น.218 วันที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันอันดับที่ ๖๔ แห่ง ระยะกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ วันนี้จะได้กล่าว ถึงสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมประยุกต์" ต่อ. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงธรรมประยุกต์ในแง่ที่ว่า จะต้องทำให้มีธรรมะอยู่ ที่เนื้อที่ตัว โดยให้สังเกตจากหัวข้อที่ว่า มีความรู้เข้าขั้น มีการปฏิบัติเข้าขั้น มีภูมิของจิตเข้าขั้น ซึ่งแสดงถึงการที่ มีอยู่จริงที่เนื้อที่ตัว. ความรู้เข้าขั้น ไม่ใช่รู้พระไตรปิฎก เพียงแต่รู้พอที่จะกำจัดความยึดมั่นถือมั่น. ปฏิบัติเข้าขั้น ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ปฏิบัติหมดทุกระบอบทุกกลุ่มของกรรมฐาน หรือวิปัสสนา; แต่ว่าปฏิบัติอยู่ในลักษณะที่ความยึดมั่นถือมั่นไม่อาจจะเกิดได้. ๑๘๙
น.219 ภูมิของจิตเข้าขั้น นั้น ก็หมายถึงจิตอยู่ในสภาพที่ความยึดมั่นถือมั่นเกิดยาก ที่สุด จนกระทั่งถึงไม่เกิด; ต้องทำได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วเราก็เรียกว่า ธรรมประยุกต์ คือการประกอบธรรมะเข้าที่เนื้อที่ตัว. ในวันนี้จะได้พูดถึง ธรรมประยุกต์ในลักษณะที่ จะต้องประกอบ ธรรมะให้ถูกฝาถูกตัว. เรื่องถูกฝาถูกตัวนี้เป็นเรื่องสำคัญ คือเป็นปัญหาทั่ว ๆ ไปที่มีอยู่ในเวลานี้ แก่คนทั่วไป ที่ตั้งใจจะปฏิบัติธรรมในศาสนาของตน ๆ ; แต่แล้วก็ไม่มีการประยุกต์ หรือประยุกต์ก็ไม่ถูกฝาถูกตัว เพราะเข้าใจผิด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำพูด ก็ประยุกต์ ผิดแล้ว คือไม่เข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นอย่างถูกต้อง เลยถือเอาความหมายผิด, แล้วเลย ผิดยิ่งกว่าที่จะไม่ถูกฝาถูกตัว. บาง ประยุกต์ผิด กลายเป็นถึงกับว่าไม่มีฝาไม่มีตัวด้วยซ้ำไป ก็เลยไม่ต้องทำอะไรกัน ; ธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือก็เลยเป็นหมันหมด ไม่เคยพบ กันกับธรรมะเหล่านี้ หรือใช้ธรรมะเหล่านี้. สำหรับคำพูดที่ว่า ถือเอาความหมายผิด หรือ ประยุกต์คำพูดนั้นผิดความ หมาย. ตัวอย่างเช่น คำว่า มาร กับ พระ หรือ พระ กับ มาร ก็ตามใจ แล้วแต่จะพูด ; พุทธบริษัทนี่แหละเอามารไปไว้ที่ตัวยักษ์ตัวมาร เป็นสัตว์ดุร้ายรูปร่างน่ากลัว เหมือนกับ ที่เราพูด ๆ กันอยู่, แล้วก็เอาพระไปไว้ที่พระพุทธเจ้า ในลักษณะที่เป็นบุคคล หรือ บุคคลมีรูปร่างงดงามอย่างนั้น ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ อย่างนั้น อยู่ในอินเดีย เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว, เดี๋ยวนี้ท่านก็เข้านิพพานไปอยู่เมืองนิพพานแล้ว. พุทธบริษัทถือเอาคำว่า พระ ในความหมายอย่างนี้ มาร ในความหมายอย่างนี้ ; นี่เรียกว่าเป็นเด็กอมมือ หมายความว่าถูกก็ถูกอย่างเด็กอมมือ อยู่ในขั้นเบื้องต้นมาก
น.220 (ต่อ) เกินไป ไม่เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการหรือท่านเล็งถึง. อย่างในบทว่า "ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม" แม้จะมากอดแข้งกอดขา เราอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นธรรมก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา. คำว่า "พระ" หมายถึงอะไร ? ลองคิดดู. ธรรมะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคล แล้วก็ไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักเข้านิพพาน : ฉะนั้น พระหรือพระพุทธเจ้าจริงนั้นไม่รู้จักเข้า นิพพาน ยังมีตลอดกาลคู่กันกับสิ่งที่เรียกว่าโลกหรือทั้งหมด. ถ้ายังมีสิ่งที่มีชีวิตคิดนึก ได้คือคนอยู่แล้ว ธรรมะก็ยังมีอยู่เรื่อยปรากฏอยู่เรื่อย ; ถ้าว่าคนหมดไป โลกหมดไป ธรรมะก็อยู่ในฐานะที่ไม่ปรากฏ ก็แปลว่าไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักเข้านิพพาน. ต้องรู้จัก พระ ในลักษณะอย่างนี้ จึงเรียกว่าธรรมประยุกต์ แม้ในขั้นตั้งต้นที่เกี่ยวกับคำพูด. คำว่า “มาร" มารมีรูปร่างเหมือนกับที่เขียนไว้ที่ฝาผนังโบสถ์ นั้นเป็นมาร ของเด็ก ๆ. พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงมารในพุทธภาษิตอยู่มากครั้งมากแห่ง ไปอ่านดูใน พุทธประวัติได้ ; แต่ความหมายก็มีอย่างเดียวกันอีก คือไม่ใช่ตัวคน จะเป็นกายเนื้อ หรือกายทิพย์ หรือกายอะไรก็ตาม มันไม่ใช่ตัวคนอย่างนั้น, แต่ว่าเป็นธรรมะฝ่าย ตรงกันข้ามกับที่เรียกว่า "พระ" เมื่อตะกี้. ธรรมไหนที่เรียกว่าเห็นแล้วเป็นเห็นตถาคต ธรรมที่ตรงข้ามนั้นแหละคือมาร. ครูบาอาจารย์ของเรา ที่เป็นชั้นบูรพาจารย์นมนานนั้น จำแนกมารไว้เป็น ๕ : "ปัญจมาเร - มารทั้ง ๔" นี้มีคำสวดเป็นคำกลอน คือกิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร เทวปุตตมาร อภิสังขารมาร เป็น ๕ มาร. การแจกมารเป็น ๕ อย่างนี้ยังไม่เคยพบ ในพระพุทธภาษิต แต่ก็เป็นที่เชื่อถือได้ หรืออาจจะมีในพุทธภาษิตที่ผมยังไม่เคยพบ. ข้อนี้จะไม่วินิจฉัย จะวินิจฉัยตัวมารทั้ง ๕ นี้ดีกว่า.
น.221 เราพึงรู้จักมารให้ถูกต้อง, ถ้าเราไม่รู้จักตัวมารทั้ง ๕ ที่ถูกต้อง อย่างเดียวกันกับ "พระ" ในลักษณะที่เรียกว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต แล้ว" เราก็ไม่อาจจะกำจัดมาร คือไม่อาจเอาธรรมะมาประยุกต์เพื่อทำลายมารได้. ธรรมประยุกต์นี้ต้องถูกฝาถูกตัว อย่าลืมว่าต้องถูกฝาถูกตัว ต้องมีฝ่ายที่จะ กำจัดมาร และก็ต้องมีมารจริงๆ แล้วก็เล่นงานมารนั้นเข้าไป ; เหมือนเราฉีด ดี.ดี.ที. เข้าไปที่มดแมลงอย่างนั้น มันต้องจริง แล้วก็ถูกฝาถูกตัวอย่างนั้น จึงจะมีประโยชน์. เมื่อมีปลวก มีมด มีแมลง จะฉีดยาปราบแมลงเข้าไปที่ตัวแมลง มันจึงจะถูกเรื่อง, ถูกฝา ถูกตัว ; นี่เพราะเราเห็นและรู้จัก เห็นอยู่ซึ่งตัวแมลง แล้วก็ใส่ยาปราบแมลงนั้นลงไปที่ตัว แมลง : นี้เรียกว่าถูกฝาถูกตัว. สิ่งที่เรียกว่า มารไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน? แล้วแถมสิ่งที่เรียกว่า พระก็ไม่รู้ว่า อยู่ที่ไหน ที่เป็นตัวจริง ! เห็นกันแต่ในความฝัน ในความคาดคะเน ในความว่าเอา เองด้วยปาก ก็เลยไม่มีการกระทำที่ถูกฝาถูกตัว. เราต้องเอามารมาให้ได้เสียก่อน แล้ว จึงจะเอาธรรมะประยุกต์เข้าไปที่มาร เหมือนที่เราใส่ ดี.ดี.ที. ลงไปที่มดแมลง. ขอให้ คำจำกัดความทั่วไป ในเบื้องต้นว่า สิ่งที่เรียกว่า มาร นี้สรุปอยู่ที่ ลำเดียว คือ ความคิด หรือ ความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา. ความคิดก็คือความ รู้สึก, ความรู้สึกก็คือความคิด หมายถึงที่เกิดขึ้นในใจ. ความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา นั่นแหละคือมาร เพราะว่าความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไรแล้ว ก็เดือดร้อนแทบว่าจะ นั่งกันไม่ติดพื้นเสมอไป ; หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้กระวนกระวายใจ ถ้าเราพ่ายแพ้ แก่มาร คือมันเกิดขึ้นมาในใจได้ แล้วเราไม่สามารถจะหยุดมันได้.
น.222 (ต่อ) ทำไมจะต้องแจกความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา ที่เรียกว่ามารนี่ออกไปตั้ง ๕ อย่าง ? ก็เพื่อให้ง่ายแก่การประยุกต์นั่นเอง เช่น เรารู้จักว่า มดแมลงชนิดไหน จะ ใช้ยาปราบแมลงสูตรใด ซึ่งก็ต้องทำได้ดีกว่าที่ไม่รู้จัก จัดแยกหรือจำแนกออกไปอย่างนี้ ; เราจึงจำแนกมารเป็นกิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร เทวปุตตมาร อภิสังขารมาร ; อย่าง น้อยก็ ๕ แขนง ที่จะมาก่อให้เกิดความรู้สึก กระวนกระวาย ไม่พึงปรารถนา. มารที่ ๑. กิเลสมาร คือ กิเลสโดยตรง ที่เราพูดถึงกันมามากแล้ว ; โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ริษยา ขี้ขลาด ขี้กลัว อะไรก็ตามใจ, เป็นเรื่องกิเลส โดยตรง ; นี้เป็นมาร เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไร ล้วนแต่ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ พึงปรารถนาทั้งนั้น คือ ร้อน. มารที่ ๒. ขันธมาร นี้คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ กายกับใจที่ประกอบกันเป็นคน ๆ หนึ่งนี้ เป็นมารให้เกิดความรู้สึกที่รบกวน ไม่พึง ปรารถนา. เช่นอย่างผม เดี๋ยวนี้ลำบากเรื่องขันธมารอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องความ อ่อนเพลีย ; เมื่อมีความอ่อนเพลียก็ทำอะไรไม่ได้ หรือรู้สึกไม่สบาย แปลว่า ขันธ์นี้ เกิดเป็นมาร เพราะว่ามันไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา ; ก็เกิดความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา ขึ้นมาคือความทุกข์ หรือว่าเกิดความรู้สึกชนิดที่เป็นกิเลสขึ้นมาอีกก็ได้ มีมูลมาจากการที่ ร่างกายล้วน ๆ เกิดเป็นอุปสรรคขึ้นมา ไม่ได้เล็งถึงกิเลสโดยตรง. แม้คุณที่ยังหนุ่มนี้ ก็จะสังเกตเห็นได้ว่า ในบางคราว ร่างกายนี้เป็นมาร ; • อย่างคนหนุ่มที่ร่างกายสมบูรณ์ มันก็ชวนให้เกิดความรู้สึกที่เป็นกิเลส เพราะว่าในตัวคน ก็มีต่อมแกลนด์ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้, มันทำให้เกิดความรู้สึกที่ เป็นกิเลสขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง. ถ้าอย่ามีร่างกายชนิดนั้น ก็จะไม่มีกิเลสได้. มีคน สัตว์
น.223 บางจำพวกเกลียดร่างกายชนิดนั้น จึงตั้งอธิษฐานจิต เป็นพรหมที่ไม่มีร่างกาย เรียก ว่า อรูปพรหม อะไรก็สุดแท้ เพราะว่าเขาไม่ต้องการจะมีร่างกาย. นี้เนื่องมาจากที่ว่า สังขารร่างกายนี้บางทีก็อยู่ในสภาพที่เป็นอุปสรรคหรือมาร โดยทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ พึงปรารถนาขึ้นมา มารมันก็มาอยู่ตรงนี้ เป็นความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนาที่มีมูลมาจาก ร่างกายล้วน ๆ. มารที่ ๓. มัจจุมาร คือความตาย ถ้าตายลงไป ก็เรียกว่าความตายเป็น อุปสรรค โดยเฉพาะที่ว่าไม่มีโอกาสที่จะทำความดีหรือสิ่งที่เราปรารถนา. แต่ทีนี้แม้ยัง ไม่ทันจะตาย ก็เป็นมารแล้ว เพราะเรากลัวตายอยู่ทุกเวลา, กลัวตายชนิดที่เป็นเหตุให้ ทำอะไรไม่ได้ก็มีอยู่มาก. นี่มีมูลมาจากความตาย, เพียงแต่นึกขึ้นมาก็เกิดปัญหาเรื่อง ความตายอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ; ถ้าเป็นอุปสรรคก็เรียกว่าเป็นมารทั้งนั้น ขันธมารนี้เราไม่ได้หมายถึงตาย ยังเป็นอยู่ แต่เป็นอุปสรรค ; ส่วนมัจจุมาร ความตายนี้เล็งถึง ภาวะความตายที่จะเกิดแก่ขันธ์เหล่านั้น หรือได้เกิดอยู่ก็ตาม นี้เป็น มาร. ทุกคนเกลียดกลัวความตาย เกลียดกลัวพญามัจจุราช มันก็ เป็นปัญหารบกวน จิตใจ, สร้างความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นมา จากสิ่งที่เรียกว่าความตาย. ความตาย ธรรมดาก็เป็นมารอย่างนี้, ความตายที่มีความหมายสูงขึ้นไป : ความตายทางจิต ทาง วิญญาณ, ความล้มเหลวของการกระทำที่ดีที่งาม นี้ก็เป็นมาร เรียกว่ามัจจุมาร คือ ความตายด้วยกันทั้งนั้น. มารที่ ๔. เทวปุตตมาร เทวบุตรนี้เราได้รับคำอธิบายไปแต่ในทางที่เป็น บุคคลาธิษฐาน เช่นเดียวกับคำว่ามารที่เขียนตามผนังโบสถ์, คำว่าเทวบุตรนี้อย่างเดียวกับ ภาพฝาผนังโบสถ์ คือเป็นพวกเทวดา. เทวดาให้โทษเรียกเทวปุตตมาร ; คนที่เชื่อ
น.224 ( ต่อ) เทวดา เชื่อผีเชื่อโชค หรือเชื่อเคราะห์ เชื่อลางนี้ ก็ยกให้เทวปฺตตมารหมด. อย่างนี้ผม ว่าไกลนัก. เอาที่ใกล้ หรือที่ถูกความหมาย ก็คืออุปสรรคที่เกิดมาจากสังคมอันธพาล ระบุจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋อะไรอย่างนี้ก็ได้ ; เพราะว่า คำว่า เหวะ นี้แปลว่า ผู้เล่น คือเล่นสนุก, ผู้ไม่เอาการเอางาน ผู้เอาแต่เล่นสนุก. คำว่า เทวะ นี้ มาจากรากศัพท์ ว่าทิวะ แปลว่ารุ่งเรืองก็ได้ แปลว่า เล่น หัวก็ได้. รุ่งเรืองก็ไม่หมายความว่ารุ่งเรืองที่ถูกต้อง แต่รุ่งเรืองเพราะมีอะไรเรียกว่า บุญ ทำให้ไม่ต้องทำการทำงาน เล่นหัวได้ตลอดเวลา. เทวดาที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์ ก็มีความหมายอย่างนั้น คือไม่ต้องทำงานอะไร นอกจากเล่นหัวกันระหว่างเพศ ระหว่าง อะไรตลอดเวลา. จอมเทวดาในทางนี้ก็คือพวกสวรรค์ชั้นปรนิมมิตตวสวัตติ เล่นหัวตลอดเวลา โดยมีคนอื่นมาช่วยให้ความสะดวกอย่างยิ่ง นี้เรียกว่าปรนิมมิตตวสวัตติ ; ปรนิมมิต แปลว่า ผู้อื่นทำให้ ผู้อื่นเนรมิตให้ คือมีคนคอยให้ความสะดวกอย่างยิ่งขึ้นไปอีก, ตัวก็ได้มีโอกาสเล่นหัว. ถ้าคุณอ่านพุทธประวัติอย่างนิยาย คุณก็จะได้อ่านว่า พญามารนี้มาจากชั้น ปรนิมมิตตวสวัตติขี่ช้างคีรีเมฆ เข้ามา. ถ้าถอดเป็นบุคคลาธิษฐาน ช้างคีรีเมฆก็คือผู้ ที่คอยอำนวยความสะดวก ให้เทวดาชั้นนี้เล่นหัวได้สูงสุด. ทีนี้ เราอย่าไปเอาตัวบุคคล เราไปเอาตัวความหมาย คือความหมายที่หมาย ถึงผู้เล่นหัวตามใจตัวเอง สนุกสนานตลอดเวลา ซึ่งคนพวกหนึ่งเขาเรียกว่า ผู้มีบุญ ผู้เสวยบุญ ; คำว่าเทวดานี้ก็หมายถึงอย่างนี้ คือเทวดาในสวรรค์ .. เทวดาในมนุษย์
น.225 คือพวกกษัตริย์ พวกราชาก็ถูกสมมุติเป็นสมมุติเทวดา. ทีนี้ก็เตลิดเลยไปถึงพระอรหันต์ ; แต่เทวดาพระอรหันต์นี้หมายถึงไม่มีความทุกข์เท่านั้นเอง รุ่งเรืองอยู่ด้วยไม่มีความทุกข์ อย่างบริสุทธิ์. เทวดาในสวรรค์นั้นรุ่งเรืองอยู่ด้วยกามารมณ์ ไม่มีความทุกข์ แต่ว่าอยู่ด้วย ความหลง, เทวปุตตมาร คำนี้ หมายถึงเทวดาชนิดที่รุ่งเรืองอยู่ด้วยการเล่นหัวที่เต็ม ไปด้วยความหลง : ฉะนั้น ระบุจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ถูกต้องที่สุด. ถ้าอุปสรรคอันตรายใดๆ เกิดมาจากสังคมอันธพาล ก็เรียกว่าเทวปุตตมารทั้งนั้น ; การกระทบกระทั่งของสังคม อันธพาลนี้ ทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นในใจของเรา ไม่ยกเว้นใครทั้งนั้น. อย่าว่าจะอยู่ที่บ้าน แม้อยู่ที่วัดเป็นพระเป็นเณร ก็ยังต้องถูกเบียดเบียนด้วยเทวดาพวกนี้ เรียกว่าเทวปุตตมาร, เทวบุตร เทวดานี้เป็นมาร ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา เกิดความทุกข์ความกระวนกระวาย. มารสุดท้าย มารที่ ๕. เรียกว่า อภิสังขารมาร ก็คือ กรรม ผลกรรม ความที่ต้องไปตามผลกรรมบีบคั้น ; เช่นทำไม่ดีไปติดคุกติดตะราง ก็เรียกว่าอันนั้น เป็นมารขึ้นมา เป็นผลกรรม หรือว่าเราจะต้องมีกรรมพันธุ์มีอะไรเป็นไปตามกรรมด้วย ความยากลำบาก ก็เรียกว่าเป็นผลกรรม เป็นมาร, หรือกำลังเสวยผลกรรมอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ เป็นเปรต เป็นนรก เดรัจฉาน อสุรกายอยู่ ก็เรียกว่ามันเป็นมารเหมือนกัน. นรก คือ ผลกรรมที่ร้อนใจ, เดรัจฉาน คือ โง่, เปรต คือ หิวกระหาย, อสุรกาย คือ กลัว, ในฐานะที่มันเป็นผลกรรมก็เรียกว่ามารได้เหมือนกัน ; แต่ว่า เอาตัวกรรมเป็นมารเลยก็ได้ มันกินความกว้าง มีมูลมาจากกรรม จึงมีผลกรรม มีผล กรรมแล้ว มันจึงทรมานเรา.
น.226 ( ต่อ) ถ้าเราต้องเป็นไปตามกรรม คือเราอยู่ในอำนาจของมาร คือกรรมนี้ จะเป็นกรรมดำ หรือกรรมขาวก็ตามใจ ; มันกีดกันไม่ให้ถึงนิพพานทั้งนั้น. ต้อง เพิกถอนกรรมดำ กรรมขาว กรรมดี กรรมชั่ว กรรมอะไรหมดทุกกรรม จนอยู่เหนือ กรรม ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว คืออริยมรรคมีองค์ ๘. เอาละ, เราจะมองกันแต่ในแง่ที่มันเป็นมาร ก็คือถ้า กรรมหรือผลกรรมชนิด นี้มาถึงแล้ว ความรู้สึกอันไม่พึงปรารถนาก็จะเกิดขึ้นในใจเรา แล้วก็ทรมานเรา. มารจะมาจากแง่ไหนมุมไหนใน ๕ มุมนั้น แล้วก็เรียกว่ามาร ทั้งนั้น คือความรู้สึกอันไม่พึงปรารถนา. เราต้องเอามารชนิดนี้มา แล้วฉีด ดี.ดี.ที. เข้าไป; จะเรียกโดยสมมุติว่า ดี.ดี.ที. ฉีดเข้าไปที่สิ่งเรียกว่ามารนั้น. ยาฆ่ามาร นี้ก็คือ ธรรมะที่แท้จริงที่เป็นเครื่องมือ ที่เราพูดกันมามากมาย ในหัวข้อ "ธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ" ที่จะฆ่ามาร มีรูปโครงอยู่ในรูปของ โพชฌงค์ ๗ ประการ ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในรูปของอานาปานสติ ๑๖ ขั้น. คุณก็สวดมนต์บทนี้อยู่ทุกวัน : เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญทำให้ มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์, เมื่อสติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญทำ ให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์, โพชฌงค์ ๗) อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วย่อมทำวิชชาวิมุตติให้บริบูรณ์", นี่คือพ้นมาร, วิมุตติคือพ้นจากมาร. เมื่อว่าจะเอายาปราบมารฉีดเข้าไปโดยตรง นี้ก็คือทำอานาปานสติ สติปัฏฐาน ๔ ให้มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว : นี่ก็จะถูกฝาถูกตัว คือมารอยู่ไหนก็ใส่ยาฆ่ามารเข้าไปที่นั่น : มาร เกิดจากจิตใจอยู่ในจิตใจ หรือว่าอยู่ที่ส่วนไหนของจิตใจ ของพวกอกุศลเจตสิกกลุ่มไหน ก็ใส่ยาฆ่ามารเข้าไปที่นั่น.
น.227 เมื่อเจริญสติปัฏฐาน ชนิดที่ทำให้เป็นโพชฌงค์ได้ คือเจริญถูกต้อง ทำได้ ถูกต้อง แล้วก็มี โพชฌงค์ขึ้นมาได้ในตัวสติปัฏฐานนั้น ก็เป็นยาฆ่ามารขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลสมาร ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์โดยตรง สำหรับธรรมะที่จะฆ่าหรือจะ ปราบ : มีกิเลสอย่างไรก็ต้องรู้, แล้วก็เจริญสติปัฏฐาน ในลักษณะที่ประกอบอยู่ด้วย องค์แห่งโพชฌงค์เรื่อย ๆไป จนกว่ามันจะสูญสิ้นไป. เราเป็นอยู่อย่างถูกต้องทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี, เป็นอยู่โดยถูกต้อง คือ ประกอบด้วยธรรม ทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี ก็เหมือนใส่ยาไว้ทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี ทำให้ มดปลวกแมลงมันเกิดไม่ได้ หรือมันตายไปๆ. เมื่อเจริญอานาปานสติอยู่ กิเลสก็ ไม่มี โอกาสจะเกิด ; คิดดู. ถ้าเจริญอานาปานสติถูกวิธีอยู่ กิเลสไม่มีโอกาส ไม่มีช่อง ไม่มีเนื้อที่ ที่จะเกิด. เมื่อเรารู้ว่าเรามีกิเลสอะไรเป็นปัญหา หรือเป็นมารโดยเฉพาะ ก็ต้องรู้จัก รู้สึกอยู่ ให้เป็นคู่ปรปักษ์ฝ่ายหนึ่งขึ้นมาทีเดียว ; อย่าทำคลุม ๆ ไปว่า นี่ทำแล้ว ก็แก้ กิเลสทั้งหมดเลย อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ; สำหรับคนที่ขี้เกียจก็ตีขลุมเอาว่า ทำไปเถอะ จะแก้กิเลสทั้งหมดได้. ถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ควรจะรู้ว่ามันเป็นกิเลสอะไร ที่เป็นเจ้าเรือน ที่มีมาก แล้วก็ต้องเอากิเลสนั้นมาก่อนเสมอ สำหรับการเจริญกรรมฐาน, มองเห็นกิเลส อยู่ว่าเป็นอย่างนั้น รบกวนอย่างนั้น แล้วจะได้เลือกกรรมฐานที่ถูกเรื่อง หรือในวิธีที่ มันถูกเรื่อง. เราจะต้องทำให้ถูกเรื่องอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก นี้เรียกว่า อานาปานสติ ไม่ใช่ว่าทำวันหนึ่งครั้งหนึ่ง ; ต้องทำเหมือนกินยาวันละ ๓ หน.
น.228 (ต่อ) การปราบกิเลสจะต้องมีการควบคุม รู้สึก หรือว่าดูแลอะไรอยู่ ทุกลมหายใจ เข้าออก ระวังตัวอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเดือน ตลอดปี. ฉะนั้น เพื่อทำให้เจริญยิ่งขึ้นตามนี้ เขาจึงเอามาหัดทำอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกมากเป็นพิเศษ ในบางโอกาสบางเวลาที่จะทำได้. ที่จริง ต้องทำได้ตลอดเวลา : เวลากิน - นอน - อาบ - ถ่าย ฯลฯ เวลาอะไรก็ตาม ต้องมีสติ อยู่ตลอดเวลา ไม่ให้มีกิเลสเกิดขึ้นได้, เดินยืน นั่งนอน ทำได้ตลอดเวลา ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ ทำในลักษณะต่าง ๆ กัน. การที่เอามา ทำอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าออก เรียกว่า อยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วก็ ถูกฝาถูกตัวอย่างยิ่ง. เช่น มีปกติ ถูกรบกวนด้วยกิเลสประเภทราคะ ; ราคะหมายถึงความ รักระหว่างเพศ, โลภะหมายถึงความรักที่ไม่เกี่ยวกับเพศ. สมมติว่ามีกิเลสประเภท ราคะเกี่ยวกับเพศ ก็พิจารณา ดูโทษ ของมัน ดูความรบกวนของมัน ที่เรียกว่าอาทีนวะ ของมัน แล้วก็มองไปแต่ข้างหน้าให้เห็น แต่หนทางออก, หนทางออกคือความว่าง จากราคะ, อย่างนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก แล้วราคะจะเกิดได้อย่างไร .. เดี๋ยวนี้เรา ไม่สามารถจะดูจิต ทำอย่างนั้นได้ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เพราะว่าเราบังคับจิตของเราไม่ได้ เราจึงฝึกเบื้องต้นไปกว่านั้น คือ บังคับจิตให้ได้ ก่อน ไปบังคับจิตให้กำหนดลมหายใจทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; อย่างนี้มันบังคับจิตให้ สามารถทำอะไรได้ตามที่เราต้องการทุกครั้งที่หายใจเข้าออกก่อน. พอทำได้อย่างนี้แล้ว จึงเอาสิ่งที่เรียกว่าราคะ หรือโทษของราคะเข้ามาแทนลมหายใจ. ดูราคะหรือดูโทษของราคะอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้ เราสามารถกำหนดจิตที่อะไรลงไปได้ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกแล้ว มันจึงมีบุพภาคเบื้องต้น
น.229 คือการหัดกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้เสียก่อน ให้ได้ก่อนทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. เมื่อ จิตอยู่ในอำนาจขนาดนี้แล้ว ก็เปลี่ยนเรื่องเสียนิดเดียว ว่าเอาราคะ หรือโทษของราคะ มาดูอยู่ พิจารณาอยู่ เห็นอยู่ ให้เป็น experience ลงไปจริง ๆ ในโทษของมันทุกครั้งที่ หายใจเข้าออก ; นั่นเหมือนกับใส่ยาฆ่าแมลงลงไปที่ตัวแมลง ; นี้เรียกว่าที่เนื้อที่ตัว หรือถูกฝาถูกตัว, เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน. สำหรับ เรื่องขันธมาร เป็นความชรา, ความที่ไม่ได้ตามต้องการเกี่ยวกับ เรื่องสังขาร, ก็เอามาดูจนไม่ให้เกิดปัญหาร้อนใจกระวนกระวายอะไร ; ดูความที่สังขาร จะต้องเป็นไปตามธรรมดาอย่างนั้น แล้วก็เป็นของน่าหัวเราะไปเลย. นี้ก็คือฆ่ามาร ตัวนี้ได้ เหมือนกับใส่ยาฆ่าแมลงลงไปที่ตัวแมลง ; ขันธ์นั้นก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป. เมื่อเจ็บไข้ขึ้นมากลายเป็นของน่าหัวเราะ, เมื่อจะตายลงไปก็กลายเป็นของน่าหัวเราะ, ถ้าตายแล้วรู้สึกอะไรไม่ได้ก็เลิกกัน. ความเจ็บไข้ หรือ ความตาย มันกลาย เป็นของน่าหัวเราะ, นี้เป็น ผลของการที่ฆ่ามาร ที่ขันธมาร ที่มัจจุมารได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้; ก่อนเจ็บไข้ หรือก่อนตาย ก็มียาป้องกันมารนี้ หรือกำลังเจ็บไข้หรือกำลังจะตาย ก็มียาฆ่ามารอันนี้ คือฆ่าความรู้สึกที่เป็นความกระวนกระวายเสียได้ ; ความเจ็บไข้ของขันธ์ หรือความ ตายของขันธ์ก็ไม่มีปัญหา. ทีนี้ก็มาถึง เทวปุตตมาร, เราทำความรู้สึกเกี่ยวกับความเจ็บไข้ ความตาย อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกอย่างไร ; เราก็ทำความรู้สึกที่ป้องกันความเบียดเบียนของ สังคมอันธพาลอย่างนั้นเหมือนกัน. แรก ๆ สังคมอันธพาลเขายิงศร ยิงอะไรมาที่เรานี้ เราอย่าไปรับมัน คือ ไม่ไปรับการกลั่นแกล้งของบุคคลใด การยั่วยวนของบุคคลใด การประเล้าประโลมหลอกลวงของบุคคลใด ทั้งโดยรู้สึกหรือโดยไม่รู้สึกตัว.
น.230 ( ต่อ) คำว่า อันธพาล หมายถึง ไม่อยู่สุข กลั่นแกล้งคนอื่น จึงจะเรียกว่า อันธพาล ถ้ามันอยู่ตามลำพังก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ; สันดานอันธพาลนี้มันก็ต้องกลั่นแกล้ง. ถ้าพระเณรองค์ไหน เกิดกลั่นแกล้งองค์อื่นขึ้นมา ก็ได้เป็นอันธพาลขึ้นมาทันที ทั้งที่ เป็นพระเป็นเณร ; ฉะนั้น ระวังอย่าให้มีอาการอย่างนี้ มันจะกลายเป็นเทวปุตตมารไป โดยไม่รู้สึกตัว. พระเณรที่รักสวยรักงาม รักเล่นรักหัวอะไรมากเกินไป เมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็จะกลั่นแกล้งผู้อื่น ; ระวังให้ดี จะกลายเป็นอันธพาล เป็นเทวปุตตมารอะไรขึ้นมา. การที่จะต่อต้านกับมารชนิดนี้ ก็คือหัวเราะเยาะ อีกเหมือนกัน, จะเมตตากรุณาสงสาร มันบ้างก็ได้ ; แต่การที่ไม่ยอมรับเอาเข้ามาเป็นเรื่องกระวนกระวายใจนั้น ให้กลายเป็น เรื่องน่าหัวเราะหรือน่าสงสารไป ; นี่ก็เหมือนกับการใส่ยาฆ่าแมลงลงไปที่ตัวแมลงคือ มารชนิดนี้. ปัญหาที่เกิดมาจากสังคมอันธพาล เราก็อย่ารับเอามาใส่ ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ. ตาเห็นรูปก็ สักแต่ว่า ได้เห็น หูได้ยินก็ สักว่า ได้ยิน จมูกได้กลิ่นก็ สักว่า ได้ดม ฯลฯ อย่าปรุงเป็นตัวกู - ตัวสู อะไรขึ้นมา มันจะกัดกัน ; ระวังอย่างนี้เลยหมดปัญหาไปได้ในเรื่องเทวปุตตมาร. อภิสังขารมาร คือ กรรม นั้น คงจะมีเรื่องมาก มี เรื่องที่จะต้องพูดมาก ; แต่เอาสั้น ๆ ว่าเมื่อ ปฏิบัติธรรมะในอานาปานสติถึงขั้นที่เห็นอนิจจานุปัสสี เห็นทุกข์ เห็นอนัตตาอยู่เป็นประจำแล้ว ก็ไม่มีอะไรทำให้กระวนกระวายใจ เกี่ยวกับผลกรรม ได้เหมือนกัน เพราะมันเห็นเพียง ว่ากรรม เป็นของปรุงแต่ง. กรรมนี้เป็นสังขาร เป็นของปรุงแต่ง ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องของการปรุงแต่ง อย่ารับมาเป็นเรา
น.231 เป็นของเรา ก็ขจัดกรรมออกไปได้. ถ้าอธิบายกันละเอียดก็ต้องไปอธิบาย อานาปาน- สติ หมวดที่ ๔ อนิจจานุปัสสีเป็นต้นไป ถึงปฏินิสสัคคานุปัสสี เป็นที่สุด, นั่นแหละ เป็น เรื่องฆ่ามารประเภทอภิสังขารคือกรรม. ทีนี้เอาเป็นว่า เรามีหิริ มีโอตตัปปะ - มีความละอายบาป ความกลัว บาป ดีอยู่ แล้วก็ไม่ทำกรรมที่ชั่ว ก็เป็นการป้องกันกรรม ดีอยู่แล้วในขั้นเด็กอมมือ ไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี เพื่อเอากรรมดีไปปะทะความชั่ว ; ขั้นที่เจริญเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ก็ ทำกรรมที่เหนือดีเหนือชั่ว คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ขจัดออกไปเสียทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว อภิสังขารมารก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ก็เลิกความเป็นมารไป. เท่าที่ผมพูดมานี้ คุณพอมองเห็นหรือยังว่า ระบบอานาปานสติ ระบบเดียว สามารถกำจัดมารในแง่ต่าง ๆ ทุกแง่ทุกมุม คือทั้งฆ่ามารด้วย ; เพียงว่าเราปรับปรุง หรือขยับขยายให้ถูกฝาถูกตัว, ทำอานาปานสติในลักษณะที่ถูกฝาถูกตัวกับเรื่องของมาร. เมื่อมารใดมารหนึ่งที่มารบกวนมาก อยู่ก่อน หรือกำลังกระวนกระวายใจอยู่ด้วยมารชนิด ไหน ก็ใช้อานาปานสติที่ถูกฝาถูกตัวสำหรับฆ่ามารชนิดนั้น. ฉะนั้น เราจะต้องศึกษา อานาปานสติให้แตกฉาน, แล้วจะได้ใช้เป็นเครื่องมือ. ทีนี้ ถ้าว่ายังทำไม่ได้ไม่แตกฉาน ก็ใช้เท่าที่มีอยู่ ก็ยังพอจะทำไปได้ คือไม่ น้อยเกินไป: มีสติในสิ่งนั้น รู้สึกสิ่งนั้นดี คือ มีธัมมวิจยะ, แล้วก็ มีความ พากเพียร ที่จะขจัดหรือแก้ปัญหานั้น แล้วก็พอใจอยู่เสมอในการที่ได้ทำอย่างนี้ ว่าการ ที่ได้ทำอย่างนี้ถูกต้องที่สุด ในการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา. มีปีติ - พอใจ ในการได้ทำอย่างนี้ จนกว่าจะสามารถทำได้เป็นร่องเป็นรอย เข้ารูปเข้ารอย สามารถทำได้เหมือนว่าเล่น.
น.232 (ต่อ) เหมือนเราหัดขี่จักรยาน นี้มันก็ต้องล้มลุกคลุกคลาน จนกว่าจะเข้ารูปเข้ารอย หรือขี่ได้ ; ฉะนั้น จึงต้องพอใจที่จะรับเอา หรือเผชิญกันกับความล้มลุกคลุกคลานใน ระยะแรก ๆ, ต้องพอใจในความลำบากนั้น ที่ได้ประสบกันเข้ากับความลำบาก, ต้อง พอใจ ว่าได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ ที่ดีที่สุดที่จะต้องทำ ; ถ้าไม่เช่นนั้นมันจะเปิดหนีทิ้ง ไปเสีย แล้วก็ทำไปจนมันเข้ารูป. ทีนี้ ก็แน่นอนที่จะไปอย่างถูกต้องข้างหน้า แล้วก็ ระดมสมาธิคือแรงจิต แรงใจ ลงไปในความเข้ารูปเข้ารอยนั้น แล้วปล่อยไปอย่างนั้น, รอได้ คอยได้ ทนได้ จนกว่าจะมีผลในที่สุด คืออุเบกขา จะกี่เดือน กี่ปี กี่ชาติ ก็ตามใจ ต้องทนทำไปได้ อย่างสม่ำเสมอ. เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ลงไป เราต้องรอได้ คอยได้ กว่ามันจะออก ดอกออกลูก ; ถ้าเรารอไม่ได้เราก็บ้าตายเอง ปวดหัว หรือเป็นบ้าตายเอง. นี้เรามี อุเบกขา คือว่าจัดทุกสิ่งทุกอย่างถูกวิธี แล้วก็รอได้ คอยได้ เฉย ๆ อยู่อย่างนั้น. นี่เป็นอุบายอย่างนี้ จะฆ่ามารชนิดไหนต้องทำอย่างนี้ทั้งนั้น ; ถ้าเกิด รอ ไม่ได้ ลอยไม่ได้แล้ว ก็ล้มละลายหมด ; นี่คืออุปสรรค อันหนึ่งที่ว่าไม่ประสบ ความสำเร็จ เพราะไม่มีความอดทน พอ : เปลี่ยนเรื่องที่เรียน, เปลี่ยนเรื่องที่ทำ, เปลี่ยนอะไรเรื่อย, เปลี่ยนแนวของชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ เรื่อย ; ไม่มีอะไรที่แน่นอนลงไป นั่นมันกลายเป็นมารเสียเอง เรียกว่าชีวิตกลายเป็นมารเสียเอง แล้วก็จะมีความยุ่งยาก ลำบาก. สรุปความ ได้ว่า มารชนิดไหนก็ตาม เรียกชื่ออย่างไรก็ตาม ; มันคือ ความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนาตั้งรูปก่อรูปอะไรขึ้นมาได้เพราะมีอวิชชา ; มือวิชชา อย่างเดียวก็พอที่จะรับเอามารเข้ามาได้ทุกชนิด ทุกสาขา ทุกแขนง.
น.233 ทำลายอวิชชาเสียได้อย่างเดียว มันก็ฆ่ามารหมดทุกแขนง เหมือนกัน ; ฉะนั้น ทุกอย่างอยู่ในทางธรรม มันก็คือแสงสว่าง เพื่อจะกำจัดเสียซึ่งอวิชชา. ถูกฝา ถูกตัวก็คือ เอาแสงสว่างกำจัดความมืด โดยตรง, เอาโพธิมากำจัดกิเลส โดยตรง อย่างถูกฝาถูกตัว ก็เรียกว่าปราบมารฆ่ามาร ; ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกของท่าน ตาม ภาษาธรรมแท้ ๆ ว่า อฺโต ทุกฺขสฺส กิริยา - การกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์. การกระทำซึ่งที่สุดสิ้นแห่งความทุกข์ นี่คือการฆ่ามาร: การประยุกต์ ธรรม - ธรรมประยุกต์ คือ เอาธรรมะเป็นยาฆ่ามาร, ใส่ลงไปในมารให้มันตายหมด อย่างที่เรียกว่าถูกฝาถูกตัว มารอยู่ที่ไหนใส่ลงไปที่นั่น. ถ้ามารอยู่ที่ กาย วาจา ใจ ก็ใส่ธรรมเข้าไปที่ กาย วาจา ใจ ก็เลยมีผลดี ไม่มีความงมงาย อย่างที่เรียกว่าเป็นเรื่องนิยาย ลม ๆ แล้ง ๆ ไปหมด. พระก็เป็นเรื่อง นิยาย เป็นพระพุทธเจ้าในนิยาย, มารก็เป็นมารในนิยาย ก็กลายเป็นเรื่องนิยายไปหมด ไม่มีอะไรที่เป็นความจริง ; แล้วก็สมน้ำหน้าของคนโง่ ที่ทำอะไรก็กลายเป็นเรื่องนิยาย ไปหมด ไม่มีธรรมประยุกต์ มีแต่ความละเมอเพ้อฝัน. ขอให้ จำคำว่า ธรรมประยุกต์ไว้ดี ๆ ; ผมก็ไม่ค่อยชอบคำนี้ ภาษาใหม่ ๆ ของคนบ้าในทางภาษามากกว่า แต่ก็ไม่รู้จะใช้คำอะไร ก็พลอยใช้คำว่าประยุกต์อะไรไป กับเขา. แต่เมื่อใช้กันจนเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ก็ได้, ต่อไปก็เป็นภาษาธรรมดาว่า เอา ธรรมะนี้ เข้าไปที่มาร แล้วมารก็จะตายหมด. เอาธรรมะส่วนที่พึงปรารถนานี้ เข้าไปที่ธรรมะส่วนไม่พึงปรารถนา ก็กลายเป็นธรรมะที่ เป็นผลคือนิพพาน คือความ ดับทุกข์ ; อะไรก็ไม่พ้นไปจากคำว่า ธรรมะ, ฉะนั้น จึงต้องจัดการกับธรรมะให้ถูก ต้องก็เป็นธรรมประยุกต์. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa