Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๕ (สุญญตาธรรม) — สุญญตาธรรมจำเป็นแก่ฆราวาส

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.366 วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้พูดกัน ถึงธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง สืบต่อไป. ในวันนี้จะได้พูดโดย หัวข้อว่า สุญญตาธรรมจำเป็นแม้แก่ฆราวาส. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๕ ของการบรรยายเรื่องสุญญตา ซึ่งจะบรรยายกันในส่วนที่เป็นหลักวิชาหรือปริยัติ โดย เฉพาะในแง่ของจิตวิทยา ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งในส่วนนี้ กันเสียก่อน แล้วจึงจะได้กล่าวถึงหลักการปฏิบัติ ต่อไปได้ โดยง่าย. ๓๓๙

น.367 มีคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า สุญญตาจำเป็นแก่ฆราวาส ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ คือเรื่องที่มีหัวข้อว่า "สุญญตาธรรมจำเป็นแม้แก่ ฆราวาส" ? เพราะพวกคุณขอร้องว่าได้ฟังเรื่องที่จะ เป็นประโยชน์ ในสมัยที่สึก กลับออกไปเป็นฆราวาส ต้องการให้พูดแต่สิ่งที่จำเป็นแก่ฆราวาส ; ผมก็เลยพูดเรื่องนี้ เสียในวันนี้ แล้วก็พูดตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่า "เรื่องสุญญตาธรรมนี้ เป็นไป เพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน" มีชัดอยู่ในพระบาลีนั้น โดยเฉพาะเรื่อง ธัมมทินนาสูตร. สูตรนี้มีเรื่องว่า : - มีคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอฟังเรื่องที่เป็นไปเพื่อ ประโยชน์สุข แก่พวกข้าพระองค์ตลอดกาลนาน. "ข้าพระองค์" ในที่นี้ หมายถึงพวก เขาที่เป็นฆราวาส แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทน์ของหอมเป็นต้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา ; แม้ฆราวาสเหล่านี้จะทูลทัดทานว่ามันลึกเกินไป จะรับไม่ไหว. พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสเพิกถอนหลักเกณฑ์อันนี้ แต่ได้ตรัสเรื่องว่า : ถ้าอย่างนั้นก็ให้มีหลักว่า มีศรัทธาปสาทะมั่นคงไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ใน พระธรรมเจ้า ในพระสงฆ์เจ้า แล้วก็มีอริยกันตศีล คือศีลที่รักษาดี จนเป็นที่พอใจ ของพระอริยเจ้า. พวกฆราวาสเหล่านั้น ก็ทูลขึ้นว่า อ้าว, ก็ เรื่องเหล่านี้ปฏิบัติอยู่แล้ว. ในที่สุดก็เป็นอันว่า เมื่อเรื่องเหล่านี้ปฏิบัติอยู่แล้ว มันก็ไม่มีเรื่องอะไร ที่จะสูงขึ้นไปกว่านั้น กล่าวคือเรื่องสุญญตา.

น.368 จำเป็นแก่ฆราวาส พระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องอื่นนอกจากสุญญตา ทีนี้มีข้อลี้ลับอยู่อันหนึ่งว่า บางทีเรื่องสุญญตาก็มิได้ตรัสไว้ในถ้อยคำ หรือ ชื่อว่าสุญญตา ; ตรัสไว้ในถ้อยคำอย่างอื่น มีชื่ออย่างอื่น แต่แล้วมันก็รวมอยู่ในคำว่า สุญญตา ซึ่งมีหลักพระพุทธภาษิตอย่างที่ได้เอามาพูดให้พังแล้วว่า "ตถาคตไม่ตรัสเรื่อง อื่น นอกจากเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตา. เรื่องนอกนั้นเป็นเรื่องสาวกพูดกันสนุก ๆ ใน ภายหลัง นี่เป็นอันว่าทุกเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ต้องเป็นเรื่องที่เรียกว่าสุญญตับ- ปฏิสังยุตตา คือเกี่ยวข้องหรือเนื่องเฉพาะกันกับเรื่องสุญญตา. การถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, หรือ มีศีลอย่างดีเลิศนี้ ก็เกี่ยว ข้องกันกับเรื่องสุญญตา : อย่างน้อยก็เนื่องถึงสุญญตา. .. ถ้าเรามีความรู้เรื่องสุญญตา นั่นแหละ จึงจะเลื่อมใสใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่หวั่นไหว ; ถ้าไม่ อย่างนั้น ความเลื่อมใสนั้นจะยังง่อนแง่นคลอนแคลนเช่นเดียวกับความเลื่อมใสของคน ส่วนมากในสมัยนี้: สมัยที่ไม่รู้เรื่องสุญญตา, แล้วไม่ยอมรับเรื่องสุญญตาเอาเสียเลย. ความรู้หรือการปฏิบัติในพุทธศาสนานี้ ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องและแน่นแฟ้น จะต้องมีรากฐานอยู่บนความรู้เรื่องสุญญตาเสมอไป. คนที่จะนับถือพระพุทธเจ้าสูงสุด ด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมดนี้ ก็เพราะเข้าใจหลักพุทธศาสนาแล้ว. หลักพุทธศาสนา ก็ไม่ มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่องสุญญตา : นี่คือข้อที่ว่าเรื่องสุญญตานี้จำเป็นแม้แก่ฆราวาส โดยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง, แล้วพวกเรายิ่งมองก็ยิ่งเห็น ก็เลยยิ่งจะสนใจและอยาก จะย้ำในความจริงข้อนี้ .. สุญญตา เคยพูดกันมาแล้วว่า เป็นเนื้อเดิมแท้ ของพุทธศาสนา นอกนั้น เป็นเนื้อพอกใหม่ของพุทธศาสนา ; ฉะนั้น สุญญตานี้แม้เป็นเรื่องสูงสุดของพุทธศาสนา

น.369 ก็จำเป็นแม้แก่ฆราวาส ซึ่งเป็นบริษัทที่ต่ำสุดในพุทธศาสนา. เราจะพูดกันในข้อนี้เป็น ส่วนสำคัญ. ฆราวาสจำเป็นต้องรู้สุญญตา เพราะมีปัญหามาก ในวันนี้ยังจะไม่พูดเกี่ยวกับบรรพชิต แต่จะพูดเฉพาะที่เกี่ยวกับฆราวาส เพราะว่า ฆราวาสนี้เป็นรากฐานของสังคม, รากฐานของสังคมทั่วไปอยู่ที่ฆราวาส. คุณ ก็มองเห็นได้เอง : บรรพชิตมีเป็นส่วนน้อย, และปัญหาของบรรพชิตนั้นก็ไม่รีบด่วน เท่ากับปัญหาของฆราวาส. ฆราวาสเหมือนผู้ที่ตกอยู่ท่ามกลางกองเพลิง บรรพชิตนั้นเป็นผู้ที่หลีก หรือกระเด็นออกไปอยู่ห่าง ๆ หรือว่าอยู่ริมขอบของกองเพลิง ; ฆราวาสมีปัญหารีบด่วน ฉะนั้นเราน่าจะพูดกันก่อน. คนส่วนมากเป็นฆราวาส ในโลกนี้; ฉะนั้น ถ้าแก้ปัญหา ของฆราวาสได้ ก็เท่ากับแก้ปัญหาของโลก เป็นส่วนรวมได้. ถ้าแก้ปัญหาฆราวาสได้ ก็แก้ปัญหาของบรรพชิตได้ เพราะปัญหายากกว่ากันมากมายนัก. ฉะนั้น ขอให้ตั้งใจ ฟังจนเข้าใจ คำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สุญญตาเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวก ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน" "สุญญตาธรรม - ธรรมอันกล่าวด้วยสุญญตานี้ จำเป็นแม้แก่ฆราวาส" ชีวิตของฆราวาสเต็มไปด้วยการงาน ; เขาจะได้ทำการงานโดยไม่ต้องมีความทุกข์ บริโภค ผลงานโดยไม่ต้องมีความทุกข์. ข้อนี้อย่าลืมอย่างที่เคยพูดมาแล้วซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า ถ้า ปราศจากธรรมะแล้ว ทุกเรื่องจะเป็นความทุกข์ แกน.เป็นทางมาแห่งความทุกข์ไปทุก กระเบียดนิ้ว : มีเงินก็จะเป็นทุกข์เพราะเงิน, มีบุตรภรรยาสามีก็จะมีความทุกข์เพราะบุตร

น.370 จำเป็นแก่ฆราวาส ภรรยาสามี, มีอะไรก็จะเป็นความทุกข์เพราะเหตุนั้น, ถ้าปราศจากธรรมะที่เป็นเครื่อง คุ้มครอง. ธรรมที่เป็นเครื่องคุ้มครอง ไม่มีอะไรดีไปกว่าเรื่องสุญญตา แม้มันจะมี มากอย่างมากเรื่อง ก็มา สรุปรวม อยู่ที่คำ ๆ เดียวนี้ว่า สุญญตา - ธรรมะที่แสดงถึงความ ว่าง ปราศจากตัวก - ของกู. ชีวิตฆราวาสเป็นทางมาแห่งความทุกข์, หรือพูดให้ถูกกว่านั้นก็ว่า ชีวิต ของฆราวาสเป็นทางมาแห่งความยึดมั่นถือมั่น .. เป็นอยู่อย่างฆราวาสนี่มันเปิดประตู เปิดช่อง เปิดอะไรมากมาย สำหรับเข้ามาแห่งความยึดมั่นถือมั่น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กระทั่งทางใจ ; ฉะนั้น จึงเป็นเพศที่มีปัญหามาก และควรจะสงสาร. ชีวิตของบรรพชิต ก็ยังเป็นภาระแก่เพศฆราวาส ที่จะต้องเลี้ยงดู ; อะไร ๆ ไปรวมอยู่ที่ฆราวาสอย่างน่าสงสาร ว่าอย่างนั้นดีกว่า. ฆราวาสเป็นชีวิตที่แบกภาระ หนักที่สุด แล้วก็ถูกจัดไว้ ว่าเป็นเพศหรือวรรณะที่ต่ำที่สุด ในบรรดาขั้นหรือวรรณะ ของพุทธบริษัท ๔ นี้ คือถือฆราวาสอยู่ในฝ่ายที่ต่ำสุด. ธรรมะที่สูงสุดจำเป็นแก่ฝ่าย ที่ต่ำสุด อย่างไร นี่คนเขาไม่ค่อยเชื่อ ; เพราะฟังดูมันขัดหู ว่าของสูงสุดจะมาจำเป็น แก่สิ่งที่ต่ำสุดนี้ เขาไม่เชื่อ ผู้ที่ตั้งตัวเป็นนักปราชญ์ในประเทศไทยนี้ ก็ไม่ยอมเชื่อ แล้วมีความเห็นรวม ๆ กันไปว่า เรื่องสุญญตานี้ ไม่จำเป็นแก่ฆราวาส, บางทีไปไกล ถึงกับว่า ไม่ใช่หลักพุทธศาสนาก็มี ; เป็นสิ่งที่น่าเศร้า หรือน่าร้องไห้ ถ้าหากว่าจะมี การถือกันเสียว่า สุญญตานี้ไม่ใช่หลักในพุทธศาสนา, และว่าไม่จำเป็นที่ฆราวาสจะต้อง ไปรู้ ไปสนใจ, หรือว่าควรจะนำมาสอนแก่ฆราวาส.

น.371 หลักศาสนาที่แท้จริง ธรรมะข้อเดียวใช้ได้แก่คนทุกชั้น ข้อนี้ผมมีความคิดที่จะแนะให้สังเกต คือว่าไม่ใช่เพื่อจะต้านทานความคิด วิปริตเหล่านั้น แต่จะแนะให้สังเกตอย่างที่ตรงไปตรงมา อย่างที่ควรจะทราบ คือว่า ตาม หลักที่แท้จริงนั้น ธรรมะข้อเดียวใช้ได้แก่คนทุกชั้น, หลักธรรมะเพียงข้อเดียว ใช้ แก่พุทธบริษัททุกชั้น ในพุทธศาสนาก็มีธรรมะเรื่องสุญญตาเพียงข้อเดียว ใช้แก่พุทธ- บริษัททุกชั้น ; นี้เราค่อย ๆ สังเกต ค่อยๆ ศึกษากันต่อไป. ถ้าจะเปรียบเทียบอย่างในศาสนา ที่ถือพระเจ้า: คริสเตียนเป็นต้น เขามี พระเจ้าองค์เดียวนั้นอย่างเดียวนั้น ใช้แก่คนทุกชั้น ; จะเป็นคนโง่ คนฉลาด หรือ คนปานกลางหรืออะไร จะเป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว หรือเป็นผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า คนสูงอายุ คนชรา ก็มีพระเจ้าองค์เดียวนั้น ที่ยื่นให้แก่คนทุกคน, ไม่ต้องมีหลายองค์, หรือไม่ ต้องมีพระเจ้าหลายชั้น. ถ้าไปเกิดมีพระเจ้าหลายองค์หลายชั้น เขาก็ว่าบ้า มันผิดหลัก ที่เขาจะต้องถืออย่างถูกต้อง. เราก็เหมือนกัน มีธรรมะข้อเดียว หรือมีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว ที่จะ ต้องถือกันทุก ๆ คนและทุก ๆ ชั้น, ที่จะถือพระศาสดา ก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว ไม่ต้อง เปลี่ยนแปลง ให้แก่คนทุกชนิด ทุกชั้น ทุกระดับ. สำหรับ พระธรรมก็มีข้อเดียว คือเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตานี้ ใช้แก่คนทุกชนิด ทุกชั้น ทุกระดับ. ถ้าจะมีพระสงฆ์ ก็มีพระสงฆ์องค์เดียว มีพระสงฆ์องค์ที่กำลังปฏิบัติอยู่ หรือว่าได้รับผลแล้วในการปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับสุญญตา นี้มันมีเพียงข้อเดียวสำหรับให้ถืออย่างนี้ ; ข้ออื่นใช้ไม่ได้. เพราะ ฉะนั้นสุญญตานี้ก็จำเป็นแม้แก่ฆราวาส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง หรือหน่วยหนึ่งของพุทธบริษัท ทั้งหมด.

น.372 จำเป็นแก่ฆราวาส นี่เห็นได้ทันทีว่า หลักสำคัญ หรือหัวใจของศาสนานั้น ๆ ไม่ว่าศาสนาไหน จะมีเพียงสิ่งเดียว หรือข้อเดียว หรืออันเดียว ตรงกันหมด. แต่เมื่อปฏิบัติไม่เท่ากัน ก็เพราะว่าเด็กก็เป็นเด็ก ผู้ใหญ่ก็ว่าเป็นผู้ใหญ่, นี้มิได้หมายความว่าต่างกัน มันต้องเป็น หลักปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไปในทางเดียวกัน เรื่องเดียวกัน. การที่บางคน แม้ชั้นนักปราชญ์ ไปพูดว่าฆราวาสกับพระปฏิบัติอย่างเดียว กันไม่ได้ เพราะมีความต้องการคนละอย่าง, ต้องปฏิบัติด้วยความมุ่งหมายคนละอย่าง ; นี้ผมเห็นว่า ในศาสนาไหนก็ตาม ทุกศาสนาเลย ถ้าบรรพชิตกับฆราวาส เดินอย่างแยก ทางกัน หันหลังให้กันละก็ จะเป็นศาสนาที่บ้าที่สุดในโลก คือฆราวาสกับพระหันหลัง ให้กัน แล้วเดินออกไปคนละทางอย่างนี้. ถ้ามีหลักอย่างนี้ เป็นศาสนาที่บ้าที่สุด แล้วมีไม่ได้ในเรื่องของศาสนา หรือเป็นศาสนา. ผมขอร้องให้ช่วยจำไว้ด้วย ว่า ฆราวาส ก็ตาม บรรพชิต ก็ตาม จะต้องเดินไป ทางเดียวกันเสมอ ตามหลังกันไป ฆราวาสหาบคอนรุงรัง พะรุงพะนังก็ไปช้า ๆ ล้ม ลุกคลุกคลานไปตามเรื่อง ; บรรพชิตมีลักษณะเหมือนนก มีภาระแต่ปีกบินไป นี้ก็ ไปได้เร็ว; แต่ก็ต้องไปทางนั้นแหละ ไปทางอื่นไม่ได้ ไปทางอื่นไม่ใช่พุทธศาสนา หรือไม่ใช่ศาสนาไหน ๆ หมด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า ทางนี้ทางมีองค์แปดนี่ เป็นทางเอก หรือ ว่าสติปัฏฐานสี่นี้ เป็นทางเอก เรียกเต็มรูปว่า เอกายนมฺโค แปลว่าไปแห่งสิ่ง ๆ เดียว คือว่าไปของบุคคลคนเดียว บนเส้นทางเส้นเดียว เพื่อวัตถุประสงค์มุ่งหมายปลายทาง แต่เพียงอย่างเดียว.

น.373 วัตถุประสงค์ มุ่งหมายปลายทาง จะเป็นหลายอย่างไม่ได้ นั่นคือนิพพาน หรือ เย็น นั่นแหละ เดียว ; ไม่มีอะไร "เดียว" ที่สุด มากเท่านิพพาน ; นอกนั้น เป็นเรื่องหลอก เป็นเรื่องคู่ คือ เส้นทางเส้นนี้ "เดียว" ; ไม่ใช่ ๘ ทางอย่าง ที่พูดกันด้วยความไม่ระมัดระวังปาก ว่า "มรรคแปด" นี้. ขอเสียทีอย่าพูด เขาจะหัวเราะ ให้พูดว่า มรรคที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๔ เสมอไป ซึ่งเป็นทางเส้น เดียว. นี้คือ ผู้เดินไปคนเดียวเลย เดินแทนกันไม่ได้ ; อย่างมากก็แนะให้เดิน. ถึงแม้ว่าไปพร้อมกัน มันก็ต่างคนต่างเดิน ไม่ใช่ใครจะพาใครไปได้. นี่เป็นสิ่งที่เรียก ว่า เดียว หรือ เดี่ยว ; ; ฆราวาส หรือ บรรพชิต ก็ไปในทางเดียว โดยบุคคลเดียว เพื่อจุดหมายปลายทางอย่างเดียว. นี่เราก็เห็นอยู่ ว่าเป็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่ จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง ตลอดกาลนาน ก็เป็นอย่างเดียวกัน แม้แก่ฆราวาส ในเมื่อเทียบกันกับบรรพชิต. ทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิต ต้องใช้ธรรมะข้อเดียวกัน ทีนี้เราจะมองดูหลักฐานพยาน ว่ามันจำเป็นที่จะต้องใช้ธรรมะข้อเดียวกัน คือข้อนี้แหละทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต : ก็ดูตรงที่ว่า พุทธศาสนาใน สมัยที่คนเห็นแก่ตัว อย่างน่านับถือ นั้นเป็นอย่างไร ? พุทธศาสนาใน สมัยที่คนเห็นแก่ตัว อย่างน่าขยะ แขยง นั้นเป็นอย่างไร ? ถ้าคุณพังไม่ดี คุณจะคิดว่าผมพูดกลับไปกลับมา ; ก็ได้พูด แล้วว่าสุญญตานี้ เป็นเรื่องที่ทำให้คนไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้เราจะพูดว่า :พุทธศาสนา

น.374 จำเป็นแก่ฆราวาส ในสมัยโน้นหรือสมัยไหนก็ตาม คือสมัยที่คนเห็นแก่ตัวอย่างน่านับถือ นี้เป็นอย่างไร. แล้วพุทธศาสนาในสมัยนี้ โดยเฉพาะที่คนเห็นแก่ตัวอย่างน่าขยะแขยงที่สุด นี้เป็นอย่างไร. คนเห็นแก่ตัวอย่างน่านับถือ ก็หมายความว่า ยังมีเรื่องของสุญญตาเข้า มาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง. คนสมัยโบราณที่รู้ธรรมะดี หรือว่าเริ่มเข้าใจเรื่องสุญญตา เช่น พระโสดาบันเป็นต้น หรือแม้แต่เพียงกัลยาณปุถุชนนี้ ก็ยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่. พระ โสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี นี่ก็ยังเห็นแก่ตัวจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ จึง จะหมดความเห็นแก่ตัว ; ดังนั้นเราจึงมีโอกาสที่จะพูดว่า มีคนที่เห็นแก่ตัวอย่างน่านับถือ ไม่น่าขยะแขยง เพราะเริ่มรู้เรื่องสุญญตา. พระโสดาบัน มีธรรมจักษุ มีดวงตาเห็นธรรมเป็นครั้งแรกนั้น ก็คือ เริ่ม มองเห็นสุญญตา คือมองเห็นความที่ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย สักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา. เขาเริ่มเห็นว่ามันเป็น อย่างนั้นแน่ แต่ว่าเขายังทำไม่ได้เต็มที่ เขายังละไม่ได้. เขาเริ่มเห็น พร้อมที่จะละ และจะต้องละได้โดยแน่นอน ; นี่คือกัลยาณปุถุชนหรือพระโสดาบัน ผู้แรกถึงกระแส แห่งพระนิพพานนี้ อย่างนี้ผมเรียกว่า คนที่เห็นแก่ตัว อย่างน่านับถือ. ส่วน คนที่เห็นแก่ตัวอย่างน่าขยะแขยงนั้น ไม่เป็นอย่างนั้นเสียเลย ; โดย เฉพาะอย่างยิ่งคนสมัยนี้ คือคนที่เห็นว่า เรื่องสุญญตานี้ อย่าเอามาเกี่ยวข้องกับฆราวาส, ฆราวาสต้องการอะไรก็ไม่รู้ ที่ตรงกันข้ามกับที่บรรพชิตต้องการ. นี่เป็นคำพูดที่หลับตาพูด ตามอารมณ์นึกชั่วขณะ ; ไม่ได้สอบสวนในวินัย ไม่ได้เทียบดูในธรรม, ไม่ได้เทียบ ดูในวินัย ไม่ได้สอบสวนดูในธรรม. อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร, ก็พูดไป อย่างความคิดนึกชั่วขณะ จนสุญญตาไม่มีที่อยู่ใน ประเทศไทย ; ช่วยจำไว้ด้วย.

น.375 เรื่องสุญญตาของพระพุทธเจ้า แทบจะไม่มีที่อยู่ที่อาศัยในประเทศไทย. เขาบัดออกไปเสียว่า ไม่ใช่พุทธศาสนาบ้าง, หรือถ้าเป็นพุทธศาสนา ก็ไม่ ใช่เรื่องสำหรับชาวบ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกของประเทศ หรือของโลกตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้; แล้วคน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของโลกไม่รู้เรื่องนี้ ทิ้งไว้ให้แก่คนเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็น่าหวัว ; นี่เป็นโลกชนิดไหน มาเปรียบเทียบกันดูดีกว่า. เปรียบเทียบดูความเห็นของบุคคลสองสมัย วันนี้เราอย่าพูดธรรมะธัมโมให้มากนัก มาพูดกันถึงสิ่งที่ควรจะนำมาเปรียบ เทียบ เพื่อให้มองเห็นความจำเป็นของสุญญตา แม้แก่ฆราวาสนี้ดีกว่า โดยเปรียบ เทียบให้เห็นความแตกต่าง ๒ อย่างนี้: พุทธศาสนาในสมัยที่คนมีความเห็นแก่ตัว อย่าง น่านับถือ, กับพุทธศาสนาในสมัยที่คนเห็นแก่ตัว อย่างน่าขยะแขยง. ถ้าเรามองเห็น ความจริงข้อนี้แล้ว จะช่วยให้เรารักพระศาสนาของเรา มากไปกว่าเดิม หรือว่ารักหัวใจ ของพุทธศาสนา ที่น่าเกลียดนั้น ขึ้นมาบ้าง เดี๋ยวนี้คนเห็นเรื่องสุญญตาเป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่าชัง ไม่ยอมรับเอา เข้ามา; ใช้คำว่า "น่าเกลียด" . หัวใจของพุทธศาสนาที่น่าเกลียดนั่นแหละ อาจจะ น่ารักขึ้นมาบ้าง ถ้าหากว่ามารู้เรื่องความแตกต่างระหว่าง ของสองอย่างนี้; ถ้าจะ เปรียบเทียบ ก็ควรจะเปรียบเทียบระหว่างสมัย ๒ สมัยอย่างที่กล่าวแล้ว. สองสมัย นั้น พูดตรงๆ ก็คือว่า สมัยที่พุทธบริษัทเรามี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือร่วมเรียกว่าสุญญตานี้ ฝั่งอยู่ในกระดูก ฝั่งอยู่ในสมอง. สมัยที่หลัก

น.376 จำเป็นแก่ฆราวาส เรื่องสุญญตาฝั่งอยู่ในสมอง ฝั่งอยู่ในกระดูกของพุทธบริษัทนี้ ก็มีอยู่สมัยหนึ่ง ที่คุณ ก็ต้องทราบได้ดีว่า เป็นสมัยที่แล้วมาแต่หลัง. ทีนี้ก็มาถึง สมัยหนึ่ง ที่ว่า คนแทบทั้งหมดแม้ชั้นที่เป็น "นักปราชญ์" , นักปราชญ์ในอัญญประกาศ เห็นว่าสุญญตาเป็นเรื่องบ้า. มาพูดเปรียบเทียบสองสมัยนี้ กันดู ผมกำลังเรียกว่ากำลังเฟื่อง ที่จะพูดเรื่องการเปรียบเทียบนี้ มันเป็นคราว ๆ เท่านั้น ฉะนั้น จะถือโอกาสพูด เดี๋ยวผมจะตายเสียก่อน แล้วคุณก็จะไม่ได้ยิน. การจะเปรียบเทียบเรื่องนี้ มันก็ไม่ยากนัก ไม่ลึกซึ้งอะไร หากแต่ว่าเราไม่ ได้สนใจ, แล้วก็ไม่เห็นว่าจะต้องพิจารณา เอาแต่ว่า เราอยากทำอะไรตามอารมณ์ของเรา ก็ทำไปอย่างนั้น ไม่มองดู ; นี่คือข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้. เปรียบเทียบสองสมัย : สมัยที่คนรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฝั่งอยู่ใน กระดูก กับสมัยคนเห็นว่าเรื่องสุญญตาเป็นเรื่องบ้า นี่ก็ต้องเป็นคู่กัน ; ถ้ามีการเปรียบ" เทียบ มันก็ต้องเป็นคู่ ๆ. สมัยก่อน คนเราตกใจพลั้งปากออกมา เป็นอุทานด้วย : ความตกใจนี้ เขาก็พลั้งปากว่า. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พุทโธ พุทธัง อนิจจัง .. อนัตตานี้ ผมเคยได้ยินปู่ย่าตายายของเราพลั้งกันอย่างนี้; อย่างดีก็ "คุณพระช่วย" หรือ อะไรช่วยทำนองนี้ นึกถึงแต่คุณพระ, คุณพระนั้นยังต่ำกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. สมัยนี้คนเขาพลั้งกันว่าอย่างไร ? โดยเฉพาะเพื่อนหนุ่มๆ สาวๆ ของคุณ พลั้งกันว่าอย่างไร ? คุณรู้ดีกว่าผม เพราะใกล้ชิดกว่า ผมอยู่ห่าง เดี๋ยวนี้เขาพลั้งกัน ว่าอย่างไร ? บางทีจะพลั้งออกมาเป็นขวดเหล้า หรือว่าไนท์คลับ หรืออะไรทำนองนั้น ไปเสียแล้ว แทนที่จะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้. สมัยก่อนเมื่อพลั้งว่า อนิจจัง ทุกขัง

น.377 อนัตตา นี้แสดงว่าความเห็นแก่ตัวมันว่างอยู่ เพราะว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเข้า มาแทรกอยู่ในสมอง ; จะโดยรู้สึกตัวโดยไม่รู้สึกตัว มันก็เกียดกันความเห็นแก่ตัวออก ไปได้ ไม่มากก็น้อย. เดี๋ยวนี้เราพลังด้วยความเห็นแก่ตัว, ความเห็นแก่ตัวมัน ต้องการอะไร มันก็พลั้งหรือฝัน หรือละเมอออกมาอย่างนั้น. . นี่เทียบความเห็นแก่ตัว กับความไม่เห็นแก่ตัว ของคนสองสมัยดู. เปรียบเทียบความภักดีต่อวัดและพระ สมัยก่อนที่ผมเห็นด้วยตาเอง ; ก่อนนั้นผมก็พูดไม่ได้. ชาวบ้านนี่ไม่ กล้ายอมให้ทรายหรือดินที่ในวัด ติดเท้าไปถึงบ้าน เขาว่ามันบาปหรือมันซวย. ถ้าดิน ในวัดติดเท้าของตัวไปถึงบ้านจะบาปหรือซวย ; แล้วสมัยนี้เรากลับมีแผนการ ที่จะเอา หมดทั้งวัดเลย ที่จะหาประโยชน์จากวัดให้หมดเสียทั้งวัดเลย ถ้าเขาทำได้! "สมัยก่อน ฝุ่นที่วัดติดเท้าไป เขาก็ยังรังเกียจว่ามันของวัด, ดินทรายนี้ของวัด ขืนให้ติดไปเรา เป็นขโมย. นี่ลองเทียบความเห็นแก่ตัว ของคนสมัยโน้น ที่เห็นแก่ตัวอย่างน่านับถือ ; แล้วสมัยนี้คนเห็นแก่ตัว อย่างน่าขยะแขยงนี้ต่างกันเท่าไร. สมัยก่อน ผลไม้หรือ อะไรในวัด เป็นของศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวบ้าน ไม่ กล้าแตะต้อง ขอแล้วขออีก, ขออย่างกำกวมก็ไม่เอา ต้องเป็นที่แน่นอนว่า พระ อนุญาต. สมัยนี้คุณก็จะเห็น เด็กนักเรียนในวัดก็มี แล้วยังทำอย่างอุกอาจ อย่างบุกรุก ขว้างปาผลไม้หรืออะไร อย่างน่าเกลียดน่าชัง ไม่ใช่มันหล่นอยู่ แล้วจะเก็บเอาไป ; สมัยโบราณเขาไม่กล้าเก็บเอาไป แม้มันหล่นอยู่กลางดิน. นี่ผลไม้ของวัดมีความศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้.

น.378 จำเป็นแก่ฆราวาส เด็ก ๆ ก็พูดกันว่า ไก่ของวัดที่ขโมยเอาไปแกง กินแล้วเป็นขี้กลาก ; แล้ว เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไร จนไก่วัดไม่มีเหลือสักวัดเดียว. วัดที่ผมอยู่ สมัยผมอยู่ มีไก่ ประมาณ ๓๐ - ๔๐ ตัว, แล้วมีหมูตัวใหญ่เบ้อเร่อตัวหนึ่ง มันพลัดเข้ามาอยู่ในวัด จีนเจ้าของไม่กล้ามาเอา มันก็เลยกินข้าวที่เหลือจากพระนี่ทุกวัน ๆ จนใหญ่เบ้อเร่อ มัน อ้วนจนตามองไม่เห็น จนตายไปเพราะความอ้วน. เมื่อมันนอน ไก่หลายตัวไปจิกอยู่ บนหมู หมูก็สบาย ; นี่เป็นความผาสุกอย่างนี้. ไก่ก็ไม่มีใครลัก ขาวไปทั้งวัด สมัยนี้มันเป็นอย่างไร คุณก็ดูเอาเอง แล้วเทียบดูข้อที่ว่า คนเห็นแก่ตัวอย่างไรบ้าง เทียบระหว่างคนในสมัยที่ไก่วัดยังขาวไปหมด กับคนในสมัยที่ไก่วัดหาทำยายากนี้. สมัยก่อนเงาพระ ที่ทอดอยู่ตามดินนี้ ฆราวาสเหยียบไม่ได้ เหยียบแล้ว รู้สึกว่าเสียหายหมดเลย ตกใจเลย ผู้หญิงร้องวี้ดว้าดไปเลย ; เช่นเดินถอยหลังแล้วไม่ ทันเห็น ไปเหยียบเงาพระที่ดินนั้นจะร้องวี๊ดวาด สะดุ้งเหมือนกับเหยียบงูพิษ หรืออะไร ต่อยเข้าแล้ว. สมัยนี้เป็นอย่างไร ไปดูเอาเองเถอะ แต่ต้องยกเว้นบางแห่ง. ผมไป ที่ประเทศพม่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เห็นด้วยตาเอง ผู้หญิงคนหนึ่งเขาเผลอเดินรี ๆ ขวาง ๆ มา เหยียบเงาพระ แล้วกระโดดหยงไปเลย, ผู้หญิงบ้านนอก ; นี้ประเทศไทยจะหาดู ไม่ค่อยได้. ความนับถือศาสนามันเข้มข้นอยู่ในกระดูก อยู่ในสมอง จึงได้เป็นอย่างนี้. เปรียบเทียบความรู้สึกต่อความละอายกลัวบาป ทีนี้ อยากจะพูดถึงตัวอย่างที่พูดมาแล้ว เมื่อหัวค่ำว่า พุทธบริษัทคนหนึ่ง ยากจนนัก เขาจะเลี้ยงหมู เขายกมือไหว้พระพุทธเจ้า ขออนุญาตพิเศษ ว่าแก้จนสักที. คุณว่าเป็นเรื่องเล็กหรือ : พุทธบริษัทคนนี้เป็นคนหนึ่งในจำนวนหลายคน ที่ช่วยกันสร้าง

น.379 สวนโมกข์ที่พุมเรียง, ทีแรกมีคณะธรรมทานขึ้น เขาก็เป็นคนตัวตั้งตัวตี ช่วยเหลือกิจการ สวนโมกข์ เขามีความเข้าใจอะไรถูกต้องดี. เมื่อเขาจนมาก เขาจะเลี้ยงหมูสักที เขาก็ต้องทำพิธีปฏิญาณตัวเปิดเผย แสดงความจริงใจ โดยยกมือขึ้นขอขมาโทษ ทำไป ด้วยความบริสุทธิ์ใจ พอคล่องตัวแล้วก็เลิกจริงเหมือนกัน. คำว่า "เลี้ยงหมู" นี่ก็หมายความว่า ให้เด็ก ๆ ในครอบครัว เลี้ยงหมูด้วย เศษข้าวปลาอาหารที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ตั้งคอกเลี้ยงหมู อย่างที่เขาทำการค้ากันเดี๋ยวนี้. แม้แต่เลี้ยงหมูเพียงเท่านี้ ก็ยังมีหิริโอตตัปปะมากเท่านี้ ต้องยกมือไหว้พระพุทธเจ้าขอ โอกาสพิเศษ ให้เด็ก ๆ เลี้ยงหมูด้วยเศษอาหารในครอบครัว คำว่า "เลี้ยงหมู" ในที่นี้ มันหมายความกว้างกว่านั้น คือจะทำอะไรชนิดที่ผืน ความรู้สึกเพิ่มขึ้น เพราะเขาจนลง แต่จิตใจยังภักดี จงรักต่อหลักการนั้น จึงต้องขอ อนุญาตพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ. เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครมีความรู้สึกอย่างนี้ แม้จะเลี้ยงหมู ฆ่าเอาเนื้อขายก็ไม่รู้สึก ไม่เห็นว่าเป็นบาป เพราะว่า ประโยชน์มันเข้าตา ความเห็น แก่ตัวมันเข้าตา. เปรียบเทียบเรื่องความเคารพผู้ใหญ่ สมัยก่อนนี้ คนเขา เชื่อฟัง พ่อแม่ คนเฒ่า คนแก่ ; ในกลุ่มคนหมู่หนึ่ง เช่น ตำบลนี้ ก็มีคนเฒ่า คนแก่ ที่ทุกคนเชื่อฟัง. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเชื่อฟังใคร, ไม่มีคนเฒ่า คนแก่คนไหน ที่จะห้ามเด็ก ๆ ได้ ; แล้วยิ่งจะเป็นอย่างนี้ยิ่งขึ้นทุกที ลำบากที่สุด. สมัย ก่อนสะดวกที่สุด ถ้าเด็กคนไหนเกิดเกเรขึ้นมา เราไปพูดกับคนนั้นแหละ คนเฒ่าคนแก่

น.380 จำเป็นแก่ฆราวาส ของหมู่บ้านนั้น เขาห้ามคำเดียวมันก็หยุด, หรือว่าจะต้องการอะไร เช่นต้องการทราย สักจำนวนหนึ่ง เอามาสร้างอะไรในวัดนี้ ก็พูดกับคนนั้นคนเดียว คนก็มาขนกันทั้งบ้าน เลย. เดี๋ยวนี้มันไม่มี มันน่าเศร้า น่าสงสาร น่าอัศจรรย์ด้วย. คนที่เขาเรียกพ่อเรียกแม่นี่ ไม่ใช่เป็นนายทุน ; ไม่มีลักษณะแห่งความ เป็นนายทุนเหมือนคนสมัยนี้ คือคนที่เคยเป็นนายทุน มีคนนับหน้าถือตา หรือว่ามีคน ฝากเนื้อฝากตัวเป็นกลุ่ม ว่าเป็นพ่อเป็นอะไรขึ้นมา. สมัยโน้นเขา เป็นพ่อเป็นแม่ ในแบบ ทางจิตทางวิญญาณ เป็นคนดีจนเขานับถือ แล้วก็มีทรัพย์สมบัติบ้าง พร้อมที่ เจือจุนเจียดให้ อย่างที่เรียกว่าไม่มีความเห็นแก่ตัว ; ไม่ใช่ให้กู้เอาดอกเบี้ยเหมือนคน สมัยนี้. นี่แหละต่างกันอย่างนี้. เขามีพ่อแม่กันโดยที่วิญญาณยอมรับนับถือ ; เดี๋ยวนี้ หาทำยายากสำหรับคนสมัยนี้. สมัยก่อนผมทันเห็น, สมัยนี้ไม่รู้จะไปมองที่ไหน หรือ คุณจะลองไปค้นในกรุงเทพฯ ดูซิ. เปรียบเทียบเรื่องความปลอดภัย ทีนี้พูดถึง ความปลอดภัย สมัยก่อนนี้ชาวบ้านจะออกไปนอกบ้าน หรือ กระทั่งไปทำไร่ทำนาในป่ากันทั้งวันเลยก็ตาม : เขาผลักประตูเรือนให้งับบีดเข้าไว้ หรือ ถ้ากลัวสัตว์กลัวสุนัขหรืออะไร มันจะดันเข้าไป ก็แขวนไม้ไว้ที่บานประตูอันหนึ่ง แล้ว บิดให้มันขวางเสีย ประตูก็เปิดเข้าไปไม่ได้, เพียงสุนัขดันนี้มันเข้าไปไม่ได้ อย่างนี้ก็มี เขาไม่ต้องไปพบปะใคร เพียงตะโกนแต่ไกลบอกเรือนข้าง ๆ กันว่า "ฝากด้วยโว้ย ฝาก เรือนด้วย" แล้วก็ไป อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปพูดจาต่อปากต่อคำอะไร.

น.381 พอตกมาถึงสมัยนี้ ไม่รู้จะใส่ลูกกุญแจชนิดไหนกันแล้ว, ลูกกุญแจชนิดลูก หนึ่งตั้ง ๑๐๐ บาท ก็ช่วยไม่ได้. นี่เปรียบเทียบดูความแตกต่าง ระหว่างยุคที่มีความ เห็นแก่ตัวอย่างน่านับถือ กับยุคที่มีความเห็นแก่ตัวอย่างน่าขยะแขยง ดูบ้างก็แล้วกัน. เปรียบเทียบ เรื่องความเมตตาเอื้อเฟื้อ แผนไกลกัน สมัยก่อนทำไร่ทำนา เผื่อนกเผื่อหนู เผื่อลิง เผื่อต่าง ; สมัยนี้ทำนา เพื่อตัวคนเดียวยังไม่พอ จิตใจมันต้องการกว้างออกไป จนเพื่อคนเดียวก็ไม่พอ. อย่าว่า ถึงจะเผื่อนก เผื่อหนู เผื่อลิง เผื่อค่าง เผื่อคนลำบากเดือดร้อนผ่านไป จะได้เก็บกิน ได้ ; ไม่มีคำว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน". นกกินก็เอาปืนส่องให้มัน, คนกินก็จับมันไปส่งศาล ส่งตำรวจ ; ไม่มีคำว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน". นี่ต่างกันอย่างนี้. นี่จึงสรุปความเรียกว่า คน สมัยก่อน เห็นแก่ตัวอย่างน่านับถือ เห็นแก่ตัว ที่จะทำดี; สมัยนี้คนเห็นแก่ตัว อย่างที่จะทำชั่ว ก็เรียกว่าเห็นแก่ตัวอย่างน่า ขยะแขยง. คนสมัยก่อนงมงายอย่างน่านับถือ, คนสมัยนี้งมงายอย่างน่าขยะแขยง. เปรียบเทียบเรื่องความงมงาย คนสมัยก่อนงมงายอย่างน่านับถือ เช่นว่าพระจันทร์ถูกราหูจับกิน ก็พลอย เป็นทุกข์ด้วย ตีปี๊บตีกลองตีฆ้องกันสนั่นหวั่นไหวไปหมด เห็นใจพระจันทร์ ; คนสมัยนี้

น.382 จำเป็นแก่ฆราวาส ไม่มีจิตใจกว้างถึงขนาดเห็นใจพระจันทร์ ได้แต่หัวเราะเยาะ, แล้วก็มีเรื่องที่คนโบราณ เขาไม่มี : คนที่เห็นแก่พระจันทร์นั้นไม่มี. เช่นอย่างเรื่องปีมะในกรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่บ้านนอกนี่ไม่มี, ในเมืองหลวงกลางกรุงแท้ ๆ มีตื่นเต้นเรื่องปีมะบ้าง รดน้ำมนต์น้ำ อะไรบ้าง ซึ่งบ้านนอกไม่ค่อยมี. เรื่องงมงายอย่างน่าขยะแขยง เอาไปสุมไว้ที่กรุงเทพ ฯ ที่บ้านนอกนี้ยังน้อย กว่า ; แต่ว่าเรายังงมงายอย่างน่านับถือ : เช่นยังจะตีปี๊บตีกลองช่วยพระจันทร์ เห็น อกเห็นใจพระจันทร์, เห็นใจผู้อื่นเมื่อได้รับความทุกข์. เดี๋ยวนี้คุณไปเหยียบโลก พระจันทร์ได้แล้ว คุณก็ไม่เห็นใจพระจันทร์ ; แต่พวกเรายังเห็นใจพระจันทร์อยู่. ความงมงายอย่างน่านับถือยังมีอยู่ ความงมงายอย่างน่าขยะแขยง ก็เข้ามาไม่ค่อยได้. นี่เปรียบเทียบดูสองสมัยอย่างนี้ โดยหลักทั่ว ๆ ไป. เปรียบเทียบเรื่องการศึกษา ทีนี้ จะเปรียบเทียบใน ขอบเขตของการศึกษา ของพวกคุณนี้ ก็แบ่งเป็น สองสมัยทั้งนั้น : สองสมัยก็คือ สมัยที่ว่า เอาศาสนากับการศึกษาผสม บด ขยำ เข้า เป็นอันเดียวกัน เป็นก้อนเดียวกันอย่างนี้, แล้วก็มาถึง สมัยที่เอาศาสนาออกไป เสียจาก การศึกษา, เอาศาสนาออกไปเสียจากโรงเรียน หรือออกจากการศึกษาในโรงเรียน โรงเรียนก็เลยกลายเป็นที่อบรมคนให้เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างน่าขยะแขยง อย่างเป็นภูตผี ปีศาจ อย่างเตรียมพร้อมที่จะเป็นอันธพาล.

น.383 โรงเรียนของพวกคุณสมัยนี้ เตรียมพร้อมที่จะไปเป็นอันธพาล ; ส่วน โรงเรียนอย่างสมัยก่อน ที่ยังฝั่งแน่นอยู่กับศาสนา แยกกันไม่ออกนี้ มันเป็นวัคซีนที่จะ ป้องกันความเป็นอันธพาล หรือโรคอันธพาลทางวิญญาณนี้. มันต่างกันลิบอย่างนี้. สมัยก่อนสร้างเด็กขึ้นมา สำหรับเป็นคนของพระเจ้า เป็นคนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; โดยเฉพาะโรงเรียนของคริสเตียนนี้ เขาสร้างเด็กสร้างคนขึ้นมา เพื่อเป็นคนของพระเจ้า ตลอดเวลาเลย. พวกเราก็เหมือนกัน สร้างเด็กสร้างคนขึ้นมา เป็นคนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เดี๋ยวนี้ โรงเรียนของพวกคุณ สร้างคน ขึ้นมาเป็นคนของตัวเอง เป็นประชาธิปไตยไม่มีขอบเขตในการที่จะเห็นแก่ตัว. ฉะนั้น ครูก็พันหน้าที่ที่จะเป็นผู้นำในทางวิญญาณ, ครูเป็นเพียงผู้รับจ้างสอนหนังสือ และวิชาชีพ. เปรียบเทียบในเรื่องครู โรงเรียน และการอบรม ในสมัยโน้นครูมีหน้าที่นำทางวิญญาณ เรื่องอื่นไม่รู้, เงินเดือนเป็น ขยะมูลฝอยอยู่ใต้ฝ่าเท้า. ครูมีหน้าที่จะยกหัวใจศิษย์ ให้สูงทางวิญญาณเท่านั้น หนังสือ ไม่รู้ก็ได้ : เขาถือหลักกันอย่างนั้น. เรื่องอาชีพนี้ถือว่า อย่างไร ๆ มันก็ต้องหากินเป็น, สุนัขและแมวมันยังหากินเป็น.หอก พระเยซูว่า “นกกระจิบยังไม่อดตาย" ; เต้ง พูดถึงนก กระจิบนกกระจอก ถือว่าเป็นนกที่ด้อยทางสติปัญญา มันก็ไม่รู้จักอดตาย. เพราะฉะนั้น เขาไม่สนใจกับเรื่องเหล่านี้ ; แต่ว่า วิญญาณที่ตกต่ำลงไปในเหว ในนรก นี้ต้องสนใจ เป็นเรื่องร้าย. ครูต้องเป็นผู้นำในทางวิญญาณ, อย่าให้วิญญาณของคนนี้ตกลงไป ในเหว

น.384 จำเป็นแก่ฆราวาส เดี๋ยวนี้เอาโรงเรียนออกไปจากวัด หมายความว่าเอาศาสนาออกไปจากเด็ก, เอาศาสนาออกไปจากการศึกษาของเด็ก, เอาศาสนาออกไปจากโรงเรียน. คิด โรงเรียน ของวัด หรือโรงเรียนของบาทหลวงนั้นเป็นโรงเรียนของพระเจ้า .. . เดี๋ยวนี้โรงเรียนสมัยนี้ มันเป็นโรงเรียนของการเมือง เป็นที่ฝึกคนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกของตัว เห็นแก่ประเทศชาติของเรา โดยไม่ต้องเห็นแก่ประเทศอื่น ; อย่างนี้ไม่ใช่โรงเรียน ของพระเจ้า เป็นโรงเรียนของซาตาน ที่จะฝึกให้เห็นแก่ตัว เห็นแต่แก่พวกตัว, แล้วเห็น แก่ตัวจัด จนไม่เห็นแก่พวกของตัว. ถ้าเห็นแก่พวกของตัว ในโรงเรียนมีระเบิดขวด ไม่ได้, คณะวิศว ฯ จะยกพวกไปตีกับคณะบัญชีอะไรไม่ได้ เพราะว่ามันเห็นแก่พวก ของตัว ; แต่นี้มันก็ไม่เห็นทั้งสองอย่าง. โรงเรียนที่เป็นของซาตานแล้ว ก็ ก้มหน้าก้มตาเรียนเพื่อ ตัวกู - ของภู ตั้งแต่ชั้นอนุบาลขึ้นไป จนถึงชั้นที่เติมคำว่า "บรม" ไว้ล่วงหน้า. เดี๋ยวนี้มีมหาวิทยาลัย เฉย ๆ ต่อไปข้างหน้ามันอาจจะมีบรมมหาวิทยาลัย, เติมไว้เผื่อล่วงหน้าไว้; แม้อย่าง นั้นมันก็ยิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งบรมเห็นแก่ตัว. ผมจะพูดจริงหรือไม่จริง คุณคอยดูซิ ผมตายก่อน คุณยังอยู่ที่หลังคอยดูซิ จะมีบรมเห็นแก่ตัวหรือไม่ ? โรงเรียนสมัยก่อน คือโรงเรียนที่เรียกว่าวัดนั่นแหละ เขาพูดกันเรื่องว่า เกิด มาทำไม, ตายแล้วจะไปไหน, เกิดมาเพื่ออะไร. เดี๋ยวนี้ไม่พูดกันอย่างนี้ ไม่มีหลักสูตร ไหนในมหาวิทยาลัยไหน ที่จะพูดให้เด็กรู้ว่า เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน ไม่ต้องพูด, เอาออกไว้เป็นคนละเรื่อง เป็นเรื่องนอกโรงเรียน นอกวิทยาลัย, ไปหาเอาเอง ไปรู้ เอาเอง. เด็ก ๆ จะเอาเวลาไหนไปหาไปรู้ เพราะมัวเห็นแต่แก่ตัว มันก็มุ่งแต่เรื่องเนื้อ เรื่องหนัง เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างเดียว เลยไม่ต้องรู้ ว่าเกิดมาทำไม.

น.385 เด็กสมัยก่อน สมัยวัด สวดมนต์ ไหว้พระเก่ง " บูชาครู ที่เขาเรียกว่า ไหว้ครู สัสดี เรียกเพี้ยนไป เรียกคำสรัสวดีเพี้ยนมาเป็นสัสดี .. พอถึงวันพฤหัสบดี เด็กจะต้องไปเก็บดอกมะเขือเก็บหญ้าแพรกมา ; ผมก็เคยทำมาเพราะไหว้ครู : "สัสดี เจ้าข้าเอย มาช่วยสิงในข้า ฯ" นี้ว่ากันไปตามเรื่อง มันเป็นเรื่องที่ว่า สวดมนต์ไหว้พระนี้ เป็นของธรรมดา. เดี๋ยวนี้ พวกคุณก็ร้องเพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ร้องเพลงลูกทุ่ง ร้องเพลงฝรั่ง เด็กหญิงคนไหนร้องเพลงฝรั่งเหมือนฝรั่ง พวกคุณเด็กผู้ชายก็ทูนหัวเลย ว่าร้องเพลง เหมือนฝรั่ง เสียงเหมือนฝรั่ง อะไรเหมือนฝรั่ง ฟังดูไม่ออกว่าเป็นไทย. เพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั่นหมายถึงว่า มีส่งอยู่ตามวิทยุประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้น มันมีลีลา มีถ้อยคำเหมือนกับเพลงโสเภณี ฉอเลาะผู้ชายอย่างนั้นแหละ. ไปดูเถอะผมเรียกว่าเพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ; เพราะมันมีอยู่ราว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของที่ส่งอยู่ในวิทยุ หรือพิมพ์ ในแผ่นเสียงที่เขาขายกันนั้น ก็รวมทั้งเพลงลูกทุ่งด้วย อยู่ใน ๘๐ เปอร์เซ็นต์. เด็กเดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าเกิดที่ไหน, และเมื่อไร ; แต่รู้ว่าเชคสเปียร์ เกิดวันที่เท่าไร, หรือว่าของนักการเมืองคนอื่น ๆ ของโลก รู้หมดเลย แต่ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าเกิดที่ไหน และเมื่อไร เป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้คำพูดชนิดที่แสดงความอ่อนน้อม ให้อภัย ไม่เป็นไร ขอโทษ อย่างนี้ ไม่มี, กูก็กู มึงก็มึง, ใช้คำหยาบคำด่า. . นี่คือคำพูดที่ติดปาก มันเปลี่ยนไปอย่างนี้ ต่างกันในสองสมัยนี้.

น.386 จำเป็นแก่ฆราวาส การเรียนเป็นไปด้วยความเห็นแก่ตัว ตามความประสงค์ของตัว, ไม่ เคารพพระศาสนาหรือพระเจ้า, ไม่คำนึงถึงความต้องการของพระเจ้า, แล้วเรียน จบไปเป็นฮิบปี คือผู้ที่ตามใจตัวเองถึงที่สุด ไม่มีขอบเขต. อยากจะพูดถึง กองเชียร์ อีกครั้งหนึ่งว่า นั่นแหละสถานที่ฝึกให้กลายเป็น ปีศาจแห่งความเห็นแก่ตัว : อย่ามีเสียดีกว่า. การไปเชียร์พวกของตัวเมื่อเล่นกีฬานั้น อย่าไปร่วมกับเขาดีกว่า มันจะย้อมใจ ย้อมนิสัยให้เห็นแก่ตัว : ระหว่างมหาวิทยาลัย ก็เชียร์มหาวิทยาลัยของตัว, ระหว่างคณะ ก็เชียร์คณะของตัว. นี่คือมูลเหตุของ การที่ว่า ตัวมึงก็ตัวมึง ตัวกูก็ตัวกู. กีฬากลายเป็นเจตนารมณ์แห่งความเห็นแก่ตัว ; กีฬาควรต้องมีเจตนารมณ์ คือ sporting spirit - ไม่เห็นแก่ตัว : ยอมแพ้ให้ก็ได้ เพื่อ อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ยอมแพ้ให้ก็ได้. สมัยก่อนคนแก่ให้พร "อุตส่าห์เล่า อุตส่าห์เรียนนะลูกนะ โตขึ้นจะได้ บวชเป็นพระเป็นเณร" อย่างนี้ประสบกับผมเอง ไม่เคยยืมใครมาพูด : ไปโรงเรียน อุตส่าห์เล่าอุตส่าห์เรียนนะลูกนะ โตขึ้นจะได้บวชเป็นพระเป็นเณร. เดี๋ยวนี้มีที่ไหน. ถ้าไปให้พรอย่างนี้ให้เด็กได้ยิน มันก็แลบลิ้นหลอกให้ จริงไหม ? ใครลองไปให้พร เด็กว่า โตแล้วให้ได้บวชพระบวชเณร มันก็แลบลิ้นหลอก. แต่ผมยังได้รับคำให้พร อย่างนี้ว่า "ลูกเอ๊ย อุตส่าห์เรียนนะ ไปโรงเรียนนะ โตขึ้นจะได้บวชเป็นพระเป็นเณร. น้ำ วามต่างกันมีอยู่อย่างไร. เปรียบเทียบเรื่องเครื่องผลักดันให้ทำความดี สมัยก่อนสิ่งที่กระตุ้นให้ทำความดีคือ motive ; เด็ก ๆ มี motive แรงเหมือน กัน. เด็กต้องการจะทำให้พ่อแม่รัก, ต้องการจะให้พ่อแม่มีความสุข, อยากจะมีบุญ ;

น.387 นั่นคือ motive กระตุ้นให้เด็กขยันเรียน หรือทำความดี .. เดี๋ยวนี้ motive ชนิดนี้ไม่มี มีแต่เรื่องเพศ, ความรู้สึกเรื่องเพศ เรื่องแฟนนี้ กระตุ้นใจให้อุตส่าห์เล่าเรียน มีคำกลอนบทหนึ่ง ที่คนแก่คนหนึ่งเอามาบอกผมว่า มันเป็นกลอนของ สุนทรภู่ : "เด็กสมัยนี้หัวนมเท่าเม็ดบัว พูดเรื่องผัวชอบใจกระไรเลย" นี่เป็นเครื่องวัด อายุเด็ก ว่า นมเท่าเม็ดบัว สมัยก่อนยังไม่รู้ไม่ชี้เรื่องเพศเรื่องอะไร เหล่านี้เลย ; เพราะ ในโรงเรียนเขาไม่สอน หรือไม่มีอะไรตำตา ไม่รู้เรื่องเพศ. สมัยนี้เป็นอย่างที่ว่า จะเป็นกลอนสุนทรภู่จริงหรือไม่ คุณไปค้นซิ ในบทประพันธ์ของสุนทรภู่. ถ้ามีจริง ก็แปลว่าสุนทรภู่ก็มองเห็นข้อนี้ แล้วก็พูดออกมาฝากไว้เป็นอนุสาวรีย์เพราะต่อไปข้างหน้า มันจะลืมไป คือมันจะเป็นของธรรมดาไป แล้วจะเข้าใจว่าสมัยก่อนโน้นก็เป็นอย่างนี้ ; นี่เลยพูดไว้ป้องกัน แยกกัน. ไหน ๆ พูดแล้วก็พูดไปให้หมดดีกว่า ไม่ต้องพูดหลายหน. สมัยก่อนเด็กวัด หรือเด็กนักเรียนวัด, เด็กวัดเป็นคนรับใช้เป็นบ่าว เป็นคนใช้ของพระ สารพัดอย่าง. ภาษาอังกฤษมีคำว่า man of world คนของโลก รับใช้สารพัดอย่าง ; เด็กวัดสมัยก่อน เป็นอย่างนั้น เป็น man of world รับใช้อย่างไม่มีปริปาก ก็แปลว่าพอเข้าอยู่วัดก็ถูก treat ชนิดที่ไม่เห็นแก่ตัว ถูกบีบ ถูกคั้น อย่างวิธีรับน้องใหม่ของคุณ แต่มันคนละอย่าง. เด็กจะต้องไม่ปริปาก ในเมื่อพระใช้ พระเณรใช้ปริปากไม่ได้ ; ฉะนั้น เขาจึงถูกฝึกให้สละความยกหูชูหาง เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว ออกไปเรื่อย ไปเรื่อย กว่าจะ หลุดออกมาจากวัดมันก็มีน้อย มีเบาบางเต็มที. เด็กสมัยนี้มันเป็น ตัวกู - ของกู ไม่ใช่ man of world เหมือนเด็กสมัยก่อน. เด็กวัดเป็นลูกหรือเป็นทาส ของอาจารย์ที่วัด ; เด็กสมัยนี้เป็นนายจ้าง หรือ เป็นลูกของนายจ้างของอาจารย์, แล้วเข้าโรงเรียนเสีย

น.388 จำเป็นแก่ฆราวาส เงินให้โรงเรียน ก็เป็นเจ้าหนี้ เราเป็นเจ้าหนี้ของโรงเรียน เป็นเจ้าหนี้ของครูบาอาจารย์ เด็กวัด สมัยก่อน เป็นทาสหรือเป็นลูกโดยตรงของอาจารย์ ไม่ถือว่าอาจารย์เป็น ลูกจ้าง. เด็กวัดทำงานให้วัดทุกวัน อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่นั่น ; เดี๋ยวนี้เด็กในโรงเรียน ไม่เคยทำงานให้โรงเรียนทุกวัน เหมือนเด็กวัดสมัยก่อน. ควรพิจารณาแก้ไขสิ่งที่ผลักดันไปสู่ทางต่ำเสียบ้าง ควรต้องเปลี่ยนหลักสูตรให้เป็นว่า มหาวิทยาลัยไหนก็ตาม ต้องเรียนครึ่ง เวลา ต้องทำงานครึ่งเวลา ขยายหลักสูตรออกไปเท่าตัว แทนที่จะเรียน ๔ ปี เรียน ๘ ปี ครึ่งเวลาเรียนในโรงมุงจาก แล้วครึ่งเวลาช่วยกันสร้างตึกของมหาวิทยาลัย. พอเรียน จบเรียนเสร็จก็สร้างตึกเสร็จ วิทยาลัยนี้มีนิสิตแปดพันหรือหมื่นหนึ่ง ๓ - ๔ ปีสร้างตึก หลังเบ้อเร่อเสร็จ ; รัฐบาลออกแต่ข้าวและสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้จะดี คือ วิญญาณของนิสิตเหล่านั้นมันสูง สูงด้วยความเสียสละ สูงด้วยความไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้เขาต้องเกี่ยงให้รัฐบาลสร้างหมดนั่นแหละ ; รัฐบาลคือใครก็ไม่รู้ . รัฐบาลก็อยากจะสร้างอย่างนั้นด้วยละกระมัง สร้างตึกให้สวยให้เรียน ให้มาเรียน ให้เพิ่ม ความเห็นแก่ตัว ให้หลงใหลในความไม่ต้องทำอะไร ทำตัวเป็นเจ้าหนี้เป็นนายจ้างอะไร ไว้เสมอ. พอจบมหาวิทยาลัย ก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่มีความรู้เรื่องการเสีย สละเหงื่อไคล ที่จะออกมาเพื่อล้างตัวกู. ถ้าทำได้ควรจะทำอย่างนี้ทั้งโลก ; นี้เราไป ตามกันฝรั่งเสียแล้ว ก็ทำไม่ได้ กลัวฝรั่งหัวเราะเยาะ. การที่เรียนในโรงมุงจากนี้ ได้เคย มีมาแล้วในมหาวิทยาลัยมหิดลที่ศิริราชนี่ ; ที่แรกเขาเรียนในโรงเรียนมุงจากทั้งนั้น เขาก็เป็นแพทย์ เป็นอะไรมาได้ ช่วยคนมาเยอะแยะแล้ว เพิ่งเรียนบนตึกในตอนหลังนี่ มันก็มิได้ดีไปกว่า.

น.389 เด็กวัดเหล่านี้ยังสวดมนต์ภาวนา ต้องการบุญกุศลช่วย เดี๋ยวนี้เด็กนักเรียน คิดว่าไปสวดมนต์ทำไม ไปร้องเพลงดีกว่า, ไปอย่างที่เรียกว่าไปมอมตัวเองให้มึนเมา นั้นแหละดีกว่า. เด็กวัดต้องไหว้คนเฒ่าคนแก่ เป็นกฎเฉียบขาดอย่างหนึ่งในหลาย ๆ กฎ, คนที่เดินผ่านมาในวัด บ้า ๆ บอ ๆ เราก็ต้องไหว้ ต้องทิ้งจอบถากหญ้า มาไหว้คนแก่บ้า ๆ บอ ๆ ที่เดินผ่านวัด. คนแก่ส่วนมากก็ไม่ได้บ้า ๆ บอๆ ดีก็มี เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ก็มี ; แต่ไม่มีการยกเว้น อาจารย์บอกว่าให้ไหว้หมด ; คนแก่คนหนึ่งเด็ก ๆ ทุกคนรู้ว่าบ้า ๆ บอ ๆ อยู่นอกนา ก็ต้องไหว้. ที่เขา treat กันขนาดหนัก ก็เพื่อไม่ให้ยกหูชูหาง ให้รู้ จักยอม ให้มีจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว. นี่พวกคุณไปดูเอาเองเถอะ เดี๋ยวนี้มีอย่างนั้นหรือเปล่า ? นิสิตในมหาวิทยาลัย ไหน ไหว้คนเฒ่าคนแก่หรือเปล่า ? ออกไปแล้วแม้แต่พ่อตาแม่ยายก็ไม่อยากไหว พ่อ ผัวแม่ผัวก็ไม่อยากไหว้ จริงไหม? นอกจากจะไปขอเงินเขาจึงจะไหว้ ไม่ได้ไหว้ตาม ธรรมดาอย่างที่เขาอบรมมาแต่โบราณ ; นี่พูดก็พูดเสียให้หมดเลย ไม่ต้องเกรงใจ เพราะไม่ พูดอีก. หมั่นพิจารณาดูภาวะที่ขาดการศึกษาอบรมทางวิญญาณ ก่อนนี้เด็ก ๆ เป็นลูกหนี้ของพ่อแม่ ; เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เป็นนายของพ่อแม่ ทวงบุญคุณพ่อแม่ : เราทำให้พ่อแม่มีชื่อเสียง วงศ์ตระกูลมีชื่อเสียง พ่อแม่ต้องเป็นหนี้ บุญคุณเรานี้. เด็กสมัยก่อนไม่กล้ายิงนกในวัด ; สมัยผมนี้ไม่ต้องก่อนนัก โดยเฉพาะ นกกางเขนนี้ยิงไม่ได้ กลัวที่สุดเลย. นกกางเขนนี้กลัวเป็นนกของอะไรก็ไม่รู้ ถ้ายิ่ง นกกางเขนแล้วซวยตลอดชาติ บาปตลอดชาติ บาปลึกกว่านกไหน ๆ หมด ; ถึงมันจะ

น.390 จำเป็นแก่ฆราวาส งมงาย มันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่ฆราวาสตลอดกาลนาน ... เขาไม่ฆ่านก เขาไม่ทำลายของสวยงามของธรรมชาติในบ้านในเมือง. เด็กสมัยนี้เขายิงไม่เลือก ฆ่า ไม่เลือก ทั้งมาทำอย่างบุกรุกในวัด. สมัยก่อนเด็กกราบเท้าพ่อแม่เป็นประจำ ถ้าเผลอไปล่วงเกินพ่อแม่เข้า นิดหนึ่ง ต้องทำพิธีเอาดอกไม้ธูปเทียนมากราบขอโทษ ; ผมก็เคยทำ โดยเฉพาะกับ โยมผู้หญิง เพราะโยมผู้ชายไม่ค่อยได้พบกัน ไม่ค่อยมีโอกาสจะล่วงเกิน แต่กับโยม ผู้หญิง ถ้าพูดอะไรพลั้งปากไปคำเดียว ต้องทำแล้ว. เรื่องกราบเท้าธรรมดานั้นมันไม่มี เรื่อง ก็ยังกราบ แต่ถ้าว่ามันเกิดเรื่องพลั้งไปอะไรไป ก็ต้องทำพิธีขอโทษ. เดี๋ยวนี้ ทำหรือไม่ทำ คุณไปรู้เอาเอง. ก่อนนี้เด็กหญิงไปไหน ต้องไปในความควบคุมของคนเฒ่าคนแก่ แม้แต่ไป ฟังเทศน์ที่วัด, อย่าว่าไปกลางค่ำกลางคืน ไปกลางวัน ก็ต้องไปในความควบคุมของ คนเฒ่าคนแก่. เดี๋ยวนี้เด็กหญิงสาว ๆ ก็ไปไหนได้ค่ำ ๆ คืน ๆ คนเดียวนี้ ; ที่เขาเรียก ว่าไป date ไปอะไรกัน คุณรู้ดีว่าไปทำอะไรกัน. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ตามกันฝรั่ง บูชา ธรรมเนียมฝรั่ง ; เด็กสมัยก่อนเกลียดกลัวทุกชนิดที่เป็นของฝรั่งไม่อยากจะทำอะไรอย่าง ฝรั่ง เกลียดการกระทำอย่างฝรั่ง แต่เดี๋ยวนี้ตามกันฝรั่ง นี่เปรียบเทียบกันดู ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ของนักเรียน ของโรงเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มันต่างกันอย่างไรในสองสมัยนี้: สมัยที่การศึกษาทาง วิญญาณ กับการศึกษา ทางเนื้อหนังยังผสมเป็นอันเดียวกันอยู่ กับสมัยที่แยกการศึกษา ทางวิญญาณออกไปเสียจากการศึกษาทางเนื้อหนัง นี้เป็นอย่างไร. สมัยที่เขามีความ เห็นแก่ตัวอย่างน่าไหว้ กับสมัยที่มีความเห็นแก่ตัวอย่างน่าขยะแขยง ต่างกันอย่างไร.

น.391 ๓๖๔ นี่ เพราะขาดรากฐานแห่งดวงวิญญาณในส่วนลึก คือเรื่องสุญญตาที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "นี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน ทุกชั้นทุกระดับ" แล้ว ตลอดกาลนาน. เอาละ ขอให้เอาไปคิดไปนึกว่า เรื่องสุญญตานี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนานอย่างไร เท่าไร เพียงไร ที่ไหน เมื่อไร ; คุณคิดได้ เพราะมีความฉลาดมากพอ. นี่นกมันร้องเตือนว่าหมดเวลา

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต