Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๑ (สุญญตาธรรม) — สุญญตาเป็นเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.288 วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้พูดกันถึง เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามเคย. ในวันนี้จะได้ถือเป็นวันเริ่มแรก ของการบรรยาย เรื่องสุญญตา. สิ่งที่เรียกว่า "สุญญตา" คือ เรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา. ฉะนั้น วันนี้ จะได้พูดโดยหัวข้อว่า สุญญตาเป็นเรื่องทั้งหมดของพระพุทธศาสนา, เป็นเรื่องแรก เหมือนกับเป็นเรื่องตั้งต้น สำหรับจะได้พิจารณากันทีละแง่ทีละมุมต่อไปโดยละเอียด จน กว่าจะเพียงพอแก่ความประสงค์. ดังนั้น ในครั้งที่ ๑ ของการบรรยายนี้ จะเป็นเรื่อง ที่หนึ่งของหลักวิชา เกี่ยวกับสุญญตา. ๒๖๑

น.289 หัวข้อข้างต้น ก็บอกให้ทราบอยู่แล้วว่า เรื่อง "สุญญตาเป็นเรื่องทั้งหมด ของพุทธศาสนา" เพราะฉะนั้น สุญญตาเป็นเรื่องทุกเรื่องของพุทธศาสนา ทั้งในส่วน หลักวิชาก็ดี พุทธศาสนาในส่วนการปฏิบัติก็ดี หรือพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นผลของการ ปฏิบัติก็ดี, เรียกว่าเป็นเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา ซึ่งจะได้อธิบายกันโดยละเอียด ในโอกาสข้างหน้า. มูลเหตุที่พูดเรื่องสุญญตาธรรม ทีนี้ ก็อยากจะให้ทราบเสียก่อนว่า ทำไมจึงพูดถึงเรื่องนี้ ? แม้ว่าเราจะได้พูด กันมาบ่อยๆ หรืออย่างที่เรียกว่าซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้พูดเรื่องนี้โดยเฉพาะ เจาะจง อย่างละเอียดทั่วถึง เหมือนกับเรื่องบางเรื่อง เช่นเรื่อง "บรมธรรม" เป็นต้น. ดังนั้น จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะพูดกันให้ละเอียดลออเสียสักคราวหนึ่ง โดยมีชื่อเรียก รวม ๆ กันไปว่า สุญญตาธรรม คือ ธรรมะทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับสุญญตา. อยากจะขอเล่าประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้สักเล็กน้อย ว่าเมื่อประมาณสัก ๑๕ ปี มาแล้วได้เริ่มพูด หรือเริ่มเอ่ยถึงสิ่งนี้ คือคำว่า "สุญญตา" ; ในครั้งกระนั้นก็มิได้ หวังอะไรมากไปกว่า "พูดเพียง เพื่อให้เป็นจุดตั้งต้นของความสนใจ" ในสิ่งที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนาที่ถูกมองข้ามไป จนไม่มีใครสนใจบ้าง, และบางคนถือว่าเป็น เรื่องของลัทธิอื่นบ้าง, แกลบางคนถือว่า แม้จะเป็นเรื่องทางพุทธศาสนาก็เป็นของฝ่าย มหายานบ้าง ; นี้ล้วนแต่ทำให้ไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าสุญญตา. พิจารณาดูแล้วก็มองเห็นว่า สุญญตา เป็นเรื่อง ลึก ยากแก่การที่จะเข้าใจ ได้ทันที และคนทั้งหลายเขาก็มีความรู้สึกอย่างนั้นกันอยู่, เราเองก็ยากที่จะทำให้เกิด

น.290 ความสนใจ หรือเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น ; ? ” ฉะนั้น จึงคิดเผื่อไว้ว่า พูดไป ทั้งที่ไม่มี ใครจะรับฟัง หรือจะสนใจ หรือจะเข้าใจได้ "" แต่ก็หวังว่า ในโอกาสข้างหน้า . ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีนี้ คงจะเข้าใจกันได้, แล้วก็พูดไปตามที่ควรจะพูด ; พอพูดออกไป ก็มีปฏิกิริยามาก. มัมแย อัลกร ครั้งนั้น ปฏิกิริยาของผู้ฟังในทางที่จะรับเอานั้นมีน้อยที่สุด หรือเกือบจะไม่ มีเลย มีแต่ปฏิกิริยาฝ่ายค้าน,จัดการ แล้วเราก็คงจะโง่ไปบ้างวกที่พูดอะไรไปตรงๆ ซึ่งเป็น เรื่องที่เรียกกันว่า กำลังจะผิดฝาผิดตัว หรือว่าสูงเกินไปบ้าง ; ก็เลยกลายเป็นเรื่อง สำหรับการล้อเลียนก็มี สำหรับการประณาม หรือดูหมื่นดูถูกอย่างใดอย่างหนึ่งก็มี ประกอบกับว่า ความรู้พื้นฐาน ของคนทั่วไป เกี่ยวกับ เรื่องสุญญตา นี้ ก็มีอยู่อย่าง ผิด ๆ คือเขาจะเข้าใจเรื่องสุญญตานี้อย่างผิด ๆ โดยที่แปลคำ ๆ นี้ผิด เขาไปแปลกัน เสียว่า “สูญเปล่า" อู่เลพูนิธี! : เขาแปล "สุญญตา" ว่า ความสูญเปล่า แม้แต่นักปราชญ์ราชบัณฑิตในเมือง ไทยนี้ ก็ยังแปลอย่างนี้ ; ไม่ขอระบุชื่อ แต่ขอยืนยันว่า มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตแปล อย่างนี้ คือคงจะแปลไปตามความรู้ หรือความรู้สึกในระดับหนึ่งเท่านั้น, "ยังไม่หมด ; แล้วออกจะเป็นภาษาที่ต่ำ ด้วยเจตนาจะให้ชาวบ้านชั้นต่ำเข้าใจ คำว่า "สูญเปล่า" นั้น มัน บอกความหมายไปในทางร้ายถึงที่สุด - เป็น pessimistic เป็นอะไรในทำนองที่ให้คนเบือนหน้าหนีทั้งนั้น " ที่จริงถ้าแปลว่า สูญ ตามรูปศัพท์เฉย ๆ ก็ยังไม่น่ากลัว : สุญญตา แปลว่า สูญ ; พอไปเกิดแปลว่า "สูญเปล่า" เข้าเท่านั้น อ คนฟังทีแรกก็สะดุ้ง,ramพบ คนที่นั่งอยู่เป็นประจำก็ชักไม่อยากจะรู้กับเรื่องนี้ เสียแล้ว

น.291 ทีนี้ ผมก็พิจารณาดูว่า คำว่า "สุญญ" หรือ "สุญญตา" นี้ควรจะแปล ว่าอะไร ? ในที่สุดก็พบว่าถ้าจะแปลตามตัวหนังสือ คือตามรูปของภาษาบาลี ก็ควรจะ แปลว่า "สูญ" ตรงตามรูปศัพท์ ; แต่มันยังเป็นภาษาบาลีอยู่นั่น. ถ้าจะแปลเป็นภาษา ไทย จะแปลว่าอย่างไร ? ก็ไม่เห็นคำอะไรที่จะดีกว่าคำว่า “ว่าง" จึงแปลคำนี้ว่า "ว่าง", หรือถ้าแปลทับศัพท์ก็แปลว่า "สูญ", ถ้าแปลเป็นไทยก็แปลว่า "ว่าง". เรื่องมันช่วยไม่ได้กี่มากน้อย เพราะคำว่า "ว่าง" มันก็ยังน่ากลัว อยู่นั่น แหละ, "คำว่าสูญ ก็ยังน่ากลัวอยู่นั้น ; แต่ไม่มากเท่ากับคำว่า "สูญเปล่า". ทีนี้ก็ลองพยายามอธิบายกันเรื่อย ๆ มา. คำว่า "สูญ" นี้ ในภาษาไทยเรา ก็มีใช้อยู่ก่อนแล้วเหมือนกัน ; แล้วมีท่าทางที่ว่าเป็นคำที่ถอดรูปมาจากคำว่า สุญญ ในภาษาบาลี. คำว่า ศูนย์ ในภาษาไทยก็มีอยู่ว่า ศูนย์ คือเลขศูนย์ ; ตัวเลขที่ไม่มีค่า ๑, ๒, ๓ อะไรเลยนี้ ศูนย์ คือ ว่าง ยังว่างอยู่ นี่เลขศูนย์, แล้วอีกคำก็คือว่า สูญหาย หรือ สูญเสีย. รูปของศัพท์ก็เขียนในภาษาบาลี ฉะนั้น จึงไม่ใช่ภาษาไทย แม้จะได้มีพูดอยู่ ในภาษาไทยมาแต่ก่อน ก็ควรจะถือว่า คำนี้เป็นภาษาอินเดียอยู่ตามเดิม เป็นรูปบาลีก็ สุญญ เป็นรูปสันสกฤตก็ ศูนย แต่เขียนตัวหนังสือต่างกัน. ศูนย์ นั้น รูปสันสกฤต แต่ความหมายก็เท่ากับรูปบาลีที่ว่า สุญญ นี้คือคำว่า สูญในภาษาไทย ยืมมาใช้จาก ภาษาบาลี แล้วคำว่าว่างในภาษาไทยเราแท้ ๆ. สุญญตาเป็นตัวแท้ และเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ปัญหามันก็มีอยู่ว่า ทำอย่างไรจะให้พุทธบริษัทชาวไทยเราสนใจเรื่องนี้ ซึ่ง เป็นหัวใจและตัวแท้ของพุทธศาสนา หรือจะพูดว่าเป็นหัวใจก็ได้ ? จะพูดว่าเป็นตัวแท้

น.292 ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ได้ คือเป็นแค่หัวใจนิดเดียวก็ได้ เป็นทั้งหมดทั้งตัวก็ได้ของพุทธศาสนา. นี่ขอยืนยันในข้อนี้ ซึ่งจะขอร้องให้เอาไปคิด ไปพิจารณาดู ; คงจะรู้สึกประหลาดกัน ตรงที่ว่า ทำไมสุญญตาจึงเป็นได้ทั้งหัวใจ และเป็นได้ทั้งตัวแท้ทั้งหมดเลยด้วย. ความหมายอย่างนี้คุณเคยคิดกันหรือเปล่า ? ที่เราเคยชินกันอยู่ก็มักจะมีเป็น ๒ ระดับอยู่ว่า : ทั้งหมดหรือว่าทั้งเปลือก ทั้งเนื้อ ทั้งแก่น ทั้งอะไร นี่ก็อย่างหนึ่ง, แล้วที่เป็นหัวใจแท้ ๆ ก็อีกอย่างหนึ่ง คือนิดเดียว. เราจะรู้สึกกันอยู่อย่างนี้เสมอไปใน เรื่องทุก ๆ เรื่อง แต่เรื่องนี้ ทำไมจึงเป็นพิเศษ มากถึงขนาดว่า เป็นทั้งหัวใจ และ เป็นทั้งตัวแท้ ทั้งหมดทั้งตัวด้วย ? ถ้าใครฉลาดก็คงจะคิดออกเอง ว่าเรื่อง สุญญตานี้มีแต่แล่น ไม่มีเปลือก ไม่มีกะพี้, หมายความว่าเป็นสุญญตาที่ถูกต้องในพุทธศาสนา จึงเป็นตัวของตัวเท่านั้นเอง ไม่มีมากกว่านั้น. สิ่งที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนามีเท่านั้น จะปอกเข้าไปอีกไม่ได้ ; เราจะปอกหรือว่าลอกให้เป็นชั้น ๆ เข้าไปอีกไม่ได้ เพราะมีอยู่เท่านั้น จึงเลยเป็นทั้งหมด แล้วก็เป็นทั้งหัวใจด้วย เพราะว่ามีอยู่เท่านั้น. สมมุติทางวัตถุ เหมือนอย่างว่า เพชรสักเม็ดหนึ่งนี้ มันก็เป็นทั้งหมด ของตัวมัน และเป็นทั้งหัวใจของมัน มันก็มีเท่านั้นแหละ, " แล้วก็จะต้องเป็นสิ่งที่ บริสุทธิ์ คือไม่มีอะไรเจืออยู่ด้วย และมีค่าที่สุด เพราะว่ามันเป็นทั้งหมด คือเป็นทั้ง หัวใจของมันด้วย ก็มีเท่านั้นเอง. ขอให้สังเกตความหมายชนิดที่ว่ามันมีอะไรที่เป็นได้ ทั้งที่เป็นหัวใจและเป็น ทั้งตัวทั้งเนื้อด้วย.

น.293 สำหรับหลักธรรมะนี้ก็มีเรื่องสุญญตา ซึ่งจะได้ค่อย ๆ พิจารณากันไปตามลำดับ โดยละเอียดต่อไปข้างหน้า ในวันนี้มุ่งหมายจะบอกแต่เพียงว่า สุญญตาเป็นทั้งหมดของ พุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นหัวใจก็ได้ ในฐานะที่เป็นทั้งตัวก็ได้ ..... นี่เป็นเรื่องที่ มีความสำคัญถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น จึงพูดเรื่องนี้ แม้เคยพูดมาแล้วก็ยังจะต้องพูดอีก ให้สมกับความเป็นเรื่องที่สำคัญ ไกลโคชิสมัคคลิบหมอคมืดของถนนรถ ผิดลิมิ สะอึก มา คม กริบตัดสินคนซึ่ง กว่าจะ ปรับโอนเมื่อก่อน่อมักเกลือคุณอาจิคมิติ ผัดพริกถึงสิ้น พูดเรื่องสุญญตา เพื่อประหยัดเวลาให้ดับทุกข์ได้ อยากจะชี้ต่อไปถึงข้อที่ว่า ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ในแง่ต่าง ๆ ? การพูดเรื่อง สุญญตานี้ก็เพื่อจะย่นหรือจะประหยัดเวลาของการศึกษาและการปฏิบัติด้วย ให้มากที่สุดเท่า ที่เราจะย่นได้ หรือประหยัดได้. ถ้าเราไปพูดเรื่องอื่น ก็จะต้องพูดกันมาก อย่างที่เรียก ว่ามากมายหรือมหาศาล หรือว่า ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์อะไรทำนองนั้น ; แต่ถ้าเราจะ ประหยัดเวลา หรือว่าย่น ทั้ง ๘๔,๐๐๐ นั้นให้เหลือเพียงหนึ่งแล้ว ต้อง พูดเรื่องสุญญตา. ฉะนั้น ถ้าเราพูดเรื่องนี้ ก็เป็นการพูดที่ ย่นเวลา ประหยัดเวลา ที่สุด แต่แล้วเราก็ไม่ เคยพูดรู้เรื่องกันสักที เพราะพูดไม่รู้เรื่องกันอยู่มาก จึงต้องพยายามต่อไป ในการที่จะ พูดกันให้รู้เรื่อง เพื่อเป็นเรื่องย่นเวลาหรือประหยัดเวลามากที่สุดกว่าเรื่องใด ๆ. อมบังอกิ คนละหนังไก่ล่ะ ดูมีค่านิคม ๒๕ดูดดังปะเนินมัลลิ ชิกุธิน อีกทางหนึ่งจะมองกันในแง่ของชาตินิยมก็ได้ แล้วแต่จะมอง.กมัน ถ้ามองใน แง่ของชาตินิยมก็มองในแง่ที่ว่า พุทธบริษัทไทยเรายังงมงาย หรือล้าหลัง เพราะไม่ สนใจเรื่องสุญญตา จึงเป็นพุทธบริษัทที่ไม่ถูกต้องและสมบูรณ์เต็มที่ก็ได้ ; นี้เรา อาจจะใช้คำที่หยาบคายหรือดูหมิ่น.

น.294 ที่จริงเขาจะแก้ตัวว่า เขาพูดเรื่องสุญญตากันอยู่ในรูปอื่น หรือใช้ถ้อยคำ อย่างอื่น แต่เป็นเรื่องสุญญตาเหมือนกัน อย่างนี้ก็ได้ ; แต่ผมมองเห็นแล้ว ว่าไม่จริง มันเป็นคำพูดที่เพิ่งจะพูดแก้ตัวขึ้นมาในเมื่อเราพูดเรื่องสุญญตากันต่างหาก ... เพราะเห็น อยู่ว่า เมื่อพูดเรื่องสุญญตา มีคนด้านกันสลอน ว่า "สุญญตาเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นเรื่องฝ่ายมหายานโน่น ไม่ใช่ฝ่ายพวกเราเถรวาท" ; พูดอย่างนี้ ยิ่งแล้วใหญ่ ยิ่งแสดงความไม่รู้ออกมามากกว่าเดิมอีก คือไม่รู้ว่า พุทธศาสนาที่ไม่ใช่ เถรวาท ไม่ใช่มหายาน เป็นพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ก็แล้วกัน. ความถูกต้อง ทั้งหมดมิได้มีอยู่ในเถรวาท มิได้มีอยู่ในมหายาน แต่มี อยู่ในพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ของพระพุทธเจ้า แล้วท่านยืนยันว่ามีเรื่องสุญญตานี้เป็นหลัก ซึ่งเราจะได้พูดกันต่อไปข้างหน้าว่ามันเป็นหลักอย่างไร. พุทธบริษัทไทยยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ถูกต้อง หรือว่ายังล้าหลัง ก็เพราะไม่รู้ เรื่องสุญญตา ; มองในแง่ชาตินิยมเมื่อไปเทียบกับพุทธบริษัททั้งหลายบางพวก เราก็ ล้าหลังหรือว่างมงายก็ได้ในข้อที่ไม่รู้เรื่องสุญญตา. นี่ เราต้อง ทำการ แก้ไข เพื่อกู้หน้า ซึ่งจะเรียกว่าเป็นเรื่องชาตินิยมก็ได้ ; แต่ว่าเป็นเรื่องชาตินิยมที่ไม่ถูกห้าม หรือไม่ต้อง ห้าม ตามหลักพระพุทธศาสนา คือว่าเราจะแก้ไขสิ่งที่บกพร่องของเรา หรือของพวก เรานี้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ชาตินิยมชนิดที่จะไปดูหมิ่นคนอื่น หรือจะไปเบียดเบียนคนอื่น. อย่างไรก็ดีอะไร ๆ ก็ไม่สำคัญ เท่ากับความมุ่งหมาย ที่ว่าจะช่วยย่นเวลา หรือว่าจะระบุลงไปให้ชัดว่า เพื่อให้พุทธบริษัท สามารถปฏิบัติพุทธศาสนา ชนิดที่เป็น การ ดับทุกข์ได้จริงและโดยง่าย ; : ถ้าเรารู้เรื่องนี้ เราจะปฏิบัติที่ดับทุกข์โดยตรง ได้จริง ๆ แล้วก็ได้โดยง่าย. ผมก็ไม่รู้จะคิดอย่างไร จะพูดอย่างไรอีกแล้ว นอกไป

น.295 กว่า จะดับทุกข์โดยตรง แล้วก็ โดยง่ายนี้. ที่แล้วมาการปฏิบัติไม่ดับทุกข์โดยตรง หรือ ไม่ดับทุกข์โดยแท้จริง แล้วก็ไม่โดยง่าย, แต่เป็นไปโดยยาก โดยยุ่งยาก โดยยืดยาด สารพัดอย่างที่ไม่เป็นผลดี. สุญญตาเป็นเพชรของพุทธธรรม ทีนี้ เราก็มาเล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นหัวใจและเป็นทั้งเนื้อทั้งตัว เหมือนกับเพชร เม็ดหนึ่งไม่มีเปลือกนอก ไม่มีเนื้อใน; จะมองดูในแง่ที่เป็นหัวใจก็ได้ มองดูที่เป็น เนื้อเป็นตัวทั้งหมดก็ได้, แล้วได้เพชรเม็ดเล็ก ๆ นี้มา ก็คือได้ทั้งหมด. สำหรับ หลักธรรมะก็เหมือนกัน คือ สุญญตา นี้ เป็นเพชรของธรรมะในพุทธศาสนา นอกนั้น เป็นเปลือก ฉะนั้น เราจะต้องถือเอาเพชรเม็ดนี้ ให้ได้ ในที่สุด. มีเรื่องน่าหวัว ที่พวกมหายานพวกหนึ่ง เขาพูดเป็นทำนองล้อว่า "คนเหล่านี้ หาเพชรไม่พบ เพราะว่ามันซ่อนอยู่ที่หน้าผากของเขาเอง" ; น่าหวัวหรือไม่น่าหวัว ก็ลองคิดดู. ถ้าเราจะดูพระพุทธรูป ที่ทำถูกต้องตามแบบฉบับทั้งฝ่ายเถรวาทฝ่ายมหายาน ที่หน้าผากพระพุทธรูปมีจุดอะไร อยู่จุดหนึ่ง เขาเรียกกันต่าง ๆ เรียก อุณหิสสะ ก็มี เรียก อุณาโลม ก็มี จำไม่ค่อยได้แน่แล้ว แต่มีจุดอยู่ที่นั่นจุดหนึ่งที่กลางหน้าผาก. บางพวกเรียกว่าตาที่สาม คือตาของปัญญา : ลูกตาคู่หนึ่งนี้เป็นลูกตาของเนื้อหนัง มองอะไรไม่ค่อยเห็น เลยล้อให้ว่ามีตาอีกตาหนึ่ง คือตาที่สาม อยู่ตรงจุดกลางหน้าผาก

น.296 สำหรับจะดูธรรมะ คือเป็นสัญญลักษณ์ของธรรมจักษุ ; ตาสองลูกนี้เป็นตัวมังสจักษุ ตาเนื้อ ๆ เท่านั้น. ผมอยากจะพูดว่า จุดนั่นแหละเป็นเพชรที่ซ่อนอยู่ที่หน้าผาก ใช้คำว่า "ซ่อน" แต่ว่าซ่อนอยู่ที่หน้าผาก นี่ก็คือซ่อนสำหรับคนโง่เท่านั้นเอง จะไม่ซ่อนสำหรับคนอื่น ; เพราะว่าใคร ๆ ก็มองเห็นหน้าผากของคนอื่น แต่ไม่มองเห็นหน้าผากของตัวเอง, เมื่อ เอาอะไรไปซ่อนไว้ที่ตรงนั้น เจ้าของก็หาไม่พบ แล้วใครซ่อนให้ก็ไม่รู้. คุณ จำเรื่องที่ว่า "ซ่อนไว้ที่หน้าผาก" ให้ดี ๆ. ถ้าเราไม่รู้เรื่องนี้ ก็ทำ ให้เราเป็นคนโง่ที่สุดจริงไหม ? ในข้อที่ว่าของนั้นมีอยู่แล้ว แล้วก็มีอยู่กับตัวด้วย แปลก อยู่นิดเดียวที่ว่า เผอิญมันไปซ่อนอยู่ตรงที่หน้าผาก ; ฉะนั้นระวัง, ระวังของที่จะซ่อน อยู่ที่หน้าผาก. วันหนึ่งผมโง่อย่างขนาดหนัก คือเที่ยวหาแว่นตาที่สวมอยู่แล้ว. วันนั้น หัวมันยุ่ง จนเส้นประสาทคงจะผิดปกติไปบ้าง ตาจึงพร่า ๆ มีอาการเหมือนกับไม่ได้สวม แว่นตา, แล้วก็ไปหาแว่นตาไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ทั้งที่ได้สวมอยู่แล้ว. หาแว่นได้มา เช็ดแว่นตาแล้วก็ยังไม่มองเห็นกระจ่าง เพราะว่าหัวมันยุ่งอ่านหนังสือมาก ออกมาสู่ แสงสว่างทันที แล้วตาพร่าเหมือนกับไม่ได้สวมแว่นตา. นี่มันจะร้ายหรือมันน่าหัวเราะเยาะ ยิ่งกว่าอยู่ที่หน้าผาก คือสวมแว่นอยู่ที่ตาแล้ว บางทีก็ไม่รู้สึก ; แม้เป็นเรื่องทางวัตถุ เนื้อ ๆ หนังๆ นี้, เป็นเรื่องของสังขารร่างกายที่ไม่แน่นอน มันก็ยังหลอกได้มากถึง อย่างนี้. ทีนี้ ไหน ๆ เล่าเรื่องซ่อนอยู่ที่หน้าผากกันอย่างนี้แล้ว อยากจะเล่าให้เตลิด เปิดเปิงไปถึงเรื่องน่าหวัวอีกบางเรื่อง : -

น.297 เรื่องโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อย่างที่เขาทำตามแบบอินเดียแบบเก่า ก็คือ อย่างที่เราทำไว้ที่ในบ่อนั้น (ที่สวนโมกข ฯ) ที่เผอิญเป็นอีกรูปหนึ่งทำขึ้นมาเป็นแบบไทย แต่ก่อนนี้มีแพร่หลายตามวัด. วัดที่ผมอยู่เมื่อเป็นเด็ก ๆ ก็มีหลายองค์ เขาเรียกกันว่า รูปพระอิศวรทรงโค คือมีรูปวัวตัวโตตัวหนึ่ง แล้วก็มีคนขี่วัว ลักษณะเป็นเทวรูป มี มือมากรอบตัว มีมงกุฎ, แล้วก็เหนือหน้าผากขึ้นไปของรูปเทวรูปนี้ มีพระพุทธรูป เล็ก ๆ ติดอยู่ ผมก็เคยมาดูเล่นด้วยความสนใจ. ผู้เฒ่าเขาเคยอธิบายกันมา ว่ารูปนั้นเป็นรูปอะไร : ท่านเจ้าคุณผู้เฒ่าที่หมู่ บ้านนี้ ที่พุมเรียงนั้นท่านบอกว่า นั่นเป็นรูปพระอิศวรเล่นซ่อนหากันกับพระพุทธเจ้า : พระอิศวรเป็นผู้ซ่อนก่อน พระอิศวรไปซ่อนที่ตรงไหน พระพุทธเจ้าหาพบทุกทีไปเลย ; พระอิศวรก็เลยบอกให้พระพุทธเจ้าซ่อนบ้าง เพื่อจะทำคะแนนคืน. ) พระพุทธเจ้าไป ซ่อนอยู่ที่หน้าผาก ตรงเหนือหน้าผากขึ้นไปหน่อยของพระอิศวร พระอิศวรหาไม่พบ ก็เลยแพ้, แพ้ทุกประตู. นี่เป็นความคิดของคนแก่ ๆ เวลานั้นสมัยนั้น ก็เข้าที่ : ซ่อนที่ตรงนั้นมันหาไม่พบ. ทีนี้ ขอพูดให้เลยเตลิดเปิดเปิงไปถึงว่า ในแง่โบราณคดี ผมไม่เชื่อคำ อธิบายนั้น. นั่นไม่ใช่รูปพระอิศวร นั่นคือ รูปอวโลกิเตศวรในพุทธศาสนา ที่เขา ทำขึ้นตามความคิดอย่างไทย ๆ เร็ว ๆ นี้ เพราะไม่เข้าใจคำว่า "อวโลกิเตศวร" อว - โล -กิต-อิ-ศสวรรนี้ เขาได้ยินแต่ว่าพระอิศวรทรงโค ก็เลยทำโคขึ้นมาให้พระอิศวรขี่ก่อน แล้วก็ มีเป็นรูปพระพุทธเจ้าอยู่ที่หน้าผาก เพื่อชนะพระอิศวร ชนะศาสนาฮินดู , มีความหมาย คล้ายกับ "ตรีโลกวิชัย" นั่นแหละ. รูปอวโลกิเตศวรเช่นนี้ คืออวโลกิเตศวร ชนิดที่

น.298 เหยียบย่ำศาสนาอื่น ; ฉะนั้น ถ้าคุณเผอิญไปเห็นรูปนี้ที่ไหนละก็ มัก นึกถึงเรื่องนี้ ‘มีเทวรูปนั่งอยู่บนโค เทวรูปนี้มีมือมากรอบตัว ม มีพระพุทธรูปเล็ก ๆ อยู่ที่หน้าผาก เหนือหน้าผากขึ้นไปหน่อย". ได้ยินใครมาเล่าให้ฟังว่า ใครคนหนึ่งที่ทางอำเภอท่าชนะ เขามีรูปพระอิศวร ทรงโค แล้วก็หวงนักคล้ายกับว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีค่ามาก. ที่จริงเป็นของที่เพิ่งจะเกิด เร็ว ๆ ในสมัยกรุงเทพฯ นี่เอง, แล้วไม่มีค่าอะไรในทางโบราณวัตถุ คนไม่รู้ คิดว่า เป็นของมีค่ามากทางโบราณวัตถุ ; นี้ก็นับว่าดีที่แสดงว่าคนไทยนี้ มีหัวคิดที่จะทำอวโล- กิเตศวรให้แปลกออกไป แต่ยังอยู่ในรูปที่มีพระพุทธเจ้าซ่อนอยู่ที่หน้าผากของพระอิศวร. นี่ก็พอที่จะช่วยเตือนใจพวกเราได้เหมือนกันว่า เพชรเม็ดนั้นซ่อนอยู่ที่หน้า- ผาก สำหรับให้คนโง่หาไปจนตายก็ไม่พบ. เราอย่าไปรวมอยู่ในคนโง่พวกเหล่า นั้นเลย. เพชรเม็ดนั้นก็คือคำว่า "สุญญตา" , แล้วก็คว้าหาให้ดี โดยนึกถึงคำพูด ที่ว่า "เส้นผมบังภูเขา" ไว้เรื่อย. เส้นผมเล็กนิดเดียวทำไมบังภูเขาได้ ? เพราะมันอยู่ ผิดที่ หรือว่าถูกที่ก็ได้. ถ้าสิ่งสำหรับจะบังตั้งอยู่ถูกที่ ของเล็กจะบังได้สนิท. ถ้าสำหรับคนที่เขา จะมองเห็น หรือเขามองเห็น ก็เพราะเขาเห็นว่า มันไปอยู่ผิดที่ ที่ควรจะอยู่ มันจึง ถูกบัง ได้แก่สิ่งที่อยู่ผิดที่อะไรอีกเหมือนกัน ; เช่นโลกก็เล็กนิดเดียว แต่ว่าบัง ดวงอาทิตย์ที่ใหญ่กว่ามากมายได้ ถ้ามันอยู่ผิดที่ หรือว่าอยู่ถูกที่ อะไรก็ตาม มันก็บัง กันมากขนาดนี้ ; มันไม่อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ ก็เรียกว่าอยู่ผิดที่สำหรับที่จะไม่บัง ; แต่ถ้า จะบัง ต้องอยู่ถูกที่ จึงจะบังได้อย่างมหาศาล. นี่เส้นผมก็บังภูเขาได้ คนโบราณเขารู้ดี เขาจึงพูดไว้.

น.299 ทีนี้ กลัวว่าพวกเรานี้ จะอยู่ในฐานะที่ถูกหลอกด้วยเส้นผมที่บังภูเขาไว้ ไม่ ให้เห็นสุญญตา ซึ่งเป็นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา. ที่ผมพูดว่า "สุญญตาเป็นเพชรเม็ดเดียว" นี้ อย่าเข้าใจว่ามันเล็ก ; ที่จริง มันใหญ่ทั้งหมดเท่าที่มันเป็นทั้งตัว เป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา, และใหญ่กว่าโลกมาก ใหญ่กว่าทุกโลก : แต่คนก็ยังมองไม่เห็น เพราะมีเส้นผมเล็ก ๆ คือ อวิชชาบังไว้. นี่พูดไปจนเตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ความมุ่งหมายเพื่อจะบอก นิดเดียวว่า "สุญญตาเป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา". เราต้องพูดเรื่องนี้ เพื่อให้รู้จักทั้งหัวใจและตัวแท้ทั้งหมดของพุทธศาสนา เพื่อประหยัดเวลา เพื่อย่นหนทางที่ไกลนี้ ให้มันเหลือนิดเดียว : ย่นเวลาของการศึกษา ย่นเวลาของการปฏิบัติ ย่นเวลาทั้งหมด ให้มากที่สุดที่จะมากได้ ; ทั้งนี้เพื่อพุทธบริษัท ไทยจะได้เป็นพุทธบริษัทที่ไม่น้อยหน้าพุทธบริษัทพวกอื่น ในแง่ของชาตินิยม, แล้ว เขาก็สามารถปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยแท้จริง ได้โดยง่าย. สรุปแล้วพระพุทธศาสนา ไม่เป็นหมัน เดี๋ยวนี้ พุทธศาสนา มีลักษณะที่ เป็นหมันอยู่เป็นส่วนใหญ่ ; ที่เป็น ประโยชน์ได้บ้างนั้นเป็นส่วนน้อย เพราะ ยังไม่เข้าใจ เรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา คือ เรื่องสุญญตา โดยคว้าหัวใจของพุทธศาสนาไม่ได้. มันหลอกลวงอยู่ตรงที่ว่า มันเป็น ทั้งหมดทั้งหัวใจและทั้งตัวทั้งหมด: ที่กล่าวมานี้คือ เหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงเอาเรื่องนี้มาพูด แล้วก็ตั้งใจว่าจะพูด หรือบรรยายคำบรรยายชุดนี้ ให้สมบูรณ์ทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับสุญญตา.

น.300 พระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องอื่น นอกจาก สุญญตา ประเด็นต่อไปที่จะพูดก็คือ จะพูดให้แปลกหูว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัส เรื่องอื่น นอกจากเรื่องสุญญตา. ผมเขียนทิ้งไว้อย่างนี้ในบทความหลายเรื่อง รวม ทั้งเรื่องพุทธศาสนากับคริสตศาสนาว่า "พระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องอื่น นอกจากเรื่อง สุญญตา". พูดแล้วก็ ไม่มีใครสนใจ ; น่าประหลาดที่สุด ในเมืองไทยดูเหมือนไม่มี ใครสนใจ ด้วยเหตุใดก็ตาม จะว่าพูดผิดก็ไม่สนใจ หรือว่าจะรู้แล้ว ไม่สนใจ. แต่ผม ไม่เชื่อว่า เขารู้แล้ว แล้วไม่สนใจ เพราะว่าค้านเรื่องสุญญตาอยู่สลอนไปหมด ; ฉะนั้น ต้องไม่รู้ แต่เห็นไปว่าเป็นเรื่องที่ผมคงจะว่าเอาเอง หรือว่าอะไรทำนองนั้น ก็เลยไม่ สนใจก็ได้. แล้วก็ยังมีแปลกที่ว่า มีคนคงจะเป็นนักศึกษาคนหนึ่ง เขียนมาจากประเทศ สวีเดน ถามมาว่า เอาหลักที่ไหนมาพูด ว่าพระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องอื่นนอกจากเรื่อง สุญญตา. ผมรู้ได้ทันทีว่า เขาไม่เคยอ่านข้อความตอนนี้ ที่พูดถึงสุญญตาในรูปพุทธภาษิต ซึ่งมีมากที่สุดในพระไตรปิฎกตอนสังยุตตนิกาย คงไม่ได้อ่าน หรืออ่านก็ไม่ได้สนใจ. ที่มาของสุญญตา มีอยู่ในพระพุทธภาษิต ทีนี้ ก็อยากจะพูดถึงหลักฐานที่มาของเรื่องนี้เสียเลยว่า ทุกคนควรจะได้ยิน พระพุทธภาษิตข้อนี้แล้วก็ท่องไว้ได้ด้วยก็ยิ่งดี. ถ้าคุณสนใจก็ลองจดจำไปดีๆ มีพระ- พุทธภาษิตอยู่ในสังยุตตนิกายโดยมาก ที่เราเอามาใช้ได้เป็นประโยชน์. ส่วนที่มีข้อความ

น.301 ที่เราเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้มาก ก็มีอยู่ใน อังคุตตรนิกาย หมวดว่าด้วยของ ๕ อย่าง ; ไม่ว่าจะไปพูดอยู่ที่ตรงไหนของพระไตรปิฎก ก็พูดด้วยคำพูดประโยคนี้ทั้งนั้น ที่ขึ้นต้น แล้วก็อธิบายไปต่าง ๆ กัน คือประโยคที่ว่า : - เย เต สฺตฺตฺตา ตถาคต ภาสิตา คมภีรา คมภีรตถา โลกุตฺตรา สุญญตปปฏิสิยุตฺตา. ม ๖ คำเท่านั้น เย เต นั้นไม่ใช่คำ เป็นคุณศัพท์แปลว่า เหล่าใด, สุตตฺตา แปลว่า ระเบียบแห่งสูตร, ตถาคตภาสิตา - ที่ตถาคตกล่าว แล้ว, คมภีรา - ลึกซึ้ง, คมภีรตถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา - เหนือโลก สุญญตปฺปฏิสิยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา. ขอให้ไปพยายามเข้าใจคำ ๖ คำนี้ ก็เป็นต้นทางที่จะทำให้เข้าใจเรื่องสุญญตาได้. เย เต นั้น แปลว่าเหล่าใดเหล่านั้น ในที่นี้ก็หมายความว่า ชนิดไหนก็ตาม. ใจความของคำเหล่านั้นมีว่า ระเบียบแห่งสูตร คือว่า ข้อความที่ได้กล่าวไว้ เป็นหลักเกณฑ์ เรียกว่า ระเบียบแห่งสูตรใด ๆ ก็ตาม ; ใดก็ตาม คือหมายถึง ทั้งหมด ; ที่ตถาคตได้กล่าวแล้วเป็นเรื่องลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เหนือโลก แล้ว ก็ เนื่องด้วยสุญญตา. นี่บ่งอยู่ในตัวประโยคนี้แล้วว่า ถ้าตถาคตกล่าว แล้วก็ต้องเป็น เรื่องเนื่องด้วยสุญญตา, ถ้าไม่เนื่องด้วยสุญญตา ก็คือตถาคตไม่กล่าว. ข้อความมัน ไปชัดอยู่ที่ข้อความหลัง ๆ ที่ยืดยาวออกไป แต่ว่าตัวสูตรตัวหลักมีเพียงเท่านี้. ทีนี้ ก็มาคู่กันกับเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านไม่กล่าว ก็มีตัวบทขึ้นมาอย่างเดียว กันอีกว่า เย เต สุตตนตา - ระเบียบแห่งสูตรทั้งหมดเหล่าใด กวิกตา ที่พวกกวีทำขึ้น กาเวยยา - อยู่ในลักษณะของกาพย์กลอน คือว่าไม่ควรใช้คำว่ากาพย์กลอน ควรจะใช้ คำว่ากวีนิพนธ์ อยู่ในลักษณะของกวีนิพนธ์ จิตฺตฺขรา - มีตัวอักษรอันวิจิตร

น.302 จิตตพยญชนา - มีพยัญชนะอันวิจิตร พาหิรกา - เป็นเรื่องภายนอก สาวกภาสิตา - เป็นคำที่สาวกภาษิต, เป็นคำสาวกกล่าว. นี่นับดูว่ามีเท่าไร ? ๖ คำอีกเหมือนกัน. กวิกตา - พวกกวีนักอักษรศาสตร์ที่มีปัญญาทั้งนั้นร้อยกรองขึ้นมา. กาเวยยา อยู่ในรูปของกวีนิพนธ์ คือเป็นกาพย์กลอนก็ได้ เป็นร้อยแก้ว ก็ได้ แต่มันเป็นรูปที่สละสลวยอย่างกวีนิพนธ์. จิตตกฺขรา - ใช้ตัวอักษรวิจิตร จิตฺตาพยญฺขนา - ใช้ตัวพยัญชนะวิจิตร, อักขระกับพยัญชนะนี้ ที่จริงมันก็แทนกันได้ ตัวอักษรและตัวพยัญชนะในภาษาไทย เราถือว่าเหมือน ๆ กัน ; แต่ถ้ามอง โดยละเอียดลงไป ตามแบบของอักษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ของอินเดีย เขาแยกออก จากกัน รูป ตัวหนังสือเรียกว่า อักขรา, ตัวหนังสือ เรียกว่า พยัญชนะ ภาษาไทยเรา มาใช้ว่าตัว ก ข ค ง นี้เป็นตัวพยัญชนะ ออกเสียงเป็นอย่างนั้น, ตัวอักษร รูปตัว อักษร เป็นอักขระ คล้าย ๆ ว่ารูปตัวอักษรก็สวย พยัญชนะก็สวย ; อักษรที่เล็งทั้ง พยัญชนะและเล็งทั้งสระ เรียกว่าตัวอักษรทั้งนั้น. พยัญชนะในที่นี้มีความหมายไกลออกไป : คำว่าพยัญชนะที่คู่กันกับสระ เป็น รูปตัวหนังสือกับรูปของคำที่เกิดขึ้น จากตัวหนังสือ. เอาละ รวมกันเสียก็ได้ว่า ภาษา มีอักขระและพยัญชนะวิจิตร ต่างจากธรรมดาตรงที่ว่า ไพเราะกว่า ; ถ้าธรรมดาก็ไม่ได้ หมายถึงวิจิตรไม่ไพเราะ.

น.303 คำว่า พาหิรกา : พาหิร แปลว่า ภายนอก พาหิรกา - เป็นไปใน ภายนอก คือมันนอกเรื่อง. ถ้าจะแปลสั้นๆ : พาหิรกาแปลว่านอกเรื่อง. - นอก เรื่องของใคร ? นอกเรื่องของเรา, นอกเรื่องของเราพุทธบริษัท ที่จะดับทุกข์โดย ตรง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ถ้ามันไม่เป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าพาหิรกา กลายเป็นนอกเรื่อง เตลิดเปิดเปิงออกไปจากศาสนา หมายความว่าไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์. ถึงแม้จะเกี่ยว และอยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา ก็เป็นของใหม่ เหมือนกับที่เราเคยพูดกันอย่างละเอียด แล้วว่าพุทธศาสนาที่มีในหลายแง่หลายมุม พุทธศาสนาต้องอยู่ในฐานะเป็นเครื่องดับทุกข์โดยตรง พุทธศาสนาในฐานะที่จะเป็นเครื่องดับทุกข์โดยตรง นี้เราเรียกว่าพุทธ- ศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา หรือเป็น religion ; แต่ถ้าพุทธศาสนาในฐานะที่เป็น ปรัชญา เป็นวรรณคดี เป็นศิลป เป็นอะไรมากมายออกไปอีกหลายอย่าง นั่นแหละคือ จะนอกเรื่องภาย คือส่วนเกิน, อยู่นอกขอบเขตของการดับทุกข์ ละก็เรียกว่า ส่วนเกิน คือนอกเรื่อง เป็นพาฬิกา ก็ได้. ทีนี้มันจะเตลิดเปิดเปิงไปเป็นเรื่องศาสนาอื่นก็ได้ โดยพระสาวกผู้กล่าวนั้นไม่รู้ ไปเอาศาสนาอื่น ศาสนาพราหมณ์มากล่าวไว้ในพุทธศาสนา. นี่ผมมองเห็น แล้วก็รู้สึกว่า แม้แต่คัมภีร์ที่นับถือกันมากที่สุด เช่น คัมภีร์ วิสุทธิมรรค ที่พระพุทธโฆษาจารย์แต่งเมื่อสัก พ.ศ. เกือบพัน เก้าร้อยเศษอะไรนี้ มีเรื่อง ที่กลืนไม่ลงทั้งนั้นรวมอยู่ด้วยมาก : เช่นเรื่องโลกตามความคิดของพวกพราหมณ์. พวก อินเดียโบราณ ว่าโลกนี้ยาวเท่านั้นเท่านี้ กว้างเท่านั้นเท่านี้ พระจันทร์ใหญ่เท่านั้น

น.304 พระอาทิตย์ใหญ่เท่านี้ โลกอยู่บนน้ำ โลกลอยอยู่บนน้ำ ใต้น้ำลงไปก็มีอากาศว่าง ; นี่เป็น ความคิดของพวกนอกพุทธศาสนา. ผู้เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรคเขียนว่าเป็นพุทธศาสนาไป มันกลายเป็นเสียอย่างนี้ ว่า พระพุทธเจ้าเป็นโลกวิทู คือรู้โลก : พระพุทธเจ้ารู้โลกว่าโลกนี้กว้างอย่างไร ยาว เท่าไร หนาเท่าไร และตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนหลังปลาตัวใหญ่ ๆ ๔ - ๕ ตัวนี้ และ ทั้งหมดนั้นซ้อนอยู่บนอากาศ ; อย่างนี้มันเตลิดเปิดเปิงแล้ว นี่ไม่ใช่ในพุทธศาสนา. เพราะว่าแม้แต่เราพูดเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์โดยตรง มันก็ยังไม่ใช่ พุทธ- ศาสนา, ทีนี้มันกลายเป็นพูดเรื่องวัตถุแล้ว ตีความก็ตีไม่ออก คือตีความในภาษาธรรม ก็ตีไม่ออก มันเป็นเรื่องภาษาวัตถุ ภาษาคนนั้นแหละ เขาพูดกันอยู่ก่อนพุทธกาล ; อย่างนี้ก็ต้อง เรียกว่า พาฬิกาด้วย เพราะ นอกเรื่องของพุทธศาสนา. ถ้าเป็น พุทธศาสนาก็ เป็นพุทธศาสนา ในแง่อื่น ที่ไม่ใช่แง่ดับทุกข์ เป็นแง่ประวัติศาสตร์ แห่งความคิดนึกของคนโบราณเสียมากกว่า ที่จะพูดว่า โลกเป็นอย่างนี้. แต่ทีนี้เรื่องอย่างที่กล่าวมานี้มันสนุก : เล่าในรูปนิยาย เรื่องแผ่นดินเท่าไร อย่างไร, พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระราหู เทวดาอะไรต่าง ๆ สัตว์ต่าง ๆ ; แล้ว น่าประหลาดที่ว่า แผ่นดินนี้มันกว้างเท่านั้น ยาวเท่านั้น หนาเท่านั้น. เพราะเขาเชื่อ ว่าโลกมันแบน แล้วตรงจุดศูนย์กลางของความแบนนี้ มียอดพระสุเมรุ มีเขาพระสุเมรุ สูงเท่านั้นเท่านี้ แล้วทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลังปลา ๒ - ๓ ตัวเท่านั้น : อย่างนี้ก็เลยไม่ไหว คิดตามไม่ไหว จะตีความในภาษาธรรมะว่าอย่างไรก็ไม่ไหว. เรื่องอย่างที่เล่ามานั้นถือเอาเป็นเรื่องไม่ต้องสนใจก็ได้ ; RMB เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าคำว่า "โลกวิหู" รู้แจ้งโลก นั้นมัน โลกคือทุกข์. พระพุทธเจ้ารู้แจ้งโลก

น.305 โลกคือทุกข์ แล้วมีเรื่องโลก เรื่องเหตุให้เกิดโลก เรื่องความดับสนิทของโลก เรื่องทางให้ถึงความดับสนิทของโลก ; ทั้ง ๔ อย่างนี้รวมอยู่ในร่างกาย ที่ยาวประมาณ วาหนึ่งนี้ ที่ยังเป็น ๆ อยู่นี่. โลกวิทู ควรจะอธิบายอย่างนี้ ก็ กลายเป็นอธิบายทาง วัตถุ แล้วนอกเรื่องไป. นี่เป็นตัวอย่าง ที่ไม่มีในพระไตรปิฎก, เป็นเรื่องหนังสือ แต่งใหม่ คือหนังสือคัมภีร์วิสุทธิมรรค ในพระไตรปิฎกก็ไม่มีเรื่องอย่างนี้. แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ในพระไตรปิฎกเอง ก็มีเรื่องอะไร ที่พลัดเข้ามาเมื่อไร ก็ไม่รู้ ทำนองเกิน อย่างนี้ เกินมาก ๆ อย่างนี้; ไปพูดเรื่องที่มันไม่เกี่ยวข้องกัน : เรื่องเทวดา เรื่องสวรรค์ เรื่องนรกในแง่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน คือในแง่ที่ทำให้คนหลงใหล หรือว่าขลาดกลัวโดยเสียเวลา นี้ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องเกิน. ถ้าพูดเรื่องนรก ก็พูดให้คนกลัวบาปแล้วไม่ทำบาป, แล้วพูดเรื่องสวรรค์ ก็พูดเรื่องให้หลงสวรรค์ ; นี้มันก็ ยังใช้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องหลอกเรื่องล่อให้คนหลง แต่ถ้าพูดอย่างนี้ก็ ยังไม่เกิน คือมันค่อยตะล่อม ตะล่อมเข้ามาหาเรื่องสุญญตา คือไม่ มีอะไรที่จะต้องไปกอดรัด ยึดถือ หมายมั่นปั้นมือ. อย่าไปหลงในเรื่องสวรรค์ จึงจะ เป็นเรื่องสุญญตา. แต่พูดอย่างที่กล่าวมานั้นก็มีทางแก้ตัวว่า ค่อยบอกกันทีหลัง มันก็เสียเวลา อ้อมค้อม, แล้วเรื่องสวยงามมีอักขระวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร ก็หมายถึงอย่างนี้ คือชวน อ่าน ชวนฟัง ชวนหลง ชวนอะไร ; ยิ่งไปแต่งเป็นกาพย์กลอนเข้าด้วยแล้วยิ่งดึงดูด คนมาก. ข้อความในพระโตรปีฎกที่เป็นภาพย์กลอน และเป็นกาพย์กลอนชั้นดีเลิศ เป็นพวกฉันท์ต่าง ๆ ไพเราะทั้งลักษณะของฉันท์ ไพเราะทั้งเนื้อความทั้งวิธีพูด ทั้งอะไร

น.306 มีมากมาย ; เรื่องเหล่านี้ไม่ค่อยได้เอามาตีแผ่กัน แล้วพอแปลออกมาเป็นภาษาไทย เขาแปลออกมาเป็นรูปฉันท์รูปกาพย์กลอนไม่ได้, แปลเป็นเรื่องร้อยแก้วไปหมด ความ ไพเราะก็หายไปหมด. ถ้าอยากรู้เรื่องนี้ไปอ่านเอาเอง ไปศึกษาเอาเองจะพบวิธี ของฉันทลักษณ์ในภาษาบาลี ซึ่งเป็นต้นตอที่มาของฉันทลักษณ์ในภาษาไทย. ในภาษาไทยคำฉันท์วิจิตรไพเราะอย่างไร คำฉันท์ในภาษาบาลีก็ไพเราะวิจิตร อย่างนั้นและมากกว่านั้น ละเอียดลออน่าอัศจรรย์มากกว่า หรืออย่างน้อยก็เท่ากัน ; เพราะว่าฉันทลักษณ์ภาษาไทยก็ถอดรูปโดยตรงออกมาจากฉันทลักษณ์ภาษาบาลี ; อย่างนี้ เรียกว่า จิตฺตฺขรา จิตตพยญชนา, แล้วต้องเป็น กาเวยยา - อยู่ในรูปกวีนิพนธ์, กวิกตา - ทำขึ้นโดยพวกกวี ตรงกันข้ามจากสุญญตา, แล้วก็เป็น สาวกภาสิตา. เรื่อง สุญญตา นั้น เป็นตลาดตภาสิตา - อันตถาคตกล่าวแล้ว ส่วน เรื่องไพเราะวิจิตรเหล่านี้เป็นสาวกภาสิตา - อันสาวกกล่าวแล้ว. ฝ่ายสุญญตานั้นเรียก ว่า โลกุตฺตรา คือเหนือโลก, เหนือโลกคือเหนือทุกข์ ; ส่วนของ กาเวยยา นี้ว่า พาหิรกา - นอกเรื่องนอกราวนอกลู่นอกทาง. เรื่องของ สุญญตานั้นไม่มีวิจิตรไพเราะ โดยอักขระและพยัญชนะ เพราะไม่เพ่งเล็งไพเราะโดยอักขระหรือพยัญชนะ. แต่ถ้า มีความไพเราะ ก็ไปไพเราะทางดับทุกข์ ที่เรียกว่า งามในเบื้องต้น, งามในท่ามกลาง, งามในเบื้องปลาย, ไปทำนองนั้น ; ไม่มามัวไพเราะวิจิตรอยู่ที่อักขระหรือพยัญชนะ ไปไพเราะไปวิจิตรอยู่ที่ดับทุกข์ได้น่าชื่นใจ. ส่วนอันที่ไม่ใช่สุญญตานี้มันชื่นใจเพราะว่า ไพเราะหูในทางกวีนิพนธ์. สุญญตานั้นชื่นใจและจับใจ ที่ดับทุกข์ได้ ; เพราะฉะนั้น ในเมื่อฝ่ายที่ ไม่ใช่ พูดถึงไพเราะทางอักขระ ไพเราะทางพยัญชนะ. ฝ่ายสุญญตาก็พูดถึง คมภีรา

น.307 คมภีรตฺถา - เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และความหมายของมันลึกซึ้ง. นี่ถ้านักปราชญ์เขา สามารถเข้าถึงความลึกซึ้งอันนี้ได้ ก็มีความไพเราะเหมือนกัน. ความลึกซึ้งนี้น่าอัศจรรย์ ความน่าอัศจรรย์ก็เป็นความไพเราะชนิดหนึ่ง ; แต่ก็ไม่ดีเท่า ไพเราะ ที่ดับทุกข์ได้ ซึ่งต้องเป็นโลกุตตระอยู่เหนือโลก. ใครมอง เห็นความเหนือโลกนี้คนนั้นจะรู้สึกไพเราะ ; ฉะนั้น พระธรรมหรือความดับทุกข์ใน พุทธศาสนานี้ก็เป็นกวีนิพนธ์ เพราะมันมีความไพเราะอย่างนี้. พระนิพพานก็เป็นกวี นิพนธ์เหมือนกันเพราะว่ามีความไพเราะลึกซึ้งตรงที่ดับทุกข์ได้ ; แต่ไม่ใช่ไพเราะเพราะ ตัวหนังสือ ไม่ได้ไพเราะเพราะพยัญชนะถ้อยคำร้อยกรอง .. (Demand ment) ไพเราะ ภาษาคนก็ตัวหนังสือไพเราะหู ไพเราะอะไรก็ตาม ; ไพเราะ ภาษาธรรมนั้นคือดับทุกข์ ได้. ดับทุกข์ได้ก็ต้องไพเราะอยู่ตรงที่มันดับทุกข์ได้ จึงว่า กลฺยาณ คืองามหรือสวยหรือไพเราะ แล้วแต่จะแปล งามทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง ทั้งตรงปลาย อย่างนี้. ขอให้คุณกำหนดหัวข้อ ที่มาเป็นภาษาบาลี เหมือนกับบทมนต์ที่เราจะท่อง มันไว้เสมอว่า เย เต สฺตฺตฺตา ตถาคตภาสิตา คมภีรา คมภีรตฺถา โลกุตตรา สุญญตปปฏิสิยุตฺตา คำบาลีเหล่านี้ ได้พูดมาอย่างละเอียดลออหลายครั้งหลายหน. วันนี้เวลาหมดแล้ว นกก็บอกแล้วว่าฟ้าสาง ขอยุติไว้ที่

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต