น.268 วันที่ ๒๓ ตุลาคม เป็นวันอันดับที่ ๘๗ ของระยะ กาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๒ ในการบรรยาย อันดับที่ ๔๐ นี้ จะถือว่าเป็นการบรรยายอันดับสุดท้าย ปิด การบรรยาย อันดับสุดท้ายนี้จะได้กล่าวถึง การจำพรรษา และการออกพรรษาซึ่งเป็นธรรมประยุกต์ ตามกำหนดเวลา คือเนื่องด้วยเวลา. ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดถึงวิธีปฏิบัติในทุกแง่ทุกมุม. วันนี้เราจะพูดกัน เฉพาะ ส่วนที่เกี่ยวกับเวลากันสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเวลาที่เรียกว่า เข้าพรรษา - ออกพรรษา เพราะรู้สึกว่ายังมีความเข้าใจแตกต่างกันอยู่มาก และความเข้าใจบางอย่าง ก็ยังคลาดเคลื่อน ไม่ตรงต่อความเป็นจริง. ๒๔๑
น.269 ถ้ากล่าวโดยสรุปสั้น ๆ ว่า การเข้าพรรษา จำพรรษา ออกพรรษา ; นี่ก็มีอะไรมากไปกว่า การปฏิบัติธรรมให้ดีให้มาก เป็นพิเศษ ในระยะกาลอันจำกัด หรือในระยะกาลอันสะดวก แล้วก็ทำให้มากเป็นพิเศษ. ข้อนี้หมายความว่าในรอบปี หนึ่ง ๆ นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะมีความสะดวกเหมือนกันทุกวัน หรือทุกฤดูกาลจนตลอดปี ; บางคราวบางฤดูกาล ก็สะดวกมากในการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมะ, บางฤดูกาลมันก็ ไม่ค่อยสะดวก. ฉะนั้น จึงเกิดเป็นธรรมเนียมขึ้นสำหรับนักบวช หรือผู้ปฏิบัติธรรม, แม้ไม่ใช่นักบวช จะได้ประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ฤดูกาล จนกระทั่งกลายเป็น ธรรมเนียมประเพณี. เหมือนอย่างว่าในพรรษาจะมีการทำบุญทำทานเป็นพิเศษ มีเทศน์ที่วัดทุกวัน, ชาวบ้านก็ไปฟังเทศน์ที่วัดทุกวันจนตลอดพรรษา ; อย่างนี้เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณ. นี้ก็เป็นการเข้าพรรษา จำพรรษา ออกพรรษาด้วยเหมือนกัน, แม้กระทั่งพวกชาวบ้าน เราต้องรู้ใจความสำคัญ ส่วนนี้กันก่อน ในข้อที่ว่าเป็นฤดูกาลที่เหมาะสม ที่จะทำ อะไรให้มากเป็นพิเศษให้ดีเป็นพิเศษ ทีนี้ ก็มาถึงข้อว่า จะทำอะไร ? ก็คือปฏิบัติธรรมะ. ปฏิบัติธรรมะ อย่างไร ? นี้ก็คือปฏิบัติอย่างที่เราได้พูดกันไว้ในวันแรก ๆ ของการบรรยายชุดนี้ คือมี การเป็นอยู่ด้วยความว่าง จากตัวกู - ของกูให้มากที่สุด. นี่ก็เป็นการกล่าวโดย ปริยายหนึ่ง ในแง่หนึ่งในมุมหนึ่ง. ทีนี้ จะกล่าวให้กว้างหรือให้ฟังง่ายไปอีกทางหนึ่งสำหรับคนทั่วไปทั้งโลก ก็ อยากจะกล่าวว่า ในระยะกาลเข้าพรรษานี้ เราจะประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะควบคุม สัญชาตญาณอย่างสัตว์, หรือการกระทำอย่างสัตว์ให้มากที่สุด. เรามี การเข้าพรรษา
น.270 กันทั้งบรรพชิตทั้งฆราวาส แม้ที่อยู่ที่บ้าน โดยถือเอาเวลาที่เรียกกันว่า "เข้าพรรษา" เป็นเวลาสำคัญเป็นพิเศษนี้ เวลานั้นจะใช้เป็นเวลาสำหรับที่จะ ควบคุมสัญชาตญาณ อย่างสัตว์ ให้มากที่สุด. ได้กล่าวมาหลายครั้งหลายหนแล้วว่า โลกทั้งโลกกำลังตกอยู่ ในกลียุค พูดภาษาธรรมดาสามัญก็พูดว่าตกอยู่ในอาการหนัก เพราะว่าโลกมันหมุนไป ในทำนองส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ หรือว่าส่งเสริมการกระทำอย่างสัตว์มากขึ้น. เพราะว่า การศึกษาค้นคว้าหรือการก้าวหน้าของโลก ในปัจจุบันนี้มันเป็นไปอย่างนั้น. การศึกษาค้นคว้า เป็นไปเพื่อการส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ การ ประพฤติอย่างสัตว์ อย่างที่ไม่น่าเชื่อ หรืออย่างน่าพิศวง ว่าทำไมมนุษย์มีวิวัฒนาการเจริญ ขึ้นมาหลายหมื่นปีแล้ว เรื่อยมาถึงยุคที่เจริญมาก เรียกว่าหลายพันปีแล้ว ; แล้วทำไม กลับไปส่งเสริมความรู้สึกหรือการกระทำอย่างสัตว์. นี่เพราะสิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลง กลับไปกลับมา ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ เป็นยุคที่ต้องยอมรับว่า มีความก้าวหน้าทาง วัตถุเหมือนกับวิ่ง เพราะความก้าวหน้าทางวัตถุนั้นเอง ทำให้ส่งเสริมความรู้สึกและ การกระทำอย่างสัตว์ โดยไม่ทันรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ; หมายความว่าเป็นการ ปล่อยไปตาม ความต้องการของกิเลสตัณหามากขึ้น มีผลเป็นความเห็นแก่ตัวมากขึ้น. ความเห็นแก่ตัวมี ๒ อย่าง : เห็นแก่ความสุขส่วนตัว ก็แสวงหาแต่ความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังให้แก่ตัว นี่ก็เป็นความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง, ความเห็นแก่ ตัวอีกชนิดหนึ่ง ก็คือว่า เอาเปรียบผู้อื่น ถึงกับว่ากล้า ทำลายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ ของตัว. มนุษย์สมัยนี้เห็นได้ชัดว่า มีหลักอยู่ว่าถ้าประโยชน์ขัดกันในระหว่างฝ่ายแล้ว การทำลายล้างผลาญผู้อื่นย่อมไม่ผิดศีลธรรม ตามความรู้สึกของมนุษย์สมัยนี้. จงดู
น.271 จากสงครามที่ทำกันอยู่ทั่วโลก เมื่อประโยชน์ขัดกันแล้ว การล้างผลาญผู้อื่นไม่เป็นการ ผิดศีลธรรม ตามความรู้สึกของเขา. ความเห็นแก่ตัวมันกว้างถึงอย่างนี้ ในส่วนที่เกี่ยว กับผู้อื่น ; ส่วนที่เกี่ยวกับตัวเองโดยเฉพาะ ก็มัวเมาอยู่ในความสุขทางวัตถุของตัว. การศึกษาการค้นคว้าก้าวหน้าของสมัยนี้ ถือหลักหาประโยชน์ใส่ตัว ถึงขนาดที่เรียกว่าถ้าประโยชน์ขัดกันแล้ว อุปสรรคต่าง ๆ ต้องถูกขจัดไป แม้ในการล้าง ผลาญชีวิตผู้อื่น ซึ่งการศึกษาสมัยก่อน โดยเฉพาะในยุคที่รุ่งเรืองในทางความรู้ทางจิต ทางวิญญาณแล้วมันมีไม่ได้ จะคิดอย่างนั้นไม่ได้ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนมา เพราะว่ามาเป็น ทาสของวัตถุ ตกอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ. ถ้าเราจะถามว่า การศึกษาตั้งต้นขึ้นมาแต่เมื่อไร ? ขอให้มีความเข้าใจเป็นหลักกว้าง ๆ ว่า การศึกษาตั้งต้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวัน หรือเวลาที่ มนุษย์เริ่มรู้จักแบ่งแยกว่าอะไรเป็นความดี, อะไรเป็นความชั่ว ; ก่อน หน้านั้นมนุษย์หรือสัตว์ที่มีวิวัฒนาการขึ้นมาจนถึงเป็นมนุษย์เป็นคนแล้วนี้ ไม่ได้รู้สึกว่า อะไรดีอะไรชั่ว คนบ่าสมัยแรกทีเดียวก็เหมือนกับสัตว์ ไม่มีสติปัญญาที่จะไปแบ่งแยกว่า อะไรดีอะไรชั่ว เพียงแต่หากินไปวันหนึ่ง ๆ ก็แล้วกัน, ได้กินแล้วก็เป็นดี เป็นหมด ปัญหา. ต่อมาถึงสมัยหนึ่งมนุษย์เริ่มมีสติปัญญาสูงขึ้น ถึงกับรู้จักว่าอะไรดีอะไรชั่ว. เรื่องรู้จักดี - ชั่ว ถือตามหลักของคัมภีร์ทางคริสตศาสนาเห็นง่ายกว่า คือนับมา ตั้งแต่วันที่มนุษย์คู่แรก อาดัมกับอีพกินผลไม้ต้นนั้นเข้าไป ทำให้มีความรู้เกิดขึ้นว่า อะไร เรียกว่าดี อะไรเรียกว่าชั่ว. ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ หรือตามโองการของพระเป็นเจ้า แล้ว มนุษย์ไม่มีความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วมาตามธรรมชาติมาแต่เดิม จนมาถึงวันหนึ่ง
น.272 คืนหนึ่ง ได้เกิดกินผลไม้นั้นเข้าไปก็เลยรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว พระเจ้าธรรมชาติจึงสาปให้ มนุษย์มีบาปตั้งแต่วันนั้น คือมีปัญหาหนักอึ้งขึ้นมาทันที ในเรื่องทำอย่างไรกับความดี และความชั่ว. เรามี ความทุกข์ ก็เพราะว่าเรามีความรู้สึกในทำนองรับผิดชอบเกี่ยว กับความดีความชั่ว ตั้งแต่วันนั้นมาก็มีความทุกข์. นี้เรียกว่าการศึกษาได้ตั้งต้นมาจะกี่พันปีมาแล้วก็ตามใจ หรือกี่หมื่นปีแล้วก็ ตามใจ มันก็มี ความกลัวฝ่ายความชั่ว มีความหวังจะได้ในฝ่ายความดี เรื่อย ๆ มา อย่างนี้ จนมีวิวัฒนาการที่สูงไกลจากสัตว์ คือค่อย ๆ ทิ้งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ หรือความ ประพฤติกระทำอย่างสัตว์ มาเป็นอย่างมนุษย์. นับตั้งแต่สมัยที่เรียกว่า สมัยตาม คือคนบ่านั้นเริ่มมีความรู้ในทางสติปัญญา อะไรดีอะไรชั่ว, แล้วก็ยึดมั่นแน่นแฟ้นในฝ่ายความดี เกลียดและกลัวอย่างยิ่งในฝ่าย ความชั่วมากขึ้น ๆ ๆ มันจึงเกิดศีลธรรมประเภทตาบู มีอยู่มากมายตามที่เขาจะคิดนึกได้. แต่รวมความแล้วก็ความอยากจะดีเท่านั้น จึงจะประพฤติฝ่ายที่เรียกว่าดี แม้ว่าเป็นของดู แล้วน่างมงาย ; แต่มันเป็นความบริสุทธิ์ใจของคนบ่าเหล่านั้นเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ทำ ไปเพื่อหวังที่จะดี. ที่เรียกว่า "ตาม" นั้น หมายความว่าไม่มีการลงโทษทางเนื้อหนัง คือ เฆี่ยนตีจำคุกใส่ตะราง แต่ว่าบัญญัติว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ที่จะทำความเสื่อมเสีย ฉิบหายหมด ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนรวม. มนุษย์สมัยคนบ่านั้นกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก หรือสิ่งที่มองไม่เห็นตัว เรียกว่าผี หรือว่าพระเจ้า หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก. เขาถือว่า ถ้าทำผิดตามที่บัญญัติไว้แล้วก็จะมีอันตรายเกิดขึ้น ทั้งโดยส่วนตัวและโดยส่วนรวม ฉิบหาย กันหมด ตายกันหมด เช่นเป็นโรคระบาดตายกันหมดอย่างนี้ก็กลัว จึงบัญญัติไว้ในฐานะ
น.273 เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดละเมิดไม่ได้ การบัญญัตินี้เรียกว่าบัญญัติแคบเข้ามาก็ได้ รุกแคบเข้า มาก็ได้ รุกแคบเข้ามาทุกสิ่งทุกอย่าง : เรื่องกินอาหารเป็นเบื้องต้น ก็ต้องกินอย่างนั้น อันนั้นกินได้ อันโน้นกินไม่ได้ อันนี้ต้องกินอย่างนั้น.ใครทำผิดเป็นตาบู คือทำสิ่ง ที่สมัยนี้เรียกว่าเสนียดจัญไร ถึงที่สุด จะนำมาซึ่งความฉิบหาย เขาก็เลยกลัวกันอย่างยิ่ง ไม่กล้าทำ. การกระทำประพฤติอย่างสัตว์ก็ค่อยหมดไป เหลืออย่างคน คือมีส่วน ระเบียบที่เป็นศีลธรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีขึ้น นับตั้งแต่ผู้หญิงมีโลหิตระดู เด็กรุ่นสาวมีระดู ก็เกิดระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้น เกี่ยวกับมีโลหิตระดู, หรือกระทั่งว่าถูกบัญญัติเป็นของสกปรกที่สุดอย่างนี้เป็นต้น. เมื่อ สมัยเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความรู้สึกหรือความคิดนึกอย่างนี้ ; เดี๋ยวนี้มาเจริญขึ้นทาง ความคิดถึงขนาดที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องต้องระวัง เป็นเรื่องอะไรขึ้นมา ต่อมามีระเบียบถึงการตั้งครรภ์ ก็มีบัญญัติอย่างนั้นอย่างนี้มาเป็นตาบู : ผู้หญิง มีครรภ์ทำอย่างนั้นเป็นตาบู ทุกคนต้องช่วยกันทำอย่างนี้ ไม่ทำอย่างนี้เป็นตาบู. มันก็ มีระเบียบหรือประเพณีเกิดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งการคลอดบุตร การเลี้ยงเด็ก กระทั่งเติบโต เป็นหนุ่มเป็นสาว จะต้องมีการประพฤติอย่างเคร่งครัดมากขึ้น ๆ แล้วเคร่งครัดอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องเพศ จนกระทั่งเราจะเห็นคำ ๆ หนึ่งซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง เช่นคำว่า over sex คือมีกามารมณ์เกินขนาด นั้นเป็นตาบูอย่างยิ่ง ผู้หญิงหรือผู้ชายที่หมกมุ่น หรือกระทำ ไปในทางกามารมณ์เกินขนาดนั้นเป็นตาบูอย่างยิ่ง, เขากลัวเหมือนกลัวเสนียดจัญไร กลัวผี กลัวพระเจ้า กลัวอย่างที่สุดที่จะไปมีกามารมณ์เกินขนาด. พอเราเหลียวดูถึงคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ที่ได้รับการศึกษาอย่างสมัยนี้ ไม่กลัว กามารมณ์เกินขนาด แล้วยังไปส่งเสริม ไปหาวิธีหาเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ มา
น.274 ส่งเสริม ให้ได้ประพฤติประกอบกระทำกามารมณ์เกินขนาด. นี่ตรงกันข้ามอย่างนี้ ใครเลวกว่ากัน ใครเป็นตัวเสนียดจัญไรกว่ากัน ? คนหนุ่มสาวสมัยตาบูอายุยุคหินโน้น กับคนหนุ่มสาวรุ่นปรมาณูรุ่นจรวดนี้เป็นอย่างไรกัน ? นี่คือผลของการศึกษาสมัยนี้ มัน ส่งเสริมความรู้สึก การกระทำอย่างสัตว์ ก่อนที่มนุษย์เป็นสมัยตาบู คือว่าปล่อยไปตาม อารมณ์ตามความเห็นแก่ตัว บัญญัติศีลธรรมไปตามนั้น. มันเกิดเป็นปัญหาศีลธรรมขึ้น มาอย่างสับสน แล้วก็เข้าใจไม่ได้, แล้วก็ทำไปตามความรู้สึกของกิเลส. ปัญหาทางศีลธรรมมันจะย้อนไปถึงว่า การเบียดเบียนผู้อื่นมีขอบเขต อย่างไร ? อย่างแมวกินหนูเป็นอาหาร การจับหนูมากินเป็นอาหารอย่างนี้ จะผิดศีลธรรม หรือไม่ ? นี่มนุษย์โง่มากในข้อนี้ แล้วก็คดโกงที่สุด ทุจริตที่สุดด้วย เกี่ยวกับเรื่อง อย่างนี้. บางทีก็อ้างว่าแมวมันต้องกินหนู มันไม่มีอะไรจะกิน มันต้องกินสัตว์เป็น ๆ เป็นอาหาร มันก็เป็นการถูกต้องแล้วตามธรรมชาติ ไม่บาปไม่กรรมอะไร. ทีนี้ คนก็เลยถือว่า ที่จะต้องกินเนื้อกินปลากินสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร มันก็ ต้องไม่บาปเหมือนกัน เช่นเดียวกับแมวต้องกินหนู ; แล้วจึงเลยเถิดมาถึงข้อที่ว่า ถ้าประโยชน์ขัดกันแล้ว ชาติประเทศที่มีอำนาจมาก มีกำลังมาก ก็ชุบหรือยึดหรือ เบียดเบียนประเทศชาติที่มีกำลังน้อยได้โดยไม่มีบาป เช่นเดียวกับแมวต้องกินหนู. นี่คือ หลักศีลธรรมสมัยนี้; แต่แล้วมันก็โง่ที่สุด หรือคดโกงที่สุด ตรงที่ไม่ยอมรับว่า นั่น มันแมว นั่นมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน, แต่นี่คนหรือมนุษย์จะมีหลักอย่างเดียวกันไม่ได้. คนต้องดีกว่าแมว, มนุษย์ก็ต้องดีกว่าคน ; มนุษย์ต้องรู้จักทำอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครเดือดร้อน ในขอบเขตที่เรียกว่าพอสมควร ; ฉะนั้น จึงมีการบัญญัติไม่ให้ฆ่าคน ไม่ให้ฆ่าสัตว์ เป็นความเจริญในทางจิต ทางวิญญาณ ทาง
น.275 การศึกษาขึ้นมา. ถ้าถือหลักอย่างที่ว่าแมวมันกินหนูได้ เราต้องกินคนด้วยกันได้ ก็เป็นการหลอกตัวเอง ; เพราะว่าเราเป็นคนไม่ใช่แมว, หรือว่า เราเป็นมนุษย์. การศึกษา การก้าวหน้าทางการศึกษาของมนุษย์ในสมัยปัจจุบัน มันเป็น เสียอย่างนี้.ลัทธิศาสนาแท้ ๆ บางศาสนาให้พระยิงปืนเอาสัตว์มากินเป็นอาหารได้ก็มี เราไม่ต้องออกชื่อ, นี่คือความที่ก้าวก่ายหรือไม่ยุติธรรม อันเนื่องมาจากความรู้สึกตาม สัญชาตญาณดั้งเดิมยังเหลืออยู่ ที่ว่าแมวกินหนูได้. ทีนี้ เรากวาดตาดูให้กว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปว่า การศึกษาคืออะไร ? การศึกษา จะต้องมีหลักสำคัญที่ว่า เริ่มรู้จักความดีความชั่ว ในลักษณะ จะไม่มีความเห็นแก่ตัว ถ้ายังเป็นแมวหรือเป็นคนอย่างที่เป็นสัตว์อยู่ ก็เอาตามสะดวก เพราะไม่มีดีไม่มีชั่ว ; มันจะฆ่าใคร หรือจะกินอะไร ก็ทำได้โดยไม่มีความรู้สึกว่าเป็น บาป หรือเป็นความชั่ว. ในวันที่มนุษย์เริ่มรู้จักว่าอะไรดีอะไรชั่ว ที่การศึกษาได้ตั้งต้น นั้นแหละมีความมุ่งหมายของการศึกษาอยู่ที่ว่า ไม่ปล่อยไปตามสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ไม่ กระทำอย่างสัตว์ เราจะควบคุมความเห็นแก่ตัว นั่นเอง ; พอมีความเห็นแก่ตัวเมื่อไร มันชั่วเมื่อนั้น, เราควบคุมไว้ได้มันก็ยังดีอยู่. การศึกษาของเรา ต้องเป็นเรื่องมุ่งหมายที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว แล้วเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ มา คือก็ดีขึ้น ๆ ในทางจิตทางวิญญาณ เรียกว่าเป็น ยุคความก้าวหน้าทางจิตทางวิญญาณ ว่าสูงสุดแค่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ; แล้ว ก็ย้อนวกกลับไปโดยเหตุบังเอิญหรือโดยอะไรก็ตาม กลวง ไปสลัดทิ้งวิชาความรู้ชนิดนั้นเสีย ทีละน้อยๆ ไปบูชาวัตถุ พอใจวัตถุ เพื่อผลความสุขทางเนื้อหนัง ก็ มีผลเป็นมนุษย์
น.276 ถอยหลัง ไปส่งเสริมสัญชาตญาณ หรือการกระทำอย่างสัตว์, ถือหลักอันเดียว กับสัตว์ มีความเห็นแก่ประโยชน์ตัวอย่างเดียว ไม่มีดีไม่มีชั่ว เมื่อมองให้เห็น ของดีที่สุดของยุคปัจจุบันนี้ ก็คือ ปัจจัยสำหรับให้ชนะ สงคราม นี้อย่างหนึ่ง, เพื่อจะนำมาซึ่งความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังของตัว โดยไม่มี อุปสรรคศัตรูมากีดขวาง นี้อีกอย่างหนึ่ง. ฉะนั้น โดยส่วนตัวของเรา ก็คือว่าได้วัตถุ ปัจจัยมาบำรุงเนื้อหนัง นี้เป็นของดีที่สุด, โดยส่วนรวมก็คือว่าวัตถุปัจจัยที่จะใช้ล้างผลาญ ผู้อื่นเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวไว้ หรือเพิ่มประโยชน์ของตัวในทางเนื้อหนังขึ้น. นี่คือ ของดีหรือความดีโดยจิตใจ ในจิตใจของมนุษย์. ในยุควัตถุนิยม ก็เลยกวาดเอาพระเจ้า หรือ กดเอาศีรษะของพระเจ้า มาเป็นวัตถุปัจจัยสำหรับให้ชนะสงคราม ไปเลย. คุณไปคิดดู ผมพูดหยาบคายหรือพูดเสียดสีหรือไม่ ? คุณไปคิดดูเองก็แล้วกัน ว่ามนุษย์กดศีรษะพระเจ้าลงมา ใช้เป็นวัตถุปัจจัยสำหรับช่วยให้ตนชนะสงครามด้วยส่วน หนึ่งหรืออย่างหนึ่ง ในบรรดาปัจจัยที่จะใช้เพื่อชนะสงคราม. นั่นคือเขา นับถือศาสนา นับถือพระเจ้าแต่ปาก อ้อนวอนพระเจ้าให้ช่วยคุ้มครองในสนามรบ แต่จิตใจนั้น ไม่ได้ทำตามความต้องการของพระเจ้า ไม่ทำตามคำสั่งของพระเจ้า ที่ให้รักผู้อื่นยิ่ง กว่าตัว. แต่ปากก็ว่านับถือพระเจ้า อ้อนวอนพระเจ้า บวงสรวงพระเจ้าให้มาช่วยเรา ให้ชนะสงคราม. มนุษย์มีการกระทำอย่างนี้ ด้วยอำนาจของความเห็นแก่ตัวอย่างหลับหู หลับตามากขึ้น ๆ เพราะอำนาจของวัตถุนิยม ; เพราะว่าการศึกษาค้นคว้าก้าวหน้า ของสมัยนี้ มีแต่ทำให้ตกเป็นทาสของวัตถุ. ดูเด็ก ๆ ของเราเรียนหนังสืออย่างไร ? เรียนจริยศึกษาได้ อย่างไร ? เล่นกีฬาอย่างไร? จะพบว่า ล้วนแต่เพิ่มความเห็นแก่ตัว ทั้งนั้น : -
น.277 ขอให้คิดดู สอนให้เขารีบเรียน ขยันเรียน เพื่อสอบไล่ได้ จะได้เงินเดือนมาก จะได้เอร็ดอร่อยมาก ; ในการเล่นกีฬาก็ให้มีพวกเขาพวกเรา ก็มีมึงมีกู แล้วก็ยกกอง ไปเชียร์ ตั้งกองเชียร์พวกกู. ทีแรกจิตใจก็ไม่เห็นแก่ตัวมากนัก พอไปนั่งเป็นกองเชียร์ เข้าสัก ๔ - ๕ ครั้ง เด็กคนนั้นจะมีจิตใจเปลี่ยนเป็น เพิ่มมีความเห็นแก่ตัว มากขึ้น ; ถ้าอย่าไปทำเสียจะดีกว่า อย่าเล่นกีฬาแบบนี้เสียจะดีกว่า. การประกวดประชัน การก้าวหน้าอย่างไร อย่างอื่น มันก็เป็นไปทำนอง เห็นแก่ตัว ; ดังที่เราจะได้ยินการประกาศทางวิทยุ ถึงผลงานที่มีเกียรติ ก็คือว่าวันนี้ ฆ่าฝ่ายศัตรูฝ่ายข้าศึกได้ ๒๐๐ คน - ๓๐๐ คน ; วันนี้เป็นวันที่มีเกียรติที่สุด มันก็เป็น ไปอย่างนี้มากขึ้น ๆ. แม้จะไปถึงสูงสุดอย่างไร ; นี่ก็เพื่อทำลายผู้อื่น ล้างผลาญผู้อื่น เพื่อเอาประโยชน์ของตัวไว้, นั้นก็เป็นการศึกษาชนิดที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ หรือการกระทำอย่างสัตว์มากขึ้น ๆ. เราไม่เรียกว่าความรู้นี้เป็นความรู้ที่ก้าวหน้าเลย เราเรียกว่า เป็นความรู้ที่ ถอยหลัง วกกลับไปส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ หล่อเลี้ยงสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วส่งเสริมให้มากขึ้นกว่าสัตว์. สัตว์มีสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แต่มันมีในระดับหนึ่งที่ เราเห็น ๆ กันอยู่ ; มนุษย์ไปส่งเสริมให้ไปมีให้มากกว่าสัตว์ คือเห็นแก่ตัวเก่งกว่าสัตว์ ทำลายล้างผู้อื่นมากกว่าสัตว์ แล้วก็เรียกว่าเป็นผู้มีการศึกษาดี มีอารยธรรม มีวัฒนธรรม อย่างนี้เป็นไปไม่ได้, โดยกฎของธรรมชาติมันเป็นไปไม่ได้ ; แต่ปากของมนุษย์พูด เอาเองพูดได้. เรา ในฐานะเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องรู้จักข้อเท็จ จริงเหล่านี้ ; เราจะไม่หลับตาอย่างมือวิชชา งมงายไป เหมือนกับที่เขาได้ งมงายกัน นั้นก็ตามใจเขา.
น.278 ทีนี้ ผมอยากจะพูดว่า สำหรับ วิชาความรู้นั้นอย่าได้ไปหลงอะไรมาก ๆ อย่างนั้น วิชาความรู้มันต้องวัดกันด้วยระยะกาลหรือเวลาที่ล่วงมาด้วย ; จะวัดกันเพียง ว่าเดี๋ยวนี้ไปโลกพระจันทร์กันได้ ความรู้เจริญก้าวหน้าอย่างเหลือประมาณแล้ว ; นี้ผมว่า ไม่ถูก. ผมถือว่าปริมาณหรือคุณภาพอะไรก็ตาม ของความรู้ที่ไปโลกพระจันทร์ได้นี้ มันเท่ากับความรู้ของคนบ่าสมัยหินคนหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถเอาต้นกกมาสานเป็นเสื่อปูนั่งได้. ค่าของความรู้นี้เท่ากัน เพราะว่าสมัยหินนั้นไม่มีตำรับตำราอะไร ไม่มีตัวอย่างอะไร. การที่ใครสักคนหนึ่งรู้จักนึกคิดขึ้นมาโดยฟลุกโดยบังเอิญอะไรก็ตาม ไปเอา ต้นกระจูดในบึงมาสานเป็นเสื่อปูนอนได้ นี้มันมีความหมาย มีคุณค่า มีความเก่ง มีความ วิเศษเท่ากับคนสมัยนี้ไปโลกพระจันทร์ได้. เพราะว่าการศึกษาของมนุษย์ที่จะก้าวหน้า ตามลำดับ, ถ้าบรรทุกไว้ ๆ มากเข้า ๆ ก็ไปโลกพระจันทร์ หรือยิ่งไปกว่าโลกพระจันทร์ ก็ได้ ; ไม่ใช่ว่าตรัสรู้ทีเดียวไปโลกพระจันทร์ได้เดี๋ยวนี้ แต่ว่ามันเป็นผลของความรู้ ที่ตั้งต้นมาแต่ครั้งสมัยคนบ่า. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น ตั้งต้นเมื่อคนบ่ารู้จักเอาก้อนหินที่มีแร่กำมะถันมา ทำก้อนเส้าหุงข้าวก็ได้ ; ซึ่งเริ่มเจริญขึ้นมาตามลำดับจนถึงสมัยนี้. ฉะนั้น แม้ ความ รู้แท้ ๆ ไม่เกี่ยวกับศีลธรรมอะไรเลย มันก็มีอยู่อย่างนี้, ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่า กันและกันได้. มันขึ้นอยู่กับเวลากับยุคกับสมัย. ต่อไปข้างหน้าจะยิ่งทำอะไรได้กว่า ไปโลกพระจันทร์อีกหลายสิบเท่า มันก็ไม่มีค่าเท่ากับคนบ่ารู้จักเอากกมาสานเป็นเสื่อปู นอนอยู่นั่นเอง.
น.279 ทีนี้ ก็มีข้อที่น่าตกใจอยู่ว่า ความรู้อันมหึมาที่ได้สะสมไว้ในโลกนี้ จน กระทั่งไปโลกพระจันทร์ได้นี้ ได้ถูกนำไปใช้ล้างผลาญคนอื่น. เรื่องจรวด เรื่อง ปรมาณูเรื่องอะไรต่าง ๆ นี้ มีต้นตอมาจากการคิดจะล้างผลาญผู้อื่นทั้งทางกายและทางจิต : ทางจิตก็เพื่อข่มขวัญคนอื่นให้ยอมแพ้, ทางกายก็จะใช้เป็นเครื่องมือ เป็นเหตุปัจจัย อันหนึ่ง ที่จะทำลายผู้อื่นได้ ด้วยลูกระเบิดนี้โดยตรง ด้วยอาศัยความรู้ทางจรวดนี้. นี่มนุษย์ไม่ได้ดีขึ้น แต่มนุษย์ ย้อนหลังไปมีสัญชาตญาณอย่างสัตว์ การ กระทำอย่างสัตว์อยู่นั่นเอง และก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อความเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์ ของตัว เพื่อทำลายผู้อื่น ; อย่างนี้มันเลวยิ่งกว่าแมวที่กินหนู ; เพราะแมวไม่ใช่คน มันไม่ใช่มนุษย์ มันก็ต้องกินหนูตามที่มันจะกินได้ แต่มันกินเพื่อปากเพื่อท้องหิวเท่านั้น • ไม่สะสมมากเหมือนมนุษย์เดี๋ยวนี้ ซึ่งกินโดยไม่รู้จักขอบเขต. เมื่อเป็นมนุษย์เป็นคน ต้องตัดทอนความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง ส่งเสริมความเห็นแก่ผู้อื่นให้มากขึ้น นั่น แหละจึงจะเรียกว่ามนุษย์ เราสรุปความเสียทีได้ว่า เรื่องการศึกษานั้นต้องเพื่อทำลายความ เห็นแก่ตัว. ทีนี้ การปฏิบัติก็คือผลของการศึกษา การปฏิบัติ ก็ต้องเพื่อทำลาย ความเห็นแก่ตัว ; ฉะนั้น เราจึงมีลมหายใจอยู่ด้วยการนึกถึงการทำลายความเห็นแก่ตัว. อย่าให้กิเลสแห่งยุคปรมาณูมาครอบงำ: เห็นแก่ตัวจนไม่มีขอบเขต แล้วเลยขอบเขต จนกลายเป็นโลกที่บูชาวัตถุ บูชาเนื้อหนังเป็นพระเจ้า ไม่ใช่บูชาธรรมะเป็นพระเจ้า ถ้าบูชาเนื้อหนัง ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังเป็นพระเจ้าแล้ว เขา ก็รู้สึก ตัวได้ยาก ; เพราะว่า ความมึนเมาทางเนื้อหนัง มันยิ่งกว่ายาเสพติดอย่างใด ๆ หมด
น.280 ๒๕๓ การเข้าพรรษาและการออกพรรษาที่เป็นธรรมประยุกต์ ในโลกนี้. เขาได้พูดกันถึงแต่เรื่องกัญชา เรื่องยาผืน เรื่องเฮโรอิน เรื่องอะไรทำนองนั้น. ยาเสพติดเหล่านั้นก็ไม่รุนแรงเท่า ยาเสพติด คือความรู้สึกทางเนื้อหนังที่เป็นเหตุให้เรา กำลังจะคิดฆ่ากันทั้งโลก ล้างผลาญกันทั้งโลก อยู่ในปัจจุบันนี้. ธรรมะ เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับเนื้อหนัง เพราะ เป็นเรื่องทางวิญญาณ ทำให้เป็นมนุษย์มากขึ้น. .. ทำให้เป็นมนุษย์ตามความหมายของคำว่ามนุษย์มากขึ้น. แต่คนไปหลงเนื้อหนัง ซึ่งทำให้เป็นสัตว์มากขึ้น, แล้วก็รู้จักมนุษย์กันแต่ในแง่นั้น. ลองไปด่าเขา ว่าไม่ใช่มนุษย์ เขาก็โกรธตาย. ทีนี้คำว่า humanity มันเปลี่ยนความหมาย ; humanity ที่เขาสร้างมาดีแต่เดิมนั้น มันเป็นความหมายอื่นที่ทำลายความเห็นแก่ตัวไปเสีย แล้ว. humanity สมัยปัจจุบันถือว่าประโยชน์ของตัวนั้นแหละเป็น humanity, ได้ประโยชน์ ที่ตัวต้องการมากเป็นดีเป็นถูก : ศีลธรรมต่างๆ ก็ถูกแก้ไขหมด นับตั้งแต่ศีลธรรม ทางเพศ. เดี๋ยวนี้สิ่งที่ลามกอนาจารทางเพศ ก็กลายเป็นสิ่งปกติสามัญ เป็นการถูกต้อง ก็มี ; เช่นใครจะมีวัตถุปัจจัยบริโภคกามารมณ์ให้ over สักเท่าไร ๆ มันก็ยังถูกอยู่นั่นแหละ. ทีนี้เครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่องกิน เรื่องใช้ เรื่องหลับ เรื่องนอน เรื่องอะไรต่าง ๆ ทั้ง หมดก็ถูกดึงมาส่งเสริมสิ่งเหล่านี้หมด. ที่เราจะมีตู้เย็นมีรถยนต์มีอะไรต่าง ๆ ในส่วนที่ เกินจำเป็นนั้น ก็เพื่อประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น ; ฉะนั้น มันไม่มีวันพอได้ เพราะ มีการขยายไปได้เรื่อย ซึ่งต่อไปข้างหน้าจะมีอะไรอีกก็ไม่รู้, แล้วในที่สุดก็เป็น over sex เรื่อยไป, เรื่อยไป จนไม่รู้ว่าจะไปถึงไหนกัน. ความ over นี้ยังไม่มีขีดจำกัด ; นี่โลกของวัตถุเป็นอย่างนี้. เราจะ ประพฤติธรรม ตามหลักของโลกฝ่ายธรรมะฝ่ายวิญญาณ อย่างการ ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบและระบุไว้ นั้นก็คือการประพฤติธรรม. อย่างที่
น.281 เรา อุตส่าห์มาบวชนี้ ก็เพื่อจะรู้เรื่องที่ตรงกันข้ามกับเรื่องที่โลกกำลังมึนเมา และ เป็นไฟคือเรื่องวัตถุ. . พวกเราก็ได้มาบวช ก็ได้ปฏิญาณตนว่าพอใจในการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า พอใจในความดีของพระธรรม พอใจในการปฏิบัติดีของพระสงฆ์ แล้วจะทำอย่างไร ? มัน น่าสงสาร ที่ว่า พระเณร ของเราส่วนมาก ก็ถูกสั่งสอนไปในทำนอง ที่ว่า ให้ขยันเรียน เรียนนักธรรมอย่างโลก ๆ ให้เรียนนักธรรมบาลีนี้ เพื่อว่า จะได้มีความรู้มาก แล้วก็จะได้มีเกียรติ ว่ามีความรู้มาก, แล้วก็จะเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให้ได้ลาภให้ได้ยศให้ได้เกียรติ, พวกเณร ๆ ก็รีบขยันเรียน เพื่อว่าจะได้ผู้อุปฐาก ที่ดี ได้โฮมอุปฐากที่ร่ำรวยเป็นคหบดี กระทั่งเป็นเจ้านาย ; เณรของเรารีบเรียน หนังสือเพราะอย่างนี้ทั้งนั้น. ในสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ในโรงเรียนนักธรรม ; ผมเองก็ได้รับ คำสั่งสอน ได้ยินคำสั่งสอนเตือนอยู่บ่อยๆ ว่า ให้ขยันเรียน เรียนได้สำเร็จแล้วจะเป็น ทางมาแห่งลาภผลเกียรติยศชื่อเสียง จะเป็นที่นิยมนับถือ ของประชาชน กระทั่ง ราชามหากษัตริย์ ก็เพราะความรู้ที่อุตส่าห์เรียนนี้. เป็นพระเป็นเณร ก็ได้รับคำแนะนำสั่งสอนอย่างเป่าหู เป็นประจำอยู่ อย่างนี้ ; ไม่มีคำว่า เอหิภิกขุ พรหมจริย์ จรถ ทุกขสส อนุตกิริยาย เหมือนที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เธอจงมาเป็นภิกษุ ประพฤติพรหมจรรย์ ทำที่สุดแห่ง ความทุกข์เถิด". พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ เมื่อกวักมือคน ๆ หนึ่งมาบวช แล้วก็ พร่ำสอนอยู่ แต่อย่างนี้ แล้ว ติเตียนลาภสักการะสรรเสริญ ในฐานะเป็นสิ่งอันตรายที่สุด สกปรกที่สุด ลามกอนาจารที่สุด.
น.282 ๒๕๕ การเข้าพรรษาและการออกพรรษาที่เป็นธรรมประยุกต์ ไปอ่านดู ลาภสักการสังยุตต์ในพระไตรปิฎกตอนสังยุตตนิกาย ได้เคยแปล มาลงในหนังสือคณะธรรมทานอยู่บ่อยๆ ในเรื่อง ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ นั้นก็มี พระพุทธเจ้าตีราคาลาภสักการะสรรเสริญไว้อย่างไร เดี๋ยวนี้ พระเณร อุบาสก อุบา- สิกา ก็ยังชะเง้อหาลาภ สักการะ เสียงสรรเสริญ นั้นอยู่ ; ถ้าเผลอตัวไปนิดเดียว ก็ไปตามโลกสมัยปัจจุบันมากขึ้น. ขอให้ยุติกันเสียทีว่า เวลาในพรรษาทั้งบรรพชิตทั้งฆราวาสนี้ นับ เป็นเวลาที่ทำให้ดีเป็นพิเศษ ในการที่จะปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว เพื่อถอนตัวให้เป็นอิสระออกมาเสียจากวัตถุนิยม จากความลุ่มหลงในความสุขทาง เนื้อหนัง. เป็นการถูกต้องแล้วว่าในพรรษานี้ ฆราวาสสักคนหนึ่งจะอธิษฐานว่า จะ ไม่กินเหล้า ตลอดพรรษา จะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเพศ เกี่ยวกับอบายมุขตลอดพรรษา อย่างนี้ถูกอย่างยิ่ง ; ฉะนั้น ฆราวาสก็ต้องมีการจำพรรษา เพื่อทำให้ดีเป็นพิเศษ ระยะหนึ่งฤดูกาลหนึ่งในหนึ่งปีนั้น. ติถ้าทำไปตามนี้แล้ว ตลอดเวลานั้น จะควบคุม ความเห็นแก่ตัว, พูดให้หยาบคายคือควบคุมการเป็นสัตว์ การย้อนกลับไปเป็นสัตว์ หรือสัญชาตญาณอย่างสัตว์. การกระทำอย่างนั้น จะถูกควบคุมเป็นอย่างดียิ่ง ในระยะ กาลที่เรียกว่าเข้าพรรษาสามเดือนนี้. นอกจากที่กล่าวนั้นก็ไม่ใช่ว่าปล่อยเลย, นอกพรรษาก็ไม่ได้หมายความว่า ปล่อยเลย ก็ต้องทำไปตามที่จะทำได้ ตามความสามารถด้วยเหมือนกัน ; จะมาทำ ให้ดีเป็นพิเศษเพื่อความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งในระยะกาลเข้าพรรษา, ทำได้เท่าไรก็รักษา ไว้เป็นพื้นฐานตลอดไปอีก พอถึงพรรษาหน้าอีกก็ทำให้ดีเพิ่มเป็นพิเศษขึ้นไปอีกตลอด
น.283 พรรษา, แล้วก็ รักษาไว้เป็นพื้นฐาน อย่างนั้นอีก อย่างนี้เรื่อยไป ๆ ; ความเป็น มนุษย์ก็สูงขึ้น ๆ ตามความหมายของความเป็นมนุษย์. ฉะนั้น การจำพรรษานี้เป็นสิ่ง จำเป็นแล้ว สำหรับมนุษย์ที่จะเป็นมนุษย์ ตามความหมายของความเป็นมนุษย์ทุก คนเลย. ขอให้ทุกคนที่จะอยู่เป็นบรรพชิตต่อไป หรือว่าที่จะสึกออกไปเป็น ฆราวาสก็ตาม รู้สึกว่า การออกพรรษานี้ไม่ใช่การถอยหลัง ไม่ใช่การหลุด จากกรงของศีลธรรม แล้วไปทำอะไรตามชอบใจทางวัตถุตามทางเนื้อหนังอีก. คนผ้าเหลืองร้อน พระเณรที่ผ้าเหลืองร้อน ไม่มีจิตใจเป็นพระเณร. พอวันออกพรรษาใกล้เข้ามาก็ดีใจแล้วจะได้สึก ได้ออกไปสนุกสนาน ทำลามก อนาจารไปตามเดิมอีก อย่างนี้ไม่มีความหมายอะไร ( การจำพรรษานั้นก็ไม่มี ความหมาย ด้วย. การจำพรรษา ต้องเป็นเหมือนอย่างที่ผมว่า คือ ทำดีเป็นพิเศษตลอด ๓ เดือน ได้เท่าไร รักษาไว้เป็นมาตรฐานต่อไปข้างหน้า ไม่ทรุดกลับลงไปอีก .. "ถ้าพอ ถึงพรรษาหน้า ทำให้ดีไปอีก เป็นระยะ ๓ เดือนนั้น แล้วรักษาไว้เป็นมาตรฐาน พื้นฐาน แล้วทำให้ดีขึ้นอย่างนี้ไปอีก มันไม่มีการเข้าการออก การผลุบ การโผล่เหมือน หัวเต่า ยื่นออกมาแล้วผลุบเข้าไป, ยื่นออกมาแล้วผลุบเข้าไป ซ้ำซาก ไม่มีอะไรที่เป็น การก้าวหน้า. คนโดยมากมีการเข้าพรรษาออกพรรษาอย่างหัวเต่า เพียงแต่หลุบเข้า หลุบออกเท่านั้นเอง. นี้ขอฝากไว้ให้เอาไปคิดไปนึกทั้งที่จะอยู่และที่จะสึก เพราะการ
น.284 ๒๕๗ การเข้าพรรษาและการออกพรรษาที่เป็นธรรมประยุกต์ จำพรรษาเข้าพรรษา - ออกพรรษาไม่เป็นอย่างนั้น ; เป็นฆราวาสแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ในวันที่เขาสมมุติกันว่าเป็นฤดูพรรษา ต้องอยู่ในศีลธรรม ที่สูงขึ้นไป ทำลายความ เห็นแก่ตัวสูงขึ้นไป ควบคุมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ดียิ่งขึ้นไป แล้วรักษาไว้เป็น พื้นฐาน ในระดับนั้น แล้วอย่าให้ตกลงมา. นี่ผมขอย้ำแล้วย้ำอีกในเรื่องนี้ ว่าจำพรรษาเป็นอย่างนี้ เข้าพรรษา - และ ออกพรรษาเป็นอย่างนี้, อย่าให้เพียงแต่โผล่เข้า - โผล่ออก ผลุบเข้า - ผลุบออกเหมือนที่ ทำกันโดยมาก ; เหมือนลูกเด็ก ๆ ที่บวชเข้ามา เป็นพระเป็นเณรอย่างงมงายโง่เขลา ไม่รู้ว่าบวชทำไม ? บวชตามธรรมเนียมตามประเพณี มันก็ผลุบเข้าผลุบออกอย่างหัวเต่า แทบจะไม่ได้บุญได้กุศลอะไรในการบวชครั้งหนึ่ง เสียผ้าเหลืองเปล่า ๆ พลอย ลำบากยุ่งยากกันไปตั้งหลาย ๆ คน. ถ้ายัง อยู่เป็นพระเป็นเณรต่อไปได้ ก็ต้องถือหลักอย่างนี้, สึกออกไป ก็ต้องถือหลักอย่างนี้ คือให้ พยายามทำให้ดีที่สุด ในการที่จะทำดีอย่างนี้. นี้คือเรียกว่า เข้าพรรษาออกพรรษาเป็นระยะกาลพิเศษ ธรรมประยุกต์ขึ้นอยู่กับกาลเวลาที่จัดไว้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการจำพรรษา. เดี๋ยวนี้เราก็ได้จำพรรษากันมาจนอีกวันสองวันก็จะออกพรรษา. ขอให้ไป สำรวจดูว่า เป็นอย่างไร มีอะไรเพิ่มขึ้น ในระดับที่เรียกว่ามันสูงขึ้น ๆ ในทางธรรม ใน ทางจิต ในทางวิญญาณ ผิดกันกับเมื่อก่อนบวช, แล้วก็จงรักษาระดับนั้นไว้ ให้เป็น พื้นฐานต่อไปอีก ก็จะเรียกว่า ได้อานิสงส์ของการบวชหนึ่งพรรษา. ชีวิตจะได้เลื่อน
น.285 ขึ้นมาสู่ระดับสูงระดับหนึ่ง แล้วรักษาไว้เป็นมาตรฐานไม่ลดลงมาจากนั้น มีแต่จะเพิ่ม ต่อไปอีกทุก ๆ ปี, ก็เรียกว่าได้รับประโยชน์อานิสงส์อย่างน่าชื่นอกชื่นใจทั้งส่วนตัว และทั้งส่วนบิดามารดา ทั้งส่วนทุกคนที่เกี่ยวข้องในการบวชของเราหนึ่งพรรษา ผมขลุกอยู่กับต้นไม้บ้าง ปลาบ้าง อะไรบ้าง ได้เห็นอะไรบางอย่าง ถึงฤดูกาล ต้นไม้ต้นหนึ่งมันก็ออกหน่อขึ้นมาหน่อหนึ่งเพิ่มขึ้น แล้วมันก็เจริญกว่าหน่อเดิมหรือกึ่งเดิม กึ่งอื่น ๆ เช่น ต้นมณฑานี้เป็นต้น. พอถึงฤดูกาลข้างหน้าก็ออกมาอีกหน่อหนึ่งอีก ซึ่งใหญ่กว่าเดิมสูงกว่าเดิมอีก ; มันไม่ได้ลดลง รู้สึกว่าธรรมชาตินี้ต้องการอย่างนี้, ต้องการวิวัฒนาการอย่างนี้ เราปีหนึ่งก็ให้มีอะไรสูงขึ้นไป ๆ อยู่ในระดับหนึ่ง ปีหน้าก็ต้องมีอะไรสูง ขึ้นไปกว่านั้นอีกระดับหนึ่งเรื่อยไปอย่างนี้; มิฉะนั้นแล้วก็จะแย่ สู้ต้นไม้ที่ไม่มีความ คิดนึกอะไรมากมายก็ไม่ได้. . เมื่อผมพูดว่า ก้อนหินพูดได้ ต้นไม้พูดได้ อะไรก็พูดได้ หมายความอย่างนี้ ว่ามัน เตือนผมอยู่เสมอว่า "มึงยืนทำอย่างนั้นแล้วมึงก็เลวกว่ากู" มันพูดอย่างนี้อยู่เสมอ ต้นไม้ก็พูดได้ ก้อนหินก็พูดได้ มด แมลง ปู ปลาอะไรมันก็พูดได้. ฉะนั้น เราควรรู้สึกว่ากลัว คือ มีหิริโอตตัปปะ มีความไม่ประมาทเกิดขึ้นจากการ ทักท้วงของสิ่งเหล่านี้. นี้เรียกว่าเป็นไปตามฤดูกาลแท้ ๆ ตามธรรมชาติแท้ ๆ มันก็ยัง เป็นอย่างนี้. มนุษย์เราควรจะต้องมีวิวัฒนาการที่ดีกว่าสัตว์ แขนงอื่นหมด วิวัฒนาการ ตั้งต้นขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิต เป็นสัตว์ต่าง ๆ แยกแขนง แยกทางกันเดิน. เมื่อมาเป็น มนุษย์เพราะเหตุปัจจัยสำคัญคือการพูดจากันได้ สั่งสอนกันได้ อบรมกันได้ วิวัฒนาการ ได้เร็วกว่าสัตว์แขนงอื่นหมด ; เราก็ควรจะถือว่าโชคดีมีลาภที่ได้เป็นอย่างนี้, ก็ต้อง ผสมโรงผสมรอยให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม ที่จะเป็นมนุษย์ที่สูงสุดกันได้จริง.
น.286 ความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าความเป็นมนุษย์ ที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ; มนุษย์นอกนั้นยังไม่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ของความเป็นมนุษย์. มนุษย์ ที่เป็นพระอรหันต์นั้นคือมีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์บริบูรณ์ ; เราก็พยายามทำ ให้เต็ม ให้เต็ม ๆ ๆ จนถึงโอกาสหนึ่งก็จะมีความเต็มเหมือนพระอรหันต์ ก็หมดกัน เท่านั้นเอง. ถ้าถอยหลังไปสู่วัตถุนิยม ไปจมอย่างวัตถุนิยม มันก็ย้อนกลับไปเป็นสัตว์ แล้วก็เลวกว่าสัตว์ แล้วก็ต่ำกว่าสัตว์ สู้คนป่าสมัยตาบูก็ไม่ได้ ที่รู้ว่า over sex นี้เป็น บาปเป็นเสนียดจัญไร เป็นตาบู คือทำไม่ได้ โดยเด็ดขาด. นี่มนุษย์สมัยนี้จะเลวกว่า คนบ่าสมัยตาบูได้อย่างไรบ้าง ขอให้ไปนึกดูให้ดี ผู้ที่ไป เป็นฆราวาส ก็จะได้ อบรมลูกหลานเหลนอะไร ให้ระวังอย่าให้ พลัดตกลงไปในเหว อันนี้, ที่อยู่เป็นพระ ต่อไป ก็จะได้รู้จัก สอนคนทั้งปวง อย่าให้ พลัดตกลงไปในเหว อันนี้ แล้วโลกนี้ก็เป็นโลกที่มีอะไรดี สมตามที่พระพุทธเจ้าท่าน ทรงมุ่งหมาย ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น. ขอให้ช่วยกันทำให้เป็นอย่างนั้น ; การตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นหมัน ขอให้ถือว่าคำพูดในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการบรรยายความรู้ประจำวันล้วน ๆ. ให้ถือว่าเป็นการ แสดงความหวังของผมอย่างยิ่งด้วย เป็นคำขอร้องอย่างยิ่งด้วย. ขอบีดประชุม ขอให้ทุก ๆ องค์มีความสุข มีความเจริญ มีความงอกงาม ก้าวหน้าในทางของพระศาสนา เต็มตามความประสงค์มุ่งหมาย จงทุกองค์เทอญ.
น.287 ภาคผนวก เรือง สุญญดาธรรม คำบรรยายอบรมพระภิกษุ นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภาคฤดูร้อน ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔
Buddhadasa