น.480 วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ได้ ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่ได้กำหนดไว้ สำหรับจะได้พูดกัน เรื่องใด เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับธรรมะที่ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์. เรากำลังพูดกันถึงเรื่องเกี่ยว กับสุญญตา เรื่องสุญญตาส่วนทฤษฎี หรือหลักวิชาทั่ว ๆ ไปนั้น ได้พูดไปสิ้นสุดแล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา, ในวันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง สุญญตา ในส่วนการปฏิบัติ เป็น ครั้งแรก. เมื่อรู้ทางวิชาพอสมควรแล้วควรต้องปฏิบัติ ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ โดยในหัวข้อว่า สุญญตาในส่วนการปฏิบัติ ! ทุก ๆ คน ก็พอจะตอบได้ด้วยตัวเองว่า พอรู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาพอสมควรแล้ว เราก็ลงมือปฏิบัติด้วย ๔๕๙
น.481 กันทั้งนั้น ไม่ว่าการงานใด ๆ. เพราะว่าประโยชน์นั้น มันอยู่ที่มีการปฏิบัติ ; เพียง แต่รู้เรื่องนั้น ๆ ยังไม่มีการปฏิบัติ เรียกว่ายังไม่มีประโยชน์ หรือมีประโยชน์น้อยเกิน ไป ไม่สมกับการที่จะลงทุนศึกษาเรื่องนั้นๆ. โดยเฉพาะเรื่อง ธรรมะนี้มุ่งหมายเพื่อ จะมีการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ; เมื่อรู้เรื่องเกี่ยวกับความดับทุกข์แล้ว ก็ต้องปฏิบัติ โดยสิ้นเชิง หรือว่า ถึงที่สุดด้วยเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นเราจะได้พูดกันถึงเรื่อง สุญญตา เกี่ยวกับการปฏิบัติ สำหรับ การปฏิบัติ นั้น ก็คือการปฏิบัติ ตามหัวข้อที่ได้เรียนมา ศึกษามา ในส่วนทฤษฎีนั่นเอง, หากแต่ว่าได้ประมวลส่วนทฤษฎีทั้งหลายเข้าด้วยกัน แล้วปรุงขึ้น เป็นหลักสำหรับปฏิบัติ ชั้นใดขั้นหนึ่งเป็นลำดับ ๆ ไป กว่าจะถึงที่สุด ; เพราะฉะนั้น การบรรยายในส่วนการปฏิบัติ ก็ต้องพูดถึงเรื่องที่กล่าวแล้วในส่วนทฤษฎี หากแต่ว่าจะ ชี้ให้เห็นว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไร ในหัวข้อนั้น ๆ เท่านั้นเอง. หัวข้อใหญ่ของการปฏิบัติอยู่ที่ "มีสติอยู่เสมอ" ทีนี้หัวข้อใหญ่ของการปฏิบัติ ก็สรุปลงได้ในพระพุทธภาษิตที่ว่า "เธอจง มีสติเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ" ; มีสติก็คือปฏิบัติให้มัน มีสติ ขึ้นมา ในที่นี้ก็หมายถึง ปัญญา หรือ สัมปชัญญะ ที่เราสามารถทำให้สติ ทำหน้าที่ ของมัน ได้ทันท่วงที แล้วก็ ตลอดเวลา ด้วย. สติไม่มา สัมปชัญญะก็ยังไม่มา หรือสติไม่มา ความรู้หรือปัญญาต่าง ๆ มันก็ไม่มา ดูราวกับว่าไม่ได้เกิดขึ้น. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าสตินี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ : ถ้าไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าคงจะไม่ตรัสว่า จงมีสติเห็นโลกว่าง อยู่เสมอ คงจะตรัสว่าเห็นโลกว่างอยู่เสมอ เฉย ๆ ก็พอแล้ว.
น.482 นี่ก็เป็นอันว่า การปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า มีสติ แล้วก็ อยู่เสมอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสตินั้นมันเกี่ยวกับความรู้. เพราะฉะนั้นก็ถามว่า ความรู้ของสติ นั้นว่าอะไร ? ก็ว่า เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ; เหมือนที่เราได้กล่าวมาแล้ว อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า โลกว่างจากสิ่งที่ถือว่าเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตน ซึ่งเป็น หลักของสุญญตาในพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ใช่สุญญตานอกพุทธศาสนา หรือ สุญญตาอันธพาลอื่น ๆ. npl) เพราะฉะนั้นการระวังไม่ให้พลัดตกออกไปสู่สุญญตาอันธพาล นั่นก็เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ให้เป็นสุญญตาที่ถูกต้องในพุทธศาสนาอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น จึง เริ่มข้อปฏิบัติ ของเราด้วยการ ระวังสุญญตาอันธพาล. ต้องเริ่มข้อปฏิบัติ ด้วยไม่ตกสู่สุญญตาอันธพาล จะพูดให้เป็นหลักเครื่องสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า ยกตัวอย่าง เช่น การฆ่าตัวตาย มีได้ทั้งโดยสุญญตาอันธพาล และสุญญตาแท้จริง. คนฆ่าตัวตายประชดตัวเอง ด้วย โมโหขึ้นมา หรืออะไรทำนองนี้ ว่าไม่ใช่ตัวตน แล้วก็ฆ่าตัวเองตายอย่างนี้ ก็มีได้ เหมือนกัน เรียกว่าโดยสุญญตาอันธพาล. ถ้าว่าโดยสุญญตาที่แท้จริง มีการฆ่าตัวตายก็ได้ ; เช่นที่เราอ่านพบเรื่อง ในพระไตรปิฎกแท้ ๆ ที่มีพระอรหันต์องค์หนึ่ง ทำลายชีวิตของตนเอง. ข้อนี้จะเท็จ จริงอย่างไร ก็ไม่มีใครชี้ขาดได้ หากแต่ว่าเรื่องนั้นได้มีอยู่ในพระไตรปิฎก และเป็นที่ ยอมรับกันว่า เป็นพระอรหันต์. ได้กล่าวมาแล้วแทบตลอดเวลาว่า ในขณะที่มีจิตว่าง คือประกอบอยู่ด้วยสุญญตาธรรมนั้น เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ฉะนั้น ถ้าจะมีการฆ่าตัวตาย สำหรับผู้ที่มีสุญญตาธรรมที่แท้จริง มันก็ต้องทำด้วยสติปัญญานั้น.
น.483 ทีนี้ เรามาสังเกตดู จะเห็นได้ว่า มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์เพียงเรื่องเดียว แล้ว พระอรหันต์องค์อื่น ๆ อีกตั้งร้อยตั้งพันนี้ ก็ไม่ได้มีการกระทำฆ่าตัวตาย ในเมื่อมีทุกข- เวทนาสาหัส. แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะถือหลักว่า เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงโดยอาศัยหลัก มหาปเทส ที่มีหลักอยู่ว่า : ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ให้เปรียบเทียบกันดู กับกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่เป็นกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ทั้งในธรรมะและวินัย ; ถ้าเข้ากันได้กับกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ ก็ถือว่าถูกต้อง. หรือถือเป็นหลักได้, ถ้าไม่เข้ากันก็ปัดออกไปว่าไม่ใช่หลักที่ถูกต้อง. เรื่องพระอรหันต์ฆ่าตัวตายอย่างนี้ ถ้ามองในแง่ที่ว่า ถูกต้องกับหลักเกณฑ์ ทั่วไป ก็ได้เหมือนกัน; แต่มีข้อแย้งอยู่ที่ว่า ไม่จำเป็นจะต้องทำอย่างนั้น เพราะว่า ยังมีทางที่จะทำอย่างอื่น. นี้เราก็รู้ไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงของพระอรหันต์องค์นั้น มีอยู่ อย่างไร ; อาจจะถือว่าโดยหลักทั่วไปมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็ทำอะไรไม่ผิด ที่ยกตัวอย่าง มาให้ฟังนี้ มิได้หมายความว่า จะเป็นการแนะนำให้ทำอย่าง นั้น เพียงแต่จะเอามาเปรียบเทียบ ว่า สุญญตาอันธพาล กับสุญญตาแท้จริง ย่อมทำ อะไรได้ ในรูปที่ดูภายนอกแล้ว มันเหมือนกัน. จริยธรรม หรือ ศีลธรรมของคน บางชาติบางศาสนาที่ว่า จะช่วยทำลายชีวิตสัตว์ที่เจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน ไม่มีทางรักษา แล้ว ให้มันตายลงไปเสียทันที ถือว่าเป็นการถูกต้อง ; อย่างนี้มันก็มีเหตุผล เมื่อ อาศัยหลักอันนี้ คือว่าการทำลายมันเสียนั้น จะเป็นด้วยสุญญตาอันธพาลก็ได้ สุญญตา แท้จริงก็ได้. นี่จึงว่าต้อง ระวังส่วนที่เป็นสุญญตาอันธพาล คือไม่มีสติปัญญาที่ถูกต้อง. ที่จะเป็นไปได้ง่าย ๆ ก็เช่นว่า สุญญตาอันธพาล มันก็ จะร้องตะโกนขึ้น ว่า ถ้าว่างจากตัวตนแล้ว แกก็ อย่ากิน อาหารซิ แกก็ อย่านุ่งผ้าซิ แกก็ อย่ามีที่อยู่ อาศัย แกก็ อย่ากินยาแก้โรคซิ ; เสียงสุญญตาอันธพาลก็อาจจะเกิดขึ้นมาอย่างนี้.
น.484 ที่นี้สำหรับ สุญญตาที่แท้จริง ก็มีได้เหมือนกัน ที่มีเหตุผลหรือ มีสติปัญญา ที่ว่าจะไม่กินอาหาร เฉพาะในกรณีอย่างนี้ ๆ หรือจะไม่นุ่งผ้า หรือจะไม่อยู่ในที่อาศัย หรือจะไม่กินยา เฉพาะในกรณีอย่างนี้ ๆ ; ฉะนั้นการที่พระอรหันต์จะกินอาหาร หรือ จะนุ่งผ้า หรือจะกินยา หรือจะอยู่ในที่อาศัยนั้นก็มีเหตุผล หรือมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่ยังทำให้ต้องกินอาหาร หรือนุ่งผ้า หรืออะไรทำนองนี้อยู่. ระวังสุญญตาอันธพาล โดยเหตุที่ว่ามันทำอะไรได้เหมือน ๆ กัน กับสุญญตาที่แท้จริง. . นี้เป็นข้อแรกที่จะต้อง ระวังสังวรในเรื่องของการปฏิบัติ เกี่ยวกับสุญญตา. การปฏิบัติที่ถูกต้อง เห็นความว่างอยู่เสมอ ทีนี้เราจะพูดถึงเรื่อง ตัวการปฏิบัติโดยตรง ต่อไป หลักปฏิบัติที่เป็นพื้นฐาน และเป็นตัวการปฏิบัติที่แท้จริง และปฏิบัติได้ตลอดเวลานั้น คือการปฏิบัติที่ เห็นความ ว่าง อยู่เสมอ ทั้งในตัวสิ่งที่ถูกกระทำ และตัวสิ่งที่สมมติว่าเป็น ผู้กระทำ. เรื่อง ใหญ่ ๆ มันก็อยู่ที่เรื่อง อาหาร เรื่อง เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอยู่อาศัย และ เครื่องเยียวยา รักษาโรค อีกนั่นเอง ; เพราะว่ามนุษย์ไม่มีเรื่องอะไรที่จำเป็นเท่ากับเรื่องปัจจัยทั้ง ๔ อย่างนี้ เราต้องมีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีเครื่องอาศัย แล้วก็มียาแก้โรค. แต่ทีนี้มันมี ความสำคัญอยู่ที่ว่า สิ่งทั้ง ๔ นี้มันกลายเป็นเรื่องเกิน ไปก็ได้ ไม่เป็นแต่เพียงสิ่งที่จำเป็น ; มันกลายเป็นเรื่องเกินไปก็ได้ ที่จะอวดมั่งอวดมี ว่ามีมาก หรือจะอวดสวยอวดงามในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ : - เรื่องอาหาร เราก็จะมีให้มาก เราก็จะมีให้หรูหรา ศิลปประดิษฐ์อาหาร กำลังบ้า กำลังเพื่ออยู่ในโลกนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ; ไปเสียเวลาเรื่องนี้ ก่อนที่
น.485 จะไปเสียเวลาเรื่องความสงบสุขอันแท้จริง นี่ก็เป็นโทษของการที่ไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา เกี่ยวกับอาหาร. เครื่องนุ่งห่ม ก็เหมือนกัน ถ้าเท่าที่จำเป็น มันก็ไม่ยุ่งยากลำบากมากมาย นัก ; แต่ไปต้องการให้มันมาก เพื่อเลือก เพื่ออะไร ก็ตามใจ แล้วให้สวยหรูหรา อย่างที่บ้ากันไปเป็นพัก ๆ เป็นแฟชั่นอันหนึ่ง มันก็มากมายเหลือประมาณ ที่อยู่อาศัย ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิตแล้ว ก็ไม่ยุ่งยากลำบาก เหมือนเดี๋ยวนี้ หาเงินตลอดชีวิต ก็แทบว่าจะสร้างบ้านให้เป็นที่พอใจตัวก็ยังไม่ได้ ทั้งที่ ความจำเป็นไม่มีมากเท่านั้น. ยาแก้โรค ก็เหมือนกัน ต้องลำบาก ในข้อที่ว่าทำให้เป็นเครื่องสำอาง คือกลายเป็นของกินอร่อย ชวนกินไปทำนองนี้. ในครั้งพุทธกาล ใช้มูตร คูล เถ้า ดิน. มูตร คือปัสสาวะ คูล คืออุจจาระ ขี้เถ้า แล้วก็ดิน ประกอบกันด้วยน้ำมูตร เป็นหลัก อะไรทำนองนี้เป็นต้น ; เขาไม่มุ่งหมายความสวยงาม หรือเอร็ดอร่อย ของ สิ่งที่เป็นยา. หลักปฏิบัติให้เห็นว่างทั้งในตัวบุคคลและสิ่งต่าง ๆ ทีนี้ที่ว่าปฏิบัติให้เห็นว่างในสิ่งทั้ง ๔ นี้ คือทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และ ยานี้ มันยังไม่พอ, ต้องปฏิบัติให้เห็นว่าง ในตัวบุคคลผู้เข้าไปกินไป ใช้ ไปอะไรสิ่งเหล่านั้นด้วย ; ฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติตามหลักที่เราสวดท่องกันอยู่ทุกวัน
น.486 ที่ผมเรียกว่าหัวใจพระพุทธศาสนา ที่ยื่นให้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวัดมาบวชนี้ คือ ยถาปจจยํ ปวดตมานํ ธาตุมตฺตเมเวติ ยทิทํ จีวรฺ ตฺปุญฺชโก จ ปุคฺคโล ธาตุมฺตฺโก นิสฺสตฺโต นิชชีโว สุญโญ. ทุกคนจำได้ดี สวดท่องแปลอยู่ทุกวัน นั่นคือทั้งหมด ของ การปฏิบัติเรื่องสุญญตา ที่สำคัญที่จำเป็นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรพชิต, สำหรับฆราวาสก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ในอันดับที่มันลดลงไปหรือรองลงไป. จีวร แปลว่า เครื่องนุ่งห่ม คำนี้ใช้ได้แม้แต่เครื่องนุ่งห่มของฆราวาส เครื่อง นุ่งห่มของฤๅษีชีไพรอะไร เรียกว่า จีร์ก็มี จีวร์ก็มี เหมือนกัน คือแปลว่าเครื่องนุ่งห่ม ปกปิดกาย ; ไม่นุ่งห่มมันก็ลำบาก, นุ่งห่มมากเกินไปมันก็บ้า. เครื่องนุ่งห่มและ ผู้ทำการนุ่งห่ม ธาตุมตฺตฺโก - เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ แยกดูโดยความเป็นธาตุ. ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานิ - กำลังหมุนไปเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจไม่มีอะไรคงที่ .. เช่น จีวร นี้ มัน มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ในอณู หรือในปรมาณูของจีวรเหล่านั้นอยู่เนืองนิจ ซึ่งจะ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความผุพังเท่านั้น, สีที่ย้อมจีวร หรือจีวรเอง หรืออะไรก็ตามใจ เปลี่ยนแปลงไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, ไม่มีตัวมันเองที่คงทนถาวร ที่จะต่อ ต้านความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ตัวผู้นุ่งเครื่องนุ่งห่ม นี้ก็เหมือนกัน เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็น ไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. ถ้าดูด้วยตาธรรมะหรือว่าธรรมจักษุแล้ว จะเห็นว่า คนเราคนหนึ่งนี้ มันมีการประกอบด้วยธาตุ ที่กำลังไหลเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างน่ากลัว ที่สุดในภายใน ; แต่ว่าละเอียดประณีตจนมองด้วยตาไม่เห็น. ที่เห็นนั่นเป็นส่วนหยาบ ส่วนที่เป็นไปช้า ๆ ไม่น่ากลัวเท่าไหร, และสำคัญอยู่ที่บทว่า นิสสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์, นิชชีโว - ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่วิญญาณ เจตภูต, สุญโญ - ว่างจากตัวตน.
น.487 นี้คือ ปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนา เกี่ยวกับเรื่องอนัตตาหรือสุญญตา ปฏิบัติเกี่ยวกับ เครื่องนุ่งห่ม อย่างไรก็ปฏิบัติเกี่ยวกับ อาหาร อย่างนั้น ที่อยู่อาศัย ก็อย่าง นั้น ยาแก้โรค ก็อย่างนั้น. ปฏิบัติอย่างนี้ป้องกันความรู้สึกที่เป็นตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่ เป็นทุกข์ ในเมื่อมันอร่อยหรือไม่อร่อย เมื่อมันสวยหรือไม่สวย มันสบายหรือไม่สบาย ตัวตนเกิดหลังจากความรู้สึกอร่อย หรือไม่อร่อยเป็นต้น คือจิตที่มันรู้สึกขึ้นมาว่ากูไม่อร่อย แล้วโกรธแล้วเกลียด ก่อนนั้นมันไม่มีจิตที่เป็นความรู้สึกอย่างนี้. สิ่งที่เรียกว่า ตัวตน นี้ มัน เกิดขึ้นหลังจากเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ไป ; ฉะนั้น ความรู้สึกเรื่องเวทนาจะเกิดขึ้น เมื่อมีการกินอาหาร การนุ่งห่ม การอยู่ อาศัย หรือการกินยาแก้โรค จะมีเวทนาเกิดขึ้นได้หลายอย่าง หลายทาง หลายชนิด ล้วนแต่เป็นเหตุ ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวกูทั้งสิ้น. ตามหลักที่ว่า เวทนาให้เกิดตัณหา - ตัณหาให้เกิดอุปาทาน; นี่มันเริ่มตั้งครรภ์ที่ตรงนี้แล้ว อุปาทานให้เกิดภพเกิดชาติ ให้เป็นตัวกู โผล่ออกมาคราวหนึ่ง ๆ ในเมื่อเรามือวิชชาต่อเวทนานั้น ๆ ; ถ้าเรามี วิชชาต่อเวทนา ตัวกูก็ไม่เกิด. หลักสำคัญที่ต้องฝึกปฏิบัติอยู่ที่เรื่องปัจจัยสี่ ให้เห็นว่าง หลักปฏิบัติที่แท้จริง ที่สูงสุด ที่สำคัญที่สุดอะไรมันอยู่ที่นี่ ; เพราะว่าคน เราต้องกินอาหาร ต้องนุ่งห่ม ต้องอยู่อาศัย ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรอยู่เสมอ มีเรื่องเท่า นี้ที่จริง ๆ. แต่คนเราไปขยายออก ให้มากไปจากเรื่อง ๔ เรื่องนี้ จน เป็นความทุกข์
น.488 ที่คืบหน้าออกไป คืบหน้าออกไปๆ คืบหน้าออกไป จนเป็นการแย่งชิงอย่างใหญ่หลวง คือสงคราม มหาสงครามอะไรนี้. ถ้าตัดต้นเหตุที่นี่เสียได้ ความทุกข์ ส่วนตัวหรือส่วนโลกทั้งหมดก็ไม่มี. การปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตาในอาหาร ในเครื่องนุ่งห่ม ในที่อยู่อาศัย และในสิ่งที่เป็น การเยียวยารักษาโรค นี้เป็นข้อแรกที่สุด, เป็นทั้งเบื้องต้น เป็นทั้งตรงกลาง เป็นทั้ง เบื้องปลาย ; หมายความว่าเป็นพระอรหันต์กันได้ ก็เพราะข้อนี้, แล้วจะอยู่เป็น พื้นฐานทั่วไปในโลกนี้ โดยไม่มีความทุกข์ ก็ต้องข้อนี้, แม้ที่สุดแต่เรื่องที่เรียกว่า คอรัปชั่นมันก็มีมูลมาจากปฏิบัติผิดในข้อนี้. หลักปลีกย่อย : ๑. เห็นทุกสิ่งมีแต่ "ทุกข์" ทีนี้ จะแยกให้ปลีกย่อยออกไป ก็ยังมีอีกหลายแขนงหรือหลายสาย ในการ ปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา. หลักใหญ่และโดยตรง และพูดไว้โดยตรงก็มี เรื่องปัจจัยสี่ และผู้บริโภคปัจจัยสี่ ซึ่งจะต้องถูกพิจารณาโดยความเป็นของว่างจากตัวตน. ที่ว่าเรื่องอื่นก็ยังมี แง่อื่นก็ยังมีนั้น มันเป็นเรื่องที่ว่าพิเศษเฉพาะคน หรือ เหมาะสมเฉพาะคนที่จะพิจารณา ที่จะให้พิจารณา เพื่อประกอบกันเข้ากับหลักส่วนใหญ่ หรือส่วนกลาง ; เช่นเห็นว่า ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์ นี้ก็เป็นหลักอันหนึ่ง : เห็นสิ่งทั้งปวงว่าไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์. คำว่า "ความทุกข์" นี้ เรารู้จักกันน้อย รู้จักในความหมายที่ว่าเจ็บปวด ที่จริง สิ่งที่มิได้เจ็บปวดอยู่ก็เป็นความทุกข์ ; ตามความหมายนี้ คือ ไร้สาระอย่างน่า
น.489 เกลียดที่สุด, ว่างจากสาระอย่างน่าเกลียดน่าชังที่สุด, นี้ก็เรียกว่าความทุกข์ ใน ความหมายที่สูงสุด. ที่ว่า ทนยาก ทนทรมาน นี้เป็นความหมายขั้นเด็กๆ ที่ใคร ก็รู้สึก สุนัขและแมวก็รู้สึก ถ้าเป็นความทุกข์ชนิดนี้. แต่ถ้าความทุกข์ตาม ความหมายของตัวหนังสือ ทุ แปลว่า น่าเกลียด บะ แปลว่า ว่าง หรือ ไร้สาระ. ทุกสิ่งเป็นของว่าง ไร้ตัวตนอย่างน่าเกลียดน่าชัง น่าเอือมระอาที่สุด, แล้วมองเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่มีอะไร นอกจากความทุกข์ นี้ก็ใช้ได้ เหมือนกัน. มีหลักในบาลีว่า "ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้น ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว หามีอะไรเกิดขึ้นไม่ นอกจากความทุกข์แล้ว หามีอะไร ดับไปไม่" เป็นคำกล่าวที่มีชื่อเสียงของพระภิกษุณีแก่ชราองค์หนึ่ง. พระเถรีที่เป็น พระอรหันต์องค์นี้อยู่ไปจนแก่เฒ่า จึงพูดอย่างนี้ได้ ; เพราะว่าเห็นอะไรมาตลอดเวลา. เห็นชีวิตแต่หนหลัง มีแต่ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของอะไรเล่า ? ก็ ของสิ่งที่เรียก ว่าทุกข์ ทั้งสิ้น. ของทุกอย่างที่ดูแล้วน่าเกลียด น่าระอา; จะเป็นเรื่องสังขารร่างกาย นี้ก็ดี, ความรู้สึกนึกคิดของมันก็ดี, สิ่งภายนอกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็ดี, ล้วนแต่ รวมความหมาย ในคำ ๆเดียวว่า "เป็นทุกข์" ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่น ความชรานี้ เป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง ความน่าเกลียดอะไรนั้น ในความรู้สึกของพระอรหันต์นั้น ไม่ได้รู้สึกเป็น ทุกข์ เพราะมีจิตใจเห็นความว่างของสิ่งเหล่านี้แล้ว ; แม้ว่าทุกขเวทนาจะเกิดขึ้นจาก ทางใดทางหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่เห็นเป็นของธรรมดา คือว่าเป็นเรื่องของสิ่งนั้นเอง ไม่ใช่ ของเรา, แล้วความรู้สึกที่ว่าเป็นตัวเรามันไม่อาจจะเกิดขึ้นอีก ก็ว่าเป็นของสิ่งเหล่านั้น
น.490 นั่นเอง จึงใช้คำว่า "สิ่ง": ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นอกจาก "สิ่ง" ที่เรียกว่าทุกข์เท่านั้น. คำกล่าวนี้มุ่งหมายจะให้ดูในแง่ที่ว่ามันรุนแรงออกไปแง่หนึ่ง คือแง่ของความ ทุกข์ ; การปฏิบัติจึงตั้งหน้าตั้งตามีสติสัมปชัญญะ ที่จะมองเห็นในแง่ที่เป็นทุกข์นี้ ที่เป็นกองทุกข์ ก็ทำให้มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอไป ก็ได้เหมือนกัน เพราะไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ การปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ใช่ต้องการให้อยู่ ด้วยความอิดหนาระอาใจ ไม่มีความ สงบสุข ไม่มีความสบาย ไม่ใช่ต้องการให้ฆ่าตัวตาย ; แต่ต้องการให้มีจิตใจอยู่เหนือ สิ่งทั้งหลาย เหล่านี้. อย่าให้มันสร้างความรู้สึกที่กระทบกระทั่งแก่จิตใจ หมายความว่า บัดของสกปรกน่าเกลียดน่าชังออกไปเสีย อย่าเอาเข้ามา. นี่ก็เรียกว่าเป็นข้อปฏิบัติ ที่ทำให้เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง เช่นเดียวกับเห็น เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค และบุคคลผู้เข้าไปใช้มันนั้น เป็นสักว่าธาตุนี้. ทุกอย่างในโลกก็เป็นของ ว่างไป : ตัวคนผู้บริโภคก็ว่างไป, ตัวสิ่งที่ถูกบริโภคก็ว่างไป, โลกนี้มันก็ไม่มีอะไร คือตัวผู้กระทำ กับตัวสิ่งที่ถูกกระทำเป็นของว่างไป มันก็ มีแต่ของว่าง มีแต่ความว่าง. ทีนี้ เราเห็นความว่างในลักษณะที่น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือใช้คำว่า ทุกข์ ทุ แปลว่า น่าเกลียด ขัง แปลว่า ว่าง ; ทุกขัง แปลว่า ว่างอย่างน่าเกลียด น่าชัง. ถ้าใช้ว่างตามธรรมดา มันยังไม่มีแรงพอที่จะให้เกิดความเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด จึงใช้ "ว่างอย่างน่าเกลียดน่าชัง".
น.491 ๒. เห็นทุกสิ่ง มีแต่เปลี่ยนแปลง ปรุงแต่ง ของธรรมชาติ หลักอันอื่นต่อไปอีกที่จะ ปฏิบัติ ก็คงจะมุ่ง ให้เกิดความเบาสบาย คือไม่ อยากเห็นของน่าเกลียดน่าชังมากมายนัก ก็มีหลักที่ให้ เห็นความไหลเวียนเปลี่ยนแปลง คือเห็น ไม่มีอะไรนอกจากการปรุงแต่งของธรรมชาติ : มองดูในแง่ที่ว่าไม่มีอะไรเลย นอกจากการปรุงแต่งของธรรมชาติ. เกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลักที่เป็นบาลีว่า "เป็นเพียง การเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ, เป็นเพียงการสืบต่อของสิ่งที่ปรุงแต่งกันล้วน ๆ ; มี ๒ ประโยคเท่านั้น : เป็นเพียงการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วน ๆ, เป็นเพียงการสืบต่อ ของสิ่งที่ปรุงแต่งซึ่งกันและกันล้วน ๆ. จะพูดเป็นภาษาบาลีก็ได้ เดี๋ยวคุณจะลำบาก ยุ่งยากในการจดการจำ เป็นคำกลอนที่เพราะมาก ว่า สุทธิ ธมฺม สมุปปนฺนํ, สุทฺธิ สงฺขารสนฺตตี เป็นคำกลอนในภาษาบาลี ใจความของมันว่า ไม่มีอะไรนอกจากการ เกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ. การสืบต่อกันของสิ่งที่ปรุงแต่งซึ่งกันและกันล้วน ๆ. นี่ก็เป็นจอมปัญญา : มองเห็นกว้างขวางหมดทั้งจักรวาล, ทั้งสากลจักรวาล หรืออะไรทั้งหมด ที่มนุษย์จะรู้จักได้ หรือรู้สึกได้ ว่าทั้งหมดนั้น ไม่ใช่อะไร นอก จากการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมชาติล้วนๆ. สมุปปนนํ แปลว่า เกิดขึ้นพร้อม ; หมายความว่า สิ่งเดียวเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องหลายสิ่งพร้อมเพรียงกันทำการเกิดขึ้นมา. นี่คือ สากลจักรวาลที่เป็น phenomena ปรากฏแก่หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ของมนุษย์. ๓. เห็นทุกสิ่งเป็นเพียงการสืบต่อกันไม่หยุด นี้มองอีกแง่หนึ่งที่เรียกว่า เป็นเพียงการสืบต่อกัน อย่างไม่หยุดหย่อน ของสิ่งซึ่งปรุงแต่ง ซึ่งกันและกันล้วน ๆ ; นี้ก็ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆ. ที่ว่า
น.492 “เกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ", ที่เกิดขึ้นมาได้ เพราะ มันกระทำแก่กันและกัน คือ ปรุงแต่งซึ่งกันและกัน ; อย่างคุณเรียนวิทยาศาสตร์มาบ้าง ก็รู้ว่า สสารอะไรต่าง ๆ มันทำหน้าที่ปรุงแต่งกันอย่างไร เป็นธาตุขึ้นมา เป็นอะไรขึ้นมา จากธาตุเหล่านั้น จนกระทั่งเป็นโลก เป็นสัตว์ เป็นคนนี้ นี่เรียกว่ามันมีการปรุงแต่ง. การปรุงแต่งนี้สืบต่อกันเรื่อยไม่มีหยุด เรียกว่า สันตติของสังขาร คือ การสืบต่อของสิ่งซึ่งปรุงแต่งซึ่งกันและกัน แล้วก็ ล้วน ๆ ; หมายความว่าไม่มีอะไร นอกจากนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงไม่มีส่วนที่จะเป็นคน เป็นตัวเป็นตน ที่เรียกว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล อะไรทั้งนั้น. แม้ในตัวคนในตัวสัตว์นั้น มันก็เป็นแต่เพียงการสืบต่อกัน อย่างไม่ขาดสาย ของสิ่งซึ่งปรุงแต่งซึ่งกันและกัน. นี้ก็ไปดูส่วนที่เป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ทั้ง ๔๒ ส่วน ในส่วนที่เป็นร่างกาย, ส่วนที่เป็นเลือด เป็นหนอง เป็นอะไรที่เป็นน้ำนั้น, ส่วนที่เป็น ความร้อน เป็นไฟ เป็นลม, เราก็ดูมันในลักษณะปรุงแต่งอย่างนี้ ; แล้วก็ดูออกไป ถึงข้างนอก ก็เหมือนกัน, สิ่งอื่นก็เหมือนกัน, สิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตก็เหมือนกัน, ก็เห็น เป็นเพียงการปรุงแต่ง ที่ปรุงแต่งซึ่งกันและกัน โดยไม่หยุดไม่หย่อน, สันตติ คือ สืบต่อกันโดยไม่หยุดไม่หย่อน. พระอรหันต์องค์หนึ่ง ถูกโจรมาคุกคามจะฆ่า เพราะความเกลียดชังเป็น ส่วนตัว หรืออะไรทำนองนี้ ; เอาอาวุธเอาอะไรมาพร้อมที่จะฆ่า พระอรหันต์องค์นั้น นั่งยิ้มเฉยอยู่. พวกโจรก็ชะงัก ตกตะลึงว่า เอ้า, ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็เลยอ้อนวอนถาม ว่าท่านทำไมจึงไม่รู้จักกลัว ! ท่านก็บอกอย่างนี้ : สุทธิ ธมฺม สมุปปนฺนํ - เกิดขึ้น แห่งธรรมชาติล้วนๆ. สุทธิ สงขาร สนฺตตี - การสืบต่อแห่งสังขารล้วน ๆ, ไม่มี
น.493 ตัวฉัน "ไม่มีตัวฉัน" มันเป็นเพียงเท่านั้น. ตฺสนฺตฺส ยถาภูติ อยํ น โหติ คามณิ - ผู้ใดเห็นอยู่อย่างนี้ ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้นั้น. นี่คือคำตอบของพระ- อรหันต์องค์นั้น ว่าธรรมที่กล่าวนั้นทำให้ฉันมิได้กลัวแก่ ... นี้ทำให้พวกโจรเหล่านั้น เปลี่ยนความคิดนึกรู้สึกไปหมดสิ้นเชิง ในขณะนั้น กลายเป็นขอบวช แล้วกลายเป็น พระอรหันต์กันไปอีกก็มี .. การเห็นสุญญตาในลักษณะอย่างที่กล่าวมามีเรื่องอย่างนี้ ; ฉะนั้นจึงเอามา ใช้เป็นหลักปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา. ให้เห็นว่า มันเกิดขึ้นมา ในลักษณะที่เป็น ธรรมชาติ ปรุงแต่งกันล้วน ๆ เรื่อยไปเท่านั้นเอง, ไม่มีคน, ที่เรียกว่าไม่มีตัวกู - ไม่มีของกู ; นี้เป็นข้อความที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกเอง. ในหนังสือชั้นหลัง เช่นหนังสือวิสุทธิมรรค ก็มีข้อความอย่างนี้ ในรูปคำ พูดอันอื่น เช่นว่า สุทธิธมฺมา ปวดตนติ - ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้นที่เป็นไปอยู่ ; ปวฺตฺติ - เป็นไปทั่วอยู่ คือว่าที่มันกำลังเป็นไป, เป็นไป ๆ ทั้งหมดไม่หยุดไม่หย่อนนี้ ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติล้วนๆ พิจารณาเช่นนี้เพื่อจะไม่ให้มีความรู้สึกว่าเป็นตัวคน ตัวสัตว์ตัวบุคคล เรียกว่าธรรมชาติล้วน ๆ แต่แล้วมนุษย์ที่มีอวิชชานี่ เข้าใจไปว่า เป็นตัวฉัน เป็นตัวมัน เป็นตัวกู. ต้องเห็นธรรมชาติล้วน ๆ เกิดขึ้น ปรุงแต่งซึ่งกันและกัน ไม่มีหยุดไม่ มีหย่อน ; หัดหลับตาให้เห็นอย่างนี้ ตั้งแต่ปรมาณูหนึ่ง ๆ มาเป็นอณูหนึ่ง ๆ มาเป็น ธาตุแท้หนึ่ง ๆ, ธาตุแท้หลาย ๆ อย่างมาผสมกัน เป็นธาตุผสมหนึ่ง ๆ, เป็นเซลล์ที่ ประกอบกันขึ้นเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นอะไรอย่างที่เราเห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้. ถ้าดูที่ความ รู้สึก หลังจากที่เกิดเวทนาแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นคน ; ถ้าดูยิบออกไปก่อนหน้านั้น จะ
น.494 เห็นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ นิสฺสตฺโต - มิใช่ สัตว์, นิชฺชีโว - มิใช่ชีวะ, สุญโญ - ว่าง. นี้ก็เป็นวิธีปฏิบัติที่ทำให้ เห็นโลก โดยความเป็นของว่างอย่างแนบเนียน อย่างละเอียด อย่างลึกซึ้ง, ไม่ต้องน่ากลัว เหมือนการที่ใช้คำว่าทุกข์. "ไม่มีอะไร นอกจากทุกข์" นั่นมันน่ากลัว ; อย่างนี้ไม่มีอะไรนอกจากการสืบต่อแห่งสังขารธรรม ล้วน ๆ แล้วก็ได้ผลเหมือนกัน คือทำให้มันว่างขึ้นมา. ฉะนั้นวิธีที่น่ากลัวก็มี, วิธีที่ แนบเนียนสงบเงียบก็มี ๔. เห็นข้อเท็จจริงของตัวตน เป็นของเกิดชั่วคราว ทีนี้จะพูดถึง การปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา ที่ละเอียด แล้วก็ฉับพลัน คือว่า ต้อง ปฏิบัติในลักษณะที่ฉับพลัน. ที่จะปฏิบัติฉับพลันได้ ก็ต้องรู้ข้อเท็จจริง ของมัน เรื่องนี้คือเรื่อง ที่เรียก กันว่าปฏิจจสมุปบาท ; แต่ใจความสำคัญก็ไม่ต้องมีอะไรมากมายได้แก่ : - การมอง ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าคน, สิ่งที่เรียกว่าตัวตน, หรือว่า ตัวกู นี้เรียกว่าคนครั้งหนึ่ง เกิด ขึ้นเป็นครั้งคราว ; คือทุกครั้งที่อวิชชามันเกิดขึ้นมาทำงานทำหน้าที่ ในขณะที่การ กระทบทางอายตนะ. นี่เป็นบทนิยามที่ยืดยาวสักหน่อย แต่ว่าดีที่สุด : คน เกิดขึ้น เมื่ออวิชชาเกิดขึ้น ทำหน้าที่ ในขณะที่มีการกระทบทางอายตนะ. เราเข้าใจคำว่า "การกระทบทางอายตนะ" ก่อน ; นี่คือสิ่งที่มีในชีวิต ประจำวันตลอดเวลา หรือแทบจะกล่าวได้ว่าทุกขณะ ทุกวินาที ทุกนาทีเลย. การกระทบ
น.495 ทางอายตนะคือสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลาในชีวิต ไม่ตาก็หู ไม่หูก็จมูก ไม่จมูกก็ลิ้น ไม่ลิ้น ก็กาย ที่ผิวหนัง ซึ่งจะมีการกระทบกับสิ่งข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อยู่เป็นประจำ แทบจะทุกนาที ทุกวินาที เพราะมันทำได้เร็วมาก ; ฉะนั้นการกระทบ ทางอายตนะเป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าใคร, ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน. พอมีการกระทบทางอายตนะ นี้ ก็มีปัญหาอยู่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น : สติ สัมปชัญญะจะเกิดขึ้น, หรือว่าอวิชชา ความปราศจากสติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้น. ตามปกติผู้ที่มิได้รับการศึกษา มิได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า มิได้ศึกษาเรื่องนี้; สรุป ความว่ามิได้ศึกษาเรื่องนี้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อไม่มีความรู้ แล้ว อวิชชาก็เกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีการกระทบทางอายตนะ คือไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, แล้วก็ปล่อยไปตาม ความรู้สึกที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ ที่แวดล้อมมา ตั้งแต่อ้อนแต่ออกจนบัดนี้. ข้อนั้นก็คือ เมื่อมีการกระทบ ทางอายตนะแล้ว ภายในจิตก็ มีการปรุง แต่ง ด้วยความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วก็ปรุงแต่งออกมาเป็นรูปของความรู้สึกที่รัก หรือที่เกลียด, มี ๒ อย่างเท่านั้น. ถ้า เป็นสุขเวทนาก็รัก, ถ้าเป็นทุกขเวทนาก็ เกลียด, ที่เฉยๆ ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ก็ไม่ต้องพูดถึง ; มันมีค่าอยู่ที่ว่าให้สุข หรือให้ทุกข์ : ถ้าทางตาก็ว่า สวยหรือไม่สวย, ถ้าทางหูก็ว่าไพเราะหรือไม่ไพเราะ, ทางจมูกก็ว่าหอมหรือเหม็น, ทางลิ้นก็ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย, ทางผิวหนังก็ว่านิ่มนวล หรือกระด้าง ทั้ง ๒ อย่าง คือทั้ง ฝ่ายที่สุข หรือ ทุกข์ นี้ ทำให้เกิดความรู้สึกที่จะเป็น ตัวตน คือ "ฉัน" ขึ้นมาทีเดียว : "ฉันอร่อยหรือฉันไม่อร่อย". ฉัน เพิ่งโผล่หัว ออกมา เมื่อมีความรู้สึกทางอายตนะ เป็นอร่อย หรือเป็นไม่อร่อย. นี่คือไม่ว่างแล้ว ; ก่อนนี้ก็ยังว่างอยู่ พออันนี้เกิดขึ้นก็ไม่ว่างแล้ว.
น.496 ทีนี้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น เขาชี้ให้ดูอย่างละเอียด โดยแบ่งออกเป็น ๑๑ ตอนหรือ ๑๒ ตอน ว่าจิตมีพฤติอย่างไร จึงเกิดความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมาได้, แล้วจึงมีอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ นี้นับได้ตั้ง ๑๑ ตอน, ๑๒ ทั้งผลของมัน. ) เรามามองทีเดียวสั้น ๆ ว่า : - มีการกระทบทางอายตนะ - ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง - พฤติในจิตปรุงแต่งกันเป็น ความรู้สึก - เป็นตัวฉัน อร่อยหรือไม่อร่อยเป็นต้น, นี่คือไม่ว่างจากคน, เป็นคนขึ้น มาแล้ว. ๕. หลักการปฏิบัติเมื่อมีการกระทบ ต้องมีสติทันควัน หลักการปฏิบัติก็คือ ศึกษา ให้รู้เรื่องนี้ แล้วก็มีสติทันควัน ในเมื่อมีการ กระทบทางอายุตนะ ; ความรู้สึกที่เป็นตัวฉันเกิดไม่ได้ ; แต่ความรู้สึกที่ว่าอร่อย หรือไม่อร่อยเกิดได้. ที่จะไม่ให้คนรู้สึกว่า นี้อร่อยหรือไม่อร่อยนี้เป็นไปไม่ได้ ; แม้แต่ พระอรหันต์ก็รู้ว่า นี่สวยหรือไม่สวย นี่เพราะหรือไม่เพราะ นี่หอมหรือเหม็น. แม้แต่ พระอรหันต์ก็มีความรู้สึกได้ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้ว ความรู้สึกแยกทางกันเดิน : พอจมูก กระทบเหม็นนี้ คน ปุถุชนก์โกรธ มีความรู้สึกเป็นความโกรธ, พอโกรธ ความรู้สึก ที่เป็นความโกรธ คือความไม่ชอบ ก็มีความรู้สึกที่เป็น ฉันโกรธ; แต่ไม่ต้องเรียก ว่าฉัน มันเป็นความรู้สึกว่า กูโกรธ. ความรู้สึกจะต่างกันอยู่ที่ว่า เมื่อกระทบกลิ่นถ้ามีการ ปรุงแต่งไปด้วยอวิชชา ก็มีฉัน ; ถ้าอวิชชาไม่อาจจะเกิด มีวิชชาอยู่ ก็กลายเป็นธรรมชาติตามธรรมดา ว่ากลิ่นอย่างนั้น ว่านั้นอย่างนั้น. สมมติว่าพระอรหันต์ได้กลิ่นเหม็นอย่างนี้ ก็รู้สึกเป็น
น.497 ๔๗๖ ดับลินแถบ สุญญตาธรรม กลิ่นเหม็นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอะไรอย่างหนึ่ง เป็นไปตามธรรมชาติ จึงมีกลิ่นเหม็น ; แม้เหม็นก็เป็นไปตามธรรมชาติ, แม้หอมก็เป็นไปตามธรรมชาติ. เมื่อกลิ่นนั้นไม่มี เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรา ก็ไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อร่างกายทนไม่ได้ ก็ลุกหนีไปเสียก็ได้ โดยไม่ต้อง อึดอัดขัดใจ เป็น "กูเหม็น" แล้วก็เดือดพล่านอยู่ข้างใน. คนธรรมดานั้นรู้สึกเดือดพล่านอยู่ข้างใน เป็นตัวกูที่โกรธที่อะไร ; ส่วน พระอรหันต์มีความรู้สึกว่าเป็นธรรมชาติที่เป็นอย่างนั้นเอง ; ถ้าทนไม่ได้ ก็ลุกเดินไป ไม่ต้องมีความอึดอัดขัดใจอะไร. ที่รู้สึกเหม็นเป็นส่วนของร่างกาย ไม่ใช่ส่วนของตัวกู ; แต่ถ้าเป็นของปุถุชนคนธรรมดาแล้ว เป็นเรื่องตัวกูทั้งสิ้น โกรธเป็นยักษ์เป็นมารขึ้นมา. ที่อาศัยหลักปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ ก็ทำให้มันเป็นเทคนิคที่ละเอียดรัดกุมอะไร ขึ้นมาอีก ในการที่จะทำให้เห็นความว่าง หรือปฏิบัติเพื่อความว่าง เมื่อตะกี้ได้กล่าวถึงคำว่า ธมม สมุปปนฺนํ - การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรม- ชาติ ; นี่คืออันนี้ คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท. การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมชาติ คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร นับตั้งแต่พอกระทบทางอายตนะแล้วปรุง ๆ ปรุง ๆ จนเป็น ตัวกู - ของกู คือ ธมฺม สมุปปนฺนํ - เกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมชาติ, แล้วการปรุงนี้ ไม่หยุด จึงมีบทว่า สุทธิ สงขาร สนฺตฺติ - การสืบต่อแห่งสิ่งที่ปรุงแต่งซึ่งกันและกัน ล้วน ๆ. ๖. จะปฏิบัติอย่างลัด คือเห็นทุกอย่างเป็นทุกข์ ถ้าเราฉลาดในเรื่องธรรมชาติ กับปฏิบัติได้แยบคายลึกซึ้งมาก อย่างนักปราชญ์ ปฏิบัติ นี้จะตัดเอาลุ่น ๆ ว่า "ทุกข์ทั้งนั้นไม่มีอะไร, ทุกข์ทั้งนั้น, ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น
น.498 ตั้งอยู่ ดับไป" ; ดูกันง่าย ๆ อย่างนี้ ก็ได้เหมือนกัน คือว่าไม่มีเทคนิคพิถีพิถันอะไร. แต่การปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นได้ก็เฉพาะผู้ที่มองเห็นโลกมานาน จึงจะกวาดทิ้งออกไปหมด ได้ทั้งสากลจักรวาล ว่าไม่มีอะไรนอกจากทุกข์เท่านั้น. พึงรู้จักสุญญตาธรรมให้สมกับเป็นพุทธศาสนิก นี่คือข้อปฏิบัติในสุญญตาธรรม ที่เป็นหลักหรือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ; ไม่มีเรื่องนี้แล้วไม่ใช่พุทธศาสนา มีแต่ศาสนาอื่น ที่เขาสอนกันอยู่ก่อน : ทำบุญทำทาน ไปเกิดในสวรรค์ ตายแล้วเกิดเล่า. นี่ก็เป็นเรื่องของศาสนาอื่น ที่เขาสอนอยู่แล้ว ก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ท่านมาในรูปที่ไม่เหมือนใคร คือทรงปฏิเสธสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือ ของคนเหล่านั้น ให้หมดเกลี้ยงไปเลย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "สุญญตาใน พระพุทธศาสนา" ที่เป็นสุญญตาอันถูกต้อง หรือสุญญตาแท้จริง ; อย่าเป็นสุญญตา อันธพาล. เพราะฉะนั้น เราจึงเริ่มขึ้นมาด้วยคำว่า จงรู้จักสุญญตาอันธพาล อย่าไป พลัดเข้าไปในดงของสุญญตาอันธพาล, แล้วก็ ปฏิบัติสุญญตาที่แท้จริง ในลักษณะที่ กล่าวมาแล้ว. ผมขอกำชับไว้ในตอนสุดท้าย ของการบรรยายนี้ว่า อย่าให้น้อยหน้าพวก คริสเตียน. คุณช่วยเขียนลงไปด้วย ; นี่ไม่ใช่ชาตินิยม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นมึงเป็นกู ขึ้นมาอีก ว่ามีพุทธมีคริสต์ขึ้นมาอีก ; แต่ถือว่าในโลกนี้มีมนุษย์ อยู่ด้วยกัน ต่างคน ต่าง ปฏิบัติ เพื่อจะเอาตัวรอดให้แก่กันและกัน ในฐานะเป็นพุทธบริษัท อย่าให้ น้อยหน้าพวกอื่น ด้วยความรู้สึกที่เป็นสติปัญญา.
น.499 การไม่ให้น้อยหน้าผู้อื่นนี่ ให้เป็นความรู้สึกของสติปัญญา, อย่าให้ เป็นความรู้สึกของตัณหาอุปาทานที่ว่า "กูไม่อยากน้อยหน้ามัน" ; อย่างนี้มันเป็นความ รู้สึกของตัณหาอุปาทาน. แต่ถ้ารู้สึกว่า ต่างคนเขาต่างปฏิบัติเอาตัวรอดอยู่ทั้งนั้น เราจะ มัวคลานงุ่มง่ามอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ; นี้เขาเรียกว่า ละตัณหาด้วยตัณหา ละมานะด้วย มานะ, อาศัยมานะนั่นเองเพื่อจะละมานะนั้นเสีย. มานะทีแรกจะต้องละ นั่นคือ มานะที่เป็นตัวกู - ของกู ; แล้วก็อาศัยมานะของสติปัญญาว่า เมื่อพวกอื่นทำได้ พวกนี้ ก็ต้องทำได้ ; อย่างนี้ อาศัยมานะละอัสมิมานะ ที่ว่าเป็นตัวกูนั้นเสีย. ในคำสอนของพวกคริสเตียน ในคัมภีร์ไบเบิลก็มีสอนเรื่องสุญญตา ; แล้วก็น่าประหลาดที่ว่า พวกคริสเตียนไม่สนใจในส่วนนี้ ไปถามเข้าบอกว่ายังไม่ได้สนใจ เลยอธิบายไม่ถูก. ผมไปถามเขาว่า ข้อความในโครินเธียนเล่ม ๑ ที่ว่า "มีภรรยาก็จง เหมือนกับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีความ ทุกข์ก็จงเหมือนกับไม่มีทุกข์ มีความสุขก็จงเหมือนกับไม่มีความสุข, ซื้อของที่ ตลาดแล้ว อย่าถือกรรมสิทธิ์ อย่าเอามา" นี่แม้พวกคุณก็ลองฟังดู อาจจะงง. พวกคริสเตียนเขาไปสนใจแต่เรื่อง เชื่อพระเจ้า เขาไม่สนใจข้อความชนิดนี้ ซึ่งที่แท้ก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ผ่า เข้าไปอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล แล้วพูดไว้ในรูปภาพพจน์ เป็นอุปมา. มีภรรยาก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา คือไม่ได้คิดว่าเรามีภรรยา : ภรรยาก็ ไม่ใช่ตัวตน, เราก็ไม่ใช่ตัวตน, มีความหมายว่า ทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ คือ ของพระเจ้า. เขาเรียกธรรมชาติว่าพระเจ้าเราเรียกว่าธรรมชาติ : ส่วนที่เป็น ตัวเราก็เป็นของธรรมชาติ, ส่วนที่เป็นภรรยาก็เป็นของธรรมชาติ ; ใครจะเป็นของ ใครได้ นี่เรียกว่ามีภรรยาก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา
น.500 มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัตินี่เป็นธรรมชาติ ของธรรม- ชาติ, ตัวเราผู้ที่จะเป็นผู้ครอบครอง ที่แท้ก็คือธรรมชาติ ; อย่าไปโง่ว่าตัวเรา, แล้วก็ เป็นเจ้าของ, ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเป็นของเรา, อย่ามีตัวกู - ของกูเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ. มีสุขก็จงเหมือนกับไม่มีสุข ให้เห็นว่า สุขเวทนานี้เป็นของหลอก ๆ เหมือนกับลูกกวาดหลอกเด็กอย่างนี้ .. นี่ของธรรมชาติเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในบทว่า สุทธิ ธมฺม สมุปปนฺนํ - เกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมชาติล้วนๆ, เป็นการสืบต่อของสิ่ง ที่ปรุงแต่งกันล้วน ๆ ก็ไม่ใช่ความสุขอะไร. ความทุกข์ ก็เหมือนกันอีก เป็นการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วน ๆ มีความสุข ก็เหมือนไม่มีความสุข คือใจยังว่างเฉยอยู่ ไม่รู้สึกว่า กูมีความสุข ภูมีความทุกข์. ทีนี้ พูดให้ไกลออกไปอีก ให้เข้มข้น หรือให้ป้องกันได้กว้างออกไป ที่ว่า เรามีกรรมสิทธิ์ เรามีเงิน เราใช้เงินซื้อ แล้วมันเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา ; นี้มันโง่. ที่ว่าซื้อของที่ตลาดแล้ว อย่าถือเอากรรมสิทธิ์ แล้วอย่าเอามา คือว่าในใจซื้อของแล้ว ถือเอามาบ้าน มากินมาใช้นั้น อย่าได้กล้าคิดว่า เราซื้อมาเป็นของเรา มีกรรมสิทธิ์ ; นี้ก็เท่ากับว่าไม่ได้เอามา ไม่ได้ซื้อด้วยซ้ำไป. ถ้าสมมติว่ามีการซื้อแล้ว เพราะว่ามีการ ซื้อด้วยเงิน แต่ก็ไม่ถือกรรมสิทธิ์ ไม่ยึดครอง. ถ้าพวกคริสเตียนเขาปฏิบัติอย่างนี้ ก็คือการปฏิบัติในพุทธศาสนาในขั้นหัวใจ คือสุญญตาเหมือนกัน เขาจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ตามใจ. แต่ผมเตือนว่าอย่าให้น้อย หน้าชาวคริสเตียน ในเรื่องสุญญตา ; ถ้าเขาเกิดสนใจกันขึ้นมา เขาปฏิบัติกันขึ้นมา พวกเราจะคลานต้วมเตี้ยมตามกันฝรั่ง เหมือนกับทุกอย่างที่กำลังตามกันฝรั่งอยู่เดี๋ยวนี้.
น.501 เรามีของดีที่สุดคือพุทธศาสนา ที่มีหลักเรื่องสุญญตา ก็ไม่สนใจ ไม่รู้ไม่ชี้ เหมือน กับไม่มีอยู่, แล้วก็ไปงมงายเรื่องวัตถุนิยม ตามกันฝรั่ง เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา. ขอให้ทำจิตใจที่กว้างขวาง เป็นลักษณะที่หวังดีว่า ศาสนาทุกศาสนา ต้องการจะสอนคนให้พ้นจากทุกข์ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น ; แต่เขามีกัน คนละแบบ คนละวิธี จะสอนคนที่ยังโง่อยู่มาก ก็ต้องสอนไปอย่างหนึ่ง, สอนทำนอง ยึดมั่นถือมั่น เพื่อจะได้รู้ว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในที่สุด ; ฉะนั้น อย่าได้ไปติดตั้งอยู่ ที่ความยึดมั่นถือมั่น. นี้แหละคือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา ในลักษณะที่เป็น outline คือเป็น โครงใหญ่ๆ หรือจะมองทีเดียวให้หมดก่อน. ต่อไปก็ค่อยๆ ดูกันอย่างละเอียดทีละอย่าง ๆ เพื่อจะปฏิบัติในข้อไหน วิธีไหน หรือแง่ไหน ที่เหมาะสมแก่บุคคลหนึ่ง ๆ เป็นคน ๆ ไป ถ้ามีเวลาเราก็จะพูดกันวันหลัง. เอาละ, นกบอกเตือนว่าหมดเวลา.
Buddhadasa