Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๑๑ (สุญญตาธรรม) — หัวใจของการปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.502 วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราล่วงมา ถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่ได้กำหนดไว้สำหรับการ พูดกันเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า หัวใจของการปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา เป็นครั้งที่ ๑๑ ของ การบรรยาย เป็นเรื่องที่ ๒ ของ สุญญตาส่วนการปฏิบัติ พูดเรื่องหัวใจ ซึ่งมีความหมายเท่ากับเคล็ดลับ ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ โดยหัวข้อนี้ 8 ก็เพราะเหตุว่า เรื่องทุกเรื่องย่อมมีส่วน ที่เรียกว่าหัวใจ. การจับส่วนที่เป็นหัวใจให้ได้ย่อมเป็นการสะดวก ในการที่จะ

น.503 ปฏิบัติ ได้โดยง่าย และไม่ผิด ; บางทีก็เรียกส่วนนี้ ว่าเป็นเคล็ดลับของเรื่อง, พูด อย่างสำนวนชาวบ้านก็จะเรียกว่าเป็นเคล็ดลับ, พูดตรงไปตรงมา อย่างนักปฏิบัติ ภาษาธรรมดาก็จะเรียกว่าหัวใจ ; ที่แท้ดูก็จะเล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน. สำหรับคำว่า "เคล็ดลับ" นี้ มีความหมายในทางที่จะให้เกิดกำลังใจ ให้รู้สึก ว่า ไม่เหลือวิสัย หรือว่าจะทำได้โดยง่าย; เพราะฉะนั้น บางหมู่บางคณะ หรือ บางพวกบางนิกาย ต่างก็สร้างสิ่งที่เรียกว่า "เคล็ดลับ" ขึ้นสำหรับหมู่คณะของตัว เพื่อ ความง่ายแก่สมาชิกผู้ปฏิบัติ, แล้วก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของหมู่คณะเป็นส่วนรวม ซึ่งทำให้มีคนพอใจที่จะปฏิบัติตามวิธีนั้น. เพราะฉะนั้น ใครจะถือเอาคำว่า "เคล็ดลับ" หรือคำว่า "หัวใจ" เป็นความหมายที่สำคัญก็ได้ทั้งนั้น ; แม้แต่ในเรื่องรบราฆ่าฟันกัน มันก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดลับ หรือความลับ หรือหัวใจของเรื่อง ซึ่งเป็นอย่างนี้มาแล้ว ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ การปฏิบัติเรื่องสุญญตา นั้น มันก็เหมือนกับการต่อสู้ หรือการรบราฆ่าฟัน กันอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน คือ เป็นการรบกันกับกิเลส, เป็น สติปัญญา หรือ โพธิ รบกันกับกิเลส เพื่อให้เกิดภาวะที่เป็นความว่างจากทุกข์. นี้เป็นอุปมาที่ช่วยให้เข้าใจ ได้ง่าย ว่าการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย มีลักษณะเหมือนกับการรบรากับข้าศึกคือกิเลส. การปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา ถ้าทำไปสำเร็จ ก็หมายถึงการกวาดล้างข้าศึกออกไปได้โดย สิ้นเชิง. ทีนี้ สำหรับ เคล็ดลับ หรือ หัวใจ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติสุญญตานี้ ถ้าจะ พูดกันในแง่ เคล็ดลับ ให้น่าอัศจรรย์ ก็จะพูดว่า อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร ; แต่ถ้าจะ พูดในแง่ของคำว่า "หัวใจ" ด้วยภาษาธรรมดาตรงไปตรงมา ก็จะพูดว่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ.

น.504 เคล็ดที่ว่า "อยู่เฉย ๆไม่ต้องทำอะไร" ความหมายลึก สำหรับการพูดว่า อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรนั้น เป็นสำนวน ; ถ้าคน เข้าใจไม่ได้ ก็เข้าใจผิดเป็นว่าไม่ทำอะไร. คำว่า "อยู่เฉย ๆ" มีความหมาย กว้าง ลึก คือหมายความไปในทางที่ว่า อยู่ในลักษณะที่ไม่ให้อะไรเกิดขึ้น อย่างที่เรียกว่า ผิดปกติ ให้คงเป็นไปตามสภาพเดิม. ตัวอย่างในสภาพปกติของธรรมชาติในเวลานี้ เงียบสงัด เย็นเยือก หรือ อะไรทำนองนี้; ถ้าเราสามารถรักษาสภาพนี้ให้คงเป็นอย่างนี้ไว้ได้ เรื่องก็หมดกัน เท่านั้น ; ไม่ต้องทำอะไร นอกจากทำให้มันคงสภาพเดิม ซึ่งที่แท้ก็เรียกว่า ไม่ได้ ทำอะไรก็ได้เหมือนกัน. ทำอะไรนั่นคือมาใหม่ คือความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย; ถ้าอย่าไปทำอะไร คืออย่า เลือกไปยุ่งกับมัน อยู่เฉย ๆ ได้ มันก็ปรุงความคิดเป็นตัวกู - ของกูไม่ได้ นี้เขาเรียกว่า อยู่เฉย ๆ. พวกนิกายเซ็นแขนงหนึ่ง เขาใช้คำอย่างนี้ ใช้คำชนิดที่เรียกว่า มาเหนือ คนอื่น ว่า "อยู่เฉย ๆ ซิ, อย่ายุ่งไปซิ" ถ้าฟังถูกก็หมายความว่า เข้าใจมากหรือฉลาด มาก แล้วก็ไม่ต้องพูดกันอีก ; คล้ายว่าขยิบตาทีเดียว แล้วก็เลิกกัน ไม่พูดกันอีก. เขาปฏิบัติถูกต้องไปจนถึงที่สุดได้ คืออยู่เฉย ๆ ได้ก็แล้วกัน, แล้วอยู่เฉย ๆ มันอยู่ในสภาพ เติมแท้ ก็หมดปัญหาเท่านั้น ; เพราะว่า สภาพเดิมแท้นั้น ไม่มีความทุกข์ เพราะ เหตุว่าความทุกข์เป็นของเพิ่งจะปรุงแต่งกันขึ้นมาใหม่ ๆ หยก ๆ เมื่อตะกี้นี้เอง คือทุกขณะ ที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นต้น ; เพราะฉะนั้น ใคร อยู่เฉยได้ ในทุกขณะที่มีการ กระทบ ทางอายตนะ ก็หมดปัญหา เท่านั้น.

น.505 ๔๘๔ สูญญฺตาธรรม ถึงแม้จะพูดอย่างหลักเถรวาทเรา โดยอาศัยหลักอย่างเช่นที่ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า จิตนี้ประภัสสรอยู่เป็นธรรมชาติ เพิ่งจะเศร้าหมองเปลี่ยนแปลงไป ก็เมื่ออุปกิเลสเป็นแขกแปลกหน้าเข้ามา. คำว่า ประภัสสร หมายความว่า ไม่มีกิเลส ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง เหมือนกับเพชรที่มีรัศมีดีอยู่ในตัวมัน. ถ้าอย่ามีโคลนหรือมี ของสกปรกอะไรมาติด มาเปื้อน มันก็เท่านั้นเอง ; ฉะนั้น วิธีก็คือว่า อย่าให้เอา โคลนมาติด แล้วไม่ต้องทำอะไร มันก็เป็นของประภัสสร ชนิดที่เรียกว่าตลอดกาล จิต นี้ก็เหมือนกัน ถ้า อย่าให้เกิดการปรุงเป็นกิเลส : เป็นตัวกู - ของกู อะไรขึ้นมา จิตก็เป็นจิตประภัสสร ซึ่งไม่มีความทุกข์ ..... เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเหตุว่ามันคอยแต่จะมีอะไรเข้ามาใหม่เรื่อย ๆ ถ้าเรารักษาความเป็นประภัสสรไว้ได้ มันก็หมดปัญหาเหมือนกัน. นี่ก็เรียกว่า อยู่ในลักษณะที่อยู่นิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ รักษาความ ปกติเอาไว้ได้. สำนวนว่า "หัวใจ" คือ มีสติอยู่ทุกเมื่อ ทีนี้ สำนวนที่เรียกว่า หัวใจ นี้หมายถึงการ ปฏิบัติ ที่ให้เป็นอย่างนั้นได้ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า มีสติ, รักษาความเป็นประภัสสรไว้ได้ กลายเป็นว่า ต้องทำ ไม่ใช่ อยู่เฉย ๆ มีสติอยู่ทุกเมื่อ เพื่อรักษาสิ่งต่าง ๆ ไว้ในสภาพเดิมเรื่อยไป, อก ไม่ให้โอกาส แก่การปรุงแต่งเป็นกิเลสนั่นกิเลสนี่ ไม่ให้โอกาสเลย. ถ้าสติมีอยู่ แล้วละก็มัน เป็น เครื่องกั้น ไม่ให้เกิดกระแสแห่งการปรุงแต่ง เป็นตัวกู - ของกู จิตก็อยู่ในสภาพสงบเงียบ ไม่เกิดตัวกู - ของกู อย่างนี้เรื่อยไป จนเกิดเคยชินเป็นนิสัยในทางที่ตรงกันข้าม คือนิสัย ที่จะไม่ปรุงเป็นตัวกู - ของกูอีกต่อไป.

น.506 เมื่อก่อนนี้มีความเคยชินเป็นนิสัยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก คือการปรุงแต่ง เป็นตัวกู - ของกู จนเรียกได้ว่าทุกคราวที่มีการกระทบทางอายตนะ นั้นเป็นความเคย ชินในลักษณะที่จะปรุงแต่ง เราจึงรู้สึกว่าเรามีปรกตินิสัยแต่ที่จะปรุงแต่งให้เป็นความ ทุกข์ ; ที่แท้นิสัยนี้เพิ่งเกิด เพิ่งสะสมเข้าไว้ เมื่อเกิดเป็นเนื้อเป็นตัวมาแล้วจำต้องล้าง นิสัยเดิมนี้ให้ เปลี่ยนเป็นนิสัยใหม่. นิสัยใหม่ นี้แหละคือกลับไปสู่อันเดิมเก่าโน้น เรียกว่าใหม่ก็ถูก หรือมอง อีกทีก็ไม่ถูก ; ต้องเรียกว่าเดิมแท้ จึงจะถูก เพราะว่าเดิมแท้ ๆ เด็ก ๆ ทารกไม่เคยมี การปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกู แต่เพิ่งจะทำเป็น ค่อย ๆ ทำเป็นมากขึ้น เมื่อเกิดออก มาแล้ว. บางทีให้สังเกตระลึกดูไปยังสภาพจิตใจของเด็ก ที่ยังอยู่ในครรภ์ของมารดา ซึ่งไม่รู้จักปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูเลย เพราะยังไม่มีความรู้สึกอะไรได้ในทางอายตนะ, แล้วก็ค่อย ๆ รู้สึก ๆ ขึ้น ในเมื่ออวัยวะต่าง ๆ สมบูรณ์ขึ้น ๆ ; แต่ยังไม่สมบูรณ์จนกว่า มันจะออกมาพบโลกข้างนอก มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่สัมผัสกับสิ่งภายนอก. เมื่อ อยู่ในครรภ์ เด็กก็เหมือนกับนอนหลับอยู่ มีการหล่อเลี้ยงให้เจริญเติบโต ในลักษณะ ที่ไม่รู้สึกตัว ถึงจะหิวจะดิ้นไปบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้สึกตัว ปรุงเป็นตัวกู - ของกูไม่ได้, พอออกมาแล้ว มันก็เริ่มมีตัวกูขึ้นทีละนิดๆ ไม่ทันจะเดินได้วิ่งได้ ก็ชักจะมีความรู้สึกที่ เป็นตัวกู เป็นรูป เป็นร่างแล้ว. สรุปความว่า สภาพเดิมแท้ ของสิ่งทั้งหลายนั้น ไม่ได้มีความวุ่นวายเป็น ตัวกู - ของกู นั่นแหละคือนิสัยเดิม ; ถ้าไม่เรียกว่านิสัยเดิม ก็เรียกว่าสภาพเดิม ที่มาสร้างนิสัยใหม่คือค่อย ๆ มีตัวกู ๆ เป็นนิสัยสันดาน ที่เรามองดูกันแต่ส่วนนี้ ; เรา

น.507 ก็ถือว่านี่แหละคือพื้นฐาน คือลักษณะเดิมของคน ที่คอยแต่จะมีความโลภ ความโกรธ ความหลงเสียเรื่อย. ต้องมีสติรู้ว่าสภาพเดิมแท้ของจิตเป็นของว่าง ทีนี้เราต้องมี หู ตา ให้กว้าง ให้สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า คือรู้ว่า นี่เพิ่งจะเกิดเดี๋ยวนี้เอง, เพิ่งจะค่อย ๆ เจริญขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ เมื่อเคยชินกัน เข้ากับการปรุงแต่ง. ให้มีความตั้งใจจะหยุดนิสัยนี้เสียที คือนิสัยที่ไหลไปตามการปรุง แต่งเสียเรื่อย เกิดตัวกู - ของกูเสียเรื่อย. เราต้องการจะหยุด ; ถ้าหยุดก็คือเงียบสงบ วกกลับไปสู่อันเดิมแท้นั้น คือไม่มีปัญหาเรื่องความทุกข์, แล้วสิ่งที่จะหยุดได้ก็คือ สิ่งที่เรียกในภาษาบาลีว่า สติ ภาษาไทยก็เรียกไปตามนั้น คือเรียกไปตามภาษาบาลี. สติ คือ ปัญญาที่รอบรู้ วิ่งมาช่วยทันท่วงที ; นี้เคยพูดกันหลายครั้ง หลายหนแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าสติ นั้นคืออะไร ; สติต้องประกอบด้วยความรู้ แม้จะ เรียกว่าความรู้ดั้งเดิมก็ได้, ความรู้ดั้งเดิมของธรรมชาติล้วน ๆ ก็ได้, แล้วอันนี้วิ่งมาได้ ทันท่วงที มาปรากฏในจิต ในอาณาจักรของจิต สติจะหยุดสภาพที่จะปรุงกันไปในทาง วุ่นวาย ให้หยุดเป็นสภาพเงียบสงบปรกติอยู่ตามเดิม. นี่คือหัวใจของการปฏิบัติธรรมะ ซึ่งกล่าวได้ว่าทุก ๆ ข้อ ธรรมะทุก ๆ ข้อทุก ๆ ระดับ, เดี๋ยวนี้ระดับสูงสุด คือเรื่องเกี่ยวกับสุญญตา ซึ่งเป็นเรื่องสูงสุด ในการที่จะ ต้องมีสติ ป้องกันสิ่งที่จะมาปิดบังความว่าง ที่จะมาทำให้ไม่ว่าง. นี้เราพูดกันง่ายๆ ธรรมดาสามัญที่สุดก็ว่า สภาพเดิมแท้นั้นก็ว่างอยู่แล้ว เราอย่าเผลอให้อะไรเข้ามา แทรกแซงปรุงให้วุ่น ; อย่าเผลอก็คือมีสติ เรื่องก็มีนิดเดียว.

น.508 ถ้าอยากจะให้ น่าอัศจรรย์ หรือนิดเดียวยิ่งขึ้นไปอีก ก็พูดอย่างที่บางพวก พูดว่า "อย่าทำอะไรอยู่เฉย ๆ อย่าทำอะไร" , มันมีอยู่เสร็จแล้ว อย่าไปทำอะไรเพิ่ม เข้าอีก. ถ้ามองไม่เห็น ก็พยายามสักหน่อย คือมองให้เห็นว่า มันปรกติอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร ; แต่คำว่าไม่ต้องทำอะไรนี่ มีความหมายพิเศษ : อย่าไปโง่ อย่าไป หลง อย่าไปบ้าทำอะไรเข้า. แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ เราหลง เราโง่ เราบ้า, เราคิดว่า เราฉลาดอยู่เสมอ แล้วเราก็ทำอะไรมาก ตามที่เราคิดว่าเราฉลาด รับนั้นรับที่เข้ามา. การปฏิบัติทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อยู่ที่มีสติ ไม่รับเอาอะไรเข้ามาให้ ผิดไปจากภาวะเดิม. หลักสำคัญต้องมีสติเห็นโลกว่างอยู่เสมอ ทีนี้เราดูกันต่อไปพอเป็นตัวอย่าง ในครั้งที่แล้วมาก็บอกว่า ข้อใหญ่ใจความ ที่สำคัญที่สุด ก็คือหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอจงมีสติ มองเห็นโลกโดยความ เป็นของว่างอยู่เสมอ". ที่จะมีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ นั้นแหละ คือการรักษาสภาพเดิมแท้ ; เพราะโลกก็ว่างอยู่แล้ว จิตก็ว่างอยู่แล้ว เป็นสภาพ ปรกติถึงขนาดนี้แล้ว ก็มีสติรักษาสภาพอันนี้ไว้. ที่ตรัสไว้ในรูปประโยคว่า "จงมีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่ทุกเมื่อ" พูดอีกทีก็คือ เราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย, มีสติเห็นโลก โดยความเป็น ของว่างอยู่ทุกเมื่อ เพราะโลกเป็นของว่างอยู่แล้วแน่นอน เมื่อมีสติเห็นอยู่มันก็ไม่เกิด อะไรขึ้นมา.

น.509 ต้องควบคุมจิตให้อยู่เฉยๆ เพื่อจะมีสติอยู่ทุกเมื่อ เดี๋ยวนี้คนเรา รู้สึกว่าเรื่องการปฏิบัติธรรมนี้เป็นเรื่องใหญ่โต มากมายเท่า ภูเขาเลากาไม่รู้จักสิ้นจักสุด เหมือนกับจับปูใส่กระด้ง ไม่มีที่สิ้นสุด ก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ ถูกวิธี คือสติมันล้มลุกคลุกคลานเรื่อย เท่านั้นเอง. ปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไร จึงจะมีสติทุกเมื่อ ? มองอีกแง่หนึ่งก็ยากเหลือแสน มองอีกแง่หนึ่งก็ง่าย เหมือนกับ ที่บางพวกว่า ไม่ต้องทำอะไร. เราจะต้องศึกษา ให้รู้จักธรรมชาติเดิมแท้ ของโลก หรือของสิ่งทั้งปวง ว่ามันว่างอยู่ สงบอยู่. ศึกษาเรื่องนี้ให้มากพอ เห็นสภาพเดิมแท้ของธรรมชาติทั้งปวง คือความสงบ คือความหยุด คือความเงียบ เห็นวิวัฒนาการทั้งหลาย ที่เป็นความวุ่นวาย ยุ่งยาก ลำบากนี้เพิ่งจะมี. ถ้าจะพูดกันอย่างทางวัตถุ ทางพี่สิคส์นี้เป็นตัวอย่าง อย่างที่เราเคยอ่านเคย ศึกษากันมาว่าโลกนี้ทีแรกก็มิได้มี ; กี่ล้าน ๆ ปีกี่อะไรมาแล้ว ก็พูดไม่ได้ แต่ว่าพูด ได้ว่าทีแรกโลกก็มิได้มี นี้จะต้องเป็นของจริงแน่นอน โลกเพิ่งจะมี. เมื่อโลกมีขึ้นมานี้ บางพวกก็พูดว่า มันกระเด็นออกมาจากดวงอาทิตย์เพราะ excidence อะไรอย่างหนึ่ง บางพวกก็ว่าคือการรวมตัวของอณูต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นกาแลกซี (galaxy) เกิดเป็นก้อนแข็งเป็นโลกนี้ขึ้นมา. เรื่องนี้ไม่สำคัญ สำหรับผู้ศึกษาธรรมะ เราไม่ได้ ศึกษาวิทยาศาสตร์วัตถุอย่างนั้น เรารู้แต่ว่าโลกเพิ่งจะมีขึ้นมา เมื่อเร็ว ๆ นี่เอง แล้วเดิมแท้ โลกก็คือไม่มี คือว่าง. ปัญหาเท่าที่เกี่ยวแก่เรา คือโลกนี้ ก่อนนี้มิได้มี มันว่าง แล้วก็มีขึ้นมา แล้ว มีวิวัฒนาการทางวัตถุ มากพอ แล้วก็วิวัฒนาการทางจิตใจ ; ปัญหาเพิ่งเกิด ตอนนี้

น.510 เป็นพืช ที่มีชีวิต เริ่มมี สิ่งที่เรียกว่า ความรู้สึก แล้ว เป็นสัตว์ สูงขึ้นมาตามลำดับ แล้ว เป็นสัตว์สุดท้ายคือคน นี้ของใหม่ทั้งนั้น. นี้หลักปฏิบัติธรรม ก็เลยถือเอาหลักนี้ว่า กลับไปสู่สภาพเดิม แต่หมายความว่า โดยจิตใจที่นี่ เดี๋ยวนี้ กลับไปสู่สภาพเดิม คือความปรกติ ไม่วุ่นวายปรุงแต่งอะไร ; ฉะนั้น เรากลับไปสู่สภาพเดิมได้ ไม่ใช่สิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นเรื่องทางจิตใจ ทำจิตใจให้มีลักษณะเป็นสภาพเดิมแท้ คือไม่มีอะไรที่วุ่นวาย ผิดปรกติ, มีสติเห็นสิ่ง ทุกสิ่งว่าง ไม่มีส่วนไหนที่ควรจะเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเรา หรือ เป็นของ ของเรา. มองดูในลักษณะอุปมา ก็เหมือนกับอยู่เฉย ๆ หรือมันบังคับอยู่ในตัวว่า ต้องอยู่เฉย ๆ เท่านั้น ; ส่วนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้อยู่เฉยให้ได้. คนบางคนก็เรียกว่ามีบุญ เฉยได้ง่าย ๆ คนบางคนมีบาป ก็เฉยได้ยาก ก็มีทุกข์มาก. นี่ถอยหลังกลับไปหาคนป่า ซึ่งเฉยได้ง่ายกว่า, แล้วถอยหลังไปหา สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันเฉยได้มากกว่าไปอีก, ถอยหลังไปหาต้นไม้ พืชพันธุ์ไม้ มันก็ เฉยได้กว่าอีก, กระทั่งถอยหลังไปหาก้อนหิน มันก็เฉยเป็นปรกติ ; ฉะนั้น เรามี หลักที่จะพูดว่าอยู่เฉย ๆ นี้ถ้าจะปฏิบัติเพื่อให้มันเฉยได้, มีสติเพื่อความเฉยอยู่ได้. ทีนี้ พูดถึงเรื่องใกล้ตัวเข้ามากว่านี้ดีกว่า คือในเวลาทุกวัน ที่เราจะต้องกิน อาหาร จะต้องนุ่งห่มเครื่องนุ่งห่ม จะต้องอยู่ในที่อาศัยใช้สอย หรือว่าที่เราจะต้องใช้ยา รักษาโรค . บำบัดโรคนี้ ; นี่เป็นเวลา เป็นสถานที่ เป็นโอกาสที่จะทำให้วุ่นวาย เสีย สภาพเดิม. เมื่อหิวขึ้นมา ต้องกินอาหาร หรือว่าต้องนุ่งห่มนั่นนี่ อย่างนั้นอย่างนี้ ; นี่เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนจากสภาพเดิมของจิต ก็มีเคล็ดที่ว่าจะทำให้อยู่ตามปกติในสภาพเดิม โดยอาศัยสติ ให้รักษาสภาพว่างเดิมแท้ไว้ ในขณะที่จะมีการกินอาหาร การนุ่งห่ม การอยู่อาศัย และการเยียวยาโรค.

น.511 การควบคุมจิตให้เฉย ก็คือปฏิบัติตามหลักปัจจเวกขณ์ การปฏิบัติในหลักที่ภิกษุปฏิบตอยู่ ในเรื่องปัจจัย ๔ ตามบทปัจจเวกขณ์ นั้นพอแล้ว พออย่างเต็มที่เลย ไม่ต้องนึกถึงอย่างอื่นอีกเลย ; เพราะนี่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ ในชีวิตประจำวันจริง ๆ ถึงแม้ว่าอะไรจะเข้ามา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็เข้ามาเนื่องด้วยเหตุ ๔ อย่างนี้ ด้วยปัจจัย ๔ อย่างนี้. ว่าโดยที่แท้แล้ว การกระทบทางอายตนะนั้น ในภาษาที่ลึกเขาเรียกกันว่า เป็นการกินอาหารด้วยเหมือนกัน กินอาหารทางตา กินอาหารทางหู กินอาหารทางจมูก กินอาหารทางลิ้น ทางกาย ทางใจ; ระวังว่าจะกินเข้าไปในลักษณะเป็นการกินเหยื่อ คือกินด้วยกิเลส กินด้วยความวุ่น ' คือด้วยจิตที่วุ่นไม่ว่าง ระวังกินอาหารด้วยจิตว่าง พูดสำนวนที่ไม่มีใครค่อยจะพังถูก หรือเชื่อกัน. ผมสรุปความไว้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า "จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" คือ ทำอะไรทุกอย่างด้วยจิตว่าง : จะเป็นการกินอาหาร หรือการนุ่งห่ม หรือการอะไร การอยู่อาศัย เคลื่อนไหวไปในทางไหนก็สุดแท้ ให้ทำไปด้วยจิตที่ว่าง หรือจิตเดิมแท้ที่ปรกติ ไม่ได้ปรุงเป็นตัวกู - ของกู เพราะฉะนั้น จึงสำคัญมาก ที่ว่าภิกษุจะต้องปฏิบัติในข้อนี้. พอเอาอาหารมาวางไว้ตรงหน้า อย่าเพิ่งกินเข้าไป เดี๋ยวมันจะกินด้วยความ รู้สึกแห่งตัวกู - ของกู. พอเห็นของอร่อยแล้วน้ำลายไหล แล้วมันกินด้วยกิเลสตัณหา ของตัวกู เอร็ดอร่อย ตะกละตะกลาม. ฉะนั้น ระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัด ที่อุปัชฌาย์ อาจารย์ เขาทำกันมาให้เห็น เอาอาหารมาวางไว้ตรงหน้า แล้วนั่งดูมัน คือนั่งพิจารณา มันอยู่นานมากหรือนานน้อย แล้วแต่กรณี

น.512 เดี๋ยวนี้ พวกเราไม่ค่อยสนใจระเบียบ ของอุปัชฌาย์อาจารย์ที่สอนไว้แต่โบราณ ที่ว่า พออาหารมาวางตรงหน้า แล้วก็เริ่ม ยถาปจฺจย์, ปฏิสงขาโย นี้ กันเสียอย่างเต็มที่ จนใจคอปกติแล้ว จึงจะกิน. ทีนี้ ให้ดีกว่านั้น ก็ว่าตั้งแต่ไปรับเอามาจากชาวบ้าน เมื่อเขาใส่บาตรเราไป รับเอามา ก็เริ่มพิจารณาด้วยบทปัจจเวกขณ์นี้แล้ว แล้วให้ดีกว่านั้น เมื่อก่อนจะเดินไป รับ เมื่อเดินไปเพื่อจะไปรับ อาหารบิณฑบาตในหมู่บ้านนั้น ก็พิจารณาบทปัจจเวกขณ์นี้ อยู่แล้ว คือเดินไปพลางก็พิจารณา ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมฺตเมเวติ นี้ โดยใจ ความไม่ใช่ท่องบริกรรม ; เดี๋ยวนี้มันงมงายจนกลายเป็นเรื่องท่องบริกรรมไปก็พอแล้ว. ต้องพิจารณาโดยใจความแท้ ๆ ว่า ตัวคน ที่กำลังเดินไปรับอาหารนี้ ไม่ใช่คน เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ นิสสตฺโต นิชชีโว สุญโญ นี้ไม่ใช่คน, กระทั่ง อาหาร ที่เขาจะให้มานั้น ก็มิใช่อะไรมากไปกว่าธาตุ ที่เป็นไปตามธรรมชาติอยู่เนืองนิจ. อย่าได้คิดว่าเป็นของอร่อยที่สุดแก่ลิ้น จนมันกลาย เป็นเหยื่อล่อเราไปเสีย, เมื่อรับอยู่ก็พิจารณาอย่างนี้ ; ถ้าพลอยพิจารณาไปถึงคน ที่กำลังใส่บาตร ว่าเป็นอย่างนี้ด้วยก็ยิ่งดี, ยิ่งเป็นผู้หญิงสวยด้วยแล้วก็ยิ่งดี ว่ามันก็เป็น สักว่าธาตุ เป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่เนืองนิจ. อาหาร บิณฑบาตก็ดี คน ให้ก็ดี คนรับก็ดี ล้วนแต่ว่างไปจากตัวตน ทั้งนั้น เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. แต่อย่าไปท่องเป็น คาถา ซึ่งช่วยไม่ได้ ; ต้องด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า แจ่มแจ้ง เห็นแจ้งแทงตลอดอยู่ในใจ จริง ๆ ในขณะนั้น ถึงเวลาที่จะฉันก็ให้เต็มอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างนี้, เมื่อฉันเข้าไปแต่ ละคำ ก็มีความรู้สึกอย่างนี้.

น.513 นี่ฟังดูคล้าย ๆ กับว่า ปฏิบัติกันเสียมากมาย ลำบากยุ่งยาก ; แต่ที่แท้ก็เป็น เพียงรักษาสภาพเดิม สภาพปกติเดิมแท้ของจิตนั่นไว้ ให้ชินเป็นนิสัยไปแต่ในทางอย่างนี้. ทีนี้ เมื่อ จะนุ่งห่ม ก็เหมือนกันอีก เมื่อ จะเป็นอยู่ด้วยที่อยู่อาศัย เครื่อง ใช้สอยสารพัดอย่างที่จำเป็นแก่ชีวิต ก็ทำได้ง่าย. เดี๋ยวนี้ คุณไปเอาวิทยุมา เอาโทรทัศน์มา เอาอะไรมาใส่ไว้ในเสนาสนะ นี้จึงทำยาก คือมันมีเกิน เกินสภาพธรรมดา ก็มีปัญหามาก และยุ่งยาก ; เพราะฉะนั้น สิ่งอะไรที่มากเกินจำเป็น ก็ทิ้งมันเสียบ้าง จะปฏิบัติได้ ง่ายขึ้น. สำหรับ ยาแก้โรค นี้ก็มีความหมายพิเศษมาก คือเมื่อกลัวตายแล้ว ใจก็ กระสับกระส่าย ; เมื่อกินยา เมื่อรับการรักษา นั่นเป็นตัวกูเต็มที่ ใจคอผิดปกติหมด แล้ว. ฉะนั้นต้องบัดความผิดปกติเหล่านี้ออกไปเสีย ไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องอะไร กินยาก็กิน, แล้วก็อย่าลืมคิดว่า มันเป็นสิ่งที่มิใช่ตัวตน ด้วยกันทั้งนั้นแหละ : ผู้กิน ก็ตาม ยาที่กินก็ตาม โรคภัยไข้เจ็บ ความตายอะไรก็ตาม มิใช่ตัวตนเป็นสักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ หรือจะเป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ที่จะต้องเป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ ; ถือเอาสภาพเดิมแท้ คือความปกติตามธรรมชาติไว้ให้ได้ ปัญหามันก็จะ หมดได้โดยง่าย. ตรงนี้อยากจะบอกว่า ถ้า ถูกวิธี แล้ว ปฏิบัติง่ายเหลือง่าย ถ้า ผิด วิธีแล้ว ก็ยาก เหลือจะยาก. ฉะนั้น เมื่อเขาถามว่า ปฏิบัติธรรมะในพุทธศาสนานี้ ยากหรือง่าย ? อย่าไปตอบเขาว่า ยากหรือง่าย มันจะโง่ ; ก็บอกว่า ถ้าถูกวิธีแล้วง่ายเหลือจะง่าย ถ้า ผิดวิธีแล้ว ก็ยากเหลือจะยาก. ให้นึกถึงคำว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ - ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม โดยถูกต้องตามธรรมนี้ มันก็ง่าย. คำนี้เป็นคำสำคัญ เขาพูดกัน แพร่หลายมาแต่ก่อน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยพูดธัมมานุธัมมปฏิบัติติ.

น.514 ประพฤติให้ถูกแก่เรื่อง นี่คือ ธมมานุธมฺมปฏิปตฺติ, กระทำ ประพฤติ หรืออะไรก็ตาม ให้ถูกแก่เรื่อง แล้วก็ง่าย. การจะทำให้ถูกแก่เรื่อง ก็คงจะยากอีก ; ฉะนั้น จึงต้องมีการขวนขวายให้มีความรู้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร จะได้ประพฤติให้ถูกแก่ เรื่อง, แล้วเรื่องมันก็ไม่มากไปกว่าที่ว่าธรรมชาติเดิมแท้นั้นสงบปกติ ; ส่วนเราอุตริ ทำอะไรที่เป็นการปรุงแต่งใหม่ ๆ เสียเรื่อย. เรื่องเกี่ยวกับ ปัจจัย ๔ เป็นของจำเป็นแก่ชีวิต เป็นรากฐาน ในชีวิต ประจำวันหลีกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้ถูก เพราะหลีกไปไหนไม่ได้ ; ถ้าชีวิตยังอยู่ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้ง ๔ นี้ แล้วก็เกิดเป็นตัวเรื่องใหญ่สำคัญของมนุษย์ขึ้นมา. นี่ก็ ประพฤติในลักษณะที่ควบคุมปัจจัย ๔ ไว้ได้ อย่าให้เกิดเป็นอันตรายขึ้นมา. สิ่งที่ไม่เป็น อันตราย กลับเป็นอันตรายขึ้นมานี้ เสียหายเท่าไร ; เขาเรียกว่าเคราะห์ร้าย หรือ โชคร้ายที่สุด. สำนวนปักษ์ใต้ เมืองตำปรื้อนี้ มีอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งพวกอื่นอาจจะไม่ค่อย ชินหู หรือไม่ได้ยิน หรือผมอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้. คุณลองฟังดู เขาพูดว่า ก้อนเส้า กลายเป็นเสือ นี่ความหมายของคนที่โชคร้ายที่สุด ; ก้อนเส้า คือก้อนหิน ที่เอามาวาง เข้าเป็นสามขา แล้วเอาหม้อข้าวตั้งบนนั้นเพื่อจะหุงข้าว มันเป็นเพียงก้อนหิน แต่มัน กลายเป็นเสือขึ้นมา นี้จะเดือดร้อนสักเท่าไร. ถ้าสมมติว่า ก้อนเส้าในครัวกลายเป็นเสือขึ้นมา เจ้าของบ้านจะทำอย่างไร ? มันก็เดือดร้อนมากแย่มาก ก้อนหินแท้ ๆ. นี่ก็เหมือนกันกับที่เราไม่มองให้ดีว่า สภาพ เดิมแท้นั้นปกติเหมือนก้อนหิน ; เดี๋ยวนี้กลายเป็นการปรุงแต่ง เป็นตัวกู - ของกู โผล่หัว ออกมากัด เป็นโลภบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ทำให้เดือดร้อนไปหมด ; เป็นคนโชคร้าย

น.515 ที่สุดในเมื่อ “ก้อนเส้ามันกลายเป็นเสือ" ธรรมชาติอันสงบเงียบกลายเป็นธรรมชาติที่ วุ่นวายแผดเผา. สำหรับหลักปฏิบัติที่กล่าวแล้ววันก่อนว่า เห็นทุกสิ่งว่าไม่มีอะไร นอกจาก ธรรมชาติที่เป็นไป หรือว่า ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์ทั้งนั้น นี้มันก็ได้ผลเหมือนกัน วิธีการปฏิบัติก็อย่างเดียวกัน เห็นทุกอย่างเป็นธรรมชาติ สักว่าธรรมชาติ สุทฺธิ ธมฺม สมุปฺปนฺนํ - เป็นการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ สุทธิ สงฺขาร สนฺตตี - เป็นการสืบ ต่อของสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่เรื่อยไปล้วน ๆ ซึ่งเป็นหลักสำคัญ. นั่นแหละ คือตัวเห็นว่าง อยู่เป็นปรกติ เห็นสภาพเดิมแท้อยู่เป็นปรกติโดยตรง โดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไร ; แม้ คำที่ว่า ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ; ทุกข์นั้นก็คือ ว่าง, ว่าง อย่างน่าขยะแขยง น่ากลัว; เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ข้อปฏิบัติที่กล่าวไว้ในลักษณะ อย่างไร รูปไหน ก็ล้วนแต่มีหัวใจตรงเป็นอย่างเดียวกันหมด คือ ให้เห็นโดยความเป็น ของว่างอยู่เสมอ. เรื่องปฏิจจสมุปบาท ย่อมมีขึ้นเพราะขาดสติ ที่นี้ สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่แสนจะยุ่งยาก เข้าใจยาก สำหรับคนใน ปัจจุบันนี้ ก็เป็นเรื่องการปรุงแต่งนี้ ; เพราะว่า กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาททุก ๆ ชั้น รวมกัน นั้นแหละ คือการที่ปรุงแต่งขึ้นมา จากสภาพเดิมแท้ที่สงบอยู่ กลายเป็นสภาพ ที่วุ่นวาย และเป็นทุกข์. ไปศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่เขียนไว้โดยเฉพาะมันยาว จะอธิบายในเวลาสั้น ๆ อย่างนี้มันก็ไม่พอ; แต่ว่าโดยหัวใจของมันแล้ว ก็เข้าใจได้ง่าย ที่ว่ามันตรงกับหลักอันนี้ว่า "จากว่างมากลายเป็นวุ่น แล้วก็ทำให้จากวุ่นมากลายกลับไป เป็นว่าง"

น.516 เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียงเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะใดขณะหนึ่ง นั้นไม่มีสติ ; ขณะนั้นเกิดไม่มีสติ เผอิญไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติก็คือเผลอ, เมื่อเผลอ ก็มีอวิชชา ความไม่รู้ หรือความปราศจากความรู้ ก็ได้โอกาส ที่จะทำให้ทุกสิ่งใน ร่างกายเรานี้ เปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะเกิดทุกข์. ฉะนั้น การปรุงแต่งเป็น ร่างกาย จิตใจอยู่ในขณะนั้น จึงเป็นไปในลักษณะที่จะไปโง่ตลอดสาย : - เมื่อไม่มีสติทำอารมณ์นั้นให้เป็นการกระทบทางอายตนะ ที่ให้เกิดเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งโดยสมควรแก่กัน ; แล้วก็ เกิดอุปาทานยึดมั่นในความรู้สึกนั้น ว่ากูกำลังเป็นอย่างนั้น กูกำลังเป็นอย่างนี้ขึ้นมา ที่เรียกว่า เป็นภพ เป็นชาติ ขึ้นมา เป็นตัวกูโดยสมบูรณ์, แล้วก็มีความทุกข์อยู่ด้วย ความยึดมั่นถือมั่นนั้น. ทุกเรื่องจะเป็นความทุกข์ไปหมดในขณะนั้น, จะระลึกนึกไปถึง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันก็เป็นทุกข์ไปหมด, ความได้ความเสีย ที่อยู่ต่อหน้า นี้ก็เป็นเรื่องทุกข์ไปหมด. นี้คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท นี่ถ้าอธิบายผิดแล้วเข้าใจยากที่สุด ไม่มีทางจะเข้า ใจได้เลย ; ที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนนั้น ยังไม่ได้รับประโยชน์อะไร. เขาสอนกัน มาผิด ๆ อย่างที่สมเด็จพระสังฆราช วชิรญาณวงศ์ ท่านว่า "คงจะมีการสอนกันมาผิด ๆ ตั้งพันปีแล้ว" แต่แล้วท่านก็ไม่ทราบว่าที่ถูกนั้นมันคืออะไร, คืออย่างไร. ผมเข้าใจว่า ที่ถูกก็คือนิดเดียวเท่านี้ ปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้น เป็นรอบ ๆ รอบ ๆ วันหนึ่งได้ไม่รู้จักกี่รอบ คือทุกคราวที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น แล้ว มันเผลอสติไป ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายมีความทุกข์ขึ้นมาวงหนึ่ง หรือสายหนึ่งเสมอ วันหนึ่งวันเดียวเท่านั้น ไม่รู้กี่ปฏิจจสมุปบาท ในทางเกิดขึ้นแห่งความทุกข์นั้น ; ที่นี้

น.517 เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ชาติหนึ่ง สักเท่าไรนับไม่ไหว. นี่คือการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร อันนับไม่ไหว ว่ากี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านชาติ ตั้งแต่เกิดกว่าจะตายนี้; นี่คือความวุ่น อันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นเรื่อยนี้ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน เพราะเหตุเพียง สิ่งเดียว คือ ขาดสติ ในสังขารกลุ่มนั้น หรือในเบญจขันธ์กลุ่มนั้น ที่เรียกว่าในบุคคลนั้น ขาดสิ่งที่เรียกว่าสติ ด้วยเหตุอันใดก็ตาม. เมื่อมีการ ขาดสติ แล้ว ก็มีตัวกู - ของกูนี้เกิดขึ้นมา โดยกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นสายยาวสุด ๑๑ อาการนี้ ; ฉะนั้นการปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาท ก็มี หลักเกณฑ์อย่างเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือมีสติ. เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ : ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสทาง ผิวหนัง เมื่อนั้นต้องมีสติ ; ถ้าไม่มีสติ สภาพใหม่ที่วุ่นวายก็จะเกิดขึ้น ถ้ามีสติสภาพ เก่าที่ปกติ ก็จะยังคงอยู่. นี่คือลักษณะของการปฏิบัติ ในขั้นที่เป็นหัวใจหรือเป็น เคล็ดลับ. ที่ยกตัวอย่างมาหลาย ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องการให้เข้าใจว่า มีหลายอย่าง หรือ มีหลายวิธี เดี๋ยวจะไปเกิดเข้าใจว่า มีมากอย่าง มากวิธี ; ถูกแล้ว มีหลายอย่าง หลายวิธี อย่างที่พูดนี่. แต่เนื้อในเนื้อแท้ ก็เพียงอย่างเดียว คือ มีสติป้องกันการเกิดขึ้นแห่ง ตัวกู, หรือพูดอีกทีว่า ทำให้ว่างอยู่ตามเดิม พูดอีกทีว่า อยู่เฉย ๆ อย่าไปทำอะไรเข้า. ปฏิบัติโดยมีสติ เห็นโลกว่างทุกเมื่อ นี้พอแล้ว ในคาถา โมฆราช ที่ว่า "มีสติเห็นโลกเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ" นั้นแหละ เป็นบทนิยามเป็นสูตร หรือเป็น formula ที่ดี ... มีสติเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง

น.518 อยู่ทุกเมื่อ ในเมื่อกินอาหาร เมื่อนุ่งห่ม เมื่อใช้สิ่งที่อยู่อาศัย หรือยารักษาโรค นั่นก็ ยิ่งมีสติ เห็นแต่ความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ ให้ขยายความออกไปได้ว่า ทุกสิ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเรา ในชีวิตประจำวัน นี้ นั่นแหละเรียกว่าโลก แล้วเห็นโลกนั้นเป็นของว่างอยู่เสมอ โลกก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ไปตามเรื่องตามราวของธรรมชาติ ที่ทำอะไรเราไม่ได้, ที่ทำอะไรกับจิตนี้ให้เกิดความ ทุกข์ไม่ได้. ที่เราพูดนี่พูดให้มันชัดคล้าย ๆ กับวิทยาศาสตร์ เราจึงพูดในรูปของปฏิจจ- สมุปบาท ; ถ้าคุณเข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท จะเห็นว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ หากแต่ ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวแก่ทางจิตใจ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ทางพี่สิคส์ ที่เราเข้าใจกันดี. พอเราไม่เข้าใจ เราก็เลยหาว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องปรัชญา นี่แล่นไปหาความโง่ หลับหูหลับตา คือเห็นเรื่องที่เกิดอยู่กับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมีพฤติมี perception เป็นไปอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น ๆ เป็นปรัชญาไป. ที่จริงปฏิจจสมุปบาทเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติแท้ ๆ เป็นวิทยาศาสตร์ที่เปิดเผยอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ; แต่ไปโง่ไป หลงว่ามันเป็นปรัชญา ซึ่งสลัวไปหมดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามแบบของการคาดคะเน คำนึงคำนวณ. เราจะต้องจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับ ความว่างนี้ ในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์, ตัวความว่างนั่นแหละยิ่งเป็นตัววิทยาศาสตร์แท้ คือธรรมชาติแท้ ; JL การปรุงแต่งเป็น ความวุ่นทุกระยะทุกตอนนี้ก็เป็นของใหม่ ซึ่งเป็นธรรมชาติฝ่ายปรุงแต่ง ไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ก็เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยเหมือนกัน. ผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ดับทุกข์ได้ มองเห็นเรื่องนี้ชัดเจน เหมือนกับพวกเราเห็นวัตถุ เหมือนการเรียนวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ

น.519 เห็นชัดเจนอย่างนั้น; ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ก็เห็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ แจ่มแจ้ง ชัดเจน เปิดเผยอย่างนั้นเหมือนกัน การปฏิบัติต้องเป็นไปตามวิธีการของวิทยาศาสตร์ด้วย การปฏิบัติ ก็เป็นไปตาม วิธีการ หรือ วิชาการ ของสิ่งที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เป็นปรัชญา ; ขึ้นไปทำให้เป็นปรัชญาแล้ว จะไม่มีวันได้พบกัน กับความดับทุกข์ จะสลัวอยู่อย่างนั้น มืดมัวสลัวอย่างนั้นเรื่อยไป. นี่ขอเตือนว่า อย่าไปทำผิด ทำยุ่ง ทำกลับกันเสีย ในระหว่างสิ่งที่เขาพูด กันอยู่ เกร่อไปหมดในโลกนี้ ที่เรียกว่าปรัชญานั้น ปรัชญานี่. ผมพูดอย่างหยาบคาย ว่าบ้าทั้งเพ คือ ปรัชญาไม่นำไปสู่จุดที่ต้องการคือความดับทุกข์ได้ ; ต้องทำให้ เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ทำได้ ที่ควบคุมได้ ที่ปรับปรุงได้ แก้ไขได้ อย่างชัดเจนเหมือน กับเราทำรถ ทำเรือ ทำของใช้อะไรเหล่านี้. นี่สิ่งที่เรียกว่าหัวใจของการปฏิบัติ เกี่ยวกับสุญญตา ที่ได้พูดมาหลายวันแล้ว ติดต่อกันมาตามลำดับ. สรุปการปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตาเป็นเรื่องที่ทำได้ตามธรรมชาติ หัวใจของการปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับสุญญตา พูดในแง่ปาฏิหาริย์ก็เป็นเคล็ด ว่า ไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ. ถ้าพูดอย่างธรรมดา ๆ ก็ว่า มีสติรักษาสิ่งต่าง ๆ ไว้

น.520 ในสภาพปกติ เดิมแท้ของมัน : จะเป็นร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี ให้อยู่ในลักษณะที่ เรียกว่า ว่างจากตัวกู - ของกูอยู่เสมอ, เป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายจิตใจเป็นสิ่งที่ทำได้. แม้ว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในทางจิตใจก็คงสภาพเดิมอยู่เสมอ ; เป็นเด็กก็มี ความว่างไปอย่างเด็ก หรือในระดับเด็ก ๆ, เป็นผู้ใหญ่ ก็มีความว่างในระดับของผู้ใหญ่, แล้วก็ไม่มีใครที่จะเป็นทุกข์ได้ ในโลกนี้. นี่เรียกว่า หัวใจโดยวิชาความรู้ ก็ดี โดยหลักปฏิบัติก็ดี โดยผล สุดท้าย ของการปฏิบัติก็ดี รวมอยู่ที่คำ ๆ นี้ ที่ว่าภาวะปกติเดิมแท้ที่เป็นสมบัติของธรรมชาติ ของทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ; แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือของจิตใจ ที่เป็นนิวเคลียส ของทุกสิ่งที่เกี่ยวกับคนเรา หรือว่าเกี่ยวกับโลก โลกนี้จะมีอย่างไรก็ตาม ; ถ้าไม่มีจิตใจ ของมนุษย์เสียอย่างเดียวแล้ว มันก็ไร้ความหมาย ไม่มีอะไร ไม่มีค่าอะไร. จิตใจ ของสิ่งที่มีจิตใจนั่นแหละ คือ ตัวเรื่องสำคัญ ของปัญหาต่างๆ จัด การกับสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวก็เป็นอันหมดปัญหา ; เห็นโลกว่าง จิตก็ว่าง ก็ไม่มีความยุ่งยาก ลำบากอะไร ไม่มีหน้าที่อะไรต่อไป. คงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ที่ว่างจากตัวกู - ของกู, แล้วก็ทำอะไรของมันถูกเอง : จะกินอาหารหรือจะทำอะไร ก็ทำถูกของมันเอง ในลักษณะที่พอดีที่ไม่เกิดทุกข์. เอาต้นไม้เป็นครูคนแรกซิ มันทำอะไรของมันถูกต้องพอดี มีชีวิตอยู่อย่างนี้ อย่างปกติ ไม่มีปัญหาร้อยแปดพันเก้า ท่วมหัว ท่วมหู เหมือนมนุษย์เลย. เอาต้น ไม้เป็นครู มาคุยกับต้นไม้, เก่งกว่านั้นก็คุยกับก้อนหิน ก้อนหินเป็นครู, แม้แต่เอา สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ปลาปู เป็นครูนี้ ก็ยังมองเห็นมากกว่าที่จะเอามนุษย์ ที่วุ่น วายนี้เป็นครู ; เพราะมีอะไรน้อยกว่าคน มีปัญหาน้อยกว่าคน เพราะมีตัวกู - ของกู

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต