น.344 วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่ได้กำหนดไว้ สำหรับจะพูดกันเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต่อจากที่พูดค้างไว้วันก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ ของการบรรยายเป็นเรื่องที่ ๔ ของ เรื่องสุญญตาในส่วนปริยัติ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า เรื่อง สุญญตากับจิตว่างนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร ในแง่ของจิต วิทยา. ให้ทำความเข้าใจเรื่องสุญญตา กับจิตว่าง ทำไมจึงได้พูดเรื่องนี้ โดยหัวข้อนี้ ในวันนี้ ! ก็เพราะว่าบัดนี้เห็นว่า เป็น การสมควรแล้วที่จะพูดกันถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ เพราะว่าส่วนมากยังมีความเข้าใจผิด : ๓๑๗
น.345 เข้าใจผิดมากบ้างน้อยบ้าง เข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิงก็มี. โดยเฉพาะคำว่า "จิตว่าง" นี้ เป็นคำที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด ทั้งโดยจำนวนบุคคลและทั้งโดยเนื้อหาของเรื่อง. บางคนเข้าใจว่าเรื่องสุญญตากับเรื่องจิตว่างเป็นคนละเรื่อง อย่างนี้ก็มี, บาง คนถึงกับพูดว่าเรื่องจิตว่างไม่มีในพระบาลี ไม่มีในพุทธภาษิต อย่างนี้ก็มี. นี้ก็ เพราะไม่รู้ว่าเรื่องสุญญตาที่มีในพระบาลี ในพุทธภาษิตนั้น ก็คือเรื่องจิตว่างนั้นเอง; เขาจึงแยกกันเป็นสองเรื่อง. เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างลึกที่ไม่อาจจะแยกกันได้ ถ้าไปเกิดแยกกันเข้า เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่คนเรา; เพราะ โดยเนื้อแท้มันก็แยกกันไม่ได้ คือมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราจะได้พูดกันถึง เรื่องนี้ในวันนี้. ขอให้ทบทวนถึงเรื่องที่ได้พูดมาแล้วในวันก่อน ๆ ว่าเรื่องสุญญตาเป็นเรื่อง ทั้งหมดของพุทธศาสนานี้ข้อหนึ่ง, แล้วเรื่องสุญญตาเป็นเรื่องเนื้อเดิมแท้ ไม่ใช่เนื้อ พอกใหม่ ของพุทธศาสนานี้ประการหนึ่ง. ทีนี้ เราก็จะได้พูดกันถึงเรื่อง สุญญตา ให้ชัดเจนออกไปยิ่งขึ้น ในฐานะ ที่ว่ามัน เป็นเนื้อเดิมแท้ของพุทธศาสนา อย่างไร, กระทั่งถึงว่าเรื่องนี้ มีประโยชน์มาก จนเป็นที่น่าสนใจนั้น มันคืออะไร. ดังนั้น วันนี้จะพูดเฉพาะแต่ ลักษณะของเรื่อง สุญญตา คือเรื่องความว่าง กับเรื่องจิตว่าง ในแง่ของจิตวิทยา คือในแง่ของปริยัติ โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องที่จะปฏิบัติอย่างไรนั้น ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด. ถ้าจะตั้งปัญหาถามขึ้นว่า เรื่อง สุญญตาคือเรื่องอะไร ? เราก็ตอบว่า เรื่อง สุญญตาคือเรื่องความว่างและจิตว่าง ในพระพุทธภาษิตที่ได้ยกมากล่าวให้ฟังก็ได้ออก
น.346 ชื่อเรื่องนี้ว่า สุญญตปปฏิสิยุตฺตา สุตฺตฺตา คือเรื่องต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยสุญญตา เรื่อง ทุกเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตานั้น เราเรียกกันสั้นๆ ในที่นี้ว่า เรื่องสุญญตา. เรื่องสุญญตาคือเรื่องอะไร ? ก็ตอบว่า คือเรื่อง ความว่าง และ จิตว่าง หรือจะใช้คำว่า เรื่องความว่างหรือจิตว่าง อย่างนี้ก็ได้. ความว่างก็มีความหมายอย่างหนึ่ง, จิตว่างก็มีความหมายอย่างหนึ่ง โดยพยัญชนะต่างกัน แต่โดยพฤตินัยนั้น เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ถ้าจะเอามาใช้เป็น ประโยชน์แก่บุคคล หรือเป็นการปฏิบัติในพุทธศาสนานี้ ที่เอามาแยกเป็น ๒ เรื่อง เรื่อง ความว่างเรื่องหนึ่ง เรื่องจิตว่างเรื่องหนึ่ง นี่ก็เพื่อสะดวกแก่การพูดอธิบาย และการทำ ความเข้าใจแก่ผู้ฟังหรือของผู้ฟัง ความว่างคืออะไร อยู่ที่ไหน ? ในเรื่องแรกเราก็ต้องพูดถึงเรื่องความว่างก่อน แล้วมันก็จะไปถึงเรื่องจิตว่าง เอง ถ้าถามว่า ความว่างคืออะไร? ต้องจำกัดความเสียก่อนว่า เราพูดกันในภาษาธรรม หรือพูดกันในภาษาชาวบ้าน. ชาวบ้านพูดกันในภาษาวัตถุรู้สึกว่ามีตัวตนปรากฏชัด ภาษา ชาวบ้านนั้นก็เล็งถึงแต่ทางวัตถุ. ฉะนั้น ถ้าถามว่าความว่างคืออะไร ? ภาษาชาวบ้านก็ ตอบว่าคือ "ความไม่มีอะไร". ความไม่มีอะไรเลยนี้ เป็นความว่างภาษาชาวบ้าน ; แต่ถ้าความว่าง ในภาษาธรรมนี่มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าภาษาธรรมไม่ได้เล็งถึงวัตถุ เล็งถึงตัวนาม
น.347 ธรรม ที่เห็นยากที่ชาวบ้านมองไม่เห็น. ฉะนั้นคำว่าความว่าง ในภาษาธรรม ก็คือ ว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู: อะไรทุกอย่างก็ยังมีไปตามเดิม ตัวจิตก็มี ตัวความคิดนึกรู้สึกของจิตก็มี มีทุกอย่างอยู่ตามธรรมชาติ ขาดไปอย่างเดียวแต่ความรู้สึก ชนิดที่เป็นตัวกู - ของกูเท่านั้น หรือสิ่งที่เรียกว่า "อุปาทาน" ในภาษาบาลีนั่นเอง. ฉะนั้น ให้เข้าใจเสียว่า เมื่อเราพูดคำว่าความว่าง ในเรื่องธรรมะในเรื่องศาสนา คือเรื่อง ที่กำลังพูดกันอยู่นี้ ความว่างนั้น หมายถึง "ความว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู" ทีนี้ ก็ถามต่อไปว่า ความว่างชนิดนั้นอยู่ที่ไหน ? หาพบที่ไหน? คำตอบ ก็ต้องตอบว่า เปรียบเทียบดูกับความว่างทางวัตถุ เมื่อความว่างทางวัตถุหาพบที่ไหน ? ความไม่มีอะไรหาพบที่ไหน ? จะพูดว่า หาพบที่สิ่งต่าง ๆ นี้ มันก็ถูกเหมือนกันแต่ว่า ฟังยาก. เมื่อสิ่งต่าง ๆ มีอยู่ ความว่างจากสิ่งต่าง ๆ มันก็ไม่ปรากฏ; ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่มีอยู่ นี่จึงปรากฏแต่ความว่างซึ่งคนก็มองไม่เห็น นอกจากจะสมมติเอาว่า เป็นความว่าง หรือความไม่มีอะไร แล้วก็ยากที่ว่า คนธรรมดาสามัญจะมองเห็นความว่าง แม้แต่ว่าง ทางวัตถุนี้. ในเมื่อลืมตาไปทางไหน มันก็เห็นมีอะไรเต็มไปหมด มันไม่ว่าง ถึงหลับตา เสียก็ยังเห็นอะไรมืด ๆ อยู่นั่นเอง จะเป็นความว่างได้อย่างไร มันก็ไม่ใช่ความว่าง ; เพราะฉะนั้น จะเห็นความว่าง ได้แม้ใน ทางวัตถุนี้ ต้องใช้คำนึงคำนวณ ไปก่อน ; เช่นคำนึงว่าถ้าเอาสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียให้หมด เอาโลกทั้งโลกออกไปเสียให้หมด อะไร จะเหลืออยู่ ? ก็เป็นความว่างในการคำนึงคำนวณ แม้แต่ความว่างชนิดที่เป็นเรื่องทางวัตถุ ก็ยังต้องอาศัยการคำนึงคำนวณอย่างนี้ จึงจะมองเห็นความว่าง แล้วก็มองเห็นได้จริง ๆ. บางคนจะพูดอวดดีว่ามองไปที่ที่ว่าง แล้วก็เห็นความว่าง อย่างนี้ก็พูด อย่างสะเพร่า เพราะตาก็ยังเห็นอะไรอยู่นั่นเอง, แล้วจิตมันก็ยังบอกว่า ที่ว่าง ๆ นั้น
น.348 มันก็ยังมีอากาศ มีแก๊ส มีสิ่งต่าง ๆ ที่เรามองไม่เห็นด้วยตา ก็ยังมีอยู่ ยิ่งเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ทางพี่สิคส์มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะมองเห็น. การเห็นความว่างจะต้องใช้การคำนึงคำนวณว่า ถ้าตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป จึงจะมีความว่าง แล้วก็เคยตัดออกไปได้ ก็ต้องคำนวณ ; เช่นว่าก้อนหินก้อนนี้วาง อยู่ที่ตรงนี้ ความไม่มีก้อนหินก้อนนี้ก็จะไม่มี ต่อเมื่อเอาก้อนหินนี้ออกไป. นี่เราคำนึง คำนวณดูได้ โดยที่ไม่ต้องเอาก้อนหินก้อนนี้ออกไป. มองดูโดยจะสมมุติว่ามันไม่มี ก้อนหินก้อนนี้ ตรงนี้ก็ว่างจากก้อนหินก้อนนี้ เหล่านี้เป็นต้น. นี่ขอให้เข้าใจว่า แม้แต่ความว่างทางวัตถุ ก็ต้องอาศัยสติปัญญาคำนึงคำนวณ ทอดสายตามองไปก็ไม่เห็น, ต้องทอดสายตาของปัญญาจักษุออกไปเท่านั้น จึงจะเห็น. เรื่องทางวัตถุยังเป็นมากถึงขนาดนี้ เรื่องทางนามธรรม ทางจิตใจ ทางภาษาธรรม ก็ยิ่ง ต้องอาศัยการคำนึงคำนวณของสติปัญญาที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก ; ดังนั้นจึงต้องบอกกันใน ลักษณะที่ใช้การคำนึงคำนวณ ที่ถามว่า ความว่างที่เราต้องการรู้อยู่ที่ไหน ? จะหาพบได้ที่ไหน ? คำตอบ ก็มีว่า จะหาพบได้ในจิต ที่กำลังปราศจากอุปาทานว่าตัวถู. ขณะใดจิตปราศจาก อุปาทานว่าตัวกู เมื่อนั้นก็ให้ดูที่จิตนั้น ก็จะพบความว่างที่เราต้องการ คำว่า "จิตปราศจากอุปาทาน" ในที่นี้จะให้ความหมายไว้อย่างกว้าง ๆ ว่า จิตปราศจากอุปาทานโดยสิ้นเชิง หรือตลอดกาลก็ได้, หรือว่าจิตยังว่างจากอุปาทาน เพราะอุปาทานยังไม่เกิด.แก แม้ในชีวิตประจำวันตามธรรมดาของคนเรานี้ ก็มิใช่ว่า อุปาทานจะเกิดอยู่เสมอไป มันเกิดต่อเมื่อมีเรื่องให้เกิด.
น.349 ขณะใดไม่มีเรื่องให้เกิด จิตปราศจากอุปาทานว่าตัวกูแล้ว ขณะนั้นสิ่งที่เรียก ว่าความว่างจากตัวกูนั้น ก็พอจะมองเห็นว่ามีอยู่ในจิตนั้น. ถ้ามีปัญญาบ้างแล้วก็สามารถ จะมองได้ ; ฉะนั้นจึงตอบว่า ความว่างนี้ จะมองเห็นได้ ในจิตที่กำลังว่างจาก อุปาทานว่า ตัวถู นั่นเอง. จิตที่ว่างจาก "ตัวกู” เรียกว่า "จิตว่าง" จิตที่กำลังว่างจากอุปาทาน ว่าตัวกู เป็นต้นนี้ จะเรียกว่าจิตอะไร ? ก็ต้อง เรียกว่า จิตว่าง จิตชนิดนั้นเราเรียกว่าจิตว่างในกรณีนี้ คือในกรณีของธรรมะเรื่อง สุญญดานี้. ถ้ามีใครถามว่า จิตว่างนั้น ว่างฉากอะไร ทุกอย่างไปหมด ดังนั้นหรือ ? ก็ต้องตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ผม ถ้าอย่างนั้นมันเป็นเรื่องความว่างทางวัตถุ ความว่าง ทางวัตถุคือไม่มีอะไรเลย ส่วนความว่างหรือสุญญตาในทางธรรมนี้ ก็ว่างเฉพาะ อุปาทานว่าตัวกูเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นมันมีอะไรเหลืออยู่เล่า หรือมัน ไม่ว่างจากอะไรเล่า? ก็ไม่ว่าง จากสิ่งที่เหลืออยู่ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือตัวจิตเอง คือความรู้สึกคิดนึกของจิต ซึ่งในที่นี้ได้ แก่สติปัญญาที่จริงแท้ ที่บริสุทธิ์. ที่นั่นเหลืออยู่แต่จิตที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงแต่ว่าเต็มอัด อยู่ด้วยสติปัญญาความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร, สำหรับจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ทีนี้คนก็จะถามว่า ทำไมไปเรียกว่าจิตว่าง ถ้ายังเต็มอัดอยู่ด้วยสติปัญญา ? นี้ก็จะต้องตอบว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง, พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ; ก็ได้บอกมาแล้วว่า ความ
น.350 ว่างในเรื่องธรรมะนี้ หมายแต่ ว่างจากตัวกูที่เป็นอุปาทาน เท่านั้น ; ถึงจะเต็มอยู่ ด้วยอะไร ถ้าว่างจากอุปาทานว่าตัวกู แล้วก็บัญญัติเรียกว่าจิตว่าง. ฉะนั้นจิตว่างจึงมี อะไรทุกอย่าง นอกจากสิ่งที่เรียกว่าตัวกูเท่านั้น, แล้วสิ่งที่เต็มอยู่ในจิตนั้น ในเวลานั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ สติปัญญา นั่นเอง ; แม้ว่าจะเป็นสติปัญญาตามธรรมชาติเดิมของจิต ไม่ใช่สติปัญญาพอกพูนใหม่อบรมใหม่ มันก็เป็นสติปัญญาอย่างเดียวกัน เป็นสติปัญญา ที่จะให้รู้อะไรได้ว่าเป็นอะไร คือรู้ว่าความไม่มีทุกข์ ที่สำคัญที่สุด. ขอให้ถือว่า ถ้า "ว่างจากอุปาทานว่าตัวกู" แล้ว มันจะเต็มอยู่ด้วยอะไรก็ตาม ก็เรียกว่าจิตว่าง. ถ้าเข้าใจความข้อนี้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจเรื่องราวต่อไปอีกได้ แล้วก็จะเข้าใจไปเสียว่า นี้พูดเล่นตลกกลับไปกลับมาไม่จริงที่ว่าว่าง แต่ว่าเต็มอัดอยู่ด้วย สติปัญญานี้. เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องบาปกรรมของคนนั้นเอง ที่เขาทำความเข้าใจใน เรื่องนี้ให้ผ่านไม่ได้ ; สำหรับทางธรรมะหรือทางภาษาธรรมนี้ ถ้าว่างจากตัวกู - ของกู แล้วก็เรียกว่าว่าง ถึงมันจะเต็มอยู่ด้วยอะไรก็ตาม. สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" เป็นตัวเรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์ ทีนี้เขาก็จะถามว่า ถ้าอย่างนั้นถือเอาความรู้สึกว่ามีตัวกูนี้; ความรู้สึกที่ว่ามี ตัวกูนี้เป็นเรื่องสำคัญ ของความไม่มีหรือความมีในกรณีนี้ใช่ไหม ? ข้อนี้ถูกอย่างยิ่ง ถ้าจะพูดว่ามีหรือไม่มี, ว่างหรือไม่ว่างก็ตาม สิ่งสำคัญของเรื่องนั้นก็คือตัวกู ถ้า มีตัวกูก็ คือมี ถ้าไม่มีตัวกูก็คือไม่มี มีตัวกูก็คือไม่ว่าง ไม่มีตัวกูก็คือว่าง นี้ขอบเขตมันจำกัด ในทางภาษาธรรม ซึ่งมีอยู่อย่างนี้.
น.351 ถ้าใครมาถามว่า ทำไมเป็นเช่นนั้นเล่า ? ก็ตอบกำปั้นทุบดินว่า เพราะ สิ่งที่ เรียกว่าตัวกูนั่นแหละคือตัวเรื่อง อื่น ๆ ไม่ใช่ตัวเรื่อง ตัวเรื่องมันอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่าตัวกู ; ตัวกูนั่นแหละคือตัวเรื่อง, หรือตัวที่ทำให้เกิดเรื่อง, หรือตัวปัญหาของเรื่อง, หรือตัวที่ ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากทุกประการ ที่เรียกว่าความทุกข์. ตัวการสำคัญตัวร้ายตัวนี้ มันอยู่ที่ตัวกู: ฉะนั้นจึงเอาตัวกูนี้เป็นหลักที่จะพูด สำหรับการพูดว่ามีหรือไม่มี ว่าง หรือไม่ว่างในกรณีนี้. ตัวดู หมายถึง อุปาทานที่กำลังรู้สึก อย่างเข้มข้นอยู่ในจิต ถึงไม่ร้องตะโกน ว่าตัวกู ๆ แต่มันชื่อว่า "ตัวกู" เพราะมันเป็นความรู้สึก ชนิดที่รู้สึกว่ามีตัวกูนี้คือ "ตัว เรื่อง". นี้คือตัวทำให้เกิดเรื่อง, นี้คือตัวปัญหาของเรื่อง ตัวความยุ่งยากลำบากทุกอย่าง ; เพราะเป็นตัวที่ทำให้จิตสงบอยู่ไม่ได้ ทำจิตให้เต็มอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน ไม่มีการ พักผ่อนเลย. นี่หลับตามองดูให้เห็นภาพนี้ ว่ามันวุ่นวายอย่างยิ่ง ปั่นป่วนอย่างยิ่ง เร่าร้อน เผาลนอย่างยิ่ง ไม่ให้ความพักผ่อนแก่จิตหรือแก่ร่างกายนี้ ; เราเรียกว่าวุ่น เรียกว่าไม่ ว่าง เพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกูนั้น. ต่อเมื่อปราศจากสิ่งที่เรียกว่าตัวกูนั้น จึงจะเรียกว่า ความว่าง มีอยู่แล้วในจิตนั้น, จิตนั้นเป็นจิตว่าง นี่ขอให้กำหนดไว้ให้ดีว่า เรากำลังพูดกันในแง่ของจิตวิทยา เพื่อรู้ความหมาย ของคำ ๆ นี้ก่อน. เหตุผลในการที่เรียกว่า "จิตว่าง" ถ้ามีคนถามว่า ทำไมไปเรียกว่าจิตว่าง ให้ยุ่งยากลำบากแก่คนธรรมดา ยาก ที่จะเข้าใจ จะเรียกอย่างอื่นว่า "จิตบริสุทธิ์" หรือ "จิตสว่าง" ใช้คำอย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือ ?
น.352 นี่ขอให้ฟังให้ดีว่า เรากำลังพูดกันในเรื่องของจิตวิทยา พูดให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ : ก็ตอบว่า จำเป็นที่สุดที่ต้องเรียกว่า "จิตว่าง" หรือใช้คำว่า "จิตว่าง" ในกรณีอย่างนี้ เพราะว่าประกอบอยู่ด้วยความว่างหรือสุญญตา จึงต้องเรียกอย่างนั้น จึงจะถูกต้อง และเต็มตามความหมาย, จึงจะเป็นการพูดที่ถูกต้อง คำพูดที่ถูกต้อง หรืออะไรที่ถูกต้อง และเต็มตามความหมาย มากกว่าที่จะใช้คำอย่างอื่น. ถ้าใช้คำว่า จิตสว่าง หรือจิตบริสุทธิ์ หรือจิตอะไรทำนองนี้ มันไม่ตรงจุด ของเรื่อง, ไม่เต็มตามความหมายของเรื่อง ที่เรียกว่า ความว่าง หรือสุญญตา ; เพราะ เราจะไม่ทิ้งคำสำคัญของ พระพุทธเจ้า ที่ ตรัส ว่า สุญญตาคือความว่าง ถ้าจิตใดมี ความว่าง จิตนั้นต้องเรียกว่าจิตสุญญตา หรือ สุญญจิตตะ คือ จิตว่าง. อย่าได้เข้าใจไปว่า เป็นเรื่องยากลำบากแก่การเข้าใจ. ถ้าหากได้ ทำความ เข้าใจ ข้อนี้กันให้ถูกต้อง เสียแต่ต้นมือจริง ๆ แล้ว จะไม่มีความยากลำบาก เกี่ยวกับ การที่จะเข้าใจคำว่า "จิตว่าง", แล้วก็จะเห็นได้ด้วยตนเองว่า เป็นความถูกต้องหรือว่า ยุติธรรม หรือว่าอะไรหมด ในการที่จะเรียกว่า "จิตว่าง" ซึ่งเต็มตามความหมายของ คำ ๆ นี้ คือคำว่า "จิตที่ประกอบอยู่ด้วยสุญญตาเราเรียกว่าจิตว่าง". ถ้าไปเรียกว่า จิตสว่าง ความหมายมันแคบไปแง่ใดแง่หนึ่ง, ถ้าจะเรียกว่า จิตบริสุทธิ์ ความหมาย มันก็แคบไปตามความหมายของคำว่า บริสุทธิ์ แง่ใดแง่หนึ่ง. - ใช้คำว่า “ว่าง" เพื่อเล็งถึงความหมายกว้างไม่มีขอบเขต เดี๋ยวนี้ต้องการจะพูดว่า "ว่าง" อันเป็นความหมายที่กว้าง ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ. ทุกคนลองคิดดูว่า อะไรจะมีขนาดใหญ่เท่าความว่าง : ดูจะไม่มี.
น.353 สิ่งทั้งหลายล้วนมีขนาด มีขอบเขตของขนาด พอจะกำหนดลงไปได้เท่านั้นเท่านี้ , ความ ว่างอย่างเดียวเท่านั้น ที่มีขนาดอันไม่มีขอบเขต จนใครวัดไม่ได้ คำนวณไม่ได้ : เป็น อมิตะ คือ ใคร ๆ คำนวณไม่ได้ ; เช่น อมิตาภะ - แสงสว่างคำนวณไม่ได้, อมิตายุ - อายุคำนวณไม่ได้ ; นั่นแหละคือลักษณะของความว่าง. สิ่งที่จะมีแสงสว่างคำนวณไม่ได้ คือ "ความว่าง" นั่นเอง, มีอายุคำนวณ ไม่ได้ ก็คือความว่างนั่นเอง ; เขาเอาไปเป็นชื่อเรียกพระพุทธเจ้าองค์นั้นองค์นี้ ก็ตาม ใจเขา แต่ตัวแท้ของสิ่งที่คำนวณไม่ได้ โดยขนาดหรือโดยอะไรก็ตาม นี้มันคือความว่าง. ฉะนั้น ถ้าเราจะไปเรียกในแง่ใดแง่หนึ่งว่าบริสุทธิ์ ว่าสว่าง ว่าอะไรอย่างนี้ มันก็ยังถูก จำกัดเขต ; ถ้าเราต้องการความไม่ถูกจำกัดเขต หรือคำนวณไม่ได้นี้ เราต้องใช้คำว่า “ความว่าง" ดีกว่า. ขอให้ทุกคนตั้งอกตั้งใจกำหนดให้ดี ๆ ให้เข้าใจคำว่า "ความว่าง" นี้ถูกต้อง ไปเสียตั้งแต่ต้นมือ. อย่าฟังลวก ๆ แล้วชิงเข้าใจหรือ เดาความหมายเอาเสียเอง โดยถือเอาผิด ไม่ฟังให้ถูก ซึ่งเป็นกันอยู่มากในเวลานี้ ; โดยเฉพาะเด็กๆ พอได้ยิน ว่าว่าง ความคิดก็แล่นปราดเดียวไปตลอดเลยตามที่ตัวรู้ คือไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร ไม่ รู้สึกอะไร อย่างนี้ก็ต้องทำผิดใหญ่หลวง ไปเสียแล้วตั้งแต่ต้นมือ, มันก็ต้องเกิดความ ยากลำบากอย่างยิ่ง อย่างที่สุดขึ้นมา ในการที่จะเข้าใจเรื่องนี้ หรือที่จะเอามาใช้เป็น ประโยชน์ได้ ขอกำชับอีกครั้งหนึ่งว่า อย่าฟังลวก ๆ แล้ว ชิงเข้าใจเอาเอง. เดาความ หมายเอาเองล่วงหน้าไปเสียเลย โดยไม่พึ่งให้ตลอดเรื่อง ซึ่งเป็นกันอยู่โดยมากในเวลานี้.
น.354 ตามที่ได้สังเกตมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ได้มองเห็นความจริงข้อนี้ : ถ้าได้ พูดว่า สุญญตา หรือ จิตว่าง ความคิดของผู้ฟังก็แล่นไปยังความไม่มีอะไรเลย หรือ ความที่จิตไม่คิดนึก ไม่รู้สึกอะไรเลย ทำให้ตัวแข็งเป็นท่อนไม้ไปอย่างนี้ ; นั่นเขารู้ เท่านั้น, แล้วเอามาวัดสุญญตาอันใหญ่หลวงลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า. เขาโง่เอง ก็เข้า ใจไม่ได้ ; ขืนเอาไปเข้าใจก็เข้าใจผิด, ขืนเอาไปใช้มันก็เกิดโทษ. เมื่อเข้าใจผิด แล้วก็เอาหลักเกณฑ์ที่ผิดนี้ไปใช้ สำหรับจะไปปฏิบัติ เพื่อเอาอานิสงส์ของความว่าง ของจิตว่าง มันก็เลยกลายเป็นโทษเป็นอันตราย ; แทนที่จะได้อานิสงส์ ยิ่งกลับได้สิ่ง ที่ตรงกันข้าม. นี้มองดูให้ดี ก็จะเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่างนี้ จะเรียกอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเรียกว่าความว่าง อยู่นั่นแหละ ; จิตที่ว่างชนิดนี้ก็เรียกอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเรียกว่า จิตว่าง. เมื่อโดจิตมีความว่างชนิดนี้ จิตนั้นก็เป็นจิตว่างชนิดนี้ คือ จิตว่างตามหลัก ของพระพุทธศาสนา. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยความว่าง ตามหลักของพระพุทธศาสนานี้ เท่านั้น จึงจะใช้เป็นประโยชน์ได้ คือเอาไปใช้ในฐานะเป็นเครื่องมือ สำหรับทำการงาน ให้ไม่มีทุกข์ ไม่มีโทษนี้ ก็ได้, หรือว่ามีความเป็นอยู่ด้วยจิตว่างนี้ มันก็เป็นความสุข อยู่ในตัวมันเอง แม้ในขณะที่ทำงาน แม้ในขณะที่พักผ่อน. ขอให้ฟังดูให้ดีให้รู้จักแยกคำว่า: ในขณะที่ทำงานก็ดี, ในขณะที่ไม่ทำงาน คือพักผ่อนก็ดี, จิตว่างนี้มีประโยชน์ถึงที่สุด. เมื่อทำงาน ก็ทำให้ งานสนุก ง่ายสะดวกดาย แล้วก็ได้ผลดี รู้สึกเป็นสุข ในการงาน ไม่ต้องไปเที่ยวแสวงหาความสุขทางเนื้อหนังอย่างอื่น มาหลอกตัวเอง มาทำ ให้ตัวเองโง่ไป.
น.355 เมื่อไม่ทำงาน เมื่อมีการพักผ่อน ก็พักผ่อนอยู่ด้วยจิตว่าง หรือจิตที่ประกอบ อยู่ด้วยความว่าง มันก็ เป็นความพักผ่อนที่แท้จริง ; ไม่เหมือนพวกคนโง่ ที่ไปพัก ผ่อนที่โรงหนัง ไปพักผ่อนที่ไนท์คลับ ที่บาร์ ที่อะไร อย่างที่เขาพูดกัน ซึ่งไม่เป็น ความพักผ่อน แต่ไปอัดอยู่ด้วยความบ้าอะไรชนิดหนึ่ง ที่หลอกตัวเอง แล้วเข้าใจว่าเป็น ความพักผ่อน. นี้คือปุถุชนคนที่หนาไปด้วยความโง่ หรือความอะไรก็ตามใจ ไม่มี ทางที่จะเข้าใจ คำว่าความว่างของพระพุทธเจ้าได้ ไม่อาจจะเข้าใจคำว่าจิตว่าง ที่จะทำ ให้เกิดความสุข ทั้งในการงานและการพักผ่อนได้. คุณค่าของการใช้คำก็เป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ระวังให้ดี ๆ อย่าให้เกิดเล่นตลกกันแม้ในทางถ้อยคำ หรือความคิด ความเข้าใจอันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด. เรื่อง สุญญตาเป็นเรื่องที่ สำคัญที่สุด ; ซึ่งเราก็ได้พูดมาแล้วในครั้งก่อน ๆ ว่าสุญญตาเป็นเนื้อเดิมแท้ของ พุทธศาสนา เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งแม้แก่ฆราวาส. ถ้าเรื่องนี้ยังอยู่ เชื่อว่า พุทธศาสนาเดิมแท้ยังอยู่ นี้คุณค่าของมันเป็นอย่างนี้. คุณค่าในทางที่จะเป็นประโยชน์โดยตรง ก็เช่นว่า "ถ้าเห็นโลกโดยความเป็น ของว่าง คือ ด้วยจิตว่างอย่างนี้ ความตายจะไม่มี", คาถาโมฆราชอันมีชื่อเสียง ก็มีอยู่อย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่าน ทรงกำชับว่า "จงมองเห็นโลก โดยความเป็นของ ว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด ; เห็นโลกอยู่อย่างนี้ ความตายจะไม่มี จะก้าวข้ามพ้นความตาย ไปเสียได้"
น.356 นี้ถือว่าความตายนี้เป็นเรื่องปัญหาใหญ่ เป็นความทุกข์ที่สัตว์เผชิญกันอยู่ ทุกอย่างมันไปรวมอยู่ที่กลัวตาย กลัวจะไม่ได้อยู่ ; นี้เกิดเป็นปัญหา เป็นพญามัจจุราช ขึ้นมา คุกคามสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ตลอดเวลา. นี้เราจะมีปัญญาอย่างไร ที่จะข้าม มัจจุราชนี้ไปเสียได้ ? หรือพูดกลับอีกทีหนึ่ง ก็ว่าที่จะทำให้มัจจุราชนี้มองไม่เห็นเรา ; คาถาศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าก็ว่า ทำ "เรา" ให้ว่างไปเสีย แล้วมัจจุราชจะมองเห็น เราได้อย่างไร. นี่คือ ข้ามมัจจุราชไปเสียได้ ด้วยอำนาจของความรู้เรื่องสุญญตา : ให้มีจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสุญญตาอยู่ทุกเมื่อ, จงเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ หมายความว่าอย่างนี้ สรุปกันสั้นๆ ก็ว่า เรื่องสุญญตานี้เป็นประโยชน์ ตั้งแต่ต่ำที่สุด เล็กที่สุด จนถึงสูงสุด ใหญ่หลวงที่สุด และใช้ ได้แม้แต่ฆราวาส ไม่ต้องพูดถึงบรรพชิต และ จำเป็นแม้แต่ฆราวาส ไม่ต้องพูดถึงบรรพชิต. นี่มีค่ามากอย่างนี้ แล้วเราก็สนใจไม่มาก พอ สนใจกันอย่างลวก ๆ, ฟังก็ฟังกันอย่างครึ่งหู แล้วมันก็ไม่แจ่มแจ้งแทงตลอดอะไร, ไม่ฟังทั้งสองหู พังครึ่งหูแล้วก็ไปอุดตันอยู่ที่นั้น. ความอวดรู้ของตัวก็ชิงเอาหน้า ชิงออก มารับต่อไปเลย ว่าความว่างคือไม่มีอะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่หวังอะไร ไม่อะไรอย่างนี้ การพูดไปว่า ว่าง ไม่มีอะไร ทำนองนั้นดังกล่าวมานี้ เป็นคำพูดที่ผิด ทั้งนั้น เว้นไว้แต่จะแยกคำพูดเป็นภาษาคน ภาษาธรรม : "ไม่หวังอะไรไม่ต้องการอะไรอย่าง ภาษาคน ; แต่ว่าอาจจะหวังอะไร ต้องการอะไร ทำอะไรได้รับผลอะไรอยู่ได้ตลอด เวลาโดยภาษาธรรม". ถ้าต้องการอะไร ก็ต้องการด้วยจิตว่าง, ถ้าทำอะไรก็ทำด้วย จิตว่าง, จะเสวยผลอะไรของอะไรอยู่ ก็เสวยด้วยจิตว่าง ; นี่มันมีได้อย่างนี้. ที่เข้าใจกันนั้น ไป เข้าใจผิด เสียว่าไม่ทำอะไร ไม่มีอะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่เสวยผลอะไร แล้วตัวเองก็บ้า ; เพราะตัวเองก็อยากจะได้อะไรอยู่ แล้วก็จะปฏิบัติ
น.357 ชนิดที่ไม่ต้องการอะไร ไม่มีอะไร มันก็บ้าทันที. นี่ความเป็นอันตรายของความรู้ที่ผิด ความเข้าใจที่ผิด มันก็มีอยู่อย่างนี้. ขอให้เข้าใจเสียให้ถูกในเรื่องของสุญญตา จึงจะมีตัวแท้ของศาสนาอยู่กับเนื้อ กับตัว แล้วก็เป็นเครื่องรางคุ้มครอง ไม่ให้มีอะไรมาทำให้เกิดความทุกข์ได้. เมื่อเอา พระแขวนไว้ที่คอ ทำไมไม่รู้ว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของความว่าง, เป็นสัญลักษณ์ของ พระพุทธเจ้า ที่มีจิตว่าง ที่มีการเป็นอยู่ด้วยความว่าง. อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ตถาคตใช้เวลาส่วนมากล่วงไป ด้วย สุญญตาวิหาร" ซึ่งผมก็ได้เคยเอ่ยชื่อให้ฟัง แล้วได้สัญญาไว้ว่าจะพูดกันโดยละเอียด ต่างหากสักครั้งหนึ่ง ถึงคำว่าสุญญตาวิหาร ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ท่านใช้เวลาในชีวิต ล่วงไปด้วยสุญญตาวิหารเป็นส่วนมาก ; เวลานั้นเป็นเวลาที่ว่างของพระพุทธเจ้า แล้ว ก็ทำให้เกิดอะไรทุกอย่าง เป็นการผ่านไปด้วยความสุขสูงสุด อะไร ๆ ก็สูงสุดทั้งนั้น แล้วท่านก็ทำอะไรอยู่ได้ เป็นประโยชน์แก่โลกแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ทั้งที่อยู่ด้วย สุญญตาวิหาร. เรื่องสุญญตานี้เป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด ของจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา เรื่องนี้เราต้องฟังไป เข้าใจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเวลาที่ปฏิบัติ จิตต้องว่างจากความรู้สึกเป็นตัวกู เมื่อมีสิ่งเกี่ยวข้องกับอายตนะ ปัญหาต่อไปอาจจะมีว่า เมื่อไรจิตจึงจะว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวภู อย่างที่ กล่าวแล้วนั้น ? ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดินอย่างเดิมอีกว่า เมื่อเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามา
น.358 เกี่ยวข้องกับเรา ที่เกี่ยวข้องอยู่กับเรานี้เป็นของว่าง หรือเห็นทั้งโลกเป็นของว่างเสียเลย อย่างพระพุทธเจ้าว่าจะดีกว่า; เมื่อทุกสิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราหรือทั้งโลก พึงเห็นว่า เป็นของว่างจากตัวตน. ตรงนี้ก็อยากจะพูดซ้ำ หรือทวนให้ระลึกนึกถึงคำว่า "โลก". คำว่า "โลก" ไม่มีอะไรนอกจาก สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา : ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ของเรา ; อะไรมีปริมาณเท่าไรที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา โดยสัมผัสถูก ต้องทางทั้ง ๖ นี้แล้ว เราเรียกว่าโลก, นอกจากนั้นก็ไม่มีความหมาย หรือไม่ต้องมี ความจำเป็นอะไร ที่ต้องไปรู้ไปชี้กับมัน. เรื่องทั้งโลก ก็มีเพียงแค่ สิ่งที่มนุษย์ จะรู้สึกได้ รู้จักได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ : ฉะนั้น สิ่งที่จะเรียกว่าโลกทั้งหมดทั้งสิ้น คืออารมณ์ ที่จะรู้สึกได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; นั่นคือทั้งโลก, แล้วมันเข้ามากระทำกับเรา เข้ามาเกี่ยว ข้องกับเราคราวละอย่าง : เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น เดี๋ยวทางผิว หนัง เดี๋ยวทางจิตใจเอง. อารมณ์จะเข้ามาพร้อมกันทุกทางไม่ได้ จะเข้ามาพร้อมกันทุก อย่างไม่ได้ ; โลกมันก็อยู่ที่โลกนั่นแหละ แต่แล้วมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับจิตใจของคนเรานี้ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ฯลฯ เป็นคราว ๆ แล้วก็คราวละอย่าง นี้คือโลก. ที่พูดว่าสิ่งที่มา เกี่ยวข้องกับเราคือโลก มาเกี่ยวข้องกับเรา เวลาใด เมื่อไร เท่าไร เราก็ต้อง ดู มัน และ ต้อนรับ มัน ด้วยความรู้ของจิตว่าง ว่ามันเป็นของว่าง ไม่มีตัวตน ไม่มีสาระ เป็นตัวตน มันเป็นตามธรรมชาติของมันอย่างนั้น, ส่วนที่มันมากระทบจิตใจของเราก็ เป็นอย่างนี้, ส่วนที่มันยังไม่มากระทบจิตใจของเรามันก็เป็นอย่างนี้, แล้วก็ทั้งโลกเลย มันเป็นอย่างนั้น, ที่เรียกว่าโลกว่าง.
น.359 จะพูดว่าโลกว่าง คือ อารมณ์ภายนอก ที่จะมากระทบกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นของว่าง อย่างนี้ก็ได้ ; แต่ที่ฉลาดละเอียดลึกซึ้งไปกว่านั้น มันก็ยังมีอยู่ อีกความ หมายหนึ่ง คือความหมายที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "โลกนี้คือทุกข์, ทุกข์นี้คือโลก" ; ฉะนั้น โลกก็คือความทุกข์นั้นแหละ. โลกนั้นก็เป็นของว่าง เพราะความทุกข์นั้นเป็น ของว่าง ถ้ามองเห็นความทุกข์เป็นของว่าง นี่แหละเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ลัดสั้นที่สุด ทำให้ หมดปัญหาเรื่องความทุกข์ไป. มีใครคนหนึ่ง เรียกการเห็นทุกข์เป็นของว่างอันนี้ว่า กิเลโสพีคัล ยูโด กิเลสเป็นที่ตั้งแห่งยูโด, เป็นยูโดทาง philosophy ทางปรัชญา ; หมายความว่าสามารถ จะใช้วิธีการง่าย ๆ ครั้งเดียว นิดเดียว ทำให้ความทุกข์นั้นสลายไปหมด ก็คือเรื่อง ความว่าง ; ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะทำให้ความทุกข์ว่างไป อย่างนี้ก็ไม่มีความทุกข์. คนโง่เห็นความทุกข์เป็นทุกข์ คนฉลาดเห็นความทุกข์เป็นความว่าง จิตว่าง เป็นดุจเครื่องรางคุ้มกันภัย เมื่อมีปัญหาอะไร ถ้าเราต้องเอาความทุกข์มาเป็นตัวความทุกข์ : ความทุกข์ ของกู, ตัวกูออกรับความทุกข์นั้น มันก็เกิดเรื่องมหาศาลขึ้นมา. ถ้ามีจิตที่ว่าง ที่ไม่มี ตัวกูอยู่ในนั้น ความทุกข์ เข้ามาเท่าไรมัน ก็สลายตัวไปเป็นความว่าง เหมือนคลื่นกระทบ ฝั่งอย่างนั้น ; นี่จึงเป็นของประเสริฐวิเศษ ที่เป็นเครื่องรางเป็นเกราะคุ้มภัย เป็นอะไร ทุกอย่างที่มนุษย์ควรจะต้องการ. เอาตัวความว่างให้มามีอยู่กับจิต เป็น จิตว่าง นี้จะ รู้ได้สารพัดอย่าง รู้ความ เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความอะไรต่าง ๆ ได้; แม้ที่เราจะเคยพูดกันว่า เสือมาก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องกลัวเสือ, จะสู้เสือก็ไม่ต้องกลัว, จะวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ก็ไม่ต้อง กลัว, กระทั่งเสือกัดตาย กินเข้าไปหมด ก็ไม่ต้องกลัว. นี่เรียกว่าสู้เสือด้วยจิตว่าง
น.360 คุณจะเลือกเอาอย่างไหน ? จะเลือกเอาข้างกลัวแม้แต่เห็นรูปเสืออย่างนั้น หรือ ? มันก็บ้าเต็มที. จะเห็นรูปเสือ, หรือเห็นตัวเสือจริงๆ หรือว่าจะต้องสู้กับเสือ, หรือว่าจะต้องวิ่งหนีขึ้นต้นไม้, หรือว่าเสือมันจะกัดเอาแล้ว แล้วกินเข้าไปนี้, ก็ไม่ เห็นจะต้องกลัว. นี่คือความคุ้มกันที่จะได้รับจากสุญญตา คือไม่ให้มีความทุกข์ทำอะไรได้ แม้แต่ความตาย ; อยู่เหนือความตาย ความตายหาตัวเราไม่พบ. เราจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสุญญตานี้อยู่กับจิต เพื่อจะทำโลกให้สลายไป เป็น ของว่างทั้งโลกเลย : รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ชนิดไหนก็ตามในโลกนี้ ส่วนไหนก็ตามในโลกนี้ ไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นภัย ไม่เป็นปัญหาให้แก่เรา ; เพราะ เรามีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ คือจิตว่าง, หรือจะมองลึกเข้าไปอีกที ก็คือความว่างที่มีอยู่ ในจิต มันเป็นอันเดียวกัน แยกกันไม่ออก. จิตว่างมีอยู่ที่ไหน จิตนั้นก็แสนจะ ประเสริฐวิเศษ ไม่มีความตาย ไม่มีความทุกข์ อยู่เหนือมัจจุราช, พักผ่อนก็เป็นสุข ทำงานก็เป็นสุข เรียนหนังสือก็เป็นสุข ทุกอย่างที่มนุษย์จะต้องทำ ในฐานะเป็นหน้าที่ เมื่อ ทำด้วยจิตว่าง แล้ว ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ : ทำผิดก็สนุก ทำถูกก็สนุก ได้ก็สนุก เสียก็สนุก คือไม่ มีความทุกข์. เกิดมาที่ ได้อย่างนี้ก็พอแล้ว, และเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่ เพียงเรื่องเดียว จนมีธรรมเนียมว่า : พุทธบริษัทที่แท้จริงพอเข้ามาอยู่ในวัด จะบวชนี้ จะต้องเรียนเรื่อง ยถาปัจจยัง ปวัตตะมานัง ก่อน เรียนเรื่องหัวใจเนื้อเดิมแท้ของ พระพุทธศาสนา คือเรื่องความว่างนี้ก่อน เป็นการตั้งต้นที่ดี. พึงศึกษาให้เข้าใจเรื่อง "ว่าง" ซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนา ขอย้ำอีกทีว่า แม้บวชระหว่างปิดภาคนี้ ก็ต้องตั้งต้นเข้ามาในศาสนานี้โดย การศึกษาเรื่องความว่าง จะศึกษาเรื่องอื่นนั้นไม่คุ้มค่าของเวลา. นี่กล้าพูด : ถ้าศึกษา
น.361 เรื่องความว่างนี้ อันเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา แล้ว จะเอาไปใช้ได้ แม้ในการ เล่าเรียนต่อไป, แม้ในการงาน ทำงานอาชีพข้างหน้า, หรือประสบความสำเร็จ · หรือว่าเผชิญในชีวิตทุกแง่ทุกมุม, ไม่ว่าเรื่องได้เรื่องเสีย. "ว่าง" นี้จะอยู่เป็นเครื่อง คุ้มครอง ไม่ให้ชีวิตนี้มีความทุกข์ ความทุกข์สลายไปหมด ว่างจากความทุกข์อยู่ตลอดเวลา เพราะเรื่องนี้ เพราะสิ่งนี้. ความว่าง นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ, เกิดมาที ควรจะได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่อย่างนั้นป่วยการ. เกิดมายุ่ง ๆ, ยุ่ง ๆ แล้วก็เน่า เข้าโลงไป ; นี่เป็นเรื่องน่าสังเวชน่าสงสาร. เกิดมากระโดดโลดเต้น ไม่เห็นอะไร นอกจากทรมานตัวเอง แล้วก็เน่าเข้าโลงไป มีความรู้สึกแต่ว่าตัวกู - ว่าของกู จน "ลิ่ง ล้างหูใส่หน้าให้" สักเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้สึก แล้วก็เน่าเข้าโลงไป. อย่าทำเล่นกับเรื่องความว่าง หรือเรื่องจิตว่าง ; ขอให้เข้าใจมันให้ถูกต้องว่า มันเป็นอย่างไร, แล้วก็เข้าใจถึงขนาดที่ว่า ตามธรรมดา ตามธรรมชาติเดิมแท้ของมัน ก็ว่าง. ที่เรียกว่า "จิตนี้ประภัสสร" นี้ก็เป็น จิตว่าง ชนิดหนึ่ง ตามธรรมชาติ, เป็น รากฐานของความว่าง. ถ้าเรารักษาความเป็นประภัสสรไว้ได้ ก็ไม่มีความทุกข์เหมือนกัน จะว่างจากตัวกู - ของกูอยู่เสมอไปเหมือนกัน ; นี่เรียกว่าธรรมชาติโปรดปรานประทาน มาให้ดีแล้ว ให้มีจิตรากฐานนั้นเป็นจิตประภัสสร. พระเจ้าก็ให้มาดีแล้ว : ให้มีจิตที่ว่างจากตัวกู - ของกู มาแต่ก่อน ; เพิ่งจะ มาโง่ เมื่ออาดัมกับอีฟกินผลไม้ต้นที่หนึ่งเข้าไปทำให้เกิดความรู้เป็นดีเป็นชั่ว, แล้วยึดถือ ความดีความชั่ว ยกหูชูหางเพราะความดี เป็นบาปตลอดกาลนิรันดร ติดมาถึงลูกหลาน ทุกวันนี้ แล้วเป็นมากขึ้น.
น.362 ขอให้ดูที่พวกคุณ พวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ นี้ ยิ่งหลงใหลในความดีความวิเศษ อะไรมากขึ้น เกินขอบเขตจนเรียนไม่ไหว จนเป็นบ้า เพราะว่าเรียนเกินความจำเป็น เพราะว่าอยากดีอยากเด่นอะไรอย่างนี้ ให้ผลมาถึงอย่างนี้ จนถึงปัจจุบันนี้ นี้กำลังสูญเสีย ความเป็นจิตประภัสสร. สุญญตาจะช่วยให้มีจิตประภัสสรถาวร ถ้าพูดกันเป็นภาษาธรรม ไม่ต้องพูดเป็นพันปีหมื่นปี เหมือนที่คนเข้าใจ คัมภีร์ไบเบิล ; เดี๋ยวนี้ที่นี่ ในชีวิตนี้ ชาติหนึ่งนี้ พื้นฐานของจิตเป็นประภัสสร. ที่ว่า "กินผลไม้นั้นเข้าไป” หมายความว่าเมื่อคลอดจากท้องแม่แล้วโตขึ้นมา ที่แรกจิตของ เดิมนั้นว่างเป็นจิตทารก. พอมาเป็นจิตเด็ก ๆ ก็เริ่มอยากดีอยากเด่น, พอเป็นจิตหนุ่ม จิตสาวก็เป็นเต็มที่ ; นี่เพราะกินผลไม้นั้นเข้าไป จึงยึดมั่นในความชั่วความดี ก็มีความ ทุกข์ ; นี่คือสูญเสียความเป็นประภัสสร. แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มองดูให้ดีว่า ใน วันหนึ่ง เพียงชั่วโมงหนึ่ง เรามีจิตที่เป็นประภัสสรอยู่มากเหมือนกัน; จิตวุ่นนั้นไม่ใช่ มีอยู่ตลอดเวลา ถ้าวุ่นตลอดเวลา ก็หมายความว่าบ้าแล้ว และตายแล้ว ไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่ ตายเข้าโลงไปแล้ว. ความเป็นประภัสสรนั้นมีอยู่ สลับอยู่เป็นระยะ ๆ แล้วก็มาก แต่เป็น ประภัสสรอย่างชั่วคราวอย่างนี้ มันพร้อมที่จะหม่นหมองไปอีก นี้เราต้องมีวิธีอันใด อันหนึ่ง มาแก้ไขจิตประภัสสรนี้ ให้เป็นจิตประภัสสรที่ตายตัว ; ก็ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่อง สุญญตา คือหลักพุทธศาสนาที่เป็นเนื้อแท้ มาฝั่งลงไปในจิตนั้น ให้กลายเป็นจิตประภัสสรตายตัว คือจิตว่าง อย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น อย่างที่พระอรหันต์
น.363 เป็น. เรานี้ก็เป็นไปอย่างงู ๆ ปลา ๆ เป็นครั้งเป็นคราวเป็นอะไรไปเรื่อยๆ จนกว่า มันจะเป็นตายตัวอย่างนั้น. หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ มันก็ยังมีอีกมาก ; เพราะฉะนั้น อย่าได้ประมาทเลย. ขอให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ดี ๆ แม้โดยทางปริยัติ โดยทางจิตวิทยานี้ไปก่อน ก็จะสะดวกในการที่จะปฏิบัติ. เพราะเดี๋ยวนี้เรามันบาปหนาบาปลีก นิยมความรู้ รู้มาก ยากนาน, ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน มันก็เลยเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ; ไม่เหมือนคนโบราณ สมัยพุทธกาล เขาไม่มีความรู้มากยากนานเหมือนเรา เขาเรียนอะไรน้อย ไม่มีปริญญา เป็นหางเหมือนอย่างพวกเรา ; ความเป็นอย่างนั้น ทำให้เขาเข้าใจความว่าง หรือมีจิตว่าง ได้ทันทีตรงที่นั่น ตรงที่นั่งคุยกับพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้มันเป็นบาป เรารู้มากยากนาน ไปกินผลไม้ที่ทำให้ติดในความดี ความเด่นอะไร ทำให้เป็นตัวกู - ของกู เท่าภูเขาขึ้นมา ; นี้ต้องเอาออกไปเสียจาก จิตใจ ให้มีจิตว่าง แม้ในขั้นแรก ในขั้นลงมือ. เมื่อใดจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู ก็คือเมื่อเราเห็น หรือมองเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นของว่าง. ต้องรู้จักลักษณะของเรื่อง "ว่าง" เพื่อปฏิบัติได้ง่าย ถ้าถามว่าจะปฏิบัติอย่างไร จิตจึงจะเห็นสิ่งทุกสิ่งเป็นของว่าง ! เรื่องนี้ก็เป็น เรื่องการปฏิบัติแล้ว จะเอาไว้พูดกันตอนที่ว่าด้วยการปฏิบัติ ว่าทำอย่างไร จิตจึงจะเห็น สิ่งทุกสิ่งเป็นของว่าง, คือทำจิตให้ว่างได้อย่างไร. วันนี้เราพูดกันแต่เรื่องลักษณะ ของความว่าง กับจิตว่างคืออะไร ? มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ? เพื่อจะเข้าใจวิธีปฏิบัติ ต่อไปได้โดยง่าย.
น.364 เรื่องสุญญตาในวันนี้ เราพูดกันถึงเรื่อง ความว่าง กับ จิตว่างเกี่ยวข้องกัน อย่างไร ในแง่ของจิตวิทยา, แล้วอาศัยวิธีการอธิบายอะไรต่างๆ ตามวิธีของจิตวิทยา มาช่วยทำให้คนสมัยนี้ เข้าใจพุทธศาสนาส่วนที่เป็นหัวใจ คือเรื่องความว่าง เพื่อจะเอา ไปใช้เป็นประโยชน์ได้ ; เพราะว่าคนสมัยนี้ต้องการจะทำอะไร ๆ มากกว่าคนสมัยโบราณ พุทธกาล หลายเท่า หลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า. ฉะนั้นก็ต้องตั้งต้นเรื่องกว้างขวาง กว่า คนครั้งพุทธกาลสักหน่อย ; แต่คงจะไม่เสียหลาย เพราะอย่างน้อยก็เอาไปเป็นความรู้ทาง จิตวิทยา รับจ้างสอนคนเอาเงินก็ได้ นี่เป็นอย่างน้อย แต่ที่อย่างมากก็คือว่าจะดับทุกข์ได้ ขออย่าไปทำเล่นกับเรื่องนี้ ที่เป็นเรื่องที่จะทำให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ แล้วก็เตรียมรากฐานไว้ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็จะเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้เฒ่า เป็นผู้ชราไปในที่สุด ให้ชีวิตนี้เดินไปด้วยลักษณะที่ถูกต้อง ตั้งแต่จุดตั้งต้น น่าเสียดายที่ว่า วัฒนธรรมไทยนี้เปลี่ยนแปลง ห่างไกลออกไปจากความว่าง จากเรื่องสุญญตาที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. วัฒนธรรมไทยเดิม ๆ โบราณ ของ เรานั้น อยู่ในรูปที่จะทำให้เด็กทารกก็เข้ามา เกี่ยวข้องกับเรื่องความว่าง ; สอนให้ไม่ ยึดถือ สอนให้ให้อภัย สอนให้ไม่เห็นแก่ตัว นี้มีมาตั้งแต่เล็กโดยไม่รู้สึกเรื่อยมา ; พอโตเป็นผู้ใหญ่มันก็ง่ายที่จะเข้าใจความว่าง. เดี๋ยวนี้เขาสอนให้เห็นแก่ตัว สอนให้ ละโมบโลภลาภ ให้มีอะไรมาก : พอเข้าโรงเรียนก็สอนให้เห็นแก่ตัว พอเข้ามหาวิทยาลัย แล้ว ยิ่งสอนให้เห็นแก่ตัว ที่ใหญ่ที่โตที่กว้างขวางลึกซึ้ง จนต้องใช้ระเบิดขวดใน มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องประกอบของมหาวิทยาลัย ; นี้คือไม่ว่าง คือความเห็นแก่ตัว มันมากขึ้น. โรงเรียนทุกโรงเรียนสอนให้เห็นแก่ตัว ให้เด็กหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปด้วย เรื่องเห็นแก่ตัว มันก็เป็นอันธพาลมากขึ้น ; ฉะนั้น จะเพิ่มครูเพิ่มโรงเรียนให้มากขึ้น
น.365 เท่าไหร่ ก็ช่วยไม่ได้ ยังคงมีอันธพาลมากขึ้น เท่าจำนวนครูหรือโรงเรียนที่มันเพิ่มขึ้น ; เพราะโรงเรียน สอนแต่ในทางที่จะให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู ตามกันพวกฝรั่ง, ถึงใน มหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน ทั้งโลกมันก็เหมือนกัน. นี่โลกถูกครอบงำอยู่ด้วยตัวกู แล้วโลกก็ไม่ว่าง จิตก็ไม่ว่าง ความทุกข์ จึงเต็มไปทั้งโลก ; แล้วเราก็ไม่สนใจเรื่องนี้ แล้วจะเรียกว่าอะไรดี ; จะเรียกว่า เชือดคอตัวเอง ก็ถูก, จะเรียกว่าพระเจ้าลงโทษให้ มันก็ถูก ; แต่พูดตามแบบของ พระพุทธเจ้าว่า "โลกไม่ว่าง เพราะอวิชชาครอบงำเต็มไปทั้งโลก", แล้วต้องเป็น โลกที่ลุกเป็นไฟคุกรุ่นอยู่ข้างใน จนกว่าเมื่อไรไฟจะลุกออกมา จนเผาให้ไหม้เป็นจุรณ์ หมดไปทั้งโลก. สิ่งที่จะเป็นเครื่องคุ้มครองเหตุร้ายอันนี้ได้ ก็มีแต่เรื่องสุญญตา เย เต สุตฺตฺตา - สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด, มฺมฺ ตถาคตภาสิตา - อันตถาคตกล่าวไว้ , คมภีรา - ลึกซึ้ง, คมภีรตลา - มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกฺตฺตรา - เรื่องเหนือโลก, สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - เนื่องเฉพาะกับสุญญตา. ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้แต่ฆราวาส ครองเรือน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา เรื่องอะไรต่างๆ นี้ ก็ยัง ต้องอาศัยเรื่องสุญญตานี้ เพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลตลอดกาลนาน เมื่อเห็นคุณค่า เห็นประโยชน์ของสุญญตา ก็ควรจะให้ความสนใจแก่เรื่องนี้ มากขึ้น แล้วพยายามฟังให้ดี. อย่าชิงเข้าใจเอาหน้า ชิงเข้าใจเอาเอง จนผิดไปจาก ตัวเรื่อง. พอได้ยินคำนี้เข้า ถ้าความเข้าใจชิงเอาหน้าออก ชิงเข้าใจเอาเองอย่างโลก ๆ ก็จะเตลิดเปิดเปิงไปในทางผิด. เขาเป็นกันมากอย่างนั้น ; พวกเราอย่าได้เป็นเลย. เอาละ เวลามันก็หมด พอกันที.
Buddhadasa