น.234 วันที่ ๑ ตุลาคม เป็นวันอันดับที่ ๖๕ แห่งระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒. วันนี้จะได้กล่าวถึง ธรรมประยุกต์ต่อไป โดย หัวข้อย่อยว่า อานาปานสติประยุกต์. เราได้ใช้คำว่า ประยุกต์กันมาเรื่อยๆ; แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่า จะเข้าใจ คำว่าประยุกต์ถูกต้องและสมบูรณ์หรือไม่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในทางธรรม. เดี๋ยวนี้การศึกษาธรรมหรือการ ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ ก็อยู่ตรงที่ว่า ประยุกต์ ไม่ได้นั่นเอง หรือจะไม่รู้จักประยุกต์เสียเลย ก็ยังเป็นได้ ได้แต่เล่าเรียน ๆ ไป ในลักษณะที่เรียกว่า “ความรู้ท่วม หัวเอาตัวไม่รอด" ดูก็จะเป็นอย่างนี้กันทุกแขนงของการ ศึกษา. ๒๐๕
น.235 ความรู้ไม่เข้าขั้น ถึงจะเรียนกันจนจบพระไตรปิฎก ความรู้ก็ยังไม่เข้าขั้น อยู่นั่นเอง คือยังประยุกต์ไม่ได้ ว่าความรู้หมายถึงอะไร โดยใจความที่ถูกต้องและที่ตรง จุดของมนุษย์ ; "ความรู้ก็เลยท่วมหัว" ทั้งในเรื่องของโลก ๆ และในเรื่องของ ศาสนาโดยตรง. เมื่อความรู้ไม่ประยุกต์ การปฏิบัติก็ไม่ประยุกต์ คือการปฏิบัติก็พลอย ไม่เข้าขั้น พอที่จะเรียกได้ว่า เป็นการปฏิบัติที่เป็น “สัมมาปฏิบัติ" ในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกโดยภาษาง่าย ๆ ว่า ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม. มันไม่ถูกฝาถูกตัวเสีย เรื่อย แล้วมันจะสมควรแก่ธรรมได้อย่างไร ; เพราะฉะนั้นการค้นคว้า หรือว่าจะ พิจารณากันในที่นี้ ถึงสิ่งที่เรียกว่าประยุกต์นั้นให้เพียงพอ นี้จะเป็นผลดี. ในครั้งที่แล้วมาได้พูดถึงเรื่องมาร ที่เคยออกชื่อกันแต่ปาก ใคร ๆ ก็พูดได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมของการพูด ว่ามารอย่างนั้น ว่ามารอย่างนี้ ; แต่แล้วก็ไม่ค่อยจะ รู้จักตัวจริงของมัน ว่า มารที่แท้จริงนั้น คือความรู้สึกชนิดที่ไม่พึงปรารถนา ที่มีอยู่ ในใจเรา ; นี่คือมารจริง. ส่วนยักษ์มารข้างนอก หรืออะไร ๆ ซึ่งเป็นข้างนอกนั้น ยังไม่ใช่ตัวจริง ; นี่ไปสนใจกันแต่เรื่องมารที่มาจากไหนก็ไม่รู้, หน้าตาน่ากลัวดุร้าย. แม้แต่ที่ สนใจกันในเรื่องภายนอก ซึ่งเป็นทางมาของกิเลส ของความคิด ที่ชั่วร้าย ; แต่ก็ไม่ได้มองดูถึงตัวความคิดที่ชั่วร้าย ที่กำลังมีอยู่ข้างใน; อย่างนี้ ก็เรียกว่ายังไม่รู้จักมาร. ฉะนั้น เราจึงพูดกันถึง "มารประยุกต์". ให้รู้จัก มาร ว่าคือ กิเลสทำให้เกิดความรู้สึกที่ชั่วร้ายขึ้นมา, สังขาร ร่างกายที่แปรเปลี่ยนไป ชำรุดทรุดโทรมไป ทำให้เกิดความรู้สึกที่ชั่วร้ายขึ้นมา, ความตาย
น.236 หรือปัญหาเกี่ยวกับความตาย ทำให้เกิดความรู้สึกที่ชั่วร้ายขึ้นมา, สังคมอันธพาล ได้แก่ พวกที่สบายแล้วเห็นแก่ตัว แล้วทำปัญหาให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น พวกที่มีอำนาจเสมอกัน หรือที่มีอำนาจมากกว่า หรือที่มีอะไรเก่งกว่า ดีกว่า ; อย่างเดี๋ยวนี้ระบุพวกจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ พวกนักการเมือง พวกวัตถุนิยมจัดอะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นสังคมอันธพาล, ทำให้เกิด ปัญหา คือความชั่วร้ายในใจของเราขึ้นมา จนเป็นทุกข์หรือยุ่งยากไปหมด เป็นอุปสรรค ไปหมด. ในที่สุดก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ผลกรรม ที่ไม่พึงปรารถนา หรือขึ้นชื่อว่า ผล กรรมแล้วเป็นเรื่องรบกวนทั้งนั้น จะน่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม ที่ไม่น่า ปรารถนามันรบกวนรุนแรง ต้องเจ็บปวด ต้องร้องไห้ ; ที่น่าปรารถนาก็รบกวนอย่าง ลึกซึ้ง จนไม่รู้สึกว่ารบกวน แต่เป็นความผูกพัน ให้ติดอยู่กับสภาพที่ไม่น่าปรารถนา คือเวียนว่ายตายเกิด. การที่พระโบราณาจารย์ บูรพาจารย์ จำแนกมารไว้ ๕ อย่าง นี้ก็นับว่า ละเอียดลออมาก ควรจะเป็นการง่ายดายสำหรับเข้าใจ ; แต่เราก็ยังไม่เข้าใจ. นี่เรียกว่า แม้แต่มารก็ไม่รู้จัก คือประยุกต์ไม่ได้จริง แม้ในทางวิชาความรู้. ทีนี้มาถึง "พระ" พระคือพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าก็คือธรรม, โดยบท ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต" ก็ยิ่งประยุกต์ไม่ได้ใหญ่ ; กลายเป็นบุคคล ทางวัตถุ ทางร่างกายไปเสียหมด กระทั่งบุคคลในประวัติศาสตร์มากเกินไป. นักศึกษา ปรัชญาอะไรของโลกที่เจริญสมัยนี้ รู้จักพระพุทธเจ้าแต่ในแง่ของบุคคลในประวัติศาสตร์ แทบทั้งนั้น แม้จะรู้ว่าท่านสอนอะไรก็ยังรู้แต่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น : ประวัติศาสตร์ บุคคล ประวัติศาสตร์ปรัชญา ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ซึ่งก็เป็นพวก "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" อยู่นั่นเอง.
น.237 เราจะต้องรู้จักพระพุทธเจ้า อย่างที่พระพุทธองค์ท่านทรงประสงค์ให้ รู้จัก ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม" ทีนี้มาถึงคำว่า "ธรรม" ก็ ธรรมลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างเดียวกันอีก, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กลายเป็นบุคคลภายนอก วัตถุภายนอกอะไรไปหมด ไม่ประยุกต์ เข้ามาได้ถึงข้างใน ไม่อยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วก็ไม่ถูกฝาถูกตัว เหมือนที่ว่ามาแล้ว. นี้ขอให้ทบทวนและย้ำในข้อนี้อยู่เสมอ, ก็คงจะประยุกต์ไปได้มากขึ้นทุกที. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” ที่รวบรัด ที่ลัด ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะประยุกต์ ได้จริง ด้วย กาย วาจา ใจ ให้อยู่ที่เนื้อที่ตัวจริง ๆ ก็อยากจะแนะ อานาปานสติ ซึ่งเป็นสารบบธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา จะโดยแง่ปริยัติก็ดี โดยปฏิบัติก็ดี โดย แง่ผลของการปฏิบัติก็ดี ; เป็นที่รวบรวมทั้งหมด ในรูปโครงของอานาปานสติ เราจะพูดว่า "ความรู้เข้าขั้น การปฏิบัติเข้าขั้น ภูมิของจิตเข้าขั้น" มันก็อยู่ที่อานาปานสตินั้น ซึ่ง พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดี จนท่านสรรเสริญ ของท่านเอง ว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดของการปฏิบัติ สะดวกที่สุด ปลอดภัยที่สุด เยือกเย็นที่สุด อะไร ทำนองนี้ ; และท่านก็ไม่ได้โฆษณาสินค้าอย่างย้อมแมวขายเหมือนพวกเราสมัยนี้ ; ท่านตรัสจริง แสนที่จะจริงทุกตัวอักษร. เราก็ควรจะสนใจอานาปานสติในลักษณะที่ เป็นประยุกต์. สำหรับรายละเอียดของอานาปานสตินั้น เอามาพูดไม่ได้ในเวลาเพียง ๑ ชั่วโมง หรือ ๒ - ๓ ชั่วโมง เพราะมันมาก ; แต่จะพูดได้ก็โดยใจความ, แล้วก็รู้ใจความ เป็นเค้าเงื่อนไว้ก่อน รู้จักใจความก่อน, แล้วขยายรายละเอียดทีหลัง ให้รู้จักแนว
น.238 สังเขป ของมัน ; แต่ถึงอย่างไรก็ดี พวกคุณก็สวดบาลีในหัวข้อนี้อยู่ทุกวัน ๆ แล้ว เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน เรื่องนี้มาแล้วอยู่ไม่น้อย. ผมก็ยังกลัวว่าจะไม่ประยุกต์ คือ จับต้นชนปลายไม่ถูก แม้ในแง่ของปริยัติ ; แล้วก็เอามาปฏิบัติไม่ได้ แล้วจะเกิดผล ขึ้นได้อย่างไร. ทีนี้ เราจะดูเค้าโครงของอานาปานสติก่อน ว่าแบ่งเป็น ๔ หมวด : - หมวดที่ ๑ เรียกว่า กายานุปัสสนา, หมวดที่ ๒ เรียกว่า เวทนา- นุปัสสนา, หมวดที่ ๓ เรียกว่า จิตตานุปัสสนา, หมวดที่ ๔ เรียกว่า ธัมมา- นุปัสสนา อย่างนี้เป็นต้น สำหรับท่อง. หมวดที่ ๑. ภายานุชัสสนา อันดับที่ ๑ -๔ รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ ยาว รู้จักธรรมชาติของลมหายใจสั้น, รู้จักหน้าที่ของลมหายใจ คือ การปรุงแต่งกาย, แล้วรู้จักวิธีที่จะทำการปรุงแต่งกาย ของลมหายใจ ให้ละเอียดประณีต ให้ระงับ เพราะว่าการปรุงแต่งกายนั้น ปรุงแต่งได้หลายอย่าง คือจะปรุงแต่งไปทางหยาบก็ได้ อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ; ปรุงแต่งให้ละเอียดให้ระงับ นี้มีประโยชน์ คือให้ เป็นร่างกายที่ดี ที่มีประโยชน์ ที่มีสมรรถภาพ. อานาปานสติ หมวดปรุงแต่งกาย นี้ก็คือการพีตร่างกาย, ใช้คำโลกโคกของเด็กวัยรุ่น ว่ามัน เหมือนกับพี่ตส่วนกำลังกาย ส่วนร่างกายให้พร้อมที่จะต่อสู้มาร. หมวดที่ ๒. เวทนานุชัสสนา อานาปานสติอันดับที่ ๕ - ๘ รู้จักความ รู้สึกที่เป็นเวทนา ในลักษณะของปีติ, ในลักษณะของ ความสุข, แล้วข้อเท็จจริง ที่เวทนานี้ปรุงแต่งจิต คือความคิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นตัวกิเลสเป็นตัวความอยาก หรือความยึดมั่น, แล้วก็รู้ วิธีที่จะรำงับเสียซึ่งจิตตสังขาร เหล่านี้ ; ควบคุมเวทนา เหล่านี้ ไม่ให้ปรุงแต่งไปในทางของกิเลสตัณหา.
น.239 หมวดนี้เรียกว่า รู้จักทางมาของมาร, รู้จักกำพืดของมาร, รู้จักทางมา ของพญามาร ว่ามาจากเวทนา ที่ปรุงแต่งทำให้เกิดความคิดนึก ที่เป็นไปในทางของ กิเลสตัณหา. ถ้าเราทำอานาปานสติหมวดที่ ๒ สำเร็จ ก็รู้จักกำพืดของมาร, . รู้จัก ทางมาของมาร, ที่เกิดของมาร, รู้จักวิธีที่จะตัดหนทางที่มาของมาร ; พูดอย่างภาษา หยาบคายก็ว่า "กูรู้จักหน้ามึงแล้ว". หมวดที่ ๓. จิตตานุปัสสนา คืออันดับที่ ๙ - ๑๒ ของอานาปานสติ ก็มา รู้จักจิต, ฝึกฝนจิต เกี่ยวกับจิตโดยตรง, รู้จักว่าจิตเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง มีราคะหรือไม่มีราคะ มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ หดหู่หรือฟุ้งซ่าน. ขณะนี้ต้องรู้ทุก ๆ อย่าง ที่เรียกว่ารู้จักจิตในทุกลักษณะ แล้วก็ รู้จักบังคับ หรือทำ หรือ ควบคุม ให้จิตนี้ปีติปราโมทย์บันเทิงอยู่ก็ได้, รู้จักบังคับควบคุมจิตนี้ให้แน่วแน่มั่นคง ตั้งมั่นก็ได้, รู้จัก บังคับจิตนี้ให้ปล่อย อารมณ์ ที่เข้ามารบกวนกลุ้มรุมจิตก็ได้. เมื่อทำได้ถึง ๔ อย่างนี้เป็นจิตตานุปัสสนา มันก็คือการพีตอีกเหมือนกัน คือ พิตจิต. เมื่อตะกี้ หมวดที่ ๑ คือฟิตกาย เกี่ยวกับกาย เป็นส่วนใหญ่ ; มาถึง หมวดนี้ เกี่ยวกับจิต ฟิตจิตให้คล่องแคล่ว ในการที่จะใช้เป็นอาวุธ หรือเป็นอะไรทุกอย่างที่จะ ต่อต้านมาร แล้วก็ฆ่ามาร. ในขั้นที่ ๑๒ ว่า รู้จักทำจิตให้ปล่อย หายใจออกเข้าอยู่นี้ มีความหมายอย่างมากอยู่ในตัว ; รู้จักทำจิตให้ปล่อยหรือให้ปลดเปลื้องเสียจากอารมณ์ นี้ก็เป็นเรื่องพิตจิตสำหรับสู้มารหรือฆ่ามาร. พอมาถึง หมวดที่ ๔. สุดท้าย ธัมมานุปัสสนา อานาปานสติอันดับที่ ๑๓ - ๑๖ นี่คือโหมเข้าใส่ อย่างที่เด็กในโรงหนังเรียกว่าฉึ่งกันใหญ่ หรือตะลุมบอน กันใหญ่ ; คือใช้กายและจิตที่พีตดีแล้วและรู้จักมารดีแล้ว รี่เข้าไป เล่นงานมาร
น.240 โดยใช้อาวุธที่เตรียมมาดีแล้ว คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เรียกรวม ๆ กันว่า อนิจจา- นุปัสสี - เป็นผู้เห็นความไม่เที่ยงอยู่เสมอ. เห็นความไม่เที่ยงก็คือเห็นความเหลว คว้างของตัวตน, เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน นี้คืออาวุธ. เหมือนกับที่ในอุปมาปริศนาธรรมว่า ได้แก่ เขากระต่าย หนวดเต่า นอกบ, ล้วนแต่ ว่างจากตัวตนทั้งนั้น เป็นอาวุธที่จะเข้าประหัตประหารมาร ตะลุมบอนกัน กับมาร ; ขั้นที่ ๑๓ เป็นอย่างนี้. ขั้นที่ ๑๔ ก็มี วิราคะ คือการเริ่มสลายตัวของมาร. ขั้นที่ ๑๕ ก็เป็นการดับของมาร. ขั้นที่ ๑๖ ก็คือ โยนปัญหาเรื่องมารหรือความ ทุกข์ออกไปหมดสิ้น : จิตก็เกลี้ยงเกลาจากความทุกข์ มีความสงบสุขเป็นมรรค ผล นิพพาน ซึ่งก็จบสิ้นเรื่องการฆ่ามารปราบมาร. สรุปให้สั้นที่สุด ดูอีกทีหนึ่งว่า : - อานาปานสติหมวดที่ ๑ นั่น พี่ตลาย พีตร่างกาย เพื่อสู้มาร, ส่วนอานาปานสติหมวดที่ ๒ ถัดมาก็เป็นเรื่อง รู้จักที่มา ทางมาของมาร แล้วก็พร้อมที่จะปิดกั้นทางเกิดของมาร นี่เรียกว่า รู้จักมารดีทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุม. หมวดที่ ๓ เตรียมจิตใจ พีตจิตใจอย่างเหมาะสม. หมวดที่ ๔ ก็เข้าตะลุมบอนกับมารจนชนะมาร. คุณก็ลองพิจารณาดูเถอะว่ามันประยุกต์ หรือไม่ประยุกต์อย่างไร ; แล้วเมื่อ เราสวดอยู่นั้นมีการประยุกต์อย่างนี้หรือไม่ ? หรือแม้ที่สุดแต่ว่าเราเข้าใจในการประยุกต์ อย่างนี้หรือไม่ ? ที่เราสวดได้นั้นก็ดีกว่าสวดไม่ได้มากทีเดียว เพราะว่าจะได้เป็นแนวที่ แน่นอนสำหรับเอามาประยุกต์. ฉะนั้น คำว่าประยุกต์ก็เป็นเรื่องคนละขั้นคนละตอน กับเรื่องการศึกษาชนิดท่องจำ หรือชนิดคำนึงคำนวณ ไปตามหลักกฎเกณฑ์ของวิชา ทฤษฎีเหล่านั้น ; แต่แล้วในที่สุดก็ต้องประยุกต์ คือเอามาใช้ให้ถูกให้ตรง ตาม แบบหรือหลักการของโพชฌงค์ ๗ ประการนั้น :
น.241 อันดับที่ ๑. ที่เราสวดท่องหรือศึกษาให้เข้าใจในแง่ของทฤษฎี อย่างกว้าง ขวางนี้ก็คือ สติสัมโพชฌงค์ ระลึกได้รอบด้าน. อันดับที่ ๒. เลือกเอามาเฉพาะเพื่อประยุกต์ นี่ก็คือ ข้อที่ ๒ ธัมมวิจัย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติแล้วก็ธัมมวิจยะ. อันดับที่ ๓. ก็คือ วิริยะสัมโพชฌงค์ เอาเข้าใส่มารอย่างตะลุมบอน ; วิริยะ คือ การใช้กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา เรียกว่าวิริยะเป็นการรี่เข้าใส่ เข้า ตะลุมบอน เป็นโพชฌงค์ที่ ๓. อันดับที่ ๔. คือ หล่อเลี้ยงกำลังใจ กำลังอะไรเหล่านั้นเอาไว้ ด้วย ปีติสัมโพชฌงค์ซึ่งเป็นโพชฌงค์ข้อที่ ๔ เหมือนกับเข้ารบกับข้าศึก ทีเดียวก็แพ้วิ่งหนี นี้ก็คือว่ามันไม่มีอะไรหล่อเลี้ยง. เดี๋ยวนี้เรามีปีติคือ ความพอใจในการกระทำอย่างนั้น หล่อเลี้ยง .. อันดับที่ ๕. ต่อไปก็ทนทำไปได้ จนกว่ามันจะลงรูปลงรอยในการรบ แปล ว่าเราเริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบ, ข้าศึกเริ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ. นี่เรียกว่าเข้ารูปเข้ารอยของ การรบ ก็เป็น ปัสลัทธิสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๕. อันดับที่ ๖ คือสมาธิ นี้ก็แปลว่า พอได้ที่อย่างนี้ ก็มีสมาธิถึงขีดสูงสุด ใช้กำลัง ระดมกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ เพราะว่าถึงช่วงจังหวะที่ดีที่จะสำเร็จเด็ดขาดได้ ก็เลย ทุ่มเทกำลังหมด.
น.242 อันดับที่ ๗. เมื่อแสดงหมดฝีมือแล้วก็ปล่อยให้ไปอย่างนั้นเรื่อยไป เป็น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสุดท้าย ก็ครบโพชฌงค์ทั้ง ๗ สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘อานาปานสติอันบุคคลทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์". คุณควรไปดูตัวอานาปานสติ ๔ หมวดที่มี ๑๖ ขั้นนี้ให้เห็นชัด แล้วก็จะเห็น ได้ชัดว่า เมื่อกำลังทำอยู่อย่างนั้น โพชฌงค์ ๗ จะบริบูรณ์ได้อย่างไร ? ก็อย่างที่ยก ตัวอย่างด้วย การรบกิเลส รบพญามาร. เรา เอาอานาปานสติมาประยุกต์ เป็นของ จริงขึ้นมาสำหรับ ทำลายมาร ; ประยุกต์มารได้สำเร็จ ก็ ประยุกต์พระ คือธรรมะ ได้สำเร็จ, แล้วก็มีการรบพุ่งคือฆ่ากิเลสนั้น เป็นประยุกต์ขึ้นมาได้จริง แล้วก็สำเร็จด้วย. นี่คำว่าประยุกต์มีความหมายอย่างนี้, ในทางธรรมะ หรือการปฏิบัติ พระศาสนานั้นมีความหมายอย่างนี้. ในทางของชาวบ้านเขาจะหมายอย่างไรก็ตามใจ ; แต่เรื่องของธรรมะนี้มีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้น เราก็มีหน้าที่เพียงแต่ทำให้มันมีขึ้นมา สำหรับ หลักการวิธีการหรือทฤษฎีต่าง ๆ นั้น พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ดีแล้ว เราก็ตะโกนโหวก ๆ อยู่ทุกวัน ๆ ว่า สวากขาโต ภควตา ธมฺโม วันหนึ่งไม่รู้จักกี่ครั้งกี่หน. พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ; แรม แม้เพียงเท่านี้ เราก็ไม่ประยุกต์ ว่าไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง ว่าตรัสไว้ดีแล้ว - ตรัสไว้ดีแล้ว มันก็ เลยเป็นความเชื่อประเภทงมงายไปไม่ทันรู้ตัว ; อ้างเอาคุณของพระธรรมมาเป็นอานุภาพ ทำนองปาฏิหาริย์ บนบานศาลกล่าว อ้อนวอนคุณของพระธรรม คุณของพระพุทธ พระสงฆ์อะไรก็ตาม เหมือนที่ทำกันโดยมาก, ทำให้ เป็นสีลัพพัตตปรามาส ไปเสียอีก อย่างนี้มันโง่ ที่ไปก้มหัวให้มาร.
น.243 ปากพูดว่าจะไปรบมาร แต่แล้วก็ไปก้มหัวเป็นสมุนของมาร คือ จมลง ไปในสีลัพพัตตปรามาส ซึ่งเป็นกิเลส เป็นอวิชชา เป็นมาร. มันจะน่าหวัวสักเท่าไร ลองคิดดู. ถืออาวุธอย่างนั้นอย่างนี้ตรงรี่เข้าไปจะฆ่ามาร, พอไปถึงก็ก้มหัวเป็นสมุน ของมาร ; น่าขันก็น่าขัน น่าสงสารก็น่าสงสาร. นี่กำลังได้แก่ใคร ? ได้แก่คน พวกไหน ? ก็ลองคิดดู. นี่เป็นเรื่องของอุปสรรคที่ ไม่รู้ว่าเป็นอุปสรรค, เป็นเรื่องของมารที่ เราไม่รู้ว่าเป็นมาร กลับเอามากอดรัดไว้ด้วยความสมัครใจ ยอมตายอยู่กับมารนั้น. ภาพปริศนาธรรมที่เป็นภาพเขียนดีมากตอนนี้ : แตะเนื้อต้องตัวของมารแล้วก็ จากไปไม่ได้ ยอมตายอยู่ที่นั่นในปราสาทอันสวยงามของนางพญามาร. นี่มองดูถึงคำว่า ประยุกต์ซิ ประยุกต์อย่างไร ? ประยุกต์ที่ตรงไหน ประยุกต์เพื่อเป็นสมุนของมาร คือ ว่าเป็นมารไปเลย ทำตนให้เป็นพรรคพวกของมารไปเลย คือสร้างมารขึ้นมาใส่ตนใส่จิต .. จิตที่ประกอบด้วยอวิชชา ก็มีแต่เป็นมารอย่างนี้ทั้งนั้น ; ฉะนั้น สิ่งที่ เรียกว่าอวิชชา หรือความงมงายหรืออะไรนี้มันไปไม่รอด. คิดแล้วก็น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ว่า คนงมงายก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ตัวว่างมงาย, คนโง่ไม่มีโอกาส รู้ว่าตัวเอง เป็นคนโง่, คนเมาไม่มีโอกาสรู้สึกตัวเองว่าเมา ว่ากู เมา, ต้องหายเมาเสียก่อน จึงจะรู้ว่า อ้าว เมื่อตะกี้เมา หรือหายโง่ไปแล้วจึงจะรู้ว่า เมื่อตะกี้มันโง่ไป. นี่ความปิดบัง อย่างยิ่งของความโง่ ความเมา อวิชชาอะไร มันมากถึงขนาดนี้. เมื่อจิตประกอบด้วยอวิชชา มันก็เป็นของธรรมดาอย่างยิ่ง ที่จะสมัครเข้าไป เป็นบริวารของมาร โดยการกินเหยื่อของมาร คือเวทนาอันอร่อยทั้งหลายเหล่านั้น แล้ว
น.244 ก็ได้ติดเบ็ดติดบ่วงของมาร. คนเราลงโง่ถึงขนาด ที่ ไม่รู้จักว่าบ่วงมารคืออะไร มันก็ ไม่รู้จักอันตราย, "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" แล้วจะรู้จักอันตรายได้อย่างไร. คนโง่ ก็เขียนรูปภาพออกมาอย่างโง่ ๆ ก็ได้ หรือจนปัญญาหรือไม่มีทางที่จะเขียนก็ได้. ที่เขาเขียนเป็นมารถือบ่วงมาอย่างนี้, บ่วงที่จะคล้องสัตว์ ; อย่างนั้น ยังไม่ถูก และโง่ เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มารพนฺธนิ นั้น คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่เป็นอิฏฐารมณ์อันยั่วยวน สวยงามเอร็ดอร่อย ล่อตาล่อใจ อย่างยิ่งคือ มารพนธนํ - บ่วงมาร ทำไมไม่เขียนพญามารถือสิ่งเหล่านี้มา : สิ่งอร่อยใน ทางตา สิ่งอร่อยในทางหู อร่อยในทางจมูก อร่อยในทางลิ้น อร่อยในทางผิวหนัง ทั่วไป, แล้วก็อร่อยในทางจิตใจ. เพราะผู้เขียนจนปัญญาเขียนไม่ได้ เลยเขียนเป็นบ่วงธรรมดา, แล้วโง่กว่านั้น เขียนเป็นอาวุธต่าง ๆ นานาที่ถืออยู่ในมือของมาร ; แล้วใครจะไม่รู้จักเล่า. " ทุกคนก็ ต้องรู้จัก ถ้าถืออาวุธมาอย่างนั้น. แท้จริงมารไม่ได้ถืออาวุธหรือบ่วงชนิดนั้น มันถือ อะไรมาก็ดูเอา. มารต้องถืออะไรที่สวยงามแวววาวเป็นเสน่ห์ ; พอกระทบปั๊บเท่านั้น ก็กลายเป็นเรื่องที่ครอบงำจิตใจถึงที่สุดอย่างลึกซึ้งเสียแล้ว ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางผิวหนัง ; อย่างนี้เขียนยาก ใครที่จะเป็น ศิลปื่น เป็นนักเขียนในสมัยปัจจุบัน ควรลองเขียนภาพบ่วง มารให้ดี แล้วเขียนหน้าตาพญามารให้มันสมกับที่จะเป็นมาร คือไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัว เด็กเห็นแล้ววิ่งหนีอย่างที่เขาเขียนกัน. ต้องเขียนชนิดที่เด็กเห็นแล้ววิ่งเข้าหา ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ไปเลย วิ่งเข้าไปหาสิ่งนั้น ; เหมือนกับที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้ ที่เด็ก ๆ วัยรุ่นทิ้งพ่อแม่ไปหาอะไรก็ไม่รู้. ต้องเขียนรูปพญามาร หรือบ่วงมารออกมา ให้เป็น
น.245 ลักษณะอย่างนั้น มันจึงจะประยุกต์ คือใช้กันได้กับการที่จะแก้ปัญหาของความดับทุกข์ หรือกิเลส ; ฝ่ายของมารก็ต้องประยุกต์ให้ถึงที่สุด คือรู้จักมันดี. พระพุทธเจ้าท่านฉลาด เป็นจอมปราชญ์อย่างยิ่ง ก็ตรงที่ว่าเอามาประยุกต์ ในคราวเดียวกัน ในเครือของอานาปานสติ ว่าสวยงามเอร็ดอร่อยหอมหวนที่สุดคือ เวทนานั้นปรุงแต่งมาร ปรุงแต่งจิตไปทางของปฏิจจสมุปบาท. ขอให้จำไว้ตลอด กาลเลยว่า ถ้าพูดว่า "ปรุงแต่ง" คือคำว่า สังขาร ต้องไปฝ่ายอวิชชา ฝ่ายกิเลส ฝ่ายมาร ทั้งนั้น. ถ้าฝ่าย มรรค ผล นิพพาน ไม่พูดว่าปรุงแต่งเลย, การเจริญภาวนาให้เกิด มรรค ผล นิพพาน นี้ เขาไม่เรียกว่าปรุงแต่ง จะเรียก ภาวนา ก็เรียกไป แต่ไม่เรียก ว่าปรุงแต่ง ; ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญ แปลว่า develop ขึ้นมา ให้เป็นไปในทางที่ เจริญทางที่ดับทุกข์ได้. ส่วนปรุงแต่งหรือสังขารนี้มัน condition ให้เกิดเรื่องเกิดราว. เอาปลาตัวผู้ หรือตัวเมียมา condition ภาษาเลี้ยงปลาเขาเรียกว่า condition คือให้อาหารดี ให้อากาศดี ให้น้ำดี จนปลาตัวผู้หรือตัวเมียนั้นพร้อมที่จะสืบพันธุ์ : ตัวเมียมีไข่เต็มที่ ตัวผู้มีเชื้อมาก เต็มที่ นี้เรียกว่า condition ที่สุด แล้วเอาไปสืบพันธุ์. อย่างนี้เรียกว่าปรุงแต่ง ; แต่ว่า ปรุงแต่งไม่เคยใช้กับฝ่าย มรรค ผล นิพพาน ใช้กับฝ่ายกิเลสเสมอ. เวทนาที่ยั่วยวนที่เป็นเสน่ห์ มันเป็นเครื่องปรุงแต่ง หรือเป็นตัวปรุง แต่งจิต ไปตามทางของมาร ที่ให้เกิดเวทนา แล้วเกิดตัณหา เกิดอุปาทาน แล้วเกิดภพ เกิดชาติ แล้วเป็นทุกข์. เวทนาทางตา ทางหู ทางจมูก ที่ไหน เมื่อไรก็ตามใจ มันก็
น.246 ปรุงแต่งให้เกิดความอยาก เกิดตัณหาอย่างนั้นอย่างนี้. ที่เราระบุฝ่ายที่สวยงาม ที่มี เสน่ห์ เพราะมันเป็นอันตรายมาก ฝ่ายที่เป็นอนิฏฐารมณ์ทำให้ลงนั่งร้องไห้ นั้นก็เป็น ปรุงแต่งเหมือนกัน ให้ไปนั่งร้องไห้ แต่แล้วมันก็ไม่มีเรื่องยืดยาวมากมาย เหมือนฝ่าย ที่มันยั่วยวน จึงยกเอาฝ่ายที่เป็นสุขหรือเป็นปีติเข้ามา เป็นตัวบทศึกษา เป็นวัตถุสำหรับ การศึกษา. ในอานาปานสติหมวดที่ ๒. เริ่มขึ้นมาว่า ปีติปฏิสังเวที - รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งเวทนาคือสุขเวทนา, สุขปฏิสังเวที - รู้พร้อมเฉพาะซึ่งความสุข และ จิตตสังขาร ปฏิสังเวที - รู้พร้อมเฉพาะว่านี้เองเป็นจิตตสังขาร คือปีติหรือสุขนั่นแหละเป็นจิตต- สังขาร บัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ฯ เราก็จะทำให้มันรำงับลงไป อย่าให้มันปรุงแต่งได้. อานาปานสติหมวดที่ ๒ เป็นการบอกชี้ถึง "มารภย์" - บ่วงมาร แล้ว ให้มันเกิดมารขึ้นมาได้อย่างไร ? มารภย์ คล้องคอสัตว์เอาไปเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจมารได้ อย่างไร ? มีความทุกข์อย่างไร ? เราก็รู้กันในอานาปานสติข้อที่ว่า "จิตตสังขารปฏิ- สังเวที" นั่นเอง เป็นอานาปานสติขั้นที่ ๗ แล้วก็รู้จักลู่ทางวิธีที่จะป้องกัน หรือจะ ระงับไม่ให้เวทนานั้นปรุงแต่งตามหน้าที่ของมันได้ คือว่าเราควบคุมมันไม่ให้ทำหน้าที่ ของมันได้ ซึ่งเรียกว่าระงับจิตตสังขารอยู่ หายใจเข้าออก. มองดูในแง่ของจิตวิทยาก็มากมายก่ายกอง เป็นเรื่องอภิธรรมไม่รู้จักจบ มันก็ เลยไม่ประยุกต์อีกเหมือนกัน. ฉะนั้น เราจะ มองดู กันแต่ในแง่อภิธรรมที่ประยุกต์ คือความรู้ที่ดี ที่ยิ่ง ที่จริง ที่ถูกต้องนี้ แต่เฉพาะในแง่ที่รู้จักจบ ไม่เพื่อ ไม่เกิน ; จึงเห็น ได้ว่า เรื่องมาร, เรื่องที่มาของมาร, ลู่ทางที่ควบคุมมาร นั้น ถูกจัดสรรไว้เสร็จ แล้วในระบบของอานาปานสติ ๑๖ ขั้น. . ก้อน เราต้องฝึกมาตามลำดับ จากการฝึกกาย ใจ
น.247 ให้ดี ให้เหมาะสมที่จะมาใช้ศึกษาต่อไป ; เพราะถ้าไม่ปรับปรุงกาย หรือจิตใจส่วนที่ เกี่ยวกับกายให้ดีเสียก่อนแล้ว จะศึกษาอะไรต่อไปได้ เพราะไม่เหมาะที่จะศึกษา. เราต้องปรับปรุงส่วนแรกที่สุดคือลมหายใจ คือร่างกาย คืออะไรนี้ ให้มัน เข้ารูป คือ พร้อมที่จะศึกษา มีสมาธิในเบื้องต้นให้ได้เสียก่อน. ในอานาปานสติขั้นที่ ๔ คือทำกายสังขารให้ระงับอยู่ อย่าให้มีอะไรมากระตุ้นร่างกายให้มันกระวนกระวาย, ให้ ร่างกายสงบรำงับเป็นสมาธิในขั้นต้นมี ปริสุทโธ-บริสุทธิ์ , มีสมาหิโต-ตั้งมั่น, มีกัมม- นีโย - ว่องไวในหน้าที่ของมัน ; มี ๓ อย่างนี้ก่อนก็จะมีกายพร้อมที่จะทำการศึกษาต่อไป ดำเนินการศึกษาต่อไปในเรื่องอันเกี่ยวกับมารโดยตรง คืออานาปานสติหมวดที่ ๒ นั้น. นี่จะเห็นได้ว่า การประยุกต์ หรือวิธีที่ประยุกต์อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ มีพร้อมอยู่ในอานาปานสติภาวนาชุดนี้. ผมพูดว่า "ชุดนี้", ถึงแม้พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสว่า ชุดนี้หรืออย่างนี้. ยังมีอานาปานสติอย่างอื่นแขนงอื่น ของลัทธิอื่น ยังมีต่างหาก เรียกว่าอานาปานสติเหมือนกัน ฉะนั้น จึงต้องเรียกว่าอย่างนี้หรือชุดนี้. อย่างที่ท่านเคยล้อภิกษุรูปหนึ่งที่มีอานาปานสติตามแบบของตัวเอง ท่านว่า "ของเธอ อย่างนั้น แต่ของฉันอย่างนี้" แล้วก็ว่าไปในอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนี้. ฉะนั้น ต้องมี คำว่าอานาปานสติระบบนี้ ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั่วๆ ไป ; จำแนกเป็น ๔ หมวด ๆ ละ ๔ ขั้นเป็น ๑๖ ขั้น เป็นสิ่งที่ต้องประยุกต์ให้ได้ นั่นแหละคือตัวพรหมจรรย์ทั้งหมด. ในแง่ของปริยัติก็ดี นั่นแหละคือตัวพรหมจรรย์ทั้งหมด, ในแง่ของการปฏิบัติ ก็ดี แล้วก็เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด, ในแง่ปฏิเวธ คือผลของการปฏิบัติด้วย, เราจึง หาพบหมดทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ในอานาปานสติชุดนี้. ฉะนั้น จะดูอะไร ๆ ก็หาได้ครบหมดในอานาปานสติชุดนี้ ก็เรียกว่า สโมธาน คือ ดึงเอามา ประมวลเอามา ได้หมด ทุกหัวข้อธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ในอานาปานสติชุดนี้.
น.248 โดยหลัก ปริยัติก็ประยุกต์ได้, โดยหลัก ปฏิบัติก็ประยุกต์ได้, โดยหลัก ปฏิเวธก็ประยุกต์อยู่แล้ว, ในอานาปานสติชุดนี้. ฉะนั้น ขอให้สนใจอานาปานสติ ประยุกต์ คือ ให้ความรู้ถึงขั้น เกี่ยวกับอานาปานสติ, ให้การปฏิบัติถึงขั้น เกี่ยวกับ อานาปานสติ, ให้ภูมิของจิตถึงขั้น ตามที่อานาปานสติชุดนี้ต้องการ. เอาละ คุณก็ สรุปเอาเองดูว่า จะต้องศึกษาอย่างไร จะต้องพินิจ พิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญกันอย่างไร แล้วจะต้องปฏิบัติกันอย่างไร ทุกลมหายใจเข้าออกอย่างไร. เมื่อไปบิณฑบาตก็ดี มานั่งฉันบิณฑบาตก็ดี เมื่อลุกไปทำการงานก็ดี ในห้อง น้ำห้องส้วมก็ดี อะไร ๆ ก็ดี ทุกลมหายใจเข้าออก ต้องไม่เผลอสติ ให้เกิดความคิดนึก ที่ไปปรุงแต่งมาร ; จะไปโดนเวทนาอะไรเข้าที่ตรงไหน ก็ดี อย่าให้มันเกิด ความคิดนึกที่ปรุงแต่งมาร. เช่นวันนี้เลี้ยงอาหารกันอร่อย; ความอร่อยนั้นเป็น เวทนา มันจะปรุงแต่งมารขึ้นมาได้อย่างไรโดยไม่รู้สึกตัว. แล้วก็ติดความอร่อยของ อาหารนี้ เกิดอันตรายิกธรรม ของภิกษุใหม่ขึ้นมา ความคิดน้อมไปทางสึกก่อหวอด แล้ว เจริญไปจนต้องละจากพรหมจรรย์. ผู้ที่เป็นนักธรรมตรีก็ท่องอยู่ทุกวันว่า อันตรายของภิกษุบวชใหม่คืออย่าง นั้นๆ แล้วก็ล้วนแต่อย่างนี้ที่ว่านี้ เป็นเรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องเพศตรงข้าม เรื่อง อะไรต่างๆ แล้วการ ปล่อยปละละเลยให้จิตซบเซาเศร้าหดหู่นี้ ก็เป็นอันตรายของ ภิกษุใหม่ ที่เผลอไป; ไม่ประยุกต์อานาปานสติ คือไม่มีความรู้ที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก.
น.249 ถ้าเรามีความรู้ที่ถูกต้องอยู่โดยบทว่าอะไรก็แล้วแต่จะเลือกเอามา ซึ่งสรุปเป็น หัวข้อสั้น ๆ ที่มันเหมาะสำหรับเรา เช่นว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เป็นบาลีพระพุทธภาษิต, หรือ ไม่มีอะไรที่น่าเข้าไปเอาเข้าไข่เป็น พูดเป็นไทย ๆ อย่างนี้, หรือว่า นี่คือตัวสังขาร นี่คือตัวมารร้าย ที่มันเกิดขึ้นปรุงแต่งจิต กำลัง ปรุงแต่งจิต ; พอมีอะไรปรุงแต่งจิตเรา เราสะดุ้งทันที ว่านี่คือตัวมารร้าย ; มีสติอย่างนี้ อยู่ตลอดเวลาไม่มีช่องว่าง จนกล่าวได้ว่าทุกครั้งที่หายใจเข้าออก นี่ก็เป็นอานาปานสติ ประยุกต์. เมื่ออยู่คนเดียวประยุกต์ได้แล้ว เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ในโลกนี้ ก็ยิ่งต้องประยุกต์ ; เพราะการสมาคมกับบุคคลที่ ๒ เปิดช่องโหว่ ให้พญามารมากยิ่งขึ้นไปอีก, คือทำให้รัก ทำให้เกลียดขึ้นมาสองอย่างนี้. เมื่อเราอยู่ คนเดียวเรื่องรัก เรื่องเกลียด มันก็มีน้อย หรือไม่คอยจะมี; พอเข้าไปสัมพันธ์กับ บุคคลที่ ๒ ก็จะเกิดเรื่องรัก เรื่องเกลียด เรื่องยินดียินร้ายขึ้นมา. เมื่อเราทำงานทำการหรือทำอะไรกันอยู่ด้วยกัน กับบุคคลอื่น เป็นเวลา ที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องระมัดระวัง ที่จะต้องเจริญอานาปานสติ อย่าให้เวทนาอะไร ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ปรุงความยินดียินร้าย คือความรัก ความโกรธ ความชอบ ความ ไม่ชอบ. ถ้าผ่านไปได้แม้ในขณะที่สังคม สมาคมกันอยู่อย่างนี้ ก็นับว่าดี, อยู่ในขั้น ดีกว่า ที่จะไปนั่งเก็บตัวอยู่คนเดียวเสียตลอดเวลา เมื่ออยู่คนเดียวมันไม่มีการทดสอบ ไม่มีการเผชิญหน้ากันกับการปรุงแต่ง, การปรุงแต่งมีน้อย หรือมันมีลึกมันไม่สะดวก ; เพราะฉะนั้น ปล่อยไปตามธรรมดา ให้ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ให้จมูกได้กลิ่น ให้ลิ้นได้รส ให้ไฟได้สัมผัสผิวหนัง ตามที่
น.250 มันจะทำได้ เท่าที่มันไม่มากเกินไป ที่มันไม่อันตราย หรือไม่เป็นขี้ข้าของมารไปเสียแล้ว, คือว่าในสภาพธรรมดา ที่รับอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ เป็นโอกาส เป็น บาทฐาน เป็นที่ตั้ง ของการที่จะประพฤติธรรม หรืออานาปานสติ. เมื่อเราระวังอยู่ ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดกิเลส; ฉะนั้นจึงมีการฝึกกันให้ทำอะไรได้ ให้กำหนดอะไรได้ ทุกครั้งที่หายใจ ออก - เข้า. ตรงนี้อยากจะแทรกเป็นความรู้ทางหนังสือว่า ผมพูดว่า "หายใจ ออก - เข้า" ในเมื่อคนอื่นพูดว่าหายใจเข้าออก หรือบางทีผมเองก็พูดหายใจเข้าออก ; แต่ ถ้าพูดอย่างระมัดระวังตามตัวหนังสือจะพูดว่า หายใจ ออก - เข้า โดยเชื่อว่า อานะ - แปลว่า ออก, ปานะ แปลว่า เข้า ; อานาปาน คือ ออก - เข้า, มีสติทุกครั้งที่หายใจ ออก - เข้า. พระอรรถกถาจารย์ทะเลาะกันในการที่แปลคำ ๒ คำนี้ว่า อันไหนออก ไหนเข้า กันแน่ ? อยู่ในอรรถกถาไม่ตกลงกัน : คนพวกหนึ่งก็ถืออย่าง พวกหนึ่งก็ถืออย่าง, ผม ทีแรกอยู่ตามพวกที่ครูบาอาจารย์สอนมาว่าเข้าออก ; แต่มาพิจารณาดูเองตามความ อิสระของตัวเองก็สมัครที่จะพูดว่า ออก - เข้า โดยถือเอาหลักง่ายๆ ธรรมดาสามัญที่ สุดว่า มนุษย์เกิดมาจากท้องแม่ต้องหายใจออกก่อนแล้วจึงหายใจเข้า ลมหายใจของเรา จึงออก - เข้า ๆ ๆ มาตั้งแต่เราแรกเกิด. ถ้าคำพูดนี้ผิดโดยการพิสูจน์อย่างอื่นแสดงให้ เห็นได้ ก็เปลี่ยนเสียเถิดเป็นเข้าออกก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้สมัครจะพูดว่า ออก - เข้า : อา - น แปลว่า ออก, ปาน แปลว่า เข้า, อานาปาน คือหายใจ ออก - เข้า. ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้าต้องมี "พระ" อยู่ด้วยเสมอไปอย่าให้ "มาร" เข้ามาได้ จึงจะเรียกว่าอานาปานสติประยุกต์ ; ขอให้สนใจคำว่า อานาปานสติประยุกต์ หรือคำว่า ประยุกต์ กันอย่างนี้. เวลาของเราก็หมดลง
Buddhadasa