น.308 วันที่ ๑๗ เมษายน ของพวกเราที่นี่ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่เราจะได้พูดกันถึงเรื่องใดเรื่อง หนึ่งตามเคย. วันนี้จะได้พูดกันโดยหัวข้อที่ว่า สุญญตา คือเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา ต่อจากที่ค้างไว้ เพราะ ยังไม่จบ. ธรรมะเรื่องสุญญตาเป็นเพียงเรื่องเดียว แล้ว ก็เป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้นจะต้องฟังดู ให้ดี ๆ หรือว่าทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี ๆ และจะ ยอมเสียเวลากับเรื่องนี้ มากเป็นพิเศษกว่าเรื่องอื่น ๆ. ในชั้นนี้อยากจะ ให้สังเกต หรือ ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงสัก ข้อหนึ่ง ซึ่งออกจะเร้นลับอยู่มาก คือข้อที่ว่า "ธรรมะนี้เป็นกวีนิพนธ์" เป็นกวีนิพนธ์ ที่ไม่ต้องมีตัวกวี ; คนจะรู้จักกันแต่กวีนิพนธ์ที่มีตัวกวีผู้เขียนผู้แต่ง นี้ยังโง่มาก. ๒๘๑
น.309 ธรรมะเป็นกวีนิพนธ์อย่างยิ่ง ธรรมะมีลักษณะเป็นกวีนิพนธ์อย่างยิ่ง สูงสุดกว่าที่พวกกวีแต่ง โดยที่ ไม่ต้องมีตัวกวีเป็นคน. ถ้าจะให้มีตัวผู้แต่ง ผู้แต่งก็ต้องเป็นพระเจ้า หรือว่าธรรมชาติ หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ; จะต้องพิจารณาดูโดยหลักของกวีนิพนธ์ว่า มันมีอะไรบ้าง แล้วเรื่องธรรมะนี้มีความเป็นอย่างนั้น มากกว่าอย่างนั้นเสียอีก. ธรรมะมีความไพเราะ มีความสัมพันธ์ เป็นรูปโครงที่ดีมาก มีความไพเราะ แต่กลับไพเราะมากกว่ากวีนิพนธ์ที่คนแต่ง. ทำไมใครไม่รู้สึกไพเราะ? คนส่วนมาก รู้สึกง่วงนอน ; ให้อ่านหนังสือกวีนิพนธ์ตามธรรมดา คนทั่วไปก็ง่วงนอน, บางคน ก็อ่านไม่รู้เรื่อง, นี้ก็คือความที่เข้าไม่ถึง แม้แต่กวีตามธรรมดาแต่งง่าย ๆ คนก็ยังเข้า ไม่ถึง. ทีนี้ บทกวีของพระเจ้าอยู่ในรูปของธรรมะนี้ ก็ยิ่งเข้าไม่ถึง; ฉะนั้น มันจึงชวนง่วงนอน มากกว่าบทกวีตามธรรมดา แต่ถ้าเข้าถึงก็จะมีรสอร่อย มีหูตาที่ เบิกผึ่ง หรือว่าสนุกสนานอยู่ตลอดเวลาได้เหมือนกัน. คนบางคนกลับเห็นไปเสียว่า ธรรมะไม่มีลักษณะของกวีนิพนธ์ หรือศิลปะ หรืออะไรทำนองนั้น ก็ต้องยกไว้ให้เป็นความโง่ของคนเหล่านั้นเอง. ฉะนั้น จึงขอร้อง ทุกคนว่า ขอให้ พยายามมองให้เห็น ในข้อนี้ หรือว่าเข้าให้ถึงในข้อนี้ ก็จะเกิดความ สนุกสนานในความเป็นกวีนิพนธ์ของธรรมะ ; ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องที่ว่าจะเอาไปใช้ เป็นความรู้สำหรับพูด ๆ กัน หรือว่าสั่งสอนกัน หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ หรือ แม้ที่สุดแต่ต้องการจะเอาไปใช้เพื่อความดับทุกข์โดยตรง ในวงแคบ ๆ นี้ก็ยังไม่คุ้มกับ ความประเสริฐของธรรมะ.
น.310 (ต่อ) กวีนิพนธ์ของกวีทั้งหลายในโลกนั้นเป็นเรื่องเล่น เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่อง เพลิดเพลินสำหรับคนที่ไม่มีอะไรจะทำอย่างนั้น ; กวีนิพนธ์อย่างนี้ก็ไม่มีค่าอะไร เป็น กวีนิพนธ์เสพติดเหมือนยาผืนกัญชา. ฉะนั้น ขอให้มองในอีกแง่หนึ่งว่า กวีนิพนธ์ ธรรมะนี้ ไม่ต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้ ; ธรรมะมีความไพเราะเหลือประมาณ : มีความ ดึงดูดใจ มีอะไร มีรสที่มันชวนให้เสพติดเหมือนกับผืน เหมือนกัญชา ; แต่ว่าไม่ จำเป็นจะต้องเสพติดเหมือนกับผื่นหรือกัญชา ก็ยังได้เหมือนกัน. ความพ้นทุกข์ หรือ ความที่ดับทุกข์เสียได้นี้ เป็นยอดสุดของความเป็นกวี หรือว่าเป็นกวีนิพนธ์. ทีนี้ก็อยากจะชี้ให้เห็นถึงข้อที่ว่า สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา เป็นกวิกตา เป็นกาเวยยา นี้ คือธรรมะประเภทที่เป็นกวีนิพนธ์ เป็นกาพย์กลอน สวยด้วยอักขระ และพยัญชนะ อย่างนี้ก็อีกแบบหนึ่ง ; นี้เป็นแบบที่พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธออกไปว่า เป็นฝีมือของสาวกในชั้นหลังทำ. แล้วพวกคุณก็จะเข้าใจผิด หรือเกลียดกวีนิพนธ์ ลามปามไปถึงบทกวีของพระเจ้า. ที่แท้ ตัวธรรมะจริง ๆ ก็เป็นกวีนิพนธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุญญตา มันก็เป็นยอดของกวีนิพนธ์ของพระเจ้า. ถ้าเราไปศึกษาเรื่องสุญญตาให้ละเอียดลออ จะพบความเป็นกวีนิพนธ์ทุกกระเบียดนิ้ว ; แต่ว่า ไม่ใช่อย่างกวีเดี๋ยวนี้แต่ง หรือว่า กาพย์กลอนยั่วยวนความรู้สึก อย่างที่พวกกวีเดี๋ยวนี้เขาแต่ง ซึ่งติดเป็นยาเสพติดเหมือน กับผืน แล้วก็เลิกกันเท่านั้นเอง เพราะดับทุกข์ไม่ได้. ส่วน ธรรมะ นั้น เป็นสิ่งที่ มีความไพเราะ หรือมีอะไรทำนองกวีนิพนธ์เต็มตัว แต่แล้วก็ ดับทุกข์ได้และไม่ เสพติด ธรรมะต้องเป็นกวีนิพนธ์ทางวิญญาณที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป. ขอให้สนใจธรรมะ ในลักษณะอย่างนี้บ้างว่าธรรมะนี้เป็นกวีนิพนธ์โดยไม่ต้องมีกวีเป็นผู้แต่ง ; ถ้าจะสมมติ
น.311 ว่ามีผู้แต่ง ก็ต้องเป็นของพระเจ้า หรือเป็นของธรรมชาติ ; เพราะฉะนั้นต้องลึกซึ้งกว่า กวีนิพนธ์ที่คนแต่ง สิ่งที่เรียกว่ากวีนิพนธ์ หรือความหมายของกวีนิพนธ์อย่างที่คนแต่งนี้ ไปยืมมาจากความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นความประทับใจของกวีนิพนธ์ที่พระเจ้าแต่งหรือ ธรรมชาติแต่ง ; นี่ก็เลยน่าสงสาร ที่เราต้องการแต่เพียงความไพเราะทางตัวอักขระ ทางพยัญชนะ ทางคำพูด ซึ่งไม่ใช่ความไพเราะในทางสาระอะไรที่เป็นสิ่งลึกซึ้ง. แต่ว่า ความไพเราะงดงาม อย่างที่บรรยายด้วยตัวหนังสือไม่ได้ แม้จะเขียนเป็นกาพย์กลอน ก็ยิ่งไม่ได้นั้นต่างหาก ที่ควรสนใจ ; หมายความว่าการนิพนธ์ไม่ถึงค่าของธรรมะนั้น. พระพุทธเจ้าท่านยกคำพูดที่เป็นลักษณะของเรื่องที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา ว่า เป็นกวี เป็นกาพย์กลอน เป็นสิ่งที่กวีทำในชั้นหลัง เป็นเรื่องนอกคอกไป เรียกกัน อย่างที่เขาคงจะชอบเรียกกันว่า โลกิยกวีนิพนธ์นั้น ไม่เหมือนกันได้กับโลกุตตรกวีนิพนธ์. แต่เนื่องจากพวกเราสมัยนี้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากวีนิพนธ์ดี จึงเอามาเทียบให้ฟัง ให้ความ มีค่าอะไรในทางความไพเราะนี้มาก จนเกิดความพอใจ สนใจ รู้สึกดูดดื่มใน กวีนิพนธ์ ของพระเจ้า. ดังเช่นที่สัตบุรุษทั้งหลาย มีความดูดดื่มพอใจในธรรมะ แล้วก็ดับทุกข์ได้ ไม่ต้องเสพติดซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ เหมือนกับกวีนิพนธ์ประเภทที่เป็นวัตถุของกามารมณ์ ชนิดหนึ่ง คือกามารมณ์ทางจิตใจ. สุญญตา เป็นเรื่องยาก และลึกซึ้ง ทีนี้เมื่อรู้ว่าเรื่องสุญญตาเป็นยอดสุดของกวีนิพนธ์ของพระเจ้า ก็จะต้องยอม รับเอาด้วยความรู้สึกที่ว่า สุญญตาเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องลึกซึ้ง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน
น.312 (ต่อ) ตรัสว่า คมภีรา-ลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา-มีอรรถอันลึกซึ้ง, แล้วก็โลกุตฺตรา-เหนือโลก นอกเหนือไปจากความรู้สึกของชาวโลกตามธรรมดาสามัญ ; คนนั้นต้องออกไปนอกโลก นี้เสียก่อน จึงจะเข้าถึงเรื่องนี้ได้. เดี๋ยวนี้เรามาพูดกัน สำหรับที่จะค่อย ๆ คืบคลานออก ไปนอกโลก คือมีจิตใจรู้สึกต่อสิ่งที่เรียกว่าสุญญตา แล้วก็ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจาก เรื่องสุญญตาคือดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึง สุญญตา ในแง่ ที่ว่ามัน เป็นทั้งหมดของพุทธ- ศาสนา ; ยังมีอีกหลายแง่หลายมุมที่จะต้องศึกษากันต่อไป. แม้แต่ในแง่ที่จะเห็นว่า สุญญตาเป็นทั้งหมดทั้งตัวทั้งหัวใจของพุทธศาสนา ก็ยังมองได้ไม่ง่ายนัก เพราะว่าเรายัง ไม่รู้แม้แต่กระทั่งว่ามันคืออะไร ; แม้โดยอักขระและพยัญชนะก็ไม่รู้ว่าคืออะไร. ทีนี้ก็จะได้ยกเอาคำที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า สุญญตปปฏิสิยุตฺตา คือ เรื่องที่ เนื่องกันอยู่กับสุญญตา ; หมายความว่าในเรื่องนั้นมีสุญญตาเจืออยู่ เพราะ มีคำว่า "เนื่องด้วยสุญญตา". เรื่องทั้งหมดที่เนื่องด้วยสุญญตา ๗ เรื่องใด ๆ ก็ตาม พูดไว้ในรูปถ้อยคำอย่างใดก็ตาม ไม่ได้ออกชื่อสุญญตาเลย ก็ตาม แต่ก็ เป็นเรื่องที่ เนื่องด้วยสุญญตา : นี่คือข้อที่เรามองไม่ค่อยจะเห็น. ทั้งเนื้อทั้งตัวเป็นสุญญตา เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ว่าตัวเราทั้งชีวิตจิตใจ ทั้งเนื้อทั้งตัวเป็นสุญญตา นี้เราก็ ไม่เชื่อ ถึงเชื่อก็เชื่อเพราะเกรงใจ เชื่อเพียงไม่ขัดใจกันเท่านั้นเอง. ที่ว่า สุญญตับปฏิสังยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตานี้ พังดูโดยชื่อว่า "เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา" นี่กินความกว้างกว่า มันมีมากเรื่อง ; โดยตัวหนังสือว่า เนื่องด้วยสุญญตา แต่โดยความหมายของมันนั้น คือว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น".
น.313 เราพูดว่า "ว่าง" โดยคำพูด โดยตัวพยัญชนะ โดยตัวหนังสือ ; แต่ โดยอรรถ คือโดยความหมายของมันนั้นคือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น, ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, ไม่อาจจะถูกยึดมั่นถือมั่น, อะไรทำนองนี้ทั้งหมด. ฉะนั้น ความที่ไม่อาจจะถูก ยึดมั่นถือมั่น หรือ ไม่มีใครไปยึดมั่นถือมั่นได้ นี้เป็นความหมายแห่งความมีสุญญตา คือ มีความว่าง ทุกสิ่งจะยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. เพราะฉะนั้น ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ให้กว้าง ๆ ให้ดีๆ เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้. เรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตามีมาก แม้ไม่ระบุชื่อ "เนื่องด้วยสุญญตา" แต่คำพูดที่พูดออกมาไม่ได้เอ่ยถึงสุญญตา ; อย่าง บทสวดที่คุณสวดอยู่เสมอ เรื่องปัจจเวกขณ์ เรื่อง ยถาปจฺจย์ ปวตตมานํ ธาตุมฺต- เมเวติ ฯ นี้คือเรื่องสุญญตาโดยตรง โดยเนื้อแท้ โดยเนื้อหา แต่ว่าพูดโดยคำพูดคำอื่น. นิสสตฺโต นิชชีโว นี้ก็เหมือนกัน. บทปัจจเวกขณ์ ที่ใช้ปัจจเวกขณ์ประจำวันของพระของเณร พอจะเข้ามา บวชในศาสนานี้ ธรรมเนียมเก่าก็ให้เรียนบทนี้ เรียนเรื่องหัวใจของพุทธศาสนา ว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ คือจีวรและบุคคลผู้ ใช้สอยจีวร คืออาหารและบุคคลผู้กินอาหาร คือที่อยู่อาศัย และบุคคลผู้อยู่ในที่อยู่อาศัย คือยาแก้โรค และบุคคลผู้ กินยาแก้โรค. นี่เป็น นิสฺสตฺโต นิชชีโว - ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่ตัวตน. นี่คือเรื่อง สุญญตา ในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.
น.314 (ต่อ) เรื่อง สุญญตาคือเรื่องว่าง เป็นไปเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้ เกิดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ว่าของตน ขึ้นมาในจิตใจ, ไม่ให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมาได้โดยประการใด. นี้คือเรื่องที่ เนื่องด้วยสุญญตา โดยบาลีว่า สุญญตปปฏิสิยุตฺตา. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา จะยิ่งเข้าใจยาก ; เพราะว่าถ้า เราพูดอย่าง logic ทุกสิ่งไม่ว่าอะไร มันเป็นของว่างจากตัวตนอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนใน ทุกสิ่ง ไม่ว่าเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม. ครั้นพระพุทธเจ้ามาตรัสแยกเรื่องที่ เนื่อง ด้วย สุญญตา กับ ไม่เนื่อง ด้วยสุญญตา ; นี่ก็เป็นคำพูดที่แยกออกมาอีกระดับหนึ่ง คือว่า เรื่องที่ไม่เป็นไปเพื่อให้คนเรารู้จักสุญญตา ทั้งที่สิ่งนั้น ๆ มันเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก เป็นของว่างจากตัวตนอย่างนี้ แต่มันก็มาหลอกให้เราเข้าใจผิดเป็นตัวเป็นตน. จะยกตัวอย่าง เรื่องกามารมณ์ทั้งหลาย ตัวเนื้อแท้ของตัวกามารมณ์นั้น มันก็ เป็นสุญญตา คือว่างจากความเป็นตัวตนอยู่ตามธรรมชาติ มันเป็นสักว่าธรรมชาติ ไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีตัวตน เป็นสุญญตาอยู่ในตัวกามารมณ์นั้น ; แต่พอกามารมณ์ นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับคน มันกลายเป็นทำให้คนไม่รู้จักสุญญตายิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งขึ้นไป กว่าแต่ก่อนอีก มันจึงเป็นของที่น่าหวัวก็น่าหวัว น่ากลัวก็น่ากลัว. การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ไม่เนื่องด้วยสุญญฺตา" นี้คือมันไม่นำไปสู่ ความรู้เรื่องสุญญตาอยู่โดยธรรมชาติ เข้ากับธรรมชาติของสัตว์ที่ยังไม่รู้สิ่งทั้งปวงตาม ที่เป็นจริง ; นี้ก็เข้าแบบไม่เห็นเพชรอยู่ที่หน้าผากนั้นเหมือนกัน. ทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่พอเข้ามาถึงคน คนไม่มองเห็นว่า มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; มองเห็นเป็นน่ารัก น่าพอใจ น่าอะไรไปหมด ;
น.315 นี้คืออวิชชาหรือความโง่ มันมีกี่มากน้อย คือมันโง่กี่เท่า. เรื่องที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามาถึงตัวเรา เรากลับไม่เห็นว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; นี้มันคงโง่หลาย ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๒ เท่า ๓ เท่า ๔ เท่า ๕ เท่า. เรื่องที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา ก็คือส่วนที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น, เป็นไป เพื่อความยึดมั่นถือมั่น เป็นเหตุให้ติดในกามารมณ์ ในความสุขที่เป็นเหยื่อ พูดถึงความสุขที่เป็นเหยื่อนี้ บางคนยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เคยฟังก็ได้ ว่าความ สุขมี ๒ ชนิด : ความสุขที่เป็นเหยื่อ กับ ความสุขที่ไม่เป็นเหยื่อ. สุขเกิดมาแต่ กามารมณ์ทั้งหมด หรือว่าจากโลกิยธรรมทั้งหมดนี้ มันเป็นเหยื่ออร่อยแล้วติด, เป็น อามิส คือ เหยื่อ ความสุขที่เป็นไปด้วยอามิส. แต่ถ้าความสุขที่มาจากความดับแห่ง ตัวกู - ของกู ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้เขาเรียกว่า นิรามิส แปลว่า ไม่มีเหยื่อ. เรื่องที่นำไปสู่ความหลงใหลในกามารมณ์ ในความสุขที่เป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ; นี้ก็เรียกว่าไม่เนื่องกับสุญญตา ไม่มาหาสุญญตา ไม่เกี่ยวข้อง กับสุญญตา, มันมีแต่ให้ไกลออกไป คือเกลียดชังสุญญตา เพราะเขาต้องการเหยื่อ. สุญญตาไม่ยอมเป็นเหยื่อ คนกเกลียดเรื่องสุญญตา โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว พอได้ยิน คำว่าสุญญตาก็สันหัว ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร ; เพราะว่าพูดถึงความว่าง ความไม่มีตัวกู. ทีนี้ ขอให้สังเกตดู อีกอย่างหนึ่งว่า ที่ได้พูดมาแล้วข้างต้นว่า เรื่องสุญญตา นี้มีอยู่โดยไม่ต้องมีชื่อว่าสุญญตา ไม่มีคำว่าสุญญตาสำหรับพูดสำหรับเรียก แต่มันกลับ เป็นเรื่องสุญญตา เช่นเราพูดว่า ธาตุมฺติ เอว - สักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน, นิสสตฺโต นิชฺชีโว มัน ไม่มีคำว่าสุญญตา แต่กลับเป็นตัวเรื่องสุญญตา เป็นตัวแท้ของสุญญตา.
น.316 (ต่อ) ทีนี้ ในทำนองที่กลับตรงกันข้าม มันกลับมีสิ่งที่เรียกกันว่า สุญญตา แต่ ไม่ใช่สุญญตา คือสุญญตามิจฉาทิฏฐิ สุญญตาภายนอกพุทธศาสนา สุญญตาอันธพาลนี้ ในประเทศไทยนี้ก็มีมาก ไปรู้จักสุญญตาอันธพาลแล้วเอามาเชิดชูเป็นสุญญตา แล้วยังเอา มาล้อผมอีกก็มี. สิ่งที่เขาเรียกว่าสุญญตาแต่ไม่ใช่สุญญตา เช่น สุญญตามิจฉาทิฏฐิในศาสนา อื่น เพราะเข้าใจผิด ๆ งมงายมาตั้งแต่ทีแรก แล้วก็ว่าตาม ๆ กันไป เช่น หัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ อะไรต่าง ๆ ก็มีอยู่ในครั้งพุทธกาล, แล้วบางลัทธิเขาก็เรียกว่าสุญญตา เหมือนกัน. ฉะนั้น สุญญตาจึงมีชนิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือไม่ใช่สุญญตา ; เช่นพูด ในเมืองไทยว่า ความสูญเปล่านี้ นี่ไม่ใช่สุญญตา, เป็นสุญญตางมงาย สุญญตาผิด ๆ สุญญตาอันธพาล สุญญตาหลอกลวง แกล้งว่า เพื่อจะเอาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็อ้างสุญญตา สูญเปล่า อะไรขึ้นมาสำหรับจะเอาเปรียบคนอื่น สำหรับจะหลอกลวง ผู้หญิง ; อย่างนี้ก็มีอยู่มาก ในปัจจุบันนี้ แล้วก็ในกรุงเทพฯ นั่นเอง ไม่ใช่เรื่อง นึกเอา แต่เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง. หลักพิจารณา : เมื่อใดมีอวิชชา เมื่อนั้นไม่มีสูญญฺตา สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตานี้ เราก็จำกัดความลงไปว่า มันไม่นำไปสู่ความรู้ หรือความจริงเรื่องความไม่มีตัวตน ไม่มีของตน นั่นแหละไม่เนื่องด้วยสุญญตา, แล้ว มันทำความยุ่งยากลำบาก ตรงที่ว่า ทั้งหมดหรือทุกอย่างเป็นสุญญตาอยู่โดยธรรมชาติ แต่พออวิชชาเข้ามา มันก็ไม่มองเห็นเป็นสุญญตา. เมื่อใดที่มือวิชชา เมื่อนั้นก็ไม่ มีสุญญตา ; เพราะฉะนั้น เรื่องที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา ก็คือเรื่องทั้งหลายที่ออกมาจาก
น.317 อวิชชา จะเป็นเรื่องพูด หรือเรื่องกระทำ หรือเรื่องผลของการกระทำอะไรก็ตาม, ถ้ามัน เขืออยู่ด้วยอวิชชาแล้ว มันก็ไม่เจืออยู่ด้วยสุญญตา. มันกลับไปเจืออยู่ด้วยตัวกู - ของกู หรือที่เรียกว่า อหังการ มมังการ หรือที่เรียกว่า อัตตา อัตตนียา ; มีคำพูดมากเหมือนกัน แต่มีความหมายเป็นตัวตนของตนทั้งนั้น ถ้าเรื่องใดเป็นไปเพื่อให้ เกิดความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน ขึ้นมาอย่างนี้ ก็ว่า เรื่องนี้ ไม่เนื่องด้วยสุญญตา. ถ้าเรื่องใดทำให้ตัวคนละลายกระจายไปจนหมดสิ้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตา. นี้เป็นหลักตัดสินธรรมวินัยที่ประเสริฐวิเศษที่สุด ว่าเรื่องใดเป็นพุทธศาสนา เรื่องใดไม่เป็นพุทธศาสนา ; ฉะนั้น ขอให้จดจำไว้ให้แม่นยำ เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องตัดสินปัญหา ที่มันจะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า ที่รู้อะไรมากขึ้น. ทีนี้ คำที่ว่า "ธรรมที่เป็น สุญญตาเป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา" นี้มีความ หมายที่ซับซ้อนหลายชั้น ก็คือพุทธศาสนา ถ้าพูดถึงเรื่อง "สิ่งทั้งปวง" ก็หมายความ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสุญญตา ; แต่แล้วมาแยกออกเป็นส่วนที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา ก็คือว่า สุญญตาที่คนมองไม่เห็น ดึงคนไปหาความโง่ความหลง นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. เพราะฉะนั้น คำพูดในพุทธศาสนา หรือในพระไตรปิฎกก็ตาม ก็มีพูดถึงเรื่องกามารมณ์ มีพูดถึง เรื่องสวรรค์ชนิดที่เป็นแหล่งของกามารมณ์, สวรรค์ชนิดที่เป็นแหล่งของตัวกู - ของกู กระทั่งถึงพรหมโลก นี้ก็เป็นแหล่งที่เป็นตัวกู - ของกู จัด. ถ้ามองไม่ดี ก็จะมองเห็น ว่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสนใจ หรือไม่ควรสนใจ. ต้องมองในแง่ที่ว่า เป็นเรื่องที่จะ ต้องสนใจให้รู้ความเป็นสุญญตา ของมัน ; เช่นเราจะถือว่าเรื่องความทุกข์เราไม่ต้องการ แล้วเราจะไม่สนใจ อย่างนี้ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าปัญหาของเราจะต้องดับทุกข์ ; ฉะนั้น เราจึงสนใจเรื่องความทุกข์ ทั้งที่ไม่น่า
น.318 (ต่อ) ปรารถนา เพื่อจะดับทุกข์. เรื่องกามารมณ์ เรื่องอะไรต่าง ๆ นั้น มันเป็นเรื่องปิดบัง สุญญตา ก็ต้องสนใจกับมัน ในฐานะที่ว่าจะผ่าทะลุไปฝ่ายโน้น คือทำลายเสีย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ทั้งหมดทุกเรื่อง ท่านอุปมาว่า "สิ่งที่ท่านตรัสรู้นั้น เท่ากับใบไม้ทั้งป่า ส่วนที่เอามาสอนนั้น เท่ากับใบไม้กำมือเดียว" ก็หมายความว่า มันเป็นสุญญตาส่วน เนื้อหาสาระที่จำเป็น ' ก็คือ เรื่องที่จะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับดับ เสียซึ่งอวิชชา ดับเสียซึ่งความหลงไปว่าเป็นอัตตา คือไม่สุญญตา ; เอาความรู้เรื่อง สุญญตามาดับเสียซึ่งความโง่ ที่ว่าไม่ว่าง ว่าเป็นตัวตน. ทีนี้ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสุญญตายิ่งมีมาก เกินกว่าใบไม้ทั้งป่า เราก็ไม่ ต้องสนใจ. ใบไม้ทั้งป่าก็ยังไม่ต้องสนใจอยู่แล้ว สนใจแต่ใบไม้กำมือเดียว ; แม้เรื่อง ใบไม้ทั้งป่า หรือใบไม้ที่เกินไปกว่าทั้งป่า นี้ก็ไม่ต้องไปยุ่งด้วยก็ได้ เพียงแค่ใบไม้ กำมือเดียว ก็มีขอบเขต มีอะไร จะเหลือวิสัยของความสามารถของสติปัญญาของคน อย่างเรา ๆ อยู่แล้ว ; ฉะนั้นปริมาณของธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตานี้ เอาแต่เนื้อหาสาระ ก็เท่ากับใบไม้กำมือเดียว อยู่ในวิสัยที่คนทุกคนอาจจะเข้าใจได้ หรือควรจะเข้าไปเกี่ยว ข้องด้วย จนกระทั่งรู้เรื่องสุญญตา. รู้เรื่องสุญญตากำมือเดียวนี้ ก็ไปรู้สุญญตาของ ใบไม้ทั้งป่า และใบไม้ที่เกินไปกว่าใบไม้ทั้งป่าได้. เหมือนกับว่าเมื่อเราบวช อุปัชฌาย์อาจารย์สอนกรรมฐาน เพียง ๕ อย่าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ; "ถ้าเรารู้จริงของ ๕ อย่างนี้ ก็รู้ทั้งหมดทุกอย่าง : ทั้งหมด ไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านอย่าง จะรู้ว่ามันเป็นของหลอกลวง เป็นของไม่ควรยึดถือ เหมือนกัน ; ฉะนั้นขอให้ตั้งหน้าตั้งตาพยายามที่จะเข้าใจใบไม้กำมือเดียวนี้ ซึ่งมีอยู่ใน ชื่อต่าง ๆ กันมาก แต่เนื้อหามันเหมือนกันหมด.
น.319 ที่พูดถึงเรื่อง อริยสัจจ์ หรือพูดถึงเรื่อง มรรคมีองค์แปด หรือพูดถึงเรื่อง อะไรก็ ล้วนแต่พูดเรื่องสุญญตาทั้งนั้น : สุญญตาที่สุดก็คือนิพพาน นิพพานก็คือ ความดับทุกข์ แล้วความดับทุกข์นั้นก็คือสุญญตาที่สุด สุดยอด หรือจุดกลาง หรืออะไร ก็สุดแท้, ซึ่งก็เป็นเรื่องนิดเดียว เหมือนกับเพชรเม็ดหนึ่ง ที่เป็นหัวใจ; แต่ถ้าไป พูดในรายละเอียดที่ปลีกย่อยออกไป มันก็มากมาย พูดจนพูดไม่ไหว. เรื่อง สุญญตา นี้ก็ คือเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพียงคำเดียว เป็น หัวใจของพุทธศาสนา อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นหลักว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลี อภินิเวลาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือบางทีก็ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมิใช่อัตตา หรือมิใช่ตัวตน, ไม่มีตัวตน อยู่ในนั้น นั่นก็คือว่างจากตัวตน ก็เป็นเรื่องเดียวกัน. จะพูดว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากตัวตนก็ได้, สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึด หรือไปสำคัญว่า เป็นตัวเป็นตน คือไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ได้. นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา แล้วก็เป็นเนื้อเป็นตัวทั้งหมดของพุทธศาสนา. พุทธบริษัทต้องรู้เรื่องสุญญตา ทีนี้ ก็อยากจะให้มองในแง่ที่ว่า สุญญตาเป็นเรื่องสำหรับพุทธบริษัททุก คนด้วย จึงจะรู้ความที่ว่ามันเป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา ตัวศาสนาก็เป็นสุญญตาทั้งหมด ; ทีนี้ก็จำเป็นแก่พุทธบริษัททุกคน คือว่ากินความลงมาถึง แม้พุทธบริษัททุกคนก็ต้องเป็น ผู้ที่จะต้องรู้เรื่องนี้ ปฏิบัติเรื่องนี้ ได้ผลของเรื่องนี้.
น.320 (ต่อ) บรรพชิตก็ตาม ฆราวาสก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นพุทธบริษัทเสมอกัน แล้วก็มี หลายๆ ชั้น ; บรรพชิตเป็นนักบวช ฆราวาสอยู่ครองเรือน. บรรพชิตก็มีเป็นชั้น ๆ : เป็นพระอยู่บ้าน เป็นพระอยู่บ่า เป็นพระที่กำลังปฏิบัติอยู่ เป็นพระที่ปฏิบัติเสร็จแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังต้องเกี่ยวข้องกับสุญญตา. พระบ้าน หรือพระป่าก็ ต้องเรียนหรือปฏิบัติเรื่องสุญญตา, ปฏิบัติก็ปฏิบัติเรื่องให้ถึงสุญญตา, ได้รับผลแล้ว ก็คือถึงสุญญตาแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า "ตถาคตฆ่าเวลาส่วนมากล่วงไปวันหนึ่ง ๆ ด้วย สุญญตาวิหาร" ; นี้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เสร็จกิจเรื่องปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตาแล้ว ก็ยัง อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คืออยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ที่แจ่มแจ้งชัดเจน ในความเป็น สุญญตาของสิ่งทั้งปวง. เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวเรื่องใหญ่ คือเรื่องสุญญตาวิหาร ค่อยพูด ในโอกาสอื่น. พระพุทธเจ้าอยู่ด้วยวิมุตติสุข หรือเสวยความสุขอะไรอยู่ ก็รู้ว่าแม้ความสุข นั้นก็เป็นของว่าง, หรือว่า ทุก ๆ อย่าง ก็มองเห็นอยู่ว่า เป็นของว่างมาตามลำดับ ; แม้จะเหลืออยู่แต่เพียงว่ากลุ่มแห่งอายตนะ : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันสัมผัสอารมณ์อยู่ รอบด้าน เพราะชีวิตยังมีอยู่ ร่างกายที่ยังมีอยู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ยังมีอยู่ ก็ยัง รู้สึกว่ามันว่าง ; ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนๆ เหล่านั้น มันก็ยังว่าง. ถ้าอยู่ด้วย ความรู้สึกอย่างนี้ เรียกว่า อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คือ อยู่ด้วยความรู้สึกในสิ่งที่ได้ผ่าน ไปแล้วว่า "ความจริงมันยังคงมีอยู่อย่างนี้เอง". และความจริงเรื่องสุญญตานี้ ยังปรากฏแจ่มแจ้งอยู่ในจิตใจของบุคคล แม้ที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว. นี้ก็เรียกว่า สุญญตาเกี่ยวข้องกับบรรพชิตตลอดสาย ตั้งแต่ว่าพระบ้าน พระป่า พระกำลังปฏิบัติ พระปฏิบัติแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว.
น.321 ทีนี้ มาถึง ฆราวาส หมายถึงฆราวาสที่เป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่ฆราวาส อริยบุคคล หรือแม้ว่าฆราวาสอริยบุคคล ก็ยังเกี่ยวข้องกับสุญญตา, ฆราวาสทุก อาชีพ ทุกหน้าที่การงาน นับตั้งแต่คนขอทาน ไปถึงมหาจักรพรรดิ หรือว่าถ้าเลยไป ถึงพวกเทวดา พวกพรหม ในพรหมโลกด้วยก็ได้ ; นี่เรียกว่าเป็นชาวบ้านเหมือนกัน. เทวดาชั้นพรหมสูงสุดของสิ่งที่มีชีวิต นี้ก็ยังเป็นชาวบ้าน หากไม่รู้เรื่องสุญญตา แต่ก็ต้อง เกี่ยวข้องกับเรื่องสุญญตา เพราะกำลังลำบากยุ่งยากอยู่ด้วยความไม่รู้เรื่องสุญญตา. ทุกคน มีหน้าที่ที่จะต้องศึกษาปฏิบัติเรื่องสุญญตา ตั้งแต่คนขอทานขึ้นไปถึงพระเจ้าจักรพรรดิ์ เลยขึ้นไปถึงพวกพรหมในพรหมโลก ; ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ ไม่สนใจเรื่องนี้ ก็ต้องมีความ ทุกข์ไปตามเดิม. ฆราวาสนี้ จะเป็นเด็กก็ตาม เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ตาม เป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เป็นคนสูงอายุก็ตาม เป็นคนชราแก่หง่อมก็ตาม ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องสุญญตา ; ถ้าไม่ เกี่ยวข้องเท่าไร ก็ต้องมีความทุกข์เท่านั้น. เด็ก ๆ เขาก็มีหัวใจเป็นสุญญตาอยู่น้อย ๆ ตามประสาเด็ก ๆ ตามธรรมชาติมากกว่า คือยังคิดเรื่องตัวกู - ของกูไม่เป็น. เด็กเล็ก ๆ เด็กทารกนี้ เป็นอัตโนมัติโดยบังเอิญ ไม่ปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูมากเหมือนผู้ใหญ่ ; แต่แล้วไม่เป็นอย่างนั้นยิ่งขึ้นทุกที พอโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา กลับสร้างความปรุงแต่งเรื่องตัวกู - ของกูเพิ่มมากขึ้น, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ยิ่งมากขึ้น. ต่อเป็นคนแก่ชรา ตอนนี้แหละจึงจะค่อยสั่นหัว ว่าไม่ไหวทั้งนั้นโว้ย ก็เลยเห็นได้ว่า คนต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องสุญญตาทุกคน และทุกระดับทุกวัย. ที่กล่าวมานี้ก็บ่งถึงลักษณะที่ว่า สุญญตาเป็นเรื่องทั้งหมดของพุทธบริษัท หรือเป็นเรื่องทั้งหมดของมนุษย์ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา หรือว่าหลักในพุทธ- ศาสนาโดยที่ไม่เรียกชื่อว่าพุทธศาสนา ก็ยังมีอยู่มาก.
น.322 (ต่อ) ตัวพุทธศาสนาทุกรูป เนื่องอยู่กับสุญญตา ทีนี้ มาดู ตัวพุทธศาสนา เองกันเสียบ้าง สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานี้ ก็แบ่ง เป็นชั้น ๆ คืออยู่ในรูปของการเล่าเรียน แล้วก็อยู่ในรูปของการปฏิบัติ แล้วก็อยู่ ในรูปของการได้รับผล คือเป็นผลของการปฏิบัติ ; ทั้ง ๓ รูปนี้ก็เป็นพุทธศาสนา เป็นศาสนา. แม้ที่สุดจะพูดถึงการบวชเข้ามาในพุทธศาสนา ก่อนแต่ที่จะเรียนหรือจะ ปฏิบัตินี้เราก็บวชกันก่อน แต่มาสงเคราะห์เข้าไว้ในเรื่องเรียน บวชเข้ามาเพื่อเรียน เรียนแล้วก็ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็ได้ผลของการปฏิบัติ ; ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธทุกระดับ หรือทุกชั้นนี้ ก็เนื่องอยู่กับสุญญตา. .. เราบวชเข้ามาเพื่อเรียนเรื่องสุญญตา คุณจะรับ รู้ข้อนี้หรือไม่ เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ ; แต่โดยหลักเนื้อแท้ของธรรมะของธรรมชาตินี้ บวชเข้ามาเพื่อเรียนเรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. การเรียน เรียนปริยัติ หรืออะไรก็ตาม จะปริยัติถึงไหน ถึงกี่ประโยค หรืออะไรก็ตามใจ ก็เป็นเรื่องเรียนเรื่องสุญญตา เรียนปริยัติเรื่องสุญญตา ; ถ้าไม่ อย่างนั้นเป็นปริยัติงูพิษ ; พระพุทธเจ้าท่านเรียกอย่างนั้น. ในอลคัททูปมสูตร เรียก ปริยัติชนิดนี้ว่าเป็นงูพิษ คือปริยัติที่นักศึกษาปริยัติจับเอาไม่ดี แล้วกลายเป็นงูพิษกัดตาย, ถ้าจับเอาดีถูกต้องดี ปริยัติก็เป็นเรื่องสุญญตา, หลังจากปริยัติ ก็ไปปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นกรรมฐาน เป็นวิปัสสนา เป็นอะไรแล้วแต่จะเรียกกัน เราเรียกว่า ปฏิบัติ ก็ปฏิบัติหลักสุญญตา ตามที่ได้เรียนมา หรือได้รับการสั่งสอนเดี๋ยวนั้นก็ตามใจ. วิปัสสนาชนิดไหนก็ตาม ถ้าถูกต้องจะเป็น เรื่องสุญญตาทั้งนั้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอานาปานสติ นี่ไปศึกษาดูจะพบวิธีการ ที่ทำให้เข้าถึงสุญญตาในอันดับสุดท้าย : นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี อะไรนี้ เป็นเรื่องสุดท้ายของการเข้าถึงสุญญตา, สละตัวกู - ของกู เหวี่ยงทิ้งกลับคืนไป.
น.323 ปฏิเวธ จะได้ผล ก็ได้ผลเป็นสุญญตา คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; พูด เป็นภาษาไทยดีกว่า ว่า บวชเข้ามาก็เรียนความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ ปฏิบัติความไม่ ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ได้ผลเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือมรรค ผล นิพพาน. ทุกคน พึงใช้สุญญตาเพื่อไม่เกิดทุกข์ สรุปว่า บวช นี้เพื่อเข้า มาเรียน หรือ ปฏิบัติ หรือ ได้ผล ของการปฏิบัติ เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือสุญญตา ; มันเป็นสุญญตาทุกกระเบียดนิ้ว ทุกเส้นขน แต่คนเราไม่รู้สึก. ถ้าบวชเพื่อว่าจะเอาความรู้นี้ไปใช้อย่างชาวบ้าน เป็นทิดสึกใหม่ ออกไป เป็นบัณฑิตออกไป นี้ก็เรียกว่าเป็นสุญญตาที่น่าหวัว เพราะมาเรียนเรื่องสุญญตา เพื่อเอาไปใช้ เพื่อประโยชน์แก่สิ่งที่ตรงกันข้าม การเข้ามาบวชแล้วสึกกลับออกไป จะต้องเอาความรู้เรื่องสุญญตานี้ไปใช้ เพื่อประโยชน์แก่สุญญตา อย่าให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แม้เพราะความเป็นฆราวาสนี่. ถ้าฆราวาสรู้เรื่องนี้ดี เอาไปใช้ประโยชน์ได้ ก็สมตามพระพุทธประสงค์ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตานี้ จักเป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน" ; สูตรชื่อธัมมทินนาสูตร มีพระพุทธภาษิตอย่างนี้. นี่ผมพูดโดยหัวข้อว่า "สุญญตาคือเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา" จะเป็น ตัวพุทธศาสนาเอง หรือตัวพุทธบริษัทผู้ปฏิบัติพุทธศาสนาก็ตาม ต้องเนื่องเฉพาะอยู่ด้วย เรื่องที่เรียกว่า สุญญตา โดยประการทั้งปวง เวลาของเราก็หมด
Buddhadasa