Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๓ (สุญญตาธรรม) — เรื่องเกี่ยวกับสุญญตา คือพุทธศาสนาเดิมแท้

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.324 วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ล่วง มาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้พูดกันถึงเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ตามที่ได้ตั้งใจไว้ตามเคย. ในวันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า เรื่องอันเกี่ยวกับ สุญญตานั้น คือพุทธศาสนาเดิมแท้. วันนี้เป็นครั้งที่ ๓ ของการบรรยาย แล้วก็เป็นเรื่องที่ ๓ ของเรื่องสุญญตา อันเกี่ยวกับหลักวิชา. ข้อนี้หมายความว่าเราตั้งใจจะพูด เรื่องสุญญตา ในส่วนที่เป็นหลักวิชา หรือเป็นหลักทฤษฎี ให้เป็นที่เข้าใจกันพอสมควรก่อน แล้วจึงค่อยพูดถึงส่วน การปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติต่อไป. ๒๙๗

น.325 สุญญตา คือตัวแท้ของพุทธศาสนา แต่อาจเปลี่ยนแปลงไป ทำไมจึงได้พูดเรื่องสุญญตาคือตัวพุทธศาสนาเดิมแท้ ? นี่ก็เพราะเหตุที่ว่า จะ ได้รู้จักเนื้อเดิมแท้ โดยแยกออกมาเสียได้จากเนื้อพอกใหม่ของพุทธศาสนา; ไม่ว่า ศาสนาไหนจะต้องมีอาการอย่างนี้ทั้งนั้น คือ มีของเดิมแท้ ที่พระศาสดาได้สั่งสอนไว้ อย่างไร แล้วค่อย ๆ มีเรื่องเรียกว่าเนื้อพอกใหม่ หรือเนื้องอกใหม่ ที่ค่อย ๆ มีขึ้น ตามกาลเวลา. แล้วปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงที่ว่า คนมาหลงเนื้อพอกใหม่แทนเนื้อเดิมแท้ โดยไม่รู้สึกตัว เนื้อพอกใหม่นี้มาแทนเนื้อเดิมแท้ โดยที่ดูไม่ออก, ดูออกไม่ง่าย สำหรับ คนทั่วๆ ไป; เพราะว่ามันค่อยๆ งอกทีละนิด โดยไม่รู้สึกตัว, มันผันแปรมาทีละนิด โดยไม่มีใครจะสังเกต หรือไม่ทันจะสังเกตเห็น. นี่คือข้อที่ทำให้เกิด เป็นปัญหา ยุ่งยาก คือข้อที่มัน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป หรือเกิดขึ้นมาแทนของเดิมนี้ โดยไม่รู้สึกตัว เสร็จแล้วผลลัพธ์หรือคุณค่าของมัน ก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้สึกตัวด้วยเหมือนกัน ; ไม่มี ใครรู้ว่านี่มันได้มีการเปลี่ยนแปลง แม้ในส่วนที่เป็นผลของเรื่องนี้. มันไม่เหมือนกับ ที่เราจะเปลี่ยนอะไหล่ให้แก่รถยนต์ หรือเรือ หรืออะไร ซึ่งเปลี่ยนชนิดที่เรียกว่าทดแทน ของเก่าเป็นส่วน ๆ เอามาใส่ให้มันดีเหมือนเดิม เราอาจจะ เปลี่ยน รถคันหนึ่ง ทุก ๆ ชิ้นทุกส่วนที่ชำรุด ให้ดีเหมือนเดิมได้ หรือบางทีจะดีกว่าเดิมก็ได้ ถ้าเราตั้งใจจะทำ อย่างนี้ ไม่ใช่เนื้องอกใหม่ หรือไม่ ใช่เนื้อพอกใหม่ ; หมายความว่ามันเป็นชิ้นส่วน ซึ่งแทนที่ของเดิมได้ เป็นส่วน ๆ

น.326 เป็นชิ้น ๆไป มันก็ใหม่หรือถูกต้องอยู่เสมอ. เราอาจจะเปลี่ยนรถยนต์คันหนึ่งทุกส่วน ให้ดีเหมือนเดิมได้ หรือดีกว่าเดิมได้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นเนื้องอกใหม่. ความเปลี่ยนแปลงของหลักธรรมะเรื่องสุญญตานั้น พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเปรียบเหมือนกับการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นการอุดปะใหม่ของกลองใบหนึ่งเรื่อย ๆ ไป ; แม้ว่ามันยังจะเป็นรูปกลองอยู่ได้ แต่เสียงหรือ คุณภาพมันเพี้ยนไป เช่นอย่าง น้อยเสียงก็ต้องเพี้ยนไป. มีพระบาลีเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสูตร ๆ หนึ่ง เป็นเรื่องอุปมาให้เข้าใจได้ดีที่สุด คือเรื่องกลอง สำหรับใช้ในกองทัพของกษัตริย์พวกหนึ่ง ในสมัยดึกดำบรรพ์. กษัตริย์ พวกทสารหะ อยู่ในกลุ่มพวกปาณฑพของมหาภารตยุทธ ; พวกนี้มีกลองสำหรับประจำ กองทัพใช้มาเรื่อย ๆ ชื่อกลองอานกะ. การที่มีชื่อเรียกอย่างนี้นั้น หมายความว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ มีอุดมคติ มีคำขวัญอะไรอยู่ในนั้น. กลองนี้ทำด้วยไม้ หุ้มด้วยหนัง มีส่วนชำรุดที่ตัวกลอง เพราะเวลานานเข้า สืบมาหลายชั่วอายุคน : ไม้บางส่วนเริ่มเสียไป เพราะผุกร่อน ก็ต้องแก้ไข คือว่าควัก เอาส่วนที่เสียผุกร่อนนั้นออก แล้วก็ปะเนื้อไม้ใหม่อุดเข้าไป ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนเป็นรูปกลองอยู่เหมือนเดิม. ต่อมาเกิดมีแผลผุหรือเนื้อไม้เสียตรงจุดอื่นอีก เจ้าหน้าที่ ก็ต้องเอาไม้ใหม่มาปะอุดแทนไม้ส่วนเสียที่ควักออก. คุณลองทำมโนภาพ ให้เห็นภาพพจน์อันนี้ให้ชัดเจน ว่ากลองนั้นจะอยู่ใน ลักษณะอย่างไรมากขึ้น ๆ ; จนมาถึงสมัยหนึ่ง มาตรวจดูปรากฏว่า เนื้อไม้ของเก่าไม่ เหลืออยู่เลย เต็มไปแต่ไม้ใหม่ที่ปะประสานกันอยู่ยุ่ง เหมือนเนื้อไม้อัดบางชนิดสมัยนี้.

น.327 ก็เป็นอันว่า ไม้เนื้อเดิมมิได้เหลืออยู่เลย มีแต่เนื้อใหม่ประสานกันอยู่ยุ่งไปหมด ; แล้ว ผลมันจะเป็นอย่างไร ? มันก็มีคุณสมบัติเปลี่ยนไป ๆ เช่นเสียงจะไม่เหมือนเดิมเป็นต้น, แล้วความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ของคนทั้งหลายต่อกลองใบนั้น มันก็เปลี่ยนไป มีผลถึงกับจะต้อง ทำให้หากลองอันใหม่. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเล่าเรื่องนี้ โดยมีพระประสงค์ที่จะทรงแสดงข้อเท็จจริง อย่างหนึ่งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คือเกี่ยวกับธรรมวินัยของพระองค์ เลยตรัสต่อไปว่า : " ภิกษุทั้งหลาย ! จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้ จะมีความ เหินห่างไม่แยแส ไม่ตั้งใจสดับ ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจปฏิบัติต่อสุตตันตะทั้งหลาย ที่ตถาคตได้กล่าวไว้ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นเรื่องเหนือโลก คือ สุตตันตะทั้งหลายที่เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา. แต่ว่าสุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด อันสาวกได้ทำขึ้น อันกวีได้ทำขึ้น อยู่ในรูปของกาพย์กลอน วิจิตรไพเราะด้วยตัวอักษร ด้วยพยัญชนะ เป็นเรื่องนอกแนว.ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นพากันสนใจ พากันเงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง รับเอาไปยึดถือ ; เมื่อเป็นอย่างนี้คำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะค่อย ๆ เลือนไป มีคำสอนของคนรุ่นหลังเข้าไปแทน ก็จะเหมือนเนื้อกลองใบนั้น" ทีนี้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความเพี้ยนไปก็จะค่อยเกิดขึ้น ๆ ตามลำดับ จนมีความ เลอะเลือนแก่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะและวินัย, จะเลอะเลือนในหลักสำคัญนี้ ทั้งฝ่ายธรรมะ และวินัย. ตรงนี้พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า "ธรรมะเลอะเลือนเพราะวินัยเลอะเลือน, วินัยเลอะเลือนเพราะธรรมะเลอะเลือน".

น.328 ถ้าตัวหลักพุทธศาสนาเลอะ ธรรมวินัยก็ย่อมเลอะเลือน นี่ขอให้จำไว้ให้ดีด้วยว่า “ธรรมะเลอะเลือนเพราะวินัยเลอะเลือน วินัย เลอะเลือนเพราะธรรมะเลอะเลือน" คือมันจะเลอะเลือนแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันเนื่องกัน. เมื่อธรรมะเลอะเลือน ก็หมายความว่า เมื่อ หลักของธรรมะซึ่ง เป็นตัวพุทธศาสนาเลอะเลือนไป แม้เป็นครั้งแรก แม้เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เรียกว่า วินัย ที่เป็นหลักปฏิบัติของหมู่คณะ ก็เริ่มเลอะเลือน คือมันเริ่มเปลี่ยนความมุ่งหมาย. หรือเมื่อ วินัยที่ปฏิบัติอยู่เลอะเลือนไป หลักที่เป็น หัวใจของธรรมะก็เริ่มเลอะเลือน ได้ คือมันอยู่ที่ความมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว ; พอความมุ่งหมายนั้นเปลี่ยน การปฏิบัติ ทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายวินัยก็เลอะเลือน. • เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ เรา ปฏิบัติวินัย ก็เพื่อให้สนับสนุนแก่การปฏิบัติ ธรรมะ, เหมือนที่มีศีลอย่างนี้ ก็มีศีลเพื่อให้มีสมาธิ มีปัญญาไปตามลำดับ. ถ้าศีล เปลี่ยน สมาธิ ปัญญาที่จะมาทีหลังนั้นก็เปลี่ยน หรือมันเฉไป จะช่วยกันทำให้เฉ. นี่ธรรมะเลอะเลือนวินัยเลอะเลือน, วินัยเลอะเลือนธรรมะเลอะเลือน, มันหมายความ มากอย่างนี้. ถ้าเราจะพิจารณาดูที่วินัย ระเบียบวินัยหรือศีล นี้ก่อน เราจะต้องเห็นข้อ เท็จจริงสักอย่างหนึ่งว่าแม้สิ่งที่เรียกว่าศีลนี้ ก็ต้องอาศัยสุญญตา คือปฏิบัติศีล ปฏิบัติ วินัยไป เพื่อให้ไปพบกันกับความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือให้เข้ากันได้ กับหลัก หรือกฎ ของธรรมชาติที่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" เพราะว่างจากตัวตนตามแบบ ปัจเวกขณ์ที่เราสวดอยู่ทุกวัน : ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตมานํ .... นิสฺสตฺโต นิชชีโว สุญโญ. ให้พิจารณาเมื่อจะฉันอาหารเข้าไป หรือว่าเมื่อจะนุ่งห่มจีวร ว่านี่เป็นสักว่าธาตุตาม

น.329 ธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นของว่างเปล่า ; มีระเบียบวินัยแม้แต่จะกินอาหาร นี่ก็ยังเป็นอย่างนี้ คือเนื่องด้วย ระเบียบวินัยอื่น ๆ ก็เหมือนกัน แม้จะไม่มีคำพูดระบุชัด แต่ความมุ่งหมาย ของ วินัย หรือศีล เหล่านั้น มุ่งไปสู่ความจริงของสุญญตา คือความว่างเปล่าจาก ตัวตน. แม้ที่สุดแต่ว่าศีลชั้นต้น ขั้นต่ำที่เป็นหลักเป็นประธาน เรื่องปาณาติบาต อทินนาทาน ฯ นี้ก็มีรากส่วนลึกอยู่ตรงที่ว่า ไม่มีสิ่งซึ่งเป็นตัวเป็นตน ; ถ้าเรามอง เห็นข้อนี้แล้ว มันก็ฆ่ากันไม่ลง ก็ลักขโมยกันไม่ลง ล่วงเกินกันไม่ลง แล้วทำอะไร ชนิดที่มันเป็นการขาดศีลไม่ลง. เพื่อให้ได้ผลอย่างนั้น ก็จะต้องมีศีล ที่บัญญัติขึ้นมา ในรูปของความ ไม่เห็นแก่ตัว เช่นไปฆ่าเขา อย่างนี้ก็เพราะว่าเห็นแก่ตัว, อยากจะได้อะไร หรือ โกรธแค้นอะไรก็ตามใจ แล้วไปฆ่าเขา ก็เพราะเห็นแก่ตัว. ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว มันก็ทำไม่ได้; ฉะนั้น ศีลจึงมีความมุ่งหมาย ที่จะกำจัดความเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่ระยะ แรกเริ่มเดิมที ตั้งแต่เข้ามาสู่ธรรมวินัยนี้. อย่าเห็นแก่ตัวถึงกับไปฆ่าเขา หรือว่าที่ สังวรระวังไม่ฆ่าเขา ก็เพื่อระวังความไม่เห็นแก่ตัวเหมือนกัน. ถ้ารู้เรื่องสุญญตา ธรรมะจะไม่เลอะเลือน ถ้าเรา ลอยบังคับตัวไม่ให้ทำผิดศีล เหล่านี้ นี่ก็ เป็นการควบคุมการเห็น แก่ตัว บั่นทอนความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวมันเองในรากฐานชั้นลึก : ประทุษร้ายชีวิต

น.330 ร่างกายของผู้ อื่น นี้มันเห็นแก่ตัว, ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้ อื่น นี้ก็เห็นแก่ตัว, ประทุษร้ายของรักของผู้ อื่น ก็เพราะเห็นแก่ตัว, ใช้วาจาเป็นเครื่องประทุษร้าย สิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่น นี้ก็เพราะความเห็นแก่ตัว, ถ้าไปดื่มน้ำเมา ประทุษร้าย สติปัญญาสัมปชัญญะสมปฤดีของตัว นี้ก็เพราะเห็นแก่ตัว ชนิดที่ปลอม เห็นแก่ตัวที่ เป็นกิเลส มันก็เลยเป็นไปในทางหลงใหลเกี่ยวกับตัว. ถ้ามีความ รู้เรื่องสุญญตา แจ่มแจ้งอยู่ คือไม่มีอะไรที่เป็นตัวนี้ ก็ทำสิ่งผิด ๆ เหล่านี้ไม่ได้ วินัยก็คงเป็นวินัยที่ถูกต้องตามความมุ่งหมาย. วินัยยังคงเป็นเครื่อง ขจัดความเห็นแก่ตัว หรือทำลายความรู้สึกที่เป็นตัวในขั้นแรกเริ่ม ; อย่างนี้เรียกว่าวินัย ไม่เลอะเลือน มีแกนกลางที่ถูกต้อง. เมื่อวินัยไม่เลื่อน ธรรมะก็เลอะเลือนไม่ได้ เพราะตัวธรรมะอยู่เป็น แกนของวินัย คือจะไม่ทำอะไรที่เป็นการเห็นแก่ตัว แล้วไปประทุษร้ายสิ่งต่าง ๆ ได้ ถ้าธรรมะอยู่เป็นแกนของวินัยแล้ว วินัยก็เป็นเครื่องห่อหุ้มธรรมะ ; หลักธรรมะมีอยู่ อย่างไร ระเบียบปฏิบัติก็เป็นไปตามหลักอันนั้น มันเหมือนกับห่อหุ้มเนื้อในไว้ให้ยังคง บริสุทธิ์อยู่. เรื่องที่เกี่ยวกับเปลือกหรือเนื้อในนี้ ให้สังเกตดูผล ที่มันมีทั้งเปลือกและ เนื้อใน, ถ้าเนื้อในเสีย เปลือกก็ต้องเสีย, ถ้าเปลือกเสีย เนื้อในก็ต้องเสีย เพราะ มันมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง. วินัยเลอะเลือนเมื่อธรรมะเลอะเลือน ธรรมะเลอะเลือน ก็เมื่อวินัยเลอะเลือน ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ : เพราะว่าภิกษุทั้งหลาย เหินห่าง ต่อสุตตันตะที่เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา ที่ตถาคตกล่าวเอง • ที่ลึกซึ้ง ที่เหนือโลก, แล้วไปสนใจสุตตันตะที่สวย ๆ งาม ๆ ด้วยอักขระและพยัญชนะ พวกกวีศิลปื่นร้อยกรอง ขึ้นในรูปของความดึงดูด เป็นกาพย์กลอน.

น.331 แม้ว่าคำพูดหรือตัวหนังสือมีอยู่อย่างที่กล่าวมานี้ เราก็ยังเอามาใช้กันได้ กับเหตุการณ์สมัยนี้ ที่หันเหไปในเรื่องของลาภสักการะ. ธรรมวินัยถูกทำให้หันเหไป เพื่อประโยชน์แก่การได้มาซึ่งลาภ สักการะ เกียรติยศ ชื่อเสียง ; เพราะฉะนั้นเขาจึง ต้องดัดแปลงถ้อยคำ หรืออักขระพยัญชนะให้วิจิตรไพเราะแก่หูที่ต้องการเหยื่อ. พระไตรปิฎกนั้นมีอยู่ครบ ทั้งสุตตันตะที่เป็นสุญญตา และสุตตันตะที่เป็น เพียงของที่ไพเราะหู นอกแนวของสุญญตา ; ภิกษุสามเณรก็ไปสนใจในส่วนนี้ เอามา พูดกันแต่ส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ที่จะทำให้ ทายกทายิกาเคลิ้มไป. ส่วน เรื่องสุญญตา เรื่องนิพพิทา วิราคะ เบื่อหน่ายคลาย กำหนัด นี้ไม่เอามาพูด : จนกระทั่งแม้ในประเทศไทยเรานี้ ก็มีพวกที่มีความเข้าใจ ไปว่าสุญญตานั้นกลับเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐินอกพุทธศาสนา. เรื่องเนื้อเดิมแท้ของกลอง คือเรื่องสุญญตานี้หายไปเสีย ไม่อยู่ในความต้องการ หรือความสนใจศึกษาเล่าเรียน ของภิกษุในพุทธศาสนา. ความไม่สนใจ "สุญญตา" นี่เป็นภัยใหญ่ คุณลองพิจารณาดู ถ้าไม่พิจารณาดูจะไม่เห็น ว่านี้เป็นภัยอันใหญ่หลวง, ไม่มีภัยอะไรที่ใหญ่หลวงเท่านี้ สำหรับพุทธศาสนา สำหรับระบบของวัฒนธรรมทางจิต ทางวิญญาณอันสูงสุดนี้; แล้วมันมีอาการเป็นเหมือนกับว่าพังทลาย เพราะเหตุนิด เดียวที่ว่าภิกษุทั้งหลายห่างเหินไปเสียจากสุตตันตะ ประเภทที่เนื่องเฉพาะอยู่ด้วย สุญญตา ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง, ไปชอบของใหม่ ของอธิบายเพิ่มเติมใหม่ นอกแนวของสุญญตา.

น.332 ผมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ จึง เอามาพูด ทั้งที่ไม่น่าพัง หรือไม่น่าสนุกเลย ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่แต่คำว่า "สุญญตา", เพื่อจะเตือน อยู่เสมอว่า ธรรมะเลอะเลือน เพราะวินัยเลอะเลือน วินัยเลอะเลือนเพราะธรรมะเลอะเลือน. วินัยก็ต้องอาศัย สุญญตา ธรรมะก็ต้องอาศัยสุญญตา : พอศีลหรือวินัย หันเหไปจากหลักเรื่องสุญญตา มันก็กลายไปเป็นศีล หรือ วินัยชนิดที่เป็นวัฏฏคามินี หรือ อาสวัฏฐานียะ คือเป็น ศีลชนิดที่ทำให้ว่ายเวียนอยู่ในวัฏฏะ ไม่พาออกไปนอกวัฏฏะ, แล้วก็ เป็นอาสวัฏฏ- ฐานียะ คือเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะกิเลส ตลอดไป. รักษาศีลเป็นวัฏฏคามินี้: รักษาศีลเพื่อให้ได้เกิดดี เกิดสวย เกิดรวย อยู่ในมนุษย์โลก เทวโลก เหมือนที่ปรารถนากันนัก ; ศีลของทายกทายิกามีความ มุ่งหมายอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่. นี่เพราะเหินห่างต่อหัวใจของพุทธศาสนา คือสุญญตา. ฉะนั้น ศีลของทายกทายิกาเหล่านั้น จึงเป็นไปเพื่อชักนำคนเหล่านั้น ให้เวียนว่ายอยู่ใน วัฏฏะ, แล้วก็เป็นที่ตั้งที่งอกของอาสวะ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ หรือว่ามีกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ; เมื่อมีอาสวะทั้ง ๓ นี้แล้ว มันก็ไม่เบื่อที่จะ เวียนว่ายอยู่ในกามภพ รูปภาพ อรูปภพ. นี่เรียกว่า ศีล หรือ วินัย นั้นได้เลอะเลือนไปเสียแล้ว เป็นไปเพื่อวัฏฏะ กลายเป็นที่ตั้งของกิเลสและอาสวะ ที่จะงอกงามยิ่งขึ้น แล้วก็เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะเป็น กัปป์เป็นกัลป์เลย ; กว่าจะรู้สึกก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร คงจะตายเน่าเข้าโลงไปเสียก่อน ที่จะ รู้สึกว่า อ้าว, เลอะเลือนแล้ว. วินัยที่เป็นรากฐานนี้ เป็นเครื่องหุ้มห่อของธรรมะ ถ้าวินัยเฉ ธรรมะก็เฉ ; เห็นได้ที่ว่า วิปัสสนา เดี๋ยวนี้ ก็เป็นวิปัสสนาหาลาภ ไม่ใช่ทำวิปัสสนาเพื่อจะดับกิเลส.

น.333 ธรรมะก็เพื่อ เป็นอภิธรรมเพื่อ ไม่ใช่อภิธรรมจริง ไม่ใช่อภิธรรมยิ่ง แต่เป็นอภิธรรมเพื่อ เพราะว่าวินัยเริ่มเฉ ธรรมะก็เฉ, ธรรมะเฉ วินัยมันก็เฉ มันช่วยกันอยู่อย่างนี้. อภิธรรมเรื่องสุญญตาไม่สนใจ แต่ไปสนใจอภิธรรมเพื่อ เรื่องนั้นเรื่องนี้ หยุมหยิมไปหมด แล้วก็นำไปสู่มหากุศลชนิดที่จะไปสู่สวรรค์อีก จะไปสู่เรื่องสวยๆ งาม ๆ เรื่องสนุกสนาน เรื่องเอร็ดอร่อย เป็นมหากุศลในสวรรค์ ในเทวโลกพรหมโลก อะไร ก็ตามใจ .. อภิธรรมเพ้อมีจุดจบอยู่ที่มหากุศล เป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ ; ในเมื่ออภิธรรมจริง ต้องการจะทำลายทั้งกุศล ทั้งอกุศล และทั้งอัพยากฤต ไม่ให้ยึดถือ ให้มันว่างเป็น สุญญตาไป. ถ้าคุณอยากจะพูดด้วยคำ อภิธรรม ก็ต้องแยกเป็นอภิธรรมจริง หรืออภิธรรม อย่างยิ่งนั้น นี้อย่างหนึ่ง, อภิธรรมเพื่อ หรือเกิน นี้อย่างหนึ่ง. อภิธรรมเพื่อก็นำไป วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ในมหากุศลที่จะนำไปเกิดดี เกิดสวย เกิดรวย ในกามภพ รูปภพ ; มันเพื่อจนวนเวียน วนเวียนก็วนเวียนอยู่ที่นี่, ถ้า อภิธรรมจริงต้องนำดิ่งดิ่วลิ่วออก ไปสู่สุญญตา คือความว่าง เมื่อวินัยเฉ ธรรมะก็เฉตาม, วิปัสสนากรรมฐานเพื่อสิ้นอาสวะ ก็กลายเป็น เพื่อหาลาภสักการะ ซึ่งเป็นเหยื่อของอาสวะ ; น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว ! พระพุทธเจ้าท่าน เรียกอาการอย่างนี้ว่า อนาคตภัย เพราะว่าคำพูดนี้ท่านตรัสเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่. ท่าน ตรัสไว้ว่าในอนาคต จะมีภัยอย่างนี้เกิดขึ้น คือภิกษุทั้งหลายจะเหินห่าง ไม่ชอบ สุญญตาของตถาคต, แล้วก็ไปชอบของใหม่ ๆ เขียว ๆ แดง ๆ ที่เติมลงไปในสิ่งที่ เรียกว่าพระไตรปิฎก

น.334 พระไตรปิฎกนี้คือของที่เติมกันลงไปได้เรื่อย ครั้งแรกก็มีนิดเดียว แล้ว ก็มีมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ จนมีปรากฏอยู่ในรูปอย่างนี้ เวลานี้; เพราะฉะนั้นมันจึงมี ทั้งที่เกี่ยวกับสุญญตา และไม่เกี่ยวกับสุญญตา. ต้องคัดออก หรือมิฉะนั้นก็ต้องสามารถ ฉลาด ทำส่วนที่มันไม่เกี่ยวกับสุญญตานี้ ให้มาเกี่ยวกับสุญญตา อย่าให้มันเฉไกลออกไป. ครั้นเมื่อมันมีการเฉ กลับมีการสนับสนุนกันแต่ในทางที่เฉที่เขว แทนที่ว่า จะช่วยกัน แก้ไขให้กลับมาสู่ภาวะที่เป็นเนื้อเดิมแท้ กลับช่วยกันพอกเข้าไป ช่วยสนับสนุนกันแต่ ในเรื่องที่มันจะเฉ ; นี่เรียกว่า อนาคตภัยได้มาถึงเข้าแล้ว. พุทธบริษัทเกลียดสุญญตา จะหาเพชรที่หน้าผากไม่พบ ปรากฏว่าพุทธบริษัท แม้ในประเทศไทย ก็กำลังเกลียดธรรมะเรื่องสุญญตา ใครจะพูดก็ถูกห้าม, ใครเอามาพูดถึงก็ถูกล้อ, หรือถูกทำให้หมดความพยายาม. เขา เกลียดสุญญตา เห็นสุญญตาเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นของเพ้อหรือเนื้องอกใหม่ ๆ เช่นอภิธรรม เพื่อเป็นต้นนี้ว่าเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา ก็เลยหาเพชรเม็ดเดียวที่หน้าผากไม่พบ ; ก็ ไปคว้าเอาลูกหิน สำหรับเด็กเขาทอยกันเล่นมาเป็นเพชร, หรือบางทีก็อาจจะไปคว้าเอา เม็ดมะขาม ขึ้นมาแทนลูกหินด้วยซ้ำไป. นี่คือ อนาคตภัย ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า : ภิกษุ สามเณรสมัยนี้ไม่สนใจ "ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานิ ฯ" ; ยิ่งเป็นมหาเปรียญแล้ว ก็ยิ่ง เกลียด ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ฯ ไม่เคยพบหน้ากันเลย. ผมจะเล่าเรื่องนี้ซ้ำอีกทีก็ได้ ว่าสมัยผมบวชหลายสิบปีมาแล้ว ใครก็ตามพอ เข้ามาวัด อยู่วัดเพื่อจะบวช สิ่งแรกที่เขายื่นให้ก็คือ ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ใส่

น.335 กระดาษใส่กระดานเอาไปท่อง จนกว่าจะจำได้ ยะถาปัจจะยัง นี้. พอมาถึงสมัยนี้ เมื่อ คุณบวชเขายื่นอะไรให้เป็นอันแรก ยิ่งบวชกันอย่างฉุกละหุกฉุกเฉินอย่างที่คุณบวชอย่างนี้ ด้วย มันก็จะเรียน "เอสาหิ ฯลฯ" อะไรไปเลยก็ได้ เพื่อจะบวช, เรียนคำบวชเพื่อ จะบวชกันเดี๋ยวนี้. สมัยก่อนเขาให้เรียน ยถาปจฺจยํ ปวฺตมานํ ฯ จนจำได้คล่องแคล่ว แล้ว เรียน ปฏิสงขา โยนิโสฯ เรียน อฺช มยา ฯ, แล้วจึงจะเรียนไหว้พระสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น, แล้วจึงจะเรียนสวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานบ้าง, แล้วจึงจะเรียนคำบรรพชา. ผมใช้เวลาตั้ง ๑๕ วัน กว่าจะเรียน ยถาปจฺจย์ ฯ ปัจจเวกขณ์ จบ, ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นจบ, เรียนเจ็ดตำนานจบนี้ ใช้เวลาตั้ง ๑๕ วัน จึงจะได้เรียน คำขอบรรพชาแล้วบวช. เดี๋ยวนี้ไม่มีอย่างนั้น ยถาปจฺจย์ ไม่รู้อยู่ที่ไหน ไม่เคยพบ จนบวชแล้ว จนเป็นมหาเปรียญแล้ว จนสึกก็ได้. ยลาปจฺจย์ ฯ นั้นเป็นหัวใจของพุทธศาสนา เป็นเรื่องสุญญตาโดยตรง ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างที่เราสวดกันอยู่ทุกวัน. คำแปลมันก็บอกอยู่ชัดเจนแล้ว : ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ใช่สัตว์บุคคล เป็นของว่างเปล่าจากตัวตน เป็นเพียง ธรรมชาติ สักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ ; นี่คือ หัวใจทั้งหมดทั้งสิ้นของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - เรื่องเนื่อง เฉพาะด้วยสุญญตา. ถ้าคนเราได้รับหัวใจถูกต้องเสียตั้งแต่แรก หรือนาทีแรกที่เข้า มาบวช เข้ามาอยู่วัดนี้ มันก็รับประกันได้มาก จะไม่เฉ ไม่เขว. เดี๋ยวนี้เขาเห็นเป็นของครี ที่เรียน ยถาปจฺจย์ ฯ หรือท่องอันนี้อยู่เป็นของครึ ไม่กล้าท่องให้ใครได้ยินด้วยซ้ำ. ภิกษุสามเณรที่บวชเข้ามาในสมัยนี้ ไม่รู้จักสุญญตา

น.336 ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ก็คือไม่ได้พบกันกับ ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานิฯ ก็ไม่ได้พบ กับเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยิ่งขึ้นไปอีก. ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานิฯ นี้ เป็นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่แท้จริง ที่สมบูรณ์ที่สุด แล้วคนก็ไม่มองกันในรูปนี้; นี่ก็เลยไม่พบอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งโดยเนื้อและโดยเปลือก. ยิ่งเป็นภิกษุสามเณรสมัยนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งรวบรัดจะเอาแต่ วิชาที่จะเป็นประโยชน์แก่อาชีพ จะได้สึกไปเร็ว ๆ มันก็แคล้วคลาดกันกับเรื่องสุญญตา ยิ่งขึ้นไปอีก. ทายกทายิกาเสียอีกยังค่อยยังชั่ว เพราะคลานงุ่มง่ามเป็นเต่าอยู่ ; เขาเอา แบบเดิม ๆ เอาที่เคยประพฤติปฏิบัติ ยึดถือกันมาตามเดิม คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ส่วนภิกษุสามเณรนี้เพรียวลมบินไปในอากาศ ไปหาเรื่องที่จะทำเกียรติยศชื่อเสียง หรือ ความร่ำรวยให้แก่ตน ทั้งเมื่ออยู่ในเพศบรรพชิต หรือทั้งเมื่อสึกออกไป แล้วส่วนมาก ก็สึกออกไป .. ที่ถูก บรรพชิตควรจะเป็นฝ่ายนำทายกทายิกา นี่คิดดูเถอะ : พระพุทธเจ้าจะฝากศาสนาไว้กับใคร ! ก็กลายเป็นไปอยู่ กับพวกทายกทายิกาเสียมากกว่า. ภาพเขียนปริศนาธรรมที่น่าทึ่ง หรือว่าน่าสะดุ้ง หรือ อะไรก็แล้วแต่ เขาเขียนภิกษุมีจำนวนตั้ง ๓ ฆราวาสเพียง ๑ เท่านั้น ที่เป็นผู้ทำลาย ศาสนา. ถ้าไม่เคยดู ก็ไปดูในภาพปริศนาธรรม ที่เขียนไว้แต่โบราณมา. (ที่สวนโมกข ฯ มีภาพเขียนนี้) ทายกทายิกายังไม่รู้อะไรมากมาย ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนภิกษุสามเณร ยังงมงาย อยู่ แต่ภิกษุก็ยังงมงายในเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นหัวใจหรือเนื้อแท้ของ พุทธศาสนา.

น.337 จะกล่าวอีกทีหนึ่ง อย่าว่าแกล้งค่าแกล้งว่าอะไรเลย ทายกทายิกายังเป็น ฝ่ายให้ ฝ่ายเสียสละอยู่เรื่อย ; ภิกษุสามเณรยังเป็นฝ่ายรับมากขึ้นทุกที. ฝ่าย ที่ให้กับฝ่ายที่รับมันตรงกันข้าม แล้วคิดดูเถอะ, ฝ่ายไหนจะเอียงไปหาสุญญตา ? ผมว่า ฝ่ายให้เป็นฝ่ายที่เอียงไปหาสุญญตา, ฝ่ายที่รับเอามาสะสมไว้มากๆ ก็ยิ่งไกลจากสุญญตา ; ฉะนั้นโดยปรกติทายกทายิกาก็เป็นฝ่ายที่ยังมีสุญญตา หรือเอียงไปทางสุญญตา, ฝ่าย ปฏิกาหกนี้กลับเป็นฝ่ายที่เตลิดเปิดเปิงไปไหนก็ไม่รู้ ไม่เหมือนปฏิคาหกที่แท้จริงของ พระพุทธเจ้าในสมัยแรก ๆ. นี่พอพูดอย่างนี้เขาก็หาว่าเป็นคำด่าแล้ว. จงพยายามเข้าใจเรื่องสุญญตา เพราะเป็นตัวศาสนาแท้ ขอให้ทุก ๆ องค์ ที่อุตส่าห์ตั้งใจมาบวชในระหว่างบีดภาค เท่าที่จะทำให้ได้ ดีที่สุดอย่างไรนี้ จงเข้าใจ เรื่องนี้ คือ เรื่องสุญญตา ในฐานะที่เป็นตัวแท้ของ พุทธศาสนา หรือเป็นพุทธศาสนาเดิมแท้. เราเรียกว่า "เนื้อเดิมแท้" ไม่ใช่เนื้อพอก ใหม่นี้ ทำให้มันแตกกระจายออกไป แล้วไปพบเนื้อเดิมแท้. คุณจงพยายามละเรื่องที่ มันหยุมหยิมนี้เสีย ตรงไปหาเรื่องแก่นแท้ หรือเนื้อในเรื่องความว่าง เรื่องที่เนื่องกับ ความว่าง ในฐานะที่มันเป็นของเดิมแท้ และเป็นจุดสุดยอดของสิ่งที่เรียกกันว่าศาสนา. คุณเป็นนักศึกษาเต็มตัว ก็คงจะรู้เรื่องประวัติศาสตร์อยู่มาก ถึงแม้จะรู้เรื่อง ประวัติศาสตร์ในฝ่ายวัตถุธรรม ก็เอามาใช้เพื่อจะรู้จักประวัติศาสตร์ในฝ่ายมโนธรรมได้ ไม่ยาก คือพิจารณาดู ว่าเมื่อมีโลกมนุษย์ขึ้นมาใหม่ ๆ มนุษย์ยังคล้ายสัตว์ป่า ผิดกัน ไม่กี่มากน้อย แล้วค่อยวิวัฒนาการมา จนเริ่มผู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักตัวกู - รู้จักของกู.

น.338 นี่ ความทุกข์ก็ตั้งต้นขึ้นมา จากความไม่มีทุกข์ เริ่มก่อขึ้นมาเป็นความทุกข์, เป็นการ ตั้งต้นของความทุกข์ ในตอนที่มนุษย์รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักตัวกู - ของกู จะเอาดีต่าง ๆ. ความทุกข์ อันละเอียดลึกซึ้งมัน ก่อขึ้นมา โดยเหตุที่ละจากสุญญตาเดิม ๆ นั้น มาเป็นตัวกู - ของกู. สัตว์เดรัจฉานไม่มีตัวกู - ของกูมากเหมือนมนุษย์ เป็น สุญญตาอัตโนมัติของธรรมชาติ ไม่ได้เล่าไม่ได้เรียนอะไร มันก็สบายกว่ามนุษย์ในข้อนี้. มนุษย์เริ่มมีความยากลำบากมากขึ้น ยิ่งรู้มากยิ่งยากนานขึ้นตามแบบของมนุษย์ ; แต่ มนุษย์ครั้งแรก ๆ มนุษย์ไม่รู้เรื่องนี้ ก็เห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็ไม่เชื่อด้วย ว่าถ้าใคร ไปพูดว่านี้เป็นความทุกข์. คัมภีร์ไบเบิลตอนที่ว่าด้วยการสร้างโลกนี้ดีมาก อธิบาย เรื่องนี้ไว้ในลักษณะของภาพพจน์ หรืออุปมาดีมาก ไปหาอ่านดูเองเองเถิด. ต่อมามนุษย์ฉลาดขึ้น ๆ พร้อมกับที่มีความทุกข์มากขึ้น เพราะจะต้องเป็นหลัก ธรรมดาสามัญที่สุดว่า "ความทุกข์มีมา เพื่อจะสอนคนให้ฉลาดอีกทีหนึ่ง" เพราะ มนุษย์ทนอยู่ไม่ได้ มนุษย์มีวิวัฒนาการทางสมอง ทางสติปัญญา ความทุกข์มันก็มีมาก ขึ้นตามวิวัฒนาการเหล่านั้น เพราะว่าสมอง สติปัญญา ไปหลงเอาฝ่ายที่เป็นเหยื่อ ที่เป็น ของสวยงามอะไรนี้ ความทุกข์จึงมีมากขึ้น. ต่อมามีมนุษย์ที่ฉลาดไปในทางที่ถูก ก็เริ่มค้นหาวิถีทางที่จะแก้ไขความทุกข์ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่นี้ ; แก้ไปแก้มา ทีแรกก็เป็นเรื่องที่ว่าใช้ไม่ได้ แต่ว่า ความผิด เป็นครูเรื่อยไป ก็มาพบที่ถูกที่ใช้ได้ จนกระทั่งเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้น ในโลกนี้ ก็ พบว่าความทุกข์นั้นมาจากความยึดมั่นถือมั่น ที่จับกลุ่มกันเข้าเป็นตัวกู - ของกู มัน เข้มข้นไปในทางเป็นตัวกู - ของกู ไม่ว่างไม่เป็นสุญญตา.

น.339 จะดับทุกข์ชั้นละเอียด ต้องใช้สุญญตา การที่ จะดับทุกข์ชั้นประณีตละเอียดลึกซึ้ง นี้ให้ได้ มันก็ต้องกลาย เป็น เรื่องของสุญญตา คือทำให้ว่างไปจากความเป็นตัวกู - ของกู, ไม่ยึดมั่นถือมั่น, มันจึง มาสูงสุดอยู่ที่นี่ และเพียงนี้. ในเมื่อพระพุทธศาสนา เกิดขึ้น และสอนเรื่องสุญญตา ขยายออกไปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ขยายออกไปอีกก็เป็นการปฏิบัตินานาชนิด เพื่อให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วจิตก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ; นั่นแหละ คือ เข้าถึงสุญญตา ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์, ว่างอย่างยิ่ง คือนิพพาน. พระพุทธเจ้าได้ทำไว้ถึงจุดสูงสุดอย่างนี้ จึงตรัสว่าที่ฉันพูด - ตถาคตภาสิตา ที่ตถาคตพูดนี้ มันเป็น สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตา, คมภีรา - ลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา - มีความหมายลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา - เหนือวิสัย ชาวโลกธรรมดา. ชาวโลกธรรมดาก็รู้แต่จะเอาเข้ามา เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องเนื้อ เรื่อง หนัง เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะได้กินเหยื่อ ; นี่วิสัยชาวโลกเป็นอย่างนี้. พอถึงเรื่องสุญญตา ก็เลยมองเห็นความไม่มีสาระ คือว่างจากสาระ แล้วก็มาเอาความว่างนี้ เป็นสาระ ; พูดอย่างนี้ดูจะผิด logic คนสมัยนี้ไม่ฟัง. สิ่งที่เป็น concrete ของ เป็นต้นเป็นก้อน กลับว่าไม่มีสาระ ; ถือเอาความว่างจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ว่าเป็นสาระ หรือเป็นแก่น พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง. คุณเป็นนักศึกษาก็ไปพิจารณาดูเองว่า บวชนี้ต้องการอะไร ? ถ้าต้องการ จะรู้พุทธศาสนา จะถึงพุทธศาสนา จะเข้าถึงพุทธศาสนาแล้ว ก็ให้เอาเรื่องสุญญตาไป ;

น.340 แต่ถ้าต้องการเพียงว่า จะประดับความรู้ทางวิทยฐานะทางโลกทางอื่น ก็ศึกษาเรื่องอื่นก็ได้. แต่ผมทำไม่ได้ ผมจึงพูดแต่เรื่องนี้ จะเบื่อหรือไม่เบื่อก็ตามใจ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก เพราะ เรื่องสุญญตา ทรงแสดงไว้ถึงที่สุด สูงสุด "ว่างโดยสิ้นเชิงเป็นนิพพาน" ; ฉะนั้น จึงพูดว่าสุญญตา คือพุทธศาสนาตัวแท้หรือเดิมแท้. . เราจับจุดนี้กันให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยไต่เต้าไป ให้ถึงจุดหมายปลายทางของเรื่อง. เรื่องสุญญตา เป็นหลักตัดสินตามหลัก มหาปเทส ทีนี้ก็อยากจะพูดอีกนิดหนึ่ง ว่าให้ถือว่าสุญญตาหรือเรื่องสุญญตานี้เป็นหลัก ตัดสินความผิดความถูกตามหลักของมหาปเทส. ถ้าเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ในสิ่งที่เรา ได้ยินได้ฟังมา จากนั้นจากนี่ จากพระไตรปิฎก จากคนพูด จากคณะสงฆ์ จากอะไรก็ตาม แล้วเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาว่า จะถูกหรือจะผิด. พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสหลักมหาปเทสไว้ ๔ อย่างด้วยกันว่า : แม้จะได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าเอง, หรือจากคณะสงฆ์ที่มี มหาเถระเป็นประธาน, หรือว่าจากมหาเถระผู้เป็นพหุสูตร, หรือว่าจากพหุสูตร ธรรมดาก็ตาม ; อย่าเชื่อว่าถูกให้เอาไปทดสอบ วินเย โอสาเรตพฺพิ สุตฺตฺเต สนฺทฺเสตพพิ - ให้หยั่งเทียบลงไปดูในวินัย หยั่งเทียบลงไปดูในสูตร ถ้ามันเข้ากันได้ กับหลักใหญ่นั้น ให้ถือว่าถูก. แม้จะได้มีคนพูดว่า นี้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า ให้เชื่อเถอะ, นี้ฟังมาจาก คณะสงฆ์ทั้งหมด มีมหาเถระเป็นประมุข ให้เชื่อเถอะ ; อย่างนี้ท่านว่าอย่าเพ่อเชื่อ

น.341 ให้เขาไปหยังดูในสูตร เทียบดูในวินัยนี้ หรือหยังดูในวินัย เทียบดูในสูตรก็ตาม ว่า มันเข้ากันได้กับหลักส่วนใหญ่หรือไม่. หลักส่วนใหญ่ ในที่นี้ ก็จะเป็นหลักของวินัยก็ดี หลักของพระสูตรก็ดี คือเรื่องสุญญตา อย่างที่กล่าวแล้ว. ฉะนั้น เราก็ตัดสินได้ทันทีว่า ถ้าเรื่องนี้ที่เขา เอามาพูดให้ฟัง แล้วมาอ้างว่าพระพุทธเจ้าสอนนี้ ไม่เป็นไปเพื่อปล่อยวางความยึดมั่นแล้ว ก็อย่าไปเชื่อ. ใครจะพูดก็ตามใจ ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความปล่อยวาง คือเป็นไป เพื่อสุญญตานี้ อย่าได้เชื่อว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องในพุทธศาสนา : ถ้าเห็นชัดว่า ปฏิบัติอย่างนี้เป็นไปเพื่อปล่อยวาง เพื่อว่างจากความยึดมั่นถือมั่น นี้จะถูกเป็นหลักใน พระพุทธศาสนา. แม้หลักตัดสินธรรมวินัย ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในระดับแรก ๆ ต้น ๆ ที่ว่า ธรรม เหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ เป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ เป็นไปเพื่อสะสม เป็นไปเพื่ออยากใหญ่ นี้ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อยึดมั่นถือมั่น เพราะ ไม่ใช่ธรรมวินัยของพระศาสดา ; ต่อเมื่อเป็นไปเพื่อความไม่กำหนัด ความไม่ยืด ไม่ย้อม ไม่ประกอบทุกข์ ไม่สะสม ไม่อยากใหญ่ นั่นจึงจะเป็นธรรมวินัยของ พระพุทธเจ้า คือไม่ยึดมั่นถือมั่น. แล้วยังมีว่า เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อระคนคลุกคลีกันเป็น หมู่ เป็นไปเพื่อความขี้เกียจ เป็นไปเพื่อการเลี้ยงยาก นี้ก็ไม่ใช่ธรรมวินัยของ พระศาสดา ; เพราะเป็นไปเพื่อยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - เป็นของกู. แม้ที่สุด แต่ คำว่า "เลี้ยงยาก" เป็นคนเลี้ยงยาก นี้ผิดหลักพุทธศาสนา ตรงที่คนเลี้ยงยากคือ คนยึดมั่นถือมั่น เห็นแก่ปาก เห็นแก่ท้อง เห็นแก่ตัวกู.

น.342 หลักตัดสินธรรมวินัย จะกล่าวไว้ในรูปใดก็ตาม : กาลามสูตรก็ตาม โคตมี สูตรก็ตาม มหาปเทสวินัยทั้งสี่ มหาปเทสธรรมะทั้งสี่ ก็ล้วนแต่ มีหลักศูนย์กลางอยู่ ที่สุญญตา หรือไม่สุญญตา ทั้งนั้น ; ถ้าไม่เป็นไปเพื่อสุญญตาก็ไม่ใช่ คือผิดหมด, ถ้าเป็นไปเพื่อสุญญตาที่เรียกว่า สุญญตปปฏิสิยุตฺตา ย่อมถูกหมด. ฉะนั้นจึงต้องเข้าใจ คำนี้ เรื่องนี้ให้ดีที่สุด สำหรับที่จะแยกคัดเนื้อพอกใหม่ออกไปเสีย ให้พบเนื้อเดิมแท้ ของพุทธศาสนา โดยน้ำมือของสาวกของพระศาสดา ผู้ไม่มีความโง่งมงาย. เวลาของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต