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่ว่าชีวิตเป็นธรรมะ มีธรรมะ เป็นชีวิต ชีวิตเป็นธรรมะนี้มากกว่าที่จะเป็นเพียงเครื่องมือ และธรรมะนี้เป็นตัวชีวิตเอง เป็นตัวการงานเอง เป็นตัวความสำเร็จประโยชน์ในการงานเอง. นี่เรามองสูงขึ้นมาถึง ขนาดนี้ คือไกลมากเกินกว่าที่จะเป็นเพียงเครื่องมือ. เมื่อได้พูดเรื่องเครื่องมือพอสมควร แล้ว ก็มองให้สูงขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ ว่ามันเป็นตัวอะไรทั้งหมดอยู่ในธรรมนั้น เพราะว่าธรรมะเป็นตัวชีวิตทั้งหมด ชีวิตทั้งหมดก็คือธรรมะทั้งหมด. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa