น.251 วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นวันอันดับที่ ๘๖ แห่งระยะกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒, เวลา ล่วงมาจนถึงอีก ๒ - ๓ วันจะออกพรรษา ; ดังนั้นการ บรรยายชุดนี้ก็จะต้องสิ้นสุดลง จึงขอบรรยายไปในลักษณะ ที่เป็นการสรุปความมากกว่า เรียกว่า ธรรมประยุกต์ใน ลักษณะที่เป็นการสรุปความ. ขอให้ทบทวนไปดูถึงใจความ ของการบรรยายตั้งแต่ต้นมาทุกครั้ง ก็พอจะจับใจความได้ว่า เป็นเรื่องอะไร ? เป็นมาอย่างไร? และจะจบลงอย่างไร ? ในตอนแรก ๆ เราได้พูดกันถึงความมุ่งหมายของการบวช และพูดถึง เนื้อหาสาระ และ แก่นสารของการบวช แล้วพูดถึง หลักสำคัญที่จะใช้ อยู่ในรูป ๒๒๓
น.252 ของธรรมะหมวดต่าง ๆ กระทั่งถึงอานาปานสติ โดยใช้คำว่าประยุกต์ ก็เพื่อว่า จะพูดกัน แต่ในลักษณะที่จะเอามาใช้ปฏิบัติได้จริงเป็นส่วนสำคัญทั้งผู้ที่จะอยู่เป็นบรรพชิต และทั้งผู้ ที่จะต้องสละเพศบรรพชิต. ใจความสำคัญข้อนี้อยู่ที่ว่า ทั้ง ฆราวาสและบรรพชิตก็ต้องปฏิบัติธรรมะ อย่างเดียวกัน, เพียงแต่ต่างระดับกันบ้าง. ที่ต่างระดับเพราะว่าฆราวาสมีเรื่องมาก ทำให้สมบูรณ์ได้ยาก แต่ก็เว้นฆราวาสบางคน ; ดังนั้นก็เป็นการเว้นบรรพชิตบางคน เช่นกัน แม้จะอยู่ในเพศบรรพชิตก็ไม่ปฏิบัติให้บริบูรณ์ได้. ที่จริงไม่แตกต่างกันนัก คำว่า ฆราวาส หรือ บรรพชิต ที่เกี่ยวกับธรรมะ เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้ ไม่เป็นบรรพชิตหรือฆราวาสได้; เป็นกฎของ ธรรมชาติทั่ว ๆ ไป, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับความดับทุกข์. ดังนั้น จึงมีหลักตายตัวลงไปว่า ใครมีความทุกข์มาก คนนั้นยิ่งต้องการธรรมะมาก. ถ้า ฆราวาสมีความทุกข์ ความลำบากมากกว่าบรรพชิต ฆราวาสก็ยิ่งต้องการธรรมะมาก. ความทุกข์นั้นเป็นอย่างเดียวกันหมด ไม่เป็นฆราวาสหรือบรรพชิต เพราะว่ามันเกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น : ฆราวาสยึดมั่นมากก็ต้องมีความทุกข์มาก ; ด้วย เหตุนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงยืนยันเรื่องสุญญตา ว่าเป็นธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อ กูลอย่างยิ่งแก่พวกฆราวาส. ในที่สุดเราจะพบว่า เรื่องสุญญตา คือ ความว่างจาก ตัวกู - ของกูนี้ เป็นหัวใจของธรรมะทั้งหมด ; เราต้องใช้ธรรมข้อนี้จริง ๆ ในลักษณะ ที่เหมือนกับว่าใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อฆ่าแมลงลงไปตรง ๆ. เราต้องใช้ความรู้เรื่องสุญญตา ทำลายความยึดมั่นถือมั่นลงไปตรง ๆ แล้วก็ให้ได้ผลดี และก็ในทุกกรณีทุกเวลา : เพราะมันมีต่าง ๆ กัน และมันมีได้ทุกเมื่อ
น.253 เราจึงต้องฝึกความรู้เรื่องสุญญตาให้คล่องแคล่วให้แตกฉาน ให้เป็นเหมือนกับอาวุธพิเศษ ที่คมเป็นกรด; ใช้คำว่า "กรด" เพราะเป็นภาษาไทยที่ ใช้พูดกันถึงของวิเศษที่อะไร ต่อต้านไม่ได้ เหมือน มีตาเป็นไฟกรด มองไปทางไหนไหม้เป็นจุณไปหมด ไม่มี อะไรต่อต้านได้. นั่นก็คือมองไปทางไหนก็มีแต่ความว่าง ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ไม่มี ของกู เหลืออยู่เลย. นี่คือผลของการศึกษาจนปฏิบัติได้ และเมื่อปฏิบัติได้แล้วก็หมดปัญหา คือว่า ผลของการปฏิบัตินั้นต้องมีแน่ ; นี้เรียกว่า ธรรมประยุกต์ คือ ธรรมะส่วนที่เอามา ใช้กับชีวิตจิตใจ อย่างถูกฝาถูกตัว เป็นชีวิตจิตใจ กลายเป็นธรรมะไปเสียเองเป็น ปกติวิสัย. อย่างนี้ก็คือความถึงที่สุด หรือความสมบูรณ์แห่งการปฏิบัติธรรมะ อย่างที่ เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ที่ว่ามีสติสมบูรณ์ ก็คือมีธรรมะสมบูรณ์ ไม่ว่างจากธรรมะในทุกกรณี ในทุกเวลา แล้วก็เป็นไปโดยอัตโนมัติเอง เพราะความเคยชิน มีความรู้แจ้ง ความ เห็นประจักษ์จริง ลงไปถึงที่สุดนี้,. เป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้แจ้งแทงตลอด กระทั่งเป็นเนื้อเป็นตัวไปเสียเลย ; ธรรมะนี้ก็เลยกลายเป็นเนื้อเป็นตัวของบุคคลนั้น. ฉะนั้น บาปและอกุศลต่าง ๆ ก็เข้ามาไม่ได้, คือเข้ามาก็ถูกทำลาย, เข้ามาก็ถูกทำลาย ; เหมือนกับยาฆ่าแมลงที่โรยอยู่ แมลงเข้ามามันก็ถูกทำลาย. ถ้า ใครประพฤติธรรมะได้ ในลักษณะมีธรรมะเป็นเนื้อเป็นตัว อย่างนี้ ก็เรียกว่าถึงที่สุด จะเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ หรืออะไรก็ได้ ; แต่ไม่ได้เรียกเพื่อให้ มีเกียรติ ไม่ได้เรียกเพื่อให้ยึดมั่นถือมั่นต่อไปอีก เป็นแต่เพียงบอกถึงขั้นสุดท้ายที่เป็นผล ของการปฏิบัติ ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นบุคคลประเสริฐที่สุด วิเศษที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เป็นสุขที่สุด อะไรก็ตาม ก็เลยไม่มีเรื่อง หรือจบเรื่องกันเพียงเท่านี้.
น.254 ทีนี้ เราจะมาเปรียบเทียบว่าคนทั้งหลายทั้งปวงกำลังเป็นอย่างไร ใน เมื่อนำเข้ามาวัดดูโดยมาตรฐานที่กล่าวมานี้. เราก็ เห็นประโยชน์ ของธรรมะ, ของธรรมประยุกต์, แล้วก็มีฉันทะ ความพอใจ มีความเอาจริงเอาจังกับธรรมะได้ ก็ได้รับประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์ควรจะ ได้รับ; ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา คือธรรมะนั้นเอง ; มิฉะนั้นแล้วเราก็จะยังเป็นเหมือนกับสัตว์ทั่ว ๆ ไป, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นถึง สัตว์เดรัจฉานก็ได้ ; แต่ว่าบางทีจะเลวยิ่งไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน ในข้อที่ว่ามีความทุกข์ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. เกี่ยวกับข้อที่มีความทุกข์นี้ ได้พยายามบอกพยายามเตือน ให้สังเกตกัน อย่างยิ่ง ว่า"คน" นี้ต้องระวังให้ดี. ถ้าทำผิดเรื่องของคนไปแล้ว ก็จะเลวร้ายยิ่งไปกว่า สัตว์เดรัจฉาน, มีความเลวก็ยิ่งมีความทุกข์มากยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน, ที่ว่ามีความร้าย ก็คือจะมีอันตรายแก่กันและกัน ทำร้ายซึ่งกันและกันนี้ ยิ่งไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน. เพราะ มนุษย์ไปมีวิวัฒนาการในทางสติปัญญามากกว่าสัตว์เดรัจฉาน ; แต่ว่าสติปัญญาชนิดนี้ ไม่ใช่สติปัญญาที่ประกอบไปด้วยธรรมะ เป็นสติปัญญาที่เป็นไปตามธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่เรียกว่า ธรรมะฝ่ายต่ำ นี้ ไม่เรียกว่า ธรรมะในที่นี้ ทั้ง ๆ ที่คำว่าธรรมะ หมายถึงทุกสิ่ง, เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจให้ดี ในเรื่องที่เกี่ยวกับคำพูดที่มันทำยุ่ง. คำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลี หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร รวมทั้งสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะนี้ด้วย. ถ้าเรารู้ธรรมะ หรือประยุกต์ธรรมะ นี่ก็หมายถึงธรรมะส่วนที่ จะดับความทุกข์ ซึ่งเป็นธรรมะอีกฝ่ายหนึ่งอีกประเภทหนึ่ง. กิเลสก็เรียกโดยภาษาบาลี
น.255 ว่าธรรมะ : เรียกว่าบาปธรรม อกุศลธรรม, ความทุกข์เรียกโดยภาษาบาลีว่า ธรรมะ คือเป็นธรรมดา, เป็นธรรมะที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา. อะไรก็เรียกว่าธรรมะทั้งหมดนั้น มันความหมายหนึ่งต่างหาก. แต่ที่เราพูดว่า มีธรรมะ พึ่งธรรมะ นั้น เราแยกเอามาเฉพาะธรรมะส่วน ที่จะกำจัดความทุกข์ ; เมื่อเป็นดังนี้ก็จะพอแบ่งธรรมะได้เป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะ ที่เป็นไปเพื่อความทุกข์, ธรรมะที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์. ที่จะให้กว้างเต็มตาม ความหมายธรรมะ ก็คือ "ทุกสิ่ง" ไม่เว้นอะไร, แม้แต่ธรรมชาติทาง วัตถุล้วน ๆ ที่เรียกว่าวัตถุธรรม นี้ก็คือธรรมะ เหมือนกัน อยู่ในฐานะเป็นพื้นฐาน เป็นที่ตั้งของ จิตใจ. จิตใจมีที่ตั้งที่ร่างกายหรือวัตถุ ซึ่งก็เป็นธรรมะนั้น เมื่อได้มา พบกันทั้งร่างกายและจิตใจ เรียกว่ารูปและนามอย่างนี้ แล้วก็ทำอะไร ได้มาก ; ถ้ามันแยกกันอยู่ก็ทำอะไรไม่ได้. การกระทำของชีวิต คือ นาม รูป นี้ก็ แบ่งไปเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่ เป็นทุกข์ และฝ่ายที่เป็นไป เพื่อดับทุกข์. ชีวิตตั้งต้นขึ้นมาในระดับต่ำ มีความทุกข์ อย่างต่ำ ๆ หรือง่าย ๆ ตื้น ๆ แคบ ๆ; เมื่อชีวิตวิวัฒนาการในทางธรรมมากขึ้น ก็รู้จัก ทำให้สิ่งเหล่านั้นมันมากขึ้นหรือกว้างขวางขึ้น หรือลึกซึ้งขึ้น. สิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์มีลึกซึ้งขึ้น จนเป็นทุกข์ชนิดที่ละเอียดลึกซึ้งแก้ไข ได้ยากขึ้น จนความทุกข์ของมนุษย์ละเอียดลึกซึ้งแก้ไขได้ยาก ยิ่งกว่าของสัตว์เดรัจฉาน. แต่แล้วในที่สุดก็มีมนุษย์พิเศษบางคน สนใจจะแก้ปัญหาข้อนี้ เขาจึงออกค้นคว้าเป็น
น.256 พิเศษ “ โดยการเสียสละเป็นพิเศษ พบวิธีที่ว่าจะกำจัดความทุกข์ ที่มันจะมากขึ้น ๆ ตามวิวัฒนาการของมนุษย์. ในที่สุดก็มาถึงยุคที่สมบูรณ์ของสติปัญญาอย่างนี้ เกิดบุคคลประเภทพระ - สัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก เพื่อจะชี้ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับความทุกข์ ก็ดี เกี่ยวกับเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ดี เกี่ยวกับความดับทุกข์ได้จริงๆ ก็ดี ตลอดจน เกี่ยวกับ วิถีทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์ นั้นด้วย. เราเรียกกันว่า ความจริง หรือ ของจริง อันประเสริฐ ๔ ประการ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า อริยสัจจ์ ; ถ้ารู้ข้อนี้แล้วปฏิบัติได้ด้วย ก็เลยดับทุกข์ได้สิ้นเชิง, อย่างนี้เราเรียกว่ามีธรรมะที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์. ส่วน อีกทางหนึ่ง นั้น ก็คือการที่เป็นไปเองตามอำนาจของความไม่รู้ ที่เรียก ว่าของอวิชชานี้ ; นั่นคือความที่เป็นไปตามสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แต่แล้วมันขยายตัว มากกว่าสัญชาตญาณอย่างสัตว์ หรือของสัตว์; เพราะอำนาจของอวิชชานั้น ๆ ทำให้ตก ไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ ที่เจริญขึ้นตามสติปัญญาของมนุษย์. การก้าวหน้าในทางวัตถุ ของมนุษย์ตามลำดับ ๆ มา ทำให้เกิดรสอร่อย ชนิดหนึ่งขึ้น จากวัตถุเหล่านั้น ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ เพิ่มขึ้นทุกที; นี้หมายความว่าหลงในรสอร่อยมากขึ้นทุกที ในระดับที่ลึกที่สูง ที่ลึกซึ้ง ที่ประณีต ที่เข้าใจได้ยากยิ่งขึ้นทุกที. ทีนี้มันก็เพิ่มความเห็นแก่ตัวขึ้นตามสัดส่วน ยิ่งหลง ในความอร่อยทางวัตถุมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวซึ่งมีความเอร็ดอร่อยนั้นเป็นมูล มากขึ้นทุกที. นี่จึงเห็นได้ว่าในยุคที่ยิ่งสมบูรณ์ทางวัตถุ ยิ่งมีความเห็นแก่ตัว จนความเห็น แก่ตัวนี้ครอบงำถึงที่สุดจนพังพระพุทธเจ้าพูดไม่รู้เรื่อง ฟังพระศาสดาองค์ไหน ๆ พูดไม่
น.257 รู้เรื่อง ทั้งที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี ถือศาสนานั้นถือศาสนานี้กันอยู่ทุกคนในโลกนี้ ; แต่ถือศาสนากันแต่เพียงพิธีรีตอง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ คือธรรมะช่วยไม่ได้. ถ้าถือศาสนากันจริง ๆ ต้องมีธรรมะขึ้นมาทันที คือความไม่เห็นแก่ตัว แล้วธรรมะก็ช่วยได้ ในโลกนี้ก็มีความสงบสุขโดยส่วนตัว โดยส่วนรวม. เดี๋ยวนี้ความ เห็นแก่ตัวนี้มันมากยิ่งขึ้น ตามความก้าวหน้าทางวัตถุ จนเรียกว่ามันเป็นเหมือนกับ "เลือดเข้าตา" ; คำนี้เป็นภาษาพูดเฉพาะ ในเมื่อมีอะไรรุนแรง ถึงขนาดทำให้ไม่มอง เห็นสิ่งอื่นนอกจากแต่จะมองรู้สึกไปในทางเห็นแก่ตัว แล้วก็ต้องสู้ทุกอย่างทุกประการ เพื่อความเห็นแก่ตัวตะพึดไป เรียกว่า “เลือดเข้าตา" มนุษย์กำลัง "เลือดเข้าตา" เป็นอย่างนี้มากขึ้นทั้งโลก มีการต่อสู้นานาชนิด เพื่อได้สิ่งนี้คือวัตถุ โดยเบียดเบียนผู้อื่นก็มี โดยเบียดเบียนตนก็มี โดยเบียดเบียน ทั้งตนและทั้งผู้อื่นก็มี ; เพราะสิ่งนี้คือผลของการที่ไม่มีธรรมะที่แท้จริง กลับไปเป็นสัตว์ ชนิดที่ร้ายไปกว่าสัตว์ หมายความถึงว่าจากสัตว์เดรัจฉานแล้วมาเป็นมนุษย์ แล้วก็ย้อนไป เป็นสัตว์เดรัจฉานที่ร้ายกว่าสัตว์เดรัจฉานตามปกติ. เดี๋ยวนี้เราก็มีสัตว์เดรัจฉานอยู่ในโลกนี้ เป็นเพื่อนกันกับมนุษย์ ; แต่มัน อยู่ในสภาพเดิม ๆ ซึ่งน่าสนใจในบางแง่บางอย่าง. ถ้าเราอยากจะรู้จักสภาพเดิมแท้ของ สัตว์เดรัจฉานเมื่อล้าน ๆ ๆ ปีมาแล้ว มันก็มีทางจะรู้ได้ จากสัตว์บางชนิดบางประเภทเช่น ปลาเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นในโลกก่อนใคร ๆ ในบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลัง ; เมื่อล้าน ๆ ปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้มันก็ยังคงอยู่อย่างนั้น. ถ้าเราจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ล้าน ๆ ปี หน้าแรกก็ตั้งต้นอ่านมาจาก สัตว์ประเภทปลานี้, แล้วก็อ่านดูให้รู้ว่าจิตใจของมันเป็นอย่างไร, มันมีความทุกข์มากน้อย
น.258 อย่างไร มันจึงมาถึงสัตว์ที่ดีกว่าปลา คือสัตว์ที่จะขึ้นบก เป็นสัตว์เลื้อยคลานขึ้นมาบนบก กระทั่งเป็นสัตว์บก, กระทั่งสัตว์ที่ขึ้นไปบนต้นไม้ บนฟ้า บินไปในอากาศ มันก็ยัง เหมือน ๆ กันอยู่ทั้งนั้น มันไม่มีอะไรมากมายร้ายกาจ เพราะว่าสติปัญญาของมันไม่ก้าว หน้า อย่างสัตว์สายหนึ่งเป็นพิเศษ คือมาเป็นมนุษย์ ซึ่งมีความพิเศษนิดเดียวเท่านั้น. ไปดูให้ดี ความพิเศษ จุดตั้งต้นของมนุษย์ มีนิดเดียว คือ พูดได้ หรือ มีภาษาพูด. ถ้าเผอิญพูดไม่ได้ ไม่มีภาษาพูดเกิดขึ้นแล้ว, มนุษย์ก็จะไม่มีมนุษย์ที่เป็น อย่างนี้ คือมันไม่มีวิวัฒนาการก้าวหน้าทางไหนหมด ทั้งทางวัตถุและทั้งทางจิตใจ. ภาษาพูดนั้นเป็นตัวการสำคัญที่สุดที่ทำความก้าวหน้า เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือเพียง อย่างเดียว ที่ถ่ายความรู้ให้แก่กันและกัน แล้วก็รักษาความรู้ไว้ สำหรับเป็นมรดกตกทอด มาแก่กันและกัน. สัตว์ประเภทที่ไม่มีภาษาพูด มันก็หยุดชะงักอยู่ตามเดิม ไม่มีอะไร ก้าวหน้าเป็นล้าน ๆ ปี. สัตว์ที่มีภาษาพูด สายนี้ คือสายมนุษย์นี้ก้าวหน้าเหมือนกับวิ่ง ยิ่งคิดนึกอะไร หรือประดิษฐ์อะไรได้ สอนได้ด้วยคำพูด แล้วรักษาไว้ได้ด้วยคำพูด ที่เป็นการบอก กล่าวสั่งสอนสืบ ๆ กันไว้, ลูกหลานไม่ต้องคิดค้นสิ่งที่ปู่ย่าตายายคิดแล้ว มันจึงก้าวหน้า และก้าวหน้าเร็วมาก จนกระทั่งมีหนังสือคือคำพูดที่บันทึกลงในกระดาษ นี่ก็ยิ่งก้าวหน้า ใหญ่ ; เพราะว่ารักษาไว้ง่าย จำได้มาก. ความก้าวหน้าทางจิตทางวิญญาณก็เลยมีมาก เลยเป็นสัตว์สาขาหนึ่ง ซึ่งทิ้งบรรพบุรุษไกล พวกที่เป็นปลาอยู่ก็ยังเป็นปลาอย่างเดิม เหมือนเมื่อล้าน ๆ ปีมาแล้ว, พวกที่ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์บินได้ ก็ยังเหมือนเมื่อล้าน ๆ ปีมาแล้ว ; แต่สายที่เป็น
น.259 มนุษย์นี้มันผิดจากสภาพนั้นเป็นล้าน ๆ เท่า. นี่มนุษย์คือสัตว์ที่เป็นมาอย่างนี้ เป็นวิวัฒนา การโดยแท้จริง. นี่เลยกลายจากบรรพบุรุษเดิม ซึ่งทีแรกก็เป็นสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ ไม่มีกระดูก สันหลัง ต่อมาก็มีกระดูกสันหลัง แล้วเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์บก เป็นสัตว์มนุษย์ เป็นสาขา ๆ ไป. ถ้าใครฟลุกไปอยู่ในสาขาที่พูดไม่ได้ หรือไม่มีภาษาพูด มันก็เท่าเดิม, พวก ที่ฟลุกมาอยู่ในสาขาที่มีภาษาพูด ก็ก้าวหน้าอย่างวิ่ง ; แม้ในสมัยแรก คนป่าสมัยหิน ซึ่งจะมีคำพูดไม่กี่คำ มันก็มีประโยชน์เท่ากัน ที่มันถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกันได้, แล้วรักษาความรู้นั้นไว้ ซึ่งก็เพิ่มมากขึ้น ๆ ในหมู่มนุษย์นั้น. อย่างเดี๋ยวนี้ก็ลองคิดดู : เราเกิดมา เราทำอะไรเป็น ก็เพราะการศึกษาซึ่งรักษาไว้ด้วยคำพูด ถ่ายทอดกันด้วยคำพูด, คำพูดโดยปาก หรือโดยหนังสือก็ตาม. ทีนี้ เหลียวไปดูสัตว์ที่ยังเป็นสัตว์อยู่ ยังเรียกว่าสัตว์กระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็คือสัตว์ เดรัจฉาน ; มนุษย์เริ่มมองสัตว์เดรัจฉาน มองย้อนหลังไปยังสัตว์เดรัจฉาน ก็เห็น ความแตกต่าง จึงเกิดคำพูดของผู้มีปัญญา หรือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา เป็นการ เปรียบเทียบระหว่างคนกับสัตว์. ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นคำพูดที่น่าสนใจ อย่างยิ่ง ที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไป แต่แล้วมักไม่ค่อยจะสำนึก : - อาหารนิททา ภยเมถุนญจ สามาญญเมตตปปสุภิ นรานํ. "นี่เป็นคำกลอนเสียด้วย ว่า การกินอาหารก็ดี, การแสวงหาความสุขจาก การนอนก็ดี, ความขี้ขลาดวิ่งหนีอันตรายก็ดี, การประกอบเมถุนธรรมระหว่างสัตว์ ที่อยู่กันเป็นคู่ก็ดี. สี่อย่างนี้เสมอกันระหว่างคนกับสัตว์
น.260 ธมฺโม หิ เตสิ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หินา ปสุภิ สมานา ฯ ธรรมะเท่านั้นที่เป็นความผิดแปลกระหว่างคนกับสัตว์ ; ถ้าปราศจาก ธรรมะเสียแล้ว คนกับสัตว์ก็เสมอกัน คือเท่ากันอีก. สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งเดียว คือ ธรรมะ ในความหมายอย่างนี้ ในความหมายที่ เรียกว่าดับทุกข์ ได้ รู้ความจริงของธรรมชาติ แล้วก็ ปฏิบัติความจริงนั้นได้ มีผลเกิด ขึ้นถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของความรู้นั้น อย่างนี้เรียกว่าธรรมะ คือมีความรู้ มีการ ปฏิบัติ แล้วก็ได้ผลของการปฏิบัติ นี้เป็นธรรมะ. ถ้าอันนี้มี คนกับสัตว์ก็ต่างกัน ถ้าไม่มี คนกับสัตว์ก็ไม่ต่างกัน ; ดังนั้นเราอยากจะบัญญัติลงไปเลยว่า คนที่ ไม่มีธรรมะนั้นก็ เรียกว่า คน, ส่วนคนที่มีธรรมะนั้นเราจะเรียกเสียใหม่ว่ามนุษย์ แปลว่า มีใจสูง หรือเป็นเหล่ากอของบุคคลที่มีใจสูง เรียกว่ามนุษย์. แต่ถ้าเป็นคนตามธรรมดาที่ปราศจาก ธรรมะก็เรียกว่าคน, ตามคำภาษาบาลีที่เรียกว่า ชน ช - น ก็แปลว่าเกิดมา สักว่าได้ เกิดมา แล้วก็สักว่าเกิดเป็นคน ; แต่ถ้ามีจิตใจสูงด้วย ก็เรียกว่ามนุษย์, มนุษย์ก็ต้องมา หลังคน, มาทีหลังคน เพราะว่าหมายถึงมีจิตใจสูงและมีธรรมะ. บางเวลามนุษย์ ไม่เป็นมนุษย์ คือ ใจไม่สูงขึ้นมา ก็มีภาวะตกต่ำ กลับไป เกิดเป็นคน เกิดใหม่เป็นคนที่นั่น และเดี๋ยวนั้น มีจิตใจเสมอกันกับสัตว์ มีแต่เรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องขี้ขลาดหนีภัย เรื่องเมถุน ; ก็ต้องทดสอบดูให้ดีว่าวันหนึ่ง ๆ นั้นเป็น คนกันกี่ชั่วโมง เป็นมนุษย์กันกี่ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเพศฆราวาส มันมีเรื่อง รบกวนมาก เป็นมนุษย์กี่ชั่วโมง เป็นคนกี่ชั่วโมงในวันหนึ่ง ๆ.
น.261 ถ้าไม่ทำสถิติหรือทำกร๊าฟอะไรไว้ให้ดี ๆ อาจจะเผลอได้ง่าย คือไม่มีสติ ถ้าเรามีสติก็เผลอยาก สามารถรักษาความเป็นมนุษย์นี้ ไว้ได้หลาย ๆ ชั่วโมง หรือ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงในบางวัน ถ้าใครรักษาได้เด็ดขาดตลอดชีวิตก็เป็นพระอรหันต์, ถ้า รองลงมาก็เป็นพระอริยเจ้ารอง ๆ ลงมา, ถ้ารักษาไว้ไม่ได้มากเกินไป ก็เป็นปุถุชน ตามเดิม เป็นปุถุชนชั้นดี ปุถุชนชั้นเลว ถ้ามากไปกว่านั้นมันก็เสมอกันกับสัตว์อีก. แต่แล้วระวังให้ดีว่า ที่พูดแล้วพูดอีกเตือนแล้วเตือนอีกว่า ยังมีอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะเลวยิ่งไปกว่าสัตว์, มีความเลวมีความร้ายยิ่งไปกว่าสัตว์ คือรู้จักเผาตัวเองให้ร้อน เป็นไฟยิ่งกว่าสัตว์ ; แล้วก็รู้จักเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนยิ่งกว่าที่สัตว์มันเบียดเบียน ; เรื่องสัตว์จะขบกัด หรือโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากสัตว์เป็นของเล็กน้อย. น่าหวัวในเมื่อเอามาเทียบกับการที่ กิเลสในจิตใจของมนุษย์มันเบียดเบียน มนุษย์เอง ทำให้เป็นทุกข์ร้อนยิ่งกว่าโรคภัยไข้เจ็บ หรือว่าสัตว์ขบกัดเป็นไหนๆ. แม้ ว่าเราไม่ถูกสัตว์ขบกัด ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่ถ้าอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน มันก็ไม่มีความหมายอะไร จนพูดได้ว่า ตายเสียยังดีกว่า ; ถ้าอยู่ต้องอยู่ด้วยความมีค่า มีคุณสมบัติหรือมีราคา คืออยู่ด้วยธรรมะ ด้วยจิตใจที่มีธรรมะ นี่จึงจะน่าดู หรือที่เรียก กันว่า น่าชื่นอกชื่นใจในความเป็นมนุษย์ ที่ได้ความเป็นมนุษย์ นักปราชญ์รวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย พูดไว้อย่างที่ถูกต้องและน่าฟังที่สุด ; แต่คนไม่ค่อยเข้าใจ ที่พูดว่า "การเป็นมนุษย์นี้มีได้ยาก การได้เกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นได้ยาก" ทุลฺลโภ มนุสส ภูโต แปลความว่า เป็นมนุษย์นี้มีได้ยาก เป็นได้ยาก หรือว่า ได้มาโดยยาก. คนปุถุชนก็คัดค้านว่ายากอะไร ; เกิดมาจะท่วมโลกอยู่แล้ว ปริมาณ ของมนุษย์จะท่วมโลกอยู่แล้ว. แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า การได้เป็นมนุษย์นี้เป็น การได้ที่ยากอยู่นั้นเอง ; เดี๋ยวนี้ก็ยังพูดได้ว่าเป็นมนุษย์นี้ยังเป็นได้ยากอยู่นั่นเอง.
น.262 นี่ต้องไปนึกถึงข้อที่ว่า "ถ้าปราศจากธรรมะเสียแล้ว มนุษย์กับสัตว์ก็ เสมอกัน". มนุษย์นี้อย่าได้อวดดี พออวดดีก็หมดความเป็นมนุษย์นี้. พวกฝรั่ง พวกไทยพวกอะไรก็ตาม เรียกตัวเองว่ามนุษย์ แล้วก็อวดดีในความเป็นมนุษย์. บางคน ถึงกับพูดว่า ตัวเรามีความเจริญ มีอารยธรรม เป็นมนุษย์มากกว่าพวกอื่น ; แต่ผมกลับ เห็นว่าพวกที่อวดดีอย่างนั้น กลับเป็นสัตว์มากกว่าพวกอื่น, หรือเป็นมนุษย์ที่เลวร้าย กว่าสัตว์ยิ่งกว่าพวกอื่น ; เพราะว่าการศึกษาและการกระทำของเขามันกลับส่งเสริม สัญชาตญาณอย่างสัตว์. นี้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า เป็นปัญหาปัจจุบันอย่างยิ่ง ขอให้ทุกคนเอาไปคิดสักนิด ว่าการศึกษาและการกระทำของมนุษย์ ในสมัยปัจจุบันนี้ มันส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ให้เป็นไปอย่างรุนแรง ยิ่งขึ้น กว่าระดับธรรมดาสามัญที่สัตว์มันมี. ให้ระลึกนึกถึงข้อที่ว่า เราก็ตั้งต้นมาจากความเป็นสัตว์เสมอกัน และมนุษย์ วิวัฒนาการมาเพราะเผอิญมีภาษาพูด และมาเป็นอย่างนี้ ; แต่แล้วกลับมีการศึกษา การกระทำชนิดส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ คือ "ความเห็นแก่ตัว" ตอนแรกก็เผลอ หน่อยเดียว เกิดไปหลงในรสอร่อยของวัตถุนิยมเข้า : ก็เลยติดรสของวัตถุนั้น แล้วก็ เลยเป็นอย่างที่เรียกว่า "เลือดเข้าตา". เมื่อเลือดของรสอร่อยของวัตถุนิยมมันเข้าตา ก็หมกหมุ่นกันแต่เรื่องนี้, ค้นคว้าและปฏิบัติกันแต่เรื่องจะเอาวัตถุมาใช้ให้เป็นของเอร็ดอร่อยได้มากเท่าไร ; คนจึง ก้าวหน้าเหมือนวิ่งอยู่แต่ในทางวัตถุ ในทางแสวงหาความอร่อยจากวัตถุ. นี่คือการศึกษา ของโลกในปัจจุบันนี้. แม้ที่เรียกว่าความรู้ประวัติศาสตร์ ความรู้ปรัชญา อารยธรรม ศิลปะอะไรก็ตาม มันอยู่แต่ในฝ่ายวัตถุฝ่ายเดียว ; เขาไม่รู้ว่ามีธรรมะที่ไหนอีก, ฝ่าย
น.263 ธรรมะทางจิตใจที่ไหนอีกนั้นไม่รู้. เขาจึงถือว่าเจริญแล้ว ถูกต้องแล้ว หรือจะถึง ยอดสุดของความมีอริยธรรมแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเรามองดูพร้อม ๆ กันทั้งสองอย่างจะเห็นว่า มันเป็นการก้าวหน้าแต่ทาง ฝ่ายวัตถุ ; การศึกษาของเราทำให้เด็ก ๆ หลงใหลมัวเมาในเนื้อหนังในวัตถุ ไป ตั้งแต่เล็ก ๆ จนโต ถึงจะเรียกว่าเกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรบ้าง ก็เป็นทาสของวัตถุ คือ เพื่อใช้แสวงหาวัตถุ เป็นอำนาจ เป็นกำลังสำหรับแสวงหาวัตถุ, แล้วให้บูชาความสุขสูงสุด ที่ได้มาจากวัตถุ. ดังนั้นคนจึงมีอะไร ๆ อย่างเลวร้ายไปกว่าสัตว์ ที่มีจิตใจชนิดเห็นแก่ ตัวยิ่งกว่าสัตว์ สัตว์ทำไม่เป็นมากถึงเท่านี้. ความเห็นแก่ตัวที่มากเหมือนปัจจุบันนี้สัตว์ไม่มี, สัตว์ทำไม่เป็น; มนุษย์ มีความก้าวหน้า ที่เรียกว่าทางอารยธรรมทางจิตใจบ้าง มันก็ไม่เป็นอิสระไป ได้จากวัตถุ : ฉะนั้น มนุษย์จึงมีประชาธิปไตยอย่างสัตว์. ถ้าเราไปเทียบกันดูกับ ธรรมะ จะเห็นว่าประชาธิปไตยของโลกในยุคปัจจุบันนี้ แม้จะคุยโวกันอย่างไร ก็ยัง เป็นประชาธิปไตยอย่างสัตว์ ไม่ดีไปกว่าสัตว์ คือ เป็นประชาธิปไตยของความเห็น แก่ตัว. คนที่มีความเห็นแก่ตัวแต่ละคน ทุกคนมีความเห็นแก่ตัว รวมหัวกันเข้า ออกความคิดเห็นอะไรไปเพื่อประชาธิปไตย มันก็เป็นประชาธิปไตย ที่มีความเห็นแก่ตัว มากขึ้น. ฉะนั้น ชาติประชาธิปไตยแต่ละชาติ จึงรบราฆ่าฟันขบกัดกันอย่างสัตว์ อย่าง ที่เราเห็น ๆ กันอยู่. การคุมฝูงรบราฆ่าฟันกัน สัตว์ก็ทำเป็น. ใครเคยอ่านเรื่องธรรมชาติของสัตว์ ก็พอจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ ; “วัวรู้จักคุมฝูงกัน สู้เสือ ป้องกันลูกเล็ก ๆ ของมันไว้ได้, ช้าง
น.264 ก็ทำเป็น สัตว์อะไรก็ทำเป็น ในการคุมฝูงกันต่อสู้พวกอื่นอย่างนี้ ... มนุษย์ก็มาเป็น เสียอย่างนี้ มีวิชาความรู้ ความก้าวหน้าไปในทางที่จะเห็นแก่ตัวให้มากขึ้น. สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์บูชาอย่างยิ่งในเวลานี้ก็คือ วัตถุปัจจัยสำหรับชนะสงคราม ; จริงหรือไม่จริง คุณลองไปแยกธาตุใคร่ครวญดู. สิ่งที่เขาบูชา กันสูงสุดยอดเวลานี้ ก็คือวัตถุปัจจัยที่จะทำให้ชนะสงคราม คือล้างผลาญผู้อื่น แม้ว่าเขาจะมีพระเจ้า ก็มีเพื่อมาช่วยเขาล้างผลาญผู้อื่น มันร้ายกาจ หรือเลวร้ายกว่าสัตว์กี่มากน้อย ขอให้คิดเทียบดู. .. สิ่งสูงสุดของคนสมัยนี้ ก็คือวัตถุ ปัจจัยที่จะให้เขาชนะสงคราม คนตั้ง ๙๐ - ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ในโลกเป็นอย่างนี้ เหลือ สัก ๕ เปอร์เซ็นต์จะไม่ถึง ที่ยังมีธรรมะโดยซื่อตรง โดยบริสุทธิ์ คือยังบูชาความไม่เห็น แก่ตัว. ทุกคนกำลังจมลง ๆ ๆ ไปในความเห็นแก่ตัว ; นั่นแหละคือความไม่มี ธรรมะละ. หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มีธรรมะฝ่ายที่เป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่ใช่ธรรมะใน ความหมายที่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ ที่ทำให้คนแตกต่างจากสัตว์ ; มันกลับไปมีธรรมะชนิด ที่ทำให้เป็นไปเพื่อทุกข์ในระดับเดิม แล้วก็ยุ่งไปกว่าระดับเดิม คือเลวร้ายไปกว่าสัตว์ เดี๋ยวนี้ เรามีอะไรเป็นเครื่องเชิดชู ? มันก็คือความยิ่งใหญ่ ความชนะ ความยิ่งใหญ่ ความชนะของความเห็นแก่ตัว. ใครมีปัญญามีอะไร ก็รีบสร้างเครื่องมือ สำหรับชนะผู้อื่น เพื่อความเห็นแก่ตัว. โลกนี้ก็เป็นโลกที่เลวร้ายไปกว่าโลกของสัตว์ เดรัจฉาน ; จะเป็นโลกของสัตว์เดรัจฉานยุคล้าน ๆ ปี หรือยุคถัดมา หรือยุคปัจจุบัน ก็ตาม ความเลวร้ายของมนุษย์นี้ ยังเลวร้ายไปกว่าสัตว์เดรัจฉานทุกยุคทุกสมัย คือมัน เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง มันทำลายกันอย่างกว้างขวางอย่างลึกซึ้ง, มีตัวกู - ของกูมากกว่าสัตว์ เดรัจฉาน.
น.265 ขอให้สนใจในความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมของมนุษย์ ที่เป็นมา โดยไหลเวียนเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา : บางคราวก็มีกิเลสครอบงำโลก, บางคราวก็มีสติปัญญาครอบงำโลกมากกว่า. ทีนี้ เราเผอิญเกิดมาในโลกนี้กะเขาด้วยในยุคนี้ในเวลานี้ คือในโลกที่ถูก สมมุติเรียกว่าเป็นกลียุค โลกแห่งกลียุค, กลี ก็แปลว่า ความเลวร้าย. พระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้นในโลก ในยุคที่เป็นกลียุค เพื่อช่วยโลกเสมอ ; พระพุทธเจ้าองค์นี้ก็ เกิดขึ้นในโลกในสมัยที่เป็นกลียุค. แม้จะเป็นคำบัญญัติของพวกฮินดู ของพวกพราหมณ์ ของพวกอื่น ก็เป็นคำพูดที่ยอมรับได้ทั่วไปว่าในโลกยุคที่มีความเลวร้ายที่สุด จะต้องมี พุทธบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น แล้วก็ช่วยโลก, ที่เรียกว่าโลกกลียุคนี้ เขาให้ระยะกาลไว้กี่หมื่นปี ผมก็จำไม่ได้ ;แรก เป็น หมื่น ๆ ปี คือมนุษย์เริ่มหมุนไปถึงราศีที่มีความทุกข์, ทุกข์มากเข้า ๆ จนทนไม่ไหว จน คนบางคนกระเด็นออกไป ค้นหาวิธีดับทุกข์ แล้วก็พบ, พบแล้วก็สอนไปตามลำดับ เพราะมีภาษาพูดถ่ายทอด จนคนสุดท้ายเกิดขึ้นคือพระพุทธเจ้า เสียคราวหนึ่ง เพื่อจะรู้ เรื่องที่จะดับทุกข์ของมนุษย์ได้. มนุษย์คนไหนโชคดีได้รับธรรมะนี้ หรือไม่เป็นอาภัพพบุคคล คือ มีสติ ปัญญาพอจะเข้าใจธรรมะนี้ได้ เขาก็รับเอาธรรมะนี้, ก็ได้เป็นคนที่เรียกว่ามีโชคดี มีธรรมะดับทุกข์ได้. คนนอกนั้นเป็นอาภัพพสัตว์ คือเป็นคนอาภัพ ทำอย่างไรเสียก็ ไม่สามารถที่จะถือเอาสิ่งที่ดีที่สุดนี้ได้. ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียก็ไม่ต้องพูดถึง เป็นอาภัพพสัตว์อย่างยิ่ง. แพง แต่ว่าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ยังมีประเภทอาภัพ คือไม่สามารถ จะรู้ธรรมะนี้ได้.
น.266 ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งอาภัพมาก เพราะ เลือดเข้าตาในทางวัตถุนิยม จัดการศึกษา ให้ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ อย่างลึกซึ้ง เห็นแก่ตัวมากกว่าแต่ก่อน นี่เป็น อาภัพพสัตว์. นี้เรียกว่าโลกสมัยนี้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นอาภัพพสัตว์ คือเลือดวัตถุ นิยมมันเข้าตา ก็จะต้องรบกันไปอย่างนี้ก่อน จนกว่าจะค่อย ๆ สร่างซา, ค่อยสำนึก ได้แล้ว วกกลับไปหาธรรมะกันใหม่. นี้จะจริงหรือไม่จริง จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ผมทำ ได้เพียงแต่ขอให้ทุกองค์เอาไปคิดดู. คุณก็มาบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ในร่างกายก็มีเครื่องแบบ อย่างนี้แล้ว โดยจิตใจก็ว่ามาบวชอุทิศพระพุทธเจ้า, และก็หวังที่จะมีอะไร ๆ อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านมีให้, แล้วเรากำลังเกิดอยู่ในโลกชนิดนี้อย่างนี้. เราก็ไปคิดดู ปัญหา มีเท่าไร ? อย่างไร ? ถ้าเห็นด้วย คิดถูกทางแล้ว มัน ก็พอจะแก้ไขปัญหาส่วนตัวได้ และก็ช่วยกันทำประโยชน์ผู้อื่น ให้ผู้อื่นพลอยได้รับสิ่งเหล่านี้ด้วย เรียกว่าช่วยกัน เผยแพร่ธรรมะ. เดี๋ยวนี้ โลกมีธรรมะหรือมีศาสนากันแต่ปาก หรือเพียงแต่พิธีรีตอง ; ศาสนานั้นเองกลายเป็นเครื่องมือสำหรับเกลียดชังซึ่งกันและกัน ถือศาสนาคนละศาสนา แล้วเกลียดชังซึ่งกันและกัน โดยมีศาสนานั้นเป็นมูลเหตุ ; อย่างนี้เรียกว่าโง่ หรือเลวร้าย ไปกว่าสัตว์อย่างที่พูดไม่ได้อีก .. . นี่ไม่ใช่ความประสงค์ของพระศาสนา, ไม่ใช่ความ ประสงค์ของพระเจ้า ที่จะให้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสำหรับเกลียดชังกันแล้วทำลายกัน. ในศาสนาเดียวกันก็ยังแตกแยกเป็นนิกาย แล้วก็เกลียดชังกัน ; นี่มนุษย์เลวร้ายลงไปเท่าใด ถ้าเราจะทำบุญให้ได้บุญมาก ให้ได้บุญสูงสุด ผมคิดว่า ควรจะทำบุญด้วย การเสียสละทุกอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา เพื่อให้เกิด
น.267 ความเข้าใจถูกต้องในตัวศาสนาหนึ่ง ๆ และ เกิดความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันใน ระหว่างศาสนาด้วย โลกนี้จึงจะมีความสงบสุข สมกับที่เป็นโลกของมนุษย์ผู้มี จิตใจสูง. ขอสรุปความว่า ธรรมะทั้งหลายแหล่ ที่พูดกันเป็นหลายร้อยชั่วโมงมาแล้วนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. ขอให้เอาไปคิดไปนึก ให้เห็นความจริงอันนี้ แล้วก็ใช้ธรรมะ ให้เป็นประโยชน์ อย่างที่เรียกว่าประยุกต์ให้ได้ด้วย. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa