Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๙ (สุญญตาธรรม) — สรุปสุญญตาธรรมแต่ต้นจนตลอด

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.457 วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วง มาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว และเป็นเวลาที่กำหนดไว้สำหรับ พูดจากันด้วยธรรมะข้อธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งที่แล้วมา เราได้พูดกันถึงเรื่องสุญญตา. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๙ ของการ บรรยาย และจะถือว่าเป็นการบรรยายเรื่องสุดท้าย ของ สุญญตาธรรมที่เกี่ยวกับทฤษฎี, เป็นการสรุปหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ สำหรับมาดูในคราวเดียวกัน จึงจะได้บรรยายโดย หัวข้อว่าสรุปทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับสุญญตาธรรม แต่ต้น จนตลอด. การที่ได้พูดเรื่องนี้ โดยหัวข้อนี้ ก็เพราะว่า เรื่องเกี่ยวกับสุญญตานี้ มีมากแง่ มากมุมไม่อาจจะพูดให้จบได้ในคราวเดียว เมื่อพูดหลาย ๆ ครั้งเข้า ก็มีการเฟือนไปบ้าง ๔๓๕

น.458 เลือนไปบ้างจนไม่รู้ว่า รูปโครงที่แท้จริงนั้นมีอยู่อย่างไร ; ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่ว่า จะพูดโดยหัวข้อที่เป็นคำสรุปความ เท่าที่จะมองดูคราวเดียวให้หมดได้อีกครั้งหนึ่ง. ศึกษาคำว่า “ว่าง" ให้ถูกต้อง สำหรับเรื่องเกี่ยวกับ สุญญตา เรื่องแรกก็ควรจะพูดกันถึงคำ ๆ นี้ก่อน เพราะว่าเป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยากลำบากอยู่มากเหมือนกัน คำว่า "ว่าง" ในภาษาไทย ตรงกับคำว่า สุญญตาในภาษาบาลี. ฉะนั้นเราพูดกันถึงคำว่า "ว่าง" ในภาษาไทย ก็เป็นการเพียงพอ หรือสะดวกกว่าด้วย ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องระวังให้ดี เพราะว่า แม้คำว่า ว่าง ในภาษาไทยนี้ ก็ มีความหมายมาก คือหลายระดับ : - ๑. คำว่า "ว่าง" ทางภาษา ที่เราใช้ พูด กัน เกี่ยวกับเวลาก็มี เช่นเวลา ที่ว่าง หมายความว่าไม่ได้ติดธุระอะไร เรากำลังมีเวลาว่างที่จะพักผ่อนก็ได้ หรือจะทำ อะไรต่อไปก็ได้ ; อย่างเพื่อนมาชวนไปเที่ยว ถ้าเราว่าไม่ว่าง นี้ก็หมายความว่าไปไม่ ได้, ถ้าว่างก็เป็นเวลาที่กำลังเป็นอิสระ หรือฟรีนี้ ว่างเกี่ยวกับเวลา ในทางภาษาเกี่ยว กับเวลา. ๒. ในทางภาษาที่เกี่ยวกับการกระทำ ก็ว่าง เพราะไม่ได้จับกุมอะไร เอาไว้: เช่นเวลานี้มีคนพูดว่า มือของฉันกำลังว่าง คือมือนั้นกำลังไม่ได้จับอะไรไว้ ในมือ "ฉะนั้นมือจะทำอะไรก็ได้ เรียกว่ามือมันเป็นอิสระ, สิ่งที่เป็นการกระทำร่วมกัน เช่นว่า ห้องส้วมห้องน้ำนี้มันว่าง นี้ก็ไม่มีใครกำลังได้เข้าไปอยู่.

น.459 ความว่างในทางภาษา ในลักษณะที่กล่าวมานี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความว่าง ในทางพุทธศาสนา ; นี้เป็นเรื่องภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไป. มนุษย์คนแรกคงจะเอา ลักษณะ หรือความหมายของอากาศที่เวิ้งว้าง ไม่ติดขัดอะไรนี้ มาพูดเป็นคำพูดขึ้นมา ก่อน แล้วก็ใช้สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะอาการอะไรคล้ายๆ กัน. นี้เราไม่ต้องพูดถึง มันไม่เกี่ยวกันกับ เรื่องความว่าง ที่เป็นหลักธรรมสำหรับปฏิบัติ ๓. ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า "ว่าง" ทางวัตถุ ที่มีความหมายไปในทางที่ว่า ไม่มี อะไรเลยตามความรู้สึก หรือตามทางทฤษฎี หรือนิตินัย มันเป็นคำที่พูดได้; แต่โดย พฤตินัยหรือข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่มีไม่ได้ที่ว่าจะไม่มีอะไร. ที่เราจะพูดว่า ทั้งโลก ทั้งสากลจักรวาลไม่มีอะไรนี้ก็พูดได้ เราว่าง ไม่มีอะไร สักโอกาสหนึ่งหรือเวลาหนึ่ง หรืออะไรก็ตาม จะไม่มีอะไร นี้ก็ พูดได้ ; แต่ข้อเท็จจริง มันก็มีไม่ได้. แม้คำว่าว่าง ที่นักเรียนรู้จักกันดี ที่เรียกว่า vacuum นี้ก็สูบเอาอากาศ ออกเสียจากที่อันจำกัด ก็เรียกว่าว่างเหมือนกัน ที่เรียกว่า vacuum อย่างนี้ ความหมาย ก็จำกัด แล้วพูดไปก็อย่างงมงาย ; เพราะว่าแม้จะสูบเอาอากาศออกเสียจากสิ่งอะไร สิ่งใดสิ่งหนึ่งในขอบเขตที่จำกัด มันก็ต้องมีอะไรเหลืออยู่ในนั้น. ที่ว่าไม่มีอะไร ก็จริง แต่ก็ว่ามี ether หรืออะไรที่เป็นพื้นฐานของสิ่งทั้งปวง เหลืออยู่ในนั้น ; มันไม่ได้ ว่างอย่างที่เด็ก ๆ ได้รับคำบอกเล่าเป็นครั้งแรก แล้วก็หลงไป. นักเรียนโต ๆ แล้วก็ยัง คิดเข้าใจไปว่าใน vacuum นั้น เป็นความว่าง ; ที่จริงมันว่าง ในความหมายที่จำกัด ให้ เท่านั้นเอง. ความไม่มีอะไร เป็นสิ่งที่พูดได้ในทางวัตถุ แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ ปรากฏไม่ได้ เว้นไว้แต่เราจะพูดโดยนิตินัย บัญญัติอย่างนั้น เรียกว่ามันว่าง. คำว่า

น.460 "ว่าง" ทางวัตถุ หมายถึง ความไม่มีอะไรที่เป็นวัตถุ นี้ก็ไม่เกี่ยวกันกับเรื่องสุญญตา - ธรรม ในพระพุทธศาสนา ที่เรากำลังจะพูดถึง ; มันคนละเรื่อง, แล้วถ้าใครเอามา ปนกันเข้า คนนั้นก็เวียนหัวเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ในการศึกษา ๔. ถัดขึ้นไปอีก ก็จะพูดถึงคำว่า "ว่าง" ในทางจิต ข้อนี้ต้องขอเตือน อยู่เสมอว่า ผมบัญญัติคำ ๒ - ๓ คำนี้ขึ้น เพื่อประกันความปนเป : ว่างทางจิตนั้นอย่าง หนึ่ง, ทางวิญญาณนั้นอย่างหนึ่ง. ว่างทางจิตเกี่ยวกับจิตล้วน ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา ; ส่วน ว่างทางวิญญาณ เกี่ยวกับสติปัญญา ความคิดเห็นของจิต ทีนี้ เรากำลังพูดว่า ความว่าง ว่างในทางจิต ก็หมายถึงตัวจิต ถ้าพูดถึง ว่างในทางจิต โดยหลักของภาษา ก็คือจิตกำลัง ไม่คิด ไม่นึก ไม่รู้สึกอะไรเลย นี้เป็นเรื่องที่พูดได้ ; แต่โดยพฤตินัย ข้อเท็จจริงนั้นยากที่จะมีได้, แล้วมันเป็น ไปไม่ได้. ตามธรรมดาของจิต จิตจะต้องมีความคิดนึกรู้สึกเสมอ เพราะคำว่า จิต นั้นแปลว่าคิด ถ้าไม่คิดจะเป็นจิตได้อย่างไร . ถ้าว่าว่างจากความคิด มันมีได้โดยอ้อม เช่นกำลังสลบหรือกำลังหลับสนิท โดยนิตินัยก็จะบัญญัติว่า ไม่มีความคิดนึกรู้สึก แต่วิชาการสมัยนี้ก็พิสูจน์ว่า subconscious ความรู้สึกใต้สำนึก ยังคิดนึกรู้สึกได้ แม้ในขณะที่เรียกว่าสลบหรือหลับ. . นี้ก็เป็นเรื่อง ยุ่งยากไปตามทางนั้น เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายจิตแขนงนั้น นอนหลับยังผันได้ หรือมีความเป็นไปของ subconcious ชนิดที่ไม่มีใครรู้สึกก็ได้ ; และแม้ที่ว่ากำลังสลบอยู่ นี้ก็เหมือนกัน มันยังไม่ได้ตายเลย ยังมีเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งจิต มีความรู้สึกชนิดภายใต้ สำนึก.

น.461 ที่นี้ จะพูดถึง การเข้าฌาน ถึงระดับปฐมฌานขึ้นไป จนถึงเนวสัญญา- นาสัญญายตนะ นึ่งอยู่ในฌานชนิดนี้เป็นเวลานาน ๆ ที่เรียกว่าสมาบัติ ถือว่าไม่มีความ รู้สึกคิดนึก ; แต่ใครจะไปพิสูจน์ได้ว่า ภายใต้ความไม่รู้สึกคิดนึกนั้น มันมี subconcious ที่เหลืออยู่ ไม่อย่างนั้นมันจะตื่นกลับออกมาได้อย่างไร, มันก็คงตายไปเลย. คนยัง ไม่ตายเพราะว่าจิตยังสามารถที่จะคืนกลับออกมาจากสมาบัตินั้น ในเวลาที่กำหนดไว้ว่า จะอยู่ในสมาบัตินานเท่าไร กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน ในขณะแห่งแนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น มีอาการที่หยุดแรงมาก ถึงกับ บัญญัติว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่, มีความหมายเท่ากับว่าเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ตายแล้วก็ไม่ใช่ มันหยุดมากถึงขนาดนี้. พฤติของจิตไม่ปรากฏ เราจะเรียกมันว่า ไม่รู้สึก ไม่คิด ไม่นึก เป็นความว่างทางภาษาจิตโดยตรงก็ได้เหมือนกัน ; แต่ยังเชื่อ ว่าภายใต้สำนึกที่ลึกลงไปอีก ลึกไปกว่าธรรมดานั้น จะต้องมีอะไรเหลืออยู่ มันจึงกลับ ตื่นออกมาได้ สู่ความเป็นสำนึกในเวลาที่กำหนดไว้. แม้ ความว่างคือความไม่รู้สึก คิดนึกของจิตชนิดนี้ ก็ไม่ใช่ความว่างในพุทธศาสนา ที่เรากำลังพูดถึง และเรียกโดย ชื่อว่าสุญญตา ๕. ที่นี้ อันสุดท้ายจะเรียกว่า ว่างในทางวิญญาณ ; อย่าเอามาปนกันกับ คำว่าว่างทางจิต เพราะว่าภาษาไทยจิตกับวิญญาณนี้ บางทีก็สับสนปนเปเป็นสิ่งเดียวกัน, แม้ในภาษาบาลีก็เหมือนกัน ในที่บางแห่งบางกรณี คำว่าจิตกับวิญญาณเป็น synonym ของกันและกัน. ในที่นี้เราพูดกัน ทำความเข้าใจกัน จำกัดความเอาเอง ว่าถ้า พูดว่าทางวิญญาณละก็ หมายถึงความรู้สึกทางสติปัญญาของจิต ความคิดเห็นของจิต ; ทางวัตถุเรียกว่าทางฟิสิกส์ หรือ physical, ทางจิต นี่หมายถึงทาง mental เกี่ยวกับระบบ

น.462 ประสาท. ทางวิญญาณหมายถึงทาง spiritual ซึ่งมีความหมายที่สูงไปกว่าธรรมดา ; ใน ภาษาธรรมดา spiritual หมายถึงทางผีสางอะไรก็ไม่รู้. เดี๋ยวนี้เรามีคำว่า spiritual ที่มีความหมายทางความคิดเห็นทางสติปัญญารู้สึก ส่วนลึกของจิตใจ ; ฉะนั้น ต้องมีความรู้สึก จะปราศจากความรู้สึกไม่ได้ แล้วจะ ต้องเต็มอยู่ด้วยความรู้สึกที่ถูกต้องด้วย คือสติสมปฤดีหรือสติปัญญาอะไรเต็มเปี่ยมอยู่ ด้วย, มีความคิดเห็นถูกต้องด้วย. ฉะนั้น คำว่าว่าง หรือความ ว่างในทางวิญญาณ ในที่นี้ หมายถึง ว่างจาก concept หรือที่เกี่ยวกับ concept ที่ว่าเป็นตัวกู - เป็นของภู เป็น egoism หรือว่าเป็น egoistic concept, idea ต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับตัวกู - ของกูแล้วต้องไม่มี; แต่ว่าเวลานั้นมีความรู้สึกตัวเต็มที่ มีสติปัญญาสมบูรณ์แล้วยังแถม มีความสงบสุข มีความสะอาด สว่าง สงบ เต็มที่ด้วย จึงจะเรียกว่า "ว่างทางวิญญาณ". ศึกษาเรื่อง "ว่าง" ต้องพิจารณาให้ลึกทางสติปัญญา คนอวดรู้อวดดี แล้วก็ขี้ชิงพูด ชิงพูดเสมอ พอเราพูดว่าจิตว่าง เขาก็ชิง พูดขึ้นมาว่าจิตต้องรู้สึกคิดนึก ไม่รู้สึกคิดนึกไม่ได้ ; นั้นความรู้แค่หางอึ่งที่เขามีอยู่ ที่คอยแต่จะชิงพูด. เขาไม่ฟังให้ดี ไม่ทันฝั่งให้ตลอด ก็ชิงพูดว่า จิตว่างมี ไม่ได้ ; แต่ว่า จิตว่าง หรือ ความว่างในทางพุทธศาสนา ที่จะช่วยให้คนดับทุกข์สิ้นเชิงได้ มันมีความหมายอย่างนี้ : เป็นเรื่องความว่างทางฝ่ายวิญญาณ. ( เวลานั้นมีความรู้สึก คิดนึก ที่เป็น concious นั้นสมบูรณ์หมด "แล้วยังเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา และความ คิดความเห็นที่ถูกต้องด้วย, แล้วผลของมันก็คือ เป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบด้วย. ถ้าถามว่ามันว่างจากอะไร ? ก็ ว่างจากความรู้สึก ที่เป็นตัวกู - ของกู และความรู้สึก ที่เนื่องกันอยู่ กับความรู้สึกที่เป็นตัวดู

น.463 ตัวกู - ของกู ในที่นี้ ก็หมายถึงตัวกู - ของกู ที่เป็นเรื่องของกิเลส ตัณหา อุปาทาน โดยตรง ; คนก็ ไม่ใช่คำว่า(ตัวกู - ของกู ที่เป็นภาษาพูด ที่เราจะยังต้องพูด. เพราะว่าแม้แต่พระอรหันต์ /ผู้มีจิตว่างจากกิเลส อุปาทานว่า ตัวกู - ของกูแล้ว ก็ยังต้อง พูดว่า ตัวฉัน ว่าของฉัน หรือว่าตัวกู - ของกูอยู่นั่นเอง แล้วแต่กรณี ; แต่เป็น เพียงปากพูด แล้วพูดกับคนธรรมดาสามัญ ที่ยังมีตัวกู - ของกู. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมแนะนำให้ปฏิบัติในลักษณะที่ว่า "มีปากอย่างใจอย่าง" : ปากพูดว่าตัวกู - ของกู ตามภาษาชาวบ้านที่ต้องพูดอย่างนั้น มันจึงจะฟังกันเข้าใจ ; แต่ในจิตใจของผู้พูดนั้น ไม่รู้สึกอย่างนั้น ว่ามีปากอย่าง ใจอย่าง อย่างนี้ละก็ไม่มีทาง ที่จะเป็นทุกข์. . ในใจของผู้พูดนั้น ไม่มีตัวกู - ของกู : แต่ปากมันต้องพูดตามภาษา ชาวบ้าน ที่เขาใช้กันอยู่ทั่วไป ตามประสาโลก - conventional mode of speaking. niodelhai หมายความว่า มนุษย์เขาสมมุติ บัญญัติ พูดกันอย่างนี้แล้ว ก็รู้กันอยู่แล้ว ; ใครไม่พูดตามแนวนั้น ก็พังกันไม่รู้เรื่อง .. นี่พระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสว่า ตถาคตอย่างนั้น ตถาคตอย่างนี้ กระทั่งว่า "จงรับมรดกของตถาคตในทางธรรมเถิด อย่าได้รับมรดก ในทางอามิสเลย์’ นี่ก็เป็นคำพูดที่มีความหมายเป็นตัวฉัน ว่าของฉัน ตัวกู - ของกู อยู่แต่เป็นแต่เพียงปาก ที่พูดไปตามภาษาของชาวบ้าน “ว่าง" ในพุทธศาสนา คือว่างจากความยึดว่าตัวกู - ของกู มีรถกอกติซี เราสรุปความได้ว่า คำว่า ว่าง ทางภาษาทางวิญญาณ และ ในพุทธศาสนา โดยเฉพาะ คุณต้องขีดสัญญประกาศไว้ใต้คำว่า "พุทธศาสนาโดยเฉพาะ" หมายถึง

น.464 ๕๔๒ จงรถนอนสลบน. สุญญตาธรรม ว่าง จากความสำคัญมั่นหมาย ยึดถือว่าตัวภู - ว่าของภู ; แล้วนอกนั้นก็มีอยู่เต็มใน ทางที่เป็นประโยชน์ มีสติสมปฤดีเต็มที่ มีสติปัญญาเต็มที่ มีความสะอาดเต็มที่ สว่างเต็มที่ สงบเต็มที่ ไม่โง่เต็มที่. นี้คือความว่าง ที่เราจะเรียกว่าสุญญตา เฉพาะในพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้น ความว่างทางภาษา ที่ว่ามือไม่ติดธุระ, ห้องน้ำยังว่างอยู่. หรือว่าว่างทาง วัตถุ ไม่มีอะไรเลย, หรือว่าว่างทางจิต, จิตไม่คิดไม่นึกนี้ ; ไม่เกี่ยวข้องกัน เว้นจาก ความว่างเหล่านั้นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เหลือแต่ความว่าง ชนิดที่เป็นความว่างของตัวกู - ของกูในความรู้สึกเท่านั้นเอง. แต่ทีนี้ยังมีสิ่งที่ ต้องระวัง หรือต้องเข้าใจต่อไปอีก คือคำว่า "ว่าง" ใน ภาษาทางวิญญาณนี้ ; ทางวิญญาณเราหมายถึงทางสติปัญญา ทางความคิดนึกรู้สึก ทาง วิญญาณฝ่ายที่เป็นมิจฉาทิฏฐิของพวกอื่น ก็มีเหมือนกัน ก็ยังต้องเรียกว่าทางวิญญาณ อยู่ดี เพราะเขาบัญญัติเป็นเรื่องทางสติปัญญา ทางทิฏฐิ. ที่เรียกว่าความคิดความเห็น view หรือ understanding นี้ มันเป็นเพียงความคิดเห็นหรือความเข้าใจ ที่เป็นของผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ; แต่เขาก็ใช้คำ ๆ นี้เหมือนกัน ใช้คำว่า ว่าง นี้เหมือนกัน สุญญตาอย่างมิจฉาทิฏฐิเคยมีตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ที่นี้ ก็มี สุญญตาอย่างมิจฉาทิฏฐิ ที่ผมจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า สุญญตาอันธพาล, ความว่างอันธพาล ชนิดที่คนที่มีปัญญา คนเจ้าปัญญาอาจจะพลัดตกลง ไปสู่ความว่าง อันธพาล หรือความว่างมิจฉาทิฏฐินี้ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ; แล้วเขาเข้าใจ รู้สึกเอาว่านี้ ถูกต้อง เลยกลายเป็นเจ้าของลัทธิอย่างใดอย่างหนึ่งไป คือเป็นสุญญตาอันธพาล มีอยู่

น.465 หลายลัทธิ. สุญญตามิจฉาทิฏฐิ เข้าใจผิด แล้วก็มีแง่ หรือมีความหมายของคำว่าว่าง อยู่ด้วยเหมือนกันที่มีชื่อเสียงมากมีอยู่ ๓ แขนง ในครั้งพุทธกาล : - พวกที่ ๑. เรียกว่า นัตลิกทิฏฐิ พิฏฐ์ว่าไม่มีอะไร ดูเหมือนเขาจะเรียก กันว่า nihilism หรืออะไรทำนองนั้น ; บ แต่ว่าความหมายของ nothingness นี้ไม่ได้หมาย ถึงมิจฉาทิฏฐิข้อนี้เป็นกลาง ๆ. nothingness นี้เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิก็ได้ เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ก็ได้ แต่ nihilism นี้มุ่งไปในทางเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างเดียว ว่าไม่มีอะไร. ที่เขาพูดว่าไม่มีอะไรในที่นี้ หมายถึงทางวิญญาณ ทางนามธรรม ทางศีล ธรรม ไม่พูดถึงวัตถุ ไม่ได้หมายถึงวัตถุ ที่เขาพูดว่า ไม่มีอะไร ที่มีความหมาย ในทางภาษาธรรม : เช่นว่า บิดามารดาไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี สวรรค์ ไม่มี นรกไม่มี. เขามิได้ปฏิเสธในทางฝ่ายวัตถุธรรม แต่ปฏิเสธในแง่ของความหมาย หรือคุณค่า. ตัวมารดาบิดา ใคร ๆ ก็ต้องรู้ว่ามี; แม้แต่สุนัขหรือแมวมันก็รู้ว่าบิดา มารดามี. เป็นคนทั้งทีก็ต้องว่ารู้ บิดามารดามี ในฐานะที่เป็นวัตถุธรรม เป็นพ่อแม่ ที่คลอดเรามานี้ ; แต่ในทางคุณค่า ในทางความหมาย เขาถือว่าไม่มี; เช่นว่า : บิดามารดา อาศัยความสนุกสนานของท่าน ทำให้เกิดเรามา. นี้เขาถือว่าไม่มีบิดามารดา ในความหมายเหมือนที่ศีลธรรมเขาสอนกันว่า มีบุญคุณอย่างสูงสุด มีอะไรอย่างสูงสุด : พวกนี้ปฏิเสธส่วนนี้หมด เรียกว่าบิดามารดาไม่มี แล้วครูบาอาจารย์ไม่มี ครู ผู้สอนหนังสือมี สอนวิชาชีพก็มี สอนอะไรก็มี ; แต่เขาว่า ไม่ใช่มีความ หมายว่า เป็นผู้มีบุญคุณ เป็นสถาบันอันหนึ่ง ต่างหากจากบุคคลทั่วไป. เขาถือว่าครูเป็น

น.466 คนรับจ้าง สอนหนังสือ นี้ก็ได้แก่พวก นักเรียน นิสิต นักศึกษา เวลานี้จำนวนมากถือว่า ครูบาอาจารย์ เป็นลูกจ้างสอนหนังสือ ไม่ใช่ครูบาอาจารย์; เขากินเงินเดือนของ รัฐบาล จำเป็นจะต้องสอนหนังสือแก่เรา หรือพ่อแม่ของเราเสียค่าเล่าเรียนให้ เขาจึง สอนหนังสือแก่เรา ; เขาไม่เรียกว่าครูบาอาจารย์ เขาเรียกตามความรู้สึกว่า เป็นลูกจ้าง สอนหนังสือ. ระวังให้ดี สุญญตาอันธพาลหรือมิจฉาทิฏฐิในข้อนี้ จะมีอยู่แก่พวกคุณ ที่เป็นนักเรียน เป็นนิสิต เป็นนักศึกษา; เรียกรวม ๆ กว้าง ๆ ว่า นัตถิกทิฏฐิ คือ ความเห็นที่เห็นว่าไม่มีอะไร ตามที่เชื่อกัน : ม บิดามารดาไม่มี ครูบาอาจารย์ไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี อะไรล้วนแต่ไม่มี, คำบัญญัติทางศีลธรรมนั้น เป็นคำบัญญัติของ คนโง่; นี่ก็อย่างหนึ่ง เรียกว่า ว่าง อันธพาล ถือว่าไม่มี. พวกที่ ๒. ถือว่าไม่เป็นอันกระทำ ไม่มีค่าของการกระทำ อย่างนี้เรา เรียกว่า อลิริยทิฏฐิ: อกิริยทิฏฐิ ว่างจากการกระทำที่บัญญัติว่าเป็นผล. เขาถือว่า ไม่มีค่าทางศีลธรรม ; เช่นมาทำบุญเลี้ยงพระอย่างนี้ ก็มีค่าแต่ทางวัตถุ พระก็ อิ่มแปล้ไปเท่านั้นเอง ชาวบ้านก็เสียของไป, หรือว่าถ้าทำการบูชาอย่างอื่น มันก็แค่ นั้นแหละ. ในครั้งโบราณในครั้งพุทธกาลในอินเดีย การทำบุญสูงสุด หรือบูชายัญ ไฟเผาอย่างทำกงเต็กนี้ พวกนี้ก็เลยล้อให้ว่า มันก็สำเร็จอยู่แค่ขี้เถ้า, แค่ขี้เถ้าไม่มีบุญ กุศลอะไรไปถึงใครที่ไหน ; อย่างนี้เขาเรียกว่า อกิริยทิฏฐิ ในทางตรงกันข้าม ทำบาป ก็เหมือนกัน ถือว่าสิ้นสุดอยู่เพียงแค่นั้น : เอามีดตัดหัวคนตายขาดกระเด็นไป มันก็สิ้นสุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่มีบาป ไม่มีกรรม

น.467 ไม่มีอะไรที่ไหน ; เช่นเดียวกับมาทำบุญ มันก็สำเร็จอยู่แค่กองขี้เถ้าบ้าง, หรือแค่ว่า คนหนึ่งอิ่มไป คนหนึ่งก็เสียของไปทำนองนี้ ... นี้ก็เป็นสุญญตาอันธพาล ความว่าง อันธพาล เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งก็มีอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้ ในหมู่มนุษย์ในปัจจุบันนี้ แล้วโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ในพวกวัตถุนิยม พวก materialist. จะมีความรู้สึกอย่างนี้ทั้งนั้น แม้ ในโลกนี้ในปัจจุบันนี้ ; ) ฉะนั้นจึงรบราฆ่าฟันกัน ให้ตายทีละหมื่นละแสนก็ได้, หรือ ว่าจะทำอย่างอื่นที่ตามความประสงค์ของตัว โดยถือว่า ไม่ต้องรับผิดชอบในทาง ศีลธรรม ในทางธรรมแต่ประการใดเลย.0man ในโลกนี้ มันก็กำลังเป็นอย่างนี้มากขึ้น เพราะอำนาจของสุญญตาอันธพาล ว่าไม่มีการกระทำอะไร ไม่เป็นการกระทำอันใด. พวกที่ ๓. เรียกว่าพวกที่ไม่ถือว่ามีเหตุ ก็เรียกว่าอเหตุกทิฏฐิ ทิฏฐิว่า ไม่มีเหตุ ; เมื่อไม่มีเหตุ ก็หมายความว่าไม่มีผลด้วย ก็คือ ไม่ถือหลักแห่งเหตุผล, มีใจความสำคัญอยู่ ก็คือ ปฏิเสธ การ ที่ สิ่งต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามเหตุของมัน. เขาถือว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามอะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีเหตุ มันไม่ต้องเป็นไปตามเหตุ ; ฉะนั้น จะไม่ต้องเชื่อคำพูดที่ว่ามีเหตุมีผล ซึ่งเป็นคำพูดของคนขี้เดา หรือนักเดานี้. พวกนี้ ผิดหลักพุทธศาสนา ตรงที่ว่าสิ่งต่าง ๆ มีเหตุ แล้วสิ่งเหล่านั้นต้องเป็นไปตามกฎ ของเหตุ ตามอำนาจแห่งเหตุ ; อย่างนี้เป็นพุทธศาสนา. พอพูดว่าว่างจากเหตุ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นไปตามกฎแห่งเหตุ นี้ก็เป็นสุญญตาอันธพาล. คนที่ชอบทำอะไรตามใจตัว ตามอารมณ์ นั้นแหละ คือขณะหนึ่งของ ลัทธิอเหตุลทิฏฐินี้ ; ราก เมื่อใดทำไปตามอารมณ์ เป็น emotional ไม่คำนึงถึงเหตุผล ไม่คำนึงถึงกฎแห่งเหตุผล. นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ข้อนี้ไปพักหนึ่ง ซึ่งมีกันโดยมากเหมือนกัน ; แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ เขาถือเป็นหลักถาวรหลักใหญ่ ที่ถือจนตลอดชีวิตของบุคคลนั้น เรียกว่า อเหตุกทิฏฐิบุคคล.

น.468 นี่คุณฟังดู เพียง ๓ ประเภทเท่านี้ก็แย่แล้ว เป็นสุญญตาอันธพาล ที่จะทำ อะไรให้เพื่อนมนุษย์เดือดร้อนแสนสาหัส แล้วตัวเองก็เดือดร้อนอย่างยิ่งอยู่ แต่ไม่รู้สึก ; มันอาจจะมีมากเหมือนกันถ้าเขาไม่รู้สึกต่อความทุกข์ได้ โดยข่มไว้ด้วยอำนาจของมิจฉา- ทิฏฐิ ทำให้ไม่กลัว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีความทุกข์ ไม่รู้สึก เป็นความทุกข์ เหมือนคนธรรมดาสามัญได้เหมือนกัน ; ม เพราะฉะนั้น สุญญตามิจฉา ทิฏฐิจึงเป็นลัทธิที่ตั้งขึ้นได้ และตั้งอยู่ได้ และมีคนนับถือมากมาย แข่งขันกันกับ พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดีย ในสมัยพุทธกาล. ว่างอย่างที่เราเรียกว่าเป็น ว่าง อันธพาล หรือสุญญตาอันธพาลนี้ รวมไว้ ในกลุ่มมิจฉาทิฏฐิ มีอยู่หลายอย่าง ; ถ้าจำแนกออกไป มิจฉาทิฏฐิมีตั้ง ๖๒ อย่าง ไปเปิดดู ในพรหมชาลสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย, เดี๋ยวนี้พระไตรปิฎกแปลไทยหาได้ ที่ไหน ก็หาอ่านได้. เดี๋ยวนี้ต้องการจะพูดถึงคำว่า "สุญญตาอันธพาล ความว่างอันธพาล" นี่ยิ่ง ต้อง กันออกไป นอกเรื่องที่เรากำลังจะพูด ; สุญญตาภาษาพูดว่า ว่างไม่ติด ธุระอะไร, หรือสุญญตาวัตถุ ว่า ไม่มีวัตถุอะไร, หรือว่าสุญญตาทางจิต ว่าจิตไม่คิดอะไร นี่ก็บัด ออกไปเลย, กระทั่งสุญญตาอันธพาลอย่างที่กำลังพูดนี้ ก็บัดออกไปเลย ให้หมด ; จึงจะเหลือแต่สุญญตาที่ถูกต้อง ของพุทธศาสนา. เรามีสิทธิที่จะใช้คำว่า "ถูกต้อง" ; พวกอื่นเขาไม่ยอมรับว่าถูกต้อง แต่ถูกต้องสำหรับพุทธบริษัทที่จะปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ สิ้นเชิง ตามแบบของพุทธบริษัท. นี่คำว่า "ว่าง" เพียงคำเดียว ก็มีขอบเขตกว้างขวางยุ่งยาก ถึงกับสับสน วุ่นวายแก่ผู้ที่จะศึกษา. เมื่อ รู้ความหมาย ของคำว่า ว่าง อย่างถูกต้อง แล้วก็ จะไม่ยาก ละทีนี้ ที่จะรู้สุญญตา ความว่าง หรือว่าจิตที่มีสุญญตา คือเป็นจิตว่าง.

น.469 ทำความเข้าใจเรื่องโลกว่างให้ถูกต้อง ทีนี้เราก็จะพูดโดยหัวข้อต่อไป คือหัวข้อที่จะแสดงลักษณะของ คำว่า โลกว่าง หรือ จิตว่าง อันเป็นหลักคำสอนในพุทธศาสนา ; ๑. โลกว่างนี้มีโดยพระพุทธภาษิต มากมายหลายแห่ง ที่รู้จักกันดีที่สุด ติดปากของคนโดยมากที่เป็นพุทธบริษัท ก็คือ คาถา ที่เรียกกันว่า คาถา โมฆราช : สุญญโต โลกํ อเวกขสฺสฺ โมฆราช สทาสโต นี่ใจความสำคัญอยู่ตรงนี้ ว่า ดูก่อน โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่ทุกเมื่อเถิด. นี่คือ formula ที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนา เรียกว่าสูตรหรือตัวสูตร แต่ไม่ ใช่ความหมายเหมือนอย่างสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร. คำว่า “สูตร” ในที่นี้นั้น มันอีกความหมายหนึ่ง : ความหมายนี้หมายถึงว่าตัว formula ที่มันจะต้องอยู่ในกรรมวิธี ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นคำพูดสั้นๆ บางทีมี ๒ พยางค์ก็มี แม้แต่เราจะพูดว่า "ทุกอย่างว่าง" เพียง ๒ คำอย่างนี้ ก็เป็นสูตรที่สมบูรณ์แล้ว ; ไม่ ต้องขึ้น เอวเมสฺตฺติ ฯลฯ หรือว่าอะไรยืดยาวตั้งชั่วโมงพูดว่า "ทุกอย่างว่าง" นั่นคือ สูตรที่สำคัญที่สุด ที่แท้จริงที่สุด คือคำว่า "โลกว่าง" ถ้าโลกว่างแล้ว มันก็ว่างเข้าสภาพว่างสากลนั่นแหละ ก็คือไม่มีอะไร เหลือ. ทีนี้ที่โลกปรากฏตำตาตำหูเรา ก็คือโลกนี้; เมื่อโลกนี้ว่างไปเสีย มันก็ว่าง หมด ว่างเป็นอนันตกาล ว่างทั้งจักรวาลไปเลย. สูตรนั้นว่า "เธอจงมีสติเห็นโลก โดยความเป็นของว่าง" แล้วต้อง อยู่ทุกเมื่อ ด้วย นี้เรียกว่า โลกประกอบอยู่ด้วย ความว่าง.

น.470 ว่าง นี้ก็เหมือนที่อธิบายมาแล้วอย่างยืดยาวว่า ว่างจากส่วนหรือสิ่ง หรือ ความรู้สึก ว่าตัวกว่าของภู. ถ้าจะให้โลกที่เป็นตัววัตถุแท้ ๆ ตัว the globe นี้ ให้ว่าง มันก็ ว่างจากส่วนใด ๆ ที่ควรจะถือว่า เป็นตัวเรา หรือ เป็นของเรา : จะ เป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ธาตุอะไรก็ตาม ว่างจากสิ่ง หรือส่วน ที่ควรจะถือว่า เป็นของเรา. แต่ถ้าเราจะใช้คำว่า the world ให้ไปหมายถึงบางอย่าง ทางฝ่าย mental ทางฝ่ายวิญญาณเข้าก็มีได้เหมือนกัน. ถ้า the world หมายถึงวัตถุก็คือ the globe ; แต่ถ้า the world หมายถึง ระบบความเป็นอยู่ หรือ ความคิดนึกรู้สึก ของชาวโลก ซึ่งไกลออกไป นี้ก็ต้องว่างกัน ทั้งหมดจะ the globe หรือ the world ก็ต้องว่าง จากส่วนที่เป็นตัวตน หรือ ของตน โดยแท้จริง. ถ้ามีโลกขึ้นก็คือ มิจฉาทิฏฐิ คือความโง่ ความหลง ที่หลงเอาเองว่า มันเป็นตัว เป็นตน, ในคนนี้มีจิตมีวิญญาณที่เป็นตัวตน เป็นผี เป็นอะไรก็ตามใจ. คำว่า the ghost ที่แปลว่า วิญญาณ ; วิญญาณอย่างนั้นแหละคือผี. คำว่า spiritualism นี้ไม่ใช่ผี แต่หมายถึงสติปัญญา รู้สึก คิดนึก ในทางที่ถูกต้อง ; เนื่อง จากสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือวิญญาณนี้ เป็นผู้คิดนึก จึงเลยปนกันมาตั้งแต่ที่แรกเริ่มเดิมที ที่มนุษย์จะพูดกันถึงคำนี้. เดี๋ยวนี้เราแยกกันได้ เรื่องต่าง ๆ ฝ่าย spiritualism นี้ กลายเป็นเรื่องสติปัญญา เรื่องทิฏฐิ ความคิด ความเห็น แล้วก็เล็งเอาแต่ฝ่ายที่ถูกต้อง. นี้คำว่า "โลกว่าง" นี้จะ the globe หรือ the world ก็ตามใจ, ที่ถูกที่แท้ ตามธรรมชาติของมันนั้น ว่าง จาก สิ่ง ที่ ควรถือว่า เป็นตัวตน ; ถ้า definition เหล่านี้ พูดตกหล่นไปสักคำละก็ผิดได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างไม่ทันรู้ : ว่างจากสิ่ง หรือ ส่วนที่ควรยึดถือ ว่า เป็นตัวตน นั้น the globe หรือ the world ก็ตาม มันว่างอย่างนี้ ; ว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน.

น.471 ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า จงดู มีสติ. นี้คือจงดูด้วยสติ ความรู้ที่ถูก ต้อง. จงระวังด้วยสติ คือว่า ปัญญารู้ถูกต้องแล้ว ก็มีสติควบคุมปัญญา นั้นไว้ เสมอตลอดเวลา ; นี้เรียกว่าสติ, พอมีสติก็เห็นโลกว่าง อยู่ตามเดิม แล้วก็ เสมอ ตลอดเวลา. ๒. คำบัญญัติเฉพาะ อีกคำหนึ่ง ก็โผล่ขึ้นมาว่า โลกว่างนั้นเพราะ ว่างจากตัวตนหรือของตน. นี้ ภาษาทางศาสนา ; คือว่า โลกว่าง เพราะว่างจาก อัตตา และว่างจากอัตตนียา: โลกว่างจากอัตตา คือว่างจากสิ่งที่เป็นตัวตน ที่ควรถือ ว่าเป็นตัวตน, โลกว่างจากอัตตนียา คือ โลกว่างจากสิ่งที่ควรถือว่าของตน. เราเรียกกันว่า / หรือ my นี้ ; เดี๋ยวนี้ the / นี้คือตัวตน the my นี้คือ ของตน. ผมเรียก ภาษาธรรมดา ว่าตัวกู - ว่าของภู : ภาษาไทยมีบุญ หรือได้ เปรียบ พูดว่าตัวกู - ของกู พังถูกทันที. พอพูดว่า the / หรือ the my มันก็ เป็นที่ไม่แน่ว่า จะฝั่งถูกหรือไม่ถูก, อาจเป็นเรื่องไม่ยึดถือก็ได้ คือตามความรู้สึก ธรรมดาไม่ยึดถือก็ได้ ; แต่ถ้าพูดว่า ตัวกู - ของภู นี้มันหมายถึง ยึดถือเต็มอัดเต็มที่ มันระเบิดออกมาเป็น ตัวกู - ของกู ; ฟังง่าย หรือสอนกันง่าย. ภาษาไทยต้องดีกว่าภาษาฝรั่ง ; ที่ผมพูดว่าอย่างนี้ เพราะภาษาฝรั่ง ไม่มี คำที่แสดงอะไรออกไปทันทีอย่างนี้ได้. ภาษาไทยเรามี นับตั้งแต่ตัวกู - ของกู ตัวข้า - ของข้า ตัวฉัน - ของฉัน มันมีเป็นลำดับขึ้นมาจนถึง กระผม - ของกระผม ข้าพเจ้า - ของข้าพเจ้า กระทั่งเป็นราชาศัพท์อะไร แสดงความหมายได้ชัด ๆ เป็นลำดับไปเลย. นี่อย่าไปตามกันฝรั่งนักซิ คนไทยมีอะไรดี ๆ อยู่แล้ว ก็ยังไปตามกันฝรั่ง การศึกษาอาชีพ อะไรต่าง ๆ แบบไทยจะช่วยให้เข้าใจธรรมะของธรรมชาติได้ดีกว่า.

น.472 "โลกว่าง เพราะว่างจากอัตตา และอัตตนียา" คือว่างจากตัวตน และ ว่างจากของตน ; ขยายความออกไปว่า ว่างจากสิ่งที่ควรถือว่าเป็นตน และสิ่งที่ ควรถือว่าเป็นของตน. นี่ก็ตั้งหน้าตั้งตาดูแต่แง่นี้ก็พอแล้ว : อะไรส่วนไหนในโลก the globe หรือ the world ก็ตาม มันไม่มีส่วนไหนแม้แต่อนุภาคเดียว หรือ particle เดียว, หรือว่า ทั้งหมด ทั้งก้อน ทั้งคุ้นก็ตาม ว่าอันไหน ที่ควรจะเป็นตน หรือเป็นของตน ก็ไม่มี ; ถ้าว่าเป็นตน ก็เพราะว่าโง่. นี่มองเห็นโลกว่าง คือเห็นอย่างที่กล่าวมานี้ จึงพูดว่า โลกว่าง เพราะว่างจากอัตตา และจากอัตตนียา : ว่างจากตัวกู - ว่างจากของกู. ความว่างที่เกี่ยวกับจิต พอเกี่ยวกับจิต เพราะว่าจิตนี่คือตัวการ ทำให้สิ่งต่าง ๆ มีขึ้นมา ; ถ้าจิต อย่าไปรู้สึกอะไรเข้า ก็เหมือนกับไม่มีอะไรเลย. เดี๋ยวนี้มันบาปกรรม เพราะว่ามีจิต อย่างเดียว ปัญหายุ่ง ๆ จึงเกิดขึ้น. จิต แปลว่า คิด ; เพราะมีความรู้สึกที่มีความคิด ไปได้ ตามเรื่องราวของจิต จึงเกิดมีนั้นมีนี่ ตามที่จิตจะคิด จะรู้สึก ; เพราะฉะนั้น เขาจึงพูดว่า ทั้งหมดทั้งโลกขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิตนิด ๆ ดวงเดียวนี้. เราเข้าใจว่าจิตนิด ๆ ดวงเดียว ; แต่ความจริงมันไปรู้สึกทุกสิ่ง มันก็เลย ใหญ่เท่าทุกสิ่งทั้งหมด เพราะจิตเป็นต้นเหตุ ทำให้รู้สึก ให้สัมผัสรู้สึกว่ามีนั่นนี่ขึ้นมา ซึ่งก็แล้วแต่จิตจะประกอบอยู่ด้วยอะไร ; ถ้าประกอบอยู่ด้วยวิชชา ความรู้ความเข้าใจ

น.473 ก็ถูกต้อง คิดไปอย่างถูกต้อง รู้สึกอย่างถูกต้อง. ถ้าจิตเกิด ปราศจากวิชชา ขึ้นมา ก็มืด ก็ผิด ; นี่ก็เรียกว่าจิตประกอบด้วยอวิชชา คือปราศจากวิชชา. จิต โผล่ขึ้นมา มีในลักษณะที่ ปราศจากวิชชา ก็เพราะว่าถูกกระทบ กระทั่ง ผสม ผสานกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เข้ามาจากภายนอก, ถูกปรุงไป ตามอำนาจ ตามอิทธิพลของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เข้ามาจากภายนอก ถูกดึง ให้เฉไปเป็นของใหม่ ไม่ใช่ภาวะเดิมของจิต : จิตจึงไปหลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส อะไรต่างๆ. นี่มีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นข้อเท็จจริง ที่ทำให้เกิดเป็นปัญหา. ถ้าจิตฉลาดอยู่ได้ตามเดิม มันก็มีแต่ความสงบเงียบ ไม่มีปัญหา ; เหมือน น้ำไม่มีลมพัด มันก็ไม่มีผิวที่เป็นคลื่น นี่ไปนั่งดูได้ที่ทะเล ; ฉะนั้นคลื่นเป็นของ ใหม่ที่สุด เพิ่งมีเมื่อลมพัด. นี้เราโง่ไปว่า "โอ๊ะ, มันมีตลอดกาลเว้ย, ที่ทะเลก็มีคลื่น ตลอดกาล". ที่จริงเนื้อแท้ของน้ำมิได้มีคลื่น ; คลื่นนั้นมีเพราะลมต่างหาก. น้ำมี ลักษณะหยุด เกาะตัวเอง เรียบแน่นอยู่ตามปกติ ; แต่พอคลื่นเข้ามากระแทก cohesion อันนี้เปลี่ยนแปลงไป มันก็เป็นคลื่น เราก็ไปเห็นแต่คลื่น. โดยทำนองเดียวกัน เวลานี้ เราเห็นแต่สังขาร ที่ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง กันอยู่ อย่างยุ่งยากวุ่นวายที่สุด คือเกิดเป็นตัวเป็นตน เป็นของตน ตามความรู้สึกที่มัน มากระทบ ; ทำให้สบาย ให้เอร็ดอร่อย หรือว่าไม่รู้สึกสบาย ไม่เอร็ดอร่อย ; นี้ตัวตน เพิ่งจะปรุงขึ้นมาจากเวทนาอันนี้ ไม่ใช่มีอยู่เดิม เป็นของชั่วขณะ ๆ เรื่อยไป แต่มัน ติดต่อกัน จนเราไม่รู้สึกว่ามันเกิดขึ้นแล้วดับไป. ไปเห็นเหมือนทะเลเป็นคลื่นอยู่ ตลอดเวลา.

น.474 ในจิต นี้ก็เหมือนกัน มีคลื่นแห่งตัวกู - ของกูนี้ ทยอยกันอยู่ : ไปดู ทีไรมันจะเห็นแต่อย่างนั้น หลับเสียก็ไม่เห็นอะไร พอตื่นขึ้นมาก็เห็นแต่อย่างนั้น ก็โง่ หลายชั้น โง่หลายซับหลายซ้อน. ความทุกข์ก็ตั้งอาศัยอยู่ที่ความโง่นี้ : เห็นเป็นไม่ว่าง น่ารักที่ตรงนั้น น่าเกลียดที่ตรงนี้ น่ากลัวที่ตรงโน้น สารพัดอย่างไม่ว่างได้. ตัวฉัน ก็รู้สึกคิดนึก เป็นตัวฉัน, แล้วก็อะไรที่ถูกใจก็เป็นของฉัน ; นี่เกิดมาจากจิตตัวเดียวแท้ ๆ ที่ทำให้มีโลกอันมหาศาล มีค่ามีความหมาย จิตโง่ทีแรกก็โง่ว่าตัวกู แล้วก็มีของกูมากมาย ; เพราะมันรู้สึกคิดนึกได้ แล้วมันรู้สึกไปในทางเป็นตัวกู. ถึงแม้ว่าจะเป็นความคิดนึกที่ไม่ถือว่าเป็นกิเลส ; รู้สึก เป็นตัวฉันเฉย ๆ กลาง ๆ บริสุทธิ์ นี้ก็เพราะจิตมันคิดเหมือนกัน. แต่แล้วจิตจะเป็น กลางหรือบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้นไม่ได้ จะเป็นจิตกลาง ๆ อยู่อย่างนั้นไม่ได้ ต้องถูกกระทำ โดยสิ่งที่เข้ามาหา ปรุงเป็นจิตใหม่ๆ ใหม่ ๆ เรื่อย ; ไม่ใช่เพียงว่าคิดนึกได้ว่ามีตัวกูนี้ เท่านี้มันยังเป็นกลาง ๆ อยู่ พอจะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้, ถึงจะเป็นความสำคัญผิดว่า มีตัวกู แต่มันยังไม่ทันได้ทำอะไรให้เป็นเรื่องเดือดร้อน. ตัวจิตแท้ ๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นประภัสสร พระพุทธเจ้าพูดถึง จิตประภัสสร จิตแท้ ไม่มีกิเลสเข้ามายุ่งมากวน นั้น มันเป็นประภัสสร สว่าง สุกใส รุ่งเรือง แต่แล้วของข้างนอกเข้ามากระทบกระทั่งทำให้ เปลี่ยนไป สูญเสียความเป็นประภัสสรคือเป็นตัวกู - ของกู. นักคิดรุ่นหลัง ๆ เช่น pescartes (เดสการ์ท) ว่า "เขาคิดได้ แล้วต้องถือว่า มีตัวฉัน" มี tendency ว่า "ฉัน" ขึ้นมา ; เขาก็มิได้หมายความว่า บาปหรือชั่ว หรือ

น.475 กรรมเลวร้ายอะไร อยากแต่จะว่าให้มีตัวขึ้นมา. แม้เพียงเท่านี้เราก็ถือว่าไม่ถูก เพราะ ว่าเป็นเพียงจิตตามธรรมชาติ แล้วคิดตามธรรมชาติ คิดนึกอย่างนั้นอย่างนี้ได้. มีผู้ คิดขึ้นมา แล้วจะเรียกผู้คิดว่าตัวฉันอย่างนี้ มันก็ถูกเท่าที่คนขนาดนั้น หรือคนชนิดนั้น จะมองเห็น. ทางพุทธศาสนา ต้องการจะปฏิเสธให้มากไปกว่านั้น ให้จิตเป็นแต่ เพียงสิ่งที่คิดได้ อย่าให้เป็นตัวฉันขึ้นมาเลย ; ถ้าเป็นตัวฉัน ก็ให้เป็นสมมติที่ไม่มี ความหมายอะไร สักว่าสมมติว่ามันเป็นตัวฉัน อย่าเป็นตัวฉันที่ยึดมั่นถือมั่นว่าจริง อย่างนี้ มันก็ได้เหมือนกัน. นี่ปัญหาทางปรัชญาที่มันเพื่อ เพื่อจนไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าจับจุดกัน ตรงนี้ไม่ได้ ; ฉะนั้นการเถียงกันว่า มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน จึงเถียงกันได้ เป็นปัญหา โลกแตก ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่จะพูด, มีเหตุผลสำหรับที่จะพูดเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริง เป็นไปตามเดิม. ทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุ เป็นไปตามเหตุปัจจัย เรามีบทมนต์วิเศษ ที่ว่า ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ธาตุมฺตเมเวติ ; นี้อุตส่าห์ จำไว้ให้ดี; เป็น ธาตุมตฺตเมเวติ ทั้งนั้น. นั่นเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น อย่ามีตัวฉัน : จิตก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ความรู้สึกคิดนึกของจิต ก็เป็นสักว่าธาตุตาม ธรรมชาติ ; ไม่ใช่ ชีโว ไม่ใช่ สตฺโต แล้วก็ สุญโญ คือว่างจากตัวตน คำว่า สุญโญ บทสุดท้ายนี้ คือ ว่างจากตัวตน : ถ้ายังมีความรู้สึก เป็น ตัวตน นั้นคือกำลังโง่ เพราะถูกของภายนอกมันครอบงำเอา ทางตา ทางหู ทางจมูก

น.476 ทางลิ้น ทางกาย เข้ามาจากภายนอก มาครอบงำความคิดของจิต เป็นตัวฉัน : ฉันได้ ฉันดี ฉันอร่อย ฉันไม่อร่อย, มันเป็นตัวฉันขึ้นมาอย่างนี้ ขอให้มองดูจนเห็นว่า โดย ทางรูปธรรม คือวัตถุธรรม ร่างกายอะไรก็ตาม ล้วน ๆ ก็ดี ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ของฉัน : โดยทางจิต คือความรู้สึกคิดนึก หรือ สิ่งที่รู้สึก คิดนึก หรือสิ่งที่กำลังทำหน้าที่รู้สึกคิดนึก หรือว่า ความรู้สึกคิดนึกของมันก็ดี ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ของฉัน. ทั้งหมดนี้ สักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่มากเกินไป จนนักวิทยาศาสตร์สมัยนี้ ก็เข้าใจท่านไม่ได้ คือเป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม, แล้วก็ที่คาบเกี่ยวกัน ระหว่างรูปธรรม นามธรรม เป็นความคิดนึกรู้สึกขึ้นมา เป็นทิฏฐิ ความคิดความเห็น อย่างนั้น อย่างนี้ นี้มันอยู่ใน object ที่เรียกว่า object สำหรับวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น. แต่ นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้ เขาไม่มองเลย ไม่เห็นเลย ไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย. เรากำลังพูดเรื่องความว่าง ตามหลักแห่งพุทธศาสนา หรือว่า ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านบัญญัติขึ้นสอนก็ตาม เราต้องมองเห็นอย่างนี้ ว่า โลกในแง่ของวัตถุก็ดี ในแง่ ของนามธรรม ก็ดี หรือมันปนกันก็ดี "ว่าง". พอจิตมองเห็น อันนี้ จิตนั้นว่างไปเอง โดยอัตโนมัติ : จะว่างชั่วขณะชั่วคราว เพราะมันไม่ถึงที่สุดก็ได้ ก็เรียกว่า ว่าง จิตว่าง เหมือนกัน, หรือมันว่างเด็ดขาดไป เป็นจิตพระอรหันต์ มันก็ว่างเหมือนกัน, ผลมัน คล้ายกัน คือว่าตอนนั้น ไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะทำให้เป็นทุกข์. เราปุถุชนนี้ บางทีก็ว่าง รู้สึกเบื่อระอา แล้วสลัดออกไปได้เหมือนกัน ; แต่มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วครั้ง ชั่วคราว ชั่วระยะเวลาอันสั้น เรียกว่าไม่ถาวร.

น.477 แต่ว่าถ้าว่างทีไรละก็ มันเป็นสะอาด สว่าง สงบ ที่นั้น สบายทีนั้น, มีสติปัญญาเกิดขึ้น. สะอาด คือไม่มีสกปรก, สว่าง คือ มีสติปัญญา, สงบ คือ สบาย. จิตว่างทีไร มีความสะอาด สว่าง สงบ ที่นั้น ตามมากตามน้อย โดยคุณภาพหรือโดยเวลาก็ตาม จิตที่ว่างจะประกอบด้วยความรู้ สติ ปัญญา อย่างไรเรียกว่าจิตว่าง ? คือจิตที่กำลังรู้ หรือมีสติ มีปัญญา มีความรู้อยู่ ว่าโลกเป็นของว่าง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน, คือ จิตที่กำลังมีความรู้, หรือ กำลังมีความเห็นแจ้งว่าโลกนี้ว่าง, หรือจิตที่กำลังไม่จับฉวยอะไร โดยความเป็นตัวตน, ว่าโดยผล ก็คือ จิตที่กำลังสะอาด สว่าง สงบอยู่. จิตที่ว่าง ถ้าว่าในแง่ความรู้ ก็คือรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตน. จิตที่ว่างใน แง่ของการปฏิบัติ ก็คือกำลังไม่จับ ไม่ฉวยอะไร ไม่กุมอะไรไว้. จิตที่ว่างใน แง่แห่งผล ของการปฏิบัติ คือปฏิเวธนี้ก็คือ กำลัง สะอาด สว่าง สงบ สบายที่สุด. ว่างนี่ว่าในแง่ของความรู้ พอ ว่างในแง่ของการปฏิบัติ ว่างในแง่แห่งผล ของการปฏิบัติก็มีอย่างนี้ ; ถ้าว่างไปในแง่ใดแง่หนึ่ง ก็ว่างหมดทั้ง ๓ แง่. . ถ้า จิตรู้จริงไม่ใช่รู้อย่างความรู้ แต่รู้อย่างพวก realization นี่รู้จริง ๆ รู้สึกจริงๆ ; ถ้าจิต ว่างอย่างนี้แล้วมันก็ไม่จับฉวยอะไร แล้วกำลังสะอาด สว่าง สงบอยู่เป็นธรรมดา. ถ้ารู้ จริงอย่างนี้แล้ว ก็มีการปฏิบัติ, แล้วก็มีผลของการปฏิบัติ.

น.478 ถ้าเราพูดถึงผลของการปฏิบัติเสียก่อน ว่า จิตกำลัง สะอาด สว่าง สงบ ; ว่านี่คือมีผลเป็นความว่าง มีปฏิบัติเป็นความว่าง มีความรู้เป็นความว่าง. ถอยกลับไป ทางโน้นก็ได้เหมือนกัน, หรือจะพูดตรงกลางว่า จิตกำลังไม่จับฉวยอะไร มันก็มาจาก ข้างต้น คือความรู้ที่ถูกต้อง แล้วมีผลข้างปลาย คือว่า สะอาด สว่าง สงบ. ฉะนั้น จิตว่าง คืออย่างนี้ มาจากความรู้ความเห็น คือญาณทัสสนะว่า "โลกมันเป็นของว่าง" ไม่รู้จะไปฉวยเอาอะไร ก็เลยไม่จับไม่ฉวยอะไร จึงกลับไปสู่สภาพที่สะอาด สว่าง สงบ ชนิดถาวรขึ้นมา ; อะไรมาทำให้วุ่นอีกไม่ได้. จิตว่าง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ ที่จะเป็นอยู่โดยไม่มีความ ทุกข์เลย. ทฤษฎีในเรื่องว่าง มีเพียงรู้จักแล้ว ไม่มีความทุกข์ ถ้าเราจะพูดถึงทฤษฎี เกี่ยวกับเรื่องความว่าง หรือเรื่องสุญญตา มันก็มีอยู่ อย่างที่กล่าวมานี้โดยย่อ ๆ ส่วนนอกไปจากนั้นก็มองเห็นได้เอง ว่าโลกกำลังเป็นอย่างไร เรากำลังเป็นอย่างไร ในเวลานี้ก็เพราะว่าขาดความรู้เรื่องสุญญตานี้ หรือว่ามีความรู้เรื่องนี้. บทบัญญัติทาง ทฤษฎี ก็มี สั้น ๆ ว่า โลกว่าง แล้ว จิตเห็นโลกว่าง กลายเป็นจิตว่าง ผลก็คือความไม่มีทุกข์ มีอยู่เพียง ๒ - ๓ บรรทัดเท่านั้น : บรรทัดแรกว่า โลกว่าง. บรรทัดที่ ๒ ว่า จิตว่างเพราะเห็นโลกว่าง นี้จิตว่างก็คือไม่มีทุกข์ หมดปัญหา. คนเรา ไม่มีทุกข์ต้องถือว่า หมดปัญหา. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มุ่งหมาย เพียงที่สุดแห่งความทุกข์ ; อย่าไปโง่เอา ความสุข อะไรขึ้นมาอีก เพราะเป็นเรื่องสมมติ. พูดอย่างความจริงแท้ เป็น

น.479 absolute หรือ ultimate นี้ก็ว่า ที่สุดแห่งความทุกข์. พูดอย่าง relative truth ของคน โง่เป็น conventional mode of speaking ก็สุขอย่างนั้นอย่างนี้ : นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง, เป็นโฆษณาชวนเชื่อ. ถึงแม้ว่าจะเป็นความรู้สึกว่า เป็นสุขอย่างยิ่งจริง ๆ; จิตเป็น ของว่าง เสียแล้ว โลกเป็นของว่าง เสียแล้ว ความสุขนั้นก็พลอยเป็นของว่างไปด้วย. อย่าพูดให้เป็นเรื่องยั่วยวนมากนัก พูดไปตามจริงตรงไปตรงมา มีแต่ความ ทุกข์ กับความดับไปแห่งความทุกข์ พอแล้ว : ตัวความทุกข์เองก็ว่าง หรือความดับไป แห่งความทุกข์ก็ว่าง ; จะเกิดมีคุ้นมีก้อนอะไรขึ้นมาอีกมันก็ว่าง : ความทุกข์ก็ว่าง นิพพานก์ว่าง ก็เลยว่างกันหมด, ทุกสิ่งเป็นของว่าง จากตัวตน - ของตน. นกร้องเตือนว่าเวลาหมด เดี๋ยวจะไปบิณฑบาตไม่ทัน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต