น.392 วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น.แล้ว เป็นเวลาที่กำหนดไว้สำหรับ จะได้บรรยายธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง. ในวันนี้จะได้กล่าว ถึงสุญญตาธรรม ที่จำเป็นแก่ฆราวาส ต่อจากที่ค้างไว้ คือจะได้กล่าวถึงที่ จำเป็นแก่ฆราวาส แม้ที่เป็นผู้เยาว์ นับเป็นการบรรยายครั้งที่ ๖ ของสุญญตาฝ่ายปริยัติ หรือ ในทางทฤษฎี ยังไม่เกี่ยวกับทางปฏิบัติ. สุญญตาจำเป็นแก่ฆราวาสแม้เป็นผู้เยาว์ ทำไมจึงได้พูดเรื่องนี้ คือพูดถึงสุญญตาสำหรับผู้เยาว์ ? ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็น เรื่องที่มีความเข้าใจผิดกันมาก นับตั้งแต่ว่าเรื่องสุญญตาไม่เหมาะสำหรับฆราวาส, ยิ่งเมื่อ ๓๖๕
น.393 พูดถึงผู้เยาว์ด้วยแล้วเขาก็เข้าใจกันว่า ยิ่งไม่เหมาะอย่างยิ่งขึ้นไปอีก. เดี๋ยวนี้จะได้พยายาม ชี้แจงถึงข้อนี้ ว่ายังเหมาะหรือจำเป็นอย่างไร, พระพุทธเจ้ายังตรัสไม่ผิดในข้อที่ว่า เรื่องสุญญตาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน ทีนี้ เราก็มาดูอีกทางหนึ่งว่า ผู้เยาว์เป็นจุดตั้งต้นของสังคมในอนาคต, ที่จะดี หรือจะชั่วก็ตาม สังคมย่อมขึ้นอยู่กับผู้เยาว์ มีผู้เยาว์เป็นจุดตั้งต้น หรือจะพูดว่า อนาคตของโลกมันขึ้นอยู่กับผู้เยาว์. ในเมืองไทยก็พูดกันเกร่อไปว่า เด็กวันนี้ ผู้ใหญ่ วันหน้า ถ้าเด็กวันนี้ดี ผู้ใหญ่วันหน้าก็คงจะดี. เรื่องดี นี้ถ้าดีจริง ก็ต้องดีเพราะมีธรรมะ ไม่ใช่ดีเพราะอย่างอื่น ๆ. ที่ เขาพูดกันด้วยความหลง ที่ได้หลงมานาน หรืออาจจะนานนักหนาแล้วก็ได้ คือถือ ศาสนา "ได้แล้วก็เป็นดี" มิได้ถือศาสนาที่ว่าถูกต้องจึงจะดี. เดี๋ยวนี้คนในโลกถือศาสนา "ได้แล้วเป็นดี" พระเจ้าจึงได้ตายไป ; พวก ฝรั่งที่มาที่นี่ เขาบอกว่าพระเจ้าตายแล้วทั้งนั้น เขาไม่ได้นับถือศาสนาอะไร, โดยเฉพาะ ฝรั่งหนุ่มๆ เขาพอใจที่จะพูดว่า ไม่นับถืออะไร รู้สึกว่ามีเกียรติที่ได้พูดว่าอย่างนั้น ที่โลกเป็นไปในลักษณะเช่นนี้มากเข้าเท่าไร โลกก็จะต้องเปลี่ยนไป อย่างที่เรียกว่า หน้ามือเป็นหลังมือ การที่ ผู้เยาว์เป็นรากฐานของสังคมในอนาคต นี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดกัน ให้มาก. เราในฐานะเป็นพุทธบริษัท นับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงจะได้ พิจารณากันไปตามหลักที่ว่า สุญญตาธรรมจำเป็นแม้แก่ฆราวาส แล้วก็แม้แก่ผู้เยาว์ด้วย.
น.394 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ผู้เยาว์" ในภาษาบาลี และในภาษาธรรมะ. ในภาษา บาลีในที่นี้ หมายถึงภาษาธรรมดาสามัญ ภาษาหนึ่งในโลก ที่ใช้อยู่ในประเทศอินเดีย ; ส่วนภาษาธรรมะนั้นเป็นภาษาบัญญัติเฉพาะความหมายในฝ่ายธรรมะ เราพิจารณาพร้อม ๆ กันไปก็ได้. คำว่า “เยาว์" ใน ภาษาบาลี หมายถึง คนรุ่น ๆ รุ่นหนุ่มรุ่นสาวลงไปถึง เด็ก ๆ ; แต่ใน ภาษาธรรมะ นั้น กินความกว้างไปถึงคนหัวหงอกแล้วก็ได้ ในเมื่อภาษาธรรมดามันหมายแต่เด็ก ๆ แต่ในภาษาธรรมะนั้นหมายความกว้าง ไปถึง คนแก่หัวหงอกแล้วก็ได้. ภาษาธรรมะเป็นภาษาทางจิตใจ ทางนามธรรม ถือเอาหลัก ที่จิตใจ เอาความรู้ของจิตใจเป็นหลัก ว่าเยาว์อยู่ หรือแก่แล้ว เป็นทำนองเดียวกับเรื่อง ไอคิวสมัยนี้. อย่างผมเองนี้ก็ยังเป็นผู้เยาว์อยู่หลายอย่าง หลายข้อ หลายกระทงเหมือนกัน : เช่นไม่รู้ว่าไส้กรอกที่กินเข้าไปนี้ กินเปลือกบาง ๆ เข้าไปด้วยหรือเปล่า? ถามใครก็ไม่มี ใครบอก กลับหัวเราะเยาะ. ผมก็ไม่รู้ว่าไส้กรอกนี้ มันกินทั้งผิวนั่นด้วยหรือเปล่า จนกระทั่งเดี๋ยวนี้. นี่ถ้าถือตามภาษาธรรมะ ผมก็เป็นผู้เยาว์ทั้งที่มีหัวหงอก ; คุณลอง คิดดู. คำว่า "พาละ" ในภาษาบาลี เขาแปลว่า อ่อน ไม่ได้แปลว่าอันธพาล. ของที่ยังอ่อนอยู่เรียกว่า พาละ ทั้งนั้น แม้แต่ลูกไม้ ผลไม้ ถ้ามันยังอ่อนอยู่ ก็เรียกว่า พาละ ; แต่คนก็หมายถึงเด็กอ่อน ทารกอ่อน นี่มันเป็นภาษาตามธรรมดา. ส่วน ในภาษาธรรมะ พาละ นี้หมายถึง อ่อนด้วยปัญญา คือปัญญามันอ่อน อายุเท่าไรไม่ สำคัญ ฉะนั้นคนแก่เป็นคนพาล เป็นคนอ่อนก็ได้.
น.395 คำว่า "อ่อน" คำว่า "ละอ่อน" คำว่า "หล่อน" นี้มีความหมายว่า มันอ่อน อายุเท่าไรก็ได้ แต่ยังอ่อนด้วยสติปัญญา. ฉะนั้น ขอให้สนใจคำว่า "ผู้เยาว์" นี้ ในความหมายที่ว่า ยังอ่อนอยู่ด้วยสติปัญญา ในภาษาธรรม ; แต่ในที่นี้เราพูดกัน ในภาษาสามัญ ภาษาโลก ภาษาคน อ่อนก็คือ อายุยังน้อย. ควรรู้จักขั้นตอนของชีวิต พูดเรื่องสุญญตาธรรมสำหรับผู้เยาว์ ก็อยากจะขอย้ำ ขอเตือนให้ระลึกอยู่เสมอ ถึงเรื่องอาศรมทั้ง ๔ ของคนเรา. ชีวิตคนเราแบ่งเป็น ๔ ตอน เป็น ๔ อาศรม เป็น กลุ่ม ๆ ไป: กลุ่มเด็ก ๆ นี้เรียกว่า กลุ่ม พรหมจารี, กลุ่มถัดไปเรียกว่า คฤหัสถ์, กลุ่ม ถัดไปเรียกว่า วนปรัสถ์, กลุ่มถัดไปเรียกว่า สันยาสี. กลุ่ม พรหมจารี ก็หมายแต่คนหนุ่มสาวลงไปถึงเด็ก ๆ จะต้องประพฤติ เคร่งครัดไม่เหลียวดูอะไร นอกจากเหลียวดูระเบียบวินัย ที่เขาวางไว้สำหรับคนหนุ่มสาว ลงไปถึงเด็ก ๆ หลังจากนั้นจึงจะมองไปยังผู้ครองบ้านเรือน การงาน เป็นผู้สมรสแล้ว เป็นพ่อบ้าน แม่เรือน เรียกว่าขั้น คฤหัสถ์. ถ้าถึงจุดอิ่มตัวในอาศรมนี้ ก็หลีกไปสู่ ความสงบสงัดตามริมบ้าน ริมรั้ว กอไผ่ ในป่า ในภูเขา อะไรก็ได้ เรียกว่าขั้นวนปรัสส์. ถ้าถึงที่สุดของอาศรมนี้แล้ว ก็ออกเที่ยวแจกของส่องตะเกียง เป็น สันยาสี คือช่วยเหลือ ผู้อื่นทางสติปัญญา ในฐานะที่เป็นผู้เห็นโลกมานาน. ในกลุ่ม พรหมจารี ก็ต้องการธรรมะสุญญตา, ในกลุ่ม คฤหัสถ์ก็ต้อง การธรรมะสุญญตา, ในกลุ่ม วนปรัสถ์ ก็ยิ่งเข้าไปในธรรมะสุญญตา, ในกลุ่ม
น.396 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) สันยาสี ก็ต้องท่องเที่ยวไปแจกของส่องตะเกียง ด้วยอำนาจของสุญญตา คือไม่มี ตัวกูเหลืออยู่เลย. กลุ่มผู้เยาว์ต้องการอำนาจของสุญญตาอย่างยิ่ง แต่ยังมีความเข้าใจผิด ทีนี้ วันนี้เราจะพูดกันแต่กลุ่ม พรหมจารี คือ กลุ่มผู้เยาว์ ว่าเขาต้องการ ความรู้ หรือว่าอำนาจของสุญญตาธรรมอย่างยิ่ง อยู่โดยธรรมชาติ แต่เขาไม่รู้สึกตัว ; เพราะเพื่อพ่อแม่หรือคนโตๆก็โง่ หรือยังโง่อยู่ ผู้เยาว์ก็เลยไม่ได้พบกันกับความรู้ข้อนี้. ฉะนั้น โลกจึงเป็นอย่างนี้ มันผิดกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าเรื่องสุญญตานั้น เป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน วันนี้เราพูดกันให้ค่อนข้างละเอียดสักหน่อย ให้สมกับที่เข้าใจผิดมาก ก็ต้อง พูดกันมาก คือเรื่องสุญญตากับผู้เยาว์นี้ : พูดถึงสิ่งที่เขากลัวกันนัก ในเรื่องสุญญตา ที่เกี่ยวกับผู้เยาว์. มีปัญหาที่กลัวกันมาก เช่นกลัวว่า เด็กจะไม่มีความกระตือรือร้น เขากลัวว่าถ้าเด็ก ๆ ไปเกิดรู้เรื่องสุญญตาเข้าแล้ว เด็กจะไม่มีความกระตือ รือร้น ไม่มี ambition ความเอาจริงเอาจัง หรือความกระตือรือร้น, แล้วเด็กคนนั้น จะไม่ก้าวหน้า แล้วก็จะเสื่อม. คนโต ๆ เขาพูดกันอย่างนี้ พ่อแม่ก็พูดกนอย่างนี้ นี่ก็ เพราะว่า คนพูดก็ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความกระตือรือร้น หรือ ambition.
น.397 ambition มีทางมาได้จากหลายทาง : พวก motive พวก ambition นี้มีทาง มาจากกิเลสก็ได้ จากสติปัญญาก็ได้ จากสุญญตาอันธพาลก็ได้ จากสุญญตาอัน แท้จริงก็ได้. มาจากกิเลสนั้นก็หมายความว่า มีความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง อะไรเป็นต้นทุนอยู่ในใจ จึงมี ambition ที่จะทำอย่างนั้นมากลโกงผีนอก เมื่อโลภก็อยากได้มาก, เมื่อโกรธก็ฮึดฮัดอย่างยิ่ง ที่จะฆ่าเขาเสีย, แม้ทำไป ด้วยความหลง มันก็เป็น ambition อันหนึ่ง. ambition อย่างนี้เต็มไปด้วยโทษ เต็มไป ด้วยอันตราย ทำลายผู้เยาว์นั้นเอง ; แต่เขาก็ไม่รู้ เขาเอา ambition ว่าให้สำเร็จสิ่งที่ เขาต้องการจะทำก็แล้วกัน สุญญตาอันธพาล ก็หมายถึงเข้าใจผิด เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ หรือความจริง ต่าง ๆ อย่างนี้ไม่มีความเป็นประโยชน์เกื้อกูล, มีโทษ ; เว้นไว้แต่เป็น สุญญตา ambition นี่ผมว่าเอาเอง เรียกเอาเอง. ความกระตือรือร้น ด้วยอำนาจของสุญญตา คือเวลานั้น จิตว่างจากความมืดมน ด้วยเรื่องของตัวกู - ของกู, เต็มอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างนี้ เมื่อเราต้องการสติปัญญา เราก็ควรจะถามดูว่า มันอยู่ที่ตรงไหน ? มันมีได้ อย่างไร ? ถ้าคนเรามี จิตใจเดือดอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัวแล้ว ขณะนั้นไม่มีสติปัญญา. ฉะนั้นในดงของผู้ที่เรียกว่ามีสติปัญญา ในมหาวิทยาลัยของพวกคุณนั้น ทำไมจึงทำอะไรที่ ไม่น่าดูบ่อย ๆ ที่ไม่ควรจะทำก็มีอยู่บ่อย ๆ. ก็เพราะว่าเวลานั้นจิตใจเดือดอยู่ด้วย ความเห็นแก่ตัว คือมีตัวกู ไม่มีสุญญตา ไม่มีความว่าง แม้แต่ตามธรรมชาติ คือใจคอ ปกติ; แล้ว ambition จะเป็นอย่างไร ก็มองเห็นได้เอง. ถ้าทำให้ตัวกูเดือดจัดนี้ออกไปเสีย เหลือจิตที่รู้จักผิดชอบชั่วดี ประกอบอยู่ ด้วยสติปัญญา, ว่างจากตัวกู ว่างจากของกู ไม่เห็นแก่ตัวกู ก็คิด หรือพูด หรือทำ
น.398 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ไปแต่ในทางที่ไม่ทำอันตรายตัวเอง ไม่ทำอันตรายผู้อื่น. อำนาจหรือกำลังผลักไส ของความรู้จักผิดชอบชั่วดีนี้ ยังทำให้ทำหน้าที่ทุกอย่างได้, เราเรียกว่า "สุญญตา ambition" เพื่อฟังง่าย ๆ ในที่นี้. นี่จะไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป, แล้วจะไม่มี ทางผิดเลย คือจะถูกต้องด้วย แล้วก็พอดีด้วย ; ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่า เด็ก ๆ ที่มี ความรู้ เรื่องสุญญตาที่ถูกต้องนี้ จะไม่มี ambition เขาจะต้องมี ambition ที่พอดีพอเหมาะ สำหรับสุญญตาอันธพาลนั้นเป็นไปอย่างแกล้งว่า และแกล้งทำ เพื่อจะดื้อ ยืนกระต่ายขาเดียว เพื่อจะเอาประโยชน์อย่างที่เรียกว่าคดโกง เป็นอันธพาล ที่แกล้งยืม คำว่าสุญญตามาใช้. กลัวว่า เด็กจะไม่แคล่วคล่องว่องไว ทีนี้ ตัวอย่างต่อไป เขาก็จะคิดกันว่า มันไม่ active ถ้ามีสุญญตา; นี้ก็ เหมือนกับ ambition activeness นี้มีได้ แม้ด้วยสุญญตา คือ active ที่พอเหมาะพอดี, เป็นสุญญตา active ขึ้นมาอีก. active ของชาวบ้าน คือ active ด้วยอำนาจของตัณหา เรียกว่าตัณหา active ให้สมน้ำหน้ามัน. เดี๋ยวนี้เรามี "สุญญตา active - ความแคล่ว คล่องว่องไวต่อหน้าที่ที่ประกอบอยู่ด้วยสุญญตา". ความว่างจากตัวกู มัน active ถูกต้อง พอเหมาะพอดี ก็ถูกกับเรื่องกับราว. ความพอเหมาะพอดีนี้ เป็นหลัก พุทธศาสนา แล้วก็ต้องถูกต้องด้วย. ปราจีนกฤดวิก กลัวว่า เด็กจะขาดความพากเพียร ทีนี้เขากลัวกันว่า เด็ก ๆ จะไม่มักใหญ่ใฝ่สูง เขาใช้คำว่า "มักใหญ่ใฝ่สูง" เพราะในใจเขาต้องการอย่างนั้น ; แต่เขาละยาย เขาก็พูดอย่างอื่น ไปพูดเสียว่าเด็ก ๆ
น.399 จะไม่อยากดีอย่างนี้เป็นต้น. ถ้าอยากดีด้วยตัณหา มันก็ไปตามแบบของตัณหา ใฝ่สูง ด้วยตัณหา กระทั่งด้วยโมหะ. เราจะใฝ่สูงด้วยสุญญตา มีความพากเพียรพยายามด้วย อำนาจของสุญญตาได้ เรียกว่า "สุญญตาวายามะ" - ความต่อสู้ดิ้นรน พากเพียร พยายาม อยู่ด้วยอำนาจของสติปัญญา, ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีที่ถูกต้อง, ไม่เจือ อยู่ด้วยความขุ่นข้นของตัวกู - ของกู. มันอาจจะไม่ทันใจของคนบางคน ; แต่ว่า เราลองคิดดู คนที่เดินก้าวไปอย่างสม่ำเสมอหนักแน่นนั้น ดีกว่าวิ่งพรวดพราด เพราะ เหนื่อยเร็วและหกล้ม. การเหนื่อย หรือเหน็ดเหนื่อย หกล้มทางวิญญาณนี้มีอยู่เสมอ เพราะว่า ความมักใหญ่ใฝ่สูง อยากดีด้วยตัณหานั่นเอง ; ถ้าเปลี่ยนมาเป็น อยากดีด้วยความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี ที่กำลังว่างจากความเห็นแก่ตัวด้วยกิเลสตัณหา แต่เห็นแก่ตัวด้วยอำนาจของ สุญญตา ก็จะมีสติปัญญา ที่มองเห็นหน้าที่การงาน มองเห็นธรรมะ มีธรรมะเป็นตัว, เห็นแก่ตัวคือเห็นแก่ธรรมะ อยากจะก้าวหน้าไปตามทางของธรรมะ ที่ประกอบไปด้วย ธรรมะ. กลัวว่า เด็กจะไม่ร่าเริง อีกอย่างหนึ่ง เขาก็พูดว่า เด็ก ๆ จะไม่ร่าเริง. เด็กที่ร่าเริงด้วยการกระตุ้น ตามวิธีสมัยปัจจุบันนี้มันเป็นกิเลสหรรษา แล้วโง่ที่สุดด้วย ; เราต้องเปลี่ยนรูปเป็น สุญญตาหรรษา อีกตามเคย ; เราตั้งชื่อเอาใหม่กันเองที่ตรงนี้ ว่าอย่ามีกิเลสหรรษาเลย จงมีสุญญตาหรรษาเถิด.
น.400 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ที่ว่าตั้งชื่อเอาเองใหม่นี้ ตรงนี้ ก็หมายความว่า ไม่มีในบาลี ที่เป็นคำ เรียกชื่อตรง ๆ อย่างนี้ ; านมีแต่ความหมาย มีแต่อรรถ หรือนัยะที่มันแสดงลักษณะ อย่างนั้น เรามาตั้งชื่อเอาเองที่นี่ เช่นคำว่ากิเลสหรรษานี้ ไม่มีตรง ๆ ในภาษาบาลี แต่มีคำที่คล้ายกัน แล้วก็มีความหมายที่แสดงอย่างนั้น เรามี สุญญตาหรรษา ก็เพื่อจะรวบความทั้งหมด ว่าจะร่าเริงหรรษา ก็ต้องอาศัยความว่างจากอุปาทาน ยึดมันเป็นตัวกู - ของกู. ค อุปาทานนี้คือกิเลสที่ ร้ายกาจที่สุด ปณจุปาทานกขนธาทุกขา - กล่าวโดยสรุปย่อแล้ว เบญจขันธ์ที่เต็มอัดอยู่ ด้วยอุปาทานนั้น เป็นตัวทุกข์. ที่หรรษาร่าเริงอยู่ด้วยอุปาทานก็คือเบญจขันธ์ที่ ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานเหมือนกัน, เป็นทุกข์ชนิดที่มองไม่เห็นก็มี เห็นเป็นสุขไปเสีย ก็มี. ถ้าใครจะหรรษา: ระวังให้ดี: การต้อนรับน้องใหม่ของคุณนั้น มันเป็นกิเลส หรรษา ไปชวนกันเปลี่ยนให้เป็นสุญญตาหรรษาเสียบ้าง กลัวว่า เด็กจะไม่รักชาติบ้านเมือง บางคนก็พูดว่า ถ้าเด็ก ๆ ถึงสุญญตาแล้ว จะไม่รักชาติรักประเทศ ; นี่หลับหู หลับตาที่สุด คือเป็นคำพูดของคนที่หลับตารักชาติ. ชาติอย่างนั้นเป็นชาติของตัวกู, ที่เขา พูดอย่างนั้น เป็นชาติของอุปาทาน ชาติของตัวกู ไม่ใช่ความถูกต้อง. • เรามี ชาติของ ธรรมะ มีชาติของสติปัญญา, แล้วรักชาติชนิดนั้นกันดีกว่า ; เพราะว่ารักชาติของ อุปาทานนั้น มันอาศัยรากฐานที่รักตัวกู ด้วยอำนาจอุปาทาน. . นี่ก็เลยเป็นเรื่องของ ตัวกู้ แล้วเบียดเบียนกันเองได้ ถ้ามีอุปาทานทำนองนี้; เพราะฉะนั้น คนในชาตินั้น
น.401 ก็เบียดเบียนกันได้ อย่างร้ายกาจที่สุด และก็ใช้ชาตินี้เป็นที่ทำมาหากิน อย่างนี้ไม่ชื่อว่า รักชาติ ถ้ารักชาติจริง ๆ ก็ต้อง สุญญตารักชาติ รักธรรมะ รักมนุษยชาติ : อย่ารัก ชาติของกู - ชาติตัวกู. มนุษยชาติก็ต้องหมายถึงมนุษย์ทุกคน แล้วก็แบ่งออกเป็นส่วน ๆ เท่าที่มีหน้าที่รับผิดชอบ; ขอบเขตในประเทศชาติของเรามีอยู่เท่าไร เป็นส่วนหนึ่ง ของมนุษยชาติทั้งสากล ก็รักให้มันถูกต้อง เหมือนกันหมด.swถ้าแต่ละชาติต่างก็รัก ชาติกันอย่างนี้ โลกนี้ก็มีสันติ มีความสงบเป็นสันติภาพถาวรได้. ส่วน "ชาติกูเอง" นั้น มันไม่ไหว ขืนไปรักเข้า ก็ปลูกฝั่งเชื้อโรคของ ความเห็นแก่ตัว นั้นมากเกินไป จะทำอะไรเป็นบาปไปหมด จะไปต่อต้านใคร ก็ด้วย จิตเป็นอกุศล ไม่ใช่ด้วยสติปัญญา ด้วยความฉลาดที่เรียกว่ากุศล ในทางธรรมในทาง ศาสนา ; รักชาติชนิดนั้นจะสูญชาติหรือเสียชาติไปบ่อย ๆ เราหวังกันอยู่ว่า ประเทศไทย จะมีธรรมะในพุทธศาสนาเพียงพอสำหรับคุ้มครองชาติ กู้ชาติ, ไม่ทำไปด้วยอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นจนโผล่ออกมาเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง. กลัวว่า รู้เรื่องสุญญตาแล้ว จะไม่สมรส มีคนพูดว่า ถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตาแล้วจะไม่สมรส นี้ โง่ล่วงหน้าเกินไป ; จำไว้ด้วย โง่เดี๋ยวนี้ยังไม่พอ แล้วยังโง่ล่วงหน้าไว้ให้มันมาก ๆ. เรื่อง การสมรส ระหว่างเพศนี้เป็นสิ่งที่มีได้ แม้ด้วยความรู้ที่เกี่ยวกับสุญญตา ; ไม่ใช่ว่าจะต้องงด
น.402 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) การสมรส. ขอให้นึกถึงพระอริยเจ้า : พระโสดาบัน พระสกิทาคามีเหล่านี้ยังเป็นชาวบ้าน ยังมีการสมรส ยังมีลูกมีหลาน. ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะเกี่ยวกับสุญญตาเป็นประโยชน์ เกื้อกูล แก่ฆราวาสตลอดกาลนาน นี้คล้าย ๆ กับจะบ่งว่า จะเป็นโสดาบัน สกิทาคามี ได้ใน เพศฆราวาส ด้วยอำนาจความรู้เกี่ยวกับสุญญตา นั่นเอง. ฉะนั้น การสมรสของ พระอริยเจ้าก็คือ ไม่มัวเมาหลับหูหลับตา อย่างการสมรสของปุถุชน. ผู้ที่มีความรู้เรื่อง สุญญตาอย่างพระอริยเจ้า แม้ในขั้นต้น ๆ ก็ไม่ได้ทำไปด้วยความหน้ามืด ด้วยกิเลสตัณหา แต่ต้องการด้วยสติปัญญา. ที่เรียกกันว่าตฤษณา หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า คำฤษณา คือตัณหากามารมณ์อันถึงที่สุดนั้น พระอริยเจ้าไม่ทำ ; แต่ก็มีการสมรสทางเนื้อหนัง ต้องการรสทางเนื้อหนังอย่างเดียว. สมรสของปุถุชนเป็นเรื่องที่มืดมน หรือมุทะลุดุดัน ไปด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา. . อีกประการหนึ่งยังมี การสมรสทางวิญญาณ ก็ได้ ซึ่งออกจะแปลกหูสำหรับ พวกคุณ ; แต่ถ้าเราศึกษาดู โดยหลักทางจิตวิทยาให้ลึกซึ้งทั่วไปแล้ว ก็เห็นว่ามีอยู่ แม้ในหมู่พวกคุณ. สมรส แปลว่า รสเสมอกัน ; ส - ม แปลว่า เสมอ, ร - ส นี้แปลว่า รส ; ถึงแม้จะแปลว่ารวมกัน รสรวมกัน ตามภาษาไทย ก็ยังอธิบายได้ คือว่า ของที่เหมาะสมที่จะรวมกัน มีสัดส่วนเสมอกัน อะไรเสมอกัน มันจึงเป็นการ สมรสที่ดี อย่างน้อยมันก็คนละครึ่ง. สมรสทางวิญญาณ หมายความว่า ไม่จำเป็นจะต้องให้ร่างกายแตะต้องซึ่ง กันและกัน ; แต่มีความรู้สึกทางจิตใจทางสติปัญญาเหมือนกัน มุ่งหมายอย่างเดียวกัน ทำงานอย่างเดียวกัน พอใจเหมือนกัน อย่างนี้ก็ทำได้, แล้วจะเป็นผลดีแก่มนุษย์ มาก
น.403 กว่าการสมรสด้วยความหน้ามืด ด้วยดำฤษณา ทั้งเหนื่อยทั้งสกปรก เพื่อความบ้าวูบเดียว. นี้รับไม่ไหวจริง สำหรับผู้ที่มีความรู้อันเกี่ยวกับสุญญตา. การ สมรสทางวิญญาณ นั่นแหละ เป็น nucleus ของการสมรสทั้งหลายที่ ถูกต้อง แม้จะเป็นการสมรสตามธรรมดา ของคนธรรมดา. อย่าไปเอาเรื่องทางเนื้อหนัง หรือการผสมกันทางเนื้อหนังเป็นตัวเรื่อง ; มันต้องเอาความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่มีอยู่ด้วย กันทั้ง ๒ ฝ่าย มีความปรารถนาสูง อะไรเหล่านี้เป็นหลัก, แล้วเอาเรื่องทางฝ่ายเนื้อหนัง เป็นอุปกรณ์พลอยได้; เพราะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่ว่า คนจะต้องมีปัญหาในเรื่องที่ว่าเมื่อ ร่างกายเจริญเติบโต ต่อมแกลนด์ในทางเพศเจริญแล้ว ต้องขจัดความรบกวนที่เกิดจากสิ่ง เหล่านั้นไปตามสมควร แต่อย่าไปบูชาว่าเป็นพระเจ้า เดี๋ยวนี้คนโง่ ไปบูชาเรื่องทางเพศเป็นพระเจ้า จนจะพร้อมใจกันทั้งโลกแล้ว ที่จะถอนศีลข้อสำคัญบางข้อในพุทธศาสนาออกไป. ศีลข้อไหนคุณก็เดาได้ ว่าเขา คิดจะช่วยกันถอนศีลข้อไหนออกไป เพื่อให้ดำฤษณามันทำอะไรของมันได้ ตามต้องการ. พวกฝรั่งจะนำหน้า พวกไทยจะตามกันอีกตามเคย ในการที่จะถอนศีลข้อนี้; เดี๋ยวนี้ อุปกรณ์ในการช่วยให้ถอนศีลข้อนี้ หรือไม่ต้องผิดศีลข้อนี้มันมีมาก โดยเฉพาะการคุม กำเนิดทางฟิสิกส์นี้ จะได้เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่ง ที่จะช่วยกันถอนศีลข้อนี้โดยปริยาย. ในเรื่องนี้จึงขอร้องว่า ให้ ระวังล่วงหน้าไว้ให้ดี ๆ อย่าให้มีอาการที่ น่าเกลียดน่าชัง เกี่ยวกับการสมรส, อย่าให้เป็นกิเลสสมรส ; ให้มันเป็นสุญญตา- สมรสตามแบบของพระอริยเจ้า คือทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ สติปัญญา ว่างจากความบ้า ความเดือดเพราะเรื่องตัวกู - ของกู อยู่ในขณะนั้น.
น.404 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) กลัวว่า เด็กจะไม่สืบพันธุ์ เมื่อพูดถึงสมรสแล้ว มันก็เนื่องไปถึงเรื่องการสืบพันธุ์ ฉะนั้น ก็พูดคราว เดียวกันได้ว่า เขากลัวว่าเด็ก ๆ จะไม่คิดที่จะสืบพันธุ์ ; นี้ก็โง่อีกเหมือนกัน โง่เท่ากัน กับเรื่องกลัวจะไม่สมรส. การสืบพันธุ์เป็นได้ทั้งทางเรื่องเนื้อหนัง และเรื่องทางวิญญาณ ; สมรสทางวิญญาณได้ ก็สืบพันธุ์ทางวิญญาณได้, จะเรียกขำ ๆ ขัน ๆ ว่า "สุญญตาสืบ พันธุ์" ทำไปด้วยสติปัญญา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่เจืออยู่ด้วยกลัดกลุ้มของตัวกู. สุญญตาสืบพันธุ์นี้ อยากจะระบุ พระพุทธเจ้ามีสุญญตาสืบพันธุ์ ซึ่งเกิด พวกเรามานั่งกันอยู่เต็มที่นี่ ถ้าไม่เข้าใจผมจะยกตัวอย่าง : - 1 เหมือนอย่างว่า คุณรู้จักเช็คส์เบียร์ ซึ่งตายไปแล้วหลายร้อยปีแล้ว แต่คุณก็ ไม่รู้จักลูกหรือหลานของเซ็คส์เบียร์, ผลของการสืบพันธุ์ทางเนื้อหนัง เป็นลูกเป็น หลานของเซ็คส์เบียร์นั้น ไม่มีใครรู้จัก แล้วไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากคนเหล่านั้น แต่เราได้รับประโยชน์จากเช็คสเปียร์ ที่ไม่รู้จักตาย ยังอยู่กับเรา นี่เพราะสืบพันธุ์ทาง วิญญาณ ; วิญญาณของเช็คสเปียร์เหลืออยู่จึงเป็นประโยชน์. ยกตัวอย่างเช็คสเปียร์ ก็ไม่ใช่ว่าบูชาเช็คสเปียร์ แต่ยกตัวอย่างเรื่องที่ปรากฏเห็นอยู่ง่าย ๆ. ถ้าพระพุทธเจ้าจะไม่มีการสืบพันธุ์ทางวิญญาณ พวกเราก็ไม่ได้เกิด มานั่งฉันอยู่ที่วัดนี้. นี่สืบพันธุ์ทางร่างกายเนื้อหนัง มันแตกต่างกันลิบกับเรื่องสืบพันธุ์ ทางวิญญาณ. ยกตัวอย่างอีก : ขออภัยว่าผมนี่ ถ้ามีการสมรสสืบพันธุ์ทางเนื้อหนัง เราก็ ไม่ได้มานั่งพบกันอยู่ที่นี่ ; สวนโมกข์ก็จะไม่เกิด. แต่เดี๋ยวนี้ เรามีการสืบพันธุ์ทาง
น.405 วิญญาณ ตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า "เธอทั้งหลายจงเป็นทายาทโดย ธรรมเถิด อย่าเป็นทายาทโดยอามิสเลย" : ขอร้องว่าให้พระสาวกทั้งหลาย เป็น ทายาทรับมรดกแต่ทางธรรมะเถิด, อย่ารับมรดกทางเนื้อหนัง ทางวัตถุ ทางอามิสเลย. นี่เรื่องจึงมีมาได้หลายพันปี เพราะการสืบพันธุ์ทางวิญญาณ. พระโอรสคือพระราหุล ซึ่งเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า ไม่ทำอะไรให้แก่ เราได้ อย่างมากก็เพียงแต่ว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ซึ่งสืบอายุพระศาสนาตามหน้าที่ ของท่าน : แต่ว่าส่วนใหญ่ที่มาถึงเรานี้ เป็นการสืบพันธุ์ทางวิญญาณต่อ ๆ กันมา. ทีนี้ แม้ว่าการสืบพันธุ์ทางเนื้อหนังของชาวบ้านนั้นก็เหมือนกัน ขอให้นิว- เคลียสมันอยู่ที่ การสืบพันธุ์ทางวิญญาณ คือสืบพันธุ์ ความดี ความงาม ความถูกต้อง ของบิดามารดา ปู่ย่า ตา ทวด ; ให้เล็งถึงชีวิตที่เป็นด้านวิญญาณ คือจิตใจ หรือความดี ที่มีอยู่ในวิญญาณนั้น, เรื่องเนื้อหนังนั้น สุนัขหรือแมวมันก็ทำเป็น. มีคำว่า อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญจ สามาญญเมตปปสุภิ นรานิ ฯ เป็นคำ กล่าวโบราณดึกดำบรรพ์ ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า และในสมัยพระพุทธเจ้า กระทั่งสมัยนี้ ที่ว่า การแสวงหาอาหาร การแสวงหาความสุขจากการนอน การขี้ขลาดหนีภัย การ เสพเมถุนธรรมไม่แปลกกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน หรือยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ; ต้นไม้มันก็ทำเป็น สำหรับการสืบพันธุ์ทางวัตถุทางเนื้อหนัง เรา ไม่ต้องกลัวว่าเด็ก ๆ จะไม่สืบพันธุ์ ; ต้นทุนเดิมที่เป็นทางกิเลสนั้น มันมีอยู่แล้ว มันมีแต่จะเตลิดเปิดเปิงไป ตามความยั่วยุของอารยธรรมสมัยใหม่ มันก็จะ สืบพันธุ์ชนิดที่เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน เท่านั้นแหละ. ผู้เยาว์จะได้รับอันตรายในข้อนี้ ;
น.406 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ฉะนั้นจึงรีบสอนเรื่องสุญญตา ความไม่เห็นแก่เนื้อหนัง ความไม่เห็นแก่ตัวกู, เห็นแก่ สติปัญญาอันถูกต้อง. ขอให้มีการสมรสและสืบพันธุ์ ตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่ทำ อะไร ๆ ก็ให้ทำอย่างที่เรียกว่า มีสติปัญญาเกี่ยวกับสุญญตา เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ แม้แต่เรื่องสมรสและสืบพันธุ์, กลัวว่า เด็กจะไม่เข้าสังคม เขายังกลัวอย่างเขลา ๆ โง่เง่าต่อไปอีกว่า ถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตาแล้วจะไม่เข้า สังคม. เราก็มี สุญญตาสังคม ที่ดีกว่า ไม่เข้าสังคมปีศาจ: ปีศาจสังคม คือสังคมที่ ถ้าไม่สูบบุหรี่แล้วเข้าไม่ได้ นั่นแหละปีศาจสังคม. ที่ว่าไม่กินเหล้าแล้วเข้าสังคมไม่ได้ นั้นมันปีศาจสังคม; ที่นี่ก็มีแยะ มาอุทธรณ์ มาร้องขอ ขอให้ผ่อนผันว่าให้กิน เหล้าได้ สูบบุหรี่ได้ มิเช่นนั้นจะเข้าสังคมไม่ได้. ผมว่าไม่จำเป็น ปีศาจสังคมไม่จำเป็น เข้าสังคมของสัตบุรุษ ของพระอริยเจ้าก็แล้วกัน. เรามี สุญญตาสังคม : สังคมของผู้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มืดมนไปด้วยกิเลสตัณหา หรือเนื้อหนัง. สังคมปีศาจก็มี กินเหล้าเมายา เมาอะไรกันไปตามเรื่อง, สังคม เทวดาก็มี เมากามารมณ์ชนิดที่พอดูได้ คือที่ถือกันว่าถูกต้อง ; สังคมปีศาจนั้นมันเละเทะ มาก สังคมเทวดาก็ทำอย่างนั้น แต่ไม่เลอะเทอะ ค่อนข้างจะไม่เลอะเทอะ. สังคมมนุษย์ที่มีจิตใจสูง ก็ไม่มัวเมาในเรื่องเนื้อหนังนั้นมาก เกี่ยวข้องพอ สมควร พอถูกต้อง, สังคมพระอริยะ ท่านก็ควบคุมได้ดี ถ้าผิดแล้วเป็นไม่เอาแน่. ขอให้พยายามเหลือบมองไปทางสังคมสัตบุรุษ ที่เป็นมนุษย์ที่ดี ดูสังคมของพระอริยเจ้า กันบ้าง ; สังคมปีศาจ สังคมเทวดา บัดทิ้งออกไปก็ได้.
น.407 กลัวว่า เด็กจะไม่รักสวยรักงาม ทีนี้เขาพูดว่า เด็ก ๆ จะไม่รู้จักรักสวยรักงาม นี้มันก็เหมือนกันอีกแหละ สวยงามนี้มันมีทั้งอย่างหลอกลวง - และจริง ; งามหลอกลวงก็งามด้วยความโง่. เมื่อเราบวช เราได้รับคำสั่งสอนเรื่องปฏิกูล ๕ อย่าง: ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ; เลิก ความงามอย่างที่เคยโง่เมื่อเป็นฆราวาส มาถือหลักที่ว่า "งามอยู่ที่ขากผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย" งามอยู่ที่ซากผี คือมัน ไม่หลอกลวง งามหน้าแฉล้มแช่มช้อยนั้นมันหลอก ลวง. งามที่ซากผีนี่มันบอกความจริง แล้วช่วยให้เข้าถึงความจริง ให้ดับทุกข์ดับกิเลสได้ ไปนิพพานได้ ; นั้นแหละเรียกว่างามที่ไม่หลอกลวง. ทีนี้พ่อแม่ต้องการให้เด็ก ๆ หลงในความงามที่หลอกลวง เพราะตัวเองชอบอย่างนั้น เรามีคำว่า "สุญญตาสุนทรียะ" มาให้. สุญญตาสุนทรีย์ นี้ก็คือที่เราสวด กันว่า อาทิกลฺยาณิ มฺเฌกลฺยาณิ ปริโยสานกลยาณิ. กลฺยาณ - คืองาม : งาม ในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย. การหลงใหลความงามอย่างนี้ ปลอดภัย แล้วมีแต่ความเจริญก้าวหน้า ไปตามทางของมนุษย์ที่ถูกต้อง ; งามเบื้องต้น งามทางกิริยามารยาท, งามที่สอง งามทางจิตใจ, งามที่สาม คือ งามทางสติปัญญา. รูปร่างหน้าตานี้เป็นเครื่องฉาบทาของพญามาร ไม่แน่นอน : หน้าตาดูสวย แต่ว่าจิตใจทราม อย่างนี้ก็มีอยู่โดยมาก แล้วโดยมากมักจะเป็นอย่างนั้น ; เพราะใบหน้า ที่สวยนั่น ก็เนื่องจากขยันตบแต่งจึงดูสวย เพราะ make up เหลือเกิน. ผมเคยเปรียบ เทียบให้ฟังว่า ถ่ายอุจจาระไม่เช็ดกันด้วยซ้ำไป แต่ที่หน้าที่ตาเช็ดแล้วเช็ดอีก ล้างแล้ว
น.408 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ล้างอีก อะไรแล้วอะไรอีก ไม่รู้กี่สิบครั้ง นี้จะไม่ให้เป็นการหลอกลวงอย่างไรกัน. ดูที่หน้าก็งาม แต่ดูที่จิตใจละก็ทราม. สุญญตาสุนทรีย์ นี้ก็คือ งามไม่เอาหน้าตาเป็นหลัก ; เอาความงามที่แท้ จริงเป็นหลัก : งามที่กายที่วาจานี้ข้อแรก, แล้วงามที่จิต ถือว่าจิตมันไม่ถูกคุกลุ้มรุมอยู่ ด้วยกิเลสใด ๆ นี้เรียกว่าจิตมันงาม, แล้วงามสุดท้าย มันงามอยู่ที่สติปัญญา คือถูกต้อง รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีสติปัญญาแท้ ไม่ใช่สติปัญญา คดโกง. งามอย่างนี้กันดีกว่า ถ้างามอย่างนี้ได้แล้ว ร่างกายมันก็งามเอง งามชนิด ที่ถูกต้อง. กลัวว่า เด็กจะไม่มีความสนุกสนาน เขากลัวว่าเด็ก ๆ จะไม่มีการเล่นหัว จะไม่มีความสนุกสนานเล่นหัว นี้กลัว เกินขอบเขต. เราอยากจะให้เด็ก ๆ มีการเล่นหัว ที่ควบคุมอยู่ด้วยสุญญตา เรียกว่า "สุญญตากีฬา" ทำงานสนุก ช่วยเหลือผู้อื่นสนุก ; เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ สั่นหัว ทำงาน นี้ไม่สนุก. พวกคุณก็เหมือนกัน คงจะรู้สึกว่าทำงานไม่สนุก ช่วยผู้อื่นก็ไม่สนุก ถ้า เป็นการช่วยโดยบริสุทธิ์ อย่าเอาเรื่องอะไรมาแฝง. วัฒนธรรมสมัยใหม่ เขาทำให้เบื่อหรือเกลียดการงาน ไม่บูชาการงาน ไม่สนุกในการงาน : พอขู่ว่าจะให้ทำงานเท่านั้นก็กลัว เห็นเป็นงานหนักไปหมด. วัฒนธรรมใหม่ทำให้พวกฝรั่งที่มาที่นี่ เห็นพระกวาดลาน กวาดขยะอยู่ ก็พูดว่าเป็นงาน หนัก สั่นหัว ; แล้วก็น่าหวัวไหม ? คุณลองคิดดูเถอะ กวาดใบไม้ตรงกลางลานนี้
น.409 เป็นงานหนัก ; เพราะเขาถูกอบรมมาแต่ในทางที่ไม่ทำงาน. งานหนักของพวกฝรั่ง คือ งานเขาของปู่ย่า ตายาย ของพวกเรา เป็นงานสนุก ด้วย และเล่นหัวร่าเริงใน การงาน, ให้การงานเป็นการเล่นหัว สนุกในการทำงาน สนุกในการช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าจะเล่นหัวให้สูงไปกว่านั้น เป็นการเล่นหัวทางวิญญาณนี้ เราก็ มีมหรสพ ทางวิญญาณ, มีโรงมหรสพทางวิญญาณอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ : ธรรมชาตินี้ก็เป็นโรง มหรสพทางวิญญาณ, หรือว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราสร้างขึ้น เช่นตึกหลังนี้มันก็เป็นมหรสพ ทางวิญญาณ. นี่มีการเล่นหัวด้วย สุญญตากีฬา "เข้าฌานนานนับเดือนไม่เขยื้อน เคลื่อนกายา" นี้ก็ยิ่งสบาย สำหรับผู้ที่ลุ่มหลงไปในเรื่องทางวิญญาณ. กลัวว่า เด็กจะมีจิตใจผิดปกติ อันสุดท้ายนี้ เขากลัวกันว่า เด็ก ๆ จะไม่มีจิตใจที่ปกติ ; เขาว่าถ้าไปเกี่ยว ข้องกับเรื่องสุญญตาแล้วเด็กจะมีจิตใจผิดปกติ. นี่เพราะคนกล่าวมีจิตใจผิดปกติเต็มที่ ไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว เลยกลัวไปอย่างนั้น. เพราะว่าเด็ก ๆ ที่มีความรู้เรื่องสุญญตาจะมี จิตใจผิดปกติ ก็ผิดปกติจากอันธพาล ; แต่ว่าไปปกติตามแบบของพระอริยเจ้า เลย เรียกว่า สุญญตาปกติ อันธพาลปกตินี้ไม่ไหว เพราะปกติอย่างอันธพาลอยู่แล้ว มันไม่ ไหวมันโง่ ; พาละ แปลว่า อ่อน หรือโง่, อันธ แปลว่า มืด ; อันธพาล แปลว่า โง่อย่างมืด, อ่อนอย่างมืด อ่อนเพราะความมืด. ถ้าอ่อนเพราะมีสุญญตาแต่น้อย นี้ก็ปลอดภัยแน่; แก่งเพราะความรู้เรื่อง สุญญตาจะค่อยเจริญขึ้นเอง แล้วก็พ้นจากความอ่อน เป็นความแก่ที่ถูกต้องขึ้นมาเอง.
น.410 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) นี่คือสุญญตาปกติ มีจิตใจปกติด้วยอำนาจของสุญญตา ; ถ้าผิดจากนี้แล้ว มันก็ปกติ อย่างอันธพาล แล้วไม่รู้สึกว่าเป็นอันธพาล. ความผิด ความชั่ว ความเลวมหาศาล สักเท่าไร ถ้าเคยชินเสียแล้ว จะไม่เห็นว่า เป็นผิด เป็นชั่ว นี่ คนในโลกกำลังจม ลงไปในความหลงใหล เรื่องตัวกู - ของกู เรื่อง กิเลส เรื่องเนื้อหนัง จนไม่รู้สึก ว่า มันเป็นความผิดหรือความชั่ว ; อย่างนี้ภาษา ธรรมะเขาเรียกว่า เหมือนกับหนอนในพริก หนอนเกิดในพริกเป็นอะไรในพริก ไม่รู้สึกว่าพริกนี้ร้อน ; แต่ถ้าสัตว์อื่นที่ไม่ได้เกิดในพริก ไปถูกพริกเข้านิดเดียว จะ ร้อนทนไม่ได้. ฉะนั้นเรา อย่าเอาเรื่องความเคยชิน หรือปกติของความเคยชิน มา เป็นความปกติที่ถูกต้อง เพราะผิดอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ หลายร้อย หลายพันเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ; ต้องปกติที่ถูกต้อง ปกติตามแบบของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีสติปัญญาปราศจากตัวกู - ของกู. แท้จริง สุญญตาให้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็พอแล้ว ที่จะเป็นตัวอย่าง พูดไปก็ไม่รู้จักจบจักสิ้น ที่เขาเคย กลัวกันนัก ว่าสุญญตาจะทำความเสื่อมเสีย ทำความถอยหลังหรืออะไรเหล่านี้ มันไม่ถูก เขาว่าเอาเองและหลับตาพูด ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่พระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสว่า เรื่อง เกี่ยวกับสุญญตานี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูล แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน ที่เอามาพูดก็เพื่อให้เห็นว่า สุญญตาเกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน แม้ แก่ผู้เยาว์ คือมันเป็นไปได้แม้แก่ผู้เยาว์ ส่วนโต ๆ ก็ไม่ต้องพูด ย่อมจะเป็นประโยชน์ ที่เจริญงอกงาม สูงขึ้นไปตามลำดับ.
น.411 ทีนี้พูดถึงประโยชน์อย่างอื่นบ้าง ประโยชน์ที่เด็ก ๆ จะได้รับจากเรื่องสุญญตานี้ ขอให้ถือว่ามันมีอยู่อีกมากมาย ; ในชั้นแรกก็ ๑๑ อย่างที่ได้พูดมาแล้วนั้น : เด็ก ๆ จะ มีสุญญตา ambition สุญญตา active สุญญตาวายามะ สุญญตาหรรษา สุญญตารักชาติ สุญญตาสมรส สุญญตาสืบพันธุ์ สุญญตาสังคม สุญญตาสุนทรียะ สุญญตากีฬา สุญญตา ปกติ, พูดไม่ไหว เหล่านี้ก็มีได้. สุญญตาทำให้เด็กคิดเก่ง จำเก่ง ทีนี้ผลที่จะปรากฏออกมา ตามความต้องการของผู้เยาว์นี้ มันก็ทำให้เด็ก ๆ ไม่ร้องไห้เมื่อผิดหวัง เด็กที่ร้องไห้ เมื่อผิดหวังนั้น มันธรรมดาเกินไป ไม่สมควรที่จะ เป็นลูกเป็นหลานของสัตบุรุษ พุทธบริษัท. เด็ก ๆ ควรจะรู้จักคิดรู้จักนึกโดยไม่ต้อง ร้องไห้ เมื่ออะไรสูญหาย เมื่อตุ๊กตาแตก หรือเมื่อมีอะไรก็ตาม ที่คนรุ่นหนุ่ม รุ่นสาว สมัยนี้ เขานั่งร้องกันตาบวมนี้ ; ไม่ควรจะต้องมีความเป็นอย่างนั้น เพราะรู้จักคิดรู้จักนึก จนไม่ต้องร้องไห้ ว่าสิ่งทั้งหลายมันเป็นอย่างนั้นไปตามกฎของธรรมชาติหรืออะไรก็ตาม คือตามหลักเกณฑ์ วิธีพิจารณาของเรื่องสุญญตา เด็ก ๆ ก็ไม่ต้องร้องไห้. เด็ก ๆ จะคิดเก่ง จำเก่ง ตัดสินใจเก่ง เพราะว่ามีใจคอปกติ. นักเรียนที่ ว่าจำไม่เก่ง คิดไม่เก่ง ตัดสินใจไม่เก่ง นี่เพราะใจคอไม่ปกติ. ถ้าเด็กคนไหนใจคอ ปกติ เนื่องมาจากสมองปกติ ร่างกายปกติ วิญญาณปกติ แล้วจะคิดเก่ง จำเก่ง ตัดสิน ใจเก่งเสมอ ; สุญญตาช่วยได้ในเรื่องนี้ เอาไปใช้ให้ถูกวิธี. อย่าให้ผิดวิธีเป็นสุญญตา อันธพาล ซึ่งจะซึมกระทือเป็นท่อนไม้ไป นั้นเป็นสุญญตาอันธพาล.
น.412 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ถ้าเรามีได้เพียงคิดเก่ง จำเก่ง ตัดสินใจเก่งนี้ การเรียนก็วิเศษแล้ว ไม่ว่า จะเรียนอะไรก็ตาม จะเรียนอย่างชาวบ้าน หรือจะเรียนอย่างบรรพชิต หรืออะไรก็สุดแท้. ที่มีแต่การตัดสินใจผิด ก็เพราะจำไม่เก่ง เพราะคิดไม่เก่ง ; ถ้าลงตัดสินใจผิด มันคือ ล้มละลาย ไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว ยังไม่ทันจะทำ มันก็ล้มละลายแล้ว. จงแสวงหาเครื่องมืออันวิเศษ ที่จะ ทำให้ใจคอปกตินี้ ไว้เรื่อย ๆ, ประพฤติ ปฏิบัติตามลัทธิพุทธศาสนาทุกอย่าง นี้จะทำให้ใจคอปกติ: ไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ ภาวนา ทำอะไรก็ตาม เพื่อความมีใจคอปกติ มีร่างกายปกติ. เมื่อทำให้ใจสงบรำงับก่อนแล้วเป็นปกติ จิตก็มีความเฉลียวฉลาด ; ฉะนั้น เขาจึงให้รักษาศีล ให้เจริญสมาธิ แล้วก็ไปทำปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาด เพื่อ ชนะ ธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะชนะ กล่าวคือธรรมชาติฝ่ายต่ำ. ต้องชนะธรรมชาติ ฝ่ายต่ำได้หมดทุกอย่าง ; ภาษาศาสนาเรียกว่า กิเลส ภาษาสมัยใหม่เขาเรียกว่า ธรรมชาติ ฝ่ายต่ำ. ทีนี้ ไม่รู้จักธรรมชาติฝ่ายต่ำ กำลังกระโจนลงไปในธรรมชาติฝ่ายต่ำ กำลัง จมมิดหายลงไปในธรรมชาติฝ่ายต่ำ ออกมาเป็นอันธพาลระรานทั่วโลก ทำให้ผู้อื่น เดือดร้อน ตัวเองเดือดร้อน. สุญญตาทำให้ไม่โลภ ไม่กลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัว ข้อต่อไปอยากจะพูดว่า จะทำให้เด็กไม่ตะกละ ซุ่มซ่าม มูมมาม ; ใคร ๆ ก็เกลียดความตะกละซุ่มซ่าม มูมมาม ซึ่งมันเป็นไปด้วยอำนาจตัวกู - ของกู ด้วยอุปาทาน ทั้งนั้น ที่มันตะกละ ซุ่มซ่าม มุมมาม. ถ้าเอาสุญญตา เข้ามา จะช่วยให้รู้จักพอดี มีสติปัญญา ความรู้สึกผิดชอบ.
น.413 นี้ที่น่าหวัวก็ว่า จะทำให้เด็กไม่กลัวผี หรือกลัวอะไรทำนองนั้น ที่คน กลัวกันจนแก่หัวหงอกก็ยังกลัว กลัวจิ้งจก ตุ๊กแก กลัวลูกหนู นี่กลัวจนแก่จนเฒ่า จนหัวหงอก กลัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่องกลัวผีนี้ เหลือเกิน เป็นความโง่ เป็นอะไร ทุกอย่าง. ที่เรียกว่า ผี ก็คือสิ่งที่ความโง่สร้างขึ้นมา, ผีที่แท้จริงคือความโง่ ; อวิชชา ของคนสร้างขึ้นมาเป็นภาพสมมติก่อน แล้วมันก็เข้มข้นด้วยกระแสจิตที่โง่ ทำให้ตรงนี้มี กระแสจิตแห่งความโง่ มีผีเป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาที่ไหนก็ได้ : ที่จอมปลวกก็ได้ ที่ต้นไม้ก็ได้. เด็ก ๆ หรือคนที่จิตใจอ่อนแอ เข้าไปถึงที่ตรงนั้น ถูกกระแสความโง่ - อวิชชา, กระแสจิตนั้นครอบงำ; เขาก็เห็นผี ได้กลิ่นผี รู้สึกว่าผีมาลูบคลำอะไร ได้จริงเหมือนกัน. นี่คือผีที่สร้างขึ้นมาด้วยอวิชชา ความโง่ที่สุดของมนุษย์ ที่ไม่ใช่ มนุษย์ คือเป็นมนุษย์แต่เพียงคนมีอวิชชา ทำให้งมงายสร้างความเข้าใจผิด เห็นผิด เชื่อผิด อะไรขึ้นมา เป็นผีขึ้นมาในโลก.ผีอย่างนี้เป็นปัญหาสำหรับคนโง่ ไม่เป็น ปัญหาสำหรับคนฉลาดและมีจิตใจเข้มแข็ง. ถ้าใครถูกผีหลอก หรือปรากฏแก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย จริง ๆ ในลักษณะ ผีหลอก ก็ให้รู้เถอะว่า นี่เรายังโง่ กูมันยังโง่; รีบถอดกู ถอดโง่ออกไปเสีย ผีก็จะไม่มี. ผมอยากคุยกับผี อยากพบผี อยากจะศึกษาเรื่องผี ไม่มีโอกาส ไม่มีทาง ที่จะพบ ไม่เคยพบ ที่ไหนก็ไม่เคยพบ ; เพราะ ผีที่แท้จริง สร้างขึ้นมาจากความโง่, อวิชชาของคนโง่ จับกลุ่มเข้มข้นขึ้นมาเป็นกระแสจิต สิงอยู่ที่ตรงนั้นตรงนี้ เรามี เครื่องรางของพระพุทธเจ้าคุ้มกัน ไปที่ไหนผีกระจายไปหมด. ทีนี้ ผีอีกทางหนึ่ง ซึ่งโง่กว่านั้น ก็คือโครงกระดูก หรือว่า ซากศพ ตามป่าช้า ; ผีอย่างนั้นไม่มีความหมายอะไร ไม่มีจิตไม่มีวิญญาณ อย่างที่มีแต่โครง
น.414 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) กระดูกแขวนอยู่ที่ศาลานั้น ใครคิดว่าเป็นผี คนนั้นแหละโง่หลายเท่า ; มันเหลือแต่ ก้างของคน. เรื่องผีมันต้องเป็นเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ ; ที่กระดูกหมูคุณก็กินเข้าไป ที่ก้างของมนุษย์คุณก็ไม่กิน แล้วไปสมมุติว่าผี. นี่คิดเลขอนุบาลก็ไม่เป็น คิดเลขชั้นอนุบาลก็ยังไม่เป็น, ๒ บวก ๓ เป็น ๕ ๕ ลบ ๓ เหลือ ๒ นี้. ในตัวเรานี้มีร่างกายสมบูรณ์ มีกำลังกาย มีกำลังจิต มีกล้ามเนื้อ มีเลือดมีอะไรนี้; ที่โครงกระดูกนี้ มีแต่กระดูกล้วนๆ มีแต่ก้างล้วนๆ ไม่มีมันสมอง ไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่มีแรงงาน ไม่มีอะไรทั้งนั้น : นี่มีตั้ง ๕, โน้นมี ๑ ก็ยังไปกลัวได้ ; นี่คิดเลขชั้นอนุบาลก็ไม่เป็น. ถ้าเราสอนเด็ก ๆ ชั้นอนุบาล ให้คิดเลขอย่างนี้ดู เด็กก็ หยุดกลัวโครงกระดูก หยุดกลัวผีที่ป่าช้า ซึ่งเป็นวัตถุเท่านั้น. ผีวัตถุนี้ยิ่งไม่มีปัญหาอะไร ; แต่ถ้ายิ่งโง่เท่าไร ก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา เท่านั้น. มันไป สร้างผีทางวิญญาณขึ้นมา ; เช่นไปเห็นซากศพ ไปเห็นโครงกระดูกนี้ มันไม่เห็นเป็นโครงกระดูก เป็นก้างของคน ไปเห็นว่าผีอะไรไม่รู้อยู่ที่นั่น. นี่ก็เพราะ ว่าความโง่ของคนทั้งหลาย สร้างผีสร้างอวิชชาใส่ไว้ที่โครงกระดูกบ้าง ใส่ไว้ที่ซากศพที่ ป่าช้าบ้าง ; เช่นเดียวกับที่ไปสร้างใส่ไว้ที่จอมปลวกบ้าง ที่ต้นไม้ต้นนี้บ้าง ที่ต้น ตะเคียนบ้าง ต้นอะไรบ้าง. อวิชชาความโง่ไปสร้างผีใส่ไว้ที่นั่น เป็นผีอย่างเดียวกับ ที่เพิ่งสร้างใส่ไว้ที่โครงกระดูก หรือที่ศพที่ป่าช้า; นี่ก็เป็นปัญหาว่า ไปที่ป่าช้าเกิด ขนลุก. นั่นหมายความว่า กระแสจิตของอวิชชาครอบงำเข้าแล้ว. ถ้าไม่รู้สึกว่ามีผี ขนก็ไม่ลุก ผ่านบ่าช้าไปขนมันก็ไม่ลุก. สุนัขผ่านป่าช้าขนไม่ลุก เผลอเข้ามันก็ชุดผี กินเสียอีก, วัวควายก็เหมือนกัน มันผ่านป่าช้ามันก็ไม่กลัว ; ผมละอายมัน. ผมเมื่อเด็ก ๆ เคยเลี้ยงวัว คนขับเกวียนเขาไม่ว่าง ผมช่วยเลี้ยง ตอนเย็น ผ่านป่าช้ากลับมาบ้าน ; เออ, ผมกลัวผี. แต่พอเหลือบไปเห็นวัว วัวไม่กลัว เรา เลยละอาย ตั้งแต่นั้นแหละ รู้ว่าเราไม่ควรจะกลัวผี เราจะเลวกว่าวัว.
น.415 ในเรื่องความกลัวนี่ เป็นปัญหามาก; เด็ก ๆ มีปัญหามาก ลำบากแก่ ผู้ใหญ่ เพราะเด็กกลัวสิ่งที่ไม่ควรจะกลัว ไม่มีตัวสำหรับจะกลัว คือกลัวผี กลัวจิ้งจก ตุ๊กแก กลัวลูกหนู กลัวไส้เดือน ; ความรู้เรื่องสุญญตานี้มันจะช่วยได้ ให้ดีขึ้น สุญญตาจะช่วยให้เด็กมีธรรมะมีพระถูกต้อง ทีนี้ ที่ผมอยากจะพูด ที่รู้สึกว่าสำคัญก็คือว่า เด็ก ๆ จะรู้จักสุภาพอ่อนโยน เพราะอำนาจของความรู้เรื่องสุญญตา, ไม่กระด้าง ยกหูชูหาง ด้วยอุปาทานว่าตัวกู. เด็ก ๆ จะกตัญญู ต่อพ่อแม่ หรือผู้ที่มีบุญคุณ, จะกตัญญูต่อพ่อแม่ ยิ่งกว่าที่มีอยู่ตาม ปกติ ตามสัญชาตญาณ ; ถ้าเขามีสติปัญญาเรื่องไม่มีตัวกู ไม่มีของกูนี้ ก็จะมีกตัญญู ต่อพ่อแม่ยิ่งกว่าธรรมดา. อันสุดท้าย เขา จะมีพระรัตนตรัย หรือสรณคมน์ ที่ถูกต้อง ไปตั้งแต่เล็ก ไม่ไปเที่ยวคิดพึ่งผี พึ่งสาง พึ่งอะไรต่าง ๆ เป็นสรณะ แต่จะมีพระรัตนตรัยที่ถูกต้องเป็น ที่พึ่งไปตั้งแต่เล็ก. พระรัตนตรัยที่แท้จริงนั้น อยู่ในสุญญตา ; เมื่อใดไม่มีความรู้เรื่อง สุญญตา เมื่อนั้น ไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สมมติ เป็นภูเขาหิมาลัย ตรึงบุคคลนั้นให้ติดแน่นอยู่ที่นั่นมากกว่า ไม่ช่วยให้ หลุดออกไป จากความทุกข์ได้. พระพุทธเจ้า ท่านเป็นสุญญตาเต็มเนื้อเต็มตัว ว่างจากตัวกู - ของกู ถึงที่สุด. พระธรรม ก็คือ ไม่มีตัวลู - ของภู ถึงที่สุด. พูดก็พูดเรื่องนี้, ปฏิบัติก็ปฏิบัติเรื่องนี้, ได้ผลก็เป็นเรื่องนี้ ในตัวธรรมแท้ แม้ตามธรรมชาติก็ไม่มีตัวตน. พระสงฆ์ แท้ก็คือ
น.416 จำเป็นแม้แก่ฆราวาส (ต่อ) ว่า หมดตัวกู - ของกู กำลังจะหมดตัวกู - ของกูก็ได้ ; แล้วก็เป็นเรื่องสุญญตาไป ทั้งตุ้น ทั้งกระบิ ทั้งพวง ทั้งกลุ่ม. พระรัตนตรัยแท้มีอยู่ในสุญญตา. สุญญตาเข้ามาในบุคคลใดโดยถูกต้อง ไม่ใช่สุญญตาอันธพาล พระรัตนตรัยจะอยู่ที่นั่น. เด็ก ๆ จะตั้งต้นการถือสรณคมน์ คือถือพระรัตนตรัยถูกต้องไปตั้งแต่ต้น เท่านี้ก็พอแล้ว เป็นประโยชน์เหลือที่จะพรรณนา. นี่อย่าลืมว่า ทั้งหมดนี้ต้อง ไม่ใช่สุญญตาอันธพาล ที่มีคนเขาล้อผมอยู่ เรื่อยๆ คือว่าถ้ามีสุญญตาแล้วเด็กจะไม่ก้าวหน้า เด็กจะไม่ร่าเริง เด็กจะไม่รักชาติ ฯลฯ นั้นแหละเขาเอามาล้อผม ; ฉะนั้น ต้องพูดให้ชัดลงไปว่า ทั้งหมดนี้ต้องไม่ใช่สุญญตา อันธพาล อย่างของคนพวกนั้น ต้องเป็นสุญญตาที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า. ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ด้วยความโง่ความหลงว่า ตัวกู - ของกู นี้คือสุญญตา ที่ถูกต้อง ของพระพุทธเจ้า, เป็นสติปัญญาถูกต้องแท้จริง ครบถ้วน สมบูรณ์ ไม่ใช่โมหะ ไม่ใช่ความโง่ ไม่ใช่ความเดือดพล่านของกิเลส ตัณหา. รวมความว่า สุญญตาแท้จริงนั้น ไม่มีโทษ, สุญญตาอันธพาลเต็มไปด้วย โทษ ; สุญญตาอันธพาลนั่นแหละคือ ตัวกู - ของกู ที่เขาพูดเอาเองว่า ไม่มีตัวกู - ของกู กูไม่ยึดถือ กูทำอะไรตามชอบใจได้ ผลก็คือฮิปปี้ ฮิปปี้อิสม์ คือสุญญตาอันธพาล. นี่เราพูดกันพอสมควร ยังมีอีกมากที่จะพูดให้รู้ว่า สุญญตาที่ถูกมีประโยชน์ แก่ฆราวาส แม้แก่ยุวชน ผู้เยาว์. ขอให้ไปชำระสะสางปัญหาต่าง ๆ หรือความที่มันตีกันยุ่ง เพราะเข้าใจไม่ได้นี้ ให้เข้าใจเสีย ก็หมดเรื่องที่เป็นปัญหา. นี่เวลาที่กำหนดไว้ของเราก็หมด
Buddhadasa