Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๗ (สุญญตาธรรม) — สุญญตาธรรมจำเป็นแก่คฤหัสถ์

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.417 วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึง เวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่ควรจะนึกดูบ้างว่า สำหรับพวกอื่นที่อื่น อาจจะเป็นเพียง ๑ น. ก็ได้ หรือจะ เพิ่งผ่าน ๒๔. น. มาก็ได้ เขายังหลับกันอยู่. พวกที่ผ่าน มาจนถึง ๕ - ๖ น. นี้ ก็หมายความว่า ลืมหูลืมตาขึ้นมา บ้างแล้ว ; พวกอื่นที่อื่นอีกอาจจะเป็นเวลาเที่ยงวัน เขาก็ ดีกว่าเรา. เวลา ๔ - ๕ น. ก็ถือเอาความหมายว่า เริ่ม จะลืมหูลืมตา หรือว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงอุทัยขึ้นมา อย่างนี้ก็ยังดีกว่ามัวหลับอยู่. วันนี้เป็นการบรรยายครั้งที่ ๗ ของเรื่องสุญญตาส่วนปริยัติ หรือทฤษฎี เราจะได้พูดกันโดยหัวข้อว่า สุญญตาธรรมจำเป็นแม้แก่คฤหัสถ์ สืบต่อไปจากครั้งที่ แล้วมา. ๓๕๑

น.418 ผู้เยาว์ นี้ถือว่า จัดอยู่ในอาศรมคฤหัสถ์ด้วย ที่พูดว่า สุญญตาธรรมจำเป็นแม้แก่ผู้เยาว์ สำหรับ ผู้เยาว์นี้ เราก็ถือว่าเป็น คฤหัสถ์ เพราะ กำลังจะเป็นคฤหัสถ์; แต่เราอาจจะมองไปอีกทางหนึ่งว่า ยังไม่เป็น อะไรเลยก็ได้เหมือนกัน. ถ้าผู้เยาว์ที่ไม่โง่งมงาย อาจจะไม่ผ่านคฤหัสถ์ก็ได้ คือกระโดด ไปเป็นวนปรัสถ์ หรือสันยาสีไปเลยก็ได้ ซึ่งก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน. ในครั้งพุทธกาลนั้น มีผู้เยาว์เป็นพระอรหันต์ ; อย่างนี้ก็ยังมี ผู้เยาว์อย่างนี้ไม่ใช่ผู้เยาว์สำหรับจะไปเป็น คฤหัสถ์. ผู้เยาว์โดยทั่วไปก็คือผู้ที่จะไปเป็นคฤหัสถ์ เราจึงแยกผู้เยาว์ออกไปเสีย จากคฤหัสถ์ ; พูดกันเสียทีหนึ่งก่อนว่า สุญญตาธรรมสำหรับผู้เยาว์. ในครั้งนี้ก็จะได้ พูดถึงสุญญตาธรรมสำหรับคฤหัสถ์อย่างเต็มตัว. คฤหัสถ์มีปัญหามาก ควรต้องรู้เรื่องสุญญตา ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ โดยหัวข้อเช่นนี้ ! ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ในโลกเป็น คฤหัสถ์ คือผู้ครองเรือน .. ใคร ๆ ก็พอจะมองเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่คนในโลกอยู่อย่าง ผู้ครองเรือน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ฯ คงจะตอบกันได้ไม่ยากนัก คือตอบอย่างกำปั้น ทุบดินว่า เพราะปล่อยไปตามยถากรรม เป็นไปตามยถากรรม. คนส่วนมาก ในโลก ต้องเป็นผู้ครองเรือน ไปตามความรู้สึกของสัญชาตญาณตามธรรมดา จนกระทั่งเป็น ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ว่า เกิดขึ้นมา โตขึ้นมา ก็มีครอบครัว ; บางทีก็จะสิ้นสุด ลงเพียงเท่านั้น ไม่เดินต่อไปให้มากกว่านั้นได้,

น.419 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ ทีนี้มองกันต่อไปในข้อที่ว่า คฤหัสถ์จะต้องเผชิญปัญหาชีวิต คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ในการเป็นอยู่ของตน อย่างยุ่งยากอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับ บรรพชิตที่มีความเบาสบาย หรือมีเวลาว่างมากกว่า ; ฉะนั้น ถ้าจะพูดถึงเรื่องที่จะช่วย เหลือแก้ไขกันแล้ว ฆราวาสก็จำเป็นก่อน, ธรรมะทั้งหลายควรจะจำเป็นก่อนสำหรับ พวกฆราวาส ; ทำให้เห็นได้ว่า คฤหัสถ์ ก็ ควรจะได้รับ อะไรในทาง ธรรมะนี้ก่อนกว่า หรือมากกว่าที่จะปล่อยไปตามเรื่องตามราว คือความไม่รู้ เช่นไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมเป็นต้น. คนเกิดขึ้นมาในโลกนี้ ไม่มีใครสอนใครว่าเกิดมาทำไม ; ยิ่งเดี๋ยวนี้แล้ว ก็จะยิ่งไม่สนใจกันในปัญหาข้อนี้. แต่เท่าที่สังเกตดูแล้ว จะเห็นได้ว่า ร่องรอยที่มี อยู่ในวัฒนธรรมของชาวพุทธนั้น พ่อแม่พยายามที่จะให้ลูกเล็ก ๆ รู้ว่า เกิดมาทำไม เดี๋ยวนี้มันมี เรื่องปาก เรื่องท้อง หรือเรื่องอะไรมาแทรกแซงมากเกินไป จนไม่มีเวลาพูดกันว่า เกิดมาทำไม เป็นต้น ; ฉะนั้น เรื่องดังเช่น เรื่องสุญญฺตานี้ ก็ พลอย กลายเป็นเรื่องลึกลับ ไม่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. นี่เพราะเหตุผลย่อ ๆ อย่างที่กล่าวมานี้ จึงได้พูดเรื่องนี้ โดยหัวข้อว่า สุญญตา- ธรรมจำเป็นแก่คฤหัสถ์. ต้องรู้จักความหมายของคำว่า "คฤหัสถ์" ที่นี้ สำหรับคำว่า "คฤหัสถ์" หรืออะไรเป็นต้นนี้ มีสิ่งที่สะดุดตาอยู่บางอย่าง ศัพท์หรือคำที่ใช้เรียก คฤหัสถ์นี้ แม้จะมีรูปศัพท์ต่างกันอย่างไร คำแปลหรือความหมาย

น.420 ๓๙๕ บทั้งสองแบบ สุญญตาธรรม ของมันเหมือนกันหมด คือแปลว่า อยู่เรือน. คฤหัสถ์ : กฤษ แปลว่า เรือน, ส - ถ แปลว่า อยู่, คฤหัสถ์ ก็แปลว่า ผู้อยู่เรือน คืออยู่คฤหะ หรือเคหะ ฆราวาส : มร แปลว่า เรือน, อาวาสะ แปลว่า อยู่, ฆราวาส ก็แปลว่า อยู่เรือน. อาคาริกะ : อาคาร ก็แปลว่า เรือน, อิกะ ก็แปลว่า ผู้อยู่ ; จะเป็น ศพท์ คฤหัสถ์ ก็ดี ฆราวาส ก็ดี อาคาริกะ ก็ดี ล้วนแต่แปลว่าอยู่เรือน. เรื่องของคำเป็นที่น่าสนใจมาก ถ้าศึกษาไปถึงประวัติของคำพูด จนรู้ว่าคำ พูดเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร. คำพูดที่เกี่ยวกับ "เรือน" เหล่านี้คงเกิดขึ้นมาใน ลักษณะที่เล็งถึง คำว่า "อยู่เรือน ๆ" อย่างน้อยก็ไม่เรร่อนอย่างสัตว์. ถ้าคนยังเที่ยว เร่ร่อนอย่างสัตว์ ตอนนั้นก็ไม่เป็นคฤหัสถ์หรือฆราวาส เป็นต้น. เราก็น่าจะรู้ หรือควรพยายามให้รู้ ถึงคำว่า "เรือน" กันต่อไปอีก ใน ภาษาบาลีมีคำว่า เคหะ ; เมื่อพูดถึงประวัติของมนุษย์ ในสูตรที่ว่าด้วยสมมติราช เป็นต้นนั้น อธิบายคำว่าเรือนไว้อย่างน่าสนใจ หรือพร้อมกับน่าละอายด้วย คือว่า : - สัตว์ประกอบกิจระหว่างเพศ โดยไม่ต้องมีอะไรปิดบัง; คนในตอน แรก ๆ ก็ยังครึ่งสัตว์ครึ่งคน ประกอบกิจระหว่างเพศโดยไม่มีอะไรบีดบัง. ต่อมาคนเจริญ ด้วยสติปัญญาหรือความรู้สึก ก็เลยหลบไปหาที่ซ่อนเร้นปิดบัง : สุมทุมพุ่มไม้ หรือถ้ำ หรืออะไรเหล่านี้. มีคนบางคู่ยังประพฤติอยู่ตามเดิม ; คนทั้งหลายก็เอาก้อนหินขว้าง ก้อนดินขว้าง แล้วก็ร้องสาปแช่ง ว่าทำไม่น่าดู ; ปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น คนเหล่านั้น ก็เริ่มสร้างเครื่องมุง เครื่องบังขึ้นมา แทนที่จะไปหาสุมทุมพุ่มไม้เหมือนแต่ก่อน. ฉะนั้น คำว่า เคหะ ซึ่งแปลว่าเครื่องปิดบังนั้น ก็เป็นชื่อ ของสิ่งนี้ คือ สิ่งที่มนุษย์ใช้ขีดบัง

น.421 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ สิ่งที่จะต้องละอาย, ควรละอาย ; หมายความว่าแต่เพียงจะอยู่อาศัยนี้ อยู่ที่เพิงที่ อะไร ที่ไม่ต้องมีอะไรปิดบังก็ยังได้ แต่ประกอบกิจระหว่างเพศ กลายเป็นเรื่องต้องปิดบัง. คำว่า "เรือน" มีความหมายที่แรกอย่างนี้ ต่อมาจะขยายความออกไปอย่างไร ก็พอจะทายกันได้ เช่นเพื่อความสุขความสบายยิ่ง ๆ ขึ้นไป. แต่ว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญอยู่ที่เรื่องปิดบังสิ่งเหล่านั้น มัน สำคัญอยู่ที่เป็นการ แสดงสถานะทางจิตใจของมนุษย์ ที่ได้สูงขึ้นมาในลักษณะอย่างไร คือว่านอกจากจะ สูงขึ้นมาในลักษณะที่ว่า รู้จักทำมาหากินให้ดีขึ้นไปแล้ว ก็ยังมีความสูงในทางความรู้สึก ละอายด้วย : จากไม่มีความรู้สึกละอาย มาเป็นรู้สึกละอายครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วก็ละอาย ที่สุด ; แล้วก็มาถึงมนุษย์สมัยที่เริ่มไม่รู้จักละอายกันอีก, แล้วไม่รู้จักละอายลึกซึ้ง ไป กว่าคนบ่าสมัยหินโน้นด้วยซ้ำไป. ขอให้ลองคิดดู ให้ดี ๆ ว่า ปัญหา ยุ่งยากลำบาก เกี่ยวกับ "เรือน" นี้ มัน เป็นอย่างไร ;คาร์ แล้วอะไรเป็นปัญหา หรือเป็นแง่ของปัญหา ที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์ จะต้องรู้จัก สำหรับจะแก้ไขให้ได้. คำว่า “เรือน" ซึ่งเป็นที่บดบังสิ่งที่น่าละอายนั้น ต่อมาก็กลายเป็นที่อยู่อาศัย ของคนที่เกิดมาจากการกระทำอย่างนั้น คือ เป็นครอบครัว ; ในที่สุดสิ่งที่เรียกว่าเรือนนี้ ก็พอจะสรุปความได้ว่า เป็นที่เจริญพืชพันธุ์ แล้วก็ผูกกันเป็นพวง. นี้พูดเอาแต่ความ หมายทางจิตทางวิญญาณ ไม่พูดถึงวัตถุเป็นที่เจริญพืชพันธุ์ แล้วก็ผูกกันเป็นพวง มีพ่อ มีแม่ มีลูก มีหลาน มีเหลน แล้วก็มีปู่ ตา ย่า ยาย มันผูกกันเป็นพวง ; เพราะว่าอยู่ เรือน นี่เอง. ถ้าคนยังเที่ยวเร่ร่อนอย่างสัตว์ มันก็ไม่ค่อยจะมีความผูกพันกันแน่นหนา

น.422 เหมือนอย่างนี้ ต่างคนต่างไป ; ถ้าเราจะดูปลาที่ในน้ำ แม้แต่แม่กับลูก มันแยกกัน ตั้งแต่วันคลอดออกมาก็ยังมี ไม่มีการผูกพันเป็นพวง. มนุษย์อยู่เรือนปัญหามาก ต้องแก้ด้วยสุญญตาธรรม มนุษย์นี้เขาถือกันว่าเป็นสัตว์ที่มีใจสูง เจริญด้วยอารยธรรม ; แต่ก็มีสิ่งนี้ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกต หรือเป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ. การเจริญด้วยพืชพันธุ์ผูกกันเป็น พวงนี้ คงจะทำปัญหาเพิ่มขึ้น มามากกว่า ที่จะเป็นชีวิตโดด ๆ, ภาระมันก็มีมากขึ้น. นี่มนุษย์ก็ต้องเวียนหัวมากกว่าสัตว์ แล้วจะเรียกว่ามีบุญที่ตรงไหน. แก้ ก็ต้องลองคิดกัน ต่อไปดูว่า มันมีบุญที่ตรงไหน ? แล้วบุญนั้นมันจะมีขึ้นมาได้อย่างไร ? ถ้าปล่อยไปตามเรื่อง มนุษย์ก็จะต้องเป็นสัตว์ที่ทนทรมานมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน แล้วลึกซึ้งเสียด้วย ; แต่ถ้ามีการแก้ไขได้ ก็จะต้องมีอะไรที่ดีกว่าสัตว์หลาย ๆ อย่างหรือ ทุก ๆ อย่าง สิ่งนั้นก็คือธรรมะนั่นเอง. ธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์ที่สุด พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตา ; เพราะว่าการที่เจริญพืชพันธุ์ แล้วสืบกันเป็นพวงนี้ ไม่มีอะไรนอกจากว่ามันทำให้ สิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกูนี้เข้มข้น ยิ่งขึ้นจนกลายเป็นทนทรมาน. สัตว์ไม่ได้รับการทนทรมานทางวิญญาณลึกซึ้ง เพราะมันมีตัวกู - ของกูที่ไม่ เจริญไม่ลึกซึ้ง. มนุษย์นี้มีตัวกู - ของกูอย่างเข้มข้น อย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นทรมาน อยู่ในความรู้สึก ; เพราะว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์นั้น ไม่ค่อยมีความรู้สึก

น.423 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ อย่างอื่น นอกจากความรู้สึกว่าตัวกู - ว่าของกู จนเหนื่อยจนเพลียไป จนง่วงนอน มัน จึงจะสร่างซาไปบ้าง. ถ้ามีอะไรมา ช่วยแก้ไข เรื่องนี้ คือเรื่อง ความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู อันร้ายกาจนี้ ให้เพลาไป หรือให้มันไม่มาครอบงำ อย่างไม่เป็นระเบียบแล้ว มนุษย์ ก็จะหายใจสะดวกขึ้นบ้าง คือไม่หนักมากเกินไป, เพราะเหตุฉะนั้น เราจึงควรจะถือกันว่า จำเป็นต้องแก้สถานการณ์อย่างนี้ หรือข้อนี้ คือทำให้มันจางไป ให้หลวมขึ้น ให้ว่างไป ตามสมควร, ให้ตัวกู - ของกูที่เข้มข้นนี้จางลง ให้มีเวลาว่างบ้างตามสมควร ให้ความบีบคั้น นั้นมันหลวมเข้าสักหน่อย พอทนไปได้. ถ้าไม่ใช้สุญญตาแก้ไข ชีวิตฆราวาสต้องทนทรมาน ถ้าปล่อยไปตามเรื่องแล้ว ชีวิตฆราวาสนี้ก็คือรังของความทุกข์ ; เป็น คำพูดที่มีอยู่ในภาษาบาลีด้วยเหมือนกัน คือเป็นรังหรือว่าเป็นช่องของความทุกข์, แล้ว เป็นมากเป็นขนาดหนัก ถึงกับว่ามันเป็นเหมือนกับคำสาปแช่ง ให้มนุษย์นี้มีบาปที่จะต้อง เป็นอย่างนี้. พอเป็นมนุษย์ขึ้นมา ก็หมายความว่า จะต้องมีปัญหาชนิดหนักอย่างยิ่ง ให้ทนทรมาน ; อย่างนี้จะถือว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป, เป็นพรหรือเป็นคำสาป ๆ ไป คิดดูก็แล้วกัน. ตามหลักของพวกคริสเตียน ถือเป็นคำสาปหรือบาป. หรือว่าพออาดัมกับ อีฟกินผลไม้ที่รู้จักดีชั่ว เป็นมนุษย์ขึ้นมาสมบูรณ์แล้ว มันก็เริ่มต้นเป็นบาป ที่เรียกว่า original sin เป็นบาปตั้งต้น เป็นจุดตั้งต้นของบาป ที่ให้มนุษย์ทนทรมานกันต่อไป แล้ว

น.424 ก็ไปอย่างที่เรียกว่า ไปตายดาบหน้า. ถ้าแก้ไขได้ มนุษย์ก็พ้นไปจากความทุกข์ ถ้า แก้ไขไม่ได้ ก็ต้องจมอยู่ในนรกนิรันดร: พระเยซูเกิดขึ้นเพื่อจะถ่ายถอนสัตว์ เหล่านี้ ให้พ้นจากบาปนี้. ลักษณะอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด เป็นวิทยาศาสตร์ทางวิญญาณที่สุด คือตรงกับข้อเท็จจริงที่สุดของมนุษย์ ที่มันเป็นมาตามลำดับ ไม่ใช่เรื่องงมงาย. คน ที่ว่าคัมภีร์ไบเบิลตอนนี้งมงาย เพราะว่าตัวเองแสนจะโง่ และยิ่งกว่างมงายเสียอีก ; เพราะว่าแม้ตามหลักของพุทธศาสนา ก็มองเห็นอย่างนี้. ฆราวาสนี้ มนุษย์ตามธรรมดา ล้วนเป็นอย่างนี้ แล้ว มีทางออก ที่ว่า จะเข้าถึงพระเจ้าหรือเข้าถึงอะไรก็ตาม ; แต่โดย แท้จริงคือ เข้าถึงธรรมะ ที่เป็นการปลดปล่อยให้หลุดไปจากบาปนี้ เรียกว่า วิมุตติ หลุดพ้นหรืออะไร ก็แล้วแต่จะเรียก มันเป็นเพียงภาษาเท่านั้น. มันก็ไม่มีอะไร จะเป็นผู้ปลดปล่อยดี ซึ่งไปกว่าธรรมะ ที่เรียกว่า สุญญตา ที่จะเอาชนะคำสาปแช่ง เหล่านั้นได้. ฉะนั้นจึงเอามาพูด โดยเห็นว่า เป็นเรื่องที่คุ้มค่าของเรา ยิ่งกว่าเรื่องใด ๆ. ความต่างระหว่างคฤหัสถ์กับบรรพชิต ทีนี้ ก็จะพูดต่อไป ถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างคฤหัสถ์กับบรรพชิต เพราะ หัวข้อข้างต้นของเรามีว่า สุญญตาธรรมจำเป็นแม้แก่คฤหัสถ์ ไม่พูดว่าจำเป็นแก่บรรพชิต ยังไม่พูดว่าอย่างนั้น ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มัน "เป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน"

น.425 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ ความแตกต่างระหว่างคฤหัสถ์กับบรรพชิตนั้น ต่างกันมาก, โดย เจตนารมณ์ของการเป็นอยู่ ๒ แบบนี้ ก็ต่างกันมาก. ตรงนี้อยากจะขอร้อง ให้ทบทวนไปถึงสิ่งที่เรียกว่าอาศรมทั้ง ๔, อย่าลืม เรื่องอาศรมทั้ง ๔ เสีย เพราะจะประกันความพื้นเผื่อปนเปกันให้ยุ่งไปหมด. กลม สำหรับ ผู้ที่ยังไม่เคยฟังหรือลืมเสียแล้ว ก็ขอให้นึกว่า ชีวิตของมนุษย์นี้แบ่งเป็น ๔ อาศรม เป็น ๔ ตอน : - อาศรมที่ ๑. เป็นพรหมจารี คือเด็ก ๆ ไปถึง รุ่นหนุ่มสาว ก่อนมีเหย้า มีเรือน ยังไม่มุดเข้าไปในเรือน ; อย่างนี้เรียกว่าพรหมจารี ประพฤติอย่างพรหม บริสุทธิ์สะอาด เคร่งครัดระเบียบวินัย อยู่กันพวกหนึ่งในโลกนี้ เรียกว่าอาศรมหนึ่ง. อาศรมที่ ๒. ถัดขึ้นไปก็คือ เป็นคฤหัสถ์ ครองเรือน มีภรรยา สามี มีลูก มีหลาน มีข้าทาสบริวาร มีอะไรต่าง ๆ ที่ว่า "เรือน" จะต้องมี นี้ก็อยู่กันพวกหนึ่งใน โลกนี้ ; หมายความว่ามีอยู่พวกหนึ่ง ระดับหนึ่ง ชั้นหนึ่งในโลกนี้. อาศรมที่ ๓. ต่อไปเมื่อเอือมระอา อาศรมนั้น ก็หลีกไปอาศรมที่ ๓ คือ วนปรัสด์ อยู่ในที่สงบสงัดตามมุมบ้าน ตามที่ ๆ จะไม่ถูกรบกวนมากเกินไป, ทนไม่ไหว ก็ออกไปอยู่ในป่าในเขา หรืออาจจะจัดเอาด้วยความสามารถของตัว ให้อยู่ใกล้ๆ บ้าน ใกล้ ๆ เรือนนี้ก็ได้ ; แต่เป็นชีวิตแบบที่ไม่ยุ่ง หรือไม่ข้องเกี่ยวกับความเป็นคฤหัสถ์. อาศรมที่ ๔. ถ้ายังไม่ตายเสีย ยังมีชีวิตเหลืออยู่ เป็นที่พอใจในความเป็น อย่างนั้นแล้ว ก็เที่ยวบอกผู้อื่น แนะนำผู้อื่นให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ แล้วออกเสียจาก

น.426 ความยุ่งเหยิงนั้นบ้าง. นี่เป็นอาศรมสุดท้ายที่เรียกว่า เป็นสันยาสี เที่ยวแจกของ ส่องตะเกียง. ใน ๔ อาศรมนี้ เราจะถือว่า อาศรมพรหมจารี อาศรมคฤหัสถ์ สอง อาศรมแรกนี้ เป็นคฤหัสถ์ หรือเป็นผู้ครองเรือน ตามปกติธรรมดาก็ต้องเป็นอย่างนั้น ; แต่ก็ต้องยกเว้นพรหมจารีที่เป็นอัจฉริยะบางคน. ที่เหลือคือ วนปรัสถ์ และ สันยาสี นั่นแหละ คือเพศบรรพชิต. วนปรัสถ์ ก็หลีกออกมาจากเรื่องเรือน บ้าน ๆ เรือน ๆ สันยาสีก็เที่ยวบ่าวประกาศความบ้าบอของการอยู่บ้านอยู่เรือน ฉะนั้นจึงเป็นเพศบรรพชิต. แม้ว่าจะเป็นวนปรัสถ์อยู่ตามกอไผ่ ริมรั้วบ้าน หรือว่า ในป่า ในดง อะไรก็ตาม ก็เรียกว่าบรรพชิตได้ ; เพราะว่าจิตใจมันเกลียด มันเอือมระอา ต่อความเป็นบ้าน ๆ เรือน ๆ. บรรพชิต ในภาษาไทยนี้ มาจากคำว่า ปพพชิต, ป - ว - ช ในภาษาบาลี แปลว่า เว้นทั่ว เว้นหมด หรือเว้นรอบ : ป ว่า ทั่ว, รอบ ; กว - ข แปลว่า เว้น, ปพฺพชิตฺ ป - ว - ช - ผู้เว้นรอบแล้ว ผู้ไปหมดแล้ว. นี้ก็ไปจากบ้านจากเรือน ; ความเป็นบ้านเป็นเรือนโดยจิตใจ โดยร่างกาย ไม่ค่อยเอาเป็นประมาณ. ขอให้ถือเป็นหลักเสียเลยว่า เรื่องธรรมะนี้ถือเอาจิตใจเป็นประมาณ, เอาความบริสุทธิ์แห่งจิตใจเป็นหลัก, ไม่ได้เอากิริยาอาการทางกายทางอะไรเป็นหลัก เมื่อ เห็นความแตกต่าง อย่างตรงกันข้าม ระหว่าง บรรพชิต กับ คฤหัสถ์ แล้ว ก็ยิ่งเห็นอะไรกว้างออกไป ยิ่งเห็นความประเสริฐของธรรมะ ที่ช่วยได้แม้แก่ คฤหัสถ์. การที่เราแบ่งแยกกันเป็น ๒ อย่าง คือฝ่ายคฤหัสถ์และบรรพชิตนี้ เรา

น.427 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ หมายถึงจิตใจ ไม่ได้เอาร่างกาย เพราะว่าผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบของบรรพชิต แต่มีจิตใจ อย่างคฤหัสถ์ก็ยังมี เมื่อเอาจิตใจมาเป็นหลักแล้ว ก็เข้าใจได้ง่าย. ชีวิตคฤหัสถ์ มีปัญหาหนักมาก พิจารณากันดูต่อไป ถึงชีวิตแบบของคฤหัสถ์ ชีวิตของคฤหัสถ์อย่าง สมบูรณ์แบบนั้น จะเป็นแบบไหนก็ตาม ไม่พ้นไปจากความหมายของความหนักอึ้ง ; ใช้ คำว่า "หนักอึ้ง" ดูจะพอดี หรือจะถูกต้อง. มีชีวิตที่หนักเพราะว่าแบกของหนัก และหนักทื่อไปตลอดเวลา จนชินชาไป. เราจะพูดว่า ชีวิตคฤหัสถ์นี้ต้องอยู่กลางดง ของสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ข้อแรก เราจะเหลือบตาดู ให้มองเห็นว่า ความเป็นคฤหัสถ์นี่ เป็นชีวิต ที่อยู่กลางดงทึบ ของสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ; ซึ่งต้องพอดีกัน ระหว่าง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายคน กับฝ่ายสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าคนมี จิตใจยังเป็นคน ไม่สูงอย่างมนุษย์ อะไร ๆ มันก็เป็นสิ่งที่น่ารักน่ายึดถือไปเสียหมด จะเป็นเสมือนอยู่กลางดงของความยึดมั่นถือมั่น, เหลียวทางไหนมันก็ล้วนแต่ทำให้ยึดมั่น ถือมั่น ไม่รักก็เกลียด ไม่เกลียดก็รัก มีอยู่แต่อย่างนี้; ไม่มีความคิดอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ นี่เรียกว่าชีวิตอันหนักอึ้งของคฤหัสถ์นั้น เป็นเหมือนกับอยู่กลางดงของสิ่งต่าง ๆ ที่จะรู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย, ล้วนแต่ไปในทางที่จะเกิดความยึดมั่นถือมั่น เหมาะสมกับ จิตใจที่มันยังมีสภาพต่ำ. ข้อที่สอง มองอีกทางหนึ่ง ชีวิตที่หนักอึ้งของฆราวาสนี้ ซึ่งเป็นเพราะ อยู่กลางดงของความดิ้นรน ทะเยอทะยานใฝ่ฝันไม่รู้จบ. ชีวิตคฤหัสถ์ จึงยังอยู่

น.428 ในระดับที่ว่า ไม่รู้อะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง, แล้วก็ต้องมีความ ดิ้นรน มีความทะเยอทะยาน มีความใฝ่ฝันไม่รู้จบ เพราะประกอบกับการที่รู้จักประดิษฐ์ ประดอย หรือการขยายตัวออกไป, ขยายตัวออกไป พบนั้นพบนี้. ข้อที่สาม ความต้องการหรือความหิวมันก็มีมากขึ้น ขยายตัวออกไปไม่รู้จบ แล้วมากจนกลายเป็นดิ้นรนทะเยอทะยาน จะแถกถลาไปแต่ในทางที่เป็นเรื่องของคฤหัสถ์ พูดอย่างนี้คงจะพอเข้าใจกันได้ เพราะฉะนั้น ชีวิตคฤหัสถ์จึงเป็นเหมือนกับอยู่กลางดง ของการต่อสู้แข่งขันแย่งชิง แล้วกลายเป็นการ เบียดเบียนกัน ในที่สุด. การต่อสู้ การแย่งชิง การแข่งขันเหล่านี้ มีความหมายเหมือน ๆ กัน ผิด กันเล็กน้อยแล้วแต่ว่าเป็นการต่อสู้ในแบบไหน : ต่อสู้ทางกายหรือทางใจ หรือทางสติ ปัญญา ; แต่แล้วมันก็เพื่อแข่งขันและแย่งชิงสิ่งที่ตัวปรารถนา หรือทะเยอทะยานอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ผลก็คือการเบียดเบียน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ไม่โดย เปิดเผยก็โดยเร้นลับ, คือในใจมันประทุษร้าย คิดประทุษร้าย หวังร้ายกันอยู่เสมอ. อย่างนี้ก็เรียกว่าการเบียดเบียนเหมือนกัน กระทั่งมันออกมาทางภายนอก : รบราฆ่าฟัน กันเหมือนที่เป็นอยู่ในโลกเวลานี้, เบียดเบียนกันซึ่งหน้าก็มี, เบียดเบียนใต้ดินลับหลังก็มี ไม่ให้รู้ตัว ; ล้วนแต่เรียกว่าเป็นการเบียดเบียนทั้งนั้น. ชีวิตคฤหัสถ์ก็จึงอยู่ในดงหรือ กลางดงของการต่อสู้แข่งขัน แย่งชิง เบียดเบียน. สรุปทั้งหมดนั้น ชีวิตคฤหัสถ์ ก็คือ อยู่ท่ามกลางดง ของความวิตกกังวล ทนทรมาน เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลนานาประการ เป็นการทนทรมาน อยู่โดยไม่รู้สึกตัว เพราะมันชินชาไป. แต่มันก็มีทนทรมานบางอย่าง เช่นการทนทรมาน ร่างกาย จนทนไม่ไหว จนลุกขึ้นเอะอะขึ้นมา อย่างนั้นอย่างนี้; แต่นี่ก็ไม่ร้ายกาจ

น.429 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ เท่าทนทรมาน ด้วยความวิตกกังวลอยู่คนเดียว นอนไม่หลับหลายเดือน จนเป็นโรค เส้นประสาท เป็นโรคจิต เป็นโรคอัมพาต เป็นโรคจิตบ้าบอมากขึ้น จำเป็นที่ต้องสร้าง โรงพยาบาลประสาทมากขึ้น โรงพยาบาลโรคจิตมากขึ้น. ทีนี้ สร้างโรงพยาบาลไม่พอ คนโรคจิตก็เที่ยวเพ่นพ่านอยู่ตามถนนหนทาง ; ในมหานครหลวงของประเทศที่เจริญที่สุดนั้น มีคนโรคจิตเต็มไปทั้งนั้น ตามกลางถนน หนทาง ; เขาไม่จับไม่ขัง เพราะเป็นเหมือนกันหมด, แล้วทำสิ่งที่น่าเกลียดอนาจาร อะไรก็ได้ โดยไม่ถูกจับไปขัง เพราะมันเหมือน ๆ กันไปหมด. คนบ้าจะจับคนบ้าไป ขังได้อย่างไร ; คุณลองคิดดู. มันก็ล้วนแต่พูดว่า กูไม่บ้าด้วยกันทั้งนั้นแหละ ; ฉะนั้น โลกนี้เป็นโลกของคนวิกลจริตมากขึ้น ๆ แล้วฆราวาสจะอยู่กันได้อย่างไรต่อไป ในอนาคต. สุญญตาธรรม จะแก้ไขให้คนปลีกตัวออกจากดงทรมานได้ นี่ถ้ามองเห็นข้อนี้แล้ว ก็จะมองเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของสิ่งที่จะแก้ไข หรือธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตาของพระพุทธเจ้า; ถ้าผู้ใดมีธรรมะนี้ ก็จะไม่อยู่ท่าม กลางดงของสิ่งที่ออกชื่อมาแล้ว จะปลีกตัวออกมาได้. ทีนี้ เราก็มองเห็น สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาส ทั้งหลาย ตลอด กาลนาน คือธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตา ขอให้จำไว้ ท่องเป็นบทเป็นมนต์อยู่เสมอ เย เต สุตตฺตา ตถาคต ภาสิตา คมฺภีรา คมภีรฺถา โลกุตตรา สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - ระเบียบแห่งธรรมะเหล่าใดที่ตถาคตบัญญัติไว้ ลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เหนือโลก เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา ; นี่คือสิ่งที่จะแก้ปัญหา ที่น่าหวาดเสียวของฆราวาสได้,

น.430 หมายความว่าต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ว่าคืออะไร คืออย่างไร เหมือนที่ได้พูด กันแล้วครั้งแรก ๆ โน่น. ให้รู้จักความว่างจากตัวตน ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสากลจกรวาล ; จิตใจ มองเห็นความเป็นอย่างนั้น ของสิ่งทั้งปวงแล้ว จิตใจก็ไม่จับฉวยสิ่งใดโดยความเป็นตัวกู - ของกู. จิตที่ไม่จับฉวยสิ่งใด อย่างนี้ ไม่ยึดมั่นนี้ เราเรียกว่า จิตว่าง ; ฉะนั้น การที่จะ สามารถ อยู่ได้ด้วยจิตว่าง ชนิดนี้ เรียกว่า ผู้ที่มีธรรมะอันเนื่องด้วยสุญญตา หรือ สุญญตาธรรมในที่นี้. ถ้าเป็นผู้มีจิตไม่ว่างไปผูกพันสิ่งใดย่อมมีอันตราย ทีนี้ มันก็ตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวง กับผู้ที่ไม่เห็นอย่างนี้ ไม่รู้สึกอย่างนี้ ; มีจิตผูกพันมั่นหมายอยู่กับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง : ฝ่ายหนึ่งเป็นจิตที่ถูกผูกพัน, อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นจิตที่ฟรี ที่เป็นอิสระ จะเหมือนกันไม่ได้. ทีนี้ จิตที่เป็นอิสระนี้ มันก็ทำอะไรได้ ทำอะไรในหน้าที่ที่จะต้องทำได้เหมือนกัน แล้ว ทำด้วยความฉลาดไม่เป็นอันตราย แล้วแต่ว่าเราจะมองอันตรายนั้นในแง่ไหน : - ตัวอย่าง เหมือนคนโกยของสกปรกทิ้ง คนโง่คงทำของสกปรกนั้นเลอะตัวเอง มากขึ้นไปอีก แต่คนฉลาดสามารถที่จะโกยของสกปรกทิ้งออกไปได้หมด โดยไม่มาแตะ ต้องเปรอะเปื้อนตัวเองเลย ; อย่างนี้เป็นต้น. มันต่างกันอย่างนี้ อย่างตรงกันข้าม. ทีนี้ คนโง่ ถ้าจะไปปราบปรามสิ่งที่เป็นอันตราย ; เพราะโง่ ก็มีแต่จะได้รับ อันตราย จากสิ่งที่เป็นอันตราย. ส่วนคนฉลาด ก็ฉลาดพอที่จะทำลายอันตรายให้หมดไป โดยไม่มาแตะต้องตัวเองแม้แต่นิดเดียว.

น.431 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ เราต้องการความฉลาดมากถึงอย่างนี้ โดยเหตุที่ว่าเราต้องไปเกี่ยวข้อง กับสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงในโลก ซึ่งพร้อมที่จะเป็นอันตรายอยู่เสมอ มันแล้วแต่ว่า เราไปเกี่ยวข้อง ในลักษณะที่โง่เขลา หรือว่าฉลาด ; ถ้ามีปัญญาก็ฉลาด ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้ โดยไม่ต้องประสบอันตราย. ฆราวาสมีหน้าที่ ที่จะต้องเกี่ยวข้อง หรือว่าจัดการกับสิ่งรอบตัว ; เพราะว่า ตัวอยู่ท่ามกลางคงของสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น : พูดให้ชัดกว่านั้น ก็คือ สิ่งที่มีแต่ความหลอกลวง, อยู่ในท่ามกลางคงของความหลอกลวง ของสิ่งต่าง ๆ แม้ที่ เป็นธรรมชาติ. เรื่องความหลอกลวงนี้ จะไปโทษธรรมชาติก็ไม่ได้ ความโง่ของตัวเอง ต่างหากที่ไปเข้าใจผิด ต้องการจะให้เป็นอย่างหนึ่งตามที่ตัวต้องการ. สิ่งทั้งหลายเป็น ไปตามเรื่องของธรรมชาติ มันก็เลยมีสภาพเป็นการหลอกลวงขึ้น ระหว่างบุคคลกับ ธรรมชาติ ; ถ้าเรา ฉลาดพอ ธรรมชาติหลอกลวงเราไม่ได้, เราอยู่ท่ามกลางความ จริง ; พอเราโง่เราก็อยู่ท่ามกลางความหลอกลวง เพราะเราไปเข้าใจผิด. คนโบราณ บอกว่า ความงามอยู่ที่ซากผี ; คนสมัยนี้ ว่า ความงามอยู่ ที่อะไร ๆ ที่มีสีสันสวยงาม ที่กำลังหลงอยู่นั้น ; เพราะไม่เห็นตามที่เป็นจริง ว่าอะไร เป็นความจริง อะไรเป็นความหลอกลวง, เพราะมีความมุ่งหมายเสียอย่างหนึ่งแล้ว พร้อมที่จะเข้าใจผิดในสิ่งทั้งปวง : เรียกว่ากิเลสพาไป ไม่ใช่สติพาไป ก็ไปหาความ หลอกลวง ไปสร้างความหลอกลวงขึ้นมา เต็มไปหมด.

น.432 ความรู้เรื่องสุญญตา สอนให้รู้จักความจริง ความถูกต้องโดยลำดับ สิ่งที่เรียกว่า สุญญตานี้ เป็นความจริง แสดงความจริง ว่าสิ่งเหล่านั้นอย่า ไปยุ่งกับมันเข้าด้วยความยึดมั่นถือมั่น คืออย่าให้มันหลอกได้. ถ้าไปเกี่ยวข้องหรือไป ต้องการกับมันแล้ว ต้องไปจับฉวยมันให้ถูกความจริง จึงจะเป็นประโยชน์ได้ ไม่เป็น อันตราย. ถ้าถือเอาผิด เป็นอันตรายทั้งนั้นไม่ว่าอะไร ; แม้แต่อาหารที่กินเข้าไป มันก็ทำให้เกิดปัญหา ยุ่งยากลำบาก. ฆราวาสมีหน้าที่ตามแบบของฆราวาส ที่อยู่กลางดงของความหลอกลวงนั้น หลายอย่างหลายประการ เราจะสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ย่อ ๆ ว่า : มีหน้าที่ ที่จะต้องศึกษา, มีหน้าที่จะต้องแสวงหา คือทำการงาน, แล้วก็รับผล เก็บเกี่ยวผล รักษาผล คุ้มครอง ประโยชน์ผลที่ได้มา, แล้วก็บริโภคผลเหล่านั้น, แล้วก็ดำรงครอบครัวด้วยการลากพวง พวงใหญ่ ๆ ไปตามเดิม ; เพราะครอบครัว คือการเจริญด้วยพืชพันธุ์ แล้วผูกกันเป็นพวง ดึงกันไปเป็นพวง. นี้คือหน้าที่โดยตรง ในความหมายของความเป็นฆราวาส. ผู้ที่เป็น หัวหน้าครอบครัว ต้องลากพวงใหญ่ ๆ นี้ไป แม้จะเป็นผู้ชายครึ่ง ผู้หญิงครึ่งตามหน้าที่ ที่บั่นให้แก่กัน มันก็เป็นเรื่องที่ยังต้องลากไปอยู่นั่นเอง. หน้าที่ ฆราวาสเป็นความหนัก นับตั้งแต่ศึกษา แสวงหา ได้มารักษา บริโภค ล้วนแต่เป็น เรื่องลากพวงทั้งนั้น ไม่ใช่ทำเพื่อตัวคนเดียว ; มีเรื่องที่จะเวียนหัวหรือว่าที่จะงงไปหมด นี้มาก ; ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เพียงพอ ไม่คงอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วมันก็คือตกนรก ทั้งเป็น.

น.433 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ ต้องรู้จักหลักสุญญตาธรรมเพื่อความถูกต้องในการศึกษา ขอให้สนใจนับตั้งแต่การศึกษา ต้องมีการศึกษาที่ไม่เพื่อ มีการศึกษาที่ ตรงจุด ที่ฆราวาสจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง : ศึกษาให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายธรรมะ อย่า ให้เป็นประโยชน์แก่พญามารหรือกิเลส. เดี๋ยวนี้เราศึกษากันแต่ฝ่ายที่เป็นการได้เปรียบ แก่กิเลสทั้งนั้น, ดูออกไป - ดูออกไป ก็จะเป็นการศึกษาชนิดที่ก้มหัวลงเป็นทาส ของกิเลสมากขึ้นทั้งนั้น : ความก้าวหน้าใหม่ ๆ หยก ๆ เช่นจะไปดาวดวงอื่นให้ได้นี้ นี่ก็ เป็นเรื่องก้มหัวให้แก่กิเลส ประเภทโมหะเป็นต้น คือไปทำสิ่งที่ยังไม่ต้องทำ หรือไม่ จำเป็นจะต้องทำ. สิ่งที่เดือดร้อนแสนสาหัส เป็นนรกทั้งเป็นอยู่ในโลกนี้ ยังไม่ได้แก้ไข, กลับ ต้องการจะก้าวหน้า เพื่อจะข่มขี่ผู้อื่น เป็นการดิ้นรนของการต่อสู้ แข่งขัน แย่งชิง ทะเยอทะยานเสียแล้ว. อย่างนี้เรียกว่าการศึกษาที่เดินผิดทาง, ที่ทำให้ส่งเสริม สัญชาตญาณ ของความโง่เขลา เบียดเบียน, ทำโลกให้วินาศ คือทำความได้เป็น มนุษย์นี้ให้กลายเป็นหมัน ; ไม่หมายมั่นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ แต่ไปหมายมั่น สิ่งที่จะทำให้มนุษย์นี้มีปัญหามากขึ้น. ถ้าใครจะเรียกตัวเองว่า เป็นนักศึกษา ละก็ ต้องระวัง ข้อนี้ให้มาก คือ ศึกษาแต่สิ่งที่มันจะช่วยให้รอดพ้นจากความทนทรมาน. เดี๋ยวนี้ดีที่สุด มากที่สุด ก็ศึกษาแต่อาชีพ ให้ได้อาชีพดี ๆ ง่าย ๆ เบาสบาย มีเงินเหลือใช้ แล้วก็เอาไปมอม ตัวเองให้มึนเมา มีความทนทรมานมากขึ้น ; ฉะนั้น ก็อยู่แค่นี้ คือแค่ศึกษาเพียงอาชีพ เรื่องทางเนื้อหนังทั้งนั้น,ไม่ศึกษาเรื่องวิญญาณเสียเลย. การศึกษาเรื่องอาชีพนี้ก็ เหมือนกัน ทำเพื่อไปจนถึงกับว่าเหมือนขุดหลุมฝังตัวเอง ให้ลึกหนักเข้าไปอีก.

น.434 นี่ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่ทราบ ; ผมมองเห็นการศึกษาในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ มันเป็นอย่างนี้ : เป็นการศึกษาที่ขุดหลุมฝั่งตัวเอง ให้ลึกกว่าเดิม ไม่รู้จักผุด ไม่รู้จักเกิด คือจมอยู่ในความมืดของอวิชชา. แต่เขาก็ว่าดีที่สุดแล้ว ; ถ้ามนุษย์ก้าวหน้า ถึงขนาดว่า อยู่ตึกกันคนละหลาย ๆ หลัง มีรถยนต์คนละหลาย ๆ คัน มีอะไรอย่างที่เขาหวังกันนั้น เขาก็ว่าดีที่สุด อวดอ้างว่าดีที่สุด มีความเจริญที่สุด ก้าวหน้าที่สุด, แล้วก็ดูหมิ่นดูถูก คนที่จะสงบอยู่ตามป่าตามเขานั้น. นี้น่าหัวเราะ โดยที่ไม่มองว่าใครตกนรกลึกกว่าใคร. เรื่องการศึกษานี้ ถ้าได้สิ่งที่เรียกว่า สุญญตาธรรม คือความรู้ว่าสิ่งทั้งปวง ว่าง จากสาระที่ควรยึดมั่นถือมั่น มาประกอบอยู่ในการศึกษา แล้ว ก็จะพบการศึกษา ที่ช่วยมนุษย์ได้จริงกว่า คือมันจะพอดีสำหรับที่จะอยู่กันเป็นสุข มีสันติภาพถาวร ; เดี๋ยวนี้ มีแต่วิกฤตกาลแล้วก็ถาวรด้วย. ถ้าการศึกษาถูก หน้าที่ต่อจากการศึกษา จะถูกไปตามลำดับ ต่อจากการศึกษา มันก็เป็นการแสวงหาหรืออะไร มากไปตามลำดับ จนถึง กับเป็นวัวลากครอบครัวไปนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับการศึกษานั่นแหละ. ถ้าการศึกษาถูกหรือ พอดี การแสวงหา การทำงาน การบริโภคผล การชักจูงกันไปนี้ มันก็พอดีหรือถูก ต้อง. ถ้าการศึกษาผิด แล้ว อื่น ๆ ผิดตลอดสาย. เดี๋ยวนี้เราศึกษากันแต่เรื่องทาง เนื้อหนัง ไม่ศึกษาแต่เรื่องทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ; เมื่อ ไม่ครบถ้วน ก็ไม่มีทางที่จะเลือกให้พอดีได้ มันก็เกินไปในทางใดทางหนึ่ง. โลกเป็นโลกอย่างที่เป็นอยู่ในสภาพปัจจุบันนี้ ; พูดได้ว่าฆราวาสทั้งหลาย ในโลกนี้ กำลังทนทรมานมากขึ้น : มีการแสวงหาเป็นบ้าเป็นหลัง มีการงานชนิด

น.435 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ ที่ใหญ่โตมหึมา ยิ่งกว่าภูเขาเลากา แล้วก็ไม่สร้างความสงบสุข, บริโภคผลงาน อย่างที่เรียกว่า กินล้างปลา เข้าไป มีสภาพเสียดแทงทิ่มตำ เผาลน ผูกมัดรัครึงอะไรอยู่ ในสิ่งเหล่านั้น : แต่อาศัยความเคยชินนี้ ดูเป็นของไม่เป็นอันตราย. ขอให้ดูความโง่เขลาของการอยู่ การกิน การใฝ่ฝันที่จะอยู่จะกิน ของคน ในโลกสมัยนี้มีอยู่เท่านี้ แล้วเขาก็รู้แล้วว่าสูงสุด ประเสริฐสุด ก็ยอมให้พักหนึ่ง ยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง คือสมัยของคฤหัสถ์ สมัยอาศรมที่ ๒ คืออาศรมคฤหัสถ์. อย่าให้ลามปามไปถึง บั้นปลายหรือภาคหลังของชีวิต ที่จะไปสู่อาศรมวนปรัสถ์ หรือสันยาสี ซึ่งเราจะได้พูด กันในตอนอื่น. เดี๋ยวนี้จะพูดกันแต่เรื่องของ คฤหัสถ์ ; การมีการศึกษาถูกต้อง แสวงหา ถูกต้องมีใช้ หรือ รักษาไว้อย่างถูกต้อง บริโภคผลถูกต้อง ดำรงชีวิต พวงใหญ่ ๆ คือครอบครัวนี้ อย่างที่ไม่เป็นการทนทรมาน ให้น่าดู. ควรตั้งปรารถนา ตามแบบอุดมคติของโพธิสัตว์ ตรงนี้ขอเตือนให้ระลึกนึกถึง อุดมคติของโพธิสัตว์ มนุษย์สูงสุดของความ เป็นมนุษย์ ควรจะเพ่งเล็งไปยังระบอบชีวิตของโพธิสัตว์ คืออยู่เพื่อผู้อื่นจนลืมตัวเอง. โพธิสัตว์ก็คือผู้ที่จะพาสัตว์ออกไปจากวัฏฏสงสาร ; ยิ่งเป็นฝ่ายมหายานด้วยแล้ว ยิ่ง ขยายขอบเขตกว้างขวางมาก จนถึงกับว่า ถ้ามนุษย์เหลืออยู่เพียงสักคนเดียวในโลกนี้ “เราจะยังไม่นิพพาน" คือจะช่วยคนทั้งหมดให้ได้. . เด็ก ๆ คงจะหัวเราะเยาะว่าคนเกิดมา

น.436 เรื่อย คนก็มีอยู่ในโลกเรื่อย แล้วเมื่อไรพระโพธิสัตว์จะได้นิพพาน. นี้ยังจะเข้าใจผิด กันอยู่ ; มันเป็นเพียงความปรารถนาที่ตั้งไว้มากมายเท่านั้นเอง. เราต้องระลึกนึกถึง คือ ข้อเท็จจริง กันสักอย่างหนึ่งว่า เราทำไม่ได้เต็ม ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตามที่เราอยากจะทำ เพราะฉะนั้น เราจะ ต้องเผื่อไว้บ้าง. ถ้าลดลง ไปเท่าไร ให้มันยังเหลือเท่าที่เต็มตามที่เราต้องการ ; เหมือนเราจะสอนเด็ก จะห้าม เด็ก ๆ นี้ เราต้องห้ามให้เกินเข้าไว้ เผื่อว่าเขาไม่ทำตามคำสั่งครบถ้วน ; ฉะนั้น เราจึง ห้ามหรือกวดขันเผื่อไว้. เช่นบอกว่าอย่าขึ้นต้นไม้เป็นอันตรายนี้ ; เราบอกว่าอย่าขึ้น เด็ดขาด. เด็ก ๆ ก็แอบไปขึ้น ไปขโมยขึ้นบ้าง ; นี่ก็สอนให้ปลอดภัย โดยที่เผื่อ เอาไว้. อะไร ๆ ก็มักจะอยู่ในลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น ในบ้านในเรือน ฉะนั้น คนแก่ เขาฉลาดกว่า เขาจึงห้ามไว้เด็ดขาด ห้ามไว้อย่างที่น่ากลัวที่สุด เผื่อว่าเด็กมันดื้อบ้าง บางส่วนจะยังเหลือพอดีได้. อุดมคติของโพธิสัตว์ ก็มุ่งหมายเผื่อไว้ถึงขนาดอย่างนี้ ให้มีกำลังใจมาก แล้วทำไปเท่าที่จะทำได้ มันก็พอดีอยู่เอง ; ถ้าตั้งไว้พอดีมันก็จะลดลงมา. ความพอดี มันยืดหยุ่นได้ ; เราก็อาศัยความฉลาดมาเป็นเครื่องช่วยให้พบมาตราฐานที่พอดี. ความรู้เรื่องสุญญตา จะช่วยให้เกิดความพอดี ความพอดีและถูกต้อง เป็นหลักในพระพุทธศาสนา ; แต่ต้องรับผิด ชอบถึงข้อที่ว่า ในการปฏิบัตินั้นมันมีการลดตัวเองเสียส่วนหนึ่ง. ความพอดีของเรา มันต้องพอดี เมื่อถึงที่สุดของการปฏิบัตินั้น : การศึกษา การแสวงหา การมีไว้ การ

น.437 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ บริโภคอะไรที่พอดีนี้ ต้องเรียกว่าพอดีจริง ๆ จึงจะใช้ได้, แล้วจะลากพวงไปทางไหน ก็ต้องถูกต้อง และพอดี. ความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิดความพอดี คือความ ถูกต้องที่ครบถ้วน. ธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตา คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ จะป้องกันแก้ไข จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่น. ผมอยากจะบอกว่า เรื่องความยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็น ปัญหายุ่งยาก ; ฉะนั้น อันแรกที่สุดถ้าป้องกันได้ก็ดีคือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางอะไร ต้องมีเครื่องรางป้องกันคือธรรมะนี้. ทีนี้ส่วนมากไม่ทันป้องกัน มันมาเร็วเกินไป หรือป้องกันไม่อยู่ก็มี จนกระทั่งมาถึงการแก้ไข. การป้องกัน การแก้ไข ก็ต้องด้วยสุญญตา ไม่มีเรื่องอื่น; เมื่อโง่ไป ยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว ต้องแก้ไขด้วยสุญญตาที่มองเห็นเดี๋ยวนี้ ว่ามันหลอกลวง หรือมัน ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ ใน ระหว่าง ที่ว่า แก้ไข อยู่หรืออะไรก็ตาม ก็ต้องควบคุม ให้สม่ำเสมอ ก็ ด้วยสุญญตา อีกนั่นแหละ, จะป้องกัน หรือจะแก้ไข หรือจะควบคุม ความยึดมั่นถือมั่น ก็มีหลักอันเดียวนี้ คือหลักที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะ มองเห็นว่า ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ไม่น่าจะยึดมั่นถือมั่น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ตรัสสิ่งที่ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ เราก็ควรจะฟังสิ่งที่ท่านตรัสว่า สุญญตาเป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน แม้ว่ามันจะเป็น คมภีรา คือลึกซึ้ง. คนทั่วไปพอพูดว่าลึกซึ้งแล้วสั่นหัว ; คนโง่ไม่ชอบเรื่องลึกซึ้ง ชอบเรื่อง ตามสบาย. กัญ แต่เรื่องสุญญตานี้มันไม่ได้ ; เพราะว่าปัญหามันลึกซึ้ง ความทุกข์มัน

น.438 ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องแก้ ก็ต้องลึกซึ้ง ก็ต้องเห็นใจพระพุทธเจ้า ว่าท่าน จำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องที่มันลึกซึ้ง, เป็นปรมัตถ์เป็นอะไรอย่างนี้. คำตรัสเรื่องสุญญตาของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องลึกซึ้ง คนเดี๋ยวนี้ เขาประณามเรื่องลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องทางจิตใจ เขาชอบเรื่อง ตื้น ๆ เรื่องปากเรื่องท้อง ไม่สนใจเรื่องลึกซึ้ง; เกิดอยากจะลึกซึ้งขึ้นมา ก็เป็น ลึกซึ้งผิด ๆ บ้า ๆ บอๆ ลึกซึ้งชนิดเพ้อ. เรื่องเพ้อนี้ลึกซึ้งมาก แล้วก็ยั่วความนึกคิด มาก ; เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ก็ติดตังเรื่องลึกซึ้งชนิดที่เพื่อ. นักปรัชญาในโลก ที่กำลังบูชากันนัก ระวังให้ดี ; เป็นเรื่องติดตั้งความลึกซึ้งชนิดที่เพื่อ ไม่มีประโยชน์ อะไรความลึกซึ้งอย่างของพระพุทธเจ้านี้ ไม่สนใจ ไม่เหลียวแล. ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คมภีรา ลึกซึ้ง นี้ ก็ขอให้เข้าใจว่า ลึกซึ้งสำหรับคน ที่ยังไม่รู้ : พอรู้แล้วมันตื้นนิดเดียว หรือว่ามันไม่มีความลึกเลย. สุญญตาลึกซึ้ง แก่ฆราวาส หรือชาวบ้านที่ยังไม่ประสีประสาต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องสุญญตาจึง ลึกซึ้ง ; เมื่อลืมตาขึ้นมาเท่าไร สุญญตาเป็นของตื้นขึ้นมาทุกที. ฉะนั้น เราอย่าท้อถอย ต่อคำว่า คมภิรา - ลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง ; แล้วก็อย่าท้อถอยกับ คำว่า โลกุตฺตรา ที่จะปีนขึ้นไป อยู่เหนือโลก เพราะถ้าอยู่ใต้โลก ซึ่งก็เหนืออยู่แล้วว่า มันแย่เท่าไร. ผมขึ้นแกง เราต้องอยู่ในลักษณะที่ว่า สิ่งต่าง ๆ ในโลกไม่บีบคั้น หรือให้หลุดออก มาเสียได้จากคำสาป ที่ให้จมอยู่ในกองทุกข์ เป็นบาปดั้งเดิมนี้, ในที่สุดก็ให้พ้นออก

น.439 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ เสียจาก การถูกหลอน, ถูกหลอกหลอนอยู่ด้วยความสุก ชนิดที่เป็นตัว ก. สะกด คือ มันร้อน มันเสียดแทง เผาลน ทิ่มตำ. ความสุก ก. สะกด มันหลอกหลอนจนไป หลงอยู่ในความสุขชนิดนี้ ซึ่งเป็นของธรรมดาสามัญในชีวิตฆราวาส อย่างที่เขาสอนว่า ‘กินปลาอย่ากลัวก้าง" อะไรทำนองนี้ ; เราควรจะต้องเลิกถูกหลอนเหล่านั้นกันเสียที. ธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตา มีประโยชน์ อย่างนี้ คือ ป้องกัน แก้ไข ควบคุม ความยึดมั่นถือมั่น, นำให้ปลอดภัย ; แม้จะลึกซึ้งก็ต้องยอมรับเอา ด้วย ความตั้งใจว่าจะอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ ที่เรียกว่าอยู่เหนือโลก ไม่ถูกโลกหลอกลวงหลอกหลอน อีกต่อไป. สุญญตาสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่จะเลื่อนคนจากอาศรมต้น ๆ ไปสู่อาศรมสุดท้าย ให้มนุษย์ถึงยอดสุดของความเป็นมนุษย์ ทันในชาติทันตาเห็นนี้ คือไม่ฝากไว้กับความ ต่อตายแล้ว ซึ่งเราไม่ได้เห็น เราจะเอาให้ทันในที่ทันตาเห็นนี้ ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียก ว่าสุญญตา. สุญญตาธรรมนำไปสู่ความสวัสดี ทีนี้ จะพูดสำหรับคนตะกละในเรื่องโลก ๆ เขาต้องการความสวัสดีมีชัย ; ก็ไป ดูให้ดีเถอะ ไม่มีอะไรสวัสดีมีชัย เท่าเรื่องสุญญตา, นอกนั้นมันสวัสดีมีชัยหลอกเด็ก สวัสดีมีชัยลูกกวาด สำหรับหลอกเด็ก ๆ. สวัสดีมีชัยที่เขาให้ศีลให้พรกันนี้ เป็นเรื่อง ของเด็กอมมือเสียมากกว่า ; สวัสดีมีชัยแท้จริงมันต้องเรื่องธรรมะ แล้วขนาดสุญญตา. ถ้ามีสุญญตา จะทำให้มีความสวัสดีมีชัย พ้นจากเสนียดจัญไร แม้ในหมู่ฆราวาส; ถ้า ไม่มีสุญญตาแท้จริง เข้ามาคุ้มครอง สุญญตาอันธพาลจะระบาด หรือจะยึดครอง.

น.440 เมื่อ ๔ - ๕ วันมานี้ หนังสือพิมพ์มีลงเรื่อง พ่อแท้ ๆ จับยึดลูกสาวของตัวเอง ให้เจ้าหนี้คนหนึ่งข่มขืนใช้หนี้. คุณคิดดู เรื่องที่ไม่เคยคิด เคยฝัน เคยหวังกันว่า จะมี ได้ในโลก มันได้มีแล้ว เพราะว่าสุญญตาอันธพาล มันทำหน้าที่ ; สุญญตาอันธพาล ที่เขามาล้อผมกันนักนั่นแหละ มันกำลังทำหน้าที่เพราะมันขาดสุญญตาที่แท้จริง. นี่ลูก ไม่มีที่พึ่ง เพราะไม่มีใครจะเป็นที่พึ่งแก่ลูกได้ดียิ่งไปกว่าบิดามารดา; บิดากลับเป็น ไพรีเสียเองอย่างนี้ เพราะสุญญตาอันธพาลมันอาละวาด. หนังสือพิมพ์นั้นยังทิ้งอยู่ที่ กุฏิผม ไปหาอ่านดูก็ได้ ถ้าหากไม่เชื่อ. ถ้าจะไม่มีเสนียดจัญไร เกิดขึ้นในโลกนี้ จะไม่มีเวรมีภัยในโลกนี้ จะไม่ นอนหวาดผวาสะดุ้ง จะไม่ตายก่อนอายุ ไม่มีมิตรจะมีแต่ศัตรู นี่เป็นพรที่เขาหวังกันนัก อย่างนี้ก็ ไม่มีอะไรให้ได้ดี นอกจากการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องของสุญญตา, ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. เราต้องการพรอย่างโลก ๆ : สวัสดีมีชัยไม่มีเสนียดจัญไร ไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่นอนหวาดผวาสะดุ้ง ไม่เจ็บไม่ไข้. ความเจ็บไข้มาทางความทำผิดในทางจิตใจก่อน อย่างที่เราพูดกันยืดยาวแล้วในคราวที่แล้วมา ; ความไม่ตายก่อนอายุนี้ มีได้เพราะ ธรรมะคุ้มครอง ทั้งทางกายและทางจิต. ธรรมะสุญญตา นี้คุ้มครองเลยไปจนถึงกับว่า ไม่ให้รู้จักกับความตาย ไม่ให้มัจจุราชมาพบ ; ธรรมะนี้ คุ้มครองแล้ว ก็มีแต่มิตร ไม่มีศัตรู : เรื่องที่ชาวโลกพร่ำหากันทุกวัน ก็คืออย่างนี้. สุญญตาสอนให้อยู่เหนือแพ้เหนือชนะ ซึ่งเป็นเรื่องโลกุตตระ เรื่องที่ ชาวโลกไม่รู้จัก คือเป็นเรื่องลึกซึ้งไปกว่าธรรมดา เป็น เรื่อง โลกุตตระ นั้น ที่ว่าจะมีชีวิตชนิดที่ไม่เป็นการแบกหาม คือมีดวงวิญญาณที่ไม่รู้สึกหนัก

น.441 จำเป็นแก่คฤหัสถ์ ไม่แก่ไม่ตาย ; ความรู้นั้นทำให้อยู่เหนือปัญหาของความแก่ ความตาย ไม่รู้สึกว่าได้ หรือเสีย. คนเรามันลำบากอยู่ด้วยความรู้สึกว่า ได้ก็ดีใจโลดเต้น พอเสียก็ร้องไห้ อย่างนี้ ; ถ้าอย่ามีทั้งได้ทั้งเสีย ก็ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ นั้นมันสบายกว่า. อย่าไปหลงกับเรื่องได้ แล้วหัวเราะอยู่เลย, เรียกอีกทีหนึ่งว่า ไม่แพ้ไม่ชนะ. ทีนี้คนในโลกมันบ้า จะเอาแต่ชนะเรื่อย มันไม่ยอม แม้เรื่องส่วนตัวก็ ไม่ยอม ส่วนรวมก็ไม่ยอม ในโลกนี้ไม่มีใครยอม ; เพราะฉะนั้น จึงมีวิกฤตกาลถาวร เพราะจะเอาชนะเรื่อย, ชนะอย่างบ้า ๆ บอๆ ไม่มีเหตุผล ก็ยังจะเอาชนะอยู่เรื่อย. ธรรมะสุญญตานี้ สอนให้อยู่เหนือแพ้ เหนือชนะ ; ชนะนี้ถูกจองเวร, แพ้ก็ นอนเป็นทุกข์. ภย์ เวริ ปสวติ ทุกข์ เสติ ปราชิโต - คนชนะก็ถูกก่อเวร คนแพ้ก็นอน เป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้น อย่าเอาทั้ง ๒ อย่างดีกว่า ; คิดเช่นนี้ก็เลยไม่มีการรบรา ฆ่าฟันกัน ไม่มีการต่อสู้. เพราะว่า สุญญตา ทำให้ ไม่มีมึงไม่มีดู แล้วจะรบกันไป ได้อย่างไร ; ถ้ามีความรู้อันใดอันหนึ่ง มาทำให้เกิดความรู้สึกไม่มีเขา ไม่มีเรา มันก็ ไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน, แล้วไม่มีตัวที่จะแบกภาระหนักอึ้ง ของความยึดมั่นถือมั่น ความเบาสบายเป็นความไม่มีทุกข์เลย เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ รับแม้ในเพศฆราวาส ; นี้เรียกว่าสุญญตาธรรมจำเป็นแม้แต่คฤหัสถ์ ในลักษณะอย่างนี้. พอกันทีเพราะเวลาหมดแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต