น.442 วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับ จะได้พูดกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง. ในครั้งที่แล้วมาได้พูด ถึงสุญญตาธรรม ในลักษณะที่จำเป็นแก่คฤหัสถ์ แม้ที่ ยังเป็นผู้เยาว์ และผู้ที่เป็นคฤหัสถ์โดยสมบูรณ์แล้ว. ใน วันนี้เป็นครั้งที่ ๘ ของการบรรยาย เรื่องสุญญตาในส่วน ทฤษฎี จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า สุญญตาธรรมสำหรับ วนปรัสถ์ และสันยาสี. คนหนุ่มอาจทำหน้าที่อย่างวนปรัสถ์ และสันยาสีก็ได้ ทำไมจึงพูดโดยหัวข้อนี้ แก่ผู้ฟังโดยตรงที่ยังหนุ่ม ๆ ! ทั้งนี้เพราะว่า สิ่งที่ เรียกว่า วนปรัสถ์ หรือ สันยาสี ที่ แท้จริงก็มี เป็นส่วนหนึ่ง ; แต่วนปรัสถ์และสันยาสี ที่เป็นอย่าง โดยอ้อม หรือ สมัครเล่น ก็ยังมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง. ๔๑๗
น.443 ขอให้ ทบทวน ในข้อที่ว่า หลักเกณฑ์ ของการแบ่งมนุษย์ออกเป็น ๔ ระดับ กล่าวโดยส่วนใหญ่ตามความเป็นไปของธรรมชาติ คือวัยเด็กที่เรียกว่า พรหมจารี, วัยผู้ใหญ่ที่เรียกว่า คฤหัสถ์, วัยผู้สูงอายุที่เรียกว่า วนปรัสถ์, แล้วต่อจากนั้นก็เป็น สันยาสี สำหรับผู้ที่ไปได้จนถึงที่สุด. นี้เรียกว่าวนปรัสถ์ หรือสันยาสี ตามที่เป็นอยู่จริง นี้ก็มี อยู่ส่วนหนึ่ง, ที่เรียกว่าสมัครเล่น หรือโดยอ้อม นี้ก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่ง. ขอให้สังเกตดูให้ดี วนปรัสถ์สันยาสีโดยอ้อม : เหมือนอย่างว่าพวกคุณที่ ยังหนุ่ม ๆ บางเวลา ก็อยากจะอยู่นิ่ง ๆ อยู่อย่างสงบไม่มีอะไรรบกวน, แล้วบางเวลา ก็อยากจะแจกของส่องตะเกียงดูบ้าง คือทำตนเป็นผู้พูด ผู้ชี้แจงในสิ่งที่มีประโยชน์แก่ บุคคลอื่น นี้ก็เรียกว่าโดยอ้อม อย่างที่เรียกว่า เจตนาจะทำ หรือ สมัครเล่น. ทีนี้ ยังมีส่วนหนึ่ง คือ บางคราวไม่เจตนา แต่ว่าความเป็นไป ที่เป็นไปโดยบังเอิญ หรือ ว่าสิ่งแวดล้อมมีในลักษณะที่บังเอิญทำให้เราถือเอาการพักผ่อนอย่างสงบสงัดขึ้นมา โดย ไม่เจตนาก็ได้, หรือถึงกับพูดจาแนะนำสั่งสอน หรือแม้แต่ปรึกษาหารือ กับคนบางคน โดยไม่เจตนาก็ได้ ความเป็นวนปรัสถ์ คือผู้ อยู่ในความสงบ, หรือ ความเป็นสันยาสี ผู้ เที่ยวแจกของส่องตะเกียงนี้มีได้แม้แก่คนที่ยังหนุ่ม ; และถ้าเป็นเด็กที่ฉลาด หรือ มีอะไรเป็นอัจฉริยะ นี่ก็อาจจะต้องการความสงบที่สูงกว่าเด็กธรรมดาเขาต้องการกัน, หรือบางทีมันก็พูดจา ชนิดที่จะให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนเด็ก ๆ ด้วยกันได้ดี อย่างไม่ น่าเชื่อ. เหล่านี้เราก็ต้องยอมรับว่า ต้องอยู่ในพวกวนปรัสถ์ หรือสันยาสี โดยอ้อม หรือโดยสมัครเล่น.
น.444 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี วนปรัสถ์ สันยาสี เป็นได้ทั้งตามวัยหรือก่อนวัย ทีนี้สำหรับความเป็นวนปรัสถ์หรือสันยาสี ที่เป็นไปตามวัยนั้น ก็มีอยู่อีก ส่วนหนึ่ง เรียกว่าวนปรัสถ์หรือสันยาสีอย่างแท้จริง. ที่มี ตามวัย นั้น เราก็มักจะเข้า ใจกันว่า เมื่อ ผ่านความเป็นพ่อบ้านแม่เรือน มาโดยสมควรแล้ว, ความเบื่อระอา หรือว่าสติปัญญาที่ได้เกิดมา จากการผ่านสิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดความเอือมระอา หรือความ รู้แจ้งเห็นจริง หรืออะไรก็ตามที่ ที่ทำให้ ต้องการความสงบ ตามแบบของคนอยู่ป่า ที่เรียกว่าวนปรัสถ์ ถึงกับต้องหลีกออกไปอยู่ตามกอไผ่ กอกล้วยริมรั้วบ้าน หรือว่าสมัยนี้ อาจจะหนีเข้าไปอยู่ในห้องปรับอากาศ ก็ได้เหมือนกัน. นี้หมายถึงที่มันเป็นไปตามวัย แต่คำว่าวัยนั้น ก็ไม่อาจจะจำกัดลงไปได้ว่า กี่ปี ว่ามีอายุกี่ปี บางคนอาจจะเร็ว บางคน อาจจะช้า บางคนอาจจะไม่มีเลยก็ได้. คำว่า "วัย" นี้ ก็ยังไม่แน่นอน ; ถ้าเป็นอัจฉริยบุคคล สิ่งที่เรียกว่าวัยก็ ไม่มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือผู้ที่เป็นอัจฉริยบุคคล อาจจะเบื่อชีวิตฆราวาส หรือ คฤหัสถ์นั้น เร็วกว่ากำหนดและอาจจะถึงกับว่า ไม่ต้องผ่านชีวิตของความเป็นคฤหัสถ์ เลยก็ยังมี แต่ เป็นการผ่านไปโดยจิตหรือโดยวิญญาณ ในลักษณะอาการที่เหมือนกัน เช่นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่เยาว์วัย ไม่เคยผ่านความเป็นคฤหัสถ์ โดยทางร่างกาย ก็ยังถือว่า เป็นการผ่านชีวิตคฤหัสถ์ไป โดยทางวิญญาณ หรือทางสติปัญญา ผลมันก็มี เหมือนกันได้ ; เพราะฉะนั้นวนปรัสถ์หรือสันยาสี ที่แท้จริงนั้น มีได้ทั้งที่เป็นไปตาม วัยตามธรรมดา และมีได้ทั้งที่เป็นก่อนวัยตามธรรมดา คือเป็นเรื่องของอัจฉริยบุคคล. ส่วนคนที่ไม่อาจจะมีความรู้สึกก้าวหน้าไปถึงขนาดนั้นได้ จนตายเปล่าก็ไม่มี ; อยากจะเรียกว่าพวกวนปรัสถ์หรือสันยาสีตายซาก พวกตายซากชนิดนี้ ตัวมีชีวิตผ่านมา
น.445 ๔๒๐ ก็กษพระสมชัยธีโรถนน สุญญตาธรรม ซึ่งตามปกติก็เป็นวัยวนปรัสถ์ หรือสันยาสีแล้ว แต่ก็ยังเป็นเด็กอมมืออยู่ ยังบ้าหลง เรื่องของเด็ก ๆ จนเน่าเข้าโลงไป; พวกวนปรัสถ์ สันยาสีตายซากชนิดนี้ ก็มีอยู่ใน โลกนี้ เป็นจำนวนมากด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นเราจะต้องแยกออกไปไม่นับรวม อยู่ใน คำว่า วนปรัสถ์ หรือสันยาสี ที่กล่าวถึงนี้ ที่จะได้รับประโยชน์จากสุญญตา ; หมายความว่าพวกตายซากเหล่านี้ ไม่มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ใด ๆ จากเรื่องสุญญตา. การเอาเรื่องนี้มาพูดแก่พวกคุณ ที่ยังหนุ่ม ๆ อยู่ มันก็คงจะเป็นเครื่อง ป้องกัน ความเป็นคนตายซาก ในเรื่องวนปรัสถ์ และสันยาสี ได้มากอยู่เหมือน กัน. ผมเห็นประโยชน์อย่างนี้ จึงได้เอามาพูด ว่าการที่ คนเราเกิดมาชาติหนึ่งนี้ ควรต้องไม่เสียชาติเกิด คือว่า ได้อะไร ๆ ที่มนุษย์ควรจะได้รับอย่างดีถึงที่สุด ก็ควร จะได้รับ, ถ้าไม่ได้รับ ก็ต้องเรียกว่า เสียชาติเกิด. ประโยชน์สูงสุด ควรได้รับ คือในภาวะแห่ง ๔ อาศรม สำหรับสิ่งที่มนุษย์จะต้องได้รับไปตามลำดับ จนถึงที่สุดนั้นก็ไม่มีอะไร นอก ไปจากประโยชน์อันสูงสุด ที่จะพึงเกิดขึ้นแก่มนุษย์ใน ๔ อาศรม ดังที่กล่าวมาแล้ว (นั้นเอง. ถ้าว่ากันโดยที่แท้แล้ว แม้ในวัยเด็กหรือใน วัยพรหมจารี นี้ ถ้าทำได้ถูก ต้องดี ก็จะ มีความสุขอย่างยิ่ง เต็มที่สมบูรณ์ ไปตามแบบของอาศรมนี้, งดงามน่าดู อย่างยิ่ง กว่าความน่าดูอย่างอื่น ๆ ; เพราะว่าเป็นเด็กแท้ ๆ ที่มีร่างกายยังสดชื่นกระชุ่ม กระชวย หรือกำลังเจริญ แก แล้วก็มีจิตใจที่เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ของ
น.446 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี ธรรมชาติ. ในส่วนที่เป็นความสงบเย็น ก็น่ารัก น่าเอ็นดู น่านับถือ น่าบูชา น่าเลื่อมใสอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ; ได้เพียงเท่านี้ ก็นับว่าไม่เสียชาติเกิดอยู่มากเหมือนกัน แต่เกรงว่าส่วนใหญ่จะไม่เป็นอย่างนี้. ทีนี้ จะดีไปกว่านั้นก็ว่า เติบโตต่อไปจนเป็นผู้ใหญ่ เป็นหนุ่มเป็นสาว ก็มาถึง บทเรียนที่ทำได้ยาก ที่แปลกออกไปอีก ; ถ้าไม่เคยทำก็คงจะไม่รู้อะไรอยู่มากเหมือนกัน. ถ้าเคยทำก็จะมีความรู้ความสามารถ ที่แปลกออกไปอย่างมาก เพราะว่าในอาศรมทั้ง ๔ นี้ อาศรมที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ อย่างที่เรียกว่าอุตลุด หรืออลวน อลเวงนี้ ก็อยู่ในพวก อาศรมคฤหัสถ์ นี่เอง : ต่อสู้เพื่อตัวเอง, ต่อสู้เพื่อคนที่มาเป็นคู่ ต่อสู้เพื่อลูก หลาน เหลน ที่มันเกิดขึ้น, แล้วมีภาระหนัก. เพราะฉะนั้น จึงเปรียบวัยนี้เหมือน กับวัยลากเกวียนที่หนัก ๆ ระดับนี้ก็ มีความรู้ หรือเลยไปกว่าความรู้ คือ experience ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความรู้สึกในจิตใจ ที่หาเรียนในหนังสือไม่ได้ ต้องเรียนจากชีวิตจริง. ถ้ามองกันในแง่ดี ในฐานะที่เป็นนักศึกษา ก็ดีอยู่ที่ตรงนี้เอง ดีอยู่ตรงที่รู้จัก ความยากลำบาก หรือทนทรมาน แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยชัยชนะ ; ที่อื่นมันไม่มีบทเรียน อย่างนี้. ฉะนั้น คนที่ผ่านไปได้ ก็เป็นคนเก่ง เป็นคนมีปัญญา มีวิชามีอะไรต่าง ๆ ในที่สุดก็เรียกว่า มีความเจนจัดทางวิญญาณ เป็น spiritual experience ที่ต้องการ เป็นอย่างยิ่ง ในการที่มนุษย์เรา จะเข้าถึงจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์. ฉะนั้น มอง ในแง่ดี ก็ยังมีส่วนที่จะมองได้เหมือนกัน; แต่แล้วในที่สุด ก็ จะพบแง่ที่จะต้อง สั่นหัว : เป็นพ่อเขาก็ไม่สนุก เป็นแม่เขาก็ไม่สนุก เป็นสามีก็ไม่สนุก เป็นภรรยา ก็ไม่สนุก เป็นอะไรก็ล้วนแต่ไม่น่าสนุก ในที่สุด ; ความรู้อย่างนี้เรียนในหนังสือไม่ได้ ต้องเรียนจากชีวิต หรือว่าเอาชีวิตเป็นหนังสือ เป็นตำราเล่มใหญ่ สำหรับจะเรียน ทุกสิ่ง.
น.447 ฆราวาส หรือ คฤหัสถ์นี่ ถ้าทำให้ดีที่สุด ถึงที่สุด โดย มีธรรมะเรื่อง สุญญตา เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็ยังน่าดูอยู่เหมือนกัน ; ถ้าไม่มีธรรมะเรื่องสุญญตา เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว มันก็เป็นสัตว์นรกชนิดหนึ่ง. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึง ตรัสว่า สุตตันตะทั้งหลาย เหล่าใดที่เนื่องด้วยสุญญตานั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล แก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน ฆราวาสที่มีสุญญตาธรรมประสบชัยชนะ ในหน้าที่การงานนี้ ก็ยิ้มได้ เหมือนกัน แล้วก็ยิ้มอย่างผู้ที่น่าดู ; มีภาระที่ทำให้มันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เหมือนกับ นักรบที่รบชนะแล้ว ถืออาวุธอยู่ในมือ เป็นผู้ที่มีความน่าดูอยู่เหมือนกัน. ถ้าลากเกวียนหนัก ๆ ไปได้ด้วยอาการที่ร่าเริง ก็เป็นของแปลกที่ไม่ซ้ำใคร จะเรียกว่าน่ารัก น่าเอ็นดู น่าเลื่อมใส ก็ยังพอจะได้. เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้น คนมีความหม่นหมอง มีความเร่าร้อนกลัดกลุ้ม ที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือ ความโง่ ความ หม่นหมองกลัดกลุ้มมันบดบัง คนก็โง่ ;พูดกลับกันว่า เพราะโง่จึงทำไปแต่ใน ทางที่มีความกลัดกลุ้ม หม่นหมอง. ผู้ที่เป็นอัจฉริยมนุษย์ หรือมีบุญมีวาสนา เขาก็ ไม่ต้องทนทรมานมากอย่างนั้น ; เก็บแล้วถ้ายิ่งได้ใช้เครื่องมือที่พระพุทธเจ้าท่านมอบให้ · ก็ไม่ต้องเป็นอย่างนั้นมากมาย, เป็นผู้เข้าสู่สงครามด้วยความองอาจผ่าเผย รบชนะไปได้ ในที่สุด ซึ่งก็เหน็ดเหนื่อยบ้าง ลำบากบ้าง แต่ "ถือเอาเป็นการศึกษา" คำว่า "ถือเอาเป็นการศึกษา" นี้ ขอให้ช่วยจดจำไว้ให้แม่นยำ ; ถ้าเกิด อะไรขึ้นมาจงต้อนรับมันในฐานะที่เป็นวัตถุแห่งการศึกษา, อย่าให้เป็นเรื่องของ ตัวกู - ของกู ที่ทำให้กลายเป็นคนบ้าทนทุกข์ทรมาน มีปัญหายุ่งยากลำบากอะไรเกิดขึ้น. ขอให้รับไว้ในฐานะเป็นบทเรียน หรือเป็นการศึกษา.
น.448 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี อุปสรรค มาทำให้คนฉลาด เราอยู่ในโลกนี้ ในวัยที่มีการงานมาก อย่างพวกคฤหัสถ์นี้ ต้องเผชิญกับ อุปสรรคนานาประการ ร้อยแปดพันเก้าอย่างที่เขาพูดกัน ; ถ้าใครไม่ต้อนรับมันใน ฐานะเป็นการศึกษา คนนั้นมันบ้า คือว่ามันจะต้องปวดหัว จะต้องทนทรมานทุกอย่าง แต่ถ้า ต้อนรับในฐานะที่เป็นการศึกษา แล้วละก็ จะกลายเป็นของสนุกแล้วนำมาซึ่ง ประโยชน์ ผมอยากจะขอร้องให้ถือกันเป็นหลักว่า อุปสรรค ทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งที่ มีมาเพื่อทำให้เราฉลาด. อุปสรรคทางวัตถุทางร่างกายตามธรรมชาติ เช่นความเจ็บไข้ ได้บ่วย นี่ก็มาทำให้เราเป็นคนฉลาด, อุปสรรคในทางจิต ทางวิญญาณ คือปัญหา ต่าง ๆ ที่มาทำให้ปวดหัวนั้น ไม่ใช่มาทำให้ปวดหัว แต่มาทำให้ฉลาด. ส่วนคนโง่เอง ก็ต้องปวดหัว ; พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะคนมันโง่เอง ในเมื่อพระเจ้าส่งมาเพื่อให้ คนฉลาด คนก็รับเอามาในฐานะเป็นเครื่องทำให้ปวดหัว. ฉะนั้น ถ้าอย่าให้มีอะไรเป็น เรื่องที่ทำให้ปวดหัว ก็จะเป็นการดีมาก คือ เปลี่ยน sublimate มาเป็นเรื่องทำให้เรา ฉลาด โลกนี้ก็ ไม่มีอะไรที่เป็นศัตรู หรือเป็นอุปสรรค ; จะมีแต่มิตร มีแต่ผู้หวังดี. ผมพูดออกไปอย่างนี้, นี่ขอแถมพกแทรกแซงว่า ผมพูดออกไปอย่างนี้ มีคนพิมพ์เป็นหนังสือชื่อว่า "ความเจ็บไข้มาทำให้คนฉลาด" ; นี้ก็มีคนบางคนนะ ที่ อ้างตัวเองว่าเป็นคนฉลาด ว่าเขาไม่ต้องการความเจ็บไข้ เขาต้องการ อาโรคยา ปรมา ลาภา นี่คือคนที่ไม่ลืมหูลืมตาในโลกนี้. เขาฟังคำพูดว่า ความเจ็บไข้มาทำให้เป็นของ ฉลาดนี้ผิด หรือไม่เข้าใจ กลายเป็นไม่ชอบ ; เพราะเขาลืมไปว่า คนเรานี้จะต้องเจ็บไข้ เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ใครที่จะมาตั้งใจว่า เราจะไม่มีความเจ็บไข้นั้น เป็นคนบ้า
น.449 ทีนี้ เมื่อ ความเจ็บไข้มาสู่เราเป็นธรรมดา แล้วเราจะทำอย่างไรกับมัน ? ก็ต้องต้อนรับด้วยความฉลาด ให้ทันกัน คือให้กลายเป็นสิ่งที่มาทำให้เราฉลาด ; แล้ว นั่นแหละคือ อาโรคยาอย่างยิ่ง. ความไม่มีโรคอย่างยิ่ง อยู่ตรงที่เรารู้จักทำ โรคนั้น ให้กลายเป็นสิ่งที่มาทำให้เราฉลาดเสีย โรคทางกายก็ดี โรคทางจิตก็ดี โรคทางวิญญาณก็ดี โรคชนิดไหนก็ดี เรา รู้จักทำให้มันว่างไปเสีย เป็นสุญญตา ไปเสีย ก็กลายเป็นความ ไม่มีโรค มัน จึงจะ เป็นลาภอย่างยิ่ง. ที่เขาหมายถึง โรคเจ็บไข้ได้ป่วยที่เขากำลังได้รับอยู่ นี้เป็นความ รู้สึกอย่างเด็กๆ มองไม่เห็นโลกตามที่เป็นจริง หรือไม่เห็นชีวิตตามที่เป็นจริง ว่ามัน เต็มไปด้วยโรค. ทีนี้เรา ทำโรคให้กลายเป็นบทเรียน นั่นจึงจะเป็นความไม่มีโรค ขึ้นมา. ที่จะไปตั้งความปรารถนาว่า "เราอย่าเจ็บอย่าไข้ มีอนามัยดีจนกระทั่งเข้าโลง" นี้มันเป็นคนบ้า เป็นไปไม่ได้ ; ให้พวกคุณที่เป็นหมอรวมกันทั้งฝูง เป็นฝูง ๆ ก็ทำ ไม่ได้, เพราะว่าพระเจ้าก็ยังไม่ทำ หรือทำไม่ได้ หรือว่าไม่ประสงค์จะทำ ชีวิตในอาศรมคฤหัสถ์ เต็มไปด้วยโรค ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ อะไรก็ตาม เรา ต้องต่อสู้ กับมัน ให้กลายเป็นปราศจากโรค ; ทำได้อย่างนี้ ก็น่า ดูมาก เพราะมันเป็นบทเรียนที่ยาก. บทเรียนยิ่งยากเท่าไร ใครทำได้ก็ยิ่งน่าดูเท่านั้น ; ฉะนั้น อย่าท้อถอย. . จงทำอาศรมฤหัสถ์นี้ให้น่าดูด้วยเหมือนกัน ให้ถึงจุดของความ เข้มแข็ง เหมือนกับอาศรมพรหมจารี ที่ถึงจุดสูงสุดของความสวยงาม ความเจริญวัยนี้ : อาศรมคฤหัสถ์ก็ให้ถึงจุดความเข้มแข็ง บึกบึน มันก็น่าดูที่ตอนนี้. เมื่อผ่านมาได้ถึงตอนนี้แล้ว เกิดมีความเบื่อ หรือว่าซ้ำซากจนเบื่อ ชีวิตก็ เลื่อนไป เลยไปหาจุดที่จะหยุด, ความน่าดูก็เลยไปอยู่ที่ความหยุด. . วัยวนปรัสถ์นี้
น.450 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี หลังจากกระโดดโลดเต้นมาอย่างน่าดูแล้ว เปลี่ยนมาเป็นเรื่องหยุด เพราะมองเห็นสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ; นี้ก็เป็นเรื่องหยุด. อันนี้คงจะน่าดูโดยง่าย คือเป็น สิ่งที่พอจะดูให้เห็นว่า มันน่าชื่นอกชื่นใจได้โดยง่าย ไม่ยากเหมือนอาศรมคฤหัสถ์ ; แต่คนก็ไม่ค่อยจะสมัครเข้ามาอยู่ในอาศรมนี้ จะสมัครเป็นคฤหัสถ์หรืออะไรเสีย จนเน่า เข้าโลงอีกเหมือนกัน, เป็นพวกตายซากแบบนั้น มาตั้งแต่ต้นตั้งแต่เริ่มแรก. เรื่องในพระคัมภีร์ ที่พูดถึงเรื่องราวในโบราณกาล ก็พูดถึงข้อที่ว่า พอกันที ประโยชน์อย่างโลกนี้พอกันที อยากจะออกไปสู่โลกอื่นที่มองไม่เห็นตัว แต่ไม่ใช่หลัง จากตายแล้ว ; โลกยื่นที่มองไม่เห็นตัว ที่จะออกไปสู่นั้น ไม่ใช่หลังจากตายแล้ว คือ เปลี่ยนอาศรมคฤหัสถ์ ไปสู่อาศรมวนปรัสล์. experience) ต่าง ๆ ก็เปลี่ยนหมด เรียกว่าโลกอีกโลกหนึ่งต่างหาก พบกับความสงบเย็นในโลกอื่นจากโลกที่สับสนวุ่นวาย ก็เลยเป็นของที่น่าดู น่าเลื่อมใส น่าชื่นใจ แล้วแต่จะเรียก ต่อไปจากนั้นก็ เป็นเรื่องสันยาสี, เป็นโลกของผู้ที่เที่ยวแจกของ ส่อง ตะเกียงไปรอบ ๆ ก็น่าดูไปอีกแบบหนึ่ง. ฉะนั้นอย่ารังเกียจคนแก่ ; รูปร่างของ คนแก่อาจจะดูน่าเกลียด แต่ว่าลองไปคุยด้วยซิ. ถ้าเป็นคนแก่ที่แท้จริง ไม่ใช่แก่ที่ เขาด่าว่า แก่มะพร้าว แก่มะละกอ แก่อะไรนี้ ก็มีคำพูดที่มีค่าทุกคำ มีจิตใจที่ชุ่ม ชื่นไปด้วยเมตตากรุณา : นี่เราก็จะพูดกันถึงเรื่องนี้. วันนี้จะพูดถึง สุญญตาธรรมสำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี ต่อจากที่ได้เป็น มาอย่างถูกต้อง อย่างดีแล้ว ในความเป็นพรหมจารี และเป็นคฤหัสถ์.
น.451 สุญญตาธรรม มีความหมายเท่ากับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตาธรรม คือ การเห็นความว่าง จากส่วนหรือสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่น ถือมั่น อย่างเขาเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เราไม่อยากจะพูด หลาย ๆ คำ พูดว่าสุญญตา เพียงคำเดียวก็พอ. - เห็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ก็คือ เห็นว่างจากสาระแก่นสาร มั่นคง. - เห็นทุกขัง ก็คือเห็นว่างจากส่วนที่น่ารักน่าพอใจ. คำว่าทุกขังนี่ คุณทราบกันเสียด้วยว่า แปลว่าว่างอย่างน่าเกลียดก็ได้ ทุ แปลว่า น่าเกลียด, ขัง หรือ ขะ นี้ หมายถึงอากาศ ที่ว่าง, ทุกขัง คือ ว่างอย่างน่าเกลียด ; ตามธรรมดา แปลกันว่า หนยาก ถ้าอย่างนี้ ทุ แปลว่า ยาก บะ นี้มาจาก ขมะ แปลว่า ทน. ทุกขัง ในความหมายที่เป็นความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไปก็คือว่า หนยาก แต่ตัวหนังสือใน หลักของภาษา มันยังแปลกออกไปถึงว่า ว่างอย่างน่าเกลียดก็มี ทุ แปลว่า น่าเกลียด ก็ได้ ขัง ก็แปลว่า ว่าง ว่าดูแล้ว น่าเกลียดก็มี, ว่างอย่างน่าเกลียดก็มี; ฉะนั้น ทุกขังก็คือว่างเหมือนกัน. - เห็นอนัตตา นี้ก็ไม่ใช่ตัวตน ; มีอะไรก็ตามใจ มันมีอยู่เต็มไปหมด, แต่ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตนของมันเอง และไม่ใช่ตัวตนที่ผู้ใดจะเข้าไปยึดครอง ได้; นี้ก็ว่างเหมือนกัน ว่างจากตัวตน. อนิจจัง - ว่างจากตัวตนไปในความหมายหนึ่ง, ทุกขัง - ว่างจากตัวตนไป ในความหมายหนึ่ง, อนัตตา - ว่างจากตัวตนไปในความหมายหนึ่ง, เพราะฉะนั้น
น.452 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี รวมกันแล้วเป็นสุญญตา ถ้าผมพูดว่า สุญญตา ก็หมายความว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา ผลักดันหล่อเลี้ยงคฤหัสถ์ไปสู่วนปรัสถ์ สุญญตา นี้ทำหน้าที่ผลักไส ผลักดันคฤหัสถ์นี้ ให้ไปสู่อาศรมวนปรัสถ์ ; ถ้าคฤหัสถ์เกิดเห็นสุญญตาขึ้นมา แม้แต่ในระยะเริ่มแรก : ความน่าเอือมน่าระอานี้ ความ เห็นนั้นก็จะผลักดันคฤหัสถ์ผู้นั้น ไปสู่อาศรมวนปรัสถ์, ถ้าคฤหัสถ์คนใดไม่เห็น ก็ไม่ มีอาการอย่างนี้ ; แต่โดยเนื้อแท้นั้น สุญญตา เป็นสิ่งที่ จะผลักไสคนให้เลื่อนชั้น ไป ตามลำดับ - ไปตามลำดับ, อย่าหยุดอยู่ที่นี่. ฉะนั้น ธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตาก็ผลักไส คฤหัสถ์ให้เลื่อนไปสู่อาศรมวนปรัสถ์ คือจะเอียงไปหาความสงบมากขึ้นทุกที แล้วก็ใน โอกาสอันควร ; ถ้าไม่ถึงโอกาสอันเหมาะอันควร มันก็ไม่มีเรื่องอย่างนี้ ทีนี้ เมื่อสุญญตาผลักไสคนไปสู่อาศรมวนปรัสถ์แล้ว ก็ หล่อเลี้ยง หรือ ส่งเสริม ความเป็นวนปรัสถ์นั้นให้ตั้งมั่น ให้งอกงาม, แล้วคนที่หลีกจากความเป็น คฤหัสถ์ไปสู่ความสงบของชีวิตนั้น ก็หล่อเลี้ยงจิตอยู่ได้ด้วยการเห็นสุญญตา. เราเรียกว่า สุญญตาธรรม หล่อเลี้ยงความเป็นผู้รักความสงบ ให้พอใจในความสงบ เพราะว่าถ้าจิต ไปหลงใหลในความสวยความงาม ความโกลาหลวุ่นวายในโลกแล้ว ก็ไม่มีความสงบ ; เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นโลกด้วยความเป็นของมายาหลอกลวง ก็พอใจในความสงบ. มีพระบาลีกล่าวไว้ชัดเจนว่า เมื่อมองเห็นสุญญตา จิตก็น้อมไปสู่นิพพาน ; นี่เป็นหลักคำพูดสั้น ๆ ที่มีความสำคัญมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้. เมื่อจิตเห็นความว่างคือ สุญญตา หรือเมื่อจิตมีความรู้เรื่องความว่าง ; ใช้คำว่า เมื่อเห็นความว่าง จิตก็น้อม
น.453 ไปสู่นิพพาน, จะเป็นนิพพานชนิดไหนก็ตาม ระดับไหนก็ตาม แล้วแต่ว่า มีการเห็น สุญญตาในระดับไหน แต่ที่ตายตัวที่สุดก็คือว่า จิตจะน้อมไปสู่นิพพาน. แม้แต่เด็ก ๆ นี้ ถ้าไป เห็นความหลอกลวง ของสิ่งที่ตนหลงรักอยู่ จิตก็จะน้อม ไปสู่นิพพาน คือความเย็นความหยุด ; เช่นว่า เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตุ๊กตา เด็ก เลิกหลงตุ๊กตา จิตก็น้อมไปสู่ความเย็น ความหยุด ตามแบบของเด็ก ๆ ได้. แต่คำกล่าวนี้ เขาหมายถึงผู้ใหญ่ ที่ได้โง่มานานพอสมควรแล้ว ; พอเห็นสุญญตาก็ฉลาด จิตก็น้อม ไปสู่นิพพาน. เพราะฉะนั้นเราจึงถือว่า สุญญตานี้หล่อเลี้ยงความเป็นวนปรัสถ์ ให้ สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ เหมือนต้นไม้ได้น้ำรดเพียงพอ ก็สดชื่น. ชีวิตวนปรัสถ์สดชื่น อยู่ได้ก็ด้วยความเห็นสุญญตา. ความมีสุญญตาธรรมนี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ชีวิตวนปรัสถ์ ก็สดชื่น แจ่มใส เยือกเย็น ไม่แพ้วัยเด็ก ๆ. วัยเด็ก ๆ นั้นเป็นไปอย่างงดงามอย่างอะไร ไปตามประสา เด็ก ๆ เย็นไปตามประสาเด็ก ๆ, ที่ต้องการอะไรตามภาษาเด็กๆ ก็เย็นอย่างภาษา เด็ก ๆ; แต่ว่ายังพร้อมที่จะต้องการ. พอมาถึงวัยวนปรัสถ์ สุญญตาธรรมจะช่วยให้ รู้ว่า "ไม่มีอะไรโว้ย ที่น่าต้องการ" เพราะฉะนั้นความเย็นจึงผิดกัน. ฉะนั้น วัยวนปรัสถ์ จึงเป็นวัยที่ผมรู้สึกว่า จะน่าดูที่สุดในชีวิตทั้ง ๔ วัยนี้, วัยวนปรัสถ์นี้ จะสดชื่น เยือกเย็น สงบเย็นที่สุด แสนที่จะเย็น จึงเรียกว่าน่าดูที่สุด และหล่อเลี้ยงไว้ได้ด้วยสุญญตา. จากวนปรัสถ์ สุญญตาจะส่งให้เข้าสู่สันยาสี ทีนี้ เมื่อสุญญตาธรรมไม่ได้หยุด วนปรัสถ์ก็ไปถึงที่สุด สุญญตาก็ผลักไสคน ให้เลื่อนไปสู่อาศรมสันยาสี คือเที่ยวแจกของส่องตะเกียง เพื่อผู้อื่นแล้วที่นี้; เพื่อ
น.454 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี ตัวเองนั้นหมดกันที แล้วสุญญตาก็หล่อเลี้ยงความเป็นสันยาสีนี้ไว้ ไปจนวาระสุดท้าย, เพราะว่าความเป็นสันยาสีนั้น ก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน ถ้าไม่มีอะไรหล่อเลี้ยง ก็เหน็ดเหนื่อย หรือไม่ทำเพราะว่าเหน็ดเหนื่อย. ขอให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นหลักเป็นประธาน ว่า ท่านไม่มีรองเท้า ท่านไม่มีรถยนต์ สมัยนั้นเขาไม่มีรถไฟ ไม่มีเรือบิน ท่านต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ๆ ไปสู่เมืองนั้นเมืองนี้ เพื่อคนนั้นคนนี้; แล้วท่านมีอะไรหล่อเลี้ยง ? ก็มีสุญญตาธรรม สุญญตาวิหาร หรือว่าอะไรที่เป็น motive, ส่วนที่เหลือเป็น momentum ไม่มีกิเลส ไม่มีเจตนา ; แต่แรงเหวี่ยงนั้นยังมีเหลืออยู่ เพราะอำนาจการเห็นสุญญตา อนัตตา ไม่มีตัวกูแล้วก็เห็นแก่ผู้อื่น ด้วยแรงงานที่ยังเหลือเป็น momentum ไม่ใช่แรงงานของ กิเลส. อย่าไปคิดว่าพระพุทธเจ้าท่านอยากดี อยากได้หน้า อยากอะไรเที่ยวสอนคน อย่างนี้ นี่เรียกว่า สุญญตาธรรมหล่อเลี้ยงชีวิตสันยาสีไว้ ให้เป็นไปได้และน่าดูอีก. นี้น่าดูอีกแบบหนึ่ง คือคนที่ไม่มีตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เสวยสุขของ ตัวเอง ข้อความในอรรถกถาหรือที่เขาเขียนไว้ แม้จะไม่มีในพระบาลี พระไตรปิฎก นี้ก็มี : - ศึกษากิจวัตรของพระพุทธเจ้า เพื่อทราบว่าท่านทรงเป็นสันยาสีเพียงไร ปุพพณฺเห บีณฑปาตญจ สายณเห ธมฺมเทศน์ - พระพุทธเจ้าตื่นขึ้นต้อง ไปบิณฑบาต เพื่อโปรดสัตว์ เพื่อหาโอกาสพบใคร แล้วจะพูดจากับเขา นั่นเราเรียก ว่าโปรดสัตว์.
น.455 ๔๓๐ ท้องน้อยอมดิศสกัต สุญญตาธรรม คำว่า "บิณฑบาต" นี้ตั้งแต่ เช้าจนเที่ยง หรือจนบ่าย. ลิม พระพุทธเจ้าอยู่ ที่วัดใดวัดหนึ่ง อารามใดอารามหนึ่ง เช้าก็ออกบิณฑบาต, มร ถ้ายังเช้าเกินไป ก็แวะ เข้าไปในวัดพวกที่ตรงกันข้าม เช่นเดียรถีย์อย่างนี้ ; ไปโต้กับเขา เพื่อจะช่วยเขา ก็ เรียกว่าอยู่ในเที่ยวโปรดสัตว์ ในระหว่างบิณฑบาต แล้วไปบิณฑบาตตามบ้านเรือนนั้น เพื่อโปรดสัตว์ เพื่อต้องพูดจา. การไปรับอาหารนั้น ต้องพูดกับเจ้าของบ้าน ไม่ใช่ ทำอย่างพวกเรา เดินหลับตาถือบาตรไป เขาใส่ให้แล้วก็ไปต่อไปอย่างนี้. บิณฑบาตครั้งพุทธกาลนั้น เหมือนแบบที่เราจะสาธิตให้ดู ไปถึงบ้านแล้วก็ เอาบาตรให้เขาไป. เขาไปจัดอาหารลงในบาตรอยู่ในครัว อยู่ทางนี้ก็พูดกับเจ้าของบ้าน พ่อบ้าน : บางทีก็ฉันที่นั่น แล้วก็พูดกันมาก ฉันแล้วก็อนุโมทนา หมายความว่าพูด สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่เจ้าของบ้าน ให้กล้าหาญในการที่จะมีธรรมะ ให้ร่าเริงในการ ที่จะมีธรรมะ ให้มีหูตาสว่างขึ้น อย่างนี้เรียกว่าโปรดสัตว์ ; แล้วก็กว่าจะสายกว่าจะเที่ยง จึงจะไปพักผ่อนหลบร้อนอยู่ที่ไหน แล้วกลับไปที่อาราม อย่างนี้ก็มีโอกาสจะพบคนนั้น พบคนนี้เรื่อยไป; ไปนั่งพักผ่อนกลางวันที่ไหน ก็ยังมีคนตามไปคุยด้วย ปรากฏอยู่ใน พระบาลี ในสูตรในพระไตรปิฎกเยอะแยะ. สายณฺเห ธมฺเทสน์ ตอนเย็น พบปะกันพร้อมหน้ากับภิกษุทั้งหลายอยู่ที่ใน อารามนั้น ก็ พูดจาเฉพาะกับภิกษุที่อยู่ในอารามนั้น เขาเรียกว่า สายณฺเห ธมฺมเทศน์, แล้วพูดกับชาวบ้านที่ตามไปที่นั่น. ปโทเส ภิกขุ โอวาทิ - หัวค่ำ พูดกับภิกษุองค์ใด องค์หนึ่ง เป็นการให้โอวาทเฉพาะเรื่อง เฉพาะกรณีอะไรนี้. พอ ตอนดึก แก้ปัญหาเทวดา เพราะว่าพวกเทวดานี้มาแต่ตอนกลางคืนแล้วก็ ค่อนไปข้างดึก ; เทวดาจะมาจากบนสวรรค์ที่ไหนก็ตามใจ แต่เรื่องที่ปรากฏอยู่ใน
น.456 สำหรับวนปรัสถ์และสันยาสี พระบาลีแล้ว มีพระเจ้าแผ่นดินแห่งประเทศนั้นแหละ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าตอนดึก เพราะ กลางวันมันยุ่ง, หัวค่ำก็ยังไม่เสร็จเรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องอะไรก็ได้. ใช้คำว่า อุตรตฺเต เทวปญฺหนิ ; อัฑฒรัตเต แปลว่า เที่ยงคืน แก้ปัญหาเทวดา. ไปเปิด สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สูตรที่ ๒ ดู ก็มีเรื่อง พระเจ้าอชาตศัตรู ไปเฝ้าเวลากลางคืน มีเรื่องมาก แล้วปรากฏชัดอยู่ที่ว่า ต้องเอากองทัพไปด้วย ต้องมี คบเพลิงสว่างไสว ; เพราะว่าพระราชาทั้งหลายเป็นผู้มีเวรมีภัยมาก ศัตรูจะทำอันตราย อยู่เสมอ ฉะนั้น จึงต้องมีการคุ้มครองใหญ่หลวง. พระราชาไปเวลาดึกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วก็พูดกันจนหมดเรื่องราว. นี้ก็รวมอยู่ในพวก อทตรตฺเต เทวปญหนํ นั้น ในบาลี มีอยู่อย่างนี้; แต่ในอรรถกถาเขามักจะพูดว่า เทวดาลงมาจากสวรรค์ มาพูดกับ พระพุทธเจ้า. ทีนี้ ก็ถึงเวลาที่พระพุทธเจ้า ทรงพักผ่อน ๓ - ๔ ชั่วโมง. ปจจุเสกาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกน์ - ก่อนสว่างก็ ภพฺพาภพฺเพ ดูสัตว์ทั้งหลายที่ ภันพะ และ อาภัพพะ. ภัพพะ ก็คือว่า สัตว์อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมแล้ว สมควรแล้วที่จะ พั่งเรื่องนี้, อาภัพพะ - ก็ยังไม่สมควรที่จะฝั่งเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าเล็งญาณส่องโลก ไปทั่วโลกว่าสัตว์ไหน หมู่ใด คนใด สมควรแล้วที่จะฟังเรื่องนี้ ท่านก็ไปบิณฑบาตที่นั่น ในเวลาสว่างขึ้นมา. นี่เรียกว่าทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงก็ได้. ผู้ที่เป็นสันยาสีอย่างพระพุทธเจ้า เอาแรงงานทางจิตที่ไหนมาทำงานมากอย่างนี้ ก็อาศัยอำนาจของสุญญตาธรรม ที่สร้างความเมตตากรุณาขึ้นมาได้, หรือว่าอำนาจ เมตตากรุณาที่เหลืออยู่ เป็นแรงงานเหลือ. ที่เรียกว่า momentum หรืออะไรทำนองนั้น ก็มาจากสุญญตา, แสง เมตตาแม้ที่เป็นชั้นโลกียะก็เป็นสิ่งที่มาจากสุญญตา คือเห็นความว่าง
Buddhadasa