น.202 วันที่ ๒๙ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๖๓ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒. ในวันนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกกันว่า ธรรมประยุกต์ คือ การประกอบธรรมะเข้ากับชีวิตหรือกับตน. ในครั้งที่ แล้วมาเราได้พูดถึงธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ และ ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวชีวิตเสียเอง. ทีนี้ก็จะต้องนึกถึง ต่อไป ถึงข้อที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะใช้ธรรมะในฐานะที่เป็น เครื่องมือ ประกอบกันเข้าได้กับธรรมะในฐานะที่เป็นตัว ชีวิตเสียเอง. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าเครื่องมือ ก็คือเครื่องมือ ที่รู้จักกันดีว่า เครื่องมือ หมายความว่าอะไร ? เครื่องมือ นี้ทำอะไร ? ๑๗๓
น.203 เครื่องมือนี้ก็ทำธรรมะให้มีขึ้นมาในตัวสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั่นเอง ฉะนั้น เราจึงพูดได้ด้วยคำที่ค่อนข้างจะประหลาดว่า ใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือ สำหรับประกอบ ธรรมะเข้ากันกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ซึ่งก็คือธรรมะอีกเหมือนกัน. เพราะคำว่าธรรมะหรือ ธรรมมีความหมายกว้างถึงขนาดนี้ : ใช้ ก็ใช้ธรรม เป็นเครื่องมือประกอบสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเข้ากับสิ่งที่เรียกว่าธรรม ; อาการอย่างนี้แหละเรียกว่าธรรมประยุกต์ คำว่า "ประยุกต์" เป็นคำที่ใช้กันมากจนดื่นสำหรับสมัยนี้ จนรู้กันดีว่าเล็งถึง อะไร ในภาษาไทยใช้คำว่าประยุกต์ ซึ่งเป็นรูปของภาษาสันสกฤต เป็นภาษาบาลีว่าปยุตตะ เฉยๆ: ประยุกต์แปลว่า ประกอบแล้ว ฉะนั้น ธัมมปยุตต์ ก็คือ ประกอบแล้ว ด้วยธรรม, ธรรมประยุกต์ก็ได้เหมือนกันไม่ผิดอะไรกัน ก็แปลว่าประกอบแล้วด้วยธรรม ทีนี้เราจะเห็นได้ทันทีว่า คำว่าประยุกต์ที่ใช้กันอยู่นี้ ยังไม่ถึงความหมายของ มัน; มันเป็นเพียงการศึกษาให้ตรงกันกับเรื่องราว ที่จะใช้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ มีมากเฉพาะที่มันตรงกับเรื่องที่เราต้องการจะใช้ เรียกว่าประยุกต์ ; นั่นแหละคือประยุกต์ อย่างเด็กอมมือหรือสำหรับเด็ก ๆ. ถ้าประยุกต์หรือปยุตต์ในภาษาบาลีจริงแล้ว หมายความว่าต้องกอปรอยู่ด้วย ธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแต่ว่ากำลังศึกษา หรือคัดเลือก หรืออธิบายกันในแง่ที่จะเอาไป ใช้ประโยชน์ได้. ประยุกต์อย่างเด็ก ๆ นั้น มันเป็นเบื้องต้นของประยุกต์มากกว่า แต่ เขาก็เรียกว่าประยุกต์ เพราะฉะนั้น เราจึงดูสิ่งที่เรียกว่าประยุกต์หรือปยุตต์นี้กันให้ชัดเจน ให้ละเอียดสักหน่อย. เมื่อวานนี้ก็มีผู้มาถามปัญหาซึ่งออกจะแปลก คือถามผมว่า เท่าที่รู้จักใน ประเทศไทย ใครมีธรรมเข้าขั้นบ้าง ? คำถามนี้เองเป็นเหตุให้นึกได้ ถึงข้อเท็จจริง
น.204 ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่มาก คือคำว่า "เข้าขั้น" หรือ ถึงขั้น หรือ ถึงขนาด นี้. นี้ยังเข้าใจผิดกันอยู่ ; เมื่อนึกได้ก็อยากจะพูดเสียเลย ว่าที่ว่า "เข้าขั้น" นั้น ยัง เป็นคำที่กำกวม เอาไปใช้ได้อย่างน้อยก็สามขนาด. ถ้าพูดว่า "มีธรรมะเข้าขั้น" อย่างนี้ละก็ ออก จะชัดเจน คือ มีธรรมะ จริง ๆ ; แต่เมื่อไปดูถึงผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เข้าขั้น หรือ ถึงขนาด หรือ ถึงขั้น นั้น มักจะเป็นไปในรูปอื่น คือเป็นรูปที่มีความรู้ดีเสียมากกว่า. เพราะฉะนั้น ขอให้แยก คำว่า "เข้าขั้น" นี้ ว่ามีอยู่ถึงสามระยะ เรียกกันง่ายๆ ว่า "ความรู้เข้าขั้น". การปฏิบัติ เข้าขั้น", แล้วภูมิของจิตใจซึ่งเป็นผลของการปฏิบัตินั้นเข้าขั้น เลยมีสามเข้าขั้น คือ ถึงขั้น หรือ ถึงขนาด มีอยู่ ๓ อย่าง : ความรู้เข้าขั้น, การปฏิบัติเข้าขั้น, ผลของ การปฏิบัติเข้าขั้น. อย่างที่แรกเรียกว่า ความรู้เข้าขั้น นี้ ก็ยังเข้าใจผิดกันอยู่นั่นเอง ; อาจจะ มีผู้คิดว่าเรียนนักธรรม เรียนบาลี เรียนอะไรได้มากถึงขนาดที่เรียกว่าเข้าขั้น กระทั่งเรียน พระไตรปิฎกแตกฉาน ก็เรียกว่าความรู้เข้าขั้นอย่างนี้เสียมากกว่า ; ที่จริงไม่เป็นอย่าง นั้นเลย. ผู้ที่รู้พระไตรที่ถูกแต่เพียงแตกฉานในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่าน เรียกคนชนิดนี้ ดังปรากฏอยู่ในเรื่องราวที่เราศึกษากันอยู่นั่นเอง ว่า เป็นโมฆบุรุษ - เป็นบุรุษคนเปล่า, คนกำมือเปล่า คือไม่มีอะไรอยู่ในมือ มีภิกษุองค์หนึ่งชื่อ โปฺละ แตกฉานในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ใน สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ยังไม่จัดเป็นพระไตรปิฎก ; ถ้าพูดอย่างเดี๋ยวนี้ ก็พูดว่าผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก คือว่าเป็นผู้แตกฉานในการพูดจา ในการใช้คำพูด ในการอธิบาย. ถ้าเกี่ยวกับเรื่องระเบียบการเป็นอยู่ของหมู่คณะ ก็เรียกว่าวินัย, เกี่ยว
น.205 กับเรื่องราวที่มาต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ก็เรียกว่า สุตตันตะ, เกี่ยวกับธรรมะชั้นลึก ก็เรียกว่า อภิธรรม ; แม้ยังไม่แจกเป็นกันโดยชื่อว่า วินัย สุตตันตะ อภิธรรม ก็มีรูปเค้าโครง อย่างนั้นอยู่แล้ว ก็ยังถูกเรียกว่า "กำมือเปล่า" เรียกว่า คนเปล่า. พระพุทธเจ้าตรัสล้อ ภิกษุชนิดนี้ ว่า คนเปล่า ตรัสทักว่า คนเปล่ามาแล้ว, คนเปล่านั่งลงซิ ทรงล้อเอา ล้อหรือว่าอะไรก็ตาม ; ล้อภิกษุรูปนั้นว่า เอ้า, คนเปล่า ลุกขึ้นไปแล้ว ; คือ คนที่ดีแต่รู้ในทางความรู้. ยังมีเรื่องราวหลายแห่งในอรรถกถา ธรรมบทหรือที่อื่น ๆ ซึ่งพูดถึงพวกเทวดา รุกขเทวดา อารามเทวดา อะไรต่าง ๆ นี้ ไม่สนใจกับภิกษุผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ในปริยัติอย่างนี้ ; แต่ไปสนใจ ไปเคารพ ไปบูชา ไปเอาใจใส่กับพระแก่ ๆ ที่พูดอะไรไม่เป็น, เทวดาพวกนั้นถือว่าพระแก่ ๆ เป็นผู้มีภูมิธรรมแห่งจิตใจสูง. นั้นแหละขอให้สังเกตดู และคำนวณดู ว่า การแตกฉาน ในพระไตรปิฎก ได้ถูกจัดไว้ในฐานะเป็นผู้มีกำมือเปล่า คือในมือไม่มีสิ่งที่มี ประโยชน์อะไร ทั้งที่แตกฉานในพระไตรปิฎก. คนสมัยนี้ก็คงจะพูดกันโดยไม่รู้สึกว่า ความรู้เข้าขั้น เพราะรู้พระไตรปิฎก ; ที่จริงนั้นเปล่าเลย. ถ้าพูดโดยคำว่าประยุกต์ หรือธรรมประยุกต์แล้ว ความรู้ชนิดที่ แตกฉานในพระไตรปิฎก ก็ยังไม่เรียกว่าความรู้เข้าขั้น. ที่พูดนี้ไม่ได้พูดให้เกิด ความท้อถอยหรือเสียกำลังใจ ในการที่จะศึกษาพระไตรปิฎก. ที่พูดนี้ต้องการให้รู้ความจริง หรือข้อเท็จจริง ว่า ความรู้ที่เข้าขั้น นั้น หมายถึงความรู้ ชนิดที่ทำให้แน่ใจในการปฏิบัติ เป็นความรู้เพียงพอที่จะทำให้ แน่ใจลงไป ในการที่จะไม่ยึดถืออะไร. เช่นสมัครที่จะดับไม่เหลือ, พอใจที่จะเป็น ผู้ดับไม่เหลือ, เพราะว่าในโลกนี้ หรือในกระแสแห่งวัฏฏสงสารนี้ ไม่มีอะไรที่น่า
น.206 ชื่นใจ หรือน่าเอาน่าเป็น หรือน่ายุ่งด้วย หรือน่าวิ่งว่อนไปกับเขาด้วย หรือน่าวิ่งว่อน ไปในกระแสโลกนั้น มันไม่มีอะไร. ถ้ามีความรู้สึกอยากดับไม่เหลือ หรือว่าเข้าใจ เพียงแต่เข้าใจเท่านั้น ว่าในโลกนี้มันมีแต่สิ่งที่ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ความดับไม่เหลือ หยุดวิ่งไปในโลกนั้นดีกว่าแน่ ; อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ความรู้เข้าขั้น. แม้จะไม่รู้เรื่องวินัย เรื่องสุตตะ เรื่องอภิธรรม ไม่รู้อะไร ไม่รู้พระไตรปิฎก เลย, ไม่รู้แม้กระทั่งที่จะแจกคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ไม่รู้แม้แต่จะแจก ขันธ์ ๕ เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ไม่รู้ชื่อเหล่านี้เลย แต่ในใจนั้น เกิดเข้าใจ มองเห็นลงไปว่า ทุกอย่างเลยในโลก : ความเป็นนั่นเป็นนี่ในโลก หรือ ความมีนั่นมีนี่ในโลกนั้น ไม่น่าจะมี ไม่น่าจะเป็น ด้วยความหมายมั่น ด้วยความ ยึดถือ. ที่จริงมันก็มีก็เป็นอยู่แล้ว ทรัพย์สมบัติก็มีอยู่แล้ว เป็นนั่นเป็นนี่ มีชื่อเสียง อย่างนั้นอย่างนี้อยู่แล้ว แล้วก็มองเห็นว่า มันเป็นเด็กเล่นทั้งนั้น, หรือว่าถ้าไปหมายมั่น ที่จะมีจะเป็นให้มากขึ้น ก็มีความทุกข์อย่างยิ่งขึ้นมาทันที. ความรู้เพียงเท่าที่กล่าวมานี้เรียกว่า เข้าขั้น เต็มขั้น หรือ ถึงขนาด พูดอะไร ไม่ได้นอกจากว่าไม่ไหว, ไม่ไหว, หรือสั่นหัว, หรือรู้สึกอยู่อย่างนี้. อย่างนี้ผมเรียกว่า ความรู้มันเข้าขั้นเป็นธรรมประยุกต์ในขั้นความรู้ ; แล้วก็ไปคำนวณดูว่า จะมีภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ชนิดไหน ที่ว่าเป็นผู้มีความรู้เข้าขั้น. ในที่นี้เลยไปก่อนดีกว่า, พูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติเข้าขั้น มันก็มีหลัก เกณฑ์เหมือนกันอีก การปฏิบัติอยู่อย่างครบถ้วน ตามแบบฉบับ อย่างเคร่งครัด อย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างนี้ก็ ยังไม่แน่ว่าเข้าขั้นหรือถึงขนาด ; ต่อเมื่อการปฏิบัติ นั้นถูกจุดหมาย คือทำให้เกิดการวางมือจากความยึดมั่นถือมั่น การคลายความยึดมั่นถือมั่น จึงจะเรียกว่าการปฏิบัตินั้นเข้าขั้น.
น.207 คนบางคนไม่เล่าเรียนอะไร ก็ ปฏิบัติอยู่อย่างเคร่งครัด ตามบอกคำบอก เหมือนกับที่เขาบอกคำบอกให้ ว่าทำอย่างนั้นอย่างนั้นเป็นวัน ๆ ไปเลย แล้วก็ปฏิบัติ อยู่อย่างเคร่งครัด กลายเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น. ระวังให้ดี ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดไม่ มองหน้าใครเลยนั้น ระวังให้ดี; แทนที่จะไม่ถึงขั้น กลับเป็นอาจจะลดขั้น คือ ทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น เพื่อตัวกูเพื่อของกูมากเกินไป คือ เพื่อตัวได้ เพื่อตัว ดีเด่น แม้แต่ เพื่อตัวนิพพาน ก็ตาม. ความเข้าใจว่าจะได้นิพพานนั้นมาจากความยึดมั่นถือมั่นเสียแล้ว ; การปฏิบัติ นั้นก็ตึงเครียด หรือเพื่อไปก็ได้, ไม่ถึงขั้น ; เพื่อแต่ไม่ถึงขั้น, ฟังยากหน่อย. มัน มากจนเพื่อ แล้วก็มองดูแล้วยังไม่ถึงขั้น, มันน่าหวัว. แทนที่จะพูดว่าเกินขั้นกลับ พูดว่าไม่ถึงขั้น ทั้งที่ปฏิบัติอย่างเคร่งเครียด อย่างมากมาย อย่างไม่ดูหน้าใครเลย ทั้งวันทั้งคืน. คำว่า การปฏิบัติเข้าขั้น นี้มันก็คือที่เราเรียกกันว่า บัสสิทธิสัมโพชฌงค์ นั่น ดูให้ดีๆ : มีสติรู้, เลือกมาปฏิบัติ, แล้วก็พิจารณาอยู่, ใช้ความเพียรทุ่มเทลงไป, มีปีติหล่อเลี้ยงความเพียรไว้ จนกว่าเมื่อไรจะลงรูป คือ เป็นบัสสิทธิเข้ารูปเข้ารอย. ตรงนี้จะเรียกว่าปฏิบัติถึงขั้น แล้วยังแถมมีสมาธิ อุเบกขา อะไร รักษาความเป็นอย่างนี้ ไว้เรื่อยไป คือว่าถึงขั้นแล้ว ก็ยังต้องรักษาความถึงขั้นนั้นไว้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันดี คืนดี โอกาสหนึ่งที่จะทำหน้าที่ต่อไปถึงกับตัดกิเลสได้ นี่คือการปฏิบัติถึงขั้น. การปฏิบัติถึงขั้น นี้ก็ต้องมีมาจากความรู้ที่ถึงขั้น คือเข้ารูปด้วยเหมือนกัน ; ถ้าจะพูดก็พูดได้ว่า ถ้าการปฏิบัติถึงขั้นแล้ว ความรู้ก็ต้องถึงขั้นอยู่ในตัว. ระวังให้ดี, ถ้าเรา จะปฏิบัติอะไร ลงไปใน ศีล สมาธิ ปัญญา ธุรกิจประจำวันต่างๆ สวดมนต์
น.208 ภาวนา ให้ทำด้วยสติ สัมปชัญญะ ให้มีความรู้สึกในการกระทำ ความหมายของการ กระทำอยู่เสมอ. ถ้าทำเพียงสักว่าครบบริบูรณ์เป็นพิธี ตามพิธี อย่างนี้มันก็จะไม่ถึง ขั้นอยู่นั่นเอง เป็นเพียงพิธีอยู่นั่นเอง. การปฏิบัติต้องด้วยสติสัมปชัญญะ ; จะสวดมนต์ จะไหว้พระ จะทำ อะไรก็ตาม ต้องให้เป็นความแจ่มแจ้งซึมซาบในคำพูดหรือในการกระทำนั้น. อย่างนี้ เรียกว่า การปฏิบัติถึงขั้น กล่าวโดยเฉพาะคือว่าสมบูรณ์อยู่ด้วยโพชฌงค์ ๗ ; แม้ยัง ไม่บรรลุมรรคผลอะไรเลย ก็สมบูรณ์อยู่ด้วยโพชฌงค์ ครบทั้ง ๗, เพียงแต่ว่ามันยัง ไม่ถึงขนาดไม่ถึงขั้น ; แต่มันมีถูกต้องแล้ว มันมีครบแล้ว เพราะฉะนั้นชำระสิ่งที่เรียกว่า โพชฌงค์นี้ให้ดี ๆ : หมวดอื่นไม่สะดวก. ผมรู้สึกว่า ธรรมะมีหลายหมวด หลายสิบหมวด หมวดอื่นไม่สะดวกเท่า หมวดโพชฌงค์ ๗ ประการ จนกระทั่งว่า แม่ครัวจะตำน้ำพริกแกงสักครกหนึ่ง หรือ ว่าลูกเด็ก ๆ อย่างเมื่อผมสมัยเด็กจะต้องช่วยแม่ตำน้ำพริกแกงสักครกหนึ่ง มันก็ต้องมี โพชฌงค์ ๗ นั่นแหละ จะโดยรู้สึกตัว หรือโดยไม่รู้สึกตัวก็ตาม จึงจะเรียกว่าการ ปฏิบัติที่เข้าขั้น. แม้แต่จะช่วยขูดมะพร้าว ก็ต้อง มีสติ ไม่เช่นนั้นก็ขูดผิด ขูดเอามือเข้าก็ได้ แล้วก็ต้อง มีธัมมวิยะ คือการวิจัย ว่าขูดอย่างไร ว่ามันจะเร็วและได้ผลดี; มันมี เรื่องหลายเรื่อง เช่นขุดไปแต่ข้างริมนี้ ริมนอก จะทำให้หมด ไม่มีส่วนที่เหลืออยู่ติด กะลามะพร้าว และเสียเปล่า. ถ้าขูดมาแต่ข้างใน ตอนนอกมันจะขูดไม่ได้ มันจะขูด ลำบากและมันจะหลุดเป็นชิ้น ๆ ออกไป เสียเปล่า. หรือว่าถ้าใช้ไม่หมดซีก ก็จะ เหลือในลักษณะที่ใช้อะไรไม่ได้. แล้วยังมีข้อที่จะต้องพินิจพิจารณาสังเกตว่า ถูอย่างไร
น.209 มันจึงจะออกมาละเอียด, ถูอย่างไรมันจึงจะออกมาหยาบ. นี่ธัมมวิจัยแม้ในการขูด มะพร้าว. ลำดับต่อไปก็ มีความเพียรที่จะพูดไป มีความพอใจที่ได้กระทำ งานอันนี้ อย่าให้มันเบื่อได้ เดี๋ยวจะขี้เกียจ เดี๋ยวจะวิ่งหนีไปเสีย. แล้วเพียรทำไปจนกว่ามือที่ จับขูดนี้มัน เข้ารูปเข้ารอย จนว่าหลับตาขูดหรือว่าใจลอยขูด นึกถึงเรื่องอื่นไปพลาง ขูดมะพร้าวไปพลาง ก็ยังทำได้ ; แล้ว สมาธิก็มีอยู่เอง โดยอัตโนมัติ ขูดเรื่อยไปจน กว่าจะหมด. - นี้คือ อุเบกขา. นี้ยิ่งพูดไปก็ยิ่งทำให้เขาหัวเราะ ยิ่งทำให้คนสมัยนี้หัวเราะเมื่อพูดอย่างนี้ ; เพราะเขาไม่สนใจในเรื่องอย่างนี้ ไม่สนใจในสิ่งที่เรียกว่าวิจัย หรือประยุกต์. เอาละ ขอให้ยุติกันทีเรื่องนี้ ว่าจะตำน้ำพริกแกง หรือขูดมะพร้าว ขั้นต่ำที่สุดนี้ หรือว่าจะไปทำ อะไรที่ไหน, จะอาบน้ำหรืออะไรก็ตาม ; ถ้าถึงขั้นแล้ว มันก็ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ อย่างนี้ทั้งนั้น. การที่เราจะปฏิบัติธรรมะเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา ไหว้พระ สวดมนต์ภาวนา ก็ต้องครบด้วย ๗ อย่างนี้ทั้งนั้น จึงพูดได้เลยว่า ที่ว่า การปฏิบัติ ถึงขั้นนี้ คือเดี๋ยวนี้พร้อมอยู่ด้วยลักษณะของโพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว. ที่นี้ ก็ต้องดูต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ไม่ต้องเป็นผู้ที่แตกฉานในพระไตรปิฎก หรือ แม้ไม่เคยเรียนนักธรรม เรียนบาลี ก็อาจจะมีการปฏิบัติที่ถึงขั้นได้ ประกอบอยู่ด้วย โพชฌงค์ ๗ ได้ โดยที่เขาไม่รู้ตัว ไม่รู้จักชื่อเหล่านี้ แต่ว่ามีพร้อม. ลองใครคนไหน ขูดมะพร้าว หรือว่าตำน้ำพริกแกงได้ดีเท่านั้นแหละ ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์นี้โดยไม่ รู้สึกตัว โดยที่เขาไม่รู้จักชื่อเหล่านี้เลย.
น.210 การปฏิบัติจะขยายขึ้นไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ตามลำดับของการงานที่มัน สูงขึ้นถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อจะบรรลุมรรคผล ก็เรียกว่าการ ปฏิบัตินั้นเข้าขั้น คือ ดำรง ใจไว้เหมาะ ตั้งต้นด้วยความไม่อยากดี ไม่อยากเด่นอะไร มองเห็นความทุกข์เป็น สิ่งที่ควรจะละกันเรื่อยไป อย่างนี้พอแล้ว. มองเห็นว่า อยากด้วยความโง่คืออวิชชา, แล้วก็ ยึดมั่นด้วยความโง่คืออวิชชา นี้คือตัวการที่เป็นทุกข์. ทีนี้ แม้ไม่รู้จัก คำว่า อวิชชา ไม่รู้จักคำว่า ตัณหา ไม่รู้จักคำว่า อุปาทาน ไม่รู้จักคำพูดเหล่านั้นเลย ; แต่รู้จักสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ‘ที่มีชื่ออย่างนั้นรู้จักดี เลยเข็ด เลยไม่กล้าปล่อยให้ความรู้สึกชนิดนั้นเกิดขึ้นในใจอีก. ระวังอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติ เข้าขั้น เป็นปัจเจกพุทธะยิ่งกว่าปัจเจกพุทธะ ; ไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้จักพูด ไม่รู้จักอะไรหมด แต่รู้จักสิ่งที่มันเกิดอยู่ในใจว่า "หมอนี้มาทุกที แล้วเป็นทุกข์ทุกที" รู้จักเข็ดรู้จักหลาบ ไม่ปล่อยให้มาเกิดขึ้นในใจอีก ปฏิบัติเพียงอย่างนี้ก็เรียกว่า ปฏิบัติเข้าขั้น และเพียงพอ ถึงขนาด. พูดเลยต่อไปอีก ถึงสิ่งที่เรียกว่า ภูมิธรรมของจิตใจเข้าขั้น นี่ก็คือ การ บรรลุมรรคผล คือผลของการปฏิบัติเข้าขั้น. ขอให้ไล่มาดูความรู้เข้าขั้นก่อน และการปฏิบัติมันเข้าขั้นก่อน, แล้วผล ของการปฏิบัติมันจะเข้าขั้น มันก็เหมือนกับเราขูดมะพร้าวมาประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ ของโพชฌงค์ เรื่อยมาจนขูดเสร็จนี้. ทีนี้มาดูที่ผลมันเสร็จแล้วนี้ เรียกว่าผลมันเข้าขั้น. เมื่อยังปฏิบัติอยู่ ผลมันยังไม่เสร็จ มันก็ยังไม่เข้าขั้น. ผลเข้าขั้นนั้นก็คือว่ามีผลแน่ นอน ว่า สิ่งที่เราต้องการจะได้ก็ได้แล้ว อย่างนี้เรียกว่าภูมิธรรม, ภูมิธรรมของจิต เข้าขั้น คือจิตอยู่ในระดับที่ว่าตัณหา อุปาทาน ย่ำยีไม่ได้เหมือนแต่ก่อน, ย่ำยีได้น้อย และอยู่ในลักษณะที่จักมีได้ในอนาคตอันใกล้นี้.
น.211 เมื่อตัณหาอุปาทานย่ำยีไม่ได้ ก็แปลว่าเข้าไปในขั้นที่เรียกว่า ต่อไปนี้จะแน่ นอนที่ว่า มันจะย่ำยีไม่ได้, มันเริ่มย่ำยีได้น้อยลง, แล้วจะแน่นอน ว่าจะย่ำยีไม่ได้ อีกเลย ; อันนี้เรียกว่า ภูมิธรรมเข้าขั้น ถ้า เข้าถึงสูงสุดก็เป็นพระอรหันต์. ทีนี้ เราไม่เรียกว่าเข้าขั้น ต่อเมื่อบรรลุพระอรหันต์ แม้แต่เพียงพระโสดาบัน ก็เรียกว่าเข้าขั้น ; จะลดลงไปอีกหน่อยก็ได้, เป็นปุถุชนชั้นดีที่สุดก็เรียกว่าเข้าขั้น ซึ่งจะไหลไปหา พระโสดาบัน พระอรหันต์ในที่สุด ที่เรียกว่ากัลยาณปุถุชน คือปุถุชนที่งดงาม กัลยาณปุถุชนหวังเข้าขั้นเพียงเท่านี้ก็จะไม่เหลือวิสัย อะไรเลย อยู่ใน ระดับธรรมดาสามัญที่สุด ; พูดอย่างสมัยใหม่ พูดอย่างสมัยชาวบ้านทั่วโลกพูด ก็เรียก ว่า เป็นสุภาพบุรุษ แท้จริง, เขาเป็นสุภาพบุรุษที่แท้จริง ก็พอจะเรียกได้ว่ามี ภูมิธรรมของจิตใจเข้าขั้น. สุภาพบุรุษที่แท้จริงก็ไม่ไปรุกรานใคร ไม่ไปล่วงเกินใคร และก็ไม่มีอะไรที่น่าเกลียดอยู่ในตัวสุภาพบุรุษนั้น ก็เรียกว่าเข้าขั้นของความเป็นสุภาพบุรุษ ที่แท้จริง ; ไม่ใช่แต่ชื่อไม่ใช่แต่ปาก ก็เรียกว่าภูมิธรรมเข้าขั้น. ภูมิธรรม แม้ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ก็ยังมีความเป็นสุภาพบุรุษเข้าขั้นได้ เพราะว่าศาสนาไหนก็ต้องการอย่างนี้ หรือแม้แต่วัฒนธรรมที่ดี ก็ต้องการอย่างนี้ : ต้องการความเป็นสุภาพบุรุษที่ถูกต้อง. ก็พอจะเรียกว่ามี ภูมิธรรมของจิตใจเข้าขั้น ในระดับแรก ในระดับตระเตรียม นี้ก็เจริญต่อไปจนถึงขั้นที่เรียกว่าถึงต้นกระแส เงื่อนต้นของนิพพาน, นี้เขาเรียกว่าเข้าขั้นแล้วก็ไปเลย นี้เรียกว่าภูมิธรรมเข้าขั้น. ทีนี้ ผม จะพูดคราวเดียวเพื่อเปรียบเทียบ แล้วเพื่อรู้สิ่งที่ควรจะรู้ เพื่อแก้ไขความประมาท ซึ่งเคยรู้จักมันดี. เราจะตั้งต้นว่า ความรู้เข้าขั้น การปฏิบัติเข้าขั้น ภูมิธรรมเข้าขั้น.
น.212 คนทั่วไปคิดว่ามันจะต้องตั้งต้นมาสามขั้นตามลำดับ เหมือนเหยียบบันได สามขึ้นมาตามลำดับ ; นี้คือคนที่หลับตาหรือลืมตาพุด. ที่จริงสิ่งนี้เป็นไปตามกฎของ อริยมรรคหรืออัฏฐังคิกมรรค ; คนหลับตาพูดก็จะพูดว่ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มา ตามลำดับ หรือเหมือนบันไดสามขั้น ; แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสปัญญามาก่อน แล้วมีศีล มีสมาธิ นั้นคือรูปของอริยมรรคมีองค์ ๘: เริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นี่เป็น ปัญญาต้องมาก่อน แล้วจึงมาถึงศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, แล้วมันจึงมาถึงสมาธิคือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. นี่กลายเป็นปัญญา ศีล และสมาธิ โดยพฤตินัยเป็นอย่างนี้ แต่โดยนิตินัยเป็นศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็ท่องกันอยู่. พระพุทธเจ้าเองตรัส เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง เป็นลำดับอย่างนี้ ก็มีเหมือนกัน แต่ตรัสในฐานะเป็นทฤษฎีสำหรับพูด, พอตรัส เป็นหลักปฏิบัติ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้กลับ เป็นปัญญา แล้วเป็นศีล เป็นสมาธิ, แล้วเป็นปัญญา เป็นศีล เป็นสมาธิ วนเป็นวงกลมกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็เจริญขึ้นไป. ข้อนี้เป็นอย่างไร ? เรื่องที่เรากำลังพูดก็คืออย่างนั้นแหละ : ความรู้เข้าขั้น การปฏิบัติเข้าขั้น ภูมิธรรมของ จิตใจเข้าขั้น. ภูมิธรรมของจิตใจเข้าขั้นนี้มาก่อน เพราะถ้าภูมิธรรมของจิตใจไม่พอ ก็ไม่มาเลือกเอาธรรมะมาเป็นที่พึ่ง ไม่มาเลือกเอาศาสนาเป็นที่พึ่ง. ทีนี้ ผมจะพูดตัดบทยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า คนเราอาจจะมีภูมิธรรมเข้าขั้น ได้เลย โดยไม่ต้องไปสนใจกับเรื่องความรู้เข้าขั้น หรือการปฏิบัติเข้าขั้น ให้มัน เป็นสองเรื่องสามเรื่องมากเรื่องออกไป; เหมือนตัวอย่างภิกษุรูปหนึ่งที่ยกมากล่าว ว่า เทวดาบูชากันนัก ท่านไม่ได้มีความรู้เข้าขั้น หรือการปฏิบัติเข้าขั้น แต่กลับมีภูมิเข้าขั้น. สำหรับกรณีทั่วไปผมอยากจะยกตัวอย่างที่ยิ่งไปกว่านั้น ที่เขาไม่ค่อยจะเชื่อกันนัก ที่ยิ่ง ไปกว่านั้นว่า : -
น.213 คนบางคน คล้ายกับเกิดมามีอะไรอยู่ในตัว ซึ่งอธิบายยาก แต่ก็สันนิษฐาน ได้ว่า มีความประจวบเหมาะของอะไรอยู่ในตัวเขา ทำให้เป็นผู้ มีกิเลสน้อยมาโดยกำเนิด ผมเห็นคุณยายบางคนมีอะไรที่เป็นอย่างนี้มาแต่กำเนิด หนังสือก็ไม่รู้. นี่อย่าเอาชื่อมา เอ่ยเลย ; เพราะเป็นเรื่องที่พูดกันต่อไปเดี๋ยวจะลำบาก. แต่ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ที่เห็นอยู่ทุกวันกับตาตัวเองจนกระทั่งเขาตายไป. บุคคลนั้นหนังสือก็ไม่รู้ วัดวาก็ไม่ได้ไป แล้วก็ไม่ชอบไปด้วย ฝนตกฟ้าร้อง ก็อยู่แต่ในสวนหลังบ้าน สวนครัวสวนอะไรเช่นนี้; แต่มีจิตใจที่ประหลาด คือโลภไม่ ค่อยจะเป็น โกรธไม่ค่อยจะเป็น แล้วก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความเงียบสงบ ไม่มีใครรบกวนไปวันหนึ่ง ๆ มีความสบายจนตายเลย แล้วก็ตายเหมือนกับตะเกียงน้ำมัน หมดลงไปอย่างนั้นแหละ อายุมากแล้วก็ตายไปโดยไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร อย่างนี้ก็มี อีกท่านหนึ่ง ท่านสมภารวัดบ้านนอก อย่างที่เขาเรียกว่าบนบ่าบนดอย ก็ไม่มี คุณสมบัติประหลาดอะไร, เป็นที่นับถือยกย่องของคนทั้งหลาย แม้กระทั่งในเมือง. พูดอะไรก็ไม่เป็น อธิบายธรรมะง่าย ๆ ที่สุดก็ไม่ได้ ไม่เป็น ; พูดไม่เป็นเสียเลย ทีเดียว. แต่มีลักษณะอย่างที่ว่านี้ มีอากัปกิริยาแสดงออกมาให้เขาเห็นได้ว่า ไม่มี กิเลสที่จะทำอันตรายใคร, โดยส่วนตัวก็เยือกเย็น. คนนับถือบูชายิ่งกว่าพระที่เป็น มหาเปรียญเป็นเจ้าคุณ, กล้าพูดตรงๆ ว่ายิ่งกว่าพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีเกียรติ ; พระที่ ไม่รู้อะไรนี้ ใคร ๆ ไปจะเห็นได้ด้วยตา ผมก็ได้เห็น และก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน คือ นึกไปว่าเป็นอาการของคนบ้า ๆ บอ ๆ กระมัง ; ดูแต่ข้างนอกเป็นอย่างนั้น. แต่ยิ่งดู มันก็ยิ่งเห็นว่า เป็นออกมาด้วยความบริสุทธิ์จริงจากข้างใน ที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่ทะเยอ ทะยานอะไร ทำอะไรไปอย่างนั้นแหละ เป็นเจ้าอาวาสด้วย มีอะไรก็ทำไปมีความสงบสุข อย่างยิ่งทางส่วนตัว. ใครเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็พลอยสงบสุขเยือกเย็น อยากจะทำบุญ
น.214 กับคนชนิดนี้, ได้ทำบุญกับพระชนิดนี้ก็สบายใจ, แล้วก็ไม่มีอะไรมากมาย ไม่มี อะไรใหญ่โต ไม่มีเรื่องหรูหรา. ตามความรู้สึกของผมว่า คุณยาย ๒ - ๓ คนอย่างที่ว่านั้น และพระชนิดนี้ องค์หนึ่งหรือสององค์อย่างมาก นี้คือ ผู้ที่มีภูมิธรรมเข้าขั้น โดยที่เราไม่เคยเห็นเขาเรียน นักธรรม เรียนอะไรเลย ไม่เคยเห็นเขาตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติวิปัสสนาแบบนี้ แบบนั้น แบบโน้น ไม่เคยเห็นเลย, ไม่เคยเห็นแม้จะเดินจงกรม ; จะมีบ้างก็เรื่องสันโดษ มักน้อย เรื่องฉันอาหารน้อย ฉันหนเดียว หรือที่ไม่มักมาก เห็นแต่เพียงอย่างนั้น, ไม่มีรูปการปฏิบัติเคร่งครัดด้วยท่าทาง ที่ว่าทำวิปัสสนานั่งทั้งวันทั้งคืนเดินจงกรมอย่างนี้ ไม่มีเลย. แต่ว่าดูลึกลงไปในหัวใจแล้ว กลับ มีภูมิธรรมเข้าขั้น โดยอะไรก็บอกยาก โดยฟลุคหรือโดยบังเอิญ หรือว่าโดยพระเจ้าสร้างมาอย่างนั้น หรืออะไรก็บอกยาก ; แต่สภาพปรากฏเฉพาะหน้าอยู่ว่าเป็นผู้มีภูมิธรรมเข้าขั้น. ผมคิดว่าเอาเองอย่างนี้กันนั่นแหละจะง่ายกว่า คือกระโดดมายึดหลักที่เรียกว่า มีภูมิธรรมเข้าขั้นให้ได้ แล้วความรู้มันจะเข้าขั้นทันที การปฏิบัติจะเข้าขึ้นทันที ไม่เพื่อ ไม่ขาดไม่เกิน เพ่งเล็งถึงการที่จะมีภูมิธรรมเข้าขั้นกันให้มาก และเราก็รู้กันอยู่ แล้วว่า ภูมิธรรมนี้หมายถึงอะไร. ที่นี้ ก็มีสิ่งที่ควรจะสังเกตต่อไป อีกนิดหนึ่งว่า คำว่า ธรรมประยุกต์ นี้ ไม่ใช่ประยุกต์แต่ปาก ไม่ใช่ ประยุกต์แต่กิริยาท่าทาง แต่ประยุกต์ที่จิตใจ. ประยุกต์ที่ปากก็คือ พูด ๆ พูดกัน สอน ๆ สอนกันว่าอย่างนั้นประยุกต์ apply ได้อย่างนั้น apply ได้อย่างนี้. apply ได้ ประยุกต์กันได้ด้วยปากทั้งนั้น ที่สอน วิทยาศาสตร์ประยุกต์ในโรงเรียนก็สอนประยุกต์ด้วยปากทั้งนั้น.ติด" ก่อนที่เอคโคคไฮลัก
น.215 ในเรื่องการปฏิบัตินั้น อย่าหวังที่จะอวดความเคร่งเป็นอันขาด หรืออย่ายึด มันถือมั่นในการปฏิบัติด้วยอุปาทาน ; แต่ไป เพ่งเล็งในภูมิของจิตใจ ว่าเดี๋ยวนี้ความ โกรธของเราเป็นอย่างไรมากขึ้นหรือน้อยลง ? ความโกรธของเรามากขึ้นหรือน้อยลง ? ความยกหูชูหางของเรามากขึ้นหรือน้อยลง ? เท่านี้ ทดสอบอยู่อย่างนี้เรื่อย แล้วก็ทำ ให้มันน้อยลง มันจะเป็นทีเดียวเลย เป็นภูมิธรรมเข้าขั้น แล้วความรู้หรือการปฏิบัติก็ พลอยถูกลากไปด้วย ไปสู่ความเข้าขั้น ตามที่ภูมิธรรมมันมีอยู่อย่างไร ให้มีธรรมะอยู่ ที่เนื้อที่ตัว. ให้มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวจริงๆ ก็คือ มีที่กาย ที่วาจา ที่ใจ จริงๆ ; แล้วข้อนี้มันง่ายอยู่หน่อยที่ว่าถ้าที่ใจมีแล้วก็ไม่ต้องสงสัย ที่กาย ที่วาจา มันก็ต้องมี. ฉะนั้น ไปสนใจมาจากข้างใน คือ ตั้งใจ หรือ ดำรงใจ หรือว่าอะไรเกี่ยวกับใจนี้ให้ถูก ต้องไปหมด. ถ้าใจถูกต้องแล้ว มันลากเอากายวาจาถูกต้องไปด้วย นี่จะง่ายกว่าที่จะ ตั้งพิธีรีตองจากข้างนอก ซึ่งปรากฏผลอยู่ชัดๆ แล้วว่า รักษาศีลจนตายก็ไม่เคยมีศีล เพราะไม่มีเจตนารมณ์ของศีล มันมีแต่พิธีรีตองท่าทาง ทางปาก ทางร่างกาย ทางอะไร ก็เป็นพิธีรีตองไปหมด. นี่เพราะ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าภูมิธรรม หรือมิได้หวังในสิ่งที่เรียกว่าภูมิธรรม, หวังแต่จะแสดงออกซึ่งพิธีรีตองให้เขาเห็น หรือให้หลอกตัวเองว่าดี ว่ากูดี อะไรทำนองนี้ มันเป็นเรื่องหลอกตัวเอง. พอมีความรู้สึกว่า "กูดี" เท่านั้นแหละ ภูมิธรรมล้มละลาย สูญหายหมด โดยที่ยึดมั่นถือมั่น และหวังในความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเราดีจริง แล้วก็รู้สึกอยู่ว่ามันดีขึ้น ก็ไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น หรือ กระโดดโลดเต้นว่า "กูดีละโว้ย" อย่างนี้ไม่ต้องมี ; แต่ ดีโดยไม่ต้องอวด หรือดี
น.216 โดยไม่ต้องรู้สึกยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละจะเรียกว่ามีเนื้อตัวเป็นธรรม, หรือมีธรรมอยู่ที่ เนื้อที่ตัวจริง ๆ. ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นแล้วก็ไม่มีธรรม ; มันเป็นธรรมฝ่ายที่ไม่ปรารถนา เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมฝ่ายทุกข์ เป็นธรรมฝ่ายโน้นไป. ที่เราพูดว่า ธรรม นี้ หมายถึงฝ่ายที่จะดับทุกข์ หรือดับทุกข์แล้ว ฉะนั้นให้ตั้งใจจดจ่ออยู่แต่ ภูมิธรรม ที่สามารถจะทำให้เรายกมือไหว้ตัวเองได้อยู่ เงียบๆ คนเดียว โดยที่ไม่ต้องมีใครรู้ นี้เรียกว่าภูมิธรรมเข้าขั้น การประยุกต์ธรรมะ ให้มีอยู่ในชีวิตในเนื้อในตัว ก็มีเท่านี้ ก็เสร็จกัน เพียงเท่านี้ คือ สามารถใช้ธรรมประเภทที่เป็นเครื่องมือ ทำการประยุกต์ โดย ประกอบธรรมะที่เป็นความมุ่งหมายนั้น, เข้ากันได้กับชีวิตเนื้อตัวได้สำเร็จ. เราไม่มี เครื่องมือเฉยๆ แล้วโง่ไม่รู้จักวิธีใช้ หรือว่าใช้ก็ผิด ๆ ถูกๆ เกินไปบ้าง ขาดไปบ้าง มันก็ไม่ได้ผล. เราพูดกันมากแล้ว ถึงเรื่องธรรมะ ในฐานะเป็นเครื่องมือ : เรื่องอิทธิบาท สติปัฏฐาน ความเพียร อะไรต่าง ๆ ไปทบทวนดูเอง ; ในที่สุดก็เพื่อจะใช้มันให้เกิดผล อย่างที่ว่ามาแล้ว คือมีภูมิธรรมเข้าขั้น. ถ้าภูมิธรรมเข้าขั้นความรู้นั้นมันก็พลอยเข้าขั้น ไปเอง, การปฏิบัติเข้าขั้นไปเอง ตลอดเวลาให้มีธรรมะอยู่พอตัว แล้วจะเป็นการลาก เข้าไปพร้อม ๆ กัน ลากดึงเข้าไปพร้อม ๆ กันทั้ง ๓ ชนิด ๓ อย่าง ; และกลับส่งเสริมซึ่ง กันและกัน. ภูมิธรรมเข้าขั้นนั้นก็จะย้อนมาให้ความรู้ หรือการปฏิบัติเข้าขั้นทันที, และภูมิธรรมนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ หรือเป็นเรื่องนำหน้า แล้วเราต้องบริสุทธิ์ใจในภูมิธรรม ที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องเอาหน้าหรือเรื่องหลอก ๆ.
น.217 เป็นอันว่าเราพูดกันถึงการประกอบธรรมะเข้ากับชีวิต ให้ชีวิตกลายเป็นเต็ม ไปด้วยธรรมะ ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ แต่โดยวิธีที่ง่าย หรือว่าเป็นธรรมดาสามัญที่สุด ไม่ใหญ่โตอะไร, เป็นไปได้แม้ในคนที่ไม่รู้หนังสือ และเป็นไปได้แม้แต่ในคนที่เหมือน อย่างบางคน ว่าคุณยาย หรือว่าหลวงตา ๒ - ๓ องค์ มีภูมิธรรมสูง จนแม้แต่เทวดาก็จะ หันไปหาคนชนิดนั้น, พระพุทธเจ้าก็ยังสรรเสริญคนชนิดนั้น ไม่ให้เกียรติแม้แก่คนที่เรียน แตกฉานในพระไตรปิฎก. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa